Blog

  • “กรมการค้าภายใน” สั่งการจนท.ลุยตรวจเข้มร้านทองทั่วไทย รับมือราคาทองผันผวน

    “กรมการค้าภายใน” สั่งการจนท.ลุยตรวจเข้มร้านทองทั่วไทย รับมือราคาทองผันผวน

    วันที่ 1 ก.พ.2569 นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลกที่มีความผันผวนสูงและปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากหันมาซื้อทองคำเพื่อการเก็บและเก็งกำไร นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน จึงได้สั่งการให้กองชั่งตวงวัด ประสานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการร้านจำหน่ายทองคำ ทั้งทองคำแท่งและทองคำรูปพรรณ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องชั่งดิจิทัล และกำชับการปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายให้ชัดเจน เพื่อคุ้มครองความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค

    ผลการตรวจสอบเบื้องต้น จากการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ศูนย์และสำนักงานสาขาชั่งตวงวัด 15 แห่ง เข้าตรวจสถานประกอบการรวม 105 แห่ง พบว่าร้านทองส่วนใหญ่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย มีการแสดงฉลากสินค้าและป้ายราคาชัดเจน อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเครื่องชั่งดิจิทัลรวม 132 เครื่อง พบเครื่องชั่งที่มีค่าความเที่ยงคลาดเคลื่อนเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจำนวน 1 เครื่อง ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายโดยผูกบัตรห้ามใช้ทันที

    นางสาวญาณี กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ ขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการตรวจสอบเครื่องชั่งให้มีสภาพสมบูรณ์และผ่านการรับรองจากกรมการค้าภายในอยู่เสมอ หากตรวจสอบพบการใช้เครื่องชั่งที่คลาดเคลื่อนหรือมีการดัดแปลง จะมีโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 280,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคา มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

    ทั้งนี้ กรมการค้าภายในขอแนะนำให้ประชาชนสังเกตเครื่องชั่งทุกครั้งก่อนทำธุรกรรม โดยเครื่องชั่งต้องมีสติกเกอร์เครื่องหมายรับรองจากกรมการค้าภายใน หากผู้บริโภคพบเห็นร้านทองที่ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือสงสัยว่าเครื่องชั่งน้ำหนักไม่เที่ยงตรง สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและรักษาความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนอย่างทันท่วงที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/126472&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ECbvAb-WJJ0PKjx7oPFQk

  • ‘อภิสิทธิ์’ หวั่นสัปดาห์หาเสียงโค้ง​สุดท้ายแบงค์เทาระบาด  

    ‘อภิสิทธิ์’ หวั่นสัปดาห์หาเสียงโค้ง​สุดท้ายแบงค์เทาระบาด  

    1 ก.พ. 2569 ที่ตลาดสดเทศบาลทุ่งสง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีฯ  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายชัยชนะ​ เดชเดโช​ รองหัวหน้า​พรร​ค ดูแลพื้นที่ภาคใต้​ นายสาทิตย์​ วงศ์​หนอง​เตย​ นายอิสรา​ สุนทรวัฒน์​ รองหัวหน้า​พรรค​ ลงพื้นที่ตลาดสดเทศบาลทุ่งสง​ อำเภอทุ่งสง​ จังหวัดนครศรีธรรมราช​ เพื่อช่วยหาเสียงให้นายชนภัทร​ รัตนพันธ์​ ผู้สมัคร สส.นครศรีธรรมราช เขต​ 5 หมายเลข 4 โดยบรรยากาศทันทีที่นายอภิสิทธิ์​ และคณะเดินทางมาถึง​ ได้มีชาวบ้านมาขอถ่ายรูป มอบดอกกุหลาบและพวงมาลัยให้​ พร้อมกับสวมกอด​ ขอจับมือ​ แชะตะโกนร้อง​ “ปักษ์ใต้บ้านเรา” และยังมีการนำหมวกและเสื้อมาให้นายอภิสิทธิ์​เซ็น​

    จากนั้นนายอภิสิทธิ์​ จะขึ้นบนรถแห่และกล่าวปราศรัยย่อย​ทักทายประชาชน​ เป็นภาษาใต้ว่า​ “ว่าพรือ”  พร้อมขอบคุณประชาชนที่มาให้กำลังใจพรรคประชาธิปัตย์ ตนมาวันนี้เพื่อมาย้ำเตือนว่าประชาชนผูกพันกันมาเป็นเวลานานกับพรรคประชาธิปัตย์​ อย่างในทุ่งสงนี้​มีอดีต สส.​ นายประกอบ​ รัตนพันธ์ ทำงานกันมากับตนหลายสมัย โดยเฉพาะเรื่องของการศึกษา แต่ครั้งนี้ไม่ได้ลงสมัคร​เลือกตั้ง เพราะตนจะเอาคนอายุใกล้ๆกับตน​ในสมัย​ 30 ปีที่แล้วมาลง​ ทำให้ประชาชนตะโกนขึ้นมาว่า​ ยังหล่อเหมือนเดิม​

    นายอภิสิทธิ์ ยังได้กล่าวถามว่า จำได้หรือไม่ว่าตอนที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล​ เราดูแลเอาใจใส่ประชาชน​เกษตรกร​ทั่วประเทศ อย่างในภาคใต้ ปาล์ม และผลิตภัณฑ์ยางพรรคประชาธิปัตย์ดูแลได้เป็นอย่างดี​ จำได้ไหมตนเป็นนายกรัฐมนตรีราคายางเท่าไหร่​ ร้อยกว่าบาท​ แต่ตอนนี้เท่าไหร่​ กิโลกรัมละ 50 บาท​ แต่ไม่เป็นไรครั้งนี้อย่างน้อยได้ 60​ บาท เมื่อตะกี้มีคนตะโกนถามราคายาง​ ตนมั่นใจว่าราคายางต้องเกิน 80 แน่นอน​ 

    นายอภิสิทธิ์​ ยังกล่าวถึงนโยบาย “หวยจังหวัด” ซื้อสลาก 50 บาท ให้ซื้อได้แค่ 100,000 คน โดยในนี้ที่ซื้อ 50 บาท จะมีคนนครศรีธรรมราช ได้รางวัล 1 ล้านบาท ทุกเดือน ส่วนที่เหลือ ก็จะถูกนำเงิน 40 บาทไปใส่ในบัญชีเงินออมให้ทุกคน ยืนยันว่านโยบายใหม่ใหม่ของจะทยอยออกมา และการดูแลผู้สูงอายุ ถ้วนหน้า 1,000 บาท รวมถึงการทำฟันใหักับผู้สูงอายุ แม้จะเป็นนโยบายเดิม แต่จะเป็นการต่อเติมให้

    นอกจากนี้ยังมีนโยบายใหม่ เช่น สนับสนุนให้คนไทย มีบุตรเพราะสถานการณ์การเกิดในประเทศไทยน้อยมาก ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจ ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ต้องทำให้เด็กเกิดมามีคุณภาพ โดยจะมีเงินช่วยคุณแม่ดูแลเด็ก คุณแม่คลอดลูกจะได้รับเงินทันที 5,000 บาท หลังจากนั้นปีแรกให้เดือนละ 5,000 บาท ทั้งปีคุณแม่จะได้เงิน 65,000 บาทไว้คอยดูแลลูกน้อย

    นายอภิสิทธิ์​ ยังกล่าวในช่วงท้ายว่า​ เขาพูดกันว่าคนใต้รักพรรคประชาธิปัตย์ มีพรรคอื่นหาเสียงบอกว่าบัญชีรายชื่อให้เลือกประชาธิปัตย์ แต่ สส.เขตขอแบ่ง แต่คนใต้ใจเดียวขอให้เลือกพรรคประขาธิปัตย์ทั้ง 2 ใบ ​เพราะอาทิตย์หน้าทุนเทาจะแปลงร่างเป็นแบงค์เทา​ และเริ่มมีการจดชื่อแล้ว​ พร้อมถามชาวบ้าน เอาไหมเอา  ซึ่งชาวบ้านตะโกนว่าเอา​ นายอภิสิทธิ์จึงกล่าวกับชาวบ้านว่าเอาได้แต่ไม่เลือก​ แน่ใจหรือไม่​ ตนจะได้กลับมาเยี่ยมเยียน ผู้แทนกลับมาดูแลพี่น้อง​ ทำให้บ้านเมืองสุจริต​  เศรษฐกิจ​ดีขึ้น​ และไทยหายจน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/940501/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rzA8QjJBKqYS76Rb5uFr4

  • เลือกตั้ง’69:กกต.เตือนห้ามเผยแพร่โพลเลือกตั้งช่วง 7 วันก่อนเลือกตั้ง 1-8 ก.พ. ก่อนเวลา 17.00

    เลือกตั้ง’69:กกต.เตือนห้ามเผยแพร่โพลเลือกตั้งช่วง 7 วันก่อนเลือกตั้ง 1-8 ก.พ. ก่อนเวลา 17.00

    เลือกตั้ง'69:กกต.เตือนห้ามเผยแพร่โพลเลือกตั้งช่วง 7 วันก่อนเลือกตั้ง 1-8 ก.พ. ก่อนเวลา 17.00 น.

    สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอแจ้งเตือนหน่วยงาน องค์กร สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำหรือเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน หรือโพลเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ตามมาตรา 72 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. บัญญัติว่า การสำรวจความคิดเห็นของประชาชน โดยมีเจตนาไม่สุจริต มีลักษณะเป็นการชี้นำหรือมีผลต่อการตัดสินใจในการลงคะแนนเลือกตั้งหรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดจะกระทำมิได้

    นอกจากนี้ ห้ามมิให้ผู้ใดเปิดเผยหรือเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงลงคะแนน ในระหว่างเวลา 7 วันก่อนวันเลือกตั้งจนถึงเวลาปิดการออกเสียงลงคะแนน ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.00 นาฬิกา ผู้ใดฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    สำนักงาน กกต. ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนดำเนินการจัดทำ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งด้วยความรับผิดชอบ เพื่อให้บรรยากาศการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq02/12785851&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oEFaImOGBo7_CCs0ZGXJE

  • ไม่เอาพรรคซื้อเสียง! เทพไท โชว์จุดยืน ครอบครัวเสนพงศ์

    ไม่เอาพรรคซื้อเสียง! เทพไท โชว์จุดยืน ครอบครัวเสนพงศ์

    ไม่เอาพรรคซื้อเสียง! เทพไท โชว์จุดยืน ครอบครัวเสนพงศ์

    วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.09 น.

    เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จุดยืน ไม่เอาพรรคซื้อเสียง

    ผมมีจุดยืนที่ชัดเจน ได้ประกาศมาโดยตลอดว่า ไม่เอาพรรคการเมืองที่ซื้อเสียง ต่อต้านการซื้อเสียง เพราะรู้ดีว่าการซื้อเสียงเป็นมะเร็งร้ายของการเมืองไทย ก่อให้เกิดธุรกิจการเมือง การถอนทุนคืน และเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนสีเทาเข้ามาครอบงำระบอบเศรษฐกิจของไทย จึงได้รณรงค์ต่อต้านมาโดยตลอด

    แต่ก็รู้สึกโชคดี เมื่อมีสมาชิกในครอบครัว 2 คน ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ในนามพรรคการเมือง ที่ประกาศจุดยืนไม่ซื้อเสียง ต่อต้านกลุ่มทุนสีเทา แก๊งสแกมเมอร์ คือ

    1.ผศ.เชาวน์วัศ เสนพงศ์ พี่ชายคนโต ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ เขต 2 จังหวัดนครศรีธรรมราช และได้รณรงค์หาเสียงโดยใช้แนวทางตั้งเวทีปราศรัย เดินเคาะประตู ขึ้นรถแห่ เดินตลาดนัด ไม่ใช้การจดรายชื่อเพื่อซื้อเสียง และหัวคะแนนส่วนใหญ่ก็เป็นหัวคะแนนธรรมชาติ เป็นแฟนพันธุ์แท้ หรือสมาชิกดั้งเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ศรัทธาในอุดมการณ์ของพรรค และเชื่อมั่นในตัวของนายชวน หลีกภัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อเข้าต่อสู้กับพรรคการเมืองที่ใช้แนวทางการซื้อเสียง แม้จะไม่มั่นใจว่า สามารถฝ่ากระแสเงินทุนสีเทาได้หรือไม่

    2.ดร.จริยา เสนพงศ์ น้องสาวคนเล็ก ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ในระบบบัญชีของพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืนไม่ซื้อเสียงเช่นกัน แต่ด้วยน้องสาวคนเล็ก เป็นเพื่อนกับอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่ร่วมเรียนหนังสือมาด้วยกันในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงได้ซึมซับอุดมการณ์ทางการเมืองมาด้วยกัน เมื่อจบการศึกษาแล้ว ได้ทำงานร่วมกับกลุ่มเอ็นจีโอมาตลอดครึ่งชีวิต จึงตัดสินใจร่วมงานการเมืองกับพรรคประชาชน และได้เดินหน้าหาเสียงตามแนวทางที่ตัวเองถนัด

    แม้ว่าเราจะเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแต่ในทางการเมืองก็เป็นอิสระต่อกัน เคารพความคิดและการตัดสินใจของกันและกัน ส่วนตัวไม่สามารถช่วยหาเสียงให้กับใครได้ นอกจากเป็นกำลังใจให้ในฐานะคนครอบครัวเดียวกัน แต่ที่สบายใจมากที่สุด ก็คือทั้งพี่ชายและน้องสาว ตัดสินใจทำการเมือง แบบการเมืองสีขาว การเมืองบริสุทธิ์ การเมืองสุจริต และการเมืองที่ไม่ซื้อเสียง

    ขอให้โชคดีในแนวทางการเมือง ที่ได้ตัดสินใจเลือกแล้ว

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/944366&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UCUMku__hBUtL7qx0x_ft

  • “เต้ มงคลกิตติ์” เปิดวิสัยทัศน์ใหญ่ พลิกชายแดนใต้สู่เมืองเศรษฐกิจโลก | TOPNEWS

    “เต้ มงคลกิตติ์” เปิดวิสัยทัศน์ใหญ่ พลิกชายแดนใต้สู่เมืองเศรษฐกิจโลก | TOPNEWS

    “เต้ มงคลกิตติ์” เปิดวิสัยทัศน์ใหญ่ พลิกชายแดนใต้สู่เมืองเศรษฐกิจโลก

    • เผยแพร่ : 01/02/2026 17:05

    วันที่ 1 ก.พ. 2569 “คนไทยต้องคิดใหญ่ กล้าคิด กล้าทำ” นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคทางเลือกใหม่ ลงพื้นที่หาเสียง อ.เมือง จ.นราธิวาส ท่ามกลางการต้อนรับอย่างคึกคักจากประชาชน พร้อมด้วย น.ส.ภคอร จันทรคณา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ หมายเลข 6 นายสรกฤช จันทรคณา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ หมายเลข 9 และทีมผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เพื่อแนะนำนโยบายพรรค โดยชูนโยบายพลิกสามจังหวัดชายแดนภาคใต้สู่ “ดูไบสอง” ของอาเซียน ผลักดันเศรษฐกิจ ความมั่นคง และกองทัพอวกาศ สร้างอนาคตใหม่ให้ประเทศ พร้อมสร้างเสียงฮือฮาด้วยนโยบาย “นักรบอวกาศ” การส่งพี่น้องมุสลิมขึ้นสู่อวกาศ และแนวคิดด้านสิทธิเสรีภาพทางครอบครัวแบบสมัครใจและเท่าเทียม


    นายมงคลกิตติ์ หรือ “พี่เต้” กล่าวท่ามกลางประชาชนว่า จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา สามารถพัฒนาให้ทัดเทียมสิงคโปร์หรือดูไบได้ หากมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง ทั้งสนามบิน แนวชายฝั่ง อาคารสูงกว่า 100 ชั้น เพื่อรองรับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวระดับโลก พร้อมผลักดันให้เป็นศูนย์กลางอารยธรรมอิสลาม ด้านวัฒนธรรม การแต่งกาย และวิถีชีวิต โดยหัวใจของนโยบายคือการกระตุ้นเศรษฐกิจ แจกเงิน 36,000 บาทต่อครัวเรือน ครอบคลุมกว่า 25 ล้านครัวเรือน ใช้งบประมาณราว 900,000 ล้านบาท เพิ่มกำลังซื้อในระบบ สนับสนุนผู้จบการศึกษาให้รวมกลุ่มทำธุรกิจ SME ด้วยสินเชื่อ 500,000 – 3,000,000 บาท รวมถึงนโยบายประกันรายได้ผู้ว่างงาน 5,000 บาทต่อเดือน ควบคู่การสร้างงานใหม่อย่างยั่งยืน

    fdfbdfb

    17

    อภิสิทธิ์ นำทีมประชาธิปัตย์ ตะลุยปากพนัง หนุนผู้สมัครเขต 2 นครศรีฯ

    “คีรี กาญจนพาสน์” นำชมห้องตัวอย่าง “บ้านชาวไทย” D:CODE SRI NAKARIN ย้ำอยากให้คนมีบ้านเป็นของตัวเอง ด้วยเงื่อนไขพิเศษ ลดทุกข้อจำกัดเงินดาวน์ และราคาผ่อนถูกเหมือนเช่า

    ชาวน่านแห่ใช้สิทธิ์! เลือกตั้งล่วงหน้าคึกคักตั้งแต่ตี 5 ทหาร-ข้าราชการแห่เข้าคิวแน่น

    ชาวอุตรดิตถ์ตื่นตัว! แห่เลือกตั้งล่วงหน้าสนามกีฬาพระยาพิชัยฯ คึกคัก ยอดนอกเขตพุ่งกว่า 3,300 คน

    รวมพลังคนไทยยูนนาน จัดงาน“สถิตในดวงใจไทยยูนนาน” น้อมรำลึก 100 วัน พระพันปีหลวง

    “อสม.” ศรีสะเกษ เปิดภาพหลักฐาน “ขรก.ใหญ่” สาธารณสุข เรียกประชุม ร้องขอให้ช่วย “ลูกชาย” สมัครชิงสส.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1474146&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39p5q04E9rDs_AKh9u8tDk

  • ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศพบหารือคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ – กระทรวงการต่างประเทศ

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศพบหารือคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ – กระทรวงการต่างประเทศ

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศพบหารือคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ

    ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศพบหารือคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ

    วันที่นำเข้าข้อมูล 1 ก.พ. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 1 ก.พ. 2569

    | 26 view

    เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้การต้อนรับและพบหารือกับนายไมเคิล โรเจอร์ส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ พรรครีพับลิกัน รัฐแอละแบมา และประธานคณะกรรมาธิการการทหาร พร้อมด้วยนายอดัม สมิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ พรรคเดโมแครต รัฐวอชิงตัน และรองประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯ นายซาลูด คาร์บาฮาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ พรรคเดโมแครต รัฐแคลิฟอร์เนีย และนายจิมมี แพโทรนิส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ พรรครีพับลิกัน รัฐฟลอริดา ในโอกาสการเยือนไทย ระหว่างวันที่ 28 – 30 มกราคม 2569

    ทั้งสองฝ่ายย้ำถึงความสำคัญที่ให้กับความสัมพันธ์ไทย – สหรัฐฯ โดยผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ กล่าวถึงความเป็นพันธมิตรทางสนธิสัญญาด้านความมั่นคงและความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกันในหลากหลายด้าน ทั้งการทหารและความมั่นคง เศรษฐกิจ และการศึกษา ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ย้ำถึงความสำคัญที่ให้กับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และความมุ่งมั่นในการกระชับความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ยาวนานอย่างไทย ทั้งยังหารือแนวทางกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือที่จะเป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะด้านการบังคับใช้กฎหมายและการปราบปรามปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและเป็นประเด็นที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายหารือความเป็นหุ้นส่วนด้านเศรษฐกิจและประเด็นภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐฯ โอกาสในการขยายความร่วมมือ และการสนับสนุนให้กลับมามีเส้นทางบินตรงระหว่างไทยกับสหรัฐฯ รวมถึงแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์สำคัญในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงพัฒนาการของสถานการณ์ในเมียนมา

    หลังจากนั้น ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ เป็นเจ้าภาพการหารือระหว่างอาหารกลางวัน โดยมีผู้บริหารจากภาคเอกชนไทยที่มีการลงทุนในสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/vfm-meets-us-congressional-delegation%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a904%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a906&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xebN48c11XbW3TDSGeRg9

  • ไลออนส์ราชธานี กรุงเทพ มอบอาคาร-ทุนการศึกษา รร.เกล็ดลิ้นวิทยา โคราช รวมกว่า 3.3 แสนบาท

    ไลออนส์ราชธานี กรุงเทพ มอบอาคาร-ทุนการศึกษา รร.เกล็ดลิ้นวิทยา โคราช รวมกว่า 3.3 แสนบาท

    สโมสรไลออนส์ราชธานี กรุงเทพ มอบอาคารและทุนการศึกษา รร.เกล็ดลิ้นวิทยา จ.นครราชสีมา กว่า 3.3 แสนบาท

    สโมสรไลออนส์ราชธานี กรุงเทพ ภาค 310 E นำโดย ไลออน ณสุดา ฐนันญดาภูดิศ นายกสโมสรฯ พร้อมคณะที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ล.พูลศรี จงแสงทอง, ล.เลื่อน ตันนิรันดร, ล.พิสิษฐ์ หลิ่วพัฒนวงศ์, ล.ดาวรัตน์ ลีฤทธิเกียรติ และ ล.ณัฏฐนันท์ ฐนันญดาภูดิศ และสมาชิกลงพื้นที่ โรงเรียนเกล็ดลิ้นวิทยา จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 เพื่อส่งมอบโครงการสาธารณกุศลมูลค่ารวมกว่า 332,000 บาท

    ภายในงานได้รับเกียรติจาก ผู้ว่าสราญจิต เจริญวัฒนากุล ผู้ว่าการภาค 310 Eและคณะ ร่วมเป็นเกียรติและบริจาคสมทบทุนอุปกรณ์กีฬา โดยมี นายธีรยุทธ ตะวัน ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาฯ และ นางสาวเบญจวรรณ จินดาฤทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ เป็นตัวแทนรับมอบ

    กิจกรรมครั้งนี้ประกอบด้วยการส่งมอบ อาคารอเนกประสงค์ เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา มอบ ทุนการศึกษา และ อุปกรณ์กีฬา (โกลฟุตบอล) พร้อมกันนี้คณะสโมสรและโรงเรียนได้ร่วมกัน ปลูกต้นรวงผึ้ง ต้นไม้ประจำพระองค์ รัชกาลที่ 10 จำนวน 10 ต้น เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีแก่เยาวชน ตามปณิธานการบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวมของสโมสรไลออนส์ราชธานี กรุงเทพ สืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/126601&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ge6HeZLZCpu3bZlGL8vNk

  • ประธานศาลฎีกา เปิดโครงการ “เยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน” รุ่นที่ 10

    ประธานศาลฎีกา เปิดโครงการ “เยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน” รุ่นที่ 10

    วันนี้ (1 กุมภาพันธ์ 2569) เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ศาลฎีกา สนามหลวง นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ให้เกียรติเป็นประธานและกล่าวให้โอวาทในพิธีเปิดโครงการ“เยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน”รุ่นที่ 10  (Belia Thai Sejiwa Sehati) ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยมี นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นผู้กล่าวรายงาน ในการนี้ผู้บริหารศาลฎีกา และนายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา ประธานคณะทำงานดำเนินการโครงการเยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน พร้อมคณะผู้บริหารสำนักงานศาลยุติธรรม เข้าร่วมพิธีด้วย

    นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา กล่าวว่ามีความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “เยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน” รุ่นที่ 10 การที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดโครงการขึ้น นับเป็นสิ่งที่ดีสอดคล้องต่อนโยบายประธานศาลฎีกา ด้านคุณธรรมนำทาง ข้อ 4 เสริมสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชน โดยประชาสัมพันธ์และดำเนินกิจกรรมสาธารณะ ทั้งในระดับเด็กและเยาวชน และทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในกฎหมาย กระบวนการทางศาล ความยุติธรรม ตามหลักนิติธรรม ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม เพื่อลดข้อพิพาทในสังคม เนื่องจากเมื่อเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการมีโอกาสได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องทางด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม เข้าใจถึงบทบาท และหน้าที่ของศาลยุติธรรม ในฐานะองค์กรหลัก
    ของประเทศที่ใช้อำนาจตุลาการ ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้แก่คนในชาติ โดยไม่เลือกปฏิบัติ ภายใต้หลักนิติธรรม ในโอกาสต่อไปภายหน้า หากมีความจำเป็นต้องใช้กระบวนการทางศาลย่อมเข้าใจและเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้

    นอกจากนี้ในโครงการยังมีการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีให้แก่เยาวชน ด้วยการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างสันติสุข ภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย รวมถึงจัดให้มีการแนะนำแนวทางการศึกษาวิชากฎหมายให้แก่เยาวชนผู้เข้าร่วมกิจกรรม ใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

    สำหรับการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ ในอนาคตของตนเอง นับเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการนี้ จะได้รับประโยชน์จากความรู้ ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และกระบวนการพิจารณาคดีของศาล ตลอดจนได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ทางด้านกฎหมายที่จะเป็นการเพิ่มพูนทักษะ และปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีต่อชุมชน ต่อสังคม และประเทศชาติ ตั้งแต่วัยเยาว์ อันจะนำมาซึ่งความสงบสุขและสันติภาพอย่างยั่งยืนในภายภาคหน้า

    นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่าด้วยสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้โอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ทัดเทียมกับเยาวชนในภูมิภาคอื่น ด้วยเหตุดังกล่าวสำนักงานศาลยุติธรรม

    โดยกองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์จึงได้จัดโครงการ “เยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ ทางด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น ตลอดจนให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของเด็กและเยาวชนตามกฎหมาย ให้แก่เยาวชนที่มีภูมิลำเนา หรือกำลัง ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา และ 4 อำเภอ ในจังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย จำนวน 120 คน ด้วยรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อเกี่ยวกับกฎหมาย การศาลยุติธรรม การศึกษาวิชากฎหมายทั้งในและต่างประเทศ การแนะนำแนวทางสู่การเป็นผู้พิพากษา และวิชาชีพกฎหมายอื่น ๆ ตลอดจนกิจกรรมเสริมสร้างทัศนคติในการดำเนินชีวิตที่ดี ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม เพื่อการเรียนรู้ตนเอง และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข นอกจากนี้ยังจัดให้มีการศึกษาดูงานการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาลยุติธรรม การเข้าเยี่ยมคารวะบุคคลสำคัญของประเทศ ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา นายกรัฐมนตรี ประธานองคมนตรี และจุฬาราชมนตรี

    ต่อมาเวลา 14.30 น. พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี ให้เกียรติเดินทางมาให้โอวาทแก่เยาวชนที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ “เยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน” รุ่นที่ 10 ณ ศาลฎีกา

    พร้อมกล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่วันนี้ได้มีโอกาสพบกับผู้บริหารศาลยุติธรรม และเยาวชนทั้ง 120 คน จากโครงการเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน รุ่นที่ 10 ต้องขอแสดงความชื่นชมสำนักงานศาลยุติธรรมที่จัดโครงการนี้ให้แก่เยาวชน ซึ่งได้มีการดำเนินการมาเป็นรุ่นที่ 10 แล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เข้ามาฝึกอบรม และศึกษาดูงานทางด้านการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรม ซึ่งนอกจากความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการรับฟังการบรรยายจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และการร่วมกิจกรรมต่าง ๆ แล้วเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการยังมีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ร่วมกัน

    นอกจากนี้ ประธานองคมนตรี ได้กล่าวให้แง่คิดที่สำคัญแก่เยาวชนในโครงการ “เยาวชนไทย หัวใจเดียวกัน” โดยเน้นย้ำถึงบทบาทหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ในการเป็นรากฐานที่เข้มแข็งของประเทศชาติ ซึ่งโครงการดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องของระเบียบข้อบังคับทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เยาวชนเติบโตไปเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ

    สาระสำคัญที่พลเอกสุรยุทธ์ได้ถ่ายทอด คือการสร้างความตระหนักรู้ในเรื่อง “สิทธิและหน้าที่” โดยระบุว่าเมื่อบุคคลทราบถึงสิทธิของตนเองแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องควบคู่กันไปคือการปฏิบัติตามหน้าที่พลเมืองอย่างเคร่งครัด เช่น การออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและการทำหน้าที่พลเมืองที่ดีในการกำหนดทิศทางของอนาคตชาติ

    ​นอกจากหน้าที่ด้านการเมืองการปกครองแล้ว พลเอกสุรยุทธ์ยังได้เน้นย้ำถึงหน้าที่ของเยาวชนชายไทยในด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการเสียสละเพื่อปกป้องอธิปไตยของบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นการสมัครเข้ารับราชการทหารหรือการเข้ารับการคัดเลือกเป็นทหารเกณฑ์ พร้อมทั้งได้หยิบยกสถานการณ์บริเวณชายแดนไทยที่เคยมีเหตุปะทะในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เห็นถึงความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่ยอมสละชีพเพื่อรักษาความสงบสุขของส่วนรวม สิ่งเหล่านี้ถือเป็นหน้าที่อันทรงเกียรติในการปกป้องรักษาแผ่นดินที่เยาวชนควรภาคภูมิใจ

    ​ในช่วงท้าย พลเอกสุรยุทธ์ได้ฝากความหวังไว้กับกลุ่มเยาวชนไทยหัวใจเดียวกัน ให้ร่วมกันสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เหนียวแน่นในอนาคต เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนทั้งระดับชุมชนและระดับประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้คือ “ความสามัคคี” ของคนในชาติ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สังคมไทยเกิดความสงบเรียบร้อยและพัฒนาอย่างยั่งยืนสืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/65848&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10yUpxq1zrDQvX9voqSdq0

  • ‘มาดามหยก’ กางแผนสยบ PM2.5 เชียงใหม่! ชูเทคโนโลยี ‘ไบโอชาร์’ ปลุกท่องเที่ยว-เศรษฐกิจคืนถิ่น | TOPNEWS

    ‘มาดามหยก’ กางแผนสยบ PM2.5 เชียงใหม่! ชูเทคโนโลยี ‘ไบโอชาร์’ ปลุกท่องเที่ยว-เศรษฐกิจคืนถิ่น | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 ที่มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ภายหลังจบเวที “เจียงใหม่ดีเบต เลือกตั้ง 69” มาดามหยก” น.ส.กชพร เวโรจน์ หัวหน้าพรรคก้าวอิสระ และสส.บัญชีรายชื่อ เบอร์ 22 หนึ่งในผู้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ทางการเมือง เปิดเผยว่า บรรยากาศการดีเบตเป็นไปอย่างอบอุ่น ได้รับกำลังใจจากประชาชนจำนวนมาก พร้อมขอบคุณผู้จัดงานและสื่อมวลชนทุกแขนงที่ร่วมกันสร้างพื้นที่สาธารณะให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

    มาดามหยก กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่หยิบยกขึ้นมาในเวทีคือ ปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของจังหวัดเชียงใหม่ ที่ผ่านมาส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยระบุว่าปัจจุบันนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยตัดสินใจยกเลิกการจองที่พักและการเดินทาง เนื่องจากกังวลเรื่องคุณภาพอากาศ ส่งผลให้รายได้ของผู้ประกอบการท่องเที่ยวการหดหาย

    นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงปัญหา PM2.5 กับ ภาคการเกษตร โดยเสนอแนวทางลดการเผาในที่โล่ง ผ่านการส่งเสริมการไถกลบ การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร และการใช้เทคโนโลยีอย่าง ไบโอชาร์ ซึ่งจะช่วยลดมลพิษและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกรในระยะยาว

    มาดามหยก ยังกล่าวถึงประเด็น การเร่งรัดเงินเยียวยา ที่ยังคงค้างอยู่ โดยเฉพาะกรณีประกันโควิด “เจอจ่ายจบ” ซึ่งแม้จะผ่านมากว่า 5 ปีแล้ว แต่ยังมีประชาชนจำนวนมากไม่ได้รับเงินตามสิทธิ พร้อมย้ำว่าเงินเหล่านี้ไม่ใช่เงินแจก แต่เป็นเงินที่ต้องจ่ายตามสัญญาประกัน เพื่อคืนความเป็นธรรมและสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบประกันภัยของประเทศ

    ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้รัฐบาลใช้งบกลางเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจาก อุทกภัย แผ่นดินไหว และสถานการณ์ชายแดน รวมถึงดูแลทหารและเจ้าหน้าที่แนวหน้าให้ได้รับเงินเยียวยาอย่างครบถ้วนและเป็นธรรม

    มาดามหยกทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน แต่ยังเป็นการฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั้งระบบ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณามาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยประคองประชาชนและผู้ประกอบการในช่วงวิกฤต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1474518&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EebI_yZ6d5M7CNuFQ9_Sl

  • ‘ยศชนัน’ อ้อนคนแปดริ้วเลือก สส.เพื่อไทยยกจังหวัด ชูเพิ่มมูลค่ามะพร้าว-ผลไม้

    ‘ยศชนัน’ อ้อนคนแปดริ้วเลือก สส.เพื่อไทยยกจังหวัด ชูเพิ่มมูลค่ามะพร้าว-ผลไม้

    วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.25 น.

    ‘ยศชนัน’ อ้อนคนแปดริ้วเลือก สส.เพื่อไทยยกจังหวัด ชูเพิ่มมูลค่ามะพร้าว-ผลไม้ สนับสนุนโฮมสเตย์ยกระดับการท่องเที่ยวเมืองรองเป็นเมืองหลัก พร้อมแก้ไขปัญหาช้างป่าบุกชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    วันที่ 1 ก.พ.69 เวลา 13.00 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พร้อมคณะลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียง ที่ตลาดนัดวินเทจ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ช่วยหาเสียงนายพันธุ์พงศ์ อัศวชัยโสภณ ผู้สมัคร สส.ฉะเชิงเทรา เขต 2 เบอร์ 3 และนายศักดิ์ชาย ตันเจริญ ผู้สมัคร สส.ฉะเชิงเทรา เขต 3 เบอร์ 1

    รวมถึงคณะพรรคเพื่อไทยที่มาช่วยหาเสียง ประกอบด้วย นางฐิติมา ฉายแสง ผู้สมัคร สส.ฉะเชิงเทรา เขต 1 เบอร์ 2, นายพิทักษ์ จารุสมบัติ ผู้สมัคร สส.ฉะเชิงเทรา เขต 4 เบอร์ 1, นายคงกฤช หงษ์วิไล ผู้สมัคร สส.ปราจีนบุรี เขต 3 เบอร์ 1, นายรัฐชานนท์ คาดหมายดี ผู้สมัคร สส.ระยอง เขต 1 เบอร์ 3, นายภีมเดช อมรสุคนธ์ ผู้สมัคร สส.ระยอง เขต 2 เบอร์ 2, นายชัยณรงค์ สันทัสนะโชค ผู้สมัคร สส.ระยอง เขต 3 เบอร์ 1, นายพิเชษฐ์ โพธิสาร ผู้สมัคร สส.ระยอง เขต 4 เบอร์ 3, นายธนชัย วสุอนันต์กุล ผู้สมัคร สส.ระยอง เขต 5 เบอร์ 1, นายสุชาติ ตันเจริญ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ, นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ, นายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย

    โดยก่อนการขึ้นเวทีปราศรัย นายยศชนัน ได้พบกับชาวสวนมะพร้าว ที่มาร้องเรียนเรื่องราคามะพร้าวตกต่ำ และกลุ่มอาสาพิทักษ์ช้างป่า ขอให้ช่วยดูเรื่องการดูแลป้องกันช้างป่ารุกพื้นที่การเกษตร เสนอสานต่อการสร้างรั้วกั้นระหว่างป่าและพื้นที่การเกษตร และแหล่งท่องเที่ยวแบบซาฟารี 

    นายยศชนัน กล่าวว่า ขอขอบคุณชาวแปดริ้วที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ตนได้รับพวงมาลัยลูกมะพร้าว ซึ่งพี่น้องเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน จากราคาที่ตกต่ำจากปกติขายลูกละ 10 บาท ตอนนี้เหลือลูกละ 3-4 บาท เพราะราคาไปอ้างอิงกับประเทศจีน รวมถึงมีปัญหาเรื่องชลประทาน และศัตรูพืชที่ระบาดหนัก เราต้องแก้ไขทั้งระบบ โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มเงินในกระเป๋าให้พ่อแม่พี่น้อง ซึ่งหลายชิ้นส่วนของมะพร้าวสามารถนำไปใช้ทำเป็นยาได้ ช่วยเพิ่มมูลค่าของมะพร้าวได้ 1,000 เท่า โดยจะเสริมให้ฉะเชิงเทราเป็นหมุดหมายเมืองแห่งอุตสาหกรรม และเทคโนโลยี 

    นายยศชนัน กล่าวอีกว่า ในพื้นที่เขต 3 มีปัญหาเรื่องช้างป่าบุกรุก ทำลายพืชสวนไร่นา รวมถึงทำร้ายชาวบ้านจนเสียชีวิต โดยนายศักดิ์ชาย ตันเจริญ ได้เข้าไปผลักดันในสภาฯ ได้เป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตามผลการดำเนินงานและศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืน ซึ่งได้มีการสร้างรั้วกั้นช้างไปแล้วกว่า 40 กม. พร้อมเยียวยาเกษตรกรที่ถูกรุกที่ชุมชน โดยพรรคเพื่อไทยจะสร้างรั้วต่อให้ครบ รวมถึงเราจะรักษาป่าให้อุดมสมบูรณ์ ช้างจะได้ไม่ออกมารุกพื้นที่เกษตรของชาวบ้าน

    นายยศชนัน กล่าวถึงการพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดว่า หลายคนมองว่าฉะเชิงเทราเป็นทางผ่าน เราจะทำให้นักท่องเที่ยวมาอยู่ที่นี่ทั้งอาทิตย์ หากเราเชื่อมโยง สวน หมู่บ้าน ตลาด วัด เข้าด้วยกัน เราสามารถทำเป็นโฮมสเตย์ได้ เพียงปรับปรุงเล็กน้อย โดยเป็นการเพิ่มช่องทางการขายสินค้าการเกษตรในโฮมสเตย์ได้ หรือในสถานที่ท่องเที่ยว เพิ่มมูลค่าสร้างความเจริญ พี่น้องจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

    นายยศชนัน กล่าวถึงนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่จะช่วยยกระดับชีวิตของประชาชน เช่น นโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% คูปองปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์, นโยบายล้างหนี้เพื่อคนไทย, นโยบายยิ่งกว่าพลัส รัฐออก 70% ประชาชนออก 30%, นโยบาย Smart City ด้วย AI For All, นโยบายแก้ปัญหาที่ดินทำกิน

    “เราจะเติมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพี่น้องชาวฉะเชิงเทรา วันที่ 8 กุมภา นอกจากจะเป็นวันเลือกตั้งแล้ว จะเป็นวันที่นำความหวัง ความฝันของพี่น้องประชาชนให้เป็นความจริง“ นายยศชนันกล่าว

    ด้านนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน  ไม่มาถึงขนาดนี้ได้ เพราะหนู (นายอนุทิน) กินส้ม (พรรคประชาชน) หนูก็เลยเป็นราชสีห์ ส้มตกลงกับหนูว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญใน 4 เดือนแล้วยุบสภา แต่ว่าอยู่ได้เพียง 2 กว่า รัฐธรรมนูญก็ไม่แก้ และยุบสภาหนี เรียกว่าเป็น“ หนูต้มส้ม”

    นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยช่วงนี้หาเสียงแปลก ว่าพรรคท่านรักชาติ พรรคอื่นไม่รักชาติ ตนบอกว่าท่านนายกฯ ใจเย็นๆ อย่าหาเสียงแบบนี้ ใจคอท่านจะวิ่งราวชาติไปรักคนเดียวหรือไง ตยไม่เชื่อว่าจะมีพรรคใดเกลียดชาติ หรือต้องรักชาติแบบท่าน ที่เอาชาติไปครอบครอง เช่น เป็นเจ้าของเขากระโดง เป็นเจ้าของ สว. 

    นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ผู้สมัคร สส.ฉะเชิงเทราของเราพูดชัดเจนว่าอยู่พรรคเพื่อไทย ไม่เหมือนกับผู้สมัครอีกพรรคที่ไม่กล้าพูดชื่อพรรคของตัวเอง ฉะนั้นต้องกาให้พรรคเพื่อไทยพรรคเดียวเป็นเหมือนสายน้ำบางปะกง ให้ชนะยกจังหวัดทั้ง 4 เขต

    จากนั้น เวลา 15.00 น. นายยศชนันและคณะ เดินทางไปยัง ตลาดโรงสี อ.บางประกง จ.ฉะเชิงเทรา ช่วยผู้สมัครหาเสียง โดยมีประชาชนรอพบปะเป็นจำนวนมาก โดยมีประชาชนได้มอบพวงมาลัยมะม่วง ที่ติดหมายเลข 9 ไว้ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/944422&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HcrEv8Uurjpo6T4YhVmtU