Blog

  • “นายกฯ” หนุน ศก.สร้างสรรค์ ดันแพลตฟอร์ม “ศิลปะแห่งชาติ” ปั้นทุนวัฒนธรรมไทยสู่รายได้มหาศาล

    “นายกฯ” หนุน ศก.สร้างสรรค์ ดันแพลตฟอร์ม “ศิลปะแห่งชาติ” ปั้นทุนวัฒนธรรมไทยสู่รายได้มหาศาล

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/153904&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V8HnZ2ApA2D3nb6mpqapX

  • เปิด 10 ข้อเสนอ ‘หอการค้า’ ชงรัฐบาล  เร่งฟื้นเศรษฐกิจไทย ‘พ้น ICU’

    เปิด 10 ข้อเสนอ ‘หอการค้า’ ชงรัฐบาล เร่งฟื้นเศรษฐกิจไทย ‘พ้น ICU’

    เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมานายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้นำกรรมการบริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เข้าหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และหน่วยงานเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยการเข้าพบรัฐบาลหอการค้าไทยถือเป็นการหารือกับภาคธุรกิจของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากที่มีการเปิดทำเนียบรัฐบาลรับฟังความคิดเห็นจากนักธุรกิจ และบริษัทขนาดใหญ่เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

    โดยในการหารือกับรัฐบาลในครั้งนี้หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้นำรายงานผลสำรวจความคิดเห็นจากสมาชิกและเครือข่ายภาคธุรกิจทั่วประเทศ พบว่า ผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นและต้นทุนรอบด้าน โดย57.4% ระบุว่า ได้รับผลกระทบรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ขณะที่ 68.3% มีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้าในระดับต่ำมากเนื่องจากเศรษฐกิจเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อราคาน้ำมัน และต้นทุนของภาคธุรกิจในปีนี้อย่างต่อเนื่อง

    โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อ ภาคธุรกิจ ได้แก่ ต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น  79.2% รองลงมา คือ ค่าขนส่งและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น  66.3% และกําลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัว 60.4% สะท้อนว่าภาคธุรกิจกําลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านต้นทุนและรายได้พร้อมกัน

    นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ 67.3% คาดว่า เศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนข้างหน้าจะปรับตัวแย่ลง และ 68.3% มีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยในช่วง 6 เดือนข้างหน้าอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนความกังวลของภาคเอกชนต่อทิศทางเศรษฐกิจ และตอกย้ำความจําเป็นที่ภาครัฐต้องเร่งดําเนินมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เป็นรูปธรรม และสร้างความเชื่อมั่นได้โดยเร็ว

    เปิด 10 ข้อเสนอ ‘หอการค้า’ ชงรัฐบาล  เร่งฟื้นเศรษฐกิจไทย ‘พ้น ICU’

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนจึงได้เสนอ 10 มาตรการเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ต่อรัฐบาลอนุทินเพื่อให้เร่งขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของประเทศพ้นจากวังวันที่เศรษฐกิจขยาตัวได้ต่ำสุดในภูมิภาค รวมทั้งสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะต่อไปของประเทศ ได้แก่ 

    1.) กระตุ้นกำลังซื้อและการบริโภคในประเทศ โดยแก้ปัญหากำลังซื้อในประเทศที่ลดลง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ ผู้ประกอบการต้องการให้รัฐแก้ไขโดยเร่งด่วน โดยเสนอ ได้แก่ เร่งดำเนินโครงการกระตุ้นกำลังซื้อต่อยอดจากความสำเร็จเดิม เช่น “คนละครึ่งพลัส” โดยปรับให้เน้นใช้จ่ายในจังหวัดรอง จังหวัดชายแดน หรือ Low Season เพื่อกระจายเม็ด เงินอย่างทั่วถึง

    รวมทั้งขยายโครงการในรูปแบบเฉพาะกลุ่ม เช่น ปุ๋ยยาเกษตรกรคนละครึ่ง สำหรับซื้อในร้านท้องถิ่น และ “เที่ยวคนละครึ่ง” ที่เน้นจังหวัดชายแดน และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อเนื่อง

    2.) การลดต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพ โดยเสนอให้รัฐบาลเร่งลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และก๊าซหุงต้ม พร้อมเสนอให้ ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ให้สะท้อนต้นทุนจริงแทนการอ้างอิงราคาตลาดต่างประเทศเพียงอย่างเดียว รวมถึงกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการฉวยโอกาส

    3.) การช่วยเหลือ SMEs และเสริมสภาพคล่อง โดยจัดหามาตรการ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ระยะยาวที่เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น และเสนอให้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์สำหรับ SMEs ที่ติดปัญหา NPL โดยพิจารณาจากศักยภาพและกระแสเงินสดในปัจจุบันแทน

    4.) การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและภาระหนี้สิน โดยดำเนินการแก้ปัญหาหนี้อย่างเป็นระบบในกลุ่มรายได้น้อยและปานกลาง ผ่านมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ การพักชำระหนี้ และการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการดำรงชีพและลดปัญหาหนี้นอกระบบ

    5.) การปกป้องตลาดภายในประเทศ ยกระดับมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าต่างชาติที่มีลักษณะ ทุ่มตลาด หรือแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งกระทบต่อ SMEs ไทยโดยตรง พร้อมสนับสนุนนโยบาย “ไทยช่วยไทย” เพื่อส่งเสริมการใช้สินค้าและบริการภายในประเทศ

    6.) การส่งเสริมการส่งออกและการค้าระหว่างประเทศ ผลักดันการส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลัก โดยการขยายตลาดใหม่ ปรับปรุงภาษีนำเข้าวัตถุดิบ และทบทวนความตกลงการค้าเสรี (FTA) ให้มีความสมดุลและเป็นธรรม โดยเฉพาะมาตรการจัดการสินค้านำเข้าตามฤดูกาล

    7.) การฟื้นฟูภาคเกษตรและรายได้เกษตรกร สร้างเสถียรภาพด้านราคาด้วยการวางแผนการผลิตตามความต้องการของตลาด (Market-Led Production) และสนับสนุนการลดต้นทุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยและยา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทย

    8.) การส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาคบริการ กระตุ้นตลาดท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดความแออัดในท่าอากาศยานหลัก และเร่งแก้ไขปัญหา PM 2.5 อย่างจริงจังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว

    9.) การปฏิรูประบบราชการและธรรมาภิบาล เพิ่มประสิทธิภาพความโปร่งใส ปราบปรามการทุจริต และเร่งลดขั้นตอนการอนุมัติอนุญาต (Ease of Doing Business) โดยนำระบบดิจิทัลมาใช้บูรณาการกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อนเพื่อลดต้นทุนแฝงในการทำธุรกิจ

    10.) การช่วยเหลือพื้นที่ชายแดนและเศรษฐกิจภูมิภาค เร่งมาตรการเยียวยาในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอน (เช่น ชายแดนไทย-กัมพูชา) และส่งเสริมการลงทุนในภูมิภาคตามจุดเด่นของแต่ละพื้นที่ผ่าน Soft Power และภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อกระจายรายได้อย่างทั่วถึง

    นายพจน์ กล่าวด้วยว่า หอการค้าไทยเชื่อมั่นว่ามาตรการเหล่านี้ หากได้รับการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมและเร่งด่วน จะช่วยบรรเทาผลกระทบระยะสั้นและวางรากฐานการเติบโตที่ยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจไทยได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1238100&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K2LAYhuqxGCrK3jMHaYLN

  • ธนาคารโลกชี้โจทย์ใหญ่ ‘ดาต้า เซ็นเตอร์” ไทย ใช้น้ำ-ไฟคุ้มค่าหรือไม่

    ธนาคารโลกชี้โจทย์ใหญ่ ‘ดาต้า เซ็นเตอร์” ไทย ใช้น้ำ-ไฟคุ้มค่าหรือไม่

    ธนาคารโลกชี้โจทย์ใหญ่ ‘ดาต้า เซ็นเตอร์” ไทย ใช้น้ำ-ไฟคุ้มค่าหรือไม่

    ธนาคารโลกชี้โจทย์ใหญ่ ‘ดาต้า เซ็นเตอร์” ไทย ใช้น้ำ-ไฟคุ้มค่าหรือไม่

    การหลั่งไหลของเม็ดเงินลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เข้าสู่ประเทศไทยมูลค่ากว่า 1.7 ล้านล้านบาท (ข้อมูลจากการขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยตั้งแต่ปี 2567 ถึงไตรมาสแรกปี 2569) กำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจยุคดิจิทัล แต่ในอีกด้านหนึ่งก็จุดคำถามสำคัญถึงความพร้อมด้านทรัพยากรน้ำและพลังงานของประเทศ รวมถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่จะได้รับจากการลงทุนขนาดใหญ่ดังกล่าว

    1.7 ล้านล้านบาท คุ้มค่าทรัพยากรหรือไม่

    นายขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่อาวุโส ธนาคารโลก (World Bank) ผู้รับผิดชอบประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ประเด็นการใช้ทรัพยากรน้ำและพลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ถือเป็นโจทย์ใหญ่ระดับโลก เนื่องจากศูนย์ข้อมูลต้องใช้ทั้งน้ำและไฟฟ้าปริมาณมาก(สำหรับระบบเซิร์ฟเวอร์ ระบบสำรองไฟ และระบบทำความเย็น) ซึ่งเป็นความท้าทายที่หลายประเทศกำลังเผชิญอยู่เช่นเดียวกัน

    อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเรื่องดังกล่าวไม่ควรแยกมิติการบริหารจัดการน้ำออกจากการส่งเสริมการลงทุน แต่ต้องมองทั้งสองด้านควบคู่กันไป โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เผชิญปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำส่วนเกิน หากสามารถบริหารจัดการและกักเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นทรัพยากรสำคัญรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้

    “หากจะคิดแยก การบริหารจัดการน้ำก็มองไปทางหนึ่ง ดาต้าเซ็นเตอร์ก็มองไปอีกทางหนึ่ง แต่สุดท้ายต้องตอบให้ได้ว่าการลงทุนเหล่านี้สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด” นายขวัญพัฒน์ กล่าว

    ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล

    นอกจากนี้ยังมองว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงดาต้าเซ็นเตอร์ใช้น้ำหรือไฟฟ้าปริมาณมากเท่าใด แต่คือการประเมินว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศได้รับมีความคุ้มค่ากับต้นทุนทรัพยากรหรือไม่ ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่สามารถดึงประโยชน์จากการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์มาใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลได้เต็มศักยภาพ ทั้งในด้านการสร้างนวัตกรรม การเพิ่มผลิตภาพ การพัฒนาธุรกิจดิจิทัล และการเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจอื่นๆ

    อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือเรื่อง “มูลค่าของน้ำ” ซึ่งไทยยังไม่มีการกำหนดต้นทุนที่ชัดเจน แม้ที่ผ่านมาโดยเฉพาะภาคเกษตรจะใช้น้ำโดยแทบไม่มีการคิดต้นทุน แต่เมื่อเกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้ทรัพยากรในปริมาณสูง คำถามเรื่องการจัดสรรทรัพยากรและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญมากขึ้น

    ธนาคารโลกชี้โจทย์ใหญ่ ‘ดาต้า เซ็นเตอร์” ไทย ใช้น้ำ-ไฟคุ้มค่าหรือไม่

    สำหรับข้อถกเถียงเรื่องการจัดเก็บค่าไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์ในอัตราที่สูงกว่าผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปนั้น นายขวัญพัฒน์ระบุว่า ต้องพิจารณาควบคู่กับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น หากการลงทุนดังกล่าวสามารถช่วยขยายขนาด Digital Economy สร้างการจ้างงาน และก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อเนื่อง ไปยังภาคธุรกิจอื่นได้ ก็จะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากร

    “โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้ดาต้าเซ็นเตอร์ช่วยยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย และกระจายประโยชน์ไปสู่ระบบเศรษฐกิจวงกว้าง ไม่ใช่เกิดประโยชน์เฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น”

    หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการเร่งขยายเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตมากขึ้น เพื่อให้ผลตอบแทนจากการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์กระจายไปยังภาคการผลิต การบริการ และภาคธุรกิจอื่นๆ อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงว่า ปัจจุบันไทยยังไม่สามารถนำผลประโยชน์ต่อเนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์มาคำนวณในสมการเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นการกำหนดต้นทุนด้านพลังงานและทรัพยากรจึงต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน

    เร่งใช้น้ำหมุนเวียน-หนุนพลังงานสีเขียว

    ด้าน รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้วจากการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ รวมถึงความพร้อมด้านพลังงานและทรัพยากรน้ำของประเทศ โจทย์สำคัญในเวลานี้จึงไม่ใช่การตัดสินใจว่าจะรับการลงทุนหรือไม่ แต่คือการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดความสมดุล และทำให้ประเทศได้รับประโยชน์สูงสุดจากเม็ดเงินลงทุนดังกล่าว

    สำหรับ ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำค่อนข้างมาก ดังนั้นแนวทางสำคัญคือการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ใหม่ หรือ Recycled Water เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งน้ำจืดที่ประชาชนและภาคส่วนอื่นจำเป็นต้องใช้ ขณะเดียวกัน แม้ประเทศไทยจะมีปริมาณน้ำฝนไหลผ่านจำนวนมาก แต่ปัญหาสำคัญคือการกักเก็บน้ำและการบริหารจัดการน้ำที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำให้รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่

    “การสร้างอ่างเก็บน้ำหรือระบบกักเก็บน้ำ ไม่ควรเป็นเพียงการเก็บน้ำไว้ใช้เท่านั้น แต่ต้องถูกออกแบบให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ”

    สำหรับข้อเสนอเรื่องการจัดเก็บค่าไฟฟ้าหรือค่าทรัพยากรเพิ่มเติมจากดาต้าเซ็นเตอร์ รศ.ดร.วิทยา มองว่าเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องหารือร่วมกันบนหลักการที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ แม้ไทยจะมีความพร้อมด้านกำลังผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหลายประเภท แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญด้านพลังงานสะอาด หรือ Green Energy ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนระดับโลกให้ความสำคัญมากขึ้น

    ทั้งนี้ การพัฒนาระบบนิเวศของดาต้าเซ็นเตอร์ในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชน เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์และสิ่งแวดล้อมได้รับการดูแลไปพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/661315&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ffsAT6xO3z8PwR3um91RE

  • หลักสูตร ‘บทจ. รุ่น 3’ เชิญที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานทูตจีน บรรยายยุทธศาสตร์การค้า | เดลินิวส์

    หลักสูตร ‘บทจ. รุ่น 3’ เชิญที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานทูตจีน บรรยายยุทธศาสตร์การค้า | เดลินิวส์

    สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน โดยสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน ได้จัดการบรรยายครั้งแรกของ หลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน หรือ บทจ. รุ่นที่ 3 โดยได้รับเกียรติจาก คุณจางเซียวเซียว ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ บทบาทของจีนต่อการค้าไทยและการค้าโลก เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ณ ห้องเพชรชมพู โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางผู้เข้ารับการอบรมจากภาคธุรกิจ สื่อมวลชน ภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งล้วนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน

    โดยหลักสูตรดังกล่าวร่วมจัดโดย ศูนย์เอเชียแอฟริกา China Media Group หรือ CMG และ หอการค้าไทย-จีน ภายใต้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ในการจัดการบรรยายครั้งแรกนี้ มีคณะผู้บริหารระดับสูงให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น นำโดย คุณแจ๊คกี้ แซ่เฉิ่น อุปนายกสมาคมสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และ นางสาวคัณธรส หาญไชยพิบูลย์กุล ผู้อำนวยการสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน ร่วมให้การต้อนรับคุณจางเซียวเซียว

    ภายหลังจากที่ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์สถานทูตจีนได้สิ้นสุดการบรรยาย ดร.สืบพงศ์ ปราบใหญ่ ประธานหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน ได้บรรยายต่อในหัวข้อ ประโยชน์และแนวทางการประยุกต์ใช้องค์ความรู้จากการเข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน เพื่อสร้างความเข้าใจและวางแนวทางการนำความรู้ไปต่อยอดในการบริหารธุรกิจและการประสานความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด

    คุณจางเซียวเซียว ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานทูตจีน ได้เริ่มต้นปาฐกถาโดยการฉายภาพรวมของสถานการณ์โลกในปัจจุบันว่า กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และเข้าสู่ยุคแห่งความผันผวนอย่างรุนแรง เศรษฐกิจทั่วโลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า มาตรการกีดกันทางการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น ตลอดจนการแข่งขันอย่างดุเดือดในด้านเทคโนโลยี ส่งผลให้หลายประเทศทั่วโลกต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาเสถียรภาพและความสามารถในการแข่งขันของตนเอง

    อย่างไรก็ดี แม้ว่าภาพรวมของเศรษฐกิจโลกจะมีความผันผวนเพียงใด แต่ภูมิภาคเอเชียยังคงรักษาความแข็งแกร่งและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก โดยมีส่วนสนับสนุนอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมากกว่าร้อยละ 60 ซึ่งความสำเร็จนี้เกิดจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดและการพัฒนาร่วมกันของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค

    ท่ามกลางบริบทความผันผวนของโลก ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนและจับต้องได้มากที่สุดของความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จ โดยทางรัฐบาลจีนได้ให้ความสำคัญกับประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ซึ่งแนวคิดที่ว่า จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน นั้น ไม่ใช่เพียงแค่คำพูดลอย ๆ แต่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นลึกซึ้งที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในมิติทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สายสัมพันธ์ของประชากรที่มีเชื้อสายจีนในไทย รวมถึงความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการศึกษา

    ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยยังถือเป็นประเทศเดียวที่ประเทศจีนใช้คำว่า พี่น้อง ในการอธิบายความสัมพันธ์ระดับประเทศ ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมา เพิ่งจะมีการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ยิ่งเป็นการตอกย้ำรากฐานที่แข็งแกร่งของมิตรภาพและความไว้วางใจของทั้งสองชาติ

    ในมิติทางด้านเศรษฐกิจและการค้า คุณจางเซียวเซียว ระบุว่า ประเทศจีนยังคงครองตำแหน่งคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดและเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 13 ปี โดยประเทศไทยถือเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญสู่ตลาดจีน ปัจจุบันมีสินค้าเกษตรและอาหารของไทยมากกว่า 116 รายการ ที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าไปยังประเทศจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลไม้ไทยที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้บริโภคชาวจีน ตัวอย่างที่โดดเด่นและเห็นภาพชัดเจนที่สุดคือ ทุเรียนไทย ซึ่งสถิติล่าสุดพบว่า กว่าร้อยละ 97 ของการส่งออกทุเรียนทั้งหมดของไทยถูกส่งไปยังประเทศจีนโดยในปีที่ผ่านมาไทยสามารถส่งออกทุเรียนไปจีนได้มากกว่า 920,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมมหาศาลกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้กับเกษตรกรและภาคการเกษตรของไทย

    นอกจากด้านการค้าแล้ว ในด้านการลงทุน ประเทศจีนยังคงเดินหน้าเป็นหนึ่งในแหล่งทุนต่างชาติที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย โดยเฉพาะการหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์แห่งอนาคต เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และพลังงานสะอาด การลงทุนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยขับเคลื่อนตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยสร้างงาน พัฒนาบุคลากร และยกระดับศักยภาพภาคอุตสาหกรรมของไทยไปสู่ระดับสากล ตัวอย่างที่เด่นชัดคือการลงทุนของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าการลงทุนสะสมสูงพอสมควร

    การขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจีนในไทย ยังช่วยสร้างโอกาสทางการจ้างงานในประเทศอย่างมหาศาล โดยเกิดการจ้างงานโดยตรงในอุตสาหกรรมมากกว่า 10,000 ตำแหน่ง และก่อให้เกิดการจ้างงานต่อเนื่องในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องอีกกว่า 100,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าของจีนยังได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาของไทยในการพัฒนาบุคลากร ผ่านโปรแกรมการฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพและการส่งบุคลากรไทยไปศึกษาดูงานในประเทศจีน เพื่อเตรียมความพร้อมของแรงงานไทยให้รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างยั่งยืน

    เมื่อมองไปข้างหน้า ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์สถานทูตจีน เชื่อมั่นว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีนยังมีโอกาสเติบโตและขยายตัวได้อีกมาก โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากศักยภาพอันมหาศาลของตลาดจีนที่มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน และมีกลุ่มประชากรชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อสูงขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจุดนี้จะเป็นโอกาสทองสำหรับสินค้าและบริการคุณภาพสูงจากประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสินค้ากลุ่มอาหาร สินค้าเกษตร ธุรกิจบริการด้านสุขภาพ การท่องเที่ยว ตลอดจนอุตสาหกรรมบริการสร้างสรรค์ ที่จะสามารถกระจายตัวและเข้าสู่ตลาดจีนได้มากขึ้น

    ในขณะเดียวกัน ประเทศจีนกำลังมุ่งเน้นนโยบายการพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมขั้นสูง โดยเน้นหนักไปที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อุตสาหกรรมอวกาศ ระบบดิจิทัล ระบบอัจฉริยะ และพลังงานสะอาด ซึ่งความก้าวหน้าเหล่านี้จะเป็นช่องทางสำคัญในการขยายความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ทั้งในด้านการวิจัยร่วม การถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงร่วมกัน ยิ่งไปกว่านั้น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ เช่น โครงการรถไฟจีน-ลาว และระบบขนส่งเชื่อมโยงอาเซียน จะกลายเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งผลไม้และสินค้าไทยสู่จีน ช่วยลดทั้งระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ

    อย่างไรก็ดี แม้จะมีโอกาสเติบโตอย่างงดงาม แต่ความร่วมมือระหว่างไทยและจีนยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการในอนาคต ซึ่งรวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศและเศรษฐกิจโลก ความผันผวนทางการค้า ตลอดจนปัญหาภายในของไทยเอง เช่น การขาดแคลนแรงงานทักษะสูงในสาขาระบบอัตโนมัติ วิศวกรรมดิจิทัล รถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงความจำเป็นที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งยกระดับมาตรฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ ความแตกต่างด้านวัฒนธรรมองค์กรและรูปแบบการบริหารจัดการระหว่างไทยและจีน ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคธุรกิจต้องร่วมมือกันแก้ไขและสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน

    ในช่วงท้ายของการบรรยาย คุณจางเซียวเซียว ได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อนำไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยเสนอว่าทั้งสองประเทศควรเร่งขยายความร่วมมือด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างจริงจัง ร่วมกันใช้ประโยชน์จากตลาดจีนที่กำลังเติบโตอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งสนับสนุนการลงทุนของบริษัทจีนในประเทศไทยในมิติที่ยั่งยืน รวมถึงเร่งพัฒนาบุคลากรไทยให้รองรับอุตสาหกรรมใหม่ และร่วมกันส่งเสริมระบบการค้าโลกที่เปิดกว้าง โปร่งใส เป็นธรรม ตลอดจนสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ

    ข้อความสำคัญที่เป็นหัวใจหลักจากการปาฐกถาในครั้งนี้คือ ความสัมพันธ์ไทย-จีนในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสัมพันธ์ทางการค้าทั่วไปในลักษณะของการซื้อมาขายไปเท่านั้น หากแต่เป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวที่มีรากฐานมาจากมิตรภาพอันลึกซึ้ง ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองชาติ ดังนั้น ทั้งประเทศไทยและประเทศจีนควรก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน โดยใช้โอกาสจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ และการเชื่อมโยงโครงข่ายทางเศรษฐกิจอย่างไร้รอยต่อ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตร่วมกันอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน พร้อมทั้งเป็นพลังสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้แก่ภูมิภาคในระยะยาวต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5943788/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TYqAf0er6BhmHo2BJGTtL

  • Beyond Timber เมื่อป่าเศรษฐกิจมีค่ามากกว่าที่คิด – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    Beyond Timber เมื่อป่าเศรษฐกิจมีค่ามากกว่าที่คิด – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

    Beyond Timber เมื่อป่าเศรษฐกิจมีค่ามากกว่าที่คิด

    ประชาสัมพันธ์ สำนักเศรษฐกิจการป่าไม้ ขอเชิญชวนเข้าร่วมรับฟังการเสวนา “Beyond Timber เมื่อป่าเศรษฐกิจมีค่ามากกว่าที่คิด” 

    ในวันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 08.00 – 14.00 น. ณ ห้อง TULIP โรงแรมรามาการ์เด้น กรุงเทพฯ (Online ผ่าน Zoom Meeting) 

    ร่วมเปิดมุมมองใหม่ของ “ป่าเศรษฐกิจ” ที่ไม่ได้สร้างเพียงไม้ แต่สร้างรายได้ โอกาสทางธุรกิจ คุณค่าต่อชุมชน และอนาคตเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย

    พบกับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมาร่วมถ่ายทอดมุมมองด้านป่าเศรษฐกิจ ชุมชน และความร่วมมือจากภาคธุรกิจ

    หัวข้อ ทิศทางและโอกาส ในการสร้างป่าเศรษฐกิจของไทย โดย ศศิน เฉลิมลาภ นักวิชาการอิสระ

    หัวข้อ กลไกความมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจเพื่อส่งเสริมป่าเศรษฐกิจ โดย วิกรม วัชระคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมเหล็ก

    หัวข้อ ป่าเศรษฐกิจกับชุมชน โดย วรางคณา รัตนรัตน์ ผู้อำนวยการแผนงานประเทศไทย (รีคอฟ) 

    ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมฟังเสวนาได้ที่ แบบตอบรับการเข้าร่วมโครงการเสวนา “Beyond Timber เมื่อป่าเศรษฐกิจมีค่ามากกว่าที่คิด”  

    สำรองที่นั่งถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2569 (ที่นั่ง on site มีจำนวนจำกัด)

    สอบถามรายละเอียด: 02-561-4292-3 ต่อ 5421 ส่วนส่งเสริมธุรกิจการป่าไม้ สำนักเศรษฐกิจการป่าไม้ กรมป่าไม้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/event/2026-156/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Q115q5NC7YQStNYCnT1GA

  • หอการค้าถก “วราวุธ” ชู 7 ข้อเสนอเร่งปลดล็อกอุตสาหกรรมไทย เพิ่มขีดแข่งขันเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    หอการค้าถก “วราวุธ” ชู 7 ข้อเสนอเร่งปลดล็อกอุตสาหกรรมไทย เพิ่มขีดแข่งขันเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำคณะกรรมการฯ เข้าพบ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงฯ ถกปัญหาการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย พร้อมนำผลการหารือร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล ในประเด็นข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย 10 ด้าน การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค 5 ภาค พร้อมเสนอไฮไลท์ข้อเสนอ 7 ด้านหลักเพื่อเร่งฟื้นฟูและยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้แข่งขันได้ประกอบด้วย

    1) ปลดล็อกกฎระเบียบและยกระดับ Ease of Doing Business

    2) ส่งเสริมเทคโนโลยีนวัตกรรม และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ

    3) ผลักดันพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมสีเขียว

    4) ปกป้องอุตสาหกรรมไทยจากสินค้าทุ่มตลาดและสินค้าด้อยมาตรฐาน

    5) พัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปและเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย

    6) ดึงดูดการลงทุนและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานไทย

    7) ดูแลผลกระทบเฉพาะอุตสาหกรรมและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ

    โอกาสนี้ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กล่าวต้อนรับ พร้อมแสดงความยินดีที่คณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเข้าพบหารือ ตลอดจน ได้ฉายภาพรวมนโยบายหลักกระทรวงรองรับความท้าทายด้าน Geopolitics , Digital Disruption เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันซึ่งจะเป็นทางรอดของอุตสาหกรรมไทย

    ในด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมคณะกรรมการฯ ได้ร่วมนำเสนอประเด็นสำคัญ เพื่อสร้างโอกาสให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยและยกระดับ SMEs ไทยในหลายมิติที่สำคัญ อาทิ

    – ความท้าทายในการส่งเสริม SMEs การขับเคลื่อนและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทยในปัจจุบันยังประสบปัญหาจากการขาดนิยาม SMEs ที่ชัดเจนในการสนับสนุน รวมถึงปัญหาด้านฐานข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน โดยไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ ข้อมูลบางส่วนจึงซ้ำซ้อน ไม่เป็นปัจจุบัน และไม่สะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจ ส่งผลให้ภาครัฐขาดประสิทธิภาพในการกำหนดนโยบายและมาตรการช่วยเหลือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพราะไม่สามารถระบุกลุ่มเป้าหมาย ความต้องการที่แท้จริง และระดับศักยภาพของ SMEs ได้อย่างแม่นยำ

    – การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมเพิ่มบทบาทการส่งเสริมกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์การลงทุนจาก BOI ตามประเภทอุตสาหกรรมที่กำหนดไว้ เพื่อเป็นการขยายโอกาสและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้น

    – การส่งเสริมพลังงานชีวมวลและสิ่งแวดล้อม เสนอให้มีการส่งเสริมการนำใบอ้อยและกากอ้อยซึ่งมีปริมาณมากกว่า 10 ล้านตัน มาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งแนวทางนี้นอกจากจะช่วยลดปัญหาการเผาที่เป็นต้นเหตุของมลภาวะฝุ่นละอองทางอากาศแล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนั้นเสนอให้ภาครัฐกำหนดบทบาทหน่วยงานในพื้นที่ให้ชัดเจนและเข้มงวดในการกำกับดูแลโรงงานที่เกี่ยวข้องกับของเสียและวัตถุอันตราย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม

    – การเพิ่ม Productivity เร่งยกระดับผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคบริการ ผ่านการพัฒนาทักษะดิจิทัลและเทคโนโลยีของแรงงานไทย ตลอดจนขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมได้ประสานกระทรวงการคลังพิจารณาสนับสนุนค่าใช้จ่ายนักศึกษาระบบทวิภาคีและ CWIE ในรูปแบบ Co-payment เพื่อลดภาระผู้ประกอบการและเร่งสร้างกำลังคนคุณภาพสูง พร้อมทบทวนร่าง พ.ร.บ.โรงงานฯ ในประเด็นที่อาจเพิ่มภาระต่อการดำเนินธุรกิจ

    – การวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ เสนอให้จัดตั้งกองทุนสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม ตลอดจนผลักดันโครงการ Thailand Humanoid Initiative 2030 เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานหุ่นยนต์และ AI

    – และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เร่งยกระดับมาตรฐานเม็ดพลาสติกเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลสินค้านำเข้าอย่างเข้มงวด

    การหารือครั้งนี้ สะท้อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5943053/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xhjfv2ZUOvphWqZqJ5Tf5

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ผู้ทรงเห็นคุณค่าของการสร้างสรรค์ และใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อสังคม

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ผู้ทรงเห็นคุณค่าของการสร้างสรรค์ และใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อสังคม

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ผู้ทรงเห็นคุณค่าของการสร้างสรรค์ และใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อสังคม

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ผู้ทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ทั้งด้านกระบวนการยุติธรรม การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ขาดโอกาสในสังคม ตลอดจนทรงให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์ การคุ้มครอง และการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสทางอาชีพ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนากระบวนการยุติธรรม การคุ้มครองสิทธิสตรี เด็ก และผู้ต้องขัง ตลอดจนการสาธารณสุข การบรรเทาสาธารณภัย และการพัฒนาสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมสร้างศักยภาพของประชาชนทุกกลุ่ม ผ่านโครงการและมูลนิธิต่างๆ อาทิ “มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ โดยเฉพาะอุทกภัยอย่างครบวงจร “มูลนิธิณภาฯ ในพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา” เพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพให้ผู้ต้องขังและผู้พ้นโทษ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ขาดโอกาสในสังคม “มูลนิธิพัชรสุธาคชานุรักษ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์” ซึ่งมุ่งเน้นการอนุรักษ์ช้างป่าควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในชุมชนรอบผืนป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ในภาคตะวันออก ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล เป็นต้น

    นางอรมน กล่าวว่า ในมิติของทรัพย์สินทางปัญญา พระองค์ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์และกิจกรรมเพื่อสังคมผ่านระบบทรัพย์สินทางปัญญา โดยมูลนิธิณภาฯ ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า “chann by NABHA” สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ตลอดจนการจัดจำหน่ายสินค้าภายใต้แนวคิดการสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มเป้าหมายของมูลนิธิ เครื่องหมายการค้าดังกล่าวสะท้อนการนำระบบทรัพย์สินทางปัญญามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิ และสนับสนุนภารกิจด้านการพัฒนาอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ขาดโอกาสในสังคม อันสอดคล้องกับพระปณิธานที่ทรงมุ่งมั่นในการสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับคุณค่าของผลงานสร้างสรรค์และการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งในฐานะผู้สร้างสรรค์และผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อสังคม โดยทรงรับโอนลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมประเภททำนองและคำร้อง จำนวน 18 ผลงาน จากผู้สร้างสรรค์ซึ่งเป็นผู้ต้องขัง อาทิ เพลง Inspire เพลงสินค้าราชทัณฑ์ เพลงเจ้าหญิงนักกฎหมาย เพลงปริญญาในเรือนจำ และเพลงเสียงจากบางขวาง (ต้านยาเสพติด) เป็นต้น สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับคุณค่าของความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพของบุคคล อันสอดคล้องกับพระกรณียกิจด้านการพัฒนาผู้ต้องขังและการสร้างโอกาสให้แก่ผู้ก้าวพลาดในสังคม ขณะที่มูลนิธิณภาฯ ในพระดำริ ได้รับโอนลิขสิทธิ์ผลงาน “นาคา” ซึ่งเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทงานอื่นใด อันเป็นงานในแผนกวรรณคดี วิทยาศาสตร์ หรือศิลปะ จากผู้สร้างสรรค์ รวมทั้งมูลนิธิพัชรสุธาคชานุรักษ์ยังได้รับโอนลิขสิทธิ์ภาพยนตร์แอนิเมชั่นซีรีส์ชุด “เรื่องเล่าชาวคชานุรักษ์” จากกองทัพบก เพื่อส่งเสริมการนำผลงานลิขสิทธิ์ไปเผยแพร่และใช้ประโยชน์เพื่อสังคมตามวัตถุประสงค์ของแต่ละมูลนิธิอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมีผลงานด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยทรงออกแบบสายคล้องโทรศัพท์ จำนวน 3 แบบ และได้มีการยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ไว้ สะท้อนให้เห็นถึงการตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในหลายมิติ ทั้งด้านการสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบ ไปจนถึงการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงสังคมและเศรษฐกิจ

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขอน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ และขอถวายความอาลัยอย่างสุดซึ้ง พร้อมน้อมรำลึกถึงพระวิริยะอุตสาหะ พระเมตตาธรรม และพระปณิธานอันแน่วแน่ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยกรมฯ จะน้อมนำแนวพระดำริมาสานต่อภารกิจในการส่งเสริมการสร้างสรรค์ ปกป้องคุ้มครองสิทธิ และใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และขับเคลื่อนประเทศด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมอย่างยั่งยืนสืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1027869&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15TXzYJCg1_0BK9_V9hPTO

  • ​ลุยฝั่งธนฯ ชัชชาติ เบอร์ 9 ปลุกเศรษฐกิจริมคลอง ชูนโยบายส่งเสริมการเดินทาง สนับสนุนตั๋วร่วม-ขยายรถ Feeder เชื่อมคน เชื่อมตลาด เชื่อมการเดินทาง กระจายรายได้ถึงชุมชนอย่างยั่งยืน

    ​ลุยฝั่งธนฯ ชัชชาติ เบอร์ 9 ปลุกเศรษฐกิจริมคลอง ชูนโยบายส่งเสริมการเดินทาง สนับสนุนตั๋วร่วม-ขยายรถ Feeder เชื่อมคน เชื่อมตลาด เชื่อมการเดินทาง กระจายรายได้ถึงชุมชนอย่างยั่งยืน

    วันที่ 13 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 พร้อมทีมงาน “กรุงเทพฯ ทำงาน” ลงพื้นที่หาเสียง เขตตลิ่งชัน-ภาษีเจริญ-ธนบุรี โดยเดินทางด้วยรถโดยสาร Feeder ไปยังตลาดน้ำสองคลองตลิ่งชัน ก่อนเดินเท้าลงพื้นที่ตลาดน้ำตลิ่งชัน และนั่งเรือหางยาวไปตลาดคลองลัดมะยม พร้อมเล่าถึงแนวทางแก้ปัญหาการคมนาคมและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชม

    ​ชัชชาติระบุว่า ตลาดชุมชนเป็นหัวใจของเศรษฐกิจฐานราก แต่จากการลงพื้นที่พบว่าผู้ค้าและนักท่องเที่ยวยังเจอปัญหาเดินทางไม่สะดวก แม้ปัจจุบันจะมีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเข้าถึงพื้นที่แล้วก็ตาม แต่การเชื่อมจากรถไฟฟ้าไปยังตลาดยังเป็นอุปสรรค เช่น ปัญหารถติด จำเป็นต้องเสริมด้วยการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน พร้อมกับระบบ Feeder เพื่อจูงใจให้ประชาชนใช้รถขนส่งมวลชนในการเดินมาท่องเที่ยวตลาดในฝั่งธนฯ  

    ​”ถามว่าทำไมรถยังติดอยู่ เพราะว่าขนส่งสาธารณะไม่ดี ถึงแม้เราจะมีรถไฟฟ้าหลายร้อยกิโลเมตรแล้ว แต่ปลายทางจากรถไฟฟ้าเข้าไปถึงจุดหมาย อย่างจากรถไฟฟ้าบางขุนนนท์มาถึงตลาดเนี่ย ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องพัฒนาเรื่องขนส่งสาธารณะให้ดี” ชัชชาติกล่าว

    ​เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ชัชชาติเสนอนโยบายพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะใน เริ่มจากการผลักดันระบบรถไฟฟ้าให้มีราคาเข้าถึงง่ายขึ้น โดยมองว่าปี 2572 ซึ่งเป็นปีที่สัญญาสัมปทานสายสีเขียวหลักสิ้นสุดลง และจะเกิดความเปลี่ยนแปลงสำคัญในการเจรจาต่อรองเพื่อจัดทำ “ตั๋วเดือน” ราคาประหยัดสำหรับคนทำงาน นักเรียน และผู้สูงอายุ พร้อมมุ่งเจรจากับรัฐบาลเพื่อผลักดันระบบตั๋วร่วม ในส่วนของระบบรถเมล์นั้น ยืนยันว่า กทม. จะไม่รับโอนหนี้กว่า 1.5 แสนล้านบาทของ ขสมก. มาแบกรับไว้ แต่จะขอเป็นผู้กำกับดูแลเส้นทาง จัดทำป้ายรถเมล์อัจฉริยะที่บอกเวลารอรถได้ และเสริมการเดินรถในเส้นทางที่ขาดแคลนโดยไม่แย่งสัมปทานผู้ประกอบการเอกชน

    ​”ปัญหาหลักของ ขสมก. คือเขามีหนี้อยู่ 150,000 ล้านบาท ถือเป็นภาระ หากให้เรามาเป็นผู้กำกับดูแล เราพร้อมนะ แต่ถ้าให้รับหนี้มาด้วย เราคงรับไม่ไหว… เราไม่อยากเป็น Operator รายใหญ่ แต่เราอยากจะเป็นผู้อำนวยความสะดวก และเป็นคนดูแลเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด” ชัชชาติกล่าว

    ​ด้านการพัฒนาระบบขนส่งรอง หรือ Feeder นั้น เพื่อแก้ไขปัญหาการเดินทางเข้าสู่ชุมชน โดยจะเดินหน้าปรับปรุงทางเท้า จัดระเบียบและทำฐานข้อมูลวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างกว่า 70,000 คันทั่วกรุงเทพฯ ไปจนถึงการยกระดับกลุ่มรถสองแถวและรถกะป๊อให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้น รวมถึงมีแนวคิดพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับเรียกรถกลุ่ม Feeder เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลให้สามารถเดินทางได้ครอบคลุมมากขึ้น

    ​นอกจากปัญหาคมนาคมแล้ว ชัชชาติยังกล่าวถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนทั้งตลาดน้ำและตลาดชุมชน โดยระบุว่า กทม. จะไม่เข้าไปแทรกแซงการบริหารตลาดโดยตรง แต่จะทำหน้าที่สนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ เชื่อมโยงการเดินทาง และช่วยจัดทำฐานข้อมูลเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของพ่อค้าแม่ค้า นอกจากนี้จะใช้ตลาดของ กทม. เองเป็นเกณฑ์มาตรฐาน หรือ Benchmark ในการกำหนดราคาค่าเช่าแผงให้เป็นธรรม เพื่อควบคุมไม่ให้ตลาดอื่นๆ เก็บค่าเช่าแพงจนเกินไป

    ​”สุดท้ายถ้าพ่อค้าอยู่ไม่รอด ตลาดก็อยู่ไม่รอด… ตัวนี้คือเรื่องสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง เพราะว่าเรามีรายเล็กรายน้อย ตลาดชุมชนต่างๆ เรามี SME ถึง 500,000 กว่าราย จ้างงาน 3 ล้านกว่าคน เศรษฐกิจคู่ขนานต้องไปด้วยกัน เศรษฐกิจใหญ่ก็ต้องไป โตใหญ่ไปปุ๊บ เศรษฐกิจเล็กก็โตตาม ผมเชื่อว่านี่เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ของ 4 ปีต่อไปในอนาคต”

    ด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับเส้นเลือดฝอย ชัชชาติมีนโยบายยกระดับตลาดน้ำตลิ่งชัน ตลาดน้ำคลองลัดมะยม วัดจำปา และวัดสะพาน ให้มีมาตรฐานและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวนานาชาติ พร้อมกับชูประเพณีชักพระทางน้ำให้เป็นประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ประจำเขต

    นอกจากนี้ ยังมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการส่งเสริมย่านการท่องเที่ยวทั้งทางบกและทางน้ำ ตามแนวคลองภาษีเจริญและคลองบางกอกใหญ่ รวมถึงการผลักดันตลาดพลูในเขตธนบุรีให้เป็นย่านสร้างสรรค์เต็มรูปแบบ โดยมีแผนก่อสร้างสะพานคนเดินข้ามคลองบางกอกใหญ่เชื่อมต่อชุมชนฝั่งบางกอกใหญ่ให้กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ ควบคู่ไปกับการดูแลคุณภาพชีวิตและสาธารณสุขในพื้นที่ ด้วยการเปิดให้บริการแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) ของโรงพยาบาลพระมงคลเทพมุนี ในเขตภาษีเจริญ เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาลข้างเคียงและให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/301153&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HcDQeK0fk6rul_opoTMji

  • อว. กับกลไกการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 สู่ศูนย์กลางนวัตกรรม และเศรษฐกิจมูลค่าสูง | TOPNEWS

    อว. กับกลไกการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 สู่ศูนย์กลางนวัตกรรม และเศรษฐกิจมูลค่าสูง | TOPNEWS

    อว. กับกลไกการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 สู่ศูนย์กลางนวัตกรรม และเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    #topnewstv #อว #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1601546&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27fqD2bh26WeaTlbAroUHC

  • TIPMSE จับมือ คพ. -เอกชน-ภาควิชาการ ขับเคลื่อน EPR ยกระดับบรรจุภัณฑ์ไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน รับมาตรการโลก

    TIPMSE จับมือ คพ. -เอกชน-ภาควิชาการ ขับเคลื่อน EPR ยกระดับบรรจุภัณฑ์ไทยสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน รับมาตรการโลก

    อิมแพ็คเมืองทองธานี, วันที่ 12 มิถุนายน – กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หรือ TIPMSE เปิดเวทีสัมมนา “EPR เปลี่ยนผ่านบรรจุภัณฑ์สู่ความยั่งยืน” ภายในงาน PROPAK ASIA 2026 เพื่อระดมความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทยสู่ระบบความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) รองรับมาตรการด้านบรรจุภัณฑ์และแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy: CE) ที่กำลังเข้มข้นขึ้นทั่วโลก

    นายธงชัย ศิริธร รองประธาน TIPMSE กล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้น เพื่อสร้างความพร้อมให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่บรรจุภัณฑ์ รองรับทิศทางมาตรการและนโยบายจากในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy (CE) การยกระดับมาตรการด้านบรรจุภัณฑ์สู่ภาคบังคับ เช่น  Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) หรือ Ecodesign for Sustainable Products Regulation (ESPR) และกฎหมายที่ควบคุมการนำเข้าสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์ของประเทศต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาขยะ

    ขณะเดียวกัน ประเทศไทยอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนแผนการจัดการขยะและขยะพลาสติก รวมถึงการพัฒนาร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาขยะอย่างเป็นรูปธรรม โดยแนวคิดการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต หรือ Extended Producer Responsibility (EPR) ถือเป็นกลไกสำคัญที่กำหนดให้ผู้ผลิตมีส่วนร่วมรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตของบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่การออกแบบ การใช้งาน ไปจนถึงการเก็บกลับและจัดการหลังการบริโภค

    แนวคิด EPR ถูกนำมาใช้ในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อช่วยลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ เพิ่มอัตราการรีไซเคิล และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความเข้าใจและผลักดันความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง กรมควบคุมมลพิษ จึงร่วมกับ TIPMSE ดำเนินกิจกรรมสื่อสารเตรียมความพร้อมให้กับภาคส่วนต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565

    โดยการสัมมนาครั้งนี้ อีกหนึ่งเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคเอกชน ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่าของบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ไปจนถึงปลายทาง ประกอบด้วย 1. ต้นทาง: การออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycle: D4R) ผ่านเวทีเสวนา “เปลี่ยนต้นทางให้หมุนเวียน” ถ่ายทอดแนวทางและถอดบทเรียนการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถนำกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ หรือ PETROMAT จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และสมาคมการออกแบบบรรจุภัณฑ์ไทย

    2. กลางทาง: การเก็บกลับบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วและบทบาทของ PRO นำเสนอแนวทางการจัดเก็บและรวบรวมบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วให้เข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างเป็นรูปธรรม จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในปัจจุบันอย่างกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ตลอดจนบทบาทขององค์กรบริหารจัดการความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Producer Responsibility Organization: PRO) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบ EPR ในอนาคต

    3. ปลายทาง: นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรีไซเคิล เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองจากบริษัทเอกชนชั้นนำในอุตสาหกรรมรีไซเคิล เพื่ออัปเดตเทคโนโลยี ศักยภาพ และแนวทางการยกระดับระบบรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ของประเทศไทย ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน

    “การเปลี่ยนผ่านระบบ EPR ไม่ใช่ภาระหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ประกอบการรีไซเคิล หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงผู้บริโภค การสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความเข้าใจร่วมกัน และเตรียมความพร้อมของประเทศในการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน” รองประธาน TIPMSE กล่าว

    TIPMSE เชื่อมั่นว่าการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ EPR จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการยกระดับระบบจัดการบรรจุภัณฑ์ของประเทศไทย ลดปริมาณขยะที่ต้องเข้าสู่กระบวนการกำจัด และเพิ่มการหมุนเวียนทรัพยากรกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/301120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PYE1dyLqc0JOfadT-qfri