Blog

  • “พิมพ์ใจ” พร้อมถกเวทีกรอ.ดันยุทธศาสตร์ภาคอุตสาหกรรม  

    “พิมพ์ใจ” พร้อมถกเวทีกรอ.ดันยุทธศาสตร์ภาคอุตสาหกรรม  


    ประธานส.อ.ท.หวังร่วมบรูณาการภาครัฐ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ดันโครงการ Made in Thailand สร้างมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคต

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  เปิดเผยว่า ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ( กรอ. ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แก้ไขปัญหาอุปสรรคทางเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย

    ขณะเดียวกันสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของภาคอุตสาหกรรมในการร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นช่องทางสำคัญในการนำข้อเสนอจากภาคเอกชนเข้าสู่กระบวนการกำหนดนโยบายของภาครัฐ

    ทั้งนี้ถือเป็นภารกิจสำคัญในการสะท้อนเสียงของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม และผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี การแข่งขันทางการค้า และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว

    “ส.อ.ท. พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวบรวมข้อเสนอจากผู้ประกอบการ ถ่ายทอดปัญหาและโอกาสจากภาคอุตสาหกรรมสู่ภาครัฐ เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ ลดอุปสรรคในการดำเนินงาน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ”

    นอกจากนี้พร้อมผลักดันประเด็นสำคัญผ่านกลไก กรอ. ภายใต้แนวทางการขับเคลื่อนองค์กรด้วยยุทธศาสตร์ “5I” ซึ่งมุ่งยกระดับศักยภาพภาคการผลิตไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ และสนับสนุนการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน

    สำหรับหนึ่งในนโยบายสำคัญที่ ส.อ.ท. ให้ความสำคัญ คือ การผลักดัน โครงการ Made in Thailand (MiT) เพื่อส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศไทย เพิ่มการใช้สินค้าไทยในโครงการของภาครัฐและภาคเอกชน สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น ซึ่ง ส.อ.ท. ตั้งเป้าผลักดันให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 200,000 ล้านบาท

    ขณะเดียวกัน ส.อ.ท. ยังมุ่งผลักดันการแก้ไขปัญหา “Missing Link” หรือช่องว่างสำคัญในห่วงโซ่อุปทานและระบบเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาวัตถุดิบภายในประเทศ การเชื่อมโยงอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ การยกระดับระบบโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการบริหารจัดการแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความเข้มแข็งให้กับ Supply Chain ของประเทศ

    นอกจากนี้จะผลักดันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ในภาคอุตสาหกรรม การสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียวและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และการเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าของภูมิภาค

    อย่างไรก็ตามส.อ.ท. เชื่อมั่นว่า กลไก กรอ. จะเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเร่งผลักดันมาตรการที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43660&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EFEh4GQlK_u5uwUt3ax7D

  • ทรัมป์ถอนกำลัง นักลงทุนคลายกังวล ทองคำลุ้นพุ่งแรง! – InterGold

    ทรัมป์ถอนกำลัง นักลงทุนคลายกังวล ทองคำลุ้นพุ่งแรง! – InterGold

    วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เวลา 18.33 น.

    .

    ราคาทองคำจะรีบาวด์ได้หรือไม่ หลังสถานการณ์อิหร่าน–สหรัฐฯ เริ่มคลี่คลาย และนักลงทุนควรรับมือกับตลาดผันผวนอย่างไร? ทองคำมีโอกาสฟื้นตัวในระยะสั้น หากความตึงเครียดทางการเมืองลดลงและแรงกดดันเรื่องดอกเบี้ยผ่อนคลาย แต่ตลาดยังมีความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนจึงควรทยอยสะสมและบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

    .
    ทองคำเริ่มฟื้นตัว หลังความกังวลเรื่องดอกเบี้ยและความตึงเครียดอิหร่าน–สหรัฐฯ ลดลง ช่วยหนุนให้ราคาดีดตัวในระยะสั้น

    .
    แม้สถานการณ์จะดีขึ้น แต่ความไม่แน่นอนยังมีอยู่ หากการเจรจาล้มเหลวหรือเกิดความขัดแย้งใหม่ ราคาทองคำอาจกลับมาผันผวนได้อีก

    .
    สำหรับนักลงทุน การย่อตัวของทองคำอาจเป็นโอกาสทยอยสะสม เพราะปัจจัยหนุนระยะยาวจากความเสี่ยงเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่

    .

    ราคาทองคำจะกลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้หรือไม่? มีโอกาส หากความเสี่ยงเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ยังสูง และธนาคารกลางยังสะสมทองคำต่อเนื่อง

    นักลงทุนควรซื้อทองคำทันทีหรือรอให้ราคาย่อลง? ควรทยอยสะสมเป็นรอบ ๆ (DCA) เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา

    ปัจจัยใดที่ต้องติดตามมากที่สุดในระยะสั้น? จับตาการเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่าน ตัวเลขเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และทิศทางดอกเบี้ยของ Fed

    หากทองคำปรับฐานต่อ ควรทำอย่างไร? แบ่งไม้ลงทุน รักษาสภาพคล่อง และหลีกเลี่ยงการใช้เงินลงทุนทั้งหมดในครั้งเดียว

    .

    สรุปแล้ว ทองคำมีโอกาสฟื้นตัวในระยะสั้น หากสถานการณ์อิหร่าน–สหรัฐฯ คลี่คลายและแรงกดดันเรื่องดอกเบี้ยลดลง แต่ตลาดยังผันผวน นักลงทุนจึงควรทยอยสะสม แบ่งเงินลงทุน และติดตามข่าวสำคัญอย่างใกล้ชิด

    .

    เขียนโดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD  

    รับชมเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/N5M9qmEc_s4

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE : @intergold 

    คลิกที่ลิงค์สำหรับเพิ่มเพื่อน : https://page.line.me/intergold

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/gold-12-06-69/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LUs-wwNoZLn0CkVZipYf-

  • “หนองพอก” ประกาศยกระดับเป็นต้นแบบตำบลเข้มแข็งตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

    “หนองพอก” ประกาศยกระดับเป็นต้นแบบตำบลเข้มแข็งตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

    “หนองพอก” ประกาศยกระดับเป็นต้นแบบตำบลเข้มแข็งตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นางนิตยา พลเยี่ยม พัฒนาการอำเภอธวัชบุรี สภ.ธวัชบุรี เกษตรอำเภอ สาธารณสุขอำเภอ ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบลหนองพอก (สกร.) พร้อมด้วย นายนิพนธ์ แก้วกาหลง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอก หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และภาคีเครือข่าย ร่วมประกาศเจตนารมณ์และลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อยกระดับตำบลหนองพอก เป็นต้นแบบตำบลเข้มแข็งของอำเภอธวัชบุรี เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนตามแนวทางตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000056024&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wzHsKrXnzUbw6C04pv7Qb

  • ปลุก Soft Power ไทย เจาะไลฟ์สไตล์คนเมือง ดัน “สมุนไพร” สู่ตลาดสุขภาพโลก

    ปลุก Soft Power ไทย เจาะไลฟ์สไตล์คนเมือง ดัน “สมุนไพร” สู่ตลาดสุขภาพโลก

    วันนี้ (12 มิ.ย.2569) นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สมุนไพรไทยถือเป็นหนึ่งใน Soft Power สำคัญของประเทศ ที่มีศักยภาพสูงในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เนื่องจากประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ มีภูมิปัญญาด้านสมุนไพรที่สั่งสมมายาวนาน และได้รับการยอมรับด้านคุณภาพในระดับนานาชาติ ซึ่งหากได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ จะสามารถต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางสมุนไพร และเวลเนสของภูมิภาค หรือ ASEAN Herbal Hub ได้ในอนาคต

    นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    ปัจจุบันตลาดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทย มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สอดรับกระแสผู้บริโภคทั่วโลก ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ การดูแลตนเอง โดยใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมากขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมสมุนไพรไทย กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจศักยภาพสูงของประเทศ ทั้งกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และบริการเวลเนส สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้หลายหมื่นล้านบาทต่อปี และยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากในตลาดโลก

    ดังนั้น กรมฯขับเคลื่อนการพัฒนาสมุนไพรไทยให้ก้าวข้ามภาพจำเดิม สู่การเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ภายใต้โครงการส่งเสริมภาพลักษณ์ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย มุ่งยกระดับ ด้านการตลาด การออกแบบ การสร้างแบรนด์ และการสื่อสารอัตลักษณ์ ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่มากยิ่งขึ้น

    ปี 2569 กรมฯจัดกิจกรรมพัฒนาเมืองสมุนไพร การยกระดับผลิตภัณฑ์ต้นแบบ Herb of the Yearและ Herb in the City เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภคเข้าถึงสมุนไพรไทย ในรูปแบบที่ทันสมัยและจับต้องได้

    ปลุก Soft Power ไทย   เจาะไลฟ์สไตล์คนเมือง  ดัน “สมุนไพร” สู่ตลาดสุขภาพโลก

    ปลุก Soft Power ไทย เจาะไลฟ์สไตล์คนเมือง ดัน “สมุนไพร” สู่ตลาดสุขภาพโลก

    โดยกรมฯ เลือกเชียงราย และสุราษฎร์ธานี ในการพัฒนาเมืองสมุนไพร ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการถ่ายทอดอัตลักษณ์สมุนไพรท้องถิ่น ผ่านเรื่องราว วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และวิถีชุมชน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สมุนไพรไทย เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    ขณะเดียวกัน พัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยภายใต้แนวคิด Herb of the Year ผ่านกระบวนการให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบรายบุคคล (One-on-One Counseling) ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการวางกลยุทธ์การตลาด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย ในตลาดสุขภาพและเวลเนสที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

    ปลุก Soft Power ไทย   เจาะไลฟ์สไตล์คนเมือง  ดัน “สมุนไพร” สู่ตลาดสุขภาพโลก

    ปลุก Soft Power ไทย เจาะไลฟ์สไตล์คนเมือง ดัน “สมุนไพร” สู่ตลาดสุขภาพโลก

    ทั้งนี้ กรมฯ ยังเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย THINK Wellness THINK Thai Herb คิดถึงสุขภาพ คิดถึงสมุนไพรไทย เพื่อผลักดันสมุนไพรไทยเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมสนับสนุนกลุ่ม Herbal Champions 15 ชนิด ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร /ขมิ้นชัน / กระชายดำ / กระชายขาว/ มะขามป้อม /ไพล /กวาวเกลือขาว / ขิง / กระท่อม / ว่านหางจระเข้ / บัวบก /มะระขี้นก / กัญชง /กัญชา และ / เพชรสังฆาต ให้สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพโลก

    อ่านข่าว:

    “คราฟต์ไทย” ภูมิปัญญาท้องถิ่น พลังสร้างสรรค์ ดันเศรษฐกิจฐานรากสู่ตลาดโลก

    “พาณิชย์” ดันคราฟต์ไทยสู่เวทีโลก ชูช่างฝีมือไทยสู่การเป็น “ของขวัญแห่งชาติ”

    “เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด” เสน่ห์วิถีชุมชนมอญสู่งานคราฟต์ที่โดดเด่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507001&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3E95HxjHJlEwUM5BHwDoCu

  • สุขภาพเรา สุขภาพโลก: ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-Economy) เพื่อวิถีชีวิตที่สมดุลและยั่งยืน

    สุขภาพเรา สุขภาพโลก: ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-Economy) เพื่อวิถีชีวิตที่สมดุลและยั่งยืน

    สุขภาพเรา สุขภาพโลก: ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-Economy) เพื่อวิถีชีวิตที่สมดุลและยั่งยืน


    12/06/2569 | 81 |

    ท่ามกลางวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการลดลงของทรัพยากรธรรมชาติอย่างทวีความรุนแรง แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่เน้นความยั่งยืนจึงกลายเป็นวาระเร่งด่วนในระดับสากล ประเทศไทยได้ประกาศให้โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลสิ่งแวดล้อม โดยหนึ่งในเสาหลักสำคัญคือ “เศรษฐกิจชีวภาพ” (Bio-Economy) ซึ่งเป็นการนำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมขั้นสูงมาต่อยอดจากฐานทรัพยากรชีวภาพและผลผลิตทางการเกษตร

    อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพให้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงและเกิดความยั่งยืน (Sustainability) ไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาคการผลิตหรือนโยบายรัฐเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค (Consumer Dynamic) ในการสร้างวิถีชีวิตที่สมดุลระหว่างความต้องการของมนุษย์และความอยู่รอดของระบบนิเวศ

    เศรษฐกิจชีวภาพมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพที่สามารถทดแทนได้ (Renewable Biological Resources) เช่น พืช ผลิตผลทางการเกษตร จุลินทรีย์ และวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value-added Products) ไม่ว่าจะเป็นอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ชีววัตถุทางการแพทย์ หรือพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics)

    การสร้าง “ความสมดุล” ในมิติของ Bio-Economy มีองค์ประกอบหลัก 3 ด้าน (Triple Bottom Line Balance) ได้แก่:

    1. สมดุลทางเศรษฐกิจ (Economic Balance): การเพิ่มมูลค่าให้แก่เกษตรกรฐานรากและผู้ประกอบการ ผ่านการใช้นวัตกรรมทดแทนการขายสินค้าเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมที่มีราคาผันผวน

    2. สมดุลทางสุขภาพและสังคม (Social & Health Balance): การส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย ไร้สารเคมีตกค้าง และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีขึ้นของผู้บริโภค

    3. สมดุลทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Balance): การลดการพึ่งพาทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป เช่น พลังงานฟอสซิล และการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Net Zero Emissions)

    2. เทรนด์การบริโภคยุคใหม่: เมื่อผู้บริโภคขับเคลื่อนตลาดสีเขียว

    ในปัจจุบัน พฤติกรรมของผู้บริโภคมีความเชื่อมโยงกับมิติด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ เกิดกลุ่มผู้บริโภคที่เรียกว่า “ผู้บริโภคที่ตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม” (Conscious Consumers) ซึ่งไม่ได้เลือกซื้อสินค้าจากราคาหรือคุณภาพใช้งานเท่านั้น แต่ยังพิจารณาถึงแหล่งที่มา กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อโลก และความรับผิดชอบต่อสังคมของแบรนด์

    นวัตกรรมจากเศรษฐกิจชีวภาพที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้บริโภค มีดังนี้:

    • อาหารแห่งอนาคต (Future Food): เช่น โปรตีนจากพืช (Plant-based Protein) และโปรตีนจากแมลง ซึ่งใช้ทรัพยากรที่ดินและน้ำในการผลิตน้อยกว่าปศุสัตว์แบบดั้งเดิม อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศ

    • บรรจุภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based Packaging): การเปลี่ยนผ่านจากพลาสติกแบบ Single-use ที่ย่อยสลายยาก มาสู่บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากชานอ้อย มันสำปะหลัง หรือข้าวโพด ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ 100%

    • ผลิตภัณฑ์อุปโภคชีวภาพ (Bio-products): ของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น น้ำยาทำความสะอาด เอนไซม์ชีวภาพ และเครื่องสำอางจากสารสกัดธรรมชาติที่ไม่ก่อให้เกิดสารพิษตกค้างในแหล่งน้ำ

    3. ความท้าทายและแนวทางการขับเคลื่อนร่วมกันอย่างยั่งยืน

    แม้ว่าผู้บริโภคจะมีความต้องการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่การเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคม Bio-Economy อย่างสมบูรณ์ยังคงเผชิญความท้าทายในหลายมิติ:

    • อุปสรรคด้านราคา (Green Premium): ผลิตภัณฑ์ชีวภาพมักมีราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไปในท้องตลาดเนื่องจากต้นทุนทางเทคโนโลยีและขนาดการผลิต (Scale of Production) ที่ยังไม่ใหญ่พอ

    • ความตระหนักรู้และการเข้าถึงข้อมูล: ผู้บริโภคบางส่วนยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องหมายรับรอง หรือความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์เคมีและผลิตภัณฑ์ชีวภาพอย่างชัดเจน

    แนวทางการบูรณาการร่วมกันเพื่อความสำเร็จ:

    1. ภาครัฐ (Government): ต้องส่งเสริมมาตรการทางภาษีและสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการเพื่อลดต้นทุนการผลิต พร้อมทั้งสร้างกลไกการรับรองมาตรฐานสินค้าชีวภาพที่น่าเชื่อถือ

    2. ภาคเอกชน (Private Sector): ต้องมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสื่อสารข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส (Eco-labeling) ป้องกันการฟอกเขียว (Greenwashing)

    3. ภาคประชาชนและผู้บริโภค (Public & Consumers): ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผ่านแนวคิด “ลด ละ เปลี่ยน” เลือกสนับสนุนสินค้าชีวภาพเพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนตลาด (Market Pull)

    สรุป (Conclusion)

    การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-Economy) ภายใต้กรอบ BCG Model เป็นมากกว่าการพัฒนากระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งความร่วมมือที่เชื่อมโยง “สุขภาพเรา” (สุขภาวะของผู้บริโภค) เข้ากับ “สุขภาพโลก” (ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม) เมื่อผู้บริโภคตระหนักถึงพลังในมือตนเองและเลือกวิถีชีวิตที่สมดุล ปริมาณความต้องการสินค้าสีเขียวจะกลายเป็นแรงผลักดันหลักให้ภาคธุรกิจและนวัตกรรมเติบโต การปรับเปลี่ยนในระดับบุคคลในวันนี้ จึงเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายความสมดุลทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    เอกสารอ้างอิง (References)

    1. สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.). (2564). แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG (พ.ศ. 2564-2569). กรุงเทพฯ: สอวช.

    2. National Center for Genetic Engineering and Biotechnology (BIOTEC). (2022). Bio-Circular-Green Economic Model: Technology and Innovation Roadmap. Bangkok: National Science and Technology Development Agency (NSTDA).

    3. World Economic Forum (WEF). (2024). The Global Risks Report 2024: Consumer Behavior and Climate Transition. Geneva: WEF.

    4. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2566). ยุทธศาสตร์ระยะยาวการพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย (Thailand’s Long-Term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategy – Revised Version). พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/511155&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ECD_LBWjSH6A4Mk5_D2k5

  • เช็กจราจร ล่าสุด! งานถนนคนเดิน กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนบางโพ แยกบางโพ กระทบหลายเส้นทาง

    เช็กจราจร ล่าสุด! งานถนนคนเดิน กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนบางโพ แยกบางโพ กระทบหลายเส้นทาง

    12 มิ.ย. 69 เวลา 18.00 น. บรรยากาศ “งานถนนคนเดิน กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนบางโพ“ บริเวณสี่แยกบางโพ หน้าสถานี MRT บางโพ ระหว่างวันที่ 11 -20 มิ.ย. 69 เวลา 16.00 น. – 22.00 น.

    เวลา 18.35 น. ถ.ประชาราษฎร์สาย 1 ขาเข้า มุ่งหน้า แยกบางโพ ท้ายอยู่ปากซอยประชาราษฎร์สาย 1 ซอย 28 กลับกัน ขาออก เต็มแยกเกียกกาย

    • ถ.ประชาราษฎร์สาย 2 มุ่งหน้า แยกบางโพ ท้ายอยู่ MRT เตาปูน
    • ถ.สามเสน ขาออก มุ่งหน้า แยกเกียกกาย ท้ายอยู่แยกบางกระบือ
    • ถ.ทหาร มุ่งหน้า แยกเกียกกาย ท้ายสะสมแยกสะพานแดง 

    Photo : พิมพ์พรรณ พุ่มจันทร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/73640&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09h-n_If4uDbgYxYW8ulgI

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา นำทัพนวัตกรรมไทยบุกเซี่ยงไฮ้ ในเวที CSITF 2026 ชูแพลตฟอร์มตลาดซื้อขายทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ออนไลน์ เชื่อมนักลงทุนจีนกับ IP ไทย ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา นำทัพนวัตกรรมไทยบุกเซี่ยงไฮ้ ในเวที CSITF 2026 ชูแพลตฟอร์มตลาดซื้อขายทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ออนไลน์ เชื่อมนักลงทุนจีนกับ IP ไทย ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้านำผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีศักยภาพสูงจากสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนไทย เข้าร่วมงาน The 12th China (Shanghai) International Technology Fair (CSITF) 2026 ระหว่างวันที่ 11 – 13 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมและการจัดนิทรรศการนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมไทยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ในระดับสากล พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนร่วมกับนักลงทุนและพันธมิตรจากจีน

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา (IP-Driven Economy) โดยมุ่งผลักดันให้ผลงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยเฉพาะนวัตกรรม หรือสิ่งประดิษฐ์ ได้รับความคุ้มครอง ด้วยการจดสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร ซึ่งไม่ใช่แค่เอกสารคุ้มครองสิทธิเท่านั้น แต่จะต้องสามารถต่อยอดสร้างรายได้ ซื้อขาย และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในภาคธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และส่งเสริมการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่มุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และขยายโอกาสทางธุรกิจในตลาดโลก

    นางอรมน กล่าวว่า งานมหกรรมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมนานาชาติ หรือ CSITF ถือเป็นหนึ่งในเวทีด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สำคัญของสาธารณรัฐประชาชนจีน และเป็นเวทีการซื้อขายและถ่ายทอดเทคโนโลยีระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง พื้นที่จัดงานใหญ่กว้างกว่า 35,000 ตารางเมตร โดยมีผู้เข้าชมงานจากทั่วโลกมากกว่า 50,000 คนต่อปี ซึ่งกว่าร้อยละ 85 เป็นกลุ่มนักธุรกิจ นักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านธุรกิจและการลงทุนจากภาคอุตสาหกรรมชั้นนำ อีกทั้งยังมีผู้แสดงผลงานเกือบ 1,000 บริษัท จากกว่า 20 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก การเข้าร่วมงาน CSITF 2026 จึงเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาไทย สู่สายตานักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลก ตลอดจนเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือด้านการลงทุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี และต่อยอดผลงานวิจัยและนวัตกรรมไทยสู่ตลาดสากล

    ในการเข้าร่วมงานครั้งนี้ กรมฯ ได้นำเสนอผลงานนวัตกรรมไทยที่มีศักยภาพสูง 50 ผลงานจากสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนชั้นนำของประเทศไทย ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหารและเกษตร การแพทย์และสุขภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ และเวชสำอาง ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและตอบโจทย์ความท้าทายแห่งอนาคต ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมนำเสนอผลงาน (Pitching Session) และการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับนักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจจากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีบริษัทและนักลงทุนจีนเข้าร่วมการเจรจากว่า 30 ราย ตั้งเป้าหมายการจับคู่ธุรกิจไม่น้อยกว่า 20 คู่ และคาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าการเจรจาทางธุรกิจและการลงทุนระหว่างนักลงทุนจีนและเจ้าของผลงานนวัตกรรมไทยมากกว่า 10 ล้านบาท

    นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้นำเสนอแพลตฟอร์มตลาดซื้อขายทรัพย์สินทางปัญญาออนไลน์ของไทย (IP Mart) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่กรมฯ พัฒนาขึ้นเพื่อรวบรวมผลงานทรัพย์สินทางปัญญา เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ไว้ในแหล่งเดียว ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ นักลงทุนและผู้สนใจสามารถค้นหา ติดต่อ และเจรจาความร่วมมือกับเจ้าของผลงานได้โดยตรง นับเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนวัตกรรมกับการลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการขับเคลื่อนนโยบาย IP Finance ที่มุ่งส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนและการระดมทุนของผู้ประกอบการไทย อันจะนำไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

    โอกาสนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้เยี่ยมชมการแสดงผลงานด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของจีน เพื่อศึกษาแนวโน้มเทคโนโลยีแห่งอนาคตและแสวงหาโอกาสความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานวัตกรรมและอุตสาหกรรมของไทยในอนาคต โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์อัจฉริยะ เทคโนโลยีสีเขียว (Green Technology) เทคโนโลยีสะอาด (Clean Technology) รวมถึงเทคโนโลยีด้านการเกษตรสมัยใหม่จากบริษัทชั้นนำและสตาร์ทอัพของจีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพ
    การผลิต การลดต้นทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างยั่งยืน อาทิ หุ่นยนต์เลียนแบบการเคลื่อนไหวของสัตว์ของบริษัท Magic Lab ระบบหุ่นยนต์สั่งการด้วยคลื่นสมองมนุษย์ และอุปกรณ์สวมใส่สำหรับติดตามข้อมูลสุขภาพร่างกายของตนเองแบบเรียลไทม์ ของบริษัท Maschine Robot อากาศยานไฟฟ้าส่วนบุคคลสำหรับการเดินทางระยะสั้นและเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-altitude Economy) ของบริษัท Nanjing Kuailun Zhineng Technology เป็นต้น

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนที่แน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน การเข้าร่วมงาน CSITF ในครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระหว่างสองประเทศโดยการจัดงาน CSITF ครั้งที่ผ่านมา สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจและการจับคู่ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีได้มากกว่า 570 ดีล สะท้อนศักยภาพของงานในการเชื่อมโยงผู้พัฒนาเทคโนโลยี นักลงทุน และภาคธุรกิจจากนานาประเทศให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางการค้าการลงทุน และการต่อยอดนวัตกรรมไทยสู่ตลาดสากลในอนาคต

    ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังคงเดินหน้าสร้างโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนให้กับเจ้าของผลงานทรัพย์สินทางปัญญาไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมจัดงาน IP X Venture 2026 มหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา ขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่อนาคต ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 8 เพื่อเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ประกอบการ นักลงทุน สถาบันการเงิน และ Venture Capital จากทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสร้างโอกาสการเจรจาธุรกิจและการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ ตอกย้ำบทบาทของกรมฯ ในการผลักดันทรัพย์สินทางปัญญาไทยจากการคุ้มครองสิทธิ สู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1027409&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Wby0t_Rq51g9vWbkkCF1b

  • รู้จักโมเดลเศรษฐกิจโลกใหม่ ‘Boom Loop’ นโยบายพลังงานสีเขียว-นวัตกรรมแห่งอนาคต

    รู้จักโมเดลเศรษฐกิจโลกใหม่ ‘Boom Loop’ นโยบายพลังงานสีเขียว-นวัตกรรมแห่งอนาคต

    ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่รุมเร้าจนหลายฝ่ายกังวลว่าจะเกิด “วงจรอุบาทว์” หรือ Doom Loop ที่ดึงทุกอย่างดิ่งลงเหว นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกเริ่มถอดรหัสความสำเร็จของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก ที่พิสูจน์แล้วว่า “วงจรขาขึ้น (Boom Loop)” สามารถสร้างและส่งต่อได้ผ่านนโยบายรัฐที่เฉียบคม ขณะที่ประเทศไทยกำลังเร่งปรับตัวสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว เพื่อสลัดภาพประเทศกับดักรายได้ปานกลางสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน

    จาก “Doom Loop” สู่ “Boom Loop” พลิกมุมคิดแก้วิกฤติโลก

    ในการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ประจำปีนี้ที่เมืองดาโวส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางคือการที่เศรษฐกิจโลกกำลังติดอยู่ในภาวะวิกฤติซ้ำซ้อน หรือ “Polycrisis” ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤติสภาพภูมิอากาศ และความเหลื่อมล้ำที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    เอสวาร์ ปราสาด นักเศรษฐศาสตร์ นิยามสิ่งนี้ว่าเป็น “Doom Loop” หรือวงจรอุบาทว์ที่ปัจจัยลบด้านเศรษฐกิจและการเมืองหมุนวนซ้ำเติมซึ่งกันและกัน จนทำให้เกิดความรู้สึกว่ารัฐบาลต่าง ๆ ทำได้เพียง “วิ่งไล่ตามปัญหา” แทนที่จะเป็นผู้กำหนดทิศทาง

    อย่างไรก็ตาม นักวิชาการอีกฟากหนึ่ง นำโดย หยวน หยวน อัง ชี้ให้เห็นมุมมองที่ต่างออกไป โดยระบุว่า หากเรามองแต่ความล่มสลาย เราจะมองข้ามความสำเร็จของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น เกาหลีใต้ และจีน ที่ใช้เวลาหลายทศวรรษในการสร้าง “Boom Loop” หรือ วงจรขาขึ้นที่ขับเคลื่อนตัวเองได้ (Self-Reinforcing Cycle)

    Boom Loop ทำงานอย่างไร? 

    เริ่มต้นจากการที่ภาครัฐเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงในอุตสาหกรรมที่มีความไม่แน่นอนสูง นำไปสู่  การลงทุนที่มีประสิทธิภาพ (Investment)  เกิดการพัฒนานวัตกรรม (Innovation)  เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโต (Productivity)  และเมื่อดอกผลของการเติบโตถูกกระจายอย่างทั่วถึงผ่านการจ้างงานและรายได้ที่ดี ประชาชนก็จะให้การสนับสนุนนโยบายของรัฐ เกิดเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลมีศักยภาพในการลงทุนระยะยาวต่อไป เป็นวงจรบวกที่ไม่สิ้นสุด

    ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เกาหลีใต้ ที่พัฒนาจากอุตสาหกรรมหนักสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด รวมถึง จีน ที่ใช้การบริหารจัดการที่ยืดหยุ่นของรัฐขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดจนสามารถลดต้นทุนและครองตลาดโลกได้ในปัจจุบัน

    ที่มา : World Economic Forum

    ประเทศไทยกับการปรับตัวสู้ศึก “Green Economy”

    สำหรับประเทศไทย บริบทของ “Boom Loop” กำลังถูกนำมาประยุกต์ใช้ผ่านนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและพลังงานสะอาด เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ (New Growth Engine)

    จากการรายงานของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประจำปี พ.ศ. 2568 – พ.ศ. 2569 พบว่า ประเทศไทยเริ่มเห็นสัญญาณของวงจรขาขึ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งรัฐบาลไทยใช้มาตรการเชิงรุกในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) พร้อมทั้งสร้างความต้องการในประเทศ (Demand Creation) ผ่านมาตรการภาษีและการให้เงินอุดหนุน

    นอกจากนี้ กระทรวงพลังงาน ของไทยยังได้เดินหน้าแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับใหม่ มุ่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่า 50% ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Green Energy Statecraft ในระดับสากล ที่เชื่อมโยงความมั่นคงทางพลังงาน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน

    กลไกการตลาดรูปแบบใหม่ บทเรียนที่ไทยสามารถประยุกต์ใช้

    หนึ่งในเครื่องมือที่น่าสนใจที่มีการหยิบยกขึ้นหารือในเวทีโลกคือ Clean Commodities Trading Initiative ซึ่งเป็นการที่รัฐบาลใช้ข้อตกลงการซื้อขายระยะยาว (Offtake Agreements) เพื่อสร้างตลาดให้กับสินค้าสีเขียวที่เพิ่งเกิดใหม่ เช่น เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ หรือน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF)

    สอดคล้องกับข้อมูลจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ที่ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตและการออกใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) เพื่อเป็นกลไกทางการเงินหมุนเวียน (Fiscal Recycling Mechanism) ที่จะช่วยเปลี่ยนการสนับสนุนของภาครัฐในระยะแรก ให้กลายเป็นการเติบโตของตลาดที่พึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1238209&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XTJhs52Kj4l5QeyahMHJp

  • นายกรัฐมนตรี ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

    นายกรัฐมนตรี ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

    นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาเวที JFCCT 2026 ต่อผู้นำธุรกิจ ย้ำปฏิรูปกฎระเบียบ พัฒนาคน เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ยอมรับนักลงทุนมองหาความเชื่อมั่น มีเสถียรภาพ

    เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 12 มิ.ย. 2569 ณ ห้อง Crystal Hall โรงแรมดิ แอทธินี นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงาน JFCCT Prime Minister’s Address Luncheon 2026 ซึ่งจัดโดยหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (Joint Foreign Chambers of Commerce in Thailand: JFCCT) โดยมีคณะรัฐมนตรี ประธานหอการค้าต่างประเทศ ผู้แทนภาคธุรกิจ และเอกอัครราชทูตจากประเทศสมาชิก JFCCT เข้าร่วมงานประมาณ 400 คน

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้พบปะและหารืออย่างไม่เป็นทางการกับประธานหอการค้าต่างประเทศ ผู้สนับสนุนการจัดงาน และผู้แทนหอการค้าจากประเทศต่าง ๆ ก่อนร่วมถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึกร่วมกัน จากนั้น นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมพิธีเปิดงาน โดยนางวีเบคเก้ ลิสแซนด์ เลอแวกร์ (Ms. Vibeke Lyssand Leirvag) ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย กล่าวต้อนรับ

    หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand 2026: A Vision for Competitiveness, Investment, and a Future-Ready Economy: From Uncertainty to Confidence – Reform and Resilience in Business” โดยแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 50 ปีของ JFCCT พร้อมชื่นชมบทบาทขององค์กรในการเชื่อมโยงประเทศไทยกับภาคธุรกิจนานาชาติ และมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยมาอย่างต่อเนื่องตลอด 5 ทศวรรษที่ผ่านมา

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผู้ที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้เป็นหุ้นส่วนสำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยมาโดยตลอด เป็นเพื่อนที่ใกล้ชิดของไทย 

    ทั้งนี้ จากการเข้าร่วมเวทีเศรษฐกิจและหารือกับผู้นำภาคธุรกิจจากทั่วโลกในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คำที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือ “ความไม่แน่นอน” ทั้งการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน ขณะเดียวกัน ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต่างแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพื่อดึงดูดเงินทุน บุคลากรที่มีความสามารถ และนวัตกรรม

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นักลงทุนในปัจจุบันมองหาความเชื่อมั่น ความสามารถในการคาดการณ์ และหุ้นส่วนที่มีความเข้มแข็งพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการลงทุนที่ได้รับความไว้วางใจ มีเสถียรภาพ และมีความยืดหยุ่นสูงสำหรับการลงทุนระยะยาว 

    รัฐบาลตระหนักดีว่าความสามารถในการแข่งขันในปัจจุบันไม่ได้วัดจากต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความน่าเชื่อถือและความสามารถในการปรับตัวต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกล่าวถึงแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล ดังนี้

    1. รัฐบาลมุ่งทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พร้อมสำหรับการดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบ การขยายบริการภาครัฐในรูปแบบดิจิทัล การลดขั้นตอนการลงทุน และการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ความโปร่งใส และความแน่นอนสำหรับภาคธุรกิจ

    ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ยกตัวอย่างกลไก Thailand FastPass ซึ่งช่วยเร่งรัดกระบวนการอนุมัติการลงทุนและการออกใบอนุญาตจากหลายหน่วยงาน โดยปัจจุบันมีโครงการลงทุนจำนวน 25 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 223,000 ล้านบาท ที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว พร้อมทั้งระบุว่ารัฐบาลยังเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะการปรับปรุงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่อลดข้อจำกัดที่ไม่จำเป็น ลดความซ้ำซ้อน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนมากยิ่งขึ้น

    2. รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยมุ่งเสริมสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจในสาขาที่มีศักยภาพสูง อาทิ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์ AI บริการดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ พลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมชีวภาพ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของภูมิภาคอาเซียน

    3. รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี โดยเชื่อว่าแม้ AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน แต่เทคโนโลยีจะเกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อทำงานร่วมกับบุคลากรที่มีทักษะและพร้อมปรับตัว รัฐบาลจึงเร่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อพัฒนากำลังคนให้มีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต เพื่อให้บริษัทที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยสามารถเข้าถึงบุคลากรที่มีคุณภาพและมีทักษะตรงตามความต้องการ อันจะช่วยสนับสนุนการเติบโตและความสำเร็จของธุรกิจ

    4. รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความเชื่อมโยงของประเทศไทยกับเศรษฐกิจโลก โดยอาเซียนยังคงเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างโดดเด่นที่สุดของโลก ด้วยประชากรมากกว่า 700 ล้านคน และชนชั้นกลางที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยตั้งอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์สำคัญใจกลางภูมิภาค ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาคและระดับโลก

    จุดแข็งของประเทศไทยยังรวมถึงศักยภาพในการเชื่อมโยงนักลงทุนเข้ากับโอกาสทางธุรกิจในอาเซียนและภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก รัฐบาลจึงเดินหน้าผลักดันความตกลงทางการค้าที่มีมาตรฐานสูง และเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป ตลอดจนการผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของอาเซียน

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความพยายามดังกล่าวจะช่วยขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเสริมสร้างบทบาทของไทยในฐานะประตูการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่น ซึ่งเชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียนเข้ากับภูมิภาคเศรษฐกิจสำคัญของโลก

    ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะไม่สามารถขจัดความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในโลกได้ทั้งหมด แต่รัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นผ่านการบริหารประเทศ การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และการทำงานร่วมกับภาคธุรกิจอย่างใกล้ชิด โดยแนวทางดังกล่าวยังสะท้อนผ่านความมุ่งมั่นของไทยในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ซึ่งจะช่วยยกระดับธรรมาภิบาล ความสามารถในการแข่งขัน และมาตรฐานสากลของประเทศ

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นี่คือรากฐานสำคัญของวิสัยทัศน์ประเทศไทยในอนาคต ซึ่งจะเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคสังคม พร้อมย้ำว่าตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เผชิญความท้าทายหลากหลายรูปแบบ ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ แต่ทุกความท้าทายได้หล่อหลอมให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็ง มีประสบการณ์ และมีความพร้อมมากยิ่งขึ้นสำหรับอนาคต

    ภายหลังการกล่าวปาฐกถา นายกรัฐมนตรีได้ร่วมถ่ายภาพบนเวทีกับคณะรัฐมนตรี ผู้แทนหอการค้าต่างประเทศ ผู้สนับสนุนการจัดงาน และเอกอัครราชทูตจากประเทศสมาชิก JFCCT ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันและพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้แทนภาคธุรกิจจากนานาประเทศ เพื่อกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนในประเทศไทยต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2939125&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yz3onZ82UqzNCkuIOTEif

  • สงครามทำโลกพัง ธนาคารโลกฟันธงปี 2026 เศรษฐกิจตกต่ำสุดขีด ประเทศกำลังพัฒนาไร้ทางรอด

    สงครามทำโลกพัง ธนาคารโลกฟันธงปี 2026 เศรษฐกิจตกต่ำสุดขีด ประเทศกำลังพัฒนาไร้ทางรอด

    วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.50 น.

    12 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลก (Global Economic Prospects) ของธนาคารโลก  (World Bank)  เตือนว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน จะฉุดให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026 ลดลงเหลือร้อยละ 2.5 ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ร้อยละ 2.9 เมื่อเดือนมกราคมปีนี้ 

    ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากผลกระทบของราคาพลังงานที่พุ่งสูง อัตราเงินเฟ้อที่รุนแรง และต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และในกรณีเลวร้ายที่สุด อาจลดลงเหลือเพียงร้อยละ 1.3 หากวิกฤตพลังงานรุนแรงขึ้นและลามสู่ตลาดเงิน

    โดยคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อพุ่งร้อยละ 4 ในปีนี้ เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางน้ำที่มีสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อปีที่แล้วที่อยู่ที่ร้อยละ 3.3 แต่เงินเฟ้อในปีนี้ยังอาจสูงไปกว่านั้นได้อีก ไปอยู่ที่สูงสุดร้อยละ 4.4 หากว่าสถานการณ์พลังงานเลวร้ายลงอีก

    รายงานธนาคารโลกฉบับล่าสุดนี้ ยังลดคาดการณ์เติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ 2 ใน 3 ทั่วโลก จากที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยแสดงความเป็นห่วงประเทศกำลังพัฒนา ยกเว้นจีนกับอินเดีย แทบไร้ความคืบหน้าในการลดช่องว่างรายได้ต่อหัวประชากรระหว่างประเทศกำลังพัฒนากับประเทศร่ำรวยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา 

    เศรษฐกิจของประเทศกลุ่มนี้จะขยายตัวราวร้อยละ 3.6 ลดลงจากร้อยละ 4.4 ในปี 2025 และเผชิญภาวะ “ทศวรรษที่สูญหาย” เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนาเผชิญหนี้สาธารณะรวมเฉลี่ยสูงเกินร้อยละ 70 ของ GDP ทำให้รัฐบาลต่างๆ ขาดพื้นที่ทางการคลังในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือช่วยเหลือประชาชนเหมือนช่วงวิกฤตโควิด-19

    ธนาคารโลกเตรียมงบประมาณช่วยเหลือเร่งด่วนทันที 50,000 – 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับอุดหนุนโครงการช่วยเหลือสังคมในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และพร้อมขยายวงเงินสูงสุดเป็น 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หากสถานการณ์สงครามยังคงยืดเยื้อในช่วง 15 เดือนข้างหน้า

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/970491&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dxP2c_HnCCmAqRa9Q3UPh