Blog

  • กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมการตรวจเยี่ยมสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน แลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาองค์กรชุมชน หนุนเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมการตรวจเยี่ยมสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน แลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาองค์กรชุมชน หนุนเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมการตรวจเยี่ยมสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน แลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาองค์กรชุมชน หนุนเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งอย่างยั่งยืน


    11/06/2569 | 36 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมการตรวจเยี่ยมสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน แลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาองค์กรชุมชน หนุนเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

    วันที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมไพบูลย์วัฒนศิริธรรม ชั้น 1 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ถนนนวมินทร์ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นผู้แทนกรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมพิธีต้อนรับและรับฟังนโยบายการบริหารงานของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ในโอกาสที่นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบแนวทางการดำเนินงาน โดยมีคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่ายองค์กรชุมชนร่วมให้การต้อนรับ

    การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ มุ่งติดตามผลการดำเนินงานและการขับเคลื่อนภารกิจของ พอช. พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนางานด้านชุมชนและสังคม โดยมีกิจกรรมสำคัญ ประกอบด้วย การเยี่ยมชมนิทรรศการและนวัตกรรมชุมชน การรับฟังผลการดำเนินงานของ พอช. การมอบนโยบายและทิศทางการบริหารงาน รวมถึงการเยี่ยมชมแปลงผักสาธิตวิถีชุมชน ซึ่งสะท้อนถึงการส่งเสริมการพึ่งพาตนเองและการสร้างความมั่นคงทางอาหารในระดับชุมชน

    นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า การเข้าร่วมงานในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือและบูรณาการการทำงานระหว่างกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งต่างมีเป้าหมายร่วมกันในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนและภาคประชาชนในระดับฐานราก “นวัตกรรมชุมชน ผลิตภัณฑ์ชุมชน และรูปแบบการพัฒนาพื้นที่ที่ พอช. ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน เป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าและสามารถเชื่อมโยงกับภารกิจของกรมการพัฒนาชุมชน ทั้งด้านการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ OTOP การพัฒนาอาชีพ และการสร้างเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม” โดยกรมการพัฒนาชุมชนพร้อมสนับสนุนและบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมศักยภาพชุมชน พัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมชุมชน ตลอดจนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคง ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ และก้าวสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

    #กระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน


    รูปภาพ

    ” id=”lightGallery”>


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/375422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08yHzvHR7RX20XiQPyHsbo

  • มาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ รอบใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว

    มาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ รอบใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว

    เนื้อหาสาระข่าว: ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการไต่สวนประเทศคู่ค้าหลักของสหรัฐฯ ในประเด็นการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการใช้แรงงานบังคับ ภายใต้มาตรา 301 (Section 301) แห่งพระราชบัญญัติการค้า ปี 2517 (Trade Act of 1974) สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ประกาศเมื่อวันอังคารสัปดาห์ที่ผ่านมา เสนอให้มีการจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมกับ 60 เขตเศรษฐกิจที่ล้มเหลวในการจัดตั้งหรือบังคับใช้ระบบป้องกันสินค้าดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งได้เริ่มกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนแล้ว

    มาตรการที่นำเสนอนี้แบ่งอัตราภาษีออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ 10% และ 12.5% โดยเนื่องจากไต้หวันได้ให้สัตยาบันที่จะบังคับใช้มาตรการสั่งห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ ภายใต้ความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Reciprocal Trade Agreement หรือ ART) กับสหรัฐฯ ไต้หวันจึงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม 14 เขตเศรษฐกิจที่ต้องเสียภาษีในอัตรา 10% ขณะที่อีก 46 เขตเศรษฐกิจที่เหลือ ซึ่งรวมถึง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และอินเดีย จะต้องเผชิญกับกำแพงภาษีในอัตรา 12.5% (ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้)

    ข้อเสนอเรื่องอัตราภาษีของ USTR ยังคงอยู่ในขั้นตอนการหารือ และคาดว่ามาตรการด้านภาษีเหล่านี้จะยังไม่มีผลบังคับใช้ในเร็วๆ นี้ เนื่องจากยังมีกระบวนการอื่นๆ ที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ไม่ว่าจะเป็น การรับฟังความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษร การประชาพิจารณ์ การรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการปรับปรุงรายชื่อสินค้าที่ได้รับการยกเว้น อย่างไรก็ตาม หากมีการประกาศใช้จริง ภาษีตามมาตรา 301 นี้ ตลอดจนภาษีที่เรียกเก็บจากชิ้นส่วนยานยนต์และผลิตภัณฑ์ไม้ของไต้หวันที่ประกาศไปเมื่อเดือนที่แล้วภายใต้มาตรา 232 (Section 232) แห่งพระราชบัญญัติการค้า ปี 2505 (Trade Act of 1962) จะฝังรากลึกและยากที่จะเพิกถอนได้

    มาตรการกำแพงภาษีที่หลั่งไหลออกมาล่าสุดนี้ ถูกมองว่าเป็นมาตรการต่อเนื่องของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในการสร้างกรอบแนวทางด้านภาษีของรัฐบาลวอชิงตันขึ้นมาใหม่เพื่อใช้กดดันประเทศอื่นๆ หลังจากที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำพิพากษาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า การจัดเก็บภาษีประเทศคู่ค้าของทรัมป์ภายใต้พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ ปี 2520 (IEEPA) นั้นผิดกฎหมาย เขาจึงได้ตอบโต้ด้วยการบังคับใช้อัตราภาษีนำเข้าพื้นฐาน 10% กับสินค้าทุกประเภทในทันทีภายใต้มาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติการค้า ปี 2517 (Section 122) และเนื่องจากภาษีตามมาตรา 122 ดังกล่าวจะหมดอายุลงในเดือนหน้าตามข้อจำกัดระยะเวลา 150 วันสำหรับการจัดเก็บภาษีนำเข้าส่วนเพิ่มแบบชั่วคราวตามมาตรา 122 การงัดมาตรา 232 และมาตรา 301 มาใช้จึงเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลวอชิงตันในการสร้างยุทธศาสตร์ด้านภาษีระยะยาวขึ้นมาใหม่

    คำถามคือ ภาษีตามมาตรา 301 นี้มีความหมายอย่างไรต่อไต้หวัน? ข่าวดีก็คือ ไต้หวันไม่ได้ถูก USTR พุ่งเป้าเพียงลำพังในการไต่สวนตามมาตรา 301 ในครั้งนี้ และยังได้รับอัตราภาษีที่ค่อนข้างเป็นประโยชน์เมื่อเทียบกับคู่แข่งทางการค้าอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน

    ผลกระทบโดยตรงต่อสินค้าส่งออกกลุ่มเทคโนโลยีของไต้หวัน เช่น เซิร์ฟเวอร์ AI และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ ยังคงอยู่ในระดับที่รับมือได้ เนื่องจากอุปสงค์ในสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่งและมีตัวเลือกอื่นในตลาดอยู่น้อย นอกจากนี้ เซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกจัดเก็บภาษีตามมาตรา 232 ไปแล้วนั้น ก็ได้รับการยกเว้นจากการดำเนินการภายใต้มาตรา 301 นี้

    อย่างไรก็ตาม สินค้าส่งออกนอกกลุ่มเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น เครื่องจักรกล เครื่องมือกล พลาสติก ยางพารา ชิ้นส่วนยานยนต์ และสินค้าอุปโภคบริโภค ล้วนมีความอ่อนไหวต่อการแข่งขันด้านราคาเป็นอย่างมาก สินค้ากลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักต่ออัตรากำไร หากมีการบังคับใช้ภาษีมาตรา 301 ขั้นสุดท้าย ในขณะเดียวกัน สินค้าประเภทสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และรองเท้า ก็มีความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance risk) ที่สูงกว่า ซึ่งชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่สำคัญสำหรับสินค้ากลุ่มนี้ไม่ใช่อัตราภาษีขั้นสุดท้ายเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบและการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานว่าตรงตามข้อกำหนดของสหรัฐฯ หรือไม่

    แม้ว่าไต้หวันจะลงนามในความตกลง ART กับสหรัฐฯ ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ แต่ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ได้รับการให้สัตยาบันจากสภานิติบัญญัติ (Legislative Yuan) และการไต่สวนตามมาตรา 301 ก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อไต้หวันในเรื่องพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม หากกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ ART ล่าช้าออกไป ก็อาจบั่นทอนความสามารถของไต้หวันในการรักษาสิทธิพิเศษทางการค้าจากสหรัฐฯ ไว้ได้

    เมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้ว วัตถุประสงค์ของกำแพงภาษีมาตรา 301 และ 232 คือการสกัดกั้นไม่ให้สินค้าที่ใช้แรงงานบังคับหรือปัจจัยการผลิตต้นทุนต่ำหลั่งไหลเข้าสู่สหรัฐฯ ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งจะสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมและเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ นัยสำคัญประการหนึ่งจากมาตรการเหล่านี้คือ การบีบบังคับให้ภาคธุรกิจและประเทศต่างๆ ต้องผนวกรวมต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance costs) เข้าไปในยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศของตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นเรื่องยากที่ประเทศต่างๆ จะสามารถหลบเลี่ยงภาษีดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากการตัดสินใจบังคับใช้ขั้นสุดท้ายนั้นขึ้นอยู่กับรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งผู้พิพากษา คณะลูกขุน และเพชฌฆาตในเวลาเดียวกัน

    ปัญหาที่ซับซ้อนยิ่งกว่านั้นคือ สงครามการค้าของทรัมป์ยังคงดำเนินต่อไป โดยกำแพงภาษีของเขามีความซับซ้อน พุ่งเป้าเฉพาะเจาะจง และถูกจัดตั้งเป็นระบบระเบียบมากยิ่งขึ้น คาดว่า USTR จะเปิดเผยข้อค้นพบจากการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 อีกชุดหนึ่งที่แยกต่างหาก ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ปัญหาความจุการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural overcapacity) และการผลิตล้นตลาดใน 16 เขตเศรษฐกิจในปลายเดือนนี้ ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวอาจมีการเสนอให้จัดเก็บภาษีเพิ่มเติมในระดับรายภาคอุตสาหกรรม (Sector-focused tariffs) โดยอิงตามข้อค้นพบดังกล่าว

    ด้วยเหตุนี้ ภูมิทัศน์การค้าโลกจึงต้องเผชิญกับความท้าทาย ในขณะที่กรอบโครงสร้างด้านภาษีของสหรัฐฯ ที่มีความแข็งแกร่งคงทนยิ่งขึ้นกำลังถูกก่อร่างสร้างตัว และนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่มีท่าทีแบบสายเหยี่ยวและแข็งกร้าวยิ่งกว่าเดิมกำลังรออยู่เบื้องหน้า

    บทวิเคราะห์: เป็นข่าวจากสำนักข่าวไต้หวันซึ่งนับว่าเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ มากที่สุดรายหนึ่ง ซึ่งแม้จะใกล้ชิดเพียงใด ก็ไม่ได้รับการยกเว้นใดๆ แต่ก็ยังได้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่จะถูกบังคับใช้มาตรการภาษีในอัตราที่ย่อมเยากวิอีกกลุ่มหนึ่งที่ประเทศไทยเราถูกจัดให้อยู่ โดยสรุปแล้ว สหรัฐฯ มีแผนจะกำหนดอัตราภาษ๊นำเข้า ใน 2 อัตราที่แตกต่างกันสำหรับทั้ง 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งจะถูกเรียกเก็บในอัตราร้อยละ 10 และอีกกลุ่มหนึ่งจะถูกเรียกเก็บในอัตราร้อยละ 12.5 

    กระบวนการนี้เริ่มต้นมาจาก เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR ได้ออกประกาศผลการพิจารณาและข้อเสนอมาตรการตอบโต้ภายใต้การสอบสวน Section 301 ในประเด็น “การกระทำ นโยบาย และแนวปฏิบัติของเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความล้มเหลวในการกำหนดและบังคับใช้ข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ” ครอบคลุม 60 เขตเศรษฐกิจ โดย USTR พิจารณาว่า การกระทำ นโยบาย และแนวปฏิบัติที่ระบุไว้นั้นไม่สมเหตุสมผล และสร้างภาระหรือจำกัดการค้าของสหรัฐฯ จึงเข้าข่ายดำเนินการได้ภายใต้ Section 301(b) สำหรับทั้ง 60 เขตเศรษฐกิจที่อยู่ภายใต้การสอบสวน

    สำหรับมาตรการตอบโต้ USTR เสนอให้จัดเก็บภาษีเพิ่มเติมตามมูลค่าของสินค้า (ad valorem) จากสินค้านำเข้าจากทุกเขตเศรษฐกิจที่อยู่ภายใต้การสอบสวน ในอัตราร้อยละ 10 หรือร้อยละ 12.5 โดยมีข้อยกเว้นสำคัญหลายประการ ทั้งในด้านสินค้าและความตกลงการค้า USTR เปิดรับความเห็นต่อข้อเสนอภาษีดังกล่าวจนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 และจะจัดการไต่สวนสาธารณะในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569

    USTR เสนอให้จัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 10 หรือร้อยละ 12.5 สำหรับสินค้านำเข้าจากแต่ละประเทศ โดยอ้างอิงจากผลการพิจารณาของ USTR เกี่ยวกับระดับความคืบหน้าที่แต่ละประเทศดำเนินการในการบังคับใช้ข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ

    1. ภาษีร้อยละ 10: ใช้กับประเทศที่ถูกจัดอยู่ภายใต้ผลการพิจารณา 3 กลุ่ม ได้แก่
      1. เขตเศรษฐกิจที่มีการกำหนดข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ แต่ไม่ได้บังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ แคนาดา เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เม็กซิโก และปากีสถาน
      2. เขตเศรษฐกิจที่ดำเนินข้อผูกพันภายใต้ความตกลงการค้าต่างตอบแทนของตนเกี่ยวกับข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ได้แก่ อาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไต้หวัน
      3. เขตเศรษฐกิจที่มีระบบที่มีผลในการป้องกันการนำเข้าสินค้าบางประเภทที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับไว้เพียงบางส่วน ซึ่งได้แก่ สหราชอาณาจักร
    2. ภาษีร้อยละ 12.5: จะบังคับใช้กับเขตเศรษฐกิจที่ล้มเหลวในการกำหนดและบังคับใช้ข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ แอลจีเรีย แองโกลา ออสเตรเลีย บาฮามาส บาห์เรน บราซิล ฮ่องกง จีน ชิลี โคลอมเบีย คอสตาริกา สาธารณรัฐโดมินิกัน อียิปต์ กายอานา ฮอนดูรัส อินเดีย อิรัก อิสราเอล ญี่ปุ่น จอร์แดน คาซัคสถาน คูเวต ลิเบีย โมร็อกโก นิวซีแลนด์ นิการากัว ไนจีเรีย นอร์เวย์ โอมาน เปรู ฟิลิปปินส์ กาตาร์ รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ ศรีลังกา สวิตเซอร์แลนด์ ตรินิแดดและโตเบโก ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อุรุกวัย เวเนซุเอลา เวียดนาม ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย

    โดยในขณะนี้ USTR ยังไม่มีรายละเอียดครบถ้วนเกี่ยวกับวิธีการหรือกำหนดเวลาที่จะนำภาษีดังกล่าวมาบังคับใช้ USTR มีแนวโน้มที่จะระบุข้อมูลทางเทคนิคในการบังคับใช้และวันที่มาตรการมีผลใช้บังคับไว้ในประกาศมาตรการฉบับสุดท้าย

    ข้อยกเว้นที่ที่ได้รับการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาและการซ้อนทับของภาษี

    ในลักษณะเดียวกับภาษีที่รัฐบาลทรัมป์เพิ่งกำหนดภายใต้ Section 122 ของ Trade Act of 1974 และ International Emergency Economic Powers Act หรือ IEEPA USTR เสนอข้อยกเว้นในวงกว้างหลายประการจากภาษี Section 301 ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ ได้แก่

    • สื่อข้อมูล สิ่งของบริจาค และสัมภาระที่ผู้เดินทางนำติดตัว

    • สินค้าทั้งหมดและชิ้นส่วนของสินค้าที่อยู่ภายใต้ภาษีรายสาขาต่าง ๆ ที่กำหนดตาม Section 232 ของ Trade Expansion Act of 1962 ปัจจุบัน ภาษี Section 232 ครอบคลุมทองแดง เหล็ก อะลูมิเนียม ยา ผลิตภัณฑ์ไม้ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลและชิ้นส่วน ตลอดจนรถบรรทุกและชิ้นส่วน นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังอยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดภาษี Section 232 ต่อเซมิคอนดักเตอร์ แร่สำคัญ เครื่องบินพาณิชย์ อากาศยานไร้คนขับ อากาศยานไร้คนขับ โพลีซิลิคอน กังหันลม ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ และเครื่องจักรอุตสาหกรรม

    • สินค้าที่มีคุณสมบัติได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ความตกลงสหรัฐฯ–เม็กซิโก–แคนาดา หรือ USMCA

    • สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจากคอสตาริกา สาธารณรัฐโดมินิกัน เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส หรือนิการากัว ที่มีคุณสมบัติได้รับสิทธิพิเศษภายใต้กฎ yarn-forward ของความตกลงการค้าเสรีสาธารณรัฐโดมินิกัน–อเมริกากลาง หรือ CAFTA-DR

    • ข้อเสนอให้ลดภาษีสำหรับสินค้านำเข้าประเภทเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอบางรายการ โดยพิจารณาจากมูลค่าฝ้ายและสิ่งทอที่ผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งประเทศเหล่านั้นนำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งดูเหมือนมีเป้าหมายสำหรับประเทศคู่ค้าที่ไม่อยู่ภายใต้ CAFTA-DR ทั้งนี้ รายละเอียดของข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้ระบุไว้ในประกาศ

    • สินค้าที่ระบุไว้โดยเฉพาะในบัญชีข้อยกเว้นใน Annex A ของประกาศ โดยบัญชี Annex A ที่เสนอนั้นเหมือนกับบัญชีข้อยกเว้น Annex II ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันสำหรับภาษี Section 122 ทั่วโลกในอัตราร้อยละ 10 บัญชีดังกล่าวครอบคลุมสินค้าอาหารและเกษตรหลายรายการ ผลิตภัณฑ์พลังงาน วัตถุดิบและทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่มีอยู่ในปริมาณเพียงพอในสหรัฐฯ ตลอดจนเครื่องบินพลเรือนและชิ้นส่วน รวมถึงอากาศยานไร้คนขับ เป็นต้น

    ประกาศดังกล่าวไม่ได้ให้รายละเอียดทางเทคนิคว่า ข้อยกเว้นสำหรับสื่อข้อมูล สิ่งของบริจาค และสัมภาระที่ผู้เดินทางนำติดตัว ข้อยกเว้นสำหรับภาษี Section 232 หรือข้อยกเว้นภายใต้ USMCA จะดำเนินการอย่างไร อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ได้รวมข้อยกเว้นลักษณะคล้ายกันไว้ทั้งในภาษีภายใต้ IEEPA และภาษี Section 122 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และโครงสร้างของข้อยกเว้นเหล่านั้นมีแนวโน้มจะเป็นกรอบอ้างอิงต่อสิ่งที่ USTR กำลังพัฒนาสำหรับมาตรการนี้

    นอกจากนี้ ประกาศดังกล่าวไม่ได้ระบุว่า ภาษี Section 301 เหล่านี้จะ “ซ้อนทับ” กับภาษี Section 301 อื่น ๆ ที่ USTR กำลังพิจารณาอยู่ด้วยหรือไม่ หากไม่มีคำแนะนำเป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากที่ USTR ชี้ชัดไว้ เช่น ข้อความในประกาศนี้ที่ระบุว่าสินค้าที่อยู่ภายใต้ภาษี Section 232 จะได้รับการยกเว้นจากภาษี Section 301 หลักทั่วไปคือ ภาษีจะซ้อนทับกัน

    การเปิดรับความเห็นสาธารณะต่อมาตรการดังกล่าว

    USTR เชิญชวนให้ส่งความเห็นต่อข้อเสนอ และจะจัดการไต่สวนสาธารณะ แฟ้มรับความเห็นเปิดตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน ถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สนใจเข้าร่วมการไต่สวนสาธารณะในวันที่ 7 กรกฎาคม ควรยื่นคำขอเข้าร่วมภายในวันที่ 22 มิถุนายน 2569

    ประกาศของ USTR ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการส่งความเห็น โดย USTR สนใจเป็นพิเศษต่อความเห็นเกี่ยวกับสินค้าที่ควรรวมอยู่ในขอบเขตของมาตรการหรือควรได้รับการยกเว้น ความเหมาะสมของสินค้าที่ระบุใน Annex A ว่าควรได้รับการยกเว้นหรือไม่ ระดับภาษีที่เสนอ การพิจารณาว่าควรมีอัตราภาษีแตกต่างกันหรือไม่สำหรับประเทศที่ยืนยันว่าจะกำหนดและบังคับใช้ข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ประเทศที่ได้กำหนดข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ หรือประเทศที่ได้กำหนดข้อห้ามบางส่วน ตลอดจนการออกแบบสิทธิพิเศษด้านภาษีสำหรับสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และความเป็นไปได้ในการพัฒนากลไกลักษณะเดียวกันสำหรับกรณีอื่นๆ

    วันที่สำคัญๆ สำหรับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ

    • 2 มิถุนายน 2569: เปิดแฟ้มรับความเห็น

    • 22 มิถุนายน 2569: กำหนดเส้นตายสำหรับคำขอเข้าร่วมการไต่สวน

    • 6 กรกฎาคม 2569: กำหนดเส้นตายสำหรับการส่งความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษร

    • 7 กรกฎาคม 2569: วันแรกของการไต่สวนสาธารณะ ซึ่งจะดำเนินต่อไปในวันถัด ๆ ไป หากจำเป็น

    • ห้าวันหลังจากวันสุดท้ายของการไต่สวนสาธารณะ: กำหนดเส้นตายสำหรับการส่งความเห็นโต้แย้งหลังการไต่สวน

    ภาษีที่เสนอจะได้รับการสรุปและบังคับใช้หลังจาก USTR ดำเนินกระบวนการรับฟังความเห็นสาธารณะและการไต่สวนเสร็จสิ้น USTR น่าจะตั้งใจให้พร้อมจัดเก็บภาษีภายใต้มาตรการนี้ภายในเวลาที่ภาษี Section 122 ทั่วโลกในอัตราร้อยละ 10 สิ้นสุดลงในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ประกาศไม่ได้กล่าวถึงว่าภาษีจะถูกบังคับใช้ทันทีหรือจะมีระยะผ่อนผันสำหรับสินค้าที่อยู่ระหว่างขนส่งทางเรือหรือไม่

    การแทนที่ภาษี IEEPA ด้วยภาษี Section 301

    USTR เริ่มการสอบสวน Section 301 ในประเด็นแรงงานบังคับเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 โดยเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่กว้างขึ้นในการสร้างภาษีฐาน IEEPA ขึ้นใหม่ หลังจากศาลสูงสุดวินิจฉัยเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าภาษีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ USTR จะเริ่มการสอบสวน Section 301 ประธานาธิบดีทรัมป์ และ USTR ได้อธิบายแผนดังกล่าวผ่านถ้อยแถลงสาธารณะหลายครั้ง ตามข้อมูลของรัฐบาลทรัมป์ แผนดังกล่าวคือการสร้างภาษี IEEPA ขึ้นใหม่โดยใช้อำนาจทางกฎหมายทางเลือก 2 ช่องทาง ได้แก่

    Section 122 ของ Trade Act of 1974: ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กำหนดภาษีทั่วโลกชั่วคราวในอัตราร้อยละ 10 ต่อสินค้านำเข้าจากทุกประเทศภายใต้ Section 122 ในฐานะมาตรการระยะสั้นเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 ภาษี Section 122 สามารถบังคับใช้ได้อย่างรวดเร็ว แต่มีข้อจำกัดด้านระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 150 วัน และอัตราภาษีสูงสุดไม่เกินร้อยละ 15

    Section 301 ของ Trade Act of 1974: ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งการให้ USTR เริ่มการสอบสวน Section 301 ชุดใหม่ที่มุ่งเป้าไปยังคู่ค้าของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นฐานทางกฎหมายสำหรับภาษีระยะยาว ต่างจาก Section 122 ภาษี Section 301 ไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดเชิงปฏิบัติด้านระยะเวลาหรืออัตราภาษีในลักษณะเดียวกัน

    แนวทางสองขั้นตอนนี้ทำให้สามารถบังคับใช้ภาษีได้อย่างรวดเร็วภายใต้ Section 122 ขณะเดียวกันก็ใช้ช่วงเวลา 150 วันในการพัฒนาและบังคับใช้ภาษี Section 301 ในฐานะมาตรการทางการค้าระยะยาว

    มาตรการตอบโต้ที่ USTR เสนอภายใต้ Section 301 ด้านแรงงานบังคับนี้ โดยผลแล้ว จะเป็นการฟื้นระดับภาษีพื้นฐานที่เคยใช้ภายใต้ภาษี IEEPA สำหรับคู่ค้าที่มีสัดส่วนรวมกันมากกว่าร้อยละ 99 ของสินค้านำเข้าสหรัฐฯ ควบคู่กับการสอบสวนสินค้านำเข้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ USTR ยังได้เริ่มการสอบสวน Section 301 ในประเด็น “กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างและการผลิตในภาคการผลิต” ของคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด 16 รายของสหรัฐฯ ซึ่งผลการพิจารณาน่าจะใกล้ประกาศแล้ว USTR ยังดำเนินการสอบสวน Section 301 รายประเทศอีก 2 กรณี ได้แก่ กรณีเวียดนามในประเด็น “การกระทำ นโยบาย และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองและการบังคับใช้ทรัพย์สินทางปัญญา” ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 และกรณีบราซิลในประเด็น “การกระทำ นโยบาย และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการค้าดิจิทัลและบริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ภาษีที่ไม่เป็นธรรมและให้สิทธิพิเศษ การบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการทุจริต การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การเข้าถึงตลาดเอทานอล และการตัดไม้ทำลายป่าที่ผิดกฎหมาย” ซึ่ง USTR ได้ออกผลการพิจารณาและข้อเสนอให้จัดเก็บภาษีร้อยละ 25 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569

    USTR อาจเริ่มการสอบสวน Section 301 เพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้ เมื่อ USTR อธิบายแผนการแทนที่ภาษี IEEPA ด้วยมาตรการฐาน Section 301 เป็นครั้งแรก USTR ระบุว่ากำลังพิจารณาการสอบสวนในประเด็น “แนวปฏิบัติด้านการกำหนดราคายา การเลือกปฏิบัติต่อบริษัทเทคโนโลยีและสินค้าและบริการดิจิทัลของสหรัฐฯ ภาษีบริการดิจิทัล มลพิษทางทะเล และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอาหารทะเล ข้าว และสินค้าอื่น ๆ” อีกด้วย

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ: สำหรับผู้ส่งออกไทย คงจะต้องเตรียมพร้อมรับมือมาตรการต่างๆ ที่จะออกมาเร็วๆ นี้ แม้จะต้องมีกระบวนการต่างๆ และขั้นตอนชัดเจนที่ต้องใช้เวลาไปอีกสักระยะหนึ่ง แต่เชื่อได้ว่าทันทีที่สรุปเสร็จ การเริ่มกระบวนการจัดเก็บนั้นเกิดขึ้นได้ทันที แม้จะยังไม่มีรายละเอียดใดๆ ที่สำนักข่าวใดหยิบยกมาวิเคราะห์วิจารณ์ เกี่ยวกับสินค้าอาหารทะเล ข้าว และสินค้าอื่นๆ ที่ USTR ได้เอ่ยถึงไว้ท้ายที่สุด แต่ก็ใช่ว่าจะวางใจและเชื่อได้ว่ายังมีเวลาอีกนาน ผู้ส่งออกไทยอาจใช้ประเด็นดังกล่าวกระตุ้นเตือนผู้ซื้อขาประจำให้พึงสังวรณ์ไว้ และเร่งสั่งซื้อเสียโดยเร็ว ในขณะที่ยังไม่มีใครแตะ ก็น่าจะปลอดภัยกว่า

    ที่น่าแปลกใจเป็นพิเศษ ก็ตรงที่เพื่อนบ้านประเทศอาเซียนของเรากันเองหลายประเทศ อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และแม้แต่กัมพูชา ก็กลับได้รับการจัดกลุ่มให้อยู่ในกลุ่มที่จะถูกเรียกเก็บภาษีที่ร้อยละ 10 ในขณะที่ประเทศไทย เวียดนามและแม้แต่สิงคโปร์ รวมถึงบรรดาประเทศมหามิตรของสหรัฐฯ อาทิ อิสราเอล ญี่ปุ่น คูเวต นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอุรุกวัย แล้วยังมี เวเนซุเอลา ที่สหรัฐฯ แทบจะเข้าไปครอบครองไว้อย่างเบ็ดเสร็จแล้วด้วย กลับถูกกำหนดให้อยู่ในกลุ่มที่จะต้องเสียภาษีนำเข้าร้อยละ 12.5 ด้วยกัน การพิจารณาคงมีรายละเอียดและการปรับเปลี่ยนอีกหลายระลอกอย่างแน่นอน

    *********************************************************

    ที่มา: Taipei Times
    เรื่อง: “Something hawkish this way comes”
    โดย: บทบรรณาธิการ
    สคต. ไมอามี /วันที่ 9 มิถุนายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hs6v5vpyghnta5ciotq2gzfb&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bhnOF2Iq9NYN5EpcMpbD8

  • มัลลิกาหาเสียง ตลาดยิ่งเจริญ ชูนโยบายเศรษฐกิจฐานราก-เพิ่มกำลังซื้อ

    มัลลิกาหาเสียง ตลาดยิ่งเจริญ ชูนโยบายเศรษฐกิจฐานราก-เพิ่มกำลังซื้อ

    มัลลิกาหาเสียง ตลาดยิ่งเจริญ ชูนโยบายเศรษฐกิจฐานราก-เพิ่มกำลังซื้อ

    วันนี้, 14:58น.

              ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 นำคาราวานรถแห่ลงพื้นที่พบปะประชาชนในเขตบางเขน บริเวณย่านสะพานใหม่ ตลาดยิ่งเจริญ และต่อเนื่องไปยังพื้นที่เขตสายไหม ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการ และประชาชนที่ออกมาร่วมให้กำลังใจตลอดเส้นทาง ดร.มัลลิกา กล่าวว่า พื้นที่บางเขน สะพานใหม่ และสายไหม ถือเป็นย่านเศรษฐกิจและชุมชนขนาดใหญ่ที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น แต่ยังคงเผชิญปัญหาหลายด้านที่ประชาชนร้องเรียนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัญหาการเดินทาง ระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่เพียงพอ ไฟส่องสว่างในบางพื้นที่ยังไม่ครอบคลุม รวมถึงปัญหาสาธารณูปโภคที่เกิดซ้ำซากและยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน

              มัลลิกา ได้ประกาศแนวทางพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน ส่งเสริมตลาดชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมผลักดันการขยายเส้นทางและเพิ่มความถี่ของรถโดยสารสาธารณะ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเดินทางเชื่อมต่อเข้าสู่ศูนย์กลางเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเสนอแผนยกระดับความปลอดภัยของเมืองผ่านการเพิ่มไฟส่องสว่างอัจฉริยะในจุดเสี่ยง จุดเปลี่ยว และเส้นทางสัญจรสำคัญ พร้อมติดตั้งระบบเทคโนโลยีสนับสนุนการดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นใจ

              “กรุงเทพฯ ต้องเป็นเมืองที่ประชาชนใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย เดินทางสะดวก และมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้น เราจะไม่ปล่อยให้ปัญหาที่เกิดซ้ำซากกลายเป็นเรื่องปกติอีกต่อไป ผู้ว่าฯ ต้องลงพื้นที่ รับฟัง และลงมือแก้ปัญหาจริง

    #เลือกผู้ว่าฯ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/162117&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dP-HQ5VVGMHRY1brZSVxB

  • อบจ.อุดรธานี ผนึกทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ดันลงทุน-โครงสร้างพื้นฐาน

    อบจ.อุดรธานี ผนึกทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ดันลงทุน-โครงสร้างพื้นฐาน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/local-politics/153408&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Hlnqiuia1vUAerPMZ06PA

  • หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมบรรยาย “NEXT NORTH : ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนวัตกรรมภูมิภาค ของหน่วยงานในพื้นที่”

    หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมบรรยาย “NEXT NORTH : ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนวัตกรรมภูมิภาค ของหน่วยงานในพื้นที่”

    หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมบรรยาย “NEXT NORTH : ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนวัตกรรมภูมิภาค ของหน่วยงานในพื้นที่” ผ่านกิจกรรม “NIA Portfolio Symposium 2026”

    วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ผู้แทนหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ โดย นายอาคม สุวรรณกันธา รองประธานกรรมการ ร่วมบรรยายในหัวข้อ “NEXT NORTH : ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนวัตกรรมภูมิภาคของหน่วยงานในพื้นที่” ผ่านกิจกรรมสร้างเครือข่ายในพื้นที่ภูมิภาคเหนือ (NIA Portfolio Symposium) ครั้งที่ 3 จัดขึ้นโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับเครือข่ายนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมทางการเกษตรสำหรับบัณฑิตผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มีผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรม จาก 17 จังหวัดภาคเหนือ เข้าร่วมมากกว่า 30 กิจการ ณ Wintree City Resort Chiang Mai

    ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวเปิดกิจกรรม และกล่าวถึงพันธกิจหลักของ NIA ในการเสริมสร้างระบบนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อยกระดับความสามารถทางนวัตกรรมและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น “ชาตินวัตกรรม” สะท้อนให้เห็นผ่านการยกระดับอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index) ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการผลักดันระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยให้เติบโต โดย NIA ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนและเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทย สามารถปรับตัวรับมือกับความผันผวนและวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านกลยุทธ์ GROOM – GRANT – GROWTH – GLOBAL นอกจากนี้ยังกล่าวต่อว่า “NIA ให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการที่ผ่านการสนับสนุนจากกลไกต่างๆของ NIA อย่างใกล้ชิด เพื่อนำมาพัฒนากระบวนการทำงาน และกลไกการส่งเสริมและสนับสนุนให้ตอบโจทย์ความต้องการของดำเนินธุรกิจนวัตกรรมได้ดีมากยิ่งขึ้น”

    ดร.สุรอรรถ ศุภจัตุรัส รองผู้อำนวยการด้านการเงินนวัตกรรม ได้แนะนำ 9 กลไกสนับสนุนทางการเงินของ NIA ซึ่งเป็นการสนับสนุนเงินทุนแก่ผู้ประกอบการนวัตกรรมวิสาหกิจเริ่มต้น วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม วิสาหกิจเพื่อสังคม ที่ต้องการพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ โดยแบ่งการสนับสนุนเป็นทุนนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ และทุนนวัตกรรมรายพื้นที่ และได้รับเกียรติจากหน่วยงานเครือข่ายในพื้นที่ ประกอบด้วย สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ อุทยานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเกษตรและอาหาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ศูนย์นวัตกรรมอาหารและบรรจุภัณฑ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคม ประจำพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 1 วิทยาลัยพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีชุมชนเอเชีย (adiCET) มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่ได้มาร่วมแนะนำหน่วยงานและกลไกการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรม

    ทั้งนี้ ในส่วนของหอการค้าฯ ได้แนะนำบทบาท และภารกิจขององค์กรที่จะแนวทางการส่งเสริมผู้ประกอบการ การพัฒนาสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่

    นอกจากนี้ ภายในงานมีกิจกรรมเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการที่ได้รับทุนในภูมิภาคเหนือ โดยมีคณะอนุกรรมการพิจารณาและกลั่นกรองโครงการนวัตกรรม ยกระดับภูมิภาค และคณะทำงานพิจารณาและกลั่นกรองโครงการนวัตกรรม ภาคเหนือ ร่วมรับฟังความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะกับผู้ประกอบการ ตลอดจนการจัดแสดงผลงานนวัตกรรมของผู้ประกอบการ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างโอกาสทางธุรกิจ และต่อยอดการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมไทยในอนาคต

    #หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ #CCC25 #YECหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ #YECCM #ChiangmaiForward #NIA #Innovation #Regional #NIAPortfolioSymposium2026

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3949613/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XqIKQhxpWmInjOqKVgqxh

  • ครบ 2 เดือน ‘รัฐบาลอนุทิน’ เช็คผลงาน-มาตรการใหม่ เดิมพันเศรษฐกิจประเทศ

    ครบ 2 เดือน ‘รัฐบาลอนุทิน’ เช็คผลงาน-มาตรการใหม่ เดิมพันเศรษฐกิจประเทศ

    ครบรอบ 2 เดือนเต็มสำหรับการเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หลังจากได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ไปเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 และเริ่มประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ วันที่ 11 เมษายน 2569 ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล

    คลอดมาตรการแรกรับมือวิกฤต

    ตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” ได้ออกมาตรการเร่งด่วนเฉพาะหน้า ภายหลังเกิดวิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง นับเป็นความท้าทายตั้งแต่ก้าวแรกของการเข้ามาบริหารประเทศ โดยในการประชุมครม. นัดแรกวันที่ 11 เมษายน 2569 ที่ประชุมมีมติสำคัญออกมาหลายเรื่องเพื่อช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยอนุมัติงบกลางกว่า 7,742 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ

    1. ดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยใช้งบกลาง 6,022.85 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 4,700 ล้านบาท อย่างต่อเนื่องในปีงบฯ 2569 ต่อไป และสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มเปราะบางตามมติ ครม. (26 มีนาคม 2569) จำนวน 1,322.85 ล้านบาท

    2. มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง ใช้งบกลาง 1,458 ล้านบาท  และจะใช้งบฯ จากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) อีก 601 ล้านบาทเพื่อสมทบมาตราการนี้ ซึ่งจะดูแลรถจำนวน 467,507 คัน โดยการโอนเงิน จะเป็นการจ่ายผ่านพร้อมเพย์ แก่ผู้ประกอบการที่มีชื่อในระบบของกระทรวงคมนาคม และจะมีการเปิดให้แจ้งข้อมูลในลำดับต่อไป

    นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ครั้งที่ 1/2569 ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 11 เมษายน 2569

    3. มาตรการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน โดยใช้งบกลาง 260.60 ล้านบาท ผ่าน 3 โครงการสำคัญ คือ 1. โครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตในราคาประหยัด 2. โครงการ “เยียยวยาลดค่าครองชีพประชาชน” ผ่านงานธงฟ้า รถโมบาย และรถพุ่มพวง จัดทั่วประเทศ และ 3. โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 

    เร่งทำงบประมาณทันตามกำหนด

    ในช่วงแรกของการเข้ามาบริหารประเทศ รัฐบาลยังดำเนินมาตรการสำคัญนั่นคือ การเร่งรัดการจัดทำงบประมาณและการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยปรับลดระยะเวลาให้เร็วขึ้นจากเดิมที่อาจล่าช้าประมาณ 2 เดือน ให้กลับมาดำเนินการได้ทันกรอบระยะเวลางบประมาณ คือ เริ่มใช้งบประมาณใหม่ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

    สาระสำคัญของการจัดทำงบประมาณปี 2570 เน้นแก้ปัญหาประชาชน ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ และใช้แนวคิดงบประมาณฐานศูนย์ ทบทวนความจำเป็นของทุกโครงการ พร้อมเปิดใช้แหล่งเงินทางเลือก เช่น การร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อลดภาระงบประมาณของประเทศ

    พร้อมทั้งปรับปรุงการมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 9 แผนงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี นัดแรก วันที่ 11 เมษายน 2569

    ประกาศพลังงานวาระแห่งชาติ

    ช่วงปลายเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวน และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว โดยกำหนดมาตรการสำคัญเพื่อบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 

    ต่อมาในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) นัดแรก ยังเห็นชอบการปรับปรุงนโยบายอัตราค่าไฟฟ้าสาหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย โดยปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive rate) สำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ภายในเดือนมิถุนายน 2569 และปรับปรุงอัตราการใช้ไฟฟ้าที่มากกว่า 200 หน่วยขึ้นไปเป็นอัตราที่สะท้อนและส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

    ส่วนการส่งเสริม Solar Rooftop ภาคประชาชน กพช.ยังเห็นชอบแนวทางการส่งเสริมฯ ในรูปแบบ Net Billing โดยกำหนดเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินปริมาณ 500 MW ปริมาณพลังงานไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ (kW) ต่อมิเตอร์รับซื้อไฟฟ้า กำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่จำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบ 2.20 บาทต่อหน่วย ระยะเวลารับซื้อ 10 ปี

    พร้อมทั้งมอบหมายให้ กกพ. ดำเนินการออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาสำหรับภาคประชาชน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 รวมถึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) และอุปกรณ์รองรับ เพื่อให้ระบบไฟฟ้าสามารถรองรับโครงการได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ

    ออกพรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

    ช่วงต้นเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยนายกฯ ระบุว่าพ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็นทั้งเครื่องมือในการพาประเทศผ่านวิกฤต และเป็นการวางรากฐานเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยยังคงรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด 

    แนวทางการแก้ปัญหาในครั้งนี้ ไม่ได้จะทำให้ปัญหาที่เป็นวิกฤตของโลกนั้นหายไป แต่จะทำให้คนไทยมีแรงรับมือกับปัญหาได้ดีขึ้น และเป็นการประคับประคองพี่น้องของเราที่มีกำลังน้อยกว่า ให้สามารถเดินฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน อีกทั้งยังจะทำให้ประเทศไทยของเรามีความเข้มแข็งขึ้น และมีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับปัญหาในอนาคต

    นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะรัฐมนตรีแถลงเรื่องพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 5 พฤษภาคม 2569

    เปิดทำเนียบคุยเจ้าสัว

    ช่วงกลางเดือนพ.ค.มีงานใหญ่เกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี เชิญผู้บริหารระดับสูง หรือกลุ่มเจ้าสัว จากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญเข้าร่วม เช่น ายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) 

    ทั้งนี้เพื่อเปิดรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงแนวทางการทำงานและอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจให้มากที่สุด เพื่อให้การประกอบธุรกิจในประเทศไทยเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งต่อผู้ประกอบการ ประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม โดยรัฐบาลจะจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. พร้อมสร้างระบบ Dashboard ติดตามผลทุกมาตรการ และนัดประเมินผลร่วมกันภายใน 6 เดือน เพื่อให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง

    นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ณ ตึกภักดีบดินทร์ และร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 15 พฤษภาคม 2569

    อนุมัติไทยช่วยไทย พลัส 

    ไม่นานจากนั้น การประชุมครม. ช่วงกลางเดือนพ.ค.ก็ได้อนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพประชาชนและรักษาไม่ให้กำลังซื้อลดลงมากเกินไป โดยรัฐบาลจะช่วยเหลือประชาชนกว่า 43 ล้านคน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 ผ่านการใช้เงินจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงินรวมกว่า 1.7 แสนล้านบาท

    สำหรับการช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

    1.การช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนประมาณ 13.2 ล้านคน ซึ่งรัฐจะให้เงินเพิ่มอีกเดือนละ 700 บาท จากเดิมได้ 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน และในช่วงระหว่างนี้กระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย จะร่วมกันปรับปรุงฐานข้อมูลเพื่อให้มีความแม่นยำและเปิดลงทะเบียนใหม่เพื่อให้กลุ่มที่ตกหล่นสามารถเข้าถึงสิทธิ์ได้

    2.การช่วยเหลือคนชั้นกลางและมนุษย์เงินเดือนที่ประสบปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้น ผ่าน ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 โดยใช้หลักการรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% เพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายประจำวันในวงเงินคนละ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 4 เดือน โดยเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. เริ่มรับสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.เป็นต้นไป 

    3.การช่วยต่อลมหายใจให้ร้านค้าและธุรกิจรายย่อยทั่วประเทศโดยเน้นการเติมสภาพคล่องและเติมสายป่านให้ผู้ขายรายเล็กสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

    เปิดลงทะเบียนบัตรคนจน

    ต่อมาช่วงต้นเดือนมิ.ย. ครม.มีมติเห็นชอบการดำเนินการโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 กำหนดกลุ่มเป้าหมาย 14.14 ล้านคน ทั้งผู้มีบัตรเดิม และผู้ไม่มีบัตรมาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ตกหล่น โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้ภาครัฐมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน

    เปิดยืนยันสิทธิ์ตั้งแต่ 4 มิ.ย. 2569 เริ่มให้ผู้ถือบัตรเดิม 13.18 ล้านคน ยืนยันสิทธิ์ผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ แอปเป๋าตัง แอปทางรัฐ เว็บไซต์โครงการ ตู้ ATM และสาขาธนาคารรัฐ จากนั้นกระทรวงการคลังจะตรวจสอบกับฐานข้อมูลกว่า 40 หน่วยงาน ก่อนประกาศผล 17 กรกฎาคม และเปิดอุทธรณ์ถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม โดยส่งเอกสารเพิ่มเติมได้ถึง 16 สิงหาคม คาดสรุปรายชื่อผู้มีสิทธิ์ทั้งหมดภายในเดือนกันยายน

    ผู้ถือบัตรปัจจุบันยังคงได้รับเงินตามปกติในเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม แต่หากไม่ผ่านเกณฑ์รอบใหม่ จะถูกระงับสิทธิ์ตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ทั้งนี้รัฐบาลจะไม่เรียกคืนเงินที่ได้รับไปแล้ว อย่างไรก็ตามยังมีกลุ่มตกหล่นที่ยังไม่ได้ร่วมโครงการ รัฐบาลได้มอบหมายกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพม. สำรวจกลุ่มตกหล่น ก่อนเปิดลงทะเบียนใหม่อีกครั้ง

    รองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทัณประภาศ เป็นประธานการแถลงข่าว โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส บรรเทาภาระค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจฐานราก ฝ่าวิกฤตพลังงานไปด้วยกัน” ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล 19 พฤษภาคม 2569

    จับตาโครงการใหม่ในอนาคต

    ส่วนมาตรการอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการผลักดันของรัฐบาล ส่วนใหญ่เน้นระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ล่าสุดได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแลนด์บริดจ์ โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธานกรรมการ เพื่อศึกษาทบทวนความคุ้มค่าและผลกระทบต่าง ๆ 

    ขณะเดียวกันยังมีแนวคิดการบริหารรถไฟฟ้ารายเดียว (Single Ownership) ของรัฐบาล ด้วยแนวทางการโอนสิทธิ์การบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าทุกสีและทุกสายในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ให้มาอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าร่วมกันรองรับนโยบายตั๋วร่วม โดยใช้สูตรโครงสร้างราคา 17-45 บาทต่อเที่ยว ซึ่งโมเดลใหม่นี้จะครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกเส้นทาง จากเดิมที่มีการปรับรูปแบบจ่ายค่าโดยสารราคาเหมา 40 บาทต่อวัน 

    ด้านการค้า รัฐบาลเตรียมเร่งเดินหน้า FTA เพื่อเปิดตลาดใหม่และดึงดูดการลงทุน โดยอยู่ระหว่างเร่งปิดดีลสำคัญ ได้แก่ ไทย–EU ไทย–เกาหลีใต้ และอาเซียน–แคนาดา ตั้งเป้าสรุปภายในปี 2569 ขณะเดียวกัน FTA ไทย–EFTA ที่ลงนามแล้ว ตั้งเป้ามีผลใช้บังคับ 1 มกราคม 2570 จะช่วยขยายการเข้าถึงตลาดรายได้สูง และยกระดับมาตรฐานการค้าไทย

    ส่วน FTA ไทย–ศรีลังกา ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการให้มีผลใช้บังคับ จะช่วยเชื่อมโยงการค้าในเอเชียใต้และขยายฐานตลาดภูมิภาค

    เช่นเดียวกับการผลักดันโครงการ TH-AI Passport เพื่อสร้างระบบนิเวศด้าน AI ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ล่าสุดโครงการอยู่ระหว่างการพิจารณา ภายใต้ประเด็นข้อถกเถียงและเป็นที่จับตาของสังคมอย่างกว้างขวาง

    นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งจะมีโครงการต่าง ๆ ถูกผลักดันออกมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การใช้เงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ กรอบวงเงินที่กันไว้อีก 2 แสนล้านบาทอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/661152&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vHu-ilVfbWtRrYd-P-0x8

  • จัดงบ 4.4 พันล้านบาทหนุน ‘ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง’

    จัดงบ 4.4 พันล้านบาทหนุน ‘ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง’

    รัฐบาลเดินหน้าช่วยประชาชนฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ จัดงบกว่า 4,400 ล้านบาท หนุน ‘ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ ลดภาระหนี้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านกว่า 8 ล้านคนทั่วประเทศ

    11 มิ.ย.2569 – นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการบรรเทาภาระค่าครองชีพและแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน โดยเฉพาะการดูแลเศรษฐกิจฐานรากและการเพิ่มสภาพคล่องให้กับครัวเรือนทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีพและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เดินหน้า “โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” เพื่อช่วยเหลือสมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณจำนวนกว่า 4,452 ล้านบาท เพื่อเพิ่มทุนให้แก่กองทุนหมู่บ้าน พร้อมสนับสนุนให้กองทุนปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แก่สมาชิกลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลจะเข้ามาร่วมรับภาระดอกเบี้ยกับประชาชน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ครัวเรือนโดยตรง

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนในระดับชุมชนและชนบท ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลไกชุมชน ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทุนหมู่บ้านในฐานะสถาบันการเงินชุมชนของประชาชน

    ทั้งนี้ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) จะเปิดให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2569 โดยหากกองทุนใดจัดส่งเอกสารครบถ้วนถูกต้อง สทบ. จะเร่งดำเนินการจัดสรรงบประมาณเพิ่มทุนให้โดยเร็ว เพื่อให้สมาชิกได้รับประโยชน์จากการลดภาระดอกเบี้ยอย่างทันท่วงที

    ปัจจุบันประเทศไทยมีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจำนวนกว่า 79,610 กองทุน ครอบคลุมประชาชนมากกว่า 12 ล้านคนทั่วประเทศ และถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในระดับฐานราก โดยคาดว่าโครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง จะช่วยลดภาระทางการเงินและสร้างประโยชน์ให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านได้มากกว่า 8 ล้านคน

    “รัฐบาลมุ่งใช้ทุกกลไกที่มีอยู่ในการช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุด ทั้งการลดภาระหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้ประชาชนสามารถผ่านพ้นความท้าทายทางเศรษฐกิจไปได้อย่างมั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1012160/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0assftrVgcoRu-Rox71vED

  • รัฐบาลอัดงบ 4.4 พันล้าน หนุน ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง

    รัฐบาลอัดงบ 4.4 พันล้าน หนุน ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง

    วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.24 น.

    รัฐบาลเดินหน้าช่วยประชาชนฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ จัดงบกว่า 4,400 ล้านบาท หนุน “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ลดภาระหนี้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านกว่า 8 ล้านคนทั่วประเทศ

    11 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการบรรเทาภาระค่าครองชีพและแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน โดยเฉพาะการดูแลเศรษฐกิจฐานรากและการเพิ่มสภาพคล่องให้กับครัวเรือนทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีพและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เดินหน้า “โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” เพื่อช่วยเหลือสมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณจำนวนกว่า 4,452 ล้านบาท เพื่อเพิ่มทุนให้แก่กองทุนหมู่บ้าน พร้อมสนับสนุนให้กองทุนปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แก่สมาชิกลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลจะเข้ามาร่วมรับภาระดอกเบี้ยกับประชาชน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ครัวเรือนโดยตรง

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนในระดับชุมชนและชนบท ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลไกชุมชน ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทุนหมู่บ้านในฐานะสถาบันการเงินชุมชนของประชาชน

    ทั้งนี้ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) จะเปิดให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศยื่นคำขอเข้าร่วมโครงการในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2569 โดยหากกองทุนใดจัดส่งเอกสารครบถ้วนถูกต้อง สทบ. จะเร่งดำเนินการจัดสรรงบประมาณเพิ่มทุนให้โดยเร็ว เพื่อให้สมาชิกได้รับประโยชน์จากการลดภาระดอกเบี้ยอย่างทันท่วงที

    ปัจจุบันประเทศไทยมีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจำนวนกว่า 79,610 กองทุน ครอบคลุมประชาชนมากกว่า 12 ล้านคนทั่วประเทศ และถือเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในระดับฐานราก โดยคาดว่าโครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง จะช่วยลดภาระทางการเงินและสร้างประโยชน์ให้กับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านได้มากกว่า 8 ล้านคน

    “รัฐบาลมุ่งใช้ทุกกลไกที่มีอยู่ในการช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุด ทั้งการลดภาระหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้ประชาชนสามารถผ่านพ้นความท้าทายทางเศรษฐกิจไปได้อย่างมั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวลลิดา กล่าว

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/970105&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CHMFYYFMxV6ZI-BluMC1A

  • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ค. ทรุด พิษสงคราม ทำคนไม่กล้าใช้เงิน

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ค. ทรุด พิษสงคราม ทำคนไม่กล้าใช้เงิน

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนพฤษภาคม 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (CCI) ปรับตัวลดลงจากระดับ 50.6 มาอยู่ที่ 49.5 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 41 เดือน นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565 เป็นต้นมา

    ปัจจัยหลักมาจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชนในปัจจุบัน

    ดัชนีทุกรายการต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ สะท้อนคนไม่มั่นใจรายได้อนาคต เมื่อเจาะลึกในแต่ละภาคส่วน พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวลดลงทุกรายการ และยังคงเคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่าระดับปกติ (ระดับ 100) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังขาดความมั่นใจอย่างมาก ดังนี้:

    ·       ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม: ลดลงจาก 44.1 มาอยู่ที่ 43.1

    ·       ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำ: ลดลงจาก 48.6 มาอยู่ที่ 47.5

    ·       ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต: ลดลงจาก 59.0 มาอยู่ที่ 57.9

    ·       ดัชนีความเชื่อมั่นในปัจจุบัน: ลดลงจาก 34.7 มาอยู่ที่ 33.6

    ·       ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคต: ลดลงจาก 58.3 มาอยู่ที่ 57.3

    การที่ดัชนีร่วงยกแผงเช่นนี้ สะท้อนว่าผู้บริโภคมองว่าเศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้า ส่งผลให้รายได้ในอนาคตมีความไม่แน่นอนสูง

    จับตาครึ่งปีแรกผู้บริโภครัดเข็มขัด รอดูมาตรการรัฐกู้ชีพเศรษฐกิจ ม.หอการค้าไทย คาดว่าในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ผู้บริโภคจะยังคงเพิ่มความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย เพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามในต่างประเทศว่าจะรุนแรงหรือยุติลงเมื่อใด ตลอดจนเฝ้ารอดูมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจว่าจะเห็นผลเร็วแค่ไหน

    อย่างไรก็ตาม สปอตไลต์จะจับจ้องไปที่ดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนมิถุนายน (เดือนหน้า) ซึ่งจะเป็นเครื่องชี้วัดสำคัญว่าความเชื่อมั่นจะเริ่มตีกลับมาได้หรือไม่ หลังจากที่รัฐบาลเริ่มอัดฉีดเม็ดเงินภายใต้โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป ยาวต่อเนื่องรวม 4 เดือนจนถึงเดือนกันยายน 2569 เพื่อช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-consumer-index-war&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3m7NNflPllQ75WxqvM5IxE

  • ‘ขาดดุลแฝด’ คลัง-เดินสะพัด โอกาสหรือวิกฤตของเศรษฐกิจไทย?

    ‘ขาดดุลแฝด’ คลัง-เดินสะพัด โอกาสหรือวิกฤตของเศรษฐกิจไทย?

    ‘บล.อินโนเวสท์ เอกซ์’ เผยไทยกำลังเผชิญภาวะขาดดุลแฝด จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อรองรับเอฟดีไอ แต่ไม่เป็นวิกฤตจากดุลชำระเงินยังป็นบวก มองเป็นโอกาสระยะยาวสร้างรายได้แก่ประเทศในอนาคต เงินบาทอ่อนค่าช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก

    ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผยว่า กรณีไทยขาดดุลการค้าในระดับสูงกว่า 10,021 ล้านดอลลาร์ ในเดือนเม.ย. 2569 ที่ผ่านมา ประกอบกับการขาดดุลทางการคลังอย่างต่อเนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐนั้น ทำให้เกิดความกังวลในกลุ่มนักลงทุนและประชาชนทั่วไปว่า ไทยอาจกำลังเข้าสู่ “ภาวะขาดดุลแฝด”

    ทั้งนี้ ภาวะขาดดุลแฝดในทางเศรษฐศาสตร์คือการที่ประเทศต้องเผชิญกับภาวะขาดดุลพร้อมกันทั้ง “ดุลการคลัง” และ “ดุลบัญชีเดินสะพัด” โดยมักถูกใช้ในบริบทของความกังวลเนื่องจาก 3 เหตุผลสำคัญ ได้แก่ 1.การขาดดุลในปริมาณมากจะสร้างแรงกดดันต่อ “ค่าเงินบาท” และอาจนำไปสู่วงจรเงินเฟ้อ 2.เพิ่มความเปราะบางจากภาระ “หนี้ต่างประเทศ” และความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน 3.เพิ่มความเสี่ยงการเกิด “วิกฤตเศรษฐกิจ” หากนักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นและถอนทุนคืนกะทันหัน จนนำไปสู่วิกฤตดุลการชำระเงิน ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในวิกฤตปี 2540

    โครงสร้างวิกฤตแตกต่าง ย้ำเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง

    อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในเชิงโครงสร้าง สถานการณ์การขาดดุลของไทยมีความแตกต่างจากวิกฤตในอดีต สอดคล้องกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ประเมินว่า การขาดดุลในครั้งนี้เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวและไม่ใช่ปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล โดยมีข้อสังเกตที่น่าสนใจแบ่งไปใน 3 มิติ

    ประการแรกคือการนำเข้าเดือน เม.ย. 2569 ที่พุ่งสูงถึง 45.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน มีสาเหตุหลักมาจากสองปัจจัย คือ การนำเข้าสินค้าทุน เช่น อุปกรณ์สำหรับศูนย์จัดเก็บข้อมูล หรือ “ดาต้าเซ็นเตอร์” เช่น แผงวงจร และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการลงทุนตรงจากต่างประเทศ หรือ “เอฟดีไอ” และต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานโลก ซึ่งการขาดดุลลักษณะนี้สะท้อนการลงทุนเพื่ออนาคต ไม่ใช่สัญญาณของเศรษฐกิจที่อ่อนแอถาวร

    ประการต่อมา แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดจะติดลบ แต่ “ดุลบริการ” ยังคงเกินดุลจาก “รายได้ภาคท่องเที่ยว” ที่ทยอยฟื้นตัว ขณะที่ “ดุลบัญชีทุนและเงินทุนเคลื่อนย้าย” ยังคงเกินดุลจากกระแสเงินทุน “เอฟดีไอ” ที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ดุลการชำระเงินโดยรวมยังคงเป็นบวกอยู่ที่ราว 1,351 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ เมื่อคำนวณจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 6 เดือนล่าสุด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าระบบการชำระเงินระหว่างประเทศของไทยยังมีเสถียรภาพ

    ประเด็นสุดท้ายคือ “ค่าเงินบาท” ไม่ได้อ่อนค่ารุนแรง โดยในเดือน พ.ค. ปี 2569 อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 32.47 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากกระแสเงินทุนเอฟดีไอที่นักลงทุนต่างชาตินำเข้ามาลงทุนในประเทศ ช่วยหักล้างกับเงินดอลลาร์ที่ไหลออกเพื่อไปซื้อสินค้าทุน ทำหน้าที่เป็นกระแสเงินสองสายที่หักล้างกันเอง แรงกดดันต่อค่าเงินบาทจึงไม่รุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

    พลิกมุมมอง ‘ขาดดุลแฝด’ คือโอกาสระยะยาว

    เมื่อวิเคราะห์ในมิติการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว การขาดดุลแฝดครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณบวก ทั้งนี้ ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกเสี่ยงชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ การขาดดุลการคลังผ่านโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ โครงการไทยช่วยไทยพลัส หรือพระราชกำหนดกู้เงิน 400,000 ล้านบาท นับเป็น “กันชน” สำคัญในการพยุงการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนในยามที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจอื่นยังไม่ทำงานเต็มที่ ซึ่งจำเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์

    นอกจากนี้การขาดดุลจากการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานด้านเอฟดีไอ ทั้งในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรมสารกึ่งตัวนำ หรือ “เซมิคอนดักเตอร์” และห่วงโซ่การผลิตชิปขั้นสูง จะกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญในอนาคต

    สะท้อนผ่านสัญญาณเชิงบวกจากการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ในเดือน เม.ย. ที่เติบโตสูงถึง 64.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และผู้ผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงรายสำคัญที่จะเริ่มมีกำลังการผลิตมากขึ้นในครึ่งหลังของปี ดังนั้น การขาดดุลในระยะสั้นจึงเป็นต้นทุนที่คุ้มค่า

    สำหรับเงินบาทในปัจจุบันยังคงแข็งค่ากว่าคู่ค้าและคู่แข่ง 29% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2555 ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยลดลงตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้น หากการขาดดุลแฝดส่งผลให้เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีเสถียรภาพ จะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

    ในภาพรวม ภาวะการขาดดุลแฝดของประเทศไทยในปัจจุบัน “ไม่ใช่” สัญญาณวิกฤต แต่เป็นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่านโครงสร้าง ตราบใดที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังคงแข็งแกร่ง ดุลการชำระเงินโดยรวมเป็นบวก และกระแสเอฟดีไอยังไหลเข้าต่อเนื่อง ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตค่าเงินหรือวิกฤตดุลการชำระเงินจะยังคงอยู่ในระดับต่ำ

    สิ่งที่น่าจับตามองในอีก 3-5 ปีข้างหน้าคือ คุณภาพและองค์ประกอบของสิ่งที่นำเข้าและส่งออกว่าจะเป็นอย่างไร การขาดดุลแฝดที่นำไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่าเดิมและค่าเงินที่สะท้อนความเป็นจริงของเศรษฐกิจมากขึ้น อาจเป็น “ต้นทุนที่จ่ายแล้วคุ้มค่า” สำหรับการก้าวกระโดดไปข้างหน้าของประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1238000&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18yJ0xo8HesAS_93TVMF_Y