Blog

  • ตั้งเป้า ปั๊มเศรษฐกิจไทย  2 แสนล้านบาท ส.อ.ท. ดัน MiT อุดช่องว่างอุตสาหกรรมไทย

    ตั้งเป้า ปั๊มเศรษฐกิจไทย 2 แสนล้านบาท ส.อ.ท. ดัน MiT อุดช่องว่างอุตสาหกรรมไทย

    ตามที่ สำนักนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แก้ไขปัญหาอุปสรรคทางเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย

    โดยนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ กรอ. ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทสำคัญของภาคอุตสาหกรรมในการร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ

    และเป็นช่องทางสำคัญในการนำข้อเสนอจากภาคเอกชนเข้าสู่กระบวนการกำหนดนโยบายของภาครัฐ

    ซึ่งการได้รับแต่งตั้งครั้งนี้ ถือเป็นภารกิจสำคัญในการสะท้อนเสียงของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม และผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี การแข่งขันทางการค้า และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว

    “ส.อ.ท. พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวบรวมข้อเสนอจากผู้ประกอบการ ถ่ายทอดปัญหาและโอกาสจากภาคอุตสาหกรรมสู่ภาครัฐ เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ ลดอุปสรรคในการดำเนินงาน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ”

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมผลักดันประเด็นสำคัญผ่านกลไก กรอ. ภายใต้แนวทางการขับเคลื่อนองค์กรด้วยยุทธศาสตร์ “5I” ซึ่งมุ่งยกระดับศักยภาพภาคการผลิตไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ และสนับสนุนการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน 

    หนึ่งในนโยบายสำคัญที่ ส.อ.ท. ให้ความสำคัญ คือ การผลักดัน โครงการ Made in Thailand (MiT) เพื่อส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศไทย เพิ่มการใช้สินค้าไทยในโครงการของภาครัฐและภาคเอกชน สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น ซึ่ง ส.อ.ท. ตั้งเป้าผลักดันให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 200,000 ล้านบาท

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังมุ่งผลักดันการแก้ไขปัญหา “Missing Link” หรือ ช่องว่างสำคัญในห่วงโซ่อุปทานและระบบเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาวัตถุดิบภายในประเทศ การเชื่อมโยงอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ การยกระดับระบบโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการบริหารจัดการแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความเข้มแข็งให้กับ Supply Chain ของประเทศ

    พร้อมกันนี้ ส.อ.ท. จะผลักดันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ในภาคอุตสาหกรรม การสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียวและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และการเชื่อมโยงประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าของภูมิภาค

    ส.อ.ท. เชื่อมั่นว่า กลไก กรอ. จะเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเร่งผลักดันมาตรการที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/277460&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1q4MBQQ4caUbKwUzm0rOJc

  • เลือกตั้งผู้ว่ากทม.69 นโยบายใคร โดนใจคนกรุง?

    เลือกตั้งผู้ว่ากทม.69 นโยบายใคร โดนใจคนกรุง?

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-332&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kawex6_2TrTGwYJyN1ULG

  • หนองพอกเดินหน้าสู่ “ตำบลเข้มแข็ง” ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง | เดลินิวส์

    หนองพอกเดินหน้าสู่ “ตำบลเข้มแข็ง” ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง | เดลินิวส์

    ที่ตำบลหนองพอก อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนตามแนวทาง “ตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” โดยมี นางนิตยา พลเยี่ยม พัฒนาการอำเภอธวัชบุรี สภ.ธวัชบุรี เกษตรอำเภอ สาธารณสุขอำเภอ ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบลหนองพอก (สกร.)พร้อมด้วย นายนิพนธ์ แก้วกาหลง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองพอก หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และภาคีเครือข่าย ร่วมประกาศเจตนารมณ์และลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อยกระดับตำบลหนองพอกเป็นต้นแบบตำบลเข้มแข็งของอำเภอธวัชบุรี

    การดำเนินงานมุ่งพัฒนา 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ด้านความมั่นคง ความมั่งคั่ง และความยั่งยืน ครอบคลุมการสร้างความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมอาชีพและรายได้ การป้องกันยาเสพติด การสร้างความสามัคคีในชุมชน การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม การพัฒนาแหล่งทุนชุมชน และการเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง

    นอกจากนี้ ยังน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ ส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พัฒนาศูนย์เรียนรู้ชุมชน และบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง พร้อมก้าวสู่การเป็นชุมชนต้นแบบที่มีความเข้มแข็ง มั่งคั่ง และยั่งยืนในทุกมิติ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5939890/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PTRg7KdqZlVTDN9tcjgQ0

  • คืนชีวิตเด็กติดท้องผู้ต้องขัง “โครงการกำลังใจ” ใช้ธงนำเศรษฐกิจพอเพียง

    คืนชีวิตเด็กติดท้องผู้ต้องขัง “โครงการกำลังใจ” ใช้ธงนำเศรษฐกิจพอเพียง

    “ในความคิดเห็นของเรา การทำอะไรแล้วมีสติ คิดก่อนว่า ทำแล้วมันไม่รั่วมันไม่ไหล นั่นก็คือ ความหมายอย่างเข้าใจง่ายๆของเศรษฐกิจพอเพียง

    สำหรับผู้ต้องขังอาจต้องอธิบาย แล้วก็ยกตัวอย่างให้เขาฟังว่า การปลูกผักเลี้ยงกบหรือเลี้ยงปลาที่สอนไปนั้น ทำเพื่ออะไร เพื่อว่าได้มีของกิน โดยไม่ต้องซื้อ คือเราจะได้ไม่ต้องจ่ายหรือถ้าต้องจ่าย ก็จ่ายแต่จำเป็น ไม่ใช้จ่ายเกินตัว

    อันนี้ล่ะความพอเพียง ยกตัวอย่างให้ผู้ต้องขังฟังเขาฟัง เขาก็อาจจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น

    “ชีวิตผู้ต้องขัง บางทีไม่เคยหยุดคิดเลย โครงการกำลังใจในพระดำริ ในการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ในเรือนจำ อยากเสริมให้เขาหยุดคิดก่อนที่จะทำอะไร”

    พระดำรัส สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภานเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เมื่อครั้งทรงพระอิสริยยศ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 ณ เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ จังหวัดตราด

    คืนชีวิตเด็กติดท้องผู้ต้องขัง

    คืนชีวิตเด็กติดท้องผู้ต้องขัง “โครงการกำลังใจ” ใช้ธงนำเศรษฐกิจพอเพียง

    นับตั้งแต่ปี 2553 -2569 หลังจาก “โครงการกำลังใจ” ในพระดำริฯของพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า พัชรกิติยาภา นเรนทิรา เทพยวดี เกิดขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ต้องขังที่เป็นสตรีตั้งครรภ์และกลุ่มเด็กติดผู้ต้องขังในทัณฑสถาน โดยการการน้อมนำ เศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ ในเรือนจำ เนื่องจากเด็กที่ติดผู้ต้องขัง เป็นผู้บริสุทธิ์และ กลุ่มผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์ ก็มีความจำเป็น ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

    ผลการดำเนินงาน นับได้ว่าบรรลุเป้าหมาย ดังที่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ฯ (พระอิสรยศในขณะนั้น )ทรงดำริไว้ทุกประการจนนำไปสู่การจัดทำมาตรฐานผู้ต้องขังหญิง หรือข้อกำหนดกรุงเทพฯ มีการยกระดับคุณภาพชีวิตและพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิง กลายเป็นที่มาของโครงการ “Enhancing Lives of Female Inmates” ซึ่งต่อมาได้รับการรับรองจากที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 65 (65th United Nations General Assembly – UNGA) ในวันที่ 21 ธันวาคม 2553 และได้รับการเรียกเพื่อเป็นเกียรติว่า “Bangkok Rules” หรือ “ข้อกำหนดกรุงเทพฯ”

    คืนชีวิตเด็กติดท้องผู้ต้องขัง

    คืนชีวิตเด็กติดท้องผู้ต้องขัง “โครงการกำลังใจ” ใช้ธงนำเศรษฐกิจพอเพียง

    และโครงการดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้นยังมีการประทานแนวทางแก่กระทรวงยุติธรรมในการช่วยเหลือ ผู้ต้องขังที่ใกล้จะพ้นโทษเพื่อให้กลุ่มบุคคลเหล่านี้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างแท้จริงและไม่หวนกลับไปกระทำความผิดอีก โดยเน้น การดำเนินงานในส่วนของ การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และการดูแลภายหลังปล่อยซึ่งเป็นภารกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมคุมประพฤติและกรมราชทัณฑ์

    โดยมีการทดลองนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาดำเนินการในโครงการส่วนพระองค์ กับกลุ่มประชาชนในจังหวัดอุดรธานี และทรงพบว่ากลุ่มประชาชนสามารถที่จะปรับเปลี่ยนวิธีคิดและนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ในการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี

    ด้วยเหตุดังกล่าวจึงโปรดเกล้าให้กระทรวงยุติธรรมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในเรือนจำตั้งแต่เดือนเมษายน 2553 และวางเป้าหมายในการดำเนินงานที่ครบวงจรคือการติดตามผู้ต้องขังที่พ้นโทษจากเรือนจำและใบดำรงชีวิตจริงในสังคมเป็นเวลา 2-3 ปี และทดลองใช้ในกลุ่มเรือนจำชั่วคราวซึ่งควบคุมผู้ต้องขังที่ใกล้พ้นโทษเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือจำคุกมาแล้ว 1 ใน 4 ดำเนินการใน 4 เรือนจำ คือ

    เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ สังกัดเรือนจำจังหวัดตราด

    เรือนจำชั่วคราวแคน้อย สังกัดเรือนจำจังหวัดเพชรบูรณ์

    เรือนจำชั่วคราวดอยราง สังกัดเรือนจำกลางเชียงราย

    เรือนจำชั่วคราวเขาพลอง สังกัดเรือนจำจังหวัดชัยนาท

    คืนชีวิตเด็กติดท้องผู้ต้องขัง

    คืนชีวิตเด็กติดท้องผู้ต้องขัง “โครงการกำลังใจ” ใช้ธงนำเศรษฐกิจพอเพียง

    การดำเนินการเบื้องต้นในขณะนั้น พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติติยาภา ฯ ได้ประทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ให้กับเรือนจำที่ดำเนินการเรือนจำและ 1 แสนบาท รวมทั้งสิ้น 400,000 บาท และโปรดให้มีการอบรมความรู้เกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยให้วิทยากรจากมูลนิธิเพื่อนพึ่งยามยาก มาเป็นวิทยากร ในการให้ความรู้แก่เรือนจำทั้ง 4 แห่ง ซึ่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเปรียบเสมือนธงนำความรู้ที่ก่อให้เกิดการแตกขยายของกิจกรรมต่าง ๆ ให้ผู้ต้องขังที่อยู่ในโครง การได้เรียนรู้และลงมือทำด้วยตนเอง

    อ่านข่าว

    เรื่องเล่าชาวบ้าน “พระองค์ภา” แสงสว่างกลางใจประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507008&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35WIREm4BPrLZ8YlMu-EaT

  • เกาหลีใต้ชี้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้เผชิญวิกฤตตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    เกาหลีใต้ชี้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้เผชิญวิกฤตตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังของเกาหลีใต้เปิดเผยรายงานในวันนี้ (12 มิ.ย.) ว่า เศรษฐกิจของเกาหลีใต้ยังคงอยู่ในทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ปรับตัวดีขึ้น แม้ยังเผชิญความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง

    รายงานประจำเดือนของกระทรวงฯ หรือ “กรีนบุ๊ก (Green Book)” ระบุว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ผ่านแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและความเสี่ยงต่อตลาดแรงงานที่อาจชะลอตัว

    กระทรวงฯ ระบุเพิ่มเติมว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวในระดับปานกลาง แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้เพิ่มความผันผวนในตลาดการเงินและราคาพลังงานโลก เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทาน, แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

    อย่างไรก็ดี รัฐบาลเกาหลีใต้ยืนยันจะเดินหน้าระบบรับมือภาวะฉุกเฉิน ควบคู่การเร่งใช้จ่ายงบประมาณเพิ่มเติม พร้อมออกทุกมาตรการดูแลเสถียรภาพค่าครองชีพประชาชนอย่างใกล้ชิด

    ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของเกาหลีใต้ในไตรมาสแรกของปีนี้ ขยายตัว 1.8% เมื่อเทียบรายไตรมาส สูงกว่าตัวเลขประมาณการเบื้องต้นที่ 1.7% และเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2563

    ส่วนการส่งออกเดือนพ.ค. พุ่งขึ้น 53.2% เมื่อเทียบรายปี โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCSI) ในเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 6.9 จุด จากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ 106.1 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (CBSI) ของทุกอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 4.0 จุด สู่ระดับ 98.9

    อย่างไรก็ตาม ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบรายปี แตะระดับสูงสุดในรอบ 26 เดือนนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2567

    ส่วนตัวเลขการจ้างงานลดลง 40,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ค.เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 17 เดือนนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2567

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/600553&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TG37M7NTXsa1qYD6oSgOz

  • เจาะยุทธศาสตร์ ไทย-รัสเซีย ใน SPIEF 2026 ฝ่าภูมิรัฐศาสตร์สู่ระเบียบเศรษฐกิจใหม่

    เจาะยุทธศาสตร์ ไทย-รัสเซีย ใน SPIEF 2026 ฝ่าภูมิรัฐศาสตร์สู่ระเบียบเศรษฐกิจใหม่

    รัสเซียใช้เวที SPIEF 2026 ส่งสัญญาณถึงไทยและอาเซียน เดินหน้าสร้างเครือข่ายการค้า การลงทุน และเทคโนโลยี รับโลกหลังความขัดแย้ง ยังมองไทยเป็นหุ้นส่วนสำคัญในยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระยะยาวของภูมิภาค

    “การประชุมเศรษฐกิจนานาชาติเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก” หรือ “SPIEF” เวทีเศรษฐกิจประจำปีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศนี้จนได้ชื่อว่าเป็น “ดาวอส รัสเซีย” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-6 มิ.ย. ปีนี้ ถูกจับตามองอีกครั้งหลังตัวแปรใหม่อย่างสงครามตะวันออกกลางทำให้รัสเซียขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นในแง่ของการค้าพลังงานในช่วงที่ผ่านมา

    และท่ามกลางความพยายามของรัสเซียในการปรับทิศทางเศรษฐกิจสู่ “ซีกโลกใต้” เพื่อลดการพึ่งพาตลาดตะวันตก เวที SPIEF 2026 ยังสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของมอสโกในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระยะยาวกับประเทศคู่ค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะในอาเซียนซึ่ง “ไทย” ก็เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ดังกล่าว

    ‘หุ้นส่วนสำคัญ’ ในความสัมพันธ์ 130 ปี

    แม็กซิม เรเชตนิคอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาเศรษฐกิจรัสเซีย กล่าวบนเวที Russia-Thailand Business Dialogue ซึ่งเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญภายใน SPIEF ปีนี้ว่า ในมุมมองของรัสเซีย ไทยยังคงเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ไม่เพียงเป็นตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังเป็นประเทศที่มีความชัดเจนด้านกฎระเบียบ มีเสถียรภาพ และมีโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับการพัฒนาอย่างดี ทั้งในด้านพลังงาน เทคโนโลยี และสินค้าโภคภัณฑ์

    เจาะยุทธศาสตร์ ไทย-รัสเซีย ใน SPIEF 2026 ฝ่าภูมิรัฐศาสตร์สู่ระเบียบเศรษฐกิจใหม่

    รมว.การพัฒนาเศรษฐกิจรัสเซียย้ำด้วยว่า ความร่วมมือระหว่างสองประเทศซึ่งมีประวัติยาวนานเกือบ 130 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2440 ยังมีศักยภาพในการขยายตัวได้อีกมาก

    หัวใจสำคัญของความร่วมมือยังคงเป็นเรื่องการค้า โดยในปีที่ผ่านมามูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศขยายตัวมากกว่า 2% และในช่วงต้นปีนี้ยังคงเติบโตต่อเนื่อง รัสเซียได้เพิ่มการส่งออกเหล็ก อะลูมิเนียม เฟอร์โรอัลลอย และเริ่มส่งออกแร่และสินแร่เข้มข้นมากขึ้น ขณะเดียวกัน รัสเซียก็นำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้นทั้งในด้านคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ ยางรถยนต์ รวมถึงผลไม้และถั่ว

    อย่างไรก็ตาม ยังมีความจำเป็นที่จะต้อง “กระจายโครงสร้างการค้าและการลงทุนให้หลากหลายยิ่งขึ้น” โดยนอกเหนือจากภาคการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ อีกหนึ่งสาขาที่รัสเซียมองว่ามีศักยภาพสูงคือ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของไทยที่ต้องการพัฒนาภาคส่วนดังกล่าว

    ฝ่ายรัสเซียยังพูดถึงความพยายามผลักดันให้เกิดความคืบหน้าในการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) ที่บางประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ได้ลงนามไปแล้ว รวมถึงข้อตกลงส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนอื่นๆ ไปจนถึงระบบการชำระเงิน ซึ่งเรเชตนิคอฟระบุว่า “กฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและสามารถคาดการณ์ได้ จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งสองฝ่าย

    เจาะยุทธศาสตร์ ไทย-รัสเซีย ใน SPIEF 2026 ฝ่าภูมิรัฐศาสตร์สู่ระเบียบเศรษฐกิจใหม่ เจาะยุทธศาสตร์ ไทย-รัสเซีย ใน SPIEF 2026 ฝ่าภูมิรัฐศาสตร์สู่ระเบียบเศรษฐกิจใหม่

    จากน้ำมันสู่ AI 

    รมว.การพัฒนาเศรษฐกิจรัสเซีย ยังคงย้ำสารเดิมที่ฝ่ายรัสเซียเคยส่งมาก่อนหน้านี้ว่า ท่ามกลางสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซและความต้องการด้านพลังงานของไทย รัสเซียพร้อมจัดหาพลังงานในราคาที่เป็นมิตร รวมถึงพร้อมส่งมอบเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

    อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งประเด็นที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของรัสเซีย คือความพยายามนำเสนอภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจใหม่ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ

    เรเชตนิคอฟระบุว่า รัสเซียพร้อมแบ่งปันองค์ความรู้และเทคโนโลยีในสาขาที่ตนมีความเชี่ยวชาญ ตั้งแต่ความมั่นคงไซเบอร์ ระบบรัฐบาลดิจิทัล การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ไปจนถึงเทคโนโลยีด้าน Digital Sovereignty โดยในหลายช่วงของการเสวนา ผู้แทนรัสเซียกล่าวถึง AI ดิจิทัล และเทคโนโลยีขั้นสูงมากกว่าการพูดถึงน้ำมันและก๊าซ ซึ่งเป็นภาพที่แตกต่างจากบทบาทดั้งเดิมของรัสเซียในสายตานักลงทุนต่างชาติ

    ม.ล. ลือศักดิ์ จักรพันธุ์ กรรมการสภาดิจิทัลแห่งประเทศไทย ให้ทัศนะที่น่าสนใจว่า รัสเซียมีเทคโนโลยีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งแยกออกจากกระแสหลักของโลก

    “บริษัทรัสเซียพัฒนา AI ของตัวเองในรูปแบบที่โดดเด่นและแยกจากกระแสหลัก… เนื่องจากระบบนิเวศของไทยเราเปิดรับเทคโนโลยีจากหลายแหล่ง และเราชอบซอฟต์แวร์แบบ Open Standard ดังนั้นเราจึงมีความพร้อมสูงมากที่จะบูรณาการเทคโนโลยีใหม่ๆ จากรัสเซียเข้ามา” ม.ล. ลือศักดิ์กล่าว

    ดึงนักลงทุนไทย มองไกลกว่าท่องเที่ยว

    อเล็กเซย์ เชคุนคอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาตะวันออกไกลและอาร์กติกของรัสเซีย ให้สัมภาษณ์นอกรอบว่า แม้การท่องเที่ยวจะยังคงเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและรัสเซีย แต่ทั้งสองประเทศยังมีศักยภาพในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจไปสู่ภาคส่วนใหม่ๆ อีกมาก ทั้งอุตสาหกรรม เทคโนโลยี โลจิสติกส์ การแพทย์ และอวกาศ

    เจาะยุทธศาสตร์ ไทย-รัสเซีย ใน SPIEF 2026 ฝ่าภูมิรัฐศาสตร์สู่ระเบียบเศรษฐกิจใหม่

    “ทุกคนรู้จักความสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวอยู่แล้ว แน่นอนว่ามีนักท่องเที่ยวรัสเซียเดินทางมาไทยมากกว่า 1.5 ล้านคนต่อปี” เชคุนคอฟกล่าว อย่างไรก็ตาม รัสเซียเองก็มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสำหรับชาวไทยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นมอสโก เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก รวมถึงภูมิภาคตะวันออกไกลและอาร์กติกของรัสเซีย

    “ไทยก็เหมือนกับรัสเซีย เป็นเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่มีความแข็งแกร่ง มีอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่ง มีภาคไมโครอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังเติบโต และมีศักยภาพด้านการเกษตรอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในแง่การผลิตและขนาดของตลาด” เชคุนคอฟกล่าว และว่าทั้งสองประเทศควรร่วมกันผลักดันให้มีความร่วมมือที่หลากหลายมากขึ้น และไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการท่องเที่ยวเท่านั้น

    หนึ่งในสาขาที่เขามองว่ามีศักยภาพสูงคือ “โลจิสติกส์” เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการค้าทางทะเลอย่างมาก ขณะที่รัสเซียกำลังเร่งพัฒนา “เส้นทางทะเลเหนือ” ซึ่งเชื่อมเอเชียและยุโรปผ่านมหาสมุทรอาร์กติก โดยระบุว่าเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดระหว่างเอเชียและยุโรป และปริมาณสินค้าที่ผ่านเส้นทางดังกล่าวกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    เชคุนคอฟกล่าวว่า ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ปริมาณสินค้าที่ขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวเพิ่มขึ้นเกือบ 40 เท่า จากเพียง 1 ล้านตันในปี 2012 เป็นประมาณ 40 ล้านตันในปีนี้

    เขามองว่าความร่วมมือที่ครอบคลุมทั้งภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และโลจิสติกส์ เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ไทยและรัสเซียควรกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจมากขึ้น

    ขณะเดียวกัน ภาคเทคโนโลยีสารสนเทศ AI และเทคโนโลยีอวกาศ ก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ความร่วมมือที่มีศักยภาพสูงในอนาคต และยังมองเห็นโอกาสในภาคบริการโดยเฉพาะด้านสาธารณสุข ซึ่งปัจจุบันมีโครงการความร่วมมือระหว่างไทยกับ “Rosatom” บริษัทพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซีย ในด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์

    เจาะยุทธศาสตร์ ไทย-รัสเซีย ใน SPIEF 2026 ฝ่าภูมิรัฐศาสตร์สู่ระเบียบเศรษฐกิจใหม่

    สำหรับมูลค่าการลงทุนระหว่างไทยและรัสเซียที่ปัจจุบันอยู่ราว 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เชคุนคอฟกล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวยังต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริงของทั้งสองประเทศ 

    “ผมคิดว่าในอนาคตเราจะได้เห็นความร่วมมือกับประเทศในเอเชียมากขึ้นเรื่อยๆ และเป้าหมายของผมคือการเพิ่มความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงประเทศไทยโดยเฉพาะ” เชคุนคอฟกล่าว

    ด้านเวโรนิกา นิกิชินา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Russian Export Center (REC) กล่าวว่า ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและรัสเซียกำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการซื้อขายสินค้า แต่รวมถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจระยะยาว โดยยกตัวอย่าง REC ที่ได้เปิดสำนักงานในประเทศไทยแล้ว และกำลังเดินหน้าจัดตั้งศูนย์แสดงสินค้ารัสเซีย รวมถึงเครือข่ายค้าปลีกสำหรับสินค้าและบริการจากรัสเซีย เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรัสเซีย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก สามารถเข้าถึงตลาดไทยได้โดยตรงมากขึ้น

    “ความท้าทายมาแล้วก็ไป แต่โอกาสยังอยู่”

    แม้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์จะยังเป็นข้อจำกัดสำคัญของความร่วมมือไทย-รัสเซีย แต่นายศศิวัฒน์ ว่องสินสวัสดิ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก มองว่าโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศยังคงอยู่

    เจาะยุทธศาสตร์ ไทย-รัสเซีย ใน SPIEF 2026 ฝ่าภูมิรัฐศาสตร์สู่ระเบียบเศรษฐกิจใหม่

    “ทั้งไทยและอาเซียนอยู่ในเรดาร์สกรีนของรัสเซียมานานแล้ว” นายศศิวัฒน์ให้สัมภาษณ์นอกรอบกับ “กรุงเทพธุรกิจ” โดยระบุว่าเวทีการประชุมเศรษฐกิจนานาชาติประจำปีที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซียอย่าง SPIEF ให้ความสำคัญกับไทยและอาเซียนมาโดยตลอด เพียงแต่ว่าในแต่ละปีจะมีสถานะหนึ่งที่เรียกว่า Partner Country ซึ่งประเทศที่ได้รับสถานะนี้ก็จะมีบทบาทโดดเด่นมากในงาน อย่างปีนี้ก็คือ ซาอุดีอาระเบีย แต่ถึงอย่างนั้นปีนี้ก็มีเซสชันเฉพาะของไทยกับรัสเซีย และรัสเซียกับอาเซียน

    ทว่าด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริบทด้านภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน ทำให้การดำเนินความสัมพันธ์หรือการส่งเสริมความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง หรือด้านอื่นๆ ระหว่างรัสเซียกับภูมิภาค ระหว่างรัสเซียกับอาเซียน และรัสเซียกับไทย ยังไม่คึกคักหรือมีไดนามิกมากเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับศักยภาพที่มีอยู่

    สำหรับความท้าทายที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์โลกในปัจจุบัน เอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก มองว่าไม่ใช่ปัจจัยถาวร “เพราะความท้าทายมาแล้วก็ไป แต่โอกาสยังอยู่” โดยเชื่อว่าหน้าที่สำคัญในเวลานี้คือ การรักษาความสัมพันธ์และการสื่อสารระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่าย

    “ประเด็นที่ผมบอกกับเพื่อนๆ ชาวรัสเซียก็คือต้อง pragmatic ต้องปฏิบัติได้จริง หรือพูดง่ายๆ คืออาจต้องรออีกนิดหนึ่ง สถานการณ์ที่เขารบกันอยู่ตอนนี้คงไม่ได้รบกันตลอดไป สักวันหนึ่งมันก็ต้องจบ

    แต่หน้าที่ของผมคือทำให้คนรัสเซียหรือนักธุรกิจรัสเซีย ‘รอเรา’ ขณะเดียวกันรัสเซียเองก็ต้องมาคุยกับนักธุรกิจไทยว่าพร้อมหรือยัง ถ้าทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน ตกลงปลงใจกันเหมือนแต่งงาน ถึงตอนนั้นก็จะเกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมได้ แม้ว่าสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจจะยังไม่จบหรือยังไม่เรียบร้อย 100% ก็ตาม”

    เมื่อถูกถามถึงจุดยืนของไทยท่ามกลางโลกที่เผชิญความขัดแย้งมากขึ้น นายศศิวัฒน์ซึ่งประจำการอยู่ที่กรุงมอสโกมานานถึง 5 ปีแล้ว

    มองว่า หากพูดในแง่ความเป็นกลาง (neutrality) คิดว่าไม่มีความเป็นกลางที่แท้จริง แต่ขึ้นอยู่กับว่าเป็นความเป็นกลางตามนิยามของใครมากกว่า แต่สิ่งหนึ่งที่เชื่อตามที่รัฐบาลหรือที่รัฐมนตรีต่างประเทศได้พูดไว้ก็คือ ประเทศไทยพยายามดำเนินนโยบายที่สมดุล

    “คำว่าสมดุลในที่นี้อาจหมายความว่า วันนี้เราอาจเอียงไปทางขวา 1 องศา พรุ่งนี้เราอาจเอียงไปทางซ้าย 1 องศา แต่สิ่งที่เราต้องรักษาคือ เราไม่เป็นศัตรูกับใครโดยไม่จำเป็น นี่คือสิ่งที่ผมตีความจากนโยบายรัฐบาล และผมคิดว่าที่ผ่านมาเราก็พยายามทำได้ดี”

    เอกชนไทยมองเห็นโอกาสใหม่

    ในมุมของภาคธุรกิจไทย วิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล ประธานคณะกรรมการสภาธุรกิจไทย-รัสเซีย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การถอนตัวของบริษัทจำนวนมากจากประเทศตะวันตกได้สร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย

    เจาะยุทธศาสตร์ ไทย-รัสเซีย ใน SPIEF 2026 ฝ่าภูมิรัฐศาสตร์สู่ระเบียบเศรษฐกิจใหม่

    “หลายแบรนด์และหลายธุรกิจเลือกเดินออกจากรัสเซีย แต่เราเลือกเดินเข้าไป” วิศัลย์กล่าว และมองว่าประเทศไทยสามารถเป็นจุดเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับเอเชียได้ ขณะที่รัสเซียมีเทคโนโลยีและองค์ความรู้หลายด้านที่ไทยสามารถนำมาต่อยอดได้

    สำหรับวิศัลย์ ความร่วมมือไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการค้าและการลงทุน แต่ยังรวมถึงสิ่งที่เรียกว่า “การทูตกีฬา” ซึ่งในฐานะผู้บริหารธุรกิจเสื้อผ้ากีฬากำลังหารือกับสโมสรฟุตบอลชั้นนำของรัสเซีย รวมถึงเซนิต เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เกี่ยวกับการพัฒนาเยาวชนฟุตบอลไทย การพัฒนาอะคาเดมี และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านกีฬา จากมวยไทยที่หลายคนรู้จักไปสู่ความร่วมมือด้านฟุตบอลและโอกาสใหม่ๆ

    อย่างไรก็ตาม วิศัลย์ยอมรับว่า ความท้าทายสำคัญที่สุดของผู้ประกอบการไทยยังคงเป็นผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรรอง (Secondary Sanctions) หรือผลกระทบทางอ้อมจากการที่รัสเซียยังเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตก

    เขากล่าวว่า นักธุรกิจไทยจำนวนไม่น้อยที่มีความเชื่อมโยงกับตลาดสหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่น ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากเข้าไปทำธุรกิจกับรัสเซียอย่างเปิดเผย แม้ทั้งสองฝ่ายจะพยายามหาทางออกผ่านกลไกการชำระเงินทางเลือกและการหักกลบธุรกรรมทางการค้า แต่ข้อจำกัดดังกล่าวยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจยังเติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพ

    อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังดำเนินอยู่ SPIEF 2026 สะท้อนให้เห็นว่ารัสเซียยังคงเดินหน้าขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศคู่ค้าใหม่ๆ และไทยก็ยังเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญที่อยู่ในสมการดังกล่าวนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1238183&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37pBYTe_GM8Xaiquw7KcL-

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 12 มิถุนายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 12 มิถุนายน 2569 – InterGold

    วันที่ 12 มิถุนายน 2569 เวลา 10.16 น.

    กลยุทธ์: ลุ้นดีดกลับหลังปรับฐานแรง
    แนวต้าน: $4,300 = 65,250 บาท
    แนวรับ: $4,050 = 65,000 บาท
    .
    ราคาทองคำจะไปทางไหน หลังทรัมป์ยกเลิกแผนโจมตีอิหร่าน ดอลลาร์อ่อนค่า และตลาดจับตาทิศทางดอกเบี้ย Fed? ทองคำมีโอกาสฟื้นตัวในระยะสั้นจากดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ที่อ่อนตัว แต่ยังต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของ Fed และกดดันราคาทองคำได้อีกครั้ง
    .
    ทรัมป์ส่งสัญญาณยกเลิกแผนโจมตีอิหร่านและเตรียมเปิดโต๊ะเจรจา ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกตอบรับเชิงบวก ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัว แม้อยู่ในภาวะตลาดเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on)
    .
    ด้านสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลาย หลังการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงและลดแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังต้องติดตามตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ยของ Fed และกดดันราคาทองคำได้ในระยะสั้น
    .
    ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำสามารถดีดกลับจากแนวรับสำคัญบริเวณ 4,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลัง RSI ลงสู่เขต Oversold สะท้อนโอกาสเกิดแรงซื้อกลับ โดยมีแนวต้านสำคัญที่ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านระดับดังกล่าวได้ อาจเป็นสัญญาณกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง
    .
    โดยภาพรวม ราคาทองคำมีโอกาสฟื้นตัวในระยะสั้นจากแรงหนุนของค่าเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่อ่อนตัว แม้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะเริ่มคลี่คลายและลดความต้องการถือทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางดอกเบี้ยของ Fed อย่างใกล้ชิด ขณะที่ในเชิงเทคนิค ทองคำเริ่มมีสัญญาณรีบาวด์จากภาวะ Oversold โดยมีแนวต้านสำคัญที่ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งจะเป็นระดับชี้วัดว่าราคาจะฟื้นตัวต่อหรือไม่

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-12-jun-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1563c4brIVwX95kAQ0jwDs

  • ธนาคารโลกเผย สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ฉุดเศรษฐกิจโลกตกต่ำที่สุดหลังยุคโควิด-19

    ธนาคารโลกเผย สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ฉุดเศรษฐกิจโลกตกต่ำที่สุดหลังยุคโควิด-19

    วันนี้, 13:15น.

              ธนาคารโลก เผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุด ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ (2569) ลงร้อยละ 0.4 จากเดิมที่รายงานไว้ในเดือนมกราคม ที่ร้อยละ 2.9 เหลือร้อยละ 2.5 โดยอ้างถึงราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อ และต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น เตือนว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกชะลอตัวที่สุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19

              รายงานของธนาคารโลกย้ำถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของความขัดแย้ง ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะปะทุขึ้นอีกครั้ง การวิเคราะห์เตือนว่าแนวโน้มอาจแย่ลงไปอีกหากอิหร่านยังปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป

              ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ซึ่งเป็นดัชนีราคาน้ำมันระหว่างประเทศ จะเฉลี่ยอยู่ที่ 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปีนี้ สูงกว่าราคาเฉลี่ยของปีที่แล้วร้อยละ 36 และคาดการณ์ว่าราคาปุ๋ยจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในปีนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาอาหาร โดยรวมแล้ว การปิดเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์นี้จะส่งผลให้ภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4 ในปีนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากอัตราร้อยละ 3.3 ของปีที่แล้ว

              ธนาคารโลกเตือนว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจลดลงเหลือเพียงร้อยละ 1.3 ในปีนี้ หากปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานทวีความรุนแรงขึ้น อัตราเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 4.4

              นายอาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า ประเทศกำลังพัฒนากำลังเผชิญความท้าทายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งผลกระทบของแต่ละประเทศจะแตกต่างกันไป ธนาคารโลกให้คำมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาใดๆ ก็ตามที่ประสบกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยจัดสรรเงินช่วยเหลือไว้มากถึง 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหากความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป ก็สามารถเพิ่มเงินช่วยเหลือเป็น 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้

    #ธนาคารโลก

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/162152&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NWVrFupOF_sOb6uVUiO9-

  • ไทยเร่งเครื่องสู่ OECD ปลดล็อกเศรษฐกิจแสนล้าน ชู ‘นิติธรรม’ ฟื้นเชื่อมั่น

    ไทยเร่งเครื่องสู่ OECD ปลดล็อกเศรษฐกิจแสนล้าน ชู ‘นิติธรรม’ ฟื้นเชื่อมั่น

    ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ท่ามกลางความท้าทายจากการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก และความจำเป็นในการปรับโครงสร้างประเทศเพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ หนึ่งในภารกิจสำคัญที่รัฐบาลกำลังผลักดันคือ การนำประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ภายในปี 2571  

    แม้หลายคนอาจมองว่า OECD เป็นเพียงองค์กรระหว่างประเทศด้านเศรษฐกิจที่รวมกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แต่สำหรับประเทศไทย การเข้าร่วมเป็นสมาชิกครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น “โอกาสทางประวัติศาสตร์” ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารประเทศ ปรับปรุงกฎระเบียบ และสร้างความเชื่อมั่นในสายตาของนักลงทุนทั่วโลก  

    ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นหารืออย่างเข้มข้นในงาน Thailand Rule of Law Leadership Forum 2026 : Competitiveness and OECD Readiness ซึ่งรวบรวมผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และผู้นำภาคธุรกิจมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทยภายใต้กรอบมาตรฐาน OECD โดยมีข้อสรุปร่วมกันว่า “หลักนิติธรรม” หรือ Rule of Law คือหัวใจสำคัญที่จะกำหนดศักยภาพการแข่งขันของประเทศในทศวรรษข้างหน้า 

    OECD กับโอกาส โรดแมปไทยสู่ OECD

    “หลักนิติธรรม” โครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น 

    ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ กรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยมักให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มองเห็นได้ ไม่ว่าจะเป็นถนน รถไฟ สนามบิน ท่าเรือ หรือระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เพราะเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้คือ ปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ “Invisible Infrastructure” หรือ โครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น ซึ่งหมายถึงระบบกฎหมาย หลักนิติธรรม ความโปร่งใส และธรรมาภิบาลของประเทศ 

    ดร.กิตติพงษ์ได้เปรียบเทียบประเทศไทยกับสมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่ง โดยระบุว่า ประเทศไทยมี “ฮาร์ดแวร์” ที่ค่อนข้างพร้อม ทั้งระบบคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพ ขณะเดียวกันก็มี “แอปพลิเคชัน” หรือกฎหมายใหม่ๆ ที่พยายามปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ
     แต่สิ่งที่ยังเป็นจุดอ่อนสำคัญคือ “ระบบปฏิบัติการ” หรือ Operating System (OS) ซึ่งเปรียบได้กับหลักนิติธรรมและกลไกการบังคับใช้กฎหมาย 

    “หากระบบปฏิบัติการทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ต่อให้ฮาร์ดแวร์ทันสมัยเพียงใด หรือมีกฎหมายที่ดีมากแค่ไหน ระบบทั้งหมดก็ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ”ดร.กิตติพงษ์กล่าว 

    ตัวเลขที่น่ากังวลในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ไทยกำลังเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ

    ปลดล็อกต้นทุนแฝงทางเศรษฐกิจ 1.35 แสนล้าน  

    หนึ่งในปัญหาเรื้อรังที่ภาคธุรกิจสะท้อนมาโดยตลอดคือ ความซับซ้อนของกฎระเบียบและระบบอนุญาตต่าง ๆ ที่สร้างต้นทุนจำนวนมหาศาลให้กับผู้ประกอบการ ข้อมูลที่ถูกนำเสนอในเวทีเสวนาระบุว่า ประเทศไทยมีกฎหมายลำดับรองมากกว่า 100,000 ฉบับ และมีใบอนุญาตมากกว่า 3,000 ประเภท ซึ่งหลายส่วนมีความซ้ำซ้อน ล้าสมัย หรือไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน 

    ดร.กิตติพงษ์ประเมินว่า หากประเทศไทยสามารถปฏิรูปกฎระเบียบให้มีความโปร่งใส ใช้งานง่าย และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล จะสามารถลดต้นทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากถึง 135,000 ล้านบาท และยังช่วยลดโอกาสในการใช้ดุลพินิจ ลดช่องว่างของการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐอีกด้วย 

    เศรษฐกิจไทยยังติดกับดักปัญหาเชิงโครงสร้าง 

    นายผยง ศรีวนิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะตัวแทนภาคธุรกิจและภาคการเงินกล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง มีทำเลที่ตั้งที่ได้เปรียบ และมีภาคธุรกิจที่แข็งแกร่ง แต่ยังเผชิญข้อจำกัดจากปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้านที่สะสมมาเป็นเวลานาน หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ ขนาดของเศรษฐกิจนอกระบบที่ยังอยู่ในระดับสูง

    ข้อมูลจากธนาคารโลกสะท้อนว่า เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีสัดส่วนสูงถึง 48% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ส่งผลให้แรงงานนอกระบบมีสัดส่วนถึง 55% ของกำลังแรงงานทั้งหมด  

    ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนถึง ความไม่สมดุลของระบบภาษีและสวัสดิการของประเทศ โดยปัจจุบันมีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพียง 11.2 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ และในจำนวนนั้นมีผู้เสียภาษีจริงเพียงประมาณ 4 ล้านคนเท่านั้น 

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาการกระจุกตัวทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยมีผู้ประกอบการเพียง 1% ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนถึง 65% ของ GDP ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 99% กลับเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจ ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศ  

    “ปัญหาเหล่านี้เชื่อมโยงกับภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มมองหาโอกาสขยายธุรกิจในต่างประเทศมากกว่าการลงทุนภายในประเทศ” 

    อุปสรรคสำคัญในการทำธุรกิจในไทย OECD ไม่ใช่แค่ OECD ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่คือเครื่องมือยกระดับประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล

    “หลักนิติธรรม” ซอฟต์แวร์สำคัญของระบบเศรษฐกิจ 

    ประธานสมาคมธนาคารไทยระบุว่า หลักนิติธรรมไม่ใช่เรื่องเฉพาะของกระบวนการยุติธรรมหรือวงการกฎหมายเท่านั้น แต่เป็น “ซอฟต์แวร์” ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจทั้งหมดสามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากประเทศมีหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง นักลงทุนจะมีความเชื่อมั่นในกติกา การบังคับใช้กฎหมาย และความโปร่งใสของภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจลงทุน การสร้างธุรกิจใหม่ และการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ 

    ในทางกลับกัน หากกฎหมายขาดความชัดเจน มีการบังคับใช้ที่ไม่สม่ำเสมอ หรือมีช่องว่างให้เกิดการใช้ดุลพินิจเกินความจำเป็น ก็จะกลายเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ เพิ่มต้นทุน และเปิดช่องให้เกิดการคอร์รัปชันได้ง่ายขึ้น  

    นายผยงชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ Regulatory Overload หรือการมีกฎระเบียบจำนวนมากเกินความจำเป็น จนกลายเป็นภาระต่อผู้ประกอบการและเป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาประเทศ  

    กฎระเบียบที่ซับซ้อนและล้าสมัยไม่เพียงทำให้การดำเนินธุรกิจมีต้นทุนสูงขึ้น แต่ยังส่งผลให้กระบวนการภาครัฐขาดความคล่องตัว และกลายเป็นปัจจัยที่ลดทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว  

    ปฏิรูปกฎระเบียบ วาระเร่งด่วนของประเทศ  

    ภาคเอกชนในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จึงผลักดันแนวคิด Regulatory Transformation หรือการปฏิรูปกฎระเบียบครั้งใหญ่ เพื่อปรับปรุงกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจยุคใหม่ ภายใต้ข้อเสนอ “Vibrant Thailand”

    ภาคธุรกิจมองว่า การลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน การเพิ่มความโปร่งใส และการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัย จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถแข่งขันได้มากขึ้น และช่วยลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของประเทศโดยรวม 

    การปฏิรูปดังกล่าวยังเป็นส่วนสำคัญของการยกระดับประเทศไทยสู่มาตรฐาน OECD ซึ่งให้ความสำคัญอย่างมากกับหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และประสิทธิภาพของภาครัฐ 

    สร้างประเทศไทยให้เป็น“ตัวเลือกแรก” 

    นายผยงมองว่า การเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่ภารกิจของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้แนวทางแบบองค์รวม หรือ Holistic Approach ที่เชื่อมโยงการทำงานของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเมือง และภาคประชาสังคมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับทิศทางการปฏิรูปประเทศ 

    อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญที่นายผยงเน้นย้ำ คือ การทำให้ประเทศไทยกลายเป็น “Preferred Choice” หรือประเทศที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความไว้วางใจและเลือกเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ในการลงทุน ในยุคที่การแข่งขันดึงดูดการลงทุนระหว่างประเทศทวีความเข้มข้นขึ้น

    ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนแรงงานหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพของสถาบัน ความโปร่งใสของภาครัฐ และความน่าเชื่อถือของระบบกฎหมาย 
     หากประเทศไทยสามารถยกระดับมาตรฐานเหล่านี้ได้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพมากขึ้น 

    OECD คือ “กระบวนการปฏิรูป”ไม่ใช่แค่สมาชิก

    ด้านดร.ธัชไท กีรติพงษ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)ย้ำว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ควรถูกมองว่า เป็นเพียงความสำเร็จเชิงสัญลักษณ์ หัวใจสำคัญของกระบวนการนี้คือ การใช้มาตรฐาน OECD เป็น “ตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง” หรือ Catalyst เพื่อยกระดับการบริหารประเทศในทุกมิติ 

    แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การได้ชื่อว่า เป็นสมาชิก OECD แต่คือการเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานของประเทศให้lอดคล้องกับมาตรฐานสากล ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในขั้นตอนที่ 6 จากทั้งหมด 10 ขั้นตอนของกระบวนการสมัครสมาชิก โดยกำลังเข้าสู่ช่วงการตรวจประเมินเชิงเทคนิค หรือ Technical Review ซึ่งเป็นช่วงที่หน่วยงานภาครัฐต้องทบทวนกฎหมาย กฎระเบียบ และกระบวนการทำงานของตนเองให้เป็นไปตามมาตรฐาน OECD

    หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,209 วันที่ 14 – 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/661229&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34IVlMaZklj7kK3Wmk6xud

  • คลังยอมถอยไม่ใช้เกณฑ์ลดหย่อนภาษี ตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐพ่อ-แม่

    คลังยอมถอยไม่ใช้เกณฑ์ลดหย่อนภาษี ตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐพ่อ-แม่

    วันนี้ (11 มิ.ย.2569) นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ครั้งที่ 7/2562 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธาน

    โดยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2569 กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ชัดเจน ในการคัดกรองบุคคลที่มีความเดือดร้อนอย่างแท้จริง ซึ่งในวันนี้ได้มีการพูดคุยใน 2 ประเด็น คือการหาบุคคลที่ตกหล่นที่ยังไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อ รวมทั้งในส่วนที่เป็นผู้ที่ลงทะเบียนอยู่เดิม ซึ่งเน้นนำผู้เดือดร้อน ผู้ที่มีความยากจนเข้าสู่ระบบการดูแลของรัฐ โดยไม่ได้นำเรื่องของงบประมาณมาเป็นตัวตั้ง

    นายวินิจ กล่าวต่อว่า ในอดีตที่มีการเปิดลงทะเบียน ซึ่งพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นผู้ที่เดือดร้อนที่แท้จริงจะเป็นคนชายขอบ ผู้ป่วยติดเตียง ที่ไม่เข้าถึงการลงทะเบียน การปรับปรุงกระบวนการในการลงทะเบียนครั้งนี้ จึงมีการตั้งต้นโดยการยึดบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อเดิม ซึ่งลงทะเบียนยืนยันขอรับสิทธิ 5 ช่องทาง โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาลงทะเบียนที่ธนาคาร

    ทั้งนี้ในส่วนของผู้ที่ลงทะเบียนยืนยันแล้ว พบมามีประมาณ 400,000 คน ที่ข้อมูลไม่ถูกต้อง ส่วนใหญ่ทะเบียนยืนยันขอรับสิทธิผิดพลาดเล็กน้อย เช่น กรอกข้อมูลไม่ครบถ้วน ซึ่งคณะกรรมการจะพิจารณาแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง

    ทั้งนี้มีประมาณ 200 คนที่มีข้อมูลไม่ถูกต้องในส่วนของสาระสำคัญ ซึ่งในจำนวนนี้จะให้ธนาคารกรุงไทยเป็นหน่วยงานหลัก ประสานในพื้นที่เพื่อให้ลงไปพบพูดคุยถึงปัญหาข้อผิดพลาด

    กลุ่มที่มีรายชื่อในฐานข้อมูลมหาดไทย และ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประมาณ 1.04 ล้านคน ดำเนินการเชิงรุกไปแล้วกว่า 70% ซึ่งที่เหลือกำลังดำเนินการตรวจสอบช่วยเหลือคาดว่าจะเสร็จสิ้นทั้งหมดภายในวันที่ 21 มิ.ย.นี้

    กลุ่มที่ 3 กลุ่มตกหล่นจากการสำรวจ พบเพิ่มอีกประมาณ 1.57 ล้านคน ซึ่งเกิดจากการลงพื้นที่สำรวจของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และฝ่ายปกครอง

    ซึ่งรวมการดำเนินการ 2 กลุ่มนี้จะมีบุคคลที่เดือดร้อนเข้ามาเพิ่มรวมกว่า 2.2 ล้านคน ซึ่งรายชื่อเหล่านี้จะนำเข้ามาสู่เกณฑ์คัดกรอง

    สำหรับประเด็นสำคัญที่ประชาชนกังวล คือเกณฑ์การคัดกรองสิทธิ กรณีบุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษี แล้วส่งผลให้บิดามารดาถูกคัดชื่อออกจากสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ประชุมมีมติไม่นำเกณฑ์นี้มาใช้ในการลงทะเบียนรอบนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ยากจนจริงเสียสิทธิจากความกตัญญูของบุตร

    สำหรับการพิจารณาเกณฑ์คัดกรองอื่น ๆ ทางคณะกรรมการจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมด หลังสิ้นสุดการลงทะเบียน เพื่อปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกเกณฑ์ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อคนจนจริง และจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบอีกครั้ง แบบเบ็ดเสร็จในครั้งเดียว ก่อนที่จะมีการประกาศรายชื่อผู้ได้รับสิทธิอย่างเป็นทางการในช่วงเดือน ก.ค.นี้

    อ่านข่าว :

    “ศิริกัญญา” ยื่นผู้ตรวจการฯ สอบรัฐบาลนำเงินกู้อุดหนุนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    “เอกนิติ” มอบ “คกก.ประชารัฐฯ” พิจารณาด่วน หลัง “นายกฯ” สั่งทบทวนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” สำเร็จแล้ว 8.45 ล้านคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506970&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DZPXNz9b34fdWwZ-cD3Hx