Blog

  • ทีเส็บ ภาคใต้ ปักหมุดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดัน ‘หาดใหญ่-สงขลา’ สู่ศูนย์กลางไมซ์ระดับสากล

    ทีเส็บ ภาคใต้ ปักหมุดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดัน ‘หาดใหญ่-สงขลา’ สู่ศูนย์กลางไมซ์ระดับสากล

    ทีเส็บ ภาคใต้ ปักหมุดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดัน ‘หาดใหญ่-สงขลา’ สู่ศูนย์กลางไมซ์ระดับสากล

    วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.53 น.

    ทีเส็บ ภาคใต้ ปักหมุดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดัน ‘หาดใหญ่-สงขลา’ สู่ศูนย์กลางไมซ์ระดับสากล ในงาน “The Southern MICE Economic Forum 2026”

    สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการภาคใต้ (ทีเส็บ) ประกาศความพร้อมจัดงานครั้งยิ่งใหญ่ “The Southern MICE Economic Forum 2026″ภายใต้แนวคิด “ผนึกกำลังไมซ์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใต้สู่สากล” ในวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี (ICC Hat Yai) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มุ่งเป้าพลิกโฉมภาคใต้สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน

    งานในครั้งนี้ถือเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อนักลงทุน ผู้ประกอบการ และบุคลากรในอุตสาหกรรมไมซ์ พื้นที่ภาคใต้ โดยไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีสัมมนาทั่วไป แต่คือพื้นที่แห่งการจุดประกายโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรแบบครบวงจร เพื่อแสดงศักยภาพของ “หาดใหญ่-สงขลา” เมืองแห่งวัฒนธรรมที่เป็นฟันเฟืองสำคัญทางเศรษฐกิจ และพร้อมเป็นต้นแบบ “MICE City” ของประเทศไทย

    เจาะลึก 5 ไฮไลต์ พลิกฟื้นเศรษฐกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ท้องถิ่น

    ภายในงานอัดแน่นด้วยกิจกรรมเชิงกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ทั้งการให้องค์ความรู้และการสร้างคอนเนกชัน ประกอบด้วย:The Southern MICE Economic Forum [Stage]: เวทีเจาะลึกอุตสาหกรรมไมซ์ทุกมิติ ผ่าน 6 หัวข้อเสวนาพิเศษ จาก 16 วิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าที่จะมาถอดบทเรียนและแชร์ประสบการณ์เพื่อก้าวทันกระแสโลก

    The Southern MICE Economic Forum [Networking]: พื้นที่เจรจาธุรกิจเพื่อสร้างคอมมูนิตี้สำหรับคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการที่พร้อมต่อยอดพาร์ตเนอร์ชิปและขับเคลื่อนวงการไมซ์ภาคใต้
    South Serve [Chef’s Table & Short Course]: เปิดประสบการณ์รสชาติสไตล์ ‘Southern Twist’ โดยเชฟท้องถิ่นที่จะมาถ่ายทอดเทคนิคการยกระดับอาหารพื้นบ้านสงขลาสู่อาหารจัดเลี้ยงระดับสากลเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

    Walk with The Old Town of Hat Yai: กิจกรรมลงพื้นที่สำรวจย่านเก่าในมุมมองใหม่ ‘Old Town in a New City’ ร่วมพูดคุยกับคนในพื้นที่เพื่อค้นหาความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนอัตลักษณ์ชุมชนให้เป็นอีเวนต์ระดับโลก

    Photo Essay [Exhibition]: นิทรรศการภาพถ่าย 50 ผลงานที่สะท้อนเรื่องราวอาหาร การเดินทาง และวิถีชีวิตของสงขลา พร้อมกิจกรรม Interactive ‘แช-แช : Chair-Share’ พื้นที่เปิดรับฟังเสียงและไอเดียจากคนในวงการไมซ์

    ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ใน วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 09.00 – 18.00 น. ที่ ICC Hat Yai ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และเปิดให้ผู้ที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ (ไม่มีค่าใช้จ่าย) ที่ bizconnect.tceb.or.th/e/812/the-southern-mice-economic-forum-2026 หรือสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: The Southern MICE

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/970228&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Lw0bqyWVgdAmK2TuK5Vsp

  • ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคต่ำสุดรอบ 42 เดือน  หวังไทยช่วยไทยดึงกำลังซื้อฟื้นครึ่งปีหลัง

    ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคต่ำสุดรอบ 42 เดือน หวังไทยช่วยไทยดึงกำลังซื้อฟื้นครึ่งปีหลัง

    วันนี้ (11 มิ.ย.2569) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน พ.ค. 2569 ว่าปรับตัวลดลงจากระดับ 50.6 เป็น 49.5 ต่ำสุดในรอบ รอบ 42 เดือน หรือ 3 ปีครึ่ง นับตั้งแต่เดือน ธ.ค.2565

    เนื่องจากผู้บริโภคกังวลปัญหาสงครามสหรัฐฯ -อิหร่าน และราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย และค่าครองชีพของประชาชน รวมทั้งผลการสำรวจครั้งนี้ มาตรการไทยช่วยไทยพลัสยังไม่มีผลบังคับใช้

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมิ.ย.2569 คาดว่าจะปรับดีขึ้น หลังจากรัฐบาลเริ่มอัดฉีดเม็ดเงินโครงการไทยช่วยไทยพลัส ตั้งแต่เดือนมิ.ย.-ก.ย.2569 คาดว่าจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจเดือนละ 50,000-60,000 ล้าน หากรวมกับวงเงินงบประมาณ 1.7 แสนล้านบาทของรัฐบาลแล้ว ก็จะทำให้มีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจราว 2- 2.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุกเศรษฐกิจได้ เพราะเงินไทยช่วยไทยพลัสส่วนใหญ่ จะไหลเข้าไปยังเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานราก เชื่อว่าช่วยประคองให้เอสเอ็มอีไม่ต้องปิดกิจการ

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทย ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่ยังมีการเติบโตแบบเคเชฟกระจายไม่ทั่วถึง เชื่อว่าหลังจากนี้จะเริ่มฟื้นตัวไปจนถึงสิ้นปี คาดว่าทั้งปีนี้จีดีพีจะโต 1.6-2% และมีโอกาสโตเกิน 2% ต้องรอดูผลบวกจากไทยช่วยไทยพลัส ว่าจะช่วยกระตุกเศรษฐกิจได้แค่ไหน รวมไปถึงสถานการณ์สงครามว่าจะยืดเยื้อรุนแรงหรือไม่

    ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคต่ำสุดรอบ 42 เดือน  หวังไทยช่วยไทยดึงกำลังซื้อฟื้นครึ่งปีหลัง

    ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคต่ำสุดรอบ 42 เดือน หวังไทยช่วยไทยดึงกำลังซื้อฟื้นครึ่งปีหลัง

    ด้านนายวชิร คูณทวีเทพ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์และผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า ม.หอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (ดัชนีเชื่อมั่นธุรกิจ) ในเดือน พ.ค.2569 ว่าปรับตัวลดลงจากระดับ 42.2 เป็น 41.7

    โดยเป็นการลดลง 3 เดือนติดต่อกัน เนื่องจากภาคธุรกิจยังกังวลภาวะสงครามที่ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันขายดีเซลขายปลีกปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.50 บาทต่อลิตร จากเดือนที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ระดับ 40.70 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือน พ.ค.2569, ต้นทุนการผลิตสูง รวมทั้งปัญหาฝุ่น PM2.5 ส่งผลทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจทุกรายการปรับลดลง ทั้งเศรษฐกิจ การบริโภค ลงทุน ท่องเที่ยว และค้าชายแดน

    การจ้างงานปรับลดลงมากสุด ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจยังกังวลเรื่องการจ้างงาน เริ่มมีการชะลอการจ้างงาน และเริ่มการเลย์ออฟพนักงานแล้วในช่วงที่ผ่านมา จากปัญหาเรื่องปัจจัยต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน โดยเป็นการปลดพนักงานออก เพื่อประคองต้นทุนของธุรกิจให้อยู่ต่อไปได้

    ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคต่ำสุดรอบ 42 เดือน  หวังไทยช่วยไทยดึงกำลังซื้อฟื้นครึ่งปีหลัง

    ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคต่ำสุดรอบ 42 เดือน หวังไทยช่วยไทยดึงกำลังซื้อฟื้นครึ่งปีหลัง

    อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจขอให้ภาครัฐเร่งเข้ามาช่วยเหลือ โดยดำเนินการตามข้อเสนอดังนี้ หาแนวทางรับมือกับวิกฤตต้นทุนพลังงาน โดยตรึงราคาดีเซลและก๊าซหุงต้มอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาระต้นทุนภาคขนส่งมวลชนและขนส่งสินค้า, เตรียมความพร้อมระบบชลประทานรองรับภัยแล้ง ออกมาตรการแก้หนี้ โดยขยายหรือสานต่อโครงการปรับโครงสร้างหนี้ พักชำระหนี้ หรือมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน และการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    อ่านข่าว:

    เปิดเทอม เงินสะพัด 66,376 ล้านบาท ม.หอการค้า เผย ขยายตัวสูงสุดรอบ10ปี

    สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ เสี่ยงฉุดGDP ไทย ร่วง 1.1%

    “บอลโลก” คึกคักเงินสะพัด 6.8 หมื่นล้าน คนไทยยังหวังได้ดูบอลโลกผ่านฟรีทีวี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506963&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OXW0N3Il-HFXvAsCiyMbP

  • ผู้ว่าการ ธปท. ชี้ภูมิรัฐศาสตร์กำหนดทิศทางเศรษฐกิจยุคใหม่

    ผู้ว่าการ ธปท. ชี้ภูมิรัฐศาสตร์กำหนดทิศทางเศรษฐกิจยุคใหม่

    ผู้ว่าการ ธปท. ชี้ภูมิรัฐศาสตร์กำหนดทิศทางเศรษฐกิจยุคใหม่

    ผู้ว่าการ ธปท. ชี้ภูมิรัฐศาสตร์กำหนดทิศทางเศรษฐกิจยุคใหม่

    ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเวที IMF Economic Review Conference ชี้เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ จากแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ย้ำประเทศกำลังพัฒนาต้องเดินหน้าความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมระบุงานวิจัยเศรษฐศาสตร์มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายรับมือโลกยุคใหม่

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ จัดการประชุม IMF Economic Review Conference ภายใต้หัวข้อ “Power, Markets, and Strategy in a Changing Global Order” หรือ “อำนาจ ตลาด และยุทธศาสตร์ในระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง” โดยมีนักเศรษฐศาสตร์ นักวิจัย และผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลกเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต

    ผู้ว่าการ ธปท. ชี้โลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ 

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดการประชุมว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ หลังจากหลายทศวรรษที่เศรษฐกิจโลกเติบโตบนพื้นฐานของการค้าเสรี การเชื่อมโยงทางการเงินระหว่างประเทศ และความร่วมมือระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างการเติบโตและโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับหลายประเทศทั่วโลก

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนในระดับสูงจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เส้นแบ่งระหว่างประเด็นทางการเมืองและเศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคส่งผลกระทบต่อการค้า การลงทุน ห่วงโซ่อุปทาน การผลิต และระดับเงินเฟ้อ ก่อนจะส่งผ่านไปสู่คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในท้ายที่สุด

    นโยบายเศรษฐกิจต้องรับมือทั้งระยะสั้นและระยะยาว

    ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ในช่วงที่ดุลอำนาจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงและโครงสร้างตลาดโลกกำลังถูกปรับรูปแบบใหม่ ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องทบทวนยุทธศาสตร์การพัฒนาและการดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกับบริบทใหม่

    สำหรับระยะสั้น นโยบายเศรษฐกิจมหภาคต้องมุ่งรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและลดผลกระทบจากแรงกระแทกภายนอก โดยแม้ว่าหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย จะยังมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายจากการที่ความคาดหวังเงินเฟ้อยังคงอยู่ในกรอบที่เหมาะสม แต่ยังจำเป็นต้องติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิดและดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวัง

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    ขณะที่ในระยะยาว การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการเติบโตและเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งยังต้องพึ่งพาความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจและความร่วมมือระหว่างประเทศ แม้โลกจะเผชิญภาวะการแบ่งขั้วและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นก็ตาม

    ชูบทบาทงานวิจัยเศรษฐศาสตร์หนุนการกำหนดนโยบาย

    นายวิทัยกล่าวว่า ท่ามกลางความซับซ้อนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องอาศัยงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ที่เข้มข้นและมีคุณภาพ เพื่อช่วยทำความเข้าใจข้อเท็จจริง ทดสอบแนวคิด และอธิบายกลไกต่าง ๆ ที่อาจไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากข้อมูลในระยะสั้น

    ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวยังถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญภายใต้โครงการ “Road to Thailand” เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การประชุมประจำปีของ IMF และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group Annual Meetings) ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานครในช่วงปลายปี 2569

    การประชุม IMF Economic Review Conference ภายใต้หัวข้อ “Power, Markets, and Strategy in a Changing Global Order”

    ปูทางสู่เวที IMF–World Bank Annual Meetings ที่กรุงเทพฯ

    ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ประเด็นเรื่องอำนาจ ตลาด และยุทธศาสตร์ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในครั้งนี้ มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับหัวข้อหลักของการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings ปีนี้ ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย: เสริมพลังประชาชน สร้างความยืดหยุ่น”

    โดยประเทศไทยมุ่งหวังให้เวทีดังกล่าวเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระดับโลกเกี่ยวกับการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการเสริมศักยภาพให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถปรับตัวและเติบโตได้ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/661169&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Z0v0htMMn7w-QgKZ5igG7

  • ระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่สร้างโอกาสการเติบโตให้กับเศรษฐกิจชายแดนของเมืองหล่างเซิน

    ระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่สร้างโอกาสการเติบโตให้กับเศรษฐกิจชายแดนของเมืองหล่างเซิน

    ระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่สร้างโอกาสการเติบโตให้กับเศรษฐกิจชายแดนของเมืองหล่างเซิน

    image.png

     จังหวัดหล่างเซิน (Lạng Sơn) ทางภาคเหนือของเวียดนาม       กำลังเร่งพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ชายแดนที่ทันสมัย           โดยมุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งสินค้า พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณด่านชายแดน และเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในกิจกรรมการนำเข้าและส่งออก เพื่อมุ่งสู่การจัดตั้ง              “ด่านชายแดนอัจฉริยะ” (Smart Border Gate)

    ความพยายามดังกล่าวกำลังช่วยส่งเสริมบทบาทของจังหวัด     หล่างเซินในฐานะประตูการค้าสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างอาเซียนกับจีน พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเวียดนาม

    จังหวัดหล่างเซินมีระบบด่านชายแดนที่สำคัญหลายแห่ง ได้แก่ ด่านสากลหูหงิ (Hữu Nghị) ด่านรถไฟนานาชาติด่งดัง (Đồng Đăng) ด่านจีมา (Chi Ma) และด่านสากลเตินแทง (Tân Thanh)

    ด้วยการใช้ประโยชน์จากศักยภาพดังกล่าวควบคู่กับการระดมแหล่งเงินทุนนอกภาครัฐ จังหวัดได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์บริเวณด่านชายแดนอย่างต่อเนื่อง อาทิ คลังสินค้า ลานจอดรถ และระบบบริการศุลกากร

    ในช่วงปี 2564–2568 จังหวัดหล่างเซินได้จัดสรรงบลงทุนภาครัฐสำหรับพื้นที่ด่านชายแดนรวมกว่า 10 ล้านล้านด่ง (ประมาณ 379.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) เพิ่มขึ้น 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า

    ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการค้าผ่านด่านชายแดนของจังหวัดมีมูลค่ารวมกว่า 44,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯเพิ่มขึ้นร้อยละ 39.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าและส่งออกที่ดำเนินพิธีการผ่าน       กรมศุลกากรภูมิภาคที่ 6 มีมูลค่ามากกว่า 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 83 นอกจากนี้ มีผู้ประกอบการมากกว่า 4,300 ราย เข้าร่วมกิจกรรมการนำเข้าและส่งออกผ่านจังหวัดหล่างเซิน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ประกอบการรายใหม่กว่า 1,700 ราย

    ศูนย์โลจิสติกส์ Viettel Logistics Park Lang Son ซึ่งตั้งอยู่ภายในเขตเศรษฐกิจชายแดนด่งดัง–หล่างเซิน บนพื้นที่กว่า 143 เฮกตาร์ (893.75 ไร่) ได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์โลจิสติกส์สมัยใหม่แบบครบวงจร ครอบคลุมบริการคลังสินค้า พิธีการศุลกากร การขนถ่ายสินค้า การตรวจสอบและกักกันสินค้า รวมถึงบริการสนับสนุนอื่นๆ นิคมดังกล่าวได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ อาทิ ระบบบริหารจัดการคลังสินค้าและการขนส่งอัจฉริยะ รวมถึงกล้องวงจรปิดที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากกว่า 2,000 ตัว เพื่อบริหารจัดการและติดตามการดำเนินงานแบบเรียลไทม์ เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้ประมาณร้อยละ 30–40 และช่วยลดระยะเวลาการดำเนินพิธีการศุลกากรได้อย่างมีนัยสำคัญ

    นาย Dao Van Thuan รองผู้อำนวยการศูนย์โลจิสติกส์ Viettel Logistics Park Lang Son กล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยช่วยลดระยะเวลาการผ่านพิธีการศุลกากร ลดต้นทุนการจัดเก็บสินค้า ลดความแออัด และลดความเสี่ยงด้านการขนส่ง โดยชี้ว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของการนำเข้า–ส่งออกอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจำนวนมากในพื้นที่ชายแดนได้ลงทุนพัฒนาลานตู้คอนเทนเนอร์ คลังสินค้าแช่เย็น คลังสินค้าทัณฑ์บน และศูนย์ตรวจสอบสินค้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการจัดเก็บและยกระดับคุณภาพบริการโลจิสติกส์

    นาง Nguyen Thi My Huong รองกรรมการผู้จัดการบริษัท Huu Nghi Xuan Cuong JSC ระบุว่า บริษัทได้ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการ และมีแผนขยายพื้นที่โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์เพิ่มเติมอีก 120 เฮกตาร์ (750 ไร่) เพื่อรองรับปริมาณการค้าชายแดนที่เพิ่มขึ้นผ่านด่านพรมแดนนานาชาติ หูหงิ (Huu Nghi) 

    แม้ว่าการพัฒนาโลจิสติกส์ของจังหวัดหล่างเซินจะมีความก้าวหน้าอย่างมาก แต่ยังคงเผชิญความท้าทายหลายประการ อาทิ ข้อจำกัดด้านเงินลงทุน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ยังไม่ทั่วถึง และข้อจำกัดด้านคุณภาพทรัพยากรมนุษย์      การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ เพื่อดึงดูดการลงทุน ส่งเสริมนวัตกรรม และปรับปรุงระบบกฎระเบียบให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    ปัจจุบัน ด่านพรมแดนนานาชาติหูหงิสามารถรองรับรถบรรทุกนำเข้าประมาณ 700–800 คันต่อวัน และรถบรรทุกส่งออกประมาณ 200–300 คันต่อวัน โดยภาคเอกชนคาดหวังว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมและการขยายช่องทางการขนส่งสินค้าจะช่วยเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างเวียดนามและจีนในอนาคต

    ตามมติการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ประจำจังหวัดหล่างเซิน สมัยที่ 18 วาระปี 2568–2573 จังหวัดได้กำหนดเป้าหมายพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งชาติ และเป็นศูนย์กลางด้านการค้า บริการ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชายแดนที่สำคัญของประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จังหวัดกำลังเดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานบริเวณด่านชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาระบบด่านชายแดนดิจิทัล และโครงการนำร่องด่านชายแดนอัจฉริยะ     บนเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างด่านหูหงิ (เวียดนาม) และด่านโหย่วอี้กวนของจีน นอกจากนี้ โครงการคมนาคมขนาดใหญ่ เช่น ทางด่วนหูหงิ (Huu Nghi) – จีลาง (Chi Lang) และทางหลวงหมายเลข 4B ยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับ        การเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมของภูมิภาค

    นาย Nguyen Quoc Toan รองหัวหน้าคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจด่านชายแดนด่งดัง–หล่างเซินระบุว่า จังหวัดจะเดินหน้าพัฒนาบริการด้านโลจิสติกส์ พิธีการศุลกากร การให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย การตรวจสอบสินค้า และการกักกันโรคให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อลดต้นทุนและประหยัดเวลาสำหรับภาคธุรกิจ พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนาบริการใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ในขณะเดียวกัน จังหวัดหล่างเซินจะขยายความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศและองค์กรระดับภูมิภาค เร่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) และแหล่งทุนเพื่อการพัฒนาอื่นๆ รวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือกับเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงของจีน เพื่อใช้ประโยชน์จากเงินทุน เทคโนโลยี ประสบการณ์ และองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการในการวางแผนและพัฒนาเศรษฐกิจ–สังคม ตลอดจนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดนให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

    (จาก https://vneconomy.vn/)

    ข้อคิดเห็น สคต

    การเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และด่านชายแดนอัจฉริยะของจังหวัดหล่างเซินสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของพื้นที่ดังกล่าวในฐานะประตูการค้าหลักระหว่างเวียดนามกับจีน และเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของรัฐบาลเวียดนามในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านโลจิสติกส์และการค้าชายแดนให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล การลงทุนอย่างต่อเนื่องในระบบคลังสินค้า ศูนย์โลจิสติกส์ คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ ระบบศุลกากรดิจิทัล และเทคโนโลยีอัจฉริยะ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าและการผ่านพิธีการศุลกากรดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการลดต้นทุนโลจิสติกส์และระยะเวลาการดำเนินพิธีการ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการเวียดนามและดึงดูดผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาใช้เส้นทางการค้าผ่านจังหวัดหล่างเซิน  มากขึ้น จากตัวเลขมูลค่าการค้าชายแดนที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจำนวนผู้ประกอบการรายใหม่ที่เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าหล่างเซินกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์แห่งใหม่ของภาคเหนือเวียดนาม และมีแนวโน้มจะเป็นหนึ่งในจุดเชื่อมโยงสำคัญของห่วงโซ่อุปทานระหว่างอาเซียนกับจีนในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อโครงการด่านชายแดนอัจฉริยะระหว่างด่านหูหงีของเวียดนามและด่านโหย่วอี้กวนของจีนสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มรูปแบบ

    การพัฒนาดังกล่าวถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับประเทศไทย ในด้านโอกาส ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นของเวียดนามเพื่อขยายการส่งออกสินค้าไปยังตลาดจีน โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ผลไม้สด อาหารแปรรูป อาหารทะเล และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งต้องอาศัยระบบโลจิสติกส์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ธุรกิจไทยในสาขาโลจิสติกส์ คลังสินค้า ห้องเย็น เทคโนโลยีดิจิทัล และบริการสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ ยังมีโอกาสเข้าไปลงทุนหรือสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรเวียดนามในพื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การพัฒนาของหล่างเซินยังอาจเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ส่งออกเวียดนามในตลาดจีน   มากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารที่มีลักษณะใกล้เคียงกับสินค้าไทย ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้า พัฒนาระบบโลจิสติกส์ และปรับตัวให้สอดคล้องกับระบบการค้าดิจิทัลและมาตรฐานศุลกากรสมัยใหม่ที่เวียดนามและจีนกำลังผลักดันร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/wc8lafhcufwmou5x22h60k51&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lVHfud6BOUb_oSQh0tr5_

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ประจำเดือนพฤษภาคม 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ประจำเดือนพฤษภาคม 2569

    โดย

    kanthima

    ลงเมื่อ

    11 มิถุนายน 2569 14:02

    สคต. ณ กรุงมะนิลา (ฟิลิปปินส์) (TTC, Manila (Philippines))

    4

    รายงานเศรษฐกิจ พฤษภาคม 2569 RV.pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/md89pe1jgo57kiwt8xlwyhi8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BlN7HqJfmUCJvZZio3RII

  • ‘แบงก์ชาติ’ ชี้ภูมิรัฐศาสตร์ทำบริบทโลกเปลี่ยน แนะกำหนดนโยบายให้สอดคล้องความท้าทาย

    ‘แบงก์ชาติ’ ชี้ภูมิรัฐศาสตร์ทำบริบทโลกเปลี่ยน แนะกำหนดนโยบายให้สอดคล้องความท้าทาย

    ‘แบงก์ชาติ’ ชี้เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอนสูง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทำบริบทโลกเปลี่ยน มองผู้กำหนดนโยบายต้องปรับให้สอดคล้องความท้าทายระยะสั้น-ระยะยาว เพื่อรับมือความผันผวน

    11 มิ.ย. 2569 – นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดการประชุม IMF Economic Review Conference ‘Power, Markets, and Strategy in a Changing Global Order’ ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้เส้นแบ่งระหว่างภูมิรัฐศาสตร์กับเศรษฐกิจมีความไม่ชัดเจน ความขัดแย้งต่าง ๆ ทั่วโลกส่งผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ การผลิต อัตราเงินเฟ้อ และท้ายที่สุดคือความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ดังนั้น เมื่อบริบทเปลี่ยนไป นโยบายต่าง ๆ ที่จะออกมาก็ต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความท้าทายต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

    โดยในระยะสั้น เพื่อรับมือกับความผันผวนจากภายนอก นโยบายเศรษฐกิจมหภาคต้องมุ่งดูแลรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจและระบบการเงินของประเทศ การคาดการณ์เงินเฟ้อที่ยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมายนั้น มีส่วนช่วยให้หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยมีความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบาย แต่ผู้ดำเนินนโยบายยังคงต้องระมัดระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป ขณะที่ในระยะยาว การปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างมีความจำเป็นอย่างมากต่อการเสริมสร้างศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง

    สำหรับประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ การเปิดเสรีทางการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในโลกที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น ในจุดนี้เองที่ผู้กำหนดนโยบายต้องการการสนับสนุนจากงานวิจัย ซึ่งจะช่วยนำเสนอข้อเท็จจริง ทดสอบแนวคิด และทำความเข้าใจกลไกต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อน

    “การประชุมครั้งนี้ยังถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญสำหรับกิจกรรม Road to Thailand ที่นำไปสู่การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 12 – 18 ต.ค. 2569 ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งพลวัตของโลกที่กำลังถูกนำมาพูดคุยกันในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอำนาจ ตลาด และยุทธศาสตร์ ล้วนเป็นการวางรากฐานให้กับหัวข้อหลักของการเป็นเจ้าภาพภายใต้แนวคิด Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience ซึ่งมุ่งหวังที่จะจุดประกายการเสวนาระดับโลกในเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และการเสริมพลังให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถปรับตัวและเติบโตต่อไปได้
” ผู้ว่าการ ธปท. ระบุ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1012512/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw255zNubYCeVTwBtaidmrOr

  • ธนาคารโลกลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกต่ำสุดรอบหลังโควิด หลังสงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบ

    ธนาคารโลกลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกต่ำสุดรอบหลังโควิด หลังสงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบ

    ธนาคารโลกประกาศลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 โดยเตือนถึงผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ขยายตัวสู่เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

    ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าการเติบโตทั่วโลกจะลดลงเหลือ 2.5% ในปี 2026 จาก 2.9% ในปีก่อนหน้า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 4% ตามรายงาน Global Economic Prospects ที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี

    ราคาน้ำมันพุ่งสูงกดดันเศรษฐกิจโลก

    สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นและอาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น เนื่องจากธนาคารกลางต่างๆ พยายามควบคุมการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า

    อาจัย บังกา ประธานธนาคารโลก กล่าวว่า “ในการตอบสนองต่อแรงกระเทือนครั้งนี้ เรากำลังให้สภาพคล่องในจุดที่จำเป็นในขณะนี้ และเราพร้อมด้วยการเงินเพิ่มเติม การค้ำประกัน และโซลูชันภาคเอกชน หากแรงกดดันเพิ่มมากขึ้น”

    เอเชียรับผลกระทบหนักสุด

    ธนาคารโลกระบุว่าจะจัดสรรเงินทุน 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้ประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดทันที และอาจเพิ่มเป็น 100,000 ล้านดอลลาร์ภายใน 15 เดือน

    การคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกสองในสามได้รับการปรับลดในรายงานฉบับใหม่เมื่อเทียบกับเดือนมกราคมปีนี้ โดยเฉพาะประเทศที่มีรายได้น้อยและประเทศกำลังพัฒนาได้รับผลกระทบหนักกว่าประเทศพัฒนาแล้ว

    อินเดอร์มิต กิลล์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลก กล่าวว่า “ในปัจจุบัน เอเชียเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบเลวร้ายที่สุดในเศรษฐกิจโลก เอเชียตะวันตกถูกทำลายจากความขัดแย้ง เอเชียใต้ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน ก๊าซ แร่ธาตุ และปุ่ยที่สูงขึ้น”

    สถานการณ์แย่ลงหากสงครามยืดเยื้อ

    รายงานระบุว่าทศวรรษ 2020 เป็น “ทศวรรษที่สูญเสีย” สำหรับประเทศกำลังพัฒนาในการปรับปรุงแนวโน้มเศรษฐกิจ เนื่องจากต้องเผชิญกับแรงกระเทือนต่อเนื่อง

    หากการรบกวนด้านพลังงานรุนแรงขึ้นและปัญหาอุปทานนำไปสู่ความผันผวนในตลาดการเงิน การเติบโตของโลกอาจลดลงต่ำถึง 1.3% ธนาคารโลกเตือน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกในสถานการณ์ดังกล่าวจะเฉลี่ย 4.4%

    วิกฤตความมั่นคงทางอาหาร

    การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อการจัดส่งปุ่ยประมาณหนึ่งในสามของโลก ส่งผลต่อเนื่องต่อความมั่นคงทางอาหาร กิลล์เตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อต่อไป สิ่งต่อไปที่จะได้รับผลกระทบคือราคาอาหาร ซึ่งจะสร้างปัญหาให้แอฟริกาเหนือและแอฟริกาใต้ทะเลทรายสะฮารา

    รายงานเรียกร้องให้มีการดำเนินนโยบายร่วมกันระดับโลกเพื่อแก้ไขปัญหา รวมถึง “เสริมกลไกช่วยเหลืออาหารฉุกเฉินและสร้างเส้นทางมนุษยธรรมเพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพเพิ่มเติม”

    ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน มีการประเมินว่าร้อยละ 12 ของประชากรโลกจะประสบปัญหาขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงในปี 2025

    ก่อนเกิดสงครามอิหร่าน มีการประเมินว่าร้อยละ 12 ของประชากรโลกจะประสบปัญหาขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงในปี 2025

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/world-bank-lowers-global-growth-forecast-middle-east-war-impact&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34s8Hs59WI_odZ8lm4HHKm

  • ‘ทวี’ ห่วงประเทศขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง-เศรษฐกิจโตต่ำกว่าที่รัฐบาลคาด | เดลินิวส์

    ‘ทวี’ ห่วงประเทศขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง-เศรษฐกิจโตต่ำกว่าที่รัฐบาลคาด | เดลินิวส์

    ที่ อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ลุกขึ้นอภิปรายในที่ประชุมสภาฯ เกี่ยวกับปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญกับการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง ว่ารายงานการรับจ่ายเงินงบประมาณประจำปี 2568 ของกระทรวงการคลัง บอกเราว่ารัฐบาลมีรายรับสุทธิประมาณ 2.78 ล้านล้านบาท แต่มีรายจ่ายรวมสูงถึงกว่า 4 ล้านล้านบาท

    หากเปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนครอบครัวหนึ่งมีรายได้เดือนละ 28,000 บาท แต่ใช้จ่ายเดือนละ 40,000 บาท ส่วนต่างที่ขาดต้องกู้เงิน และในปีนี้รัฐบาลกู้เงินเพิ่มอีกกว่า 754,000 ล้านบาท

    คำถามคือ เงินที่กู้มาแล้วนั้น ถูกนำไปสร้างอนาคต หรือถูกนำไปอุดรูรั่วของระบบ เพราะเมื่อเราเปิดดูรายละเอียดรายได้ของประเทศ เราพบสิ่งที่น่ากังวล

    ท่านประธานครับ ตัวเลขไม่เคยโกหกใคร เมื่อเราเจาะดูรายรับ ประจำปี 2568 รัฐบาลตั้งเป้าหมายสวยหรู แต่ในความเป็นจริง ยอดรวมรายได้ก่อนหักถอนคืนจัดเก็บพลาดเป้าไปถึง 138,139 ล้านบาท ที่น่าตกใจและเป็นตัวสะท้อนว่าเศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าที่รัฐคาด (เศรษฐกิจในประเทศกำลังย่ำแย่) คือภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือภาษีที่จัดเก็บจากกำไรของบริษัท/ห้างหุ้นส่วน ต่ำกว่าเป้าถึง 39,000 ล้านบาท

    นี่อาจกำลังสะท้อนว่า ภาคธุรกิจและบริษัทร้านค้าต่างขาดทุนหรือมีกำไรลดลงอย่างน่าใจหาย หรืออาจมองได้ว่า กำไรที่ต้องเสียภาษีจริงในระบบเศรษฐกิจต่ำกว่าที่รัฐคาดไว้หรือพูดให้ชาวบ้านเข้าใจง่าย ธุรกิจจำนวนมากอาจไม่ได้ดีอย่างที่ตัวเลขเศรษฐกิจบนหน้ากระดาษบอก

    ขณะเดียวกัน  ภาษีรถยนต์ต่ำกว่าเป้ากว่า 19,000 ล้านบาท เมื่อประชาชนไม่ซื้อรถ โรงงานผลิตรถยนต์ชะลอตัว ธุรกิจเกี่ยวเนื่องก็ชะลอตัว นี่ไม่ใช่เรื่องของรถยนต์อย่างเดียว แต่มันคือกำลังซื้อของคนทั้งประเทศ และที่น่าตกใจยิ่งกว่า ภาษีสรรพสามิตจากการนำเข้า รัฐคาดว่าจะเก็บได้กว่า 124,000 ล้านบาท แต่เก็บได้จริงเพียง 53,000 ล้านบาท หายไปกว่า 71,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 57

    ผมจึงอยากถามรัฐบาลว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบการจัดเก็บรายได้ของประเทศ การนำเข้าหายไปจริงหรือ มีมาตรการยกเว้นภาษีจำนวนมาก หรือเรากำลังสูญเสียรายได้ของประเทศโดยที่ประชาชนไม่เคยได้รับคำอธิบาย และยังมีอีกตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจ ค่าใบอนุญาตแรงงานต่างด้าว รัฐบาลตั้งเป้าเก็บเกือบ 10,000 ล้านบาท แต่เก็บได้จริงเพียง 2,700 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้ากว่า 70%

    คำถามคือ แรงงานต่างด้าวหายไปไหน หรือระบบการขึ้นทะเบียนมีปัญหา หรือมีแรงงานจำนวนมากที่อยู่นอกระบบ นี่คือรายได้ของแผ่นดินที่ควรได้รับคำตอบ แต่เรื่องที่ผมกังวลที่สุด ไม่ใช่เรื่องรายได้ เป็นเรื่องการใช้เงิน รัฐบาลบอกว่าต้องกู้เงินเพิ่มกว่า 754,000 ล้านบาท แต่ในขณะเดียวกัน กลับมีเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีมากถึง 320,996 ล้านบาท

    ผมขอให้ทุกท่านลองนึกภาพตาม  รัฐบาลกำลังกู้เงินเพิ่มกว่า 754,000 บาท ขณะที่ยังมีเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีสูงถึง 320,996 ล้านบาท (เงินจำนวนมหาศาลที่ได้รับอนุมัติไปแล้ว) กลับยังใช้ไม่ทัน นี่เหมือนคนที่ไปกู้เงินธนาคารมาเพิ่ม ทั้งที่เงินในบัญชียังนอนอยู่จำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้น งบกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประชาชนรอคอย มีวงเงินกว่า 161,000 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริงเพียงประมาณ 76,000 ล้านบาทเท่านั้น แล้วเงินที่เหลือไปไหนครับ  รัฐบาลกันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีสูงถึง 83,000 ล้านบาท (ถูกกันไว้เบิกในปีถัดไป) หมายความว่า เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ มากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 51.8 ถูกขังลืมอยู่ในระบบราชการ

    ผมจึงอยากถามว่า ในวันที่ร้านค้ากำลังปิดกิจการ ในวันที่ SMEs กำลังหายใจรวยริน ในวันที่ประชาชนกำลังแบกหนี้ครัวเรือน เหตุใดงบกระตุ้นเศรษฐกิจจึงยังเดินทางไม่ถึงมือประชาชน เพราะถ้างบประมาณคือยา ประชาชนกำลังรอหมอจ่ายยา แต่ยากลับยังค้างอยู่ในคลัง ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ รัฐบาลไม่ได้กู้เงินเพียงปีนี้ปีเดียว แต่เลือกใช้เครื่องมือทางการเงินระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี 10 ปี 20 ปี ไปจนถึงกว่า 30 ปี ซึ่งหมายความว่าภาระหนี้ในวันนี้ จะถูกส่งต่อไปยังคนไทยในอนาคตอีกหลายรุ่น

    สุดท้ายนี้ ประชาชนจึงมีสิทธิ์ตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐบาลจึงต้องกู้เงินเพิ่มอีกกว่า 7.5 แสนล้านบาท ในขณะที่งบประมาณที่ได้รับอนุมัติไปแล้วจำนวนมาก ยังไม่สามารถส่งลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้ตามแผน และยังคงค้างอยู่ในรูปของเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี ผมไม่ได้ปฏิเสธการกู้เงิน เพราะบางครั้งประเทศจำเป็นต้องกู้เพื่อพัฒนา แต่การกู้เงินจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเงินนั้นถูกใช้สร้างอนาคต สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างโอกาส ไม่ใช่กู้เพิ่มทุกปี

    ในขณะที่รายได้ต่ำกว่าเป้า ภาษีสำคัญจัดเก็บไม่ได้ตามคาด และงบประมาณจำนวนมหาศาลยังไม่สามารถส่งถึงประชาชนได้ตามแผน นี่คือคำถามที่รัฐบาลต้องตอบต่อประชาชนทั้งประเทศ ว่าปัญหาของประเทศไทยวันนี้ เกิดจากเงินไม่พอ หรืออยู่ที่ประสิทธิภาพในการบริหารเงินของประชาชน ขอบคุณครับ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5938456/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qpeu4bH27udKkCh8sJ2yP

  • ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคต่ำสุดรอบ 42 เดือน คาดไทยช่วยไทยพลัสเพิ่มกำลังซื้อกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

    ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคต่ำสุดรอบ 42 เดือน คาดไทยช่วยไทยพลัสเพิ่มกำลังซื้อกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

    วันนี้, 19:17น.

              รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน พ.ค. 2569 ว่าปรับตัวลดลงจากระดับ 50.6 เป็น 49.5 ต่ำสุดในรอบ รอบ 42 เดือน หรือ 3 ปีครึ่ง นับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2565 เนื่องจากผู้บริโภคกังวลปัญหาสงครามสหรัฐฯ -อิหร่าน และราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย และค่าครองชีพของประชาชน                                                                                                           (หมายเหตุ:ผลการสำรวจครั้งนี้มาตรการไทยช่วยไทยพลัสยังไม่มีผลบังคับใช้)

               ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมิ.ย. 2569 คาดว่าจะปรับดีขึ้นหลังจากรัฐบาลเริ่มอัดฉีดเม็ดเงินโครงการไทยช่วยไทยพลัส ตั้งแต่เดือนมิ.ย.-ก.ย.2569 คาดว่าจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจเดือนละ 50,000-60,000 ล้าน หากรวมกับวงเงินงบประมาณ 1.7 แสนล้านบาทของรัฐบาลแล้ว ก็จะทำให้มีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจราว 2- 2.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุกเศรษฐกิจได้ เพราะเงินไทยช่วยไทยพลัสส่วนใหญ่จะไหลเข้าไปยังเอสเอ็มอีซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานราก เชื่อว่าช่วยประคองให้เอสเอ็มอีไม่ต้องปิดกิจการ

               เศรษฐกิจไทย ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่ยังมีการเติบโตแบบเคเชฟ กระจายไม่ทั่วถึง เชื่อว่าหลังจากนี้จะเริ่มฟื้นตัวไปจนถึงสิ้นปี คาดว่าทั้งปีนี้จีดีพีจะโต 1.6-2% และมีโอกาสโตเกิน 2% ต้องรอดูผลบวกจากไทยช่วยไทยพลัสว่าจะช่วยกระตุกเศรษฐกิจได้แค่ไหน รวมไปถึงสถานการณ์สงครามว่าจะยืดเยื้อรุนแรงต่อไปหรือไม่

     

               ผศ.ดร.นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์และผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า ม.หอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย(ดัชนีเชื่อมั่นธุรกิจ)ในเดือน พ.ค.2569 ว่าปรับตัวลดลงจากระดับ 42.2 เป็น 41.7 โดยเป็นการลดลง 3 เดือนติดต่อกัน เนื่องจากภาคธุรกิจยังกังวลภาวะสงครามที่ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันขายดีเซลขายปลีกปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.50 บาทต่อลิตรจากเดือนที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ระดับ 40.70 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือน พ.ค. 69 , ต้นทุนการผลิตสูง รวมทั้งปัญหาฝุ่นPM2.5 ส่งผลทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจทุกรายการปรับลดลง ทั้งเศรษฐกิจ การบริโภค ลงทุน ท่องเที่ยว และค้าชายแดน

              การจ้างงานปรับลดลงมากสุด ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจยังกังวลเรื่องการจ้างงาน เริ่มมีการชะลอการจ้างงาน และเริ่มการเลย์ออฟพนักงานแล้วในช่วงที่ผ่านมา จากปัญหาเรื่องปัจจัยต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน โดยเป็นการปลดพนักงานออก เพื่อประคองต้นทุนของธุรกิจให้อยู่ต่อไปได้

              ภาคธุรกิจได้ขอให้ภาครัฐเร่งเข้ามาช่วยเหลือโดยดำเนินการตามข้อเสนอดังนี้ หาแนวทางรับมือกับวิกฤตต้นทุนพลังงาน โดยตรึงราคาดีเซลและก๊าซหุงต้มอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาระต้นทุนภาคขนส่งมวลชนและขนส่งสินค้า,เตรียมความพร้อมระบบชลประทานรองรับภัยแล้งออกมาตรการแก้หนี้โดยขยายหรือสานต่อโครงการปรับโครงสร้างหนี้ พักชำระหนี้ หรือมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน และการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    #ความเชื่อมั่นผู้บริโภคพฤษภาคม

    #มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 

    Cr:UTCC Today

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/162126&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SbJHzWSBwfqK1Y1_fX6wA

  • ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ค. ลดต่อเนื่องเดือนที่ 3 ต่ำสุดในรอบ 42 เดือน

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ค. ลดต่อเนื่องเดือนที่ 3 ต่ำสุดในรอบ 42 เดือน

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผย ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือน พ.ค. 69 อยู่ที่ 49.5 ปรับตัวลดลงจาก 50.6 ในเดือน เม.ย. โดยปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 42 เดือนนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 65 เป็นต้นมา เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐอิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชน

    ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ คาดว่า ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร รุนแรงมากน้อยเพียงใด และจะยุติเร็วแค่ไหน ตลอดจนมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงครามและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นและมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วแค่ไหนและสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคได้มากน้อยเพียงใด

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ค. ลดต่อเนื่องเดือนที่ 3 ต่ำสุดในรอบ 42 เดือน กังวลภาวะสงคราม-ราคาน้ำมันพุ่งสูง

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 43.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 47.5 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 57.9

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนมิ.ย. จะเป็นเครื่องชี้วัดทิศทางความเชื่อมั่นของผู้บริโภคว่าเริ่มกลับมามั่นใจในภาวะเศรษฐกิจไทยทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอย่างไร หลังจากที่รัฐบาลเริ่มอัดฉีดเม็ดเงินภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัสในเดือนมิ.ย. เป็นต้นไปรวม 4 เดือนจนถึงเดือนก.ย.69

    • ลุ้นใช้จ่าย “ไทยช่วยไทย พลัส” หนุนดัชนีเชื่อมั่นฯ มิ.ย.ปรับตัวขึ้น

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ค. ลดต่อเนื่องเดือนที่ 3 ต่ำสุดในรอบ 42 เดือน กังวลภาวะสงคราม-ราคาน้ำมันพุ่งสูง

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า การที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนพ.ค.69 ยังปรับตัวลดลง แม้ประชาชนจะเริ่มรับรู้ว่ารัฐบาลเตรียมออกโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ก็ตามนั้น เป็นเพราะรัฐบาลเพิ่งเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนได้ในช่วงปลายเดือนพ.ค. แต่การจับจ่ายใช้สอยยังไม่ได้เกิดขึ้น เม็ดเงินยังไม่เริ่มลงไปสู่ระบบ

    ดังนั้น จะต้องจับตาดูในช่วงเดือนมิ.ย.เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นช่วงเริ่มต้นของการใช้จ่ายตามสิทธิที่ประชาชนได้รับในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ที่จะเริ่มเห็นเม็ดเงินราว 5-6 หมื่นล้านบาท ลงไปสู่เศรษฐกิจฐานราก เพราะส่วนใหญ่จะเป็นการใช้จ่ายในพื้นที่ และเป็นร้านค้าขนาดเล็กที่เข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งน่าจะมีผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนมิ.ย. ปรับตัวดีขึ้นได้

    “เราเชื่อว่าในเดือนมิ.ย. เงินจากไทยช่วยไทยพลัส ประมาณเดือนละ 60,000 ล้านบาท รวมกับมีบอลโลก ที่คาดว่าจะมีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท น่าจะช่วยกระตุกบรรยากาศของเดือนมิ.ย. และ ก.ค. ทำให้เรามีมุมมองว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค น่าจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น” นายธนวรรธน์ กล่าว

    อย่างไรก็ดี คงต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องสงครามในตะวันออกกลางด้วยเช่นกันว่าสถานการณ์จะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น หรือยืดเยื้อต่อเนื่องหรือไม่

    ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ นายธนวรรธน์ ย้ำว่า เศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในช่วงไตรมาส 3/68 ที่ GDP ขยายตัวได้เพียง 1.2% และหลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นมาเป็น 2.5% ในไตรมาส 4/68 และล่าสุดไตรมาส 1/69 GDP ขยายตัวได้ 2.8% ส่วนในระยะถัดไป เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้มากน้อยขนาดไหนนั้น ส่วนหนึ่งขึ้นกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางด้วยว่าจะสามารถคลี่คลายลงได้หรือไม่ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ จะส่งผลมากน้อยเพียงใด

    ทั้งนี้ ม.หอการค้าไทย เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับ 2% และยังมีโอกาสจะเติบโตได้มากกว่านั้นได้ คือ อยู่ที่ 2-2.5%

    ส่วนสถานการณ์ด้านแรงงานในประเทศนั้น นายธนวรรธน์ เห็นว่า อัตราการว่างงานของไทย ซึ่งอยู่ที่ 0.9% นั้นถือว่าอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งแตกต่างกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่อัตราการว่างงานสูงถึง 3-5% ซึ่งจะเห็นว่าประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องการว่างงาน

    “อัตราการว่างงานไม่ได้สูงขึ้น ล่าสุดอยู่ที่ 0.9-1% ถือว่าเป็นกรอบที่มีการจ้างงานเต็มที่ พอดี และยังไม่มีการปลดคนงานอย่างเห็นได้ชัด เพราะสถิติการว่างงานยังไม่เกิด แต่อาจเห็นข่าวการปิดกิจการบ้าง หรือมีข่าวการปลดคนงานบ้าง คิดว่ามาจากสาเหตุที่ธุรกิจนั้น ๆ ไม่สามารถสู้ค่าแรงได้ ไม่มีสภาพคล่องในการจ้างงานต่อได้ และที่สำคัญอาจมีการปรับไปใช้เทคโนโลยี หรือ AI เข้ามาช่วยในการทำงานแทน จึงทำให้การจ้างงานใหม่ไม่เกิดขึ้น” นายธนวรรธน์ กล่าว

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลอัดเม็ดเงิน 1.7 แสนล้านบาทก้อนแรกใน พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 นี้ ซึ่งจะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ราว 2.5 แสนล้านบาทน้น จะช่วยในการประคองเศรษฐกิจ และประคองการจ้างงานได้ เพียงแต่ธุรกิจบางกลุ่มอาจไม่ได้สดใสมากนัก เนื่องจากมีการแข่งขันสูงจากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจขายสินค้าทางออนไลน์

    อย่างไรก็ดี จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วยผ่อนคลายภาระดอกเบี้ย โดยส่งสัญญาณการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดิม และเปิดช่องให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ปล่อยกู้ผ่านการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ก็จะทำให้ภาคธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้ดีขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12821817&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MgBk3kAMOgQV6MeR3_UbK