Blog

  • หอการค้าฯยื่น 7 ข้อเสนอเร่งด่วนพยุงภาคอุตสากรรรมสู้วิกฤตเศรษฐกิจ

    หอการค้าฯยื่น 7 ข้อเสนอเร่งด่วนพยุงภาคอุตสากรรรมสู้วิกฤตเศรษฐกิจ


    ประธานหอการค้าฯนำทีมเข้าพบ‘วราวุธ’ ถกปัญหาการพัฒนาอุตสาหกรรม  ยื่นข้อเสนอ ปลดล็อคกฎระเบียบ ส่งเสริมนวัตกรรมและหุ่นยนต์ พืชพลังงานและพลังงานสะอาด เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยหลังนำคณะกรรมการฯ เข้าพบ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ว่า ได้หารือถึงปัญหาการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย พร้อมนำผลการหารือร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ในประเด็นข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย 10 ด้าน ได้แก่ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค 5 ภาค

    รวมถึงเสนอไฮไลท์ข้อเสนอ 7 ด้านหลักเพื่อเร่งฟื้นฟูและยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้แข่งขันได้ประกอบด้วย

    1. ปลดล็อกกฎระเบียบและยกระดับ Ease of Doing Business

    2. ส่งเสริมเทคโนโลยีนวัตกรรม และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ

    3. ผลักดันพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมสีเขียว

    4.ปกป้องอุตสาหกรรมไทยจากสินค้าทุ่มตลาดและสินค้าด้อยมาตรฐาน

    5. พัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปและเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย

    6. ดึงดูดการลงทุนและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานไทย

    7. ดูแลผลกระทบเฉพาะอุตสาหกรรมและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ

    ทั้งนี้นายวราวุธ ศิลปอาชา  รมว.อุตสาหกรรม ได้กล่าวต้อนรับ พร้อมแสดงความยินดีที่คณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเข้าพบหารือ ตลอดจน ได้ฉายภาพรวมนโยบายหลักกระทรวงรองรับความท้าทายด้าน Geopolitics , Digital Disruption เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันซึ่งจะเป็นทางรอดของอุตสาหกรรมไทย

    ทางหอการค้าไทย ได้ร่วมนำเสนอประเด็นสำคัญ เพื่อสร้างโอกาสให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยและยกระดับ SMEs ไทยในหลายมิติที่สำคัญ อาทิ  ความท้าทายในการส่งเสริม SMEs การขับเคลื่อนและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทยในปัจจุบันยังประสบปัญหาจากการขาดนิยาม SMEs ที่ชัดเจนในการสนับสนุน

    รวมถึงปัญหาด้านฐานข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน โดยไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ ข้อมูลบางส่วนจึงซ้ำซ้อน ไม่เป็นปัจจุบัน และไม่สะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจ ส่งผลให้ภาครัฐขาดประสิทธิภาพในการกำหนดนโยบายและมาตรการช่วยเหลือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพราะไม่สามารถระบุกลุ่มเป้าหมาย ความต้องการที่แท้จริง และระดับศักยภาพของ SMEs ได้อย่างแม่นยำ

    การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมเพิ่มบทบาทการส่งเสริมกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์การลงทุนจาก BOI ตามประเภทอุตสาหกรรมที่กำหนดไว้ เพื่อเป็นการขยายโอกาสและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้น

    การส่งเสริมพลังงานชีวมวลและสิ่งแวดล้อม เสนอให้มีการส่งเสริมการนำใบอ้อยและกากอ้อยซึ่งมีปริมาณมากกว่า 10 ล้านตัน มาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งแนวทางนี้นอกจากจะช่วยลดปัญหาการเผาที่เป็นต้นเหตุของมลภาวะฝุ่นละอองทางอากาศแล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย

    นอกจากนั้นเสนอให้ภาครัฐกำหนดบทบาทหน่วยงานในพื้นที่ให้ชัดเจนและเข้มงวดในการกำกับดูแลโรงงานที่เกี่ยวข้องกับของเสียและวัตถุอันตราย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม

    การเพิ่ม Productivity เร่งยกระดับผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคบริการ ผ่านการพัฒนาทักษะดิจิทัลและเทคโนโลยีของแรงงานไทย ตลอดจนขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมได้ประสานกระทรวงการคลังพิจารณาสนับสนุนค่าใช้จ่ายนักศึกษาระบบทวิภาคีและ CWIE ในรูปแบบ Co-payment เพื่อลดภาระผู้ประกอบการและเร่งสร้างกำลังคนคุณภาพสูง พร้อมทบทวนร่าง พ.ร.บ.โรงงานฯ ในประเด็นที่อาจเพิ่มภาระต่อการดำเนินธุรกิจ

    การวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ เสนอให้จัดตั้งกองทุนสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม ตลอดจนผลักดันโครงการ Thailand Humanoid Initiative 2030 เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานหุ่นยนต์และ AI

    และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เร่งยกระดับมาตรฐานเม็ดพลาสติกเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลสินค้านำเข้าอย่างเข้มงวด

    อย่างไรก็ตามการหารือครั้งนี้ สะท้อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43677&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XF4cMrdUuw6OAAaNuyADI

  • ปูตินยอมรับเศรษฐกิจรัสเซียสะเทือน ยูเครนมุ่งโจมตีโลจิสติกส์-ยึดพื้นที่คืน

    ปูตินยอมรับเศรษฐกิจรัสเซียสะเทือน ยูเครนมุ่งโจมตีโลจิสติกส์-ยึดพื้นที่คืน

    สำนักข่าว TASS ของรัสเซียรายงานว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน กล่าวถึงการโจมตีของยูเครนว่า “ในด้านเศรษฐกิจ พวกเขาสร้างความเสียหายให้เราอย่างแน่นอน แต่เรากำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว” ภายหลังยูเครนปูพรมโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของรัสเซียต่อเนื่องหลายสัปดาห์ รวมถึงการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันสำคัญในเมืองนิจเนคัมสก์ ตลอดจนคลังน้ำมัน และท่อส่งน้ำมันที่อยู่ลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย ซึ่งล้วนเป็นหัวใจสำคัญของการส่งออกพลังงานที่สร้างรายได้มหาศาลแก่รัสเซีย เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่สงครามยืดเยื้อและการรุกคืบของรัสเซียในแนวหน้าฝั่งตะวันออกเริ่มชะลอตัวลง

    อย่างไรก็ตาม ผู้นำรัสเซียยังคงแสดงความมั่นใจว่าการโจมตีเหล่านี้จะไม่สามารถบั่นทอนความมุ่งมั่นของรัสเซียได้ พร้อมระบุว่าเป้าหมายของยูเครนคือการสร้างความสับสนวุ่นวาย แต่รัสเซียจะไม่ได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจในแบบที่ยูเครนหวังไว้แน่นอน ทั้งนี้ ปูตินประกาศกร้าวว่าทหารรัสเซียจะยกระดับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของฝ่ายตรงข้าม เพื่อตอบโต้และยับยั้งไม่ให้ยูเครนโจมตีอาคารพลเรือนของรัสเซียอีก พร้อมประกาศว่าจะปรับปรุงระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียให้ดีขึ้น

    ด้านยูเครนตอบโต้ว่า ปฏิบัติการโจมตีดังกล่าวถือเป็นการตอบโต้ที่ชอบธรรมต่อการที่รัสเซียส่งโดรนและขีปนาวุธมาถล่มเมืองต่างๆ ของยูเครนเป็นประจำทุกวัน

    พลเอกโอเล็กซานเดอร์ ซีร์สกี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของยูเครนเปิดเผยผ่าน Telegram ว่า ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ยูเครนสามารถยึดคืนดินแดนได้มากกว่าที่สูญเสียไป ซึ่งถือเป็นการพลิกสถิติที่รัสเซียเคยเป็นฝ่ายได้เปรียบมาตลอด โดยสัดส่วนของดินแดนที่ได้คืนมาเทียบกับที่สูญเสียไปอยู่ที่ประมาณ 100 ตารางกิโลเมตร และในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ยูเครนสามารถยึดพื้นที่คืนได้รวมกว่า 600 ตารางกิโลเมตร

    ขณะที่สถาบันวิจัยสงคราม (Institute for the Study of War – ISW) ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐ ประเมินตัวเลขว่าในเดือนพฤษภาคม รัสเซียยึดพื้นที่ได้เพียง 40 ตารางกิโลเมตร แต่กลับสูญเสียการควบคุมพื้นที่ไปถึง 280 ตารางกิโลเมตร ซึ่ง ISW เชื่อว่ายูเครนสามารถพลิกสถานการณ์ได้ตั้งแต่เดือนเมษายนแล้ว

    มิไคโล เฟโดรอฟ รัฐมนตรีกลาโหมยูเครนกล่าวว่า ยูเครนโจมตีเป้าหมายศัตรูในระยะทางไกลกว่า 50 กิโลเมตรจากแนวหน้า เป็นจำนวนเพิ่มขึ้นสองเท่าเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า นับว่าการปิดล้อมเส้นทางส่งกำลังบำรุงกำลังได้ผล

    โรเบิร์ต บรอฟดี ผู้บัญชาการกองกำลังระบบไร้คนขับของยูเครน ระบุว่าการโจมตีในภูมิภาคเคอร์ซอน และซาปอริซเซีย นานหลายสัปดาห์ ทำให้การเคลื่อนกำลังพลของรัสเซียลดลงกว่า 70% จนทางการต้องสั่งปิดเส้นทาง บีบให้รัสเซียต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอ้อมผ่านไครเมียแทน ซึ่งยูเครนก็ตามไปทำลายสะพานและดักโจมตีขบวนรถขนเสบียงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดวิกฤตขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างหนักบนคาบสมุทรไครเมีย ทางการต้องจำกัดการเติมน้ำมันเหลือเพียง 20 ลิตรต่อสัปดาห์ และบีบให้ทหารรัสเซียบางส่วนต้องละทิ้งฐานที่มั่นเนื่องจากขาดแคลนเสบียง

    ปฏิบัติการโจมตีพิสัยไกลของยูเครนอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันและทำให้รายได้จากการส่งออกของรัสเซียหดตัวลง

    อย่างไรก็ดี รัสเซียยังคงมีความคืบหน้าในบางสมรภูมิ โดยกองกำลังรัสเซียสามารถบุกเข้าสู่พื้นที่ทางตะวันออกของเมืองคอนสแตนตินอฟกา ในภูมิภาคโดเนตสก์ได้สำเร็จ โดยยึดครองพื้นที่ได้แล้วประมาณ 13% ซึ่งปูตินให้ความสำคัญสูงสุดกับการยึดครองพื้นที่โดเนตสก์ส่วนที่เหลือให้ได้เบ็ดเสร็จ แม้จะล่าช้ามานานแล้วก็ตาม 

    สำหรับประเด็นการเจรจา ปูติน ยังคงปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะพูดคุยแบบพบหน้ากับประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี เพื่อยุติสงคราม แม้เซเลนสกีจะเปิดเผยว่าได้หารือกับ โรมัน อับราโมวิช มหาเศรษฐีชาวรัสเซียที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้ปูตินแล้วก็ตาม

    อ้างอิง Al Jazeera และ Al Jazeera

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1238330&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2e3dtjkGa42KsfA2aZcqwj

  • ไม่ต้องตากแดดรอซื้อ! ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 สั่งผ่านแอปส่งถึงบ้าน เริ่ม 15 มิ.ย. : อินโฟเควสท์

    ไม่ต้องตากแดดรอซื้อ! ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 สั่งผ่านแอปส่งถึงบ้าน เริ่ม 15 มิ.ย. : อินโฟเควสท์

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” โดยตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป จะเป็นวันแรกที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิผ่านบริการ ฟู้ดเดลิเวอรี บน 4 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ ShopeeFood, LINE MAN, GrabFood และ Robinhood หลังจากเปิดให้ร้านอาหารทั่วประเทศลงทะเบียนเชื่อมระบบผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีร้านอาหารที่ลงทะเบียนเข้าร่วมบริการฟู้ดเดลิเวอรีและเชื่อมระบบสำเร็จแล้ว 88,198 ร้านค้า สะท้อนถึงความพร้อมของผู้ประกอบการทั่วประเทศในการเข้าร่วมมาตรการของรัฐบาล เพื่อขยายช่องทางการขาย เพิ่มรายได้ และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้มากยิ่งขึ้น

    สำหรับประชาชน สามารถใช้สิทธิผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรีได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 ระหว่างเวลา 06.00 – 21.00 น. ของทุกวัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสิทธิ ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และช่วยกระจายเม็ดเงินสู่ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรายย่อย และเศรษฐกิจชุมชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ยังคงคึกคักอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. มีผู้ได้รับสิทธิแล้ว 26,040,623 คน และมีร้านค้าลงทะเบียนพร้อมใช้งานแล้วกว่า 1,041,907 ร้านค้า ขณะที่ยอดใช้จ่ายสะสมตั้งแต่เปิดโครงการอยู่ที่ 27,125.23 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 15,737.95 ล้านบาท และ เงินที่ประชาชนร่วมจ่าย 11,387.28 ล้านบาท มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้ว 24,577,399 คน และมีผู้ใช้สิทธิครบวงเงิน 1,000 บาทแล้วกว่า 2,189,420 คน

    “รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการเปิดใช้สิทธิผ่านฟู้ดเดลิเวอรีจะช่วยเพิ่มความสะดวกให้ประชาชน ขยายโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการรายย่อย และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากได้รวดเร็วและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กันไป” นางสาวลลิดา กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/600730&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xzf9gq34VWPjNz9ampw4S

  • นักศึกษาอินโดฯ นับพันคนชุมนุมกลางกรุงจาการ์ตา กดดันปธน.ปราโบโว ปมเศรษฐกิจทรุด-ค่าครองชีพพุ่ง

    นักศึกษาอินโดฯ นับพันคนชุมนุมกลางกรุงจาการ์ตา กดดันปธน.ปราโบโว ปมเศรษฐกิจทรุด-ค่าครองชีพพุ่ง

    นักศึกษาชาวอินโดนีเซียกว่า 1,500 คน เดินขบวนประท้วงรัฐบาลประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เรียกร้องลดราคาน้ำมัน อาหาร พร้อมยกเลิกโครงการรัฐที่มองว่าสิ้นเปลือง ขณะเกิดเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

    วันที่ 13 มิถุนายน 2569 นักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยในอินโดนีเซียรวมตัวชุมนุมในกรุงจาการ์ตา เพื่อประท้วงนโยบายเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาลประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ท่ามกลางความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มสูงขึ้น และภาระหนี้สาธารณะที่ขยายตัว

    โดยการชุมนุมครั้งนี้ ใช้ชื่อว่า “อินโดนีเซียกำลังมุ่งหน้าสู่ภาวะล้มละลาย” (Heading to Bankrupt Indonesia) มีผู้เข้าร่วมประมาณ 1,500 คน โดยผู้ประท้วงสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเหลืองซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนักศึกษา ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณอนุสาวรีย์แห่งชาติและวงเวียนโรงแรมอินโดนีเซีย ใจกลางกรุงจาการ์ตา

    คณะผู้บริหารนักศึกษามหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย (BEMUI) ซึ่งเป็นผู้จัดการชุมนุม ระบุว่า เศรษฐกิจของประเทศกำลังเผชิญปัญหารุนแรง ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลง ราคาสินค้าจำเป็นปรับตัวสูงขึ้น ตำแหน่งงานลดลง หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น และประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ

    ผู้ชุมนุมยื่นข้อเรียกร้องหลัก 5 ประการ โดยเฉพาะการลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าอาหาร รวมถึงเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกโครงการสวัสดิการบางส่วนที่มองว่าใช้งบประมาณจำนวนมากและไม่คุ้มค่า เช่น โครงการอาหารฟรีสำหรับนักเรียน ซึ่งเป็นนโยบายเรือธงของปราโบโว และโครงการสหกรณ์หมู่บ้านทั่วประเทศ

    นอกจากนี้ ผู้ประท้วงยังแสดงความไม่พอใจต่อการใช้งบประมาณภาครัฐ การปรับขึ้นราคาพลังงาน และบทบาทที่เพิ่มขึ้นของกองทัพในภาคพลเรือน ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าอาจสะท้อนแนวโน้มรวมศูนย์อำนาจมากขึ้นภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบัน

    ระหว่างการชุมนุมเกิดเหตุปะทะเป็นระยะ เมื่อผู้ประท้วงบางส่วนพยายามฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจและรั้วเหล็กรักษาความปลอดภัย พร้อมขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ ส่งผลให้เกิดการชุลมุนบริเวณพื้นที่ชุมนุม ฝ่ายจัดงานอ้างว่า มีผู้ชุมนุมบางส่วนถูกสกัดไม่ให้เข้าร่วมการประท้วงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ขณะที่ทางการได้ระดมกำลังตำรวจและทหารราว 6,000 นาย เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยและป้องกันเหตุรุนแรง

    ทั้งนี้ การชุมนุมครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในแรงกดดันทางการเมืองครั้งสำคัญที่รัฐบาลปราโบโวต้องเผชิญ หลังถูกวิจารณ์เพิ่มขึ้นทั้งในประเด็นเศรษฐกิจ การใช้จ่ายงบประมาณ และแนวทางการบริหารประเทศที่ถูกมองว่ามีลักษณะรวมศูนย์อำนาจมากขึ้น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2939240&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vTeoUNMaZkW3c5LXRrhZV

  • สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดเวที “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก”   ในโอกาสครบรอบ 29 ปี 

    สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดเวที “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก”  ในโอกาสครบรอบ 29 ปี 

    วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.29 น.

    สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดเวที “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” 

    ในโอกาสครบรอบ 29 ปี 

    สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ องค์กรวิชาชีพสื่อทำหน้าที่กำกับดูแลกันเองทางด้านจริยธรรมครอบคลุมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และดิจิทัล โดย นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จะจัดงานครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ภาคเช้า จัดปาฐกถาพิเศษ และเวทีเสวนา เรื่อง “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” ภาคบ่าย จัด Keynote Speech ทิศทาง AI ใน 1-2 ปีข้างหน้า และเวทีเสวนา เรื่อง “Agentic AI ภัยคุกคามหรือโอกาสใหม่ ในสมรภูมิสื่อ ?” ตั้งแต่เวลา 9.30 น. ถึง 16.40 น. ณ  ห้องกรุงธนบอลล์รูม ชั้น 2 โรงแรมรอยัลริเวอร์ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

    วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569 

    ภาคเช้า: เวลา 09.00 – 12.30 น. 

    Special Talk เรื่อง “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก”

    โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    เวทีเสวนา หัวข้อ “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก”

    ผู้ร่วมเสวนา 1. รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน

    2. ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภา   

        หอการค้าแห่งประเทศไทย

    3. คุณบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist 

           บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

    4. ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ดำเนินรายการโดย คุณไอลดา พิศสุวรรณ

    ภาคบ่าย:  เวลา 14.00 – 16.40 น. 

    Keynote Speech ทิศทาง AI ใน 1-2 ปีข้างหน้า

    โดย คุณโชค วิศวโยธิน ผู้ก่อตั้งกลุ่ม AI เพื่อธุรกิจและสังคม   

    เวทีเสวนา “Agentic AI ภัยคุกคามหรือโอกาสใหม่ ในสมรภูมิสื่อ ?”

    ผู้ร่วมเสวนา 1. คุณสุวิตา จรัญวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทลสกอร์ จำกัด

       และอุปนายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย (TCCA)

    2. คุณพรชัย พูนล้ำเลิศ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ 

       บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด (พีพีทีวี เอชดี ช่อง 36)

    3. -**

    4. คุณก้าวโรจน์ สุตาภักดี Senior Leader, TNN Digital Channel

    5. ผศ.ดร.เอกพล เธียรถาวร คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน    

       มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ .

    ดำเนินการเสวนา โดย คุณอศินา พรวศิน กรรมการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

    สำหรับผู้สนใจสามารถชมการถ่ายทอดสดผ่านเพจเฟซบุ๊ก สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ (www.facebook.com/PressCouncilThailand/) เพจเฟซบุ๊กไทยพีบีเอส (www.facebook.com/ThaiPBS/) และยูทูป ไทยพีบีเอส (www.YouTube.com/ThaiPBS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/relation/479542&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-ei3tnypc4oCKoatjraLX

  • ครม. รับทราบข้อเสนอสำนักงบฯ สั่งเร่งรัดเบิกจ่ายงบปี 69 และงบเหลื่อมปี หลังไตรมาสเบิกจ่ายแล้ว 35.91% หวังกระตุ้นเศรษฐกิจโตให้เติบโต

    ครม. รับทราบข้อเสนอสำนักงบฯ สั่งเร่งรัดเบิกจ่ายงบปี 69 และงบเหลื่อมปี หลังไตรมาสเบิกจ่ายแล้ว 35.91% หวังกระตุ้นเศรษฐกิจโตให้เติบโต

    วันนี้ (13 มิถุนายน) รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบข้อเสนอแนะการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ โดยขอให้ทุกส่วนราชการ ทั้งรัฐมนตรีเจ้าสังกัด รัฐมนตรีที่กำกับดูแล และหัวหน้าหน่วยงาน เร่งรัดติดตามการเบิกจ่ายและการใช้จ่ายงบประมาณให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

    ทั้งนี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างเหมาะสมตามศักยภาพ และให้การใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 อย่างเคร่งครัด

    สำนักงบประมาณเสนอด้วยว่า เพื่อให้เงินลงทุนภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและหนุนการเติบโต ทุกหน่วยงานควรเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้แล้วให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

    สำหรับรายการที่ก่อหนี้แล้วแต่มีแนวโน้มล่าช้ากว่าแผน ให้เร่งรัดคู่สัญญาปฏิบัติงานและส่งมอบงาน รวมถึงเร่งตรวจรับงานในโครงการที่ผู้รับจ้างส่งมอบแล้ว เพื่อเบิกจ่ายเงินตามกำหนด ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวม แต่อย่างไรก็ตาม ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและเหมาะสม

    พร้อมกันนี้ ขอให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 โดยเฉพาะรายการที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ส่วนรายการที่ก่อหนี้ผูกพันไว้แล้ว ต้องควบคุมกำกับการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนและเร่งเบิกจ่ายภายในเวลาที่กำหนด

    ด้านรายจ่ายลงทุนหรือรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณที่เป็นรายการใหม่ในปีงบประมาณ 2569 ให้ส่งรายละเอียดที่เกี่ยวข้องให้สำนักงบประมาณพิจารณาความเหมาะสมของราคาวงเงินควบคู่กับการจัดซื้อจัดจ้าง หากได้ผลการจัดซื้อจัดจ้างแล้วและไม่เกินวงเงินที่สำนักงบประมาณเห็นชอบ ให้แจ้งสำนักงบประมาณทราบและทำสัญญาก่อหนี้ผูกพันตามขั้นตอนได้ทันที เพื่อร่นระยะเวลาการดำเนินงานให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    สำหรับผลการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี 2569 ล่าสุดในไตรมาสแรก (1 ตุลาคม- 31 ธันวาคม 2568) พบว่า ภาพรวมงบประมาณวงเงิน 3,780,600 ล้านบาท มีผลการเบิกจ่ายแล้ว 1,357,744 ล้านบาท (คิดเป็น 35.91%) และมีผลการใช้จ่ายหรือก่อหนี้ 1,551,037 ล้านบาท (คิดเป็น 41.03%) ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายการเบิกจ่ายและการใช้จ่ายงบประมาณอยู่ 2.91% และ 3.03% ตามลำดับ (จากเป้าหมายภาพรวมที่กำหนดไว้ 33% และ 38% ตามลำดับ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/cabinet-expedites-budget-disbursement/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XPw2C1WVCcwqmMGISJuS1

  • “ลิซ่า” จารึกชื่อในฐานะศิลปินไทยคนแรกที่ได้ขึ้นโชว์ในพิธีเปิดบอลโลก | เดลินิวส์

    “ลิซ่า” จารึกชื่อในฐานะศิลปินไทยคนแรกที่ได้ขึ้นโชว์ในพิธีเปิดบอลโลก | เดลินิวส์

    พิธีเปิดฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐ ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมการรอคอย ก่อนเกมที่ ทีมชาติสหรัฐ จะลงประเดิมสนามรอบแรก กลุ่ม D กับ ปารากวัย ที่สนาม ลอสแอนเจลิส สเตเดียม ความจุ 70,240 ที่นั่ง ในนครลอสแอนเจลิส เมื่อวันศุกร์ที่ 12 มิ.ย. ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น

    สำหรับในพิธีเปิดครั้งนี้ เจ้าภาพเน้นการแสดงที่เรียบง่าย โดยมีไฮไลต์อยู่ที่การเผยโฉมถ้วยฟุตบอลโลก หรือ FIFA World Cup ที่ถูกฉาบเอาไว้ด้วยลายธงชาติสหรัฐ ขณะที่ด้านข้างถูกประดับด้วยสัญลักษณ์ประจำเมืองต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเวิลด์ คัพ ครั้งนี้ โดยมีศิลปินชื่อดังขึ้นโชว์มากมายนำโดย เคที เพอร์รี นักร้องระดับซูเปอร์สตาร์ชาวอเมริกัน, ฟิวเจอร์ แร็ปเปอร์คนดังจากเมืองแอตเลนตา, อนิตตา นักร้องสาวชาวบราซิเลียน, รีมา แร็ปเปอร์ชาวไนจีเรียน และ ไทลา นักร้องสาวชาวแอฟริกาใต้

    ส่วนไฮไลต์ที่ชาวไทยทั้งประเทศเฝ้ารอ ก็คือการขึ้นแสดงของ “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล หรือ “ลิซ่า แบล็กพิงก์” นักร้อง และแร็ปเปอร์สาวไทย ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังในระดับโลก โดยงานนี้ ลิซ่า ได้ขึ้นโชว์เพลง “Goals” ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงประกอบฟุตบอลโลก 2026 อย่างเป็นทางการ ร่วมกับ อนิตตา และ รีมา

    นอกจากนี้ยังทำให้ ลิซ่า สร้างประวัติศาสตร์เป็นศิลปินไทยคนแรก ที่ได้รับเกียรติให้ขึ้นแสดงในพิธีเปิดของหนึ่งในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง “ฟุตบอลโลก” อีกด้วย.

    ภาพ REUTERS, gettyimages

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5941789/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18KOPnVbQeCZpTjOYRxaKM

  • ชัชชาติลุย 4 ตลาดน้ำฝั่งธนบุรี ชูรถฟีดเดอร์-ตั๋วร่วม ปลุกเศรษฐกิจชุมชน

    ชัชชาติลุย 4 ตลาดน้ำฝั่งธนบุรี ชูรถฟีดเดอร์-ตั๋วร่วม ปลุกเศรษฐกิจชุมชน

    วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.13 น.

    วันที่ 13 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมทีมงานลงพื้นที่หาเสียง เขตตลิ่งชัน-ภาษีเจริญ-ธนบุรี โดยเดินทางด้วยรถโดยสาร Feeder ไปยังตลาดน้ำสองคลองตลิ่งชัน ก่อนเดินเท้าลงพื้นที่ตลาดน้ำตลิ่งชัน และนั่งเรือหางยาวไปตลาดคลองลัดมะยม ชูแนวทางแก้ปัญหาการคมนาคมและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชม

    ชี้ปัญหาการเชื่อมต่อ “รถไฟฟ้าสู่ชุมชน” อุปสรรคหลักของนักท่องเที่ยว

    นายชัชชาติกล่าวว่า ตลาดชุมชนเป็นหัวใจของเศรษฐกิจฐานราก จากการลงพื้นที่พบว่าผู้ค้าและนักท่องเที่ยวยังเจอปัญหาเดินทางไม่สะดวก แม้ปัจจุบันจะมีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเข้าถึงพื้นที่แล้ว แต่การเชื่อมจากรถไฟฟ้าไปยังตลาดยังเป็นอุปสรรค เช่น ปัญหารถติด ถามว่าทำไมรถยังติดอยู่ เพราะว่าขนส่งสาธารณะไม่ดี ถึงแม้เราจะมีรถไฟฟ้าหลายร้อยกิโลเมตรแล้ว แต่ปลายทางจากรถไฟฟ้าเข้าไปถึงจุดหมาย ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องเสริมด้วยการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน พร้อมระบบ Feeder เพื่อจูงใจให้ประชาชนใช้รถขนส่งมวลชนในการเดินทางมาท่องเที่ยวตลาดในฝั่งธนฯ

    ผลักดัน “ตั๋วร่วม-ตั๋วเดือน” รถไฟฟ้า และจัดทำป้ายรถเมล์อัจฉริยะ

    นายชัชชาติ ได้เสนอนโยบายพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ปัญหา โดยเฉพาะรถไฟฟ้า เริ่มจากการผลักดันระบบรถไฟฟ้าให้มีราคาเข้าถึงง่ายขึ้น โดยมองว่าปี 2572 ซึ่งเป็นปีที่สัญญาสัมปทานสายสีเขียวหลักสิ้นสุดลง และจะเกิดความเปลี่ยนแปลงสำคัญในการเจรจาต่อรองเพื่อจัดทำ “ตั๋วเดือน” ราคาประหยัดสำหรับคนทำงาน นักเรียน และผู้สูงอายุ พร้อมมุ่งเจรจากับรัฐบาลเพื่อผลักดันระบบตั๋วร่วม

    ในส่วนของระบบรถเมล์ ยืนยันว่า กทม. จะไม่รับโอนหนี้กว่า 1.5 แสนล้านบาทของ ขสมก. มาแบกรับไว้ แต่จะขอเป็นผู้กำกับดูแลเส้นทาง จัดทำป้ายรถเมล์อัจฉริยะที่บอกเวลารอรถได้ และเสริมการเดินรถในเส้นทางที่ขาดแคลนโดยไม่แย่งสัมปทานผู้ประกอบการเอกชน “เราไม่อยากเป็น Operator รายใหญ่ แต่เราอยากจะเป็นผู้อำนวยความสะดวก และเป็นคนดูแลเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด”

    ยกระดับระบบขนส่งรอง (Feeder) เล็งทำแอปฯ เรียกรถเข้าถึงทุกพื้นที่

    ด้านการพัฒนาระบบขนส่งรอง หรือ Feeder เพื่อแก้ไขปัญหาการเดินทางเข้าสู่ชุมชน จะเดินหน้าปรับปรุงทางเท้า จัดระเบียบและทำฐานข้อมูลวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างกว่า 70,000 คันทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงการยกระดับกลุ่มรถสองแถวและรถกะป๊อให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้น และมีแนวคิดพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับเรียกรถกลุ่ม Feeder เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลให้สามารถเดินทางได้ครอบคลุมมากขึ้น

    หนุนเศรษฐกิจฐานราก สร้างมาตรฐานค่าเช่าแผงเป็นธรรม-เพิ่มโอกาส SME

    นอกจากนี้ นายชัชชาติยังกล่าวถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนทั้งตลาดน้ำและตลาดชุมชน โดยระบุว่า กทม. จะไม่เข้าไปแทรกแซงการบริหารตลาดโดยตรง แต่จะทำหน้าที่สนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ เชื่อมโยงการเดินทาง และช่วยจัดทำฐานข้อมูลเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของพ่อค้าแม่ค้า นอกจากนี้จะใช้ตลาดของ กทม. เองเป็นเกณฑ์มาตรฐาน หรือ Benchmark ในการกำหนดราคาค่าเช่าแผงให้เป็นธรรม เพื่อควบคุมไม่ให้ตลาดอื่นๆ เก็บค่าเช่าแพงจนเกินไป

    “สุดท้ายถ้าพ่อค้าอยู่ไม่รอด ตลาดก็อยู่ไม่รอด… ตัวนี้คือเรื่องสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง เพราะว่าเรามีรายเล็กรายน้อย ตลาดชุมชนต่างๆ เรามี SME ถึง 500,000 กว่าราย จ้างงาน 3 ล้านกว่าคน เศรษฐกิจคู่ขนานต้องไปด้วยกัน เศรษฐกิจใหญ่ก็ต้องไป โตใหญ่ไปปุ๊บ เศรษฐกิจเล็กก็โตตาม ผมเชื่อว่านี่เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ของ 4 ปีต่อไปในอนาคต”

    ดันย่านสร้างสรรค์-แลนด์มาร์กใหม่ ยกระดับการท่องเที่ยวควบคู่สาธารณสุข

    ทั้งนี้ ในด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับเส้นเลือดฝอย นายชัชชาติมีนโยบายยกระดับตลาดน้ำตลิ่งชัน ตลาดน้ำคลองลัดมะยม วัดจำปา และวัดสะพาน ให้มีมาตรฐานและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวนานาชาติ พร้อมกับชูประเพณีชักพระทางน้ำให้เป็นประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ประจำเขต

    นอกจากนี้ ยังมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการส่งเสริมย่านการท่องเที่ยวทั้งทางบกและทางน้ำ ตามแนวคลองภาษีเจริญและคลองบางกอกใหญ่ รวมถึงการผลักดันตลาดพลูในเขตธนบุรีให้เป็นย่านสร้างสรรค์เต็มรูปแบบ โดยมีแผนก่อสร้างสะพานคนเดินข้ามคลองบางกอกใหญ่เชื่อมต่อชุมชนฝั่งบางกอกใหญ่ให้กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ ควบคู่ไปกับการดูแลคุณภาพชีวิตและสาธารณสุขในพื้นที่ ด้วยการเปิดให้บริการแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) ของโรงพยาบาลพระมงคลเทพมุนี ในเขตภาษีเจริญ เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาลข้างเคียงและให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/970596&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fxgPloaJ0jBLC-C0UawZn

  • จาก Pride Month สู่ Pride Economy กับโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย

    จาก Pride Month สู่ Pride Economy กับโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นความหลากหลายทางเพศมักถูกพูดถึงในฐานะเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม และการยอมรับทางสังคม แต่ในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ บทสนทนาดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

    วันนี้ “ความหลากหลาย” ไม่ได้เป็นเพียงคุณค่าทางสังคม หากกำลังกลายเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าได้จริง ทั้งในมิติของการบริโภค การท่องเที่ยว การจ้างงาน การลงทุน การดึงดูดบุคลากรคุณภาพสูง และการสร้างนวัตกรรม 

    ช่างภาพพีพีทีวี
    จาก Pride Month สู่ Pride Economy กับโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย

    ส่งผลให้ Pride Month ไม่ได้เป็นเพียงเดือนแห่งการเฉลิมฉลอง แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศในการเปลี่ยนการยอมรับความหลากหลายให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ

    ข้อมูลจาก LGBT Capital ประเมินว่า กลุ่ม LGBTQ+ ทั่วโลกมีกำลังซื้อรวมมากกว่า 160 ล้านล้านบาทต่อปี ขณะที่ในภูมิภาคเอเชียมีกลุ่มผู้บริโภค LGBTQ+ มากกว่า 200 ล้านคน และมีกำลังซื้อรวมราว 27 ล้านล้านบาทต่อปี สะท้อนว่า LGBTQ+ ไม่ใช่ตลาดเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บริโภคที่มีอิทธิพลต่อการเติบโตของหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก

    สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงขนาดของตลาด แต่เป็นคุณภาพของการใช้จ่าย ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับประสบการณ์ คุณภาพชีวิต สุขภาพ การท่องเที่ยว และแบรนด์ที่สะท้อนคุณค่าของตนเอง มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว จึงไม่น่าแปลกใจที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สุขภาพ โรงแรม ร้านอาหาร ความงาม และไลฟ์สไตล์ จะเป็นกลุ่มธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จาก Pride Economy อย่างชัดเจน

    ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือกลุ่มผู้บริโภคที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าค่าเฉลี่ยในหลายหมวดการใช้จ่าย และกำลังกลายเป็นหนึ่งในฐานลูกค้าคุณภาพที่ภาคธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ประเทศไทยเองได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เปิดกว้างและเป็นมิตรต่อความหลากหลายทางเพศมากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย จุดแข็งดังกล่าวช่วยสนับสนุนภาพลักษณ์ของประเทศในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก และมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมบริการในหลายมิติ

    ข้อมูลจากภาคการท่องเที่ยวประเมินว่า เศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม LGBTQ+ ในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 152,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีแนวโน้มใช้จ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป โดยเฉพาะในกลุ่มโรงแรมระดับพรีเมียม สุขภาพ การพักผ่อน และประสบการณ์เฉพาะบุคคล

    นอกจากนี้ ยังมีการประเมินว่าการพัฒนานโยบายและระบบนิเวศที่สนับสนุนความเท่าเทียมมากขึ้น อาจช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ได้ประมาณ 0.3% สะท้อนว่า “ความเปิดกว้าง” ไม่ได้เป็นเพียงภาพลักษณ์ของประเทศ แต่สามารถต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้จริง

    อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งของสมการเศรษฐกิจคือ “ต้นทุนของความไม่เท่าเทียม” รายงาน The Economic Case for LGBTQ+ Inclusion in Southeast Asia ประเมินว่า การเลือกปฏิบัติและการกีดกันกลุ่ม LGBTQ+ อาจสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยระหว่าง 51,800-121,800 ล้านบาทต่อปี

    ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงความสูญเสียของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่หมายถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ประเทศสูญเสียไปโดยไม่จำเป็น เพราะทุกครั้งที่คนคนหนึ่งถูกจำกัดโอกาสในการทำงาน ถูกปฏิเสธการจ้างงาน หรือไม่สามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ ประเทศกำลังสูญเสียกำลังผลิต รายได้ กำลังซื้อ และความคิดสร้างสรรค์ที่ควรเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ

    การมีผลบังคับใช้ของกฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศไทยเมื่อปี 2568 ยังถูกมองว่าเป็นมากกว่าการขยายสิทธิในการสมรส เพราะส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน เมื่อคู่ชีวิตสามารถร่วมถือครองทรัพย์สิน วางแผนมรดก บริหารภาษี เข้าถึงสิทธิประโยชน์ และวางแผนอนาคตร่วมกันได้อย่างชัดเจนขึ้น ย่อมเอื้อต่อการตัดสินใจทางการเงินและการลงทุนในระยะยาว

    ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับครัวเรือน แต่ยังต่อเนื่องไปยังธุรกิจจัดงานแต่งงาน อสังหาริมทรัพย์ ประกันภัย สุขภาพ และบริการทางการเงิน ซึ่งหลายประเทศมองว่าเป็นผลพลอยได้ทางเศรษฐกิจจากการขยายสิทธิความเท่าเทียม

    ในวันที่หลายประเทศแข่งขันกันดึงดูดนักท่องเที่ยว เม็ดเงินลงทุน และบุคลากรคุณภาพสูง ความสามารถในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างและเอื้อต่อการใช้ชีวิตของผู้คนทุกกลุ่ม กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    สำหรับไทย ความเป็นมิตรต่อความหลากหลายทางเพศอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่โจทย์สำคัญคือจะต่อยอดจุดแข็งดังกล่าวให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางโอกาสจากกำลังซื้อของกลุ่ม LGBTQ+ ที่ขยายตัวต่อเนื่องทั่วโลก และต้นทุนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น หากความไม่เท่าเทียมยังคงเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงโอกาสของผู้คนบางกลุ่ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/277509&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gRDRIlqk_bBwR-dUsMKkb

  • “ชัชชาติ” ลุยฝั่งธนฯ ปลุกเศรษฐกิจเส้นเลือดฝอย ชูนโยบายขนส่ง Feeder เชื่อมตลาดน้ำ

    “ชัชชาติ” ลุยฝั่งธนฯ ปลุกเศรษฐกิจเส้นเลือดฝอย ชูนโยบายขนส่ง Feeder เชื่อมตลาดน้ำ

    “ชัชชาติ” นำทีม “กรุงเทพฯ ทำงาน” บุกฝั่งธนฯ นั่งรถต่อเรือลุยตลาดน้ำ ปลุกกระแสเศรษฐกิจฐานราก ชี้จุดบอดรถไฟฟ้าเข้าไม่ถึงชุมชนทำรถติด 

    วันที่ 13 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 พร้อมด้วยทีมงาน “กรุงเทพฯ ทำงาน” ได้ลงพื้นที่หาเสียงในเขตตลิ่งชัน ภาษีเจริญ และธนบุรี โดยการเดินทางด้วยรถโดยสาร Feeder ไปยังตลาดน้ำสองคลองตลิ่งชัน ก่อนจะเดินเท้าเข้าสู่ตลาดน้ำตลิ่งชัน และนั่งเรือหางยาวต่อไปยังตลาดคลองลัดมะยม เพื่อพบปะพี่น้องประชาชน พ่อค้าแม่ค้า พร้อมทั้งแสดงวิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหาการคมนาคมและการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน

    นายชัชชาติเปิดเผยว่า ตลาดชุมชนคือหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก แต่จากการลงพื้นที่กลับพบว่าทั้งผู้ค้าและนักท่องเที่ยวต่างประสบปัญหาความไม่สะดวกในการเดินทาง แม้ในปัจจุบันจะมีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเปิดให้บริการเข้าถึงพื้นที่แล้วก็ตาม แต่การเชื่อมต่อจากสถานีรถไฟฟ้าเข้าไปยังตัวตลาดยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญและเผชิญกับปัญหารถติด ดังนั้น กทม. จำเป็นต้องเข้ามาพัฒนาระบบขนส่งมวลชนรอง หรือระบบ Feeder เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะในการท่องเที่ยวฝั่งธนบุรีมากขึ้น

    “ถามว่าทำไมรถยังติดอยู่ เพราะว่าขนส่งสาธารณะไม่ดี ถึงแม้เราจะมีรถไฟฟ้าหลายร้อยกิโลเมตรแล้ว แต่ปลายทางจากรถไฟฟ้าเข้าไปถึงจุดหมาย อย่างจากรถไฟฟ้าบางขุนนนท์มาถึงตลาดเนี่ย ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องพัฒนาเรื่องขนส่งสาธารณะให้ดี” นายชัชชาติกล่าว

    เพื่อแก้ไขปัญหาระบบขนส่งอย่างยั่งยืน นายชัชชาติได้เสนอนโยบายเชิงรุก โดยมองไปถึงปี 2572 ซึ่งเป็นปีที่สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลักจะสิ้นสุดลง ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการเจรจาต่อรองเพื่อจัดทำ “ตั๋วเดือน” ราคาประหยัดสำหรับกลุ่มคนทำงาน นักเรียน และผู้สูงอายุ ควบคู่ไปกับการเร่งเจรจากับรัฐบาลเพื่อผลักดัน “ระบบตั๋วร่วม” ส่วนประเด็นเรื่องรถเมล์ ขสมก. นั้น นายชัชชาติยันชัดว่า กทม. ยินดีที่จะเข้ามาเป็นผู้กำกับดูแลเส้นทางและจัดทำป้ายรถเมล์อัจฉริยะ รวมถึงเสริมการเดินรถในเส้นทางที่ขาดแคลน แต่ กทม. จะไม่ยอมรับโอนหนี้สินกว่า 1.5 แสนล้านบาทของ ขสมก. มาแบกรับไว้อย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นภาระที่หนักเกินไป โดย กทม. ต้องการทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด มากกว่าการเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่

    ในส่วนของการพัฒนาระบบ Feeder นายชัชชาติมีแนวทางที่จะเข้าปรับปรุงทางเท้า จัดระเบียบและทำฐานข้อมูลวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่มีอยู่กว่า 70,000 คันทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงยกระดับกลุ่มรถสองแถวและรถกะป๊อให้มีมาตรฐานความปลอดภัย พร้อมทั้งเตรียมพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับเรียกรถในกลุ่ม Feeder เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลสามารถเดินทางเชื่อมต่อได้อย่างครอบคลุม

    ขณะที่นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน นายชัชชาติระบุว่า กทม. จะไม่เข้าไปแทรกแซงการบริหารจัดการตลาดโดยตรง แต่จะทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนในด้านการประชาสัมพันธ์ เชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม และช่วยจัดทำฐานข้อมูลเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับพ่อค้าแม่ค้า นอกจากนี้จะใช้ตลาดของ กทม. เป็นเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ในการกำหนดค่าเช่าแผงที่เป็นธรรม เพื่อควบคุมไม่ให้ตลาดอื่น ๆ ขูดรีดค่าเช่าแพงจนเกินไป เพราะหากพ่อค้าแม่ค้าอยู่ไม่ได้ ตลาดก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ซึ่งปัจจุบันกรุงเทพฯ มีกลุ่ม SME อยู่ถึง 500,000 กว่าราย และมีการจ้างงานมากกว่า 3 ล้านคน เศรษฐกิจปากท้องระดับเส้นเลือดฝอยจึงต้องเติบโตควบคู่ไปกับเศรษฐกิจใหญ่

    นอกจากนี้ แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ฝั่งธนฯ ของนายชัชชาติ ยังครอบคลุมถึงการยกระดับตลาดน้ำตลิ่งชัน ตลาดน้ำคลองลัดมะยม วัดจำปา และวัดสะพาน ให้ได้มาตรฐานสากลเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมชูประเพณีชักพระทางน้ำให้เป็นเอกลักษณ์ประจำเขต ตลอดจนการส่งเสริมย่านท่องเที่ยวทางบกและทางน้ำตามแนวคลองภาษีเจริญและคลองบางกอกใหญ่ และการผลักดันตลาดพลูให้เป็นย่านสร้างสรรค์เต็มรูปแบบ โดยมีไฮไลต์คือโครงการก่อสร้างสะพานคนเดินข้ามคลองบางกอกใหญ่เพื่อเชื่อมต่อชุมชนและยกระดับให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยการเปิดให้บริการแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) ของโรงพยาบาลพระมงคลเทพมุนี ในเขตภาษีเจริญ เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาลใหญ่และให้ประชาชนเข้าถึงการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2939296&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw255y4Xcg-FXfPQWzDhq6EV