Blog

  • กฟผ. หนุนเวทีนานาชาติ MIT ตอกย้ำบทบาทผู้นำขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอาเซียนสู่ความยั่งยืน

    กฟผ. หนุนเวทีนานาชาติ MIT ตอกย้ำบทบาทผู้นำขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอาเซียนสู่ความยั่งยืน

    นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำคณะผู้บริหาร และผู้แทนจาก กฟผ. ร่วมการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ “Powering Southeast Asia through 2050: Building a Sustainable and Energy-Resilient ASEAN” จัดโดยสถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology: MIT)

    โดยมีผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญจาก MIT พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 400 คน ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองด้านพลังงาน สภาพภูมิอากาศ และความยั่งยืน ต่อยอดสู่การกำหนดนโยบาย และการปฏิบัติเพื่อสร้างผลกระทบที่เป็นรูปธรรม พร้อมร่วมขับเคลื่อนอาเซียนสู่เป้าหมายพลังงานสะอาด

    นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. กล่าวในเวทีเสวนา Energy and Climate Agenda and Priorities for Southeast Asia กับผู้แทนจากหน่วยงานชั้นนำระดับโลก เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครอบคลุมทั้งเป้าหมายการพัฒนาในระยะยาว แนวโน้มระบบพลังงานในอนาคต และความท้าทายที่อาจส่งผลกระทบต่อภูมิภาค

    โดยนำเสนอทิศทางการดำเนินงานของ กฟผ. ในการเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ผ่านการยกระดับความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า การส่งเสริมเทคโนโลยีผลิตพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ การประยุกต์ใช้ระบบพยากรณ์พลังงานหมุนเวียน และระบบกักเก็บพลังงาน

    ควบคู่กับการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานศักยภาพสูง เช่น ไฮโดรเจน (Hydrogen) และ Small Modular Reactor (SMR) เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    โดยได้เน้นย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของภูมิภาคอย่างยั่งยืนควรยึดหลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เนื่องจากการพัฒนาระบบพลังงานในภูมิภาคยังมีความเหลื่อมล้ำกัน โดยบางพื้นที่มีอัตราการเข้าถึงไฟฟ้าเพียงร้อยละ 60 การขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานจึงต้องคำนึงถึงทุกภาคส่วนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างทั่วถึงในทุกมิติ

    นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้จัดแสดงนิทรรศการผลงานนวัตกรรมด้านพลังงาน ภายใต้แนวคิด “Innovate Power Solutions for a Better Life” โดยนำเสนอแนวทางการพัฒนาพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมผ่าน 4 โซนหลัก ได้แก่

    โซนที่ 1 : Grid Modernization การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยและยืดหยุ่น เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนและเสริมเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

    โซนที่ 2 : Floating Photovoltaic (FPV) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำของ กฟผ. ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    โซนที่ 3 : Small Modular Reactor (SMR) การศึกษาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำที่มีความปลอดภัยสูง

    และโซนที่ 4 : Decarbonization Solutions แนวทางการลดคาร์บอนแบบครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ไปจนถึงกลไกด้านพลังงานสีเขียว เช่น Renewable Energy Certificate (REC) และ Utility Green Tariff (UGT) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/egat-supports-the-mit-international-forum/pr-news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HzLJMPoeiLfb_FUzp1jwH

  • ดร.คุณหญิงกัลยา’ บุกสยาม แจกโปรแรง ‘เรียนฟรีถึง ป.เอก-ล้างหนี้ กยศ.’ มัดใจวัยรุ่นอยู่หมัด”

    ดร.คุณหญิงกัลยา’ บุกสยาม แจกโปรแรง ‘เรียนฟรีถึง ป.เอก-ล้างหนี้ กยศ.’ มัดใจวัยรุ่นอยู่หมัด”

    ‘ดร.คุณหญิงกัลยา’ ควง ‘น้องเนย’ บุกสยาม โชว์กึ๋นลดเหลื่อมล้ำ-ดันเด็กไทยจบ ดร. เทียบชั้นเมืองนอก”

    วันที่ 31 ม.ค.69 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคไทยก้าวใหม่ ลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งช่วย “เนย” กุลธิภัสร์ ธนวีรชุติวัฒน์ ผู้สมัครสส.พรรคไทยก้าวใหม่ เขตราชเทวี เขตสาทร เขตปทุมวัน

    โดยระหว่างที่ดร.คุณหญิงกัลยาลงพื้นที่ในย่านสยามสแควร์เพื่อช่วยผู้สมัครหาเสียงเลือกตั้งก็ได้พบกับเด็กเด็กเยาวชนกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ที่เดินเล่นอยู่ที่สยามสแควร์ น้องๆเยาวชนหลายคนให้ความสนใจกับนโยบายเรื่องของการศึกษาเนื่องจากว่าเป็นพื้นฐาน ที่ดีของเยาวชนยุคใหม่

    ดร.คุณหญิงกัลยาได้ฝากถึงนโยบายด้านการศึกษาของพรรคไทยก้าวใหม่ที่ให้เรียนฟรีตั้งแต่ปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก นอกจากนี้ก็ยังจะปลดหนี้กยศ.

    โดยระหว่างที่ลงพื้นที่พูดคุยกับเยาวชนที่สยามสแควร์ได้พบกับกลุ่มของน้องๆนักศึกษาที่ปี 1 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่มาร่วมกิจกรรมที่ลานสยามสแควร์ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นมุมมองในเรื่องของการศึกษา

    หนึ่งในกลุ่มเยาวชน สะท้อนว่าอยากจะให้ลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาของเด็กในเมืองและเด็กที่อยู่ต่างจังหวัด

    นอกจากนี้ ยังอยากจะให้การศึกษาไทยใหม่เปิดโอกาสให้กับเด็กเด็กที่อยู่ต่างจังหวัดได้มีโอกาสเข้าถึงทางด้านการศึกษามากขึ้น และเทียบเท่ากับเด็กในเมือง

    รวมไปจนถึงให้มีความเท่าเทียมกันสำหรับการศึกษาปริญญาเอกในประเทศและต่างประเทศ

    โดยตลอดการลงพื้นที่หาเสียงบริเวณสยามสแควร์ก็ได้รับการต้อนรับจากเด็กเด็กเยาวชนกลุ่มนักศึกษาเป็นอย่างดี


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/541118.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lifo2-WcziU1qqofzs2Da

  • ศึก3สี ‘เพื่อไทย’ รอพลิกเกม | เดลินิวส์

    ศึก3สี ‘เพื่อไทย’ รอพลิกเกม | เดลินิวส์

    ภาพรวมกระแสล่าสุดจากโพลนิด้า เมื่อวันที่ 30 ม.ค. สะท้อนว่า “พรรคประชาชน”  ยังคงนำทั้งตัวบุคคล และคะแนนนิยมพรรค โดยเฉพาะชื่อของ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ที่ถูกยกให้เป็นตัวเลือกนายกฯอันดับ 1 ขณะที่ “พรรคภูมิใจไทย” และ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย ไล่ตามมาเป็นอันดับ 2 ส่วนอันดับ 3 ของตัวบุคคลเป็น “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  แต่ในเชิงพรรคการเมือง กลับเป็น “พรรคเพื่อไทย” ที่ขึ้นมาอยู่อันดับ 3 แสดงให้เห็นถึงความสลับซับซ้อนของคะแนนนิยม ที่ไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด

    พรรคส้ม” ที่ดูเหมือนแรงไม่ตก ส่วนหนึ่งมาจากกระแสนโยบายการเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ผสมกับการดึง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน กลับมาช่วยหาเสียงในฐานะอดีตผู้นำ ที่ยังมีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น รวมถึงบทบาทของ “ไอซ์ รักชนก ศรีนอก” ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่เดินเกมตรวจสอบกองทุนประกันสังคมอย่างเข้มข้น จนสามารถดึงความสนใจจากมนุษย์เงินเดือน และผู้ประกันตนกว่า 20 ล้านคนได้เป็นวงกว้าง

    อย่างไรก็ตาม กระแสที่แรงใช่ว่าจะไร้แรงต้าน เพราะอีกด้านหนึ่ง “พรรคส้ม” กำลังเผชิญกับการขยี้ประเด็นความมั่นคง ความเป็นพรรครักชาติ ด้อยค่าทหาร  คำถามเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ หมวด 1 หมวด 2 รวมถึงประเด็นสถาบัน ที่ยังไม่เคยพูดให้ชัดตามที่หลายฝ่ายเรียกร้อง ความไม่สบายใจเหล่านี้ถูกปลุกขึ้นมาในช่วงโค้งสุดท้าย 

    พร้อมกับกรณีการเปิดโปงจาก “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” ที่ตั้งโต๊ะแฉคลิปเสียงพาดพิงแกนนำ “พรรคส้ม” กับอดีตนายตำรวจระดับสูง รวมถึงปัญหาคุณสมบัติผู้สมัครบางพื้นที่ ทำให้ภาพ “พรรคส้ม” เริ่มมีรอยสะดุดในจังหวะสำคัญ

    ขณะที่ “พรรคภูมิใจไทย”  แม้จะมีฐานคะแนนบ้านใหญ่ และชูธงกระแสรักชาติ การปกป้องอธิปไตย และจุดยืนแข็งกร้าวต่อปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา รวมถึงการเสริมทีมเศรษฐกิจ และการต่างประเทศเพื่อโกยคะแนนบัญชีรายชื่อ 

    แต่ในช่วงท้ายกลับถูกแรงกดดันจากปมประกันสังคมที่ถูกโยงถึงฝ่ายการเมือง และกรณีคำสั่งปลดแพทย์ชื่อดังจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นคนของ “พรรคประชาชน”  ซึ่งยังอธิบายกับสังคมได้ไม่ชัดเจน ทำให้กระแสเริ่มแผ่วลง และถูกลากเข้าไปอยู่ในวงปะทะกับ “พรรคส้ม” โดยปริยาย

    ท่ามกลางการปะทะกันของสองสีใหญ่ “พรรคเพื่อไทย” กลับกลายเป็นพรรคที่ “ลอยตัว” มากที่สุด แม้ตัวเลขโพลจะยังตามอยู่ แต่ในเชิงยุทธศาสตร์กลับถือไพ่เหนือกว่า เพราะเมื่อสองพรรคหลักมัวรบกันเอง คะแนนจากคนที่ไม่อยากเลือกฝ่ายขัดแย้ง อาจไหลกลับมาที่“พรรคแดง” ในฐานะตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า

    จุดเด่นของ “เพื่อไทย” ในรอบนี้ คือการวางบทบาทผู้นำของ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เป็นแคนดิเดตนายกฯเบอร์ 1ให้อยู่ในโหมดประนีประนอม ไม่สร้างศัตรู จับมือได้กับทุกขั้ว และยังไม่มีเงาของ “ตระกูลชินวัตร” เข้ามาครอบงำการตัดสินใจ ทำให้ภาพลักษณ์ผู้นำดูนิ่ง และชัดเจนกว่า เมื่อเทียบกับ “พรรคส้ม” ที่ผู้นำทางจิตวิญญาณ และแกนนำตัวจริงหลายคนขึ้นมาบดบังบทบาทหัวหน้าพรรคอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงจุดแข็งยังมีฐาน สส.เขต ที่รวมบ้านใหญ่ไว้อีกด้วย 

    ขณะเดียวกัน การเดินสายหาเสียงในพื้นที่ของ “เพื่อไทย” ยังคงสร้างสีสัน และกระตุ้นฐานเสียงเดิมคนเสื้อแดงได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบายโค้งสุดท้าย เช่น “สร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน” แม้จะถูกโจมตีว่าเป็นการแจกเงิน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังโดนใจชาวบ้านระดับรากหญ้า ซึ่งเป็นฐานคะแนนสำคัญในวันเลือกตั้งจริง รวมถึงข่าวว่ายังทุ่มทรัพยากรไม่อั้นเพื่อหวังเข้ามามีอำนาจให้ได้ ที่อาจหนุนให้ “นายใหญ่” พ้นคุกโดยเร็ว

    ในเกมการเมืองที่ไม่มีใครชนะขาดเช่นนี้ “พรรคเพื่อไทย” ที่ไม่ถูกดึงเข้าไปอยู่ในวงปะทะโดยตรง กลับมีโอกาสสูงในการสอดแทรกขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล  และ “พรรคสีแดง” ก็กำลังยืนอยู่ในตำแหน่งนั้นอย่างพอดิบพอดี

    สัปดาห์สุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง จึงเป็นช่วงชี้ชะตาว่า ใครจะพลาด ใครจะร่วง และใครจะอาศัยจังหวะที่คู่แข่งชะงัก ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ถือไพ่ใบสำคัญในสมการจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะพรรคที่ได้ที่1 ก็มีให้เห็นแล้วว่าไม่ได้เป็นรัฐบาล.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5554530/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ia51poBK9LSgj5i4miwGx

  • สกัด จยย. กลุ่มทุเรียนนนท์ก้านยาว บุกสัตหีบ เกือบพันคัน เสียงดัง-ขี่หวาดเสียว

    สกัด จยย. กลุ่มทุเรียนนนท์ก้านยาว บุกสัตหีบ เกือบพันคัน เสียงดัง-ขี่หวาดเสียว

    ชาวบ้านร้อง ทริปรถจักรยานยนต์ “ทุเรียนนนท์ก้านยาว” นับพันคัน บุกสัตหีบ เดือดร้อนเสียงดัง ตำรวจตั้งด่านกวดขันเข้ม อายัด 14 คัน ไว้ตรวจสอบ

    วันที่ 1 ก.พ. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มีกลุ่มรถจักรยานยนต์จัดทริปชื่อ “ทริปทุเรียนนนท์ก้านยาว” รวมตัวเดินทางมาท่องเที่ยวบริเวณหาดนางรำ ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จำนวนประมาณ 700–1,000 คัน

    โดยพบว่ารถจักรยานยนต์บางส่วนขับขี่ด้วยความประมาทหวาดเสียว และส่งเสียงดัง สร้างความกังวลว่าจะเกิดอุบัติเหตุ ส่งผลให้ชาวอำเภอสัตหีบจำนวนมากออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย ถึงความเดือดร้อนที่ได้รับจากกลุ่มรถจักรยานยนต์ดังกล่าว

    ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.คมสรร คำตุ่นแก้ว ผู้กำกับการ สภ.สัตหีบ ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ชนะทัต นวคุณรังสี รอง ผกก.ป.สภ.สัตหีบ และ พ.ต.ต.พัฒนนันท์ สมนวล สว.จราจร ควบคุมการปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สายตรวจจักรยานยนต์ และชุดปฏิบัติการพิเศษ รวมถึงชุดสืบสวน ตั้งด่านตรวจตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก และกวดขันอย่างเข้มงวด

    ภายหลังมีชาวบ้านร้องเรียนว่ามีการแข่งรถและส่งเสียงดังบนถนนสาย 3126 บริเวณแยกทางเข้าแสมสาร ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยเจ้าหน้าที่ได้อายัดรถจักรยานยนต์มาตรวจสอบจำนวน 14 คัน และให้เจ้าของนำหลักฐานมาแสดงเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง

    พ.ต.อ.คมสรร คำตุ่นแก้ว ผกก.สภ.สัตหีบ เปิดเผยว่า กรณีการรวมกลุ่มขับขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอสัตหีบ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการหาข่าวเชิงลึก และประสานกับหัวหน้ากลุ่มหรือคีย์แมนของแต่ละกลุ่ม

    ทั้งนี้ อำเภอสัตหีบยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่าน แต่ขอความร่วมมือให้เดินทางท่องเที่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด ไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่ขับขี่แข่งรถหรือส่งเสียงดัง และไม่ขับขี่ด้วยความประมาทหวาดเสียว ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายและสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่

    หากพบว่ารถจักรยานยนต์ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องดำเนินการจับกุมกวดขัน เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และความปลอดภัยของผู้ขับขี่เอง ซึ่งเป็นหน้าที่ของตำรวจในการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/east/2911462&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gT57Y96V2xhOPD9faw7Zv

  • เลือกตั้งล่วงหน้าชายแดนคึกคัก ชาวบ้านหวังให้รัฐบาลชุดใหม่มาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

    เลือกตั้งล่วงหน้าชายแดนคึกคัก ชาวบ้านหวังให้รัฐบาลชุดใหม่มาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

    เลือกตั้งล่วงหน้า 2569 พื้นที่ชายแดนคึกคัก ชาวบ้านหวังให้รัฐบาลชุดใหม่มาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพราะปัญหาชายแดนชินแล้ว

    วันที่ 1 ก.พ. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่โดมเทศบาลตำบลละหานทราย อ.ละหานทราย ซึ่งเป็นจุดลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมามีผู้ที่ลงทะเบียนจะเลือกตั้งนอกเขตทยอยมาใช้สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง

    ทางด้าน น.ส.มินตรา พวงอินทร์ อายุ 27 ปี เผยว่า วันนี้มาใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย และความตั้งใจที่อยากจะได้รัฐบาลโดยเร็ว เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆในประเทศที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ ส่วนตัวอยากจะฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ ขอให้ทำตามที่พูดไว้ตอนหาเสียงให้ได้ เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าจะรัฐบาลชุดไหนก็ทำไม่ได้ตามคำพูด

    ขณะที่ นายเอกจำรูญ ชมจันทร์ ชาว จ.จันทบุรี เผยว่า ตนมาอาศัยอยู่กับครอบครัวภรรยาที่ ต.ตาจง อ.ละหานทราย มีอาชีพค้าขายตามตลาดนัด อยากได้รัฐบาลที่มาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยด่วน เพราะเศรษฐกิจตอนนี้ย่ำแย่มาก ส่วนเรื่องชายแดนหรือระหว่างประเทศให้ฝ่ายทหารเขาดูแลไป เพราะชาวบ้านแนวชายแดนตอนนี้ชินไปแล้ว

    นายคมกฤช พลพวก ปลัดอาวุโส อำเภอละหานทราย กล่าวว่า จุดนี้เป็นเขตเลือกตั้งที่ 9 บุรีรัมย์ ผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขตมีจำนวนทั้งหมด 458 ราย จาก 61 จังหวัดทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการที่มาทำงานอยู่ในพื้นที่ อ.ละหานทราย มีบางส่วนที่มาอาศัยอยู่บ้านภรรยาหรือบ้านสามี แต่ยังไม่ได้ย้ายทะเบียนมา บรรยากาศทั่วไปของการใช้สิทธิ์ เป็นไปด้วยดีไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2911459&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Zy3weiCNhTqe5S5ASAew7

  • ศุภจี-เอกนัฏ” บุกลาดพร้าว  ช่วย “ประเดิมชัย” ขอคะแนนภูมิใจไทย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ศุภจี-เอกนัฏ” บุกลาดพร้าว ช่วย “ประเดิมชัย” ขอคะแนนภูมิใจไทย – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bhumjaithai.com/news/113064&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WdgsWrmg5sCaJ9C1Hr9NF

  • กระตุกไทย ‘เมียนมา’ อยู่ในเรดาห์มหาอำนาจ เร่งสร้างบทบาทลดความขัดแย้ง

    กระตุกไทย ‘เมียนมา’ อยู่ในเรดาห์มหาอำนาจ เร่งสร้างบทบาทลดความขัดแย้ง

    “ปณิธาน” ชี้ เมียนมาคือพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ไทยควรเป็นตัวกลางหยุดยิง นักวิจัยย้ำเร่งสร้างบทบาทเชิงรุกเหตุอยู่ในเรดาห์มหาอำนาจ อาจกลายเป็นพันธมิตรสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศและของภูมิภาคในระยะยาว

    1 ก.พ.2569 – ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศ กล่าวในงาน Decoding Myanmar’s 2026 Economy ซึ่งจัดโดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจเพื่อการลงทุน (Business Research Center) บริษัท เอเชีย อินไซต์ เทคโนโลยี   ว่า การเลือกตั้งในเมียนมาครั้งนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองแบบเดิม แต่เป็นกระบวนการ “ขึ้นรูปประเทศใหม่” ทั้งระบบ ท่ามกลางแรงกดดันจากโครงสร้างอำนาจภายในและบริบทภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ โดยมีการวางระบบไว้ล่วงหน้าแล้ว

    ดร.ปณิธาน ระบุว่า สำหรับประเทศไทย เมียนมาไม่ใช่เพียงประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และแรงงาน ไทยจึงควรตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าจะมีบทบาทช่วยลดความขัดแย้งระยะยาวโดยไม่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นได้อย่างไร หากไทยและอาเซียนยังมองเมียนมาผ่านกรอบเดิม อาจพลาดโอกาสสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของภูมิภาคในรอบหลายทศวรรษ

    “รัฐบาลไทยควรมีบทบาทเชิงรุกในการช่วยผลักดันสันติภาพและการเปิดประเทศของเมียนมา แต่ต้องเป็นบทบาทที่แตกต่างจากอดีตอย่างชัดเจน เนื่องจากโครงสร้างอำนาจในเมียนมาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และมหาอำนาจอย่างจีน อินเดีย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น รวมถึงพันธมิตรอย่างสิงคโปร์ ได้ขยับเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจังแล้ว ไทยจึงไม่อาจเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์หรือคนกลางเชิงสัญลักษณ์อีกต่อไป แต่ต้องเป็น “ผู้กำหนดยุทธศาสตร์” อย่างแท้จริง” ดร.ปณิธาน ระบุ

    ดร.ปณิธาน เห็นว่า ไทยควรทำหน้าที่เป็นตัวกลาง (Broker) ในการผลักดันให้เกิดการเจรจาหยุดยิง (Ceasefire) โดยไม่เลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่สนับสนุนให้เกิด “พื้นที่การเมืองใหม่” ที่การพูดคุยมีความหมายจริง ลดการเผชิญหน้า และสร้างเงื่อนไขให้เกิดการหยุดยิงชั่วคราวในบางพื้นที่ มาตรการเชิงสัญลักษณ์ที่ไทยสามารถผลักดันได้ทันที คือการเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นสัญญาณสำคัญของความชอบธรรม และเป็นจุดเริ่มต้นของการปลดล็อกทางการเมืองในลำดับถัดไป

     ดร.ปณิธานตั้งข้อสังเกตว่า ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลไทยชุดใหม่จะมีบุคลากรที่สามารถตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ได้มากเพียงพอหรือไม่ เพราะการขยับเข้าไปในเมียนมาไม่ใช่เพียงเรื่องการเมือง แต่ต้องใช้พลังทางเศรษฐกิจ การทูต และความมั่นคงควบคู่กัน หากจะเดินหน้าอย่างจริงจัง ไทยจำเป็นต้องทำงานร่วมกับจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ในระดับที่เข้มข้นกว่ากรณีประเทศเพื่อนบ้านอื่น เนื่องจากเมียนมาเป็นพื้นที่ที่มีเดิมพันสูงทั้งด้านทรัพยากร เส้นทางคมนาคม และความมั่นคงชายแดน

    “หากทำได้สำเร็จ นี่จะเป็นบริบทใหม่ของการต่างประเทศไทยอย่างแท้จริง ชายแดนยาวกว่า 2,400 กิโลเมตรที่เคยเป็นภาระ อาจกลายเป็นพื้นที่ที่ลดความเสี่ยงและเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ทั้งหมดต้องอาศัยผู้นำและยุทธศาสตร์ใหม่ ไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะสั้น” ดร.ปณิธาน กล่าว

    ด้านนางสาวธัญณิชา เหลิมทอง หัวหน้าศูนย์วิจัยเศรษฐกิจเพื่อการลงทุน บริษัทเอเชีย อินไซต์ กล่าวว่า จากการศึกษา Decoding Myanmar’s 2026 Economy และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนได้เสียในเมียนมา โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความขัดแย้งกับรัฐบาล พบว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อทำให้ผู้คนจำนวนมากเกิดภาวะ “ความอ่อนล้าจากความขัดแย้ง” (Conflict Fatigue) โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการรักษาชีวิตและลดการสูญเสีย

    เธอระบุว่า สัญญาณดังกล่าวถือเป็นปัจจัยบวกในมุมของนักลงทุน เพราะสะท้อนว่าการเปิดเจรจาเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แม้ต้องใช้เวลา เนื่องจากทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าความมั่นคงต้องมาก่อนการพัฒนา พร้อมย้ำว่าเมียนมาและไทยไม่สามารถแยกจากกันได้ ทั้งสองประเทศควรใช้ศักยภาพร่วมกันเป็น “สะพานเศรษฐกิจ” เชื่อมภูมิภาค เนื่องจากเมียนมาเป็นจุดยุทธศาสตร์ระหว่างจีน อินเดีย และอาเซียน

    “เมียนมาอยู่ในเรดาร์ของมหาอำนาจ และไทยไม่สามารถมองข้ามได้ หากไทยมีบทบาทเชิงรุก เมียนมาอาจกลายเป็นพันธมิตรสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศและของภูมิภาคในระยะยาว” นางสาวธัญณิชา กล่าว.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/940638/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jSS21nlrlZnBDG4Rfeft2

  • “ศุภจี” ลุยหนองบัวแดง! ปลุกกระแสภูมิใจไทย ชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ปชช. แห่ต้อนรับ “สุชาดา” เขต 4 คึกคัก | TOPNEWS

    “ศุภจี” ลุยหนองบัวแดง! ปลุกกระแสภูมิใจไทย ชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ปชช. แห่ต้อนรับ “สุชาดา” เขต 4 คึกคัก | TOPNEWS

    “ศุภจี” ลุยหนองบัวแดง! ปลุกกระแสภูมิใจไทย ชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ปชช. แห่ต้อนรับ “สุชาดา” เขต 4 คึกคัก

    • เผยแพร่ : 01/02/2026 23:30

    “ศุภจี” ลุยหนองบัวแดง! ปลุกกระแสภูมิใจไทย ชูนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ปชช. แห่ต้อนรับ “สุชาดา” เขต 4 คึกคัก

    วันที่ 1 ก.พ. 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย นำทัพผู้บริหารลงพื้นที่อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ นางสาวสุชาดา ซางแทนทรัพย์ ผู้สมัคร สส.เขต 4 เบอร์ 5 และผู้สมัคร ทั้งอีก 6 เขต โดยเริ่มต้นภารกิจที่ตลาดสดถ้ำวัวแดง ตำบลวังชมภู บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนจำนวนมากรุมล้อมขอถ่ายภาพและให้กำลังใจอย่างอบอุ่น

    ต่อมาในช่วงเวลา 17.00 น. ทีมภูมิใจไทยได้เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ณ ลานกิจกรรมข้างโรงเรียนบ้านทรัพย์เจริญ โดยนางศุภจีได้ชูหมัดเด็ดด้านเศรษฐกิจ “นโยบายคนละครึ่งพลัส” เพื่อตอบโจทย์เสียงสะท้อนของชาวบ้านที่กำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจซบเซา ยืนยันหากพรรคได้เป็นรัฐบาลจะเดินหน้าโครงการนี้ทันที พร้อมขยายขีดความสามารถให้ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ใช้จ่ายได้ครอบคลุมทุกร้านค้า ไม่จำกัดเพียงร้านธงฟ้า เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำโครงการ “อัพสกิล-รีสกิล” เพื่อยกระดับทักษะอาชีพให้ประชาชนมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน โดยระบุว่าพรรคมีความพร้อมทั้งตัวบุคคลและวิชาการ พร้อมขอโอกาสให้ “สุชาดา” คนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจจริง เข้าไปเป็นกระบอกเสียงแก้ปัญหาให้ชาวหนองบัวแดงในสภาฯอีกด้วย

    ภาพ/ข่าว มัฆวาน  วรรณกุล -อารดา ผู้สื่อข่าว TOPNEWSทั่วไทย จ.ชัยภูมิ

    626536078_931304565994326_4206656302239675930_n

    fdfbdfb

    สืบสวนชลบุรี ตร.ทท. บุกจับ 2 ชาวรัสเซีย คดีแยกส่วนร่างฝังดินเพื่อนร่วมชาติ แม่ช็อกยืนยันเป็นร่างลูกชาย

    Soft Power ระเบิดเมืองหาดใหญ่ กับเทศกาล Hi (หรอย) Hatyai 2026

    อภิสิทธิ์ นำทีมประชาธิปัตย์ ตะลุยปากพนัง หนุนผู้สมัครเขต 2 นครศรีฯ

    “คีรี กาญจนพาสน์” นำชมห้องตัวอย่าง “บ้านชาวไทย” D:CODE SRI NAKARIN ย้ำอยากให้คนมีบ้านเป็นของตัวเอง ด้วยเงื่อนไขพิเศษ ลดทุกข้อจำกัดเงินดาวน์ และราคาผ่อนถูกเหมือนเช่า

    ชาวน่านแห่ใช้สิทธิ์! เลือกตั้งล่วงหน้าคึกคักตั้งแต่ตี 5 ทหาร-ข้าราชการแห่เข้าคิวแน่น

    ชาวอุตรดิตถ์ตื่นตัว! แห่เลือกตั้งล่วงหน้าสนามกีฬาพระยาพิชัยฯ คึกคัก ยอดนอกเขตพุ่งกว่า 3,300 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1474603&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Zfn2q2AyEtFay_qTMwNJH

  • ตลาดหุ้นจ่อตกชั้น การเมืองแทรกแบงก์ชาติ เศรษฐกิจ ‘อินโดนีเซีย‘ เกิดอะไรขึ้น?

    ตลาดหุ้นจ่อตกชั้น การเมืองแทรกแบงก์ชาติ เศรษฐกิจ ‘อินโดนีเซีย‘ เกิดอะไรขึ้น?

    ความโปร่งใสในตลาดหุ้นถูกตั้งคำถาม การเมืองแทรกแซงแบงก์ชาติ และประเทศย่ำอยู่กับที่บน ‘ระเบิดเวลา’ การว่างงานของคนหนุ่มสาว เศรษฐกิจอินโดนีเซียกำลังเผชิญบททดสอบครั้งสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องจับตามอง

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “อินโดนีเซีย” ถูกฉายภาพในฐานะ “ดาวรุ่งพุ่งแรง” แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มหาศาลและจำนวนประชากรเกือบ 300 ล้านคน ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี “ปราโบโว ซูเบียนโต” ตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไว้ที่ 6% ในปี 2569 

     ปูร์บายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่าเป้าหมายดังกล่าวสามารถบรรลุได้ด้วยการประสานงานด้านนโยบายที่ดีขึ้นและการเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่แข็งแกร่งขึ้น  

    ทว่าภายใต้ตัวเลขที่ดูสวยหรู กลับมีรอยร้าวที่กำลังขยายตัว ทั้งจากความไม่สงบทางสังคม ปัญหาความโปร่งใสในตลาดทุน และที่สำคัญที่สุดคือการตั้งคำถามถึง “ความเป็นอิสระ” ของสถาบันหลักทางการเงิน เมื่อโครงสร้างอำนาจเริ่มถูกผูกโยงกับสายเลือดการเมือง

    เป้าหมาย 6% กับ ‘ระเบิดเวลา’ ในตลาดแรงงาน

    แม้รัฐบาลอินโดนีเซียจะพยายามโชว์ความแข็งแกร่งของประเทศ แต่ในความเป็นจริง “ความเชื่อมั่น” ของประชาชนกำลังดิ่งลง ผลจากการเลิกจ้างงานที่พุ่งสูงขึ้น และปัญหาคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาแต่กลับไม่มีงานทำ สิ่งเหล่านี้กำลังกัดกิน “การบริโภคในครัวเรือน” ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอินโดนีเซียมาโดยตลอด

    ในปี 2568  ตัวเลขเศรษฐกิจยังดูเหมือนจะไปได้สวยที่ระดับ 5.2% แต่นั่นเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลอัดฉีดงบประมาณมหาศาลกว่า 46 ล้านล้านรูเปียห์ ผ่านโครงการให้เงินอุดหนุน สินเชื่อบ้านราคาถูก แต่เบื้องหลังตัวเลขที่สวยหรูคือ “รอยร้าว” ทางสังคมที่สะสมมาตั้งแต่ยุคโควิด-19 จนปะทุออกมาเป็นการประท้วงใหญ่เมื่อเดือนส.ค.ปีที่แล้วโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่

    ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดคือ “คุณภาพของงาน” ข้อมูลชี้ว่า 80% ของงานที่เกิดขึ้นใหม่ตั้งแต่ปี 2562 เป็นเพียงงานนอกระบบที่ไม่มีสวัสดิการและความมั่นคง ทำให้คนหนุ่มสาวและผู้จบปริญญาตรีจำนวนมากต้องตกงานหรือทำงานไม่ตรงสาย จนกลายเป็นความสิ้นหวังที่นักวิชาการเตือนว่าเป็น “ระเบิดเวลา” ของประเทศ

    เดนิ ฟริอาวัน นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์จากศูนย์ศึกษาด้านยุทธศาสตร์และนานาชาติ มองว่า “อัตราการว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาวเปรียบเสมือนระเบิดเวลา”

    ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานอินโดนีเซียสะท้อนภาพชัดเจนว่า ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 68 มีคนถูกเลิกจ้างพุ่งสูงถึงเกือบ 80,000 คน จากปีก่อนที่ 68,000 คน  โดยเฉพาะ “ภาคการผลิต” ที่เป็น 1 ใน 5 เครื่องยนตร์เศรษฐกิจสำคัญกลับได้รับผลกระทบหนักสุด จากการที่ชนชั้นกลางมีกำลังซื้อลดลง

    ภีมะ ยุธิสถิรา นักวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์ ระบุว่า มาตรการกระตุ้นของรัฐบาลล้มเหลวในการสร้างงานประจำ และไม่ได้พุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือชนชั้นกลางอย่างแท้จริง สะท้อนได้จากความต้องการสินเชื่อที่ยังคงเงียบเหงา แม้รัฐจะอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ธนาคารมหาศาลถึง 200 ล้านล้านรูเปียห์ในช่วงปีที่ผ่านมาก็ตาม

     MSCI  ตั้งคำถาม  ‘ความโปร่งใส’ ตลาดหุ้น

    หนึ่งในนโยบายสำคัญ คือการเรียกเม็ดเงินลงกทุนจากนักลงทุน แต่ “ความเชื่อมั่น”  ในตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่มีมูลค่าสูงถึง 9.76 แสนล้านดอลลาร์ เผชิญกับบททดสอบเรื่อง “ความเชื่อมั่น”ครั้งสำคัญ เมื่อ MSCI ผู้จัดทำดัชนีหุ้นระดับโลก ประกาศระงับการตรวจสอบและปรับน้ำหนักดัชนีหุ้นอินโดนีเซีย เนื่องจากความกังวลเรื่อง “ความโปร่งใส” ในการถือครองหุ้นของบริษัทจดทะเบียนบางกลุ่ม ทำให้สัดส่วนหุ้นหมุนเวียนในตลาดต่ำเกินไป เสี่ยงต่อการถูกปั่นราคาหุ้นได้ง่าย

    ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากไม่แก้ไขภายในเดือนพ.ค.นี้ อินโดนีเซียอาจเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ถูกลดชั้นจาก “ตลาดเกิดใหม่”  ลงไปเป็น “ตลาดชายขอบ”  

    หนึ่งวันหลังจาก  MSCI  ประกาศ “โกลด์แมน แซคส์” ก็ได้ออกมาได้ปรับลดอันดับหุ้นอินโดนีเซียสู่ระดับ “ลดน้ำหนักการลงทุน”   ทันที พร้อมประเมินความเสียหายว่าหากถูกลดชั้น  อาจทำให้มีเม็ดเงินไหลออกจากกองทุนต่างๆ รวมสูงถึงประมาณ 4.5 แสนล้านบาท  ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติเริ่มทิ้งหุ้นอินโดนีเซียแล้วกว่า 192 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการขายสุทธิครั้งแรกในรอบ 4 เดือน

     ความเป็นอิสระ ‘แบงก์ชาติ’ ถูกท้าทาย

    ประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดและส่งผลกระทบต่อ “ค่าเงินรูเปียห์” โดยตรง คือการก้าวเข้ามาของ “โทมัส จิวานโดโน “ ซึ่งเป็นหลานชายแท้ๆ ของสุเบียนโต ในตำแหน่งรองผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมาโดยสภาผู้แทนราษฎรของอินโดนีเซีย ซึ่งการแต่งตั้งครั้งนี้จะทำให้โทมัสอยู่ในตำแหน่งยาว 6 ปี ไปถึงปี 2574 

    เรื่องนี้นำไปสู่การตั้งคำถามของนักลงทุนต่างชาติและตลาดว่าธนาคารกลางอินโดนีเซียจะยังสามารถรักษา “ความเป็นอิสระ” ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้หรือไม่  

    ยานูอาร์ ริซกี นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากสถาบันวิจัยไบรท์อินสติทิวต์ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการก้าวเข้าสู่อำนาจของโทมัสกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากสังคม เนื่องจากดูเหมือนว่า อำนาจภายในธนาคารกลางอินโดนีเซียกำลังกลายเป็นเรื่องของ “การสืบทอดทางสายเลือด” มากกว่าความเหมาะสมทางวิชาชีพ

    “สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นคือการแต่งตั้งในครั้งนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะมีการคาดการณ์กันว่าเขาอาจจะไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ อาจจะถูกผลักดันให้ขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดอย่างผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย” ริซกีกล่าว

    ทว่าความกังวลเรื่องความเป็นอิสระไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในเดือนนี้ หลังจากที่ปราโบโวเข้ารับตำแหน่งเมื่อปลายปี 2567 เกิดเหตุการณ์ที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอย่าง “ศรี มุลยานี อินทราวาตี” ถูกปลดออกจากตำแหน่ง 

    และเมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา สภาอินโดนีเซียได้แก้ไขกฎหมายการเงินฉบับสำคัญ โดยเพิ่มอำนาจให้ “รัฐสภา” สามารถประเมินผลงานเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหน่วยงานการเงินได้ และที่สำคัญที่สุดคือ  ประธานาธิบดีมีอำนาจปลดเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียออกจากตำแหน่งได้ หากพบว่าฝ่าฝืนกฎหมาย

    ริซกี ชี้ว่านี่คือจุดเปลี่ยนที่น่ากลัว เพราะในอดีต ผู้ว่าการธนาคารกลางจะพ้นตำแหน่งได้เพียง 3 กรณีเท่านั้น คือ เสียชีวิต, ลาออก หรือทำความผิดอาญา แต่กฎหมายใหม่นี้ทำให้ตำแหน่งผู้ว่ากลายเป็น “เบี้ยทางเลือก” ที่อาจถูกเปลี่ยนตัวได้ทุกเมื่อตามความพ้องจองทางการเมือง

    ริซกีเสริมว่า การที่รัฐบาลพยายามคุมธนาคารกลาง ก็เพื่อสั่งให้ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “การผ่อนคลายเชิงปริมาณ” หรือการให้ธนาคารกลางพิมพ์เงินออกมาซื้อพันธบัตรรัฐบาล เพื่อนำเงินมาใช้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่รัฐบาลต้องการใช้จ่ายมหาศาล

    ในปีที่แล้ว อินโดนีเซียขาดดุลบประมาณสูงถึง 2.92% ของจีดีพี ซึ่งเกือบจะทะลุเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ คือห้ามเกิน 3%  สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายในโครงการของปราโบโว อย่างโครงการแจกอาหารกลางวันฟรีให้เด็กทั่วประเทศ โครงการเรียนฟรีขั้นพื้นฐาน

    รวมทั้งปราโบโวเคยออกมาแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับกฎเกณฑ์ที่ห้ามขาดดุลเกิน 3% โดยเขาพยายามผลักดันให้รัฐบาลสามารถกู้เงินหรือใช้จ่ายได้มากขึ้น  

    อินสุคินโดร ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกาจาห์ มาดาบอกว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซียมีความเป็นอิสระอย่างแท้จริงตั้งแต่ปี 2542 ถึง2547 เท่านั้น เมื่อกฎหมายธนาคารกลางฉบับแก้ไขระบุว่า รัฐบาลมีอำนาจในการกำหนดเป้าหมายนโยบายการเงิน ทำให้ธนาคารกลางมีหน้าที่ดูแลนโยบายทางการเงินเท่านั้น

     หากประธานาธิบดีปราโบโวไม่สามารถแก้ไขปัญหา “ระเบิดเวลา” ด้านการจ้างงาน  ไม่สร้างความโปร่งใสตลาดหุ้น และไม่สามารถพิสูจน์ความเป็นอิสระของ เป้าหมายการเติบโต 6% อาจเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษที่ถูกแลกมาด้วยความเปราะบางของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1219219&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZLwsnk2aYKMwuwZdbTcxz

  • ภาวะเศรษฐกิจการคลังภูมิภาค ธ.ค. 2568 ชี้การใช้จ่ายยังเป็นแรงหลักของเศรษฐกิจไทย

    ภาวะเศรษฐกิจการคลังภูมิภาค ธ.ค. 2568 ชี้การใช้จ่ายยังเป็นแรงหลักของเศรษฐกิจไทย

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนธันวาคม 2568 ว่า “เศรษฐกิจภูมิภาคเดือนธันวาคม 2568 มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะภาคตะวันออก และ กทม. และปริมณฑล ขณะที่การท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ในภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” โดยมีรายละเอียดดังนี้

    เศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑลเดือนธันวาคม 2568

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัว เช่นเดียวกับจำนวนผู้เยี่ยมเยือนที่ยังขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ร้อยละ 5.5 43.8 และ 6.0 ต่อปี ตามลำดับ

    ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ร้อยละ -12.6 ต่อปี แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 51.4 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 52.5 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน

    สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -16.5 และ -28.0 ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 11.2 และ 14.0 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ

    ขณะที่เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 96.8 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.4 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ร้อยละ 1.2 ต่อปี อย่างไรก็ตาม รายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ร้อยละ -1.9 ต่อปี

    เศรษฐกิจภาคตะวันออกเดือนธันวาคม 2568

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัว โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ร้อยละ 12.1 41.1 และ 5.4 ต่อปี ตามลำดับ

    ขณะที่รายได้เกษตรกรหดตัวที่ร้อยละ -4.7 ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 54.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 55.9 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -49.2 ต่อปี แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 60.0 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล

    อย่างไรก็ตาม จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -31.4 ต่อปี และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม

    สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 89.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 91.6 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ร้อยละ -4.5 และ -5.4 ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 6.3 และ 1.9 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ

    เศรษฐกิจภาคเหนือเดือนธันวาคม 2568

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ร้อยละ 5.7 และ 30.2 ต่อปี ตามลำดับ

    ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -14.8 ต่อปี และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ร้อยละ -15.6 ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 52.8 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 54.0 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน

    สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -38.1 และ -62.9 ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 31.6 และ 31.9 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ

    ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวในระดับสูง โดยเป็นการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน ในจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 89.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 88.5 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ร้อยละ 5.8 และ 6.7 ต่อปี ตามลำดับ

    เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือเดือนธันวาคม 2568

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ร้อยละ 16.9 และ 30.0 ต่อปี ตามลำดับ

    ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -7.1 ต่อปี แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 7.2 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล

    อย่างไรก็ตาม รายได้เกษตรกรหดตัวที่ร้อยละ -9.2 ต่อปี ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 54.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 56.3 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -45.0 และ -69.5 ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 0.1 และ 15.4 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ

    ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 67.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 67.6 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ร้อยละ 2.0 และ 1.3 ต่อปี ตามลำดับ

    เศรษฐกิจภาคใต้เดือนธันวาคม 2568

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการที่ขยายตัว โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ร้อยละ 9.5 และ 28.4 ต่อปี ตามลำดับ

    ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ร้อยละ -2.3 และ -9.5 ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 37.2 และ 0.3 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 48.1 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 49.4

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -23.9 และ -38.9 ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 14.2 และ 14.6 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ

    ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการขยายตัวที่ร้อยละ 60.0 ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าในจังหวัดสงขลา เป็นสำคัญ ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 78.2 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 79.6 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ร้อยละ -2.9 และ -1.2 ต่อปี ตามลำดับ

    เศรษฐกิจภาคตะวันตกเดือนธันวาคม 2568

    มีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนในหมวดสินค้าคงทน และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ร้อยละ 7.8 และ 0.6 ต่อปี ตามลำดับ

    ขณะที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ร้อยละ -7.6 และ -8.1 ต่อปี ตามลำดับแต่ขยายตัวที่ร้อยละ 0.6 และ 1.8 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ

    ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 51.4 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 52.6 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -21.9 และ -63.5 ต่อปี ตามลำดับ แต่ขยายตัวที่ร้อยละ 31.3 และ 14.1 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาล ตามลำดับ

    ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 96.8 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.4 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนขยายตัวที่ร้อยละ 3.2 และ 4.6 ต่อปี ตามลำดับ

    เศรษฐกิจภาคกลางเดือนธันวาคม 2568

    การลงทุนภาคเอกชน และการท่องเที่ยวหดตัว โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ขยายตัวที่ร้อยละ 42.8 ต่อปี ขณะที่ การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคง จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ และรายได้เกษตรกรหดตัวที่ร้อยละ -4.2 -3.7 และ -7.5 ต่อปี ตามลำดับ

    อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 51.4 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 52.6 เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่หดตัวที่ร้อยละ -31.4 และ -82.4 ต่อปี ตามลำดับ

    อีกทั้งเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 96.8 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ระดับ 98.4 เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัวที่ร้อยละ -7.0 และ -6.1 ต่อปี ตามลำดับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/regional-fiscal-and-economic-conditions-for-december-2025/top-stories/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-fwCwXEFcXBT319_k2g2b