Blog

  • 7

    7

    การท่องเที่ยวถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจาก “ไต้หวัน” ที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จากสถิติปี 2568 โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่านักท่องเที่ยวไต้หวันเดินทางเข้าไทยสูงถึง 987,633 คน และยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปี 2569 เพื่อเป็นการตอบรับเทรนด์การเดินทางที่คึกคักและยกระดับประสบการณ์การใช้จ่ายแบบไร้พรมแดน

    7-Eleven เชื่อมโลกช้อปปิ้ง! เปิดตัว ALL member x OPEN POINT สะสมคะแนน ข้ามพรมแดนไทย-ไต้หวัน ได้แล้ว

    7-Eleven ประเทศไทย จึงประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญระดับนานาชาติระหว่าง ALL member และ OPEN POINT โปรแกรมสะสมคะแนนยอดนิยมจากไต้หวัน เพื่อมอบสิทธิประโยชน์สูงสุดให้กับนักท่องเที่ยวทั้งสองสัญชาติ โดยเริ่มสะสมได้แล้ววันนี้

    ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสะสมคะแนนเท่านั้น แต่คือการสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ ‘เชื่อมโลกการใช้จ่าย’ ของนักท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ผ่านนวัตกรรมดิจิทัลที่ทำให้ทุกการเข้าร้านเซเว่น อีเลฟเว่น กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางที่คุ้มค่าและสะดวกสบาย ช่วยกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยที่คึกคักขึ้น ทั้งในกลุ่มชาวไทยที่นิยมไปท่องเที่ยวไต้หวัน และชาวไต้หวันที่มองไทยเป็นจุดหมายปลายทางหลัก

    วิธีร่วมรายการสะสมคะแนน ALL member และ OPEN POINT

    สำหรับสมาชิก ALL member ที่เดินทางไปประเทศไต้หวัน

    เพียงแสดง Barcode ALL member บนแอป 7App (เลือกประเทศไต้หวัน) ที่ร้าน 7-Eleven ทุกสาขา
    แคชเชียร์สแกนเพื่อสะสมคะแนน โดยลูกค้าจะได้รับ OPEN POINT ก่อน และระบบจะโอนเป็น ALL points ภายใน 30 วันของเดือนถัดไป หลังการซื้อ สามารถตรวจสอบยอดคะแนนได้ผ่านแอป 7App

    สำหรับลูกค้าชาวไต้หวันที่เดินทางมาประเทศไทย

    เพียงแสดง Barcode จากแอป OPENPOINT ที่ร้าน 7-Eleven ทุกสาขาในประเทศไทย
    ระบบจะโอนกลับเป็น OPEN POINT ภายใน 30 วันของเดือนถัดไป หลังการซื้อ

    แคมเปญ ALL member x OPEN POINT จึงไม่เพียงมอบสิทธิประโยชน์ด้านการสะสมแต้มให้แก่สมาชิกเท่านั้น แต่คือการนำนวัตกรรมมาทำให้ชีวิตนักเดินทางง่ายและคุ้มค่าขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยกระตุ้นยอดจับจ่ายในประเทศให้คึกคัก แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://www.newswit.com/th/iewg2wyjq22e5brraxe4nuhzi30t1t0w&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RYY5iGREKNm53U8lwGTsf

  • “อนุทิน” ชวนร่วมตรุษจีน บอกม้ามาแล้ว ความสำเร็จเริ่มต้น ชี้ตรงปีเกิดตัวเอง เสริมสิริมงคล

    “อนุทิน” ชวนร่วมตรุษจีน บอกม้ามาแล้ว ความสำเร็จเริ่มต้น ชี้ตรงปีเกิดตัวเอง เสริมสิริมงคล

    “อนุทิน” ประชาสัมพันธ์เทศกาลตรุษจีน บอกม้ามาแล้วความสำเร็จเกิดขึ้น ชี้ตรงปีเกิดตัวเอง

    เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 10 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำนายจาง เจี้ยนเว่ย์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และคณะ เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 พร้อมมอบตุ๊กตาม้า และขนมมงคลจีนให้นายกฯ อย่างไรก็ตาม ปีม้าปีนี้หรือปีนักษัตรมะเมีย ยังตรงกับปีเกิดของนายอนุทินด้วย

    ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมประชาสัมพันธ์ นายอนุทิน พานายจาง เจี้ยนเว่ย์ ไปถ่ายรูปให้เห็นฉากหลังตึกไทยคู่ฟ้า และเดินไปส่งนายจาง เจี้ยนเว่ย์ขึ้นรถ

    จากนั้นนายอนุทิน เดินมาถ่ายภาพบริเวณบูธจัดกิจกรรมหน้าตึกบัญชาการ 1 โดยนายอนุทิน กล่าวช่วงหนึ่งว่า ม้า มังกร มาแล้วมีพลัง ม้ามาแล้วความสำเร็จเกิดขึ้น พร้อมชี้ไปที่ตัวเองและกล่าวว่า “นี่ปีม้า” เมื่อถามว่าแสดงว่าปีม้าปีเกิดของตัวเองก็ฉลองความสำเร็จไปด้วยเลยใช่หรือไม่ นายกฯหัวเราะ จากนั้นเป็นประธานการประชุมครม. ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1

    ผู้สื่อข่าวรายงาน วันเดียวกันนี้มี ครม.แจ้งลาการประชุม 5 คน ได้แก่ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายอัครา พรหมเผ่า รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และจ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช.อุตสาหกรรม

    #อนุทิน #ตรุษจีน #ปีม้า #เสริมสิริมงคล #ภูมิใจไทย #เทศกาลตรุษจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/128426&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2opsHpq4sJhH9cYiSo94Rc

  • ‘รศ.ดร.สังศิต’ ชี้โอกาส ‘อนุทิน’ จะได้เป็นรัฐบุรุษ!

    ‘รศ.ดร.สังศิต’ ชี้โอกาส ‘อนุทิน’ จะได้เป็นรัฐบุรุษ!

    11 ก.พ.2569 – รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์เฟซบุ๊กในลักษณะบทความในหัวข้อ “โอกาสที่คุณอนุทินจะได้เป็นรัฐบุรุษ” ระบุว่า ผมดีใจที่ผลการเลือกตั้งล่าสุดพรรคภูมิใจไทยได้ 193 ที่นั่ง จาก 500 ที่นั่งในสภาฯ หรือคิดเป็นเกือบจะร้อยละ 40 ของที่นั่งทั้งหมด เพราะเงื่อนไขประการแรกที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้อย่างมั่นคงคือจะต้องมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากพอสมควร นี่เป็นโอกาสดีที่สุดของประเทศไทยในช่วงระยะเวลากว่ายี่สิบปีที่ผ่านมาที่ ประเทศไทยต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมือง และเศรษฐกิจถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง ชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทยอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศได้

    การมีรัฐบาลเสียงข้างมากที่เข้มแข็งเป็นรากฐานที่สำคัญที่จะช่วยให้การจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้นได้เร็ว ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานเหมือนในอดีต ซึ่งเป็นต้นทุนและค่าใช้จ่ายทางด้านเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

    หลังผลการเลือกตั้ง เราได้เห็นสัญญาณทางเศรษฐกิจเชิงบวกที่ตลาดทุนทันที ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการเรียกความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจไทยให้กลับคืนมาได้อีกครั้งหนึ่ง ผลจากความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลสะท้อนผ่านดัชนีตลาดหุ้นที่ดีดขึ้นจาก 1000 จุดมาที่ 1350 จุด

    เมื่อกว่า 10 ปีแล้ว ผมเคยบอกกับคุณพ่อของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะเพื่อนรุ่นพี่ว่า “วันหนึ่งลูกชายพี่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี” ท่านถามผมว่าทำไมคิดอย่างนั้น? ผมตอบไปว่า เพราะคุณอนุทินเป็นนักการเมืองที่สุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน และไม่มีข่าวอื้อฉาวเหมือนนักการเมืองทั่วไป

    เมื่อพรรคประชาชนปฏิเสธที่จะเป็นรัฐบาล และหันไปสนับสนุนให้คุณอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ผมจึงได้เห็นภาวะความเป็นผู้นำของคุณอนุทินชัดเจนมากขึ้น คุณอนุทินยินดีรับภาระเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ถึงแม้จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และเป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ ซึ่งปกตินักการเมืองที่เฉลียวฉลาด และนักการเมืองทั่วไปจะไม่กล้าเป็นผู้นำของรัฐบาลแบบนี้ เพราะมีความเสี่ยงสูงมากเกินไป และอาจทำลายชื่อเสียง ตลอดจนความน่าเชื่อถือระยะยาวให้ย่อยยับได้

    แต่คุณอนุทินกลับสามารถพลิกสถานการณ์วิกฤต ความไม่แน่นอนทางการเมืองให้กลายเป็นรัฐบาลที่มีความน่าเชื่อถือ และเป็นรัฐบาลแบบมืออาชีพได้โดยการนำเทคโนแครตที่สำคัญสามท่านคือ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่สามารถลงมือทำงานได้จริงทันที คุณเอกนิติประกาศนโยบายคนละครึ่งพลัส

    ซึ่งคนไทยดูพออกพอใจกันมากและยังเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายของคนไทยให้มากขึ้นตามสมควร ส่วนคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ เดินหน้าขายสินค้าการเกษตรออกต่างประเทศได้จริงแบบคนทำงานเป็น ซึ่งคนไทยไม่เคยเห็นรัฐมนตรีพาณิชย์ที่มีความสามารถแบบนี้มาก่อน ส่วนคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ก็สามารถดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศแบบที่คนไทยหายใจได้ทั่วท้อง พูดจามีหลักมีฐาน ทั้งยังสามารถพูดคุยกับผู้นำของชาติมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐฯ และจีนได้อย่างเท่าเทียมกันแบบเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่หงอๆ หรือทำตัวเป็นเด็กเรียบร้อยเหมือนอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศบางท่านในอดีต

    ช่วงการเป็นรัฐบาลเพียงสองเดือนสถานการณ์เศรษฐกิจ การเมืองไทยดู “ นิ่ง” ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่มีเหตุการณ์รุนแรงหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องน้ำท่วมครั้งร้ายแรงที่หาดใหญ่ และสงครามที่ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมทั้งไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องของเศรษฐกิจในภาพรวมของไทยที่น่าวิตกเป็นอย่างมาก จนคนไทยหมดหวังว่าจะหารัฐบาลที่ไหนมาแก้ปัญหาให้ประเทศไทยได้

    กล่าวโดยสรุปก็คือรัฐบาลอนุทิน 1 แม้จะอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็ทำงานเชิงรุกที่สร้างโมเมนตัมทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งขึ้นให้แก่ประเทศได้สำเร็จ

    วันนี้คุณอนุทินมีโอกาสที่จะแสดงความสามารถในการบริหารจัดการประเทศไทยได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก แถมยังมีเวลาที่ยาวนานขึ้นอีกด้วย ผมจึงอยากชักชวนคุณอนุทินว่า อย่าเป็นแค่นายกรัฐมนตรีเลย เพราะนายกรัฐมนตรีมีจำนวนมากแล้ว แต่นายกรัฐมนตรีที่จะมีโอกาสเป็นถึงรัฐบุรุษของประเทศมีน้อยมาก ที่ผ่านมาก็มีเพียงนายกรัฐมนตรีแค่สองท่านเท่านั้นคือ ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ และพลเอกเปรม ติณสูลานนท์

    การที่นายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งจะบริหารจัดการบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งได้รับการยกย่องนับถือให้เป็นรัฐบุรุษนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือผลงานที่ทำให้แก่บ้านเมือง ให้แก่ประเทศชาติ จนดีเกินกว่าผลงานของผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรีทั่วไปจะสามารถทำได้

    ขณะนี้มีเงื่อนไขที่รองรับการที่คุณอนุทินจะสามารถบริหารบ้านเมืองให้เป็นไปได้ด้วยดี จนสามารถที่จะก้าวขึ้นไปเป็นรัฐบุรุษของประเทศไทยได้ หลายประการ ดังนี้คือ

    ประการแรก จำนวน สส.ของพรรคภูมิใจไทยในสภาฯ มีเกือบร้อยละ 40 ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพค่อนข้างสูง รัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูง มีความชอบธรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในระดับสูง ในภาวะการณ์เช่นนี้ รัฐบาลย่อมมีความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระดับที่ยุ่งยากขึ้นและซับซ้อนขึ้นได้ ซึ่งนั่นก็คือ สามารถที่จะแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ที่ไม่เพียงแต่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเหมือนรัฐบาลที่ผ่านๆมาทั้งหมด แต่เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้อย่างตรงเป้าที่มีความยั่งยืน เพื่อให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งในระยะยาวได้

    ประการที่ 2 หัวใจสำคัญของนโยบายสามด้านของรัฐบาลชุดนี้คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจระยะสั้น การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตระยะยาว และการกระจายรายได้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

    ผมเห็นว่านโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในขณะนี้คือการใช้ทรัพยากรไปช่วยเหลือประชาชนส่วนใหญ่ที่กำลังเดือดร้อน โดยเน้นเรื่องการจ้างงาน เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องแหล่งน้ำขนาดเล็กในพื้นที่แล้งซ้ำซาก และพื้นที่ที่เกษตรกรทำการเกษตรได้เพียงปีละ 1 ครั้ง ในระดับภูมิภาค เพื่อทำให้ผู้ที่เดือดร้อนมีงานทำ และช่วยให้เกษตรกรทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี

    นอกจากนี้นโยบายการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้ SMEs การดูแลค่าเงินบาท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถเรื่องการท่องเที่ยวและการส่งออกก็เป็นเรื่องที่เร่งด่วนไม่แพ้กัน

    ตลอดจนถึงโครงการอุดหนุนเพื่อช่วยเหลือการลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเช่นอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานให้แก่ประชาชน ด้วยการลดภาษีน้ำมันเพื่อช่วยลดภาระเรื่องการคมนาคม และอาจช่วยเพิ่มการบริโภคและการใช้จ่ายภายในประเทศได้มากขึ้นด้วย

    ประการที่ 3 รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยมีโอกาสที่จะแก้ปัญหาระดับโครงสร้างและหนี้สาธารณะและหนี้นอกระบบที่เป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศมายาวนานได้

    การได้เอกนิติ ศุภจี และสีหศักดิ์กลับมาดำรงตำแหน่งเดิมอีกวาระหนึ่ง ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคธุรกิจว่านโยบายเศรษฐกิจที่ได้ริเริ่มไว้ก่อนหน้านี้จะไม่หยุดชะงักแต่จะสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมั่นคง และรวดเร็ว

    การที่พรรคภูมิใจไทยมีเสียงในสภาสูงมากทำให้การบริหารจัดการเศรษฐกิจราบรื่น เพราะกระทรวงหลักจะอยู่ในความดูแลของพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจมีความคาดหวังมาตลอด เรื่องความเป็นเอกภาพของการตัดสินใจทางด้านเศรษฐกิจ สถานการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นช้านานแล้ว

    จุดแข็งของทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทยชุดนี้คือ มีแนวคิดและนโยบายที่ดี เป็นนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และยังมีความสามารถที่จะทำให้นโยบายเกิดขึ้นได้จริงอีกด้วย

    ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ชะลอตัวมาช้านาน อาทิเช่นโครงการอู่ตะเภา สนามบินภูเก็ตแห่งที่ 2 การขยายสนามบินเชียงใหม่ โครงการพัฒนาที่สนามบินสุวรรณภูมิ โครงการรถไฟความเร็วสูง และโครงการรถไฟรางคู่ เป็นต้น

    ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลควรสนใจการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยการแก้ไขกฎหมายต่างๆ และระเบียบที่ล้าสมัย เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และมีความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศได้มากขึ้น

    ประการที่ 4 การบริหารราชการแผ่นดินให้มีธรรมาภิบาล ไม่ให้มีข่าวอื้อฉาวเรื่องการทุจริต คอร์รัปชั่น และหากมีข่าวลืออื้อฉาวเรื่องการทุจริตเกิดขึ้น ก็ต้องสามารถบริหารจัดการได้อย่างทันการ เหมาะสมจนประชาชนยอมรับได้

    ผมคิดว่าเป็นเรื่องโชคดีที่คุณอนุทิน มีคุณเอกนิติ เป็นรัฐมนตรีคลัง และมีคุณวิทัย รัตนากร เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทั้งสองท่านเป็นผู้ที่มีแนวคิดที่กล้าใช้อำนาจไปจัดการกับเรื่องของเงินผิดกฎหมาย ในแง่นี้คุณอนุทินจึงได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยท่านนี้ ซึ่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีวิสัยทัศน์ ความกล้าหาญ และมี “ตีนที่ติดดิน” แบบนี้หาไม่ง่ายนัก และแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คุณสมบัติเรื่องตีนติดดินของคุณวิทัยละม้ายคลายคลึงกับท่านอาจารย์ป๋วย อึ้งภากร อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย มากยิ่งกว่าผู้ว่าฯก่อนหน้านี้ทั้งหมด

    ผมคิดว่าคุณเอกนิติ คุณวิทัย คุณศุภจี และคุณสีหศักดิ์ จะเป็นกำลังสำคัญในการออกแบบควบคุมการทุจริต และการคอร์รัปชันเชิงบวก โดยให้ข้อเสนอแนะเรื่องการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบราชการต่างๆ ที่ล้าหลังและพ้นยุคพ้นสมัยไปแล้วให้แก่รัฐบาลได้เป็นอย่างดี

    การที่ประเทศไทยมีมือเศรษฐกิจชั้นเยี่ยมพร้อมกันถึงสามท่านในเวลาเดียวกัน ทั้งยัง สามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี เป็นเงื่อนไขที่พิเศษมากๆ ซึ่งไม่มีรัฐบาลไทยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาจะมีบุคลากรชั้นเยี่ยมพร้อมกัน ขนาดนี้ ผมจึงเห็นว่า คุณอนุทินสามารถวางใจให้ทั้งสามท่านดูแลเรื่องเศรษฐกิจของประเทศได้ ส่วนเรื่องความมั่นคงชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาก็สามารถมอบให้ผู้บังคับบัญชา ของสามเหล่าทัพช่วยกันดูแลไปได้

    ส่วนคุณอนุทินควรใช้เวลาไปจัดการกับปัญหาสแกมเมอร์ และเข้าดูแลหน่วยงาน BOI ซึ่งมี นักลงทุนต่างประเทศสนใจที่จะลงทุนในประเทศไทยเป็น มูลค่าสูงมาก แต่การบังคับใช้กฎหมายและการประสานหน่วยงานต่างๆ กลับไม่เกิดขึ้น การใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีจะสามารถจัดการเรื่องพวกนี้ได้ คุณอนุทินทำเพียงสองเรื่องใหญ่นี้ให้ดีภายในหนึ่งปีเท่านั้น เศรษฐกิจของประเทศไทยก็เดินหน้าแล้วครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/945690/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OUd5Fe9wAXyY2CJIklKrF

  • “เอกนิติ”คัมแบ็กงานแรกกดปุ่ม“คนละครึ่งพลัส” สั่งพยุงเศรษฐกิจช่วงรอยต่อรัฐบาล

    “เอกนิติ”คัมแบ็กงานแรกกดปุ่ม“คนละครึ่งพลัส” สั่งพยุงเศรษฐกิจช่วงรอยต่อรัฐบาล

    “เอกนิติ” เข็นราชการ-รัฐวิสาหกิจ เร่งเบิกจ่ายงบปี 69 กำชับ “บีโอไอ ตามงานให้เกิดการลงทุนจริง หารือ ธปท.ติดตามงานปิดหนี้ไวไปต่อได้ -เครดิตบูต ช่วยเอสเอ็มอี ดันเม็ดเงินพยุงเศรษฐกิจ มั่นใจจีดีพีปี 68 สูงกว่าที่คาดอานิสงส์การทำงานจริงของรัฐบาลช่วง 73 วัน ย้ำเป็นรัฐบาลทางการ กดปุ่ม “คนละครึ่งพลัส” มาแน่

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า ในช่วงรอยต่อของการเตรียมการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ และรัฐบาลชุดปัจจุบันยังสามารถทำงานต่อเนื่องได้ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จึงได้สั่งการไปยังหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ เร่งรัดการเบิกจ่ายงบปี 2569 การกำชับสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้เร่งรัดการลงทุนของผู้ได้รับบีโอไอไปแล้ว 80 โครงการ เม็ดเงินลงทุน 480,000 ล้านบาท รวมทั้งกการติดตามโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลได้อนุมัติไปก่อนหน้า อาทิ มาตรการปิดหนี้ไวไปต่อได้, มาตรการเครดิตบูต ช่วยเอสเอ็มอี เพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ ช่วยพยุงเศรษฐกิจปี 2569

    “ผมได้หารือกับผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้ว ให้ช่วยเร่งดำเนินการมาตรการปิดหนี้ไวไปต่อได้ เพื่อเพิ่มจำนวนประชาชนที่มีหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท มาปิดหนี้ การดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท และมาตรการใดที่ทำได้ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะเร่งทำ เพื่อพยุงเศรษฐกิจปีนี้”

    นอกจากนั้ ยังได้เตรียมการเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ได้แก่ คนละครึ่งพลัส ซึ่งต้องเตรียมระบบให้พร้อมในการดำเนินการ เมื่อได้รัฐบาลอย่างเป็นทางการ ก็จะสามารถดำเนินการทันที ซึ่งยังคงยึดหลักการเดิม 2,000 บาท สำหรับคนไม่อยู่ในระบบภาษี และ 2,400 บาท สำหรับคนที่อยู่ในระบบภาษี รวมถึงพิจารณาว่าจะแจกพร้อมกัน หรือจะแจกกลุ่มตกหล่นจากรอบแรกก่อน, บัญชีการออมส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account : TISA) เพื่อกระตุ้นการออม เป็นต้น

    ทั้งนี้ สำหรับมาตรการ Easy E-Receipt (อีซี่ อี-รีซีท) คงไม่นำกลับมาใช้ เนื่องจากพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลในการกระตุ้นการใช้จ่ายมากนัก ส่วนการขยายระยะเวลาลดหย่อนภาษี หัก ณ ที่จ่าย ให้ผู้ประกอบการ จาก 3% เหลือ 1% ซึ่งสิ้นสุดระยะเวลาไปแล้วเมื่อธ.ค.68 หรือไม่นั้น ขอพิจารณาข้อกฎหมายว่า สามารถดำเนินการได้หรือไม่

    ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว ซึ่งตามนโยบายคือ ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุน ดังนั้น จะพยายามผลักดันให้เกิดการลงทุนให้มากที่สุด คือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งนี้การลงทุนนั้น เห็นผลระยะสั้น คือ มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และเห็นผลระยะยาวคือ การปรับโครงสร้างของประเทศ เนื่องจากประเทศไทย ไม่ได้ลงทุนโครงสร้างเศรษฐกิจมานานมากแล้ว ซึ่งทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า ประเทศไทย ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน

    “จากผลการเลือกตั้ง ทำให้รัฐบาลกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ทำให้เกิดความเชื่อมั่น โดยเฉพาะตลาดทุน ที่กลับมาคึกคัก เพราะเห็นว่าการดำเนินนโยบายต่างๆ เกิดความต่อเนื่องในการทำงานแน่นอน ซึ่งผมจะต้องนำนโยบายที่ประกาศไว้ในตอนหาเสียง คือ Thailand 10+ มาดำเนินการอย่างแน่นอน และในระหว่างนี้ ผมจะไม่หยุดทำงาน เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจดีขึ้น”

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า การทำงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาราว 73 วัน เริ่มเห็นผลงานแล้วว่า สามารถดันเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 เติบโต 1.8% อีกทั้งส่งออกของไทยดีขึ้นด้วย ดังนั้น เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยทั้งปี 68 จะเติบโตกว่าที่คาดการณ์ไว้แน่ ส่วนจะเติบโตเท่าใด เกิน 2% หรือไม่ รอสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อย่างเป็นทางการในวันที่ 16 ก.พ.69นี้

    ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการคลัง ได้เตรียมความพร้อมมาตรการคนละครึ่งพลัส ไว้รอรัฐบาลมาดำเนินการแล้ว โดยนำจุดบกพร่องจากรอบที่แล้ว มาปรับปรุงให้ดีขึ้น ส่วนจะปรับปรุงเงื่อนไขหรือไม่ ต้องรอรัฐบาลตัดสินใจ หากได้รัฐบาลอย่างเป็นทางการเมื่อใด ก็พร้อมดำเนินการทันทีเช่นกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2913429&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eKV04InQX1qw59cbQrHWw

  • แค่ ‘เสถียรภาพการเมือง’ พอไหมสำหรับเศรษฐกิจไทย ?

    แค่ ‘เสถียรภาพการเมือง’ พอไหมสำหรับเศรษฐกิจไทย ?

    หุ้นไทยพุ่งเกือบ 50 จุด มูลค่าการซื้อขายทะลุ 102,000 ล้านบาท

    ตัวเลขของมูลค่าการซื้อขายที่ไม่เคยเห็นมานานหลายปี

    คืนวันที่ 8 ก.พ. กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่เช้าวันรุ่งขึ้นตลาดหุ้นจุดพลุฉลอง “เสถียรภาพทางการเมือง” ที่กลับคืนมา หลังพรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเฉียด 200 ที่นั่ง สิ้นสุดวิกฤตการเมืองที่ประเทศมี 3 นายกฯ ในรอบ 2 ปี

    แต่คำถามที่แท้จริงคือ… แค่มี “เสถียรภาพ” พอหรือไม่ 

    “กรุงเทพธุรกิจ” สำรวจมุมมองจากนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ และนักวิเคราะห์ เพื่อเจาะลึกว่า เสถียรภาพทางการเมืองจะเป็น “ยาสำเร็จรูป” สำหรับเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือไม่

    แค่ 'เสถียรภาพการเมือง' พอไหมสำหรับเศรษฐกิจไทย ?

    เศรษฐกิจไทยกับปัญหา ‘ทุนผูกขาด’

    ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ให้สัมภาษณ์ว่า เสถียรภาพทางการเมืองสามารถกระตุ้นความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ แต่ในระยะยาวต้องรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจและทลายทุนผูกขาด

    “การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมาตกหล่มยาวนานมาก ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบฟื้นแล้ว ถ้ามันจะฟื้นขึ้นมาได้ มันต้องไม่ใช่แค่ความเชื่อมั่นจากต่างประเทศชั่วคราวอย่างเดียว แต่มันต้องมีการรื้อระบบโครงสร้างใหญ่ การทลายทุนผูกขาดให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอย่าง SMEs สามารถลืมตาอ้าปากได้”

    “โจทย์ใหญ่คือทุนเจ้าของกลุ่มทุนผูกขาดจำนวนมาก น่าจะเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลอยู่ ดังนั้น รัฐบาลจะมีความกล้าหาญทางการเมืองและทางจริยธรรมที่จะเจรจากับกลุ่มทุนผูกขาดที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ SMEs  ไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้อย่างไร ประเด็นนี้ถึงจะเป็นการทำให้การเข้าถึงทรัพยากรและการกระจายทรัพยากรมันทั่วถึง”

    ศ.ดร.สิริพรรณ ยกตัวอย่างถึงต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยว่ามีต้นทุนสูงกว่าในสหรัฐเนื่องจากรัฐบาลมีการปกป้องผู้ผลิตในประเทศ

    แค่ 'เสถียรภาพการเมือง' พอไหมสำหรับเศรษฐกิจไทย ?

    “ทำไมข้าวโพด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือข้าวโพดไทย ต้นทุนในการผลิตถึงสูงกว่าของอเมริกา ส่วนหนึ่งเพราะเรามีการรักษาตลาดเพื่อเอื้อกลุ่มทุนใหญ่ โครงสร้างทางเกษตรกรรมมีทุนใหญ่ผูกขาดตั้งแต่ราคาปุ๋ย ราคาอุปกรณ์ มันถูกคุมด้วยทั้งหมดด้วยกระบวนการของกลุ่มทุนใหญ่ที่เป็นกลุ่มทุนผูกขาด ซึ่งมีสายสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาล ดังนั้นการจะรื้อถอนโครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบนี้ มันถึงต้องใช้ความกล้าหาญ”

    ‘เสถียรภาพ’ ยกระดับ ‘ศักยภาพเศรษฐกิจ’ ได้ไหม ?

    ดร. อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ให้สัมภาษณ์ว่า ความมั่นคงทางการเมืองเป็นปัจจัยที่สร้างเซนติเมนท์ (ความรู้สึก) และความเชื่อมั่นระยะสั้นได้ แต่อาจไม่สามารถช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้หากไร้เจตจำนงทางการเมืองในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย

    “ต้องกลับมาดูว่าภาพความมั่นคงทางการเมืองแบบนี้ส่งผลต่อเศรษฐกิจในเชิงบวกจริงหรือไม่ ซึ่งต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือ ความรู้สึก และ เรียลเซคเตอร์ (ภาคเศรษฐกิจจริง)”

    “สำหรับเซนติเมนท์ อย่างที่เห็นว่าตลาดหุ้นขึ้น ค่าเงินแข็ง และความเชื่อมั่นที่ทำให้คนกล้าใช้จ่ายมากขึ้น เพราะมองว่ารัฐบาลจะมีเสถียรภาพและผลักดันมาตรการต่างๆ ได้ดีขึ้น นักลงทุนที่เคยรอดูเชิงก็อาจจะกลับเข้ามาลงทุนเพราะเห็นนโยบายที่ต่อเนื่อง”

    “สำหรับ ภาคเศรษฐกิจจริงที่จะขับเคลื่อน GDP ว่าจะดันไปถึง 4% เลยไหม อันนี้น่าคิด เพราะด้วยศักยภาพของไทย ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนมา ก็โตได้ประมาณ 2.5% การที่มีเสียงสนับสนุนมากไม่ได้แปลว่าจะเปลี่ยนภาพนี้ได้ทันที เพราะมันเป็นเพียงความเชื่อมั่นระยะสั้น แต่การจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ทะยานไปได้ ต้องกลับมาดูที่นโยบายและการลงมือทำ”

    แค่ 'เสถียรภาพการเมือง' พอไหมสำหรับเศรษฐกิจไทย ?

    ดร. อมรเทพ กล่าวต่อว่า การที่รัฐบาลมาในรูปแบบนี้มีข้อดีคือไม่ต้องประนีประนอมกับพรรคอื่นมากเกินไป สามารถผลักดันนโยบายหลักของตัวเองได้ เช่น นโยบาย 10 พลัส การดึงต่างชาติ หรือการแก้ปัญหาหนี้ ซึ่งอาจดันเศรษฐกิจจาก 2.5% ไปเป็น 3% ได้ แต่ถ้าจะให้โต 4-5% เหมือนประเทศเพื่อนบ้าน ต้องอาศัย การปรับโครงสร้างระยะยาว

    ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างที่อธิบายไปขึ้นอยู่กับเจตจำนงของนักการเมืองและภาคเอกชนในเรื่องการปราบปรามคอร์รัปชัน การผ่อนคลายกฎระเบียบ การยกระดับการศึกษาและทักษะแรงงาน หากนักการเมืองมองแค่ 1-2 ปี อาจไม่เน้นจุดนี้ แต่ถ้ามีเสถียรภาพและมองถึงการอยู่ครบเทอม 4 ปี ก็อาจจะหันมาวางรากฐานมากขึ้น ดังนั้นเสถียรภาพช่วยในเรื่องความเชื่อมั่น แต่ยังไม่ได้ขับเคลื่อนเรื่องโครงสร้างหากไม่มีการแก้ไขจริงจัง

    เขายกตัวอย่างเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านให้เห็นว่า  เช่น มาเลเซีย ที่รัฐบาลมีเสถียรภาพและเศรษฐกิจโตเกือบ 5% หรือ สิงคโปร์ ที่เร่งเครื่องในไตรมาสที่ 4 ได้แรงมาก กลับกันถ้ามอง อินโดนีเซีย แม้ปีที่แล้วจะโต 5.1% แต่ล่าสุดก็ถูก มูดี้ส์หั่นเครดิตลง ค่าเงินอ่อน และคนเริ่มตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสในตลาดทุน การใช้จ่ายภาครัฐ และความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

    ดังนั้น มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเสถียรภาพอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะเดินหน้าไปในทิศทางไหน สิ่งที่นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติตามองคือ “ฝีมือ” ในการจัดตั้งรัฐบาล คนที่มาเป็นรัฐมนตรีมีความรู้ ความสามารถ และความโปร่งใสหรือไม่

    โดยเฉพาะเรื่อง ความโปร่งใส เป็นจุดที่อ่อนข้อให้ไม่ได้ ทุกคนอยากเห็นรัฐบาลที่มือสะอาด เพราะไทยมีความท้าทายมาก และต้องระวังไม่ให้เป็น “โดมิโน” ตัวต่อไปตามเพื่อนบ้าน ซึ่งเราก็ได้รับการเตือนเรื่อง มุมมองเครดิตเรทติ้งส์อยู่แล้ว

    นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเรื่องการใช้จ่ายประชานิยมที่ชัดเจน แต่การหารายได้กลับยังไม่มีการพูดถึงที่ชัดเจนนัก จึงต้องเตรียมความพร้อมและระมัดระวังให้มากครับ

    เสถียรภาพทางการเมือง กับ ตลาดหุ้นไทย

    อีกหนึ่งประเด็นคือความเชื่อมั่นทางการเมืองมีผลมากน้อยขนาดไหนต่อเม็ดเงินลงทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งจะเห็นอย่างชัดเจนว่าตลาดหุ้นไทยปิดตลาดบวกไปเกือบ 50 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 102,112.04 ล้านบาท ซึ่งแทบจะไม่เคยเห็นมูลค่าการซื้อขายแบบนี้ในรอบหลายสิบปี คำถามคือ นักลงทุนโดยเฉพาะต่างประเทศให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการเมืองมากน้อยขนาดไหน

    นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บ.ล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  ความมั่นคงทางการเมืองมีส่วนสำคัญอย่างมากโดยเฉพาะในการตัดสินใจลงทุนระยะกลางถึงยาว แต่อีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือความสามารถในการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย

    “ช่วงที่ผ่านมาการเมืองบ้านเราเสียเปรียบเพื่อนบ้านเยอะมาก ในเอเชียประเทศที่มีปัญหาการเมืองเยอะ ๆ มีไทยกับมาเลเซีย แต่มาเลเซียมีความนิ่งกว่า อย่างสมัยมหาเธร์ (โมฮัมหมัด) นาจิบ ราซักแล้วกลับมาเป็นมหาเธร์ สั้น ๆ จนมาถึงอันวาร์ (อิบราฮิม) เรายังจำชื่อนายกฯ เขาได้เพราะเปลี่ยนไม่เยอะ แต่บ้านเราเปลี่ยนกันแบบปีเดียว 3 คน ทำให้นโยบายต่าง ๆ เกิดความเปลี่ยนแปลง แต่ของเพื่อนบ้านพอเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ การเมืองจะนิ่งไปอย่างน้อยหลายปี บ้านเราเลยดูแย่ตรงที่หาความมั่นใจในเชิงการเมืองและนโยบายไม่ได้ครับ”

    แค่ 'เสถียรภาพการเมือง' พอไหมสำหรับเศรษฐกิจไทย ?

    อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ความมั่นคงทางการเมืองจะมีผลในระยะแรกแต่ นายกิจพณกล่าวว่า “ยังไงก็ต้องดูการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน ซึ่งปัญหาหนึ่งที่ทำให้บ้านเราแย่ในช่วงหลายปีมานี้คือเรื่องของโครงสร้างประชากรที่ประชากรเราลดลงมาประมาณ 3-4 ปีแล้ว”

    เขายกตัวอย่างว่า ตอนสมัยพลเองประยุทธ์ จันทร์โอชา การเมืองมีเสถียรภาพมาก แต่ช่วงแรกตลาดหุ้นไม่ไปไหนอยู่ประมาณ 1,250 ถึงสูงสุดประมาณ 1,800 จุด แต่ไม่ได้เป็นผลจากปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศเอง เพราะปี 2016-2017 ที่ตลาดขึ้น เป็นปีที่อเมริกามีการใช้ Quantitative Easing (QE) และเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันฟื้นตัว

    “ถ้าปี 2016-2017 ที่หุ้นขึ้นจาก 1,300 จุด ไป 1,800 จุด ตอนนั้นราคาน้ำมันขึ้นจาก 27 เหรียญ ไปแถว 74 เหรียญซึ่งหนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน เช่น ปตท. หรือ ปตท.สผ. ดังนั้นรอบที่ตลาดไปได้ดีช่วงนั้น อาจจะไม่ได้เป็นผลจากความมั่นคงทางการเมือง แต่เป็นผลจากหุ้นกลุ่มที่อิงปัจจัยภายนอก ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของสินค้าโภคภัณฑ์และราคาน้ำมันดิบ รวมถึงการท่องเที่ยวในช่วงนั้นก็ค่อนข้างดีครับ”

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ทิ้งท้ายว่า ความต่อเนื่องทางการเมืองทำให้เกิดความต่อเนื่องเชิงนโยบายและจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจได้ในอนาคต แต่สำหรับในยุคของพลเอกประยุทธ์ในช่วงนั้นการเมืองมีเสถียรภาพจริงแต่ไม่มีนโยบายที่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจนรวมทั้งปัญหาของเศรษฐกิจไทยตอนนั้นและตอนนี้ก็ต่างกันอย่างเช่นเดียวกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220659&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wktGZX-ZVlJq1dKSDtWmn

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : ภาคอุตสาหกรรม…ยังจำเป็นต่อเศรษฐกิจไทย

    คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : ภาคอุตสาหกรรม…ยังจำเป็นต่อเศรษฐกิจไทย

                       **  เมื่อพิจารณาข้อมูลย้อนกลับไปจะพบว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้ทยอยเปลี่ยนแปลงมาระยะหนึ่งแล้ว โดยเห็นการเปลี่ยนแปลงผ่านทั้งการหดตัวลงของภาคการผลิตและการขยายตัวของภาคบริการจากภาคการท่องเที่ยว ความสำคัญที่มากขึ้นของภาคบริการมาทดแทนภาคอุตสาหกรรมเห็นได้ชัดจากทั้งในมิติของ

    1. แรงส่งต่อการเติบโตของ GDP (Contribution to growth) ที่ในช่วงปี 2011 – 2019 แรงส่งจากภาคบริการ คือ 3.2ppt เทียบกับภาคการผลิตที่ 0.5ppt    2. สัดส่วนของขนาดเศรษฐกิจ โดยสัดส่วนของภาคบริการต่อขนาดเศรษฐกิจทั้งหมดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากประมาณ 55% ในปี 2011 เป็น 62% ในปัจจุบัน และ 3. ในมิติของตลาดแรงงาน  โดยในช่วงที่ผ่านมาที่แรงงานสามารถย้ายไปยังภาคบริการได้ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่อาศัยกระแสนักท่องเที่ยวจีนที่ขยายตัวขึ้นเร็ว ในช่วงหลังปี 2012 เป็นต้นมา แม้ว่ามูลค่าเพิ่มและผลิตภาพของแรงงานในภาคท่องเที่ยวอาจไม่สูงมากนักแต่ยังสูงกว่าภาคเกษตรและชดเชยการหดตัวของภาคอุตสาหกรรมได้บ้างในช่วงที่ผ่านมา

             อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวเพื่อทดแทนภาคอุตสาหกรรมอาจไม่ตอบโจทย์ในระยะยาว จากหลายเหตุผล  เพราะการแข่งกันดึงดูดนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกอ่อนแอลงของทุกประเทศ โดยมีจีนเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญด้วยมาตรการฟรีวีซ่าของจีนไปยังนักท่องเที่ยวทั่วโลก ส่งผลให้ล่าสุดคนไทยในปี 2024 หันไปเที่ยวจีนมากขึ้นประมาณ 3 เท่าเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 จากประมาณ 5 แสนคนต่อปี เป็นมากกว่า 2 ล้านคนในปีที่ผ่านมาและคาดว่าในปีนี้จะแตะถึง 3 ล้านคนในปีนี้ ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเที่ยวไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญเหลือเพียง 40% ของช่วงก่อนโควิด-19 เท่านั้นในปี 2025

               แนวโน้มทั้งหมดนำมาสู่คำถามที่สำคัญว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันนี้หากเศรษฐกิจไทยไม่มีภาคอุตสาหกรรมอยู่แล้วและภาคการท่องเที่ยวไม่สามารถขยายตัวได้ดีเหมือนเดิม หรือหากภาคอุตสาหกรรมไทยไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้จริงภาครัฐควรทำอย่างไร 
                        KKP ประเมินว่าสถานการณ์ปัจจุบันไทยยังไม่พร้อมในการทิ้งให้ภาคอุตสาหกรรมหายไปทันทีจากหลายเหตุผล คือ  1. ภาคบริการที่ไทยพึ่งพาแทนภาคอุตสาหกรรมเป็นบริการมูลค่าเพิ่มต่ำ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ซึ่งโดยปกติมักมีระดับรายได้ต่อหัวเฉลี่ยที่ต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรม และลักษณะของภาคบริการเป็นภาคบริการที่ให้บริการเฉพาะในประเทศและไม่สามารถส่งออกหรือขยายกิจการให้มีขนาดใหญ่ขึ้นได้แบบการส่งออกสินค้า โดยจะพบว่าภาคบริการส่วนใหญ่ในไทยเป็นบริการแบบเก่าต่างจากบริการในประเทศพัฒนาแล้ว
                       

     2. ภาคบริการโดยปกติมีการเติบโตของผลิตภาพที่ต่ำกว่าภาคการผลิต เนื่องจากภาคบริการส่วนใหญ่เป็น Non-tradable goods และไม่มีแรงกดดันในการแข่งขันจากต่างประเทศ ทำให้ความจำเป็นในการพัฒนาผลิตภาพมีไม่มาก  3. ไทยขาดแรงงานทักษะสูงที่พร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่ภาคบริการมูลค่าเพิ่มสูง แม้ว่าภาคบริการหลายกลุ่มในสมัยใหม่จะมีลักษณะที่สามารถเติบโตและส่งออกไปยังต่างประเทศได้ ตัวอย่างเช่น การให้บริการทางการเงิน การให้บริการด้านคำแนะนำทางกฎหมาย แต่ประเทศไทยไม่มีความพร้อมจากทั้งแรงงานทักษะสูงที่อยู่ในระดับต่ำและความสามารถในการดึงดูดแรงงานทักษะสูงที่ไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
                       

     นอกจากนี้การปล่อยให้ภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดหายไป อาจเป็นทางเลือกที่ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดโดยในทางปฏิบัติภาครัฐควรพิจารณาสาเหตุของการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมผ่านการศึกษาเชิงลึก เพื่อแยกกลุ่มว่าอุตสาหกรรมใดไม่สามารถแข่งขันได้ หรืออุตสาหกรรมใดยังมีศักยภาพในการแข่งขันได้และมีนโยบายส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมมีการปรับตัวและพัฒนานวัตกรรมอย่างเหมาะสมในระยะยาว รวมทั้งตั้งเป้าหมายในการดึงดูดการลงทุนทางตรงในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ โดยเน้นเป้าหมายที่อุตสาหกรรมที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจในประเทศได้มาก
                         

    ในมุมกลยุทธ์การพัฒนา KKP ประเมินว่าไทยไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะพัฒนาภาคอุตสาหกรรมหรือภาคบริการแต่สามารถพัฒนาควบคู่กันไปได้ ซึ่งในหลายประเทศมีภาคบริการและการท่องเที่ยวที่โตไปพร้อมกับภาคอุตสาหกรรม  และทางออกสำหรับปัญหานี้ คือ เศรษฐกิจต้องคิดอย่างจริงจังถึงโมเดลการพัฒนาใหม่ที่ไปมากกว่าการผลิตเพื่ออาศัยตลาดส่งออกตามแบบเดิม KKP มีข้อเสนอแนะว่ามีนโยบาย 3 ด้านที่ภาครัฐไทยต้องเร่งดำเนินการในปัจจุบัน
                     

     ด้านแรก คือ การทำความเข้าใจภาคอุตสาหกรรมและหานโยบายช่วยชะลอตัวหดตัวของภาคอุตสาหกรรมในกลุ่มที่ยังมีศักยภาพ โดยเน้นความเข้าใจในมิติความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว
                     

    ด้านที่สอง คือ การหาเครื่องยนต์ใหม่ทดแทนอุตสาหกรรมเดิมที่กำลังชะลอตัวลง โดยแบ่งเป็นทั้งนโยบายดึงดูดการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศที่เน้นอุตสาหกรรมที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจจริง และพิจารณานโยบายส่งเสริมทางเลือกในการเติบโตใหม่ ๆ โดยเฉพาะพัฒนาอุตสาหกรรมชั้นสูงและบริการมูลค่าเพิ่มสูงที่เป็นตัวนำการเติบโตได้ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจ IT Outsourcing / Software engineering ในอินเดีย ธุรกิจ Finance / Tech services ในสิงคโปร์ ธุรกิจ IT Export ใน Ireland โดยต้องทำการศึกษาอย่างจริงจังว่าไทยมีโอกาสสร้างความสามารถการแข่งขันในด้านใด
                 

     ด้านที่สาม คือ การเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ภาคเศรษฐกิจใหม่ได้จริง ทั้งในมิติของแรงงานที่ต้องพัฒนาคุณภาพการศึกษา นโยบายปรับปรุงคุณภาพแรงงาน พิจารณาผ่อนคลายการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะจากต่างประเทศ และการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานด้านความง่ายในการทำธุรกิจ ลดการคอร์รัปชัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐ
                       

     ในสภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนไป การหวังพึ่งพาเครื่องจักรเดิม ๆ ในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอาจใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป และหากไทยไม่เตรียมพร้อมรับมือให้ดีเรากำลังจะเจอกับสถานการณ์ที่การเติบโตทางเศรษฐกิจกำลังแย่ลงเรื่อย ๆ พร้อมกับปัจจัยเชิงโครงสร้างในประเทศที่ยังกดดันศักยภาพของเศรษฐกิจอยู่ ถึงเวลาแล้วที่เราควรต้องช่วยกันคิดอย่างจริงจังว่าทางออกของเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้าคืออะไร

    ** KKP Research **    

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/65458&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Pvl8WTP9ocL9-BybwLvO-

  • นายก อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ปั้น “เชียงแสนเมืองเดินได้” ยกระดับสงกรานต์ 3 แผ่นดิน สู่เทศกาลระดับโลก

    นายก อบจ.เชียงราย ลงพื้นที่ปั้น “เชียงแสนเมืองเดินได้” ยกระดับสงกรานต์ 3 แผ่นดิน สู่เทศกาลระดับโลก

    อบจ.เชียงรายลงพื้นที่เชียงแสน สำรวจเส้นทางรถรางปักหมุด “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ดันเมืองเก่าสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ 13–18 เม.ย. 2569

    เชียงราย,10 กุมภาพันธ์ 2569 – เวลา 15.00 น. บ่ายแก่ของเชียงแสนในฤดูหนาวปลายทาง ความเงียบสงบของเมืองเก่าริมโขงยังคงมีอยู่เหมือนทุกวัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “จังหวะ” ของเมืองที่กำลังถูกตั้งใจให้เดินหน้าอีกครั้ง ผ่านการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบยกระดับทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการจัดงานรื่นเริงตามฤดูกาล

    นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่อำเภอเชียงแสน นั่งรถรางสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และตรวจความพร้อมการจัดงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งกำหนดจัดระหว่างวันที่ 13–18 เมษายน 2569 โดยมีนางเกศสุดา สังขกร นายกเทศมนตรีตำบลเวียงเชียงแสนให้การต้อนรับตามกำหนดการที่ระบุในข้อมูลแนบ

    การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่หลายจังหวัดแข่งขันกันสร้างปฏิทินท่องเที่ยวใหม่ แต่เชียงแสนมีต้นทุนพิเศษกว่าเมืองอื่น เพราะเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ผู้คนยังใช้ชีวิตอยู่จริง ขณะที่โบราณสถานยังคงยืนอยู่เป็นฉากหลังของวันธรรมดา ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่ดึงนักท่องเที่ยวให้มา แต่ต้องทำให้การท่องเที่ยวเดินไปพร้อมการอนุรักษ์ และทำให้รายได้ลงถึงชุมชนโดยไม่ทำลายเสน่ห์เดิม

    ลงพื้นที่แบบสำรวจจริง เพื่อวางเส้นทางท่องเที่ยวเมืองเดินได้

    ไฮไลต์ที่ระบุในข้อมูลแนบคือการนั่งรถรางท่องเที่ยว สัมผัสบรรยากาศวัดวาอารามโบราณและย่านเมืองเก่า เพื่อวางเส้นทางท่องเที่ยวที่จะใช้รองรับนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ แนวคิดสำคัญคือ “เดินได้ทั้งเมือง” ลดการพึ่งพารถส่วนตัว และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาอยู่ในพื้นที่มากขึ้น

    ในเชิงนโยบาย การทำให้เมืองเก่า “เดินได้จริง” ไม่ใช่แค่การปิดถนนเป็นครั้งคราว แต่ต้องมีองค์ประกอบครบ ตั้งแต่ระบบขนส่งภายในเมือง การจัดการคน การดูแลความปลอดภัย ไปจนถึงการจัดวางกิจกรรมที่ไม่กระทบโบราณสถาน หากทำได้ เมืองจะไม่เป็นเพียงสถานที่เช็กอิน แต่กลายเป็นประสบการณ์ที่คนอยากใช้เวลาอยู่ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับกระแสการท่องเที่ยวคุณภาพที่หลายพื้นที่พยายามขับเคลื่อน

    มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ขยายสงกรานต์จากงานสาดน้ำสู่เวทีวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง

    งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่กำหนดจัด 13–18 เมษายน 2569 ถูกวางภาพให้เป็นเทศกาลที่เชื่อมโยง “รากเหง้าล้านนา” กับวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง โดยเนื้อหาในข้อมูลแนบระบุชุดกิจกรรมหลักไว้หลายส่วน ซึ่งสะท้อนแนวคิดการดึงวัฒนธรรมมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    กิจกรรมที่ระบุเป็นแกนของงานประกอบด้วย

    • ขบวนแห่สงกรานต์ 3 แผ่นดิน ที่รวมการแสดงและอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์จากพื้นที่ลุ่มน้ำโขง
    • การประกวดนางสงกรานต์ 3 ประเทศ เพื่อสะท้อนสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมข้ามพรมแดน
    • การจัดถนนสายน้ำและอุโมงค์น้ำความยาวกว่า 250 เมตรในบรรยากาศเมืองเก่า เพื่อเพิ่มมิติความร่วมสมัยให้เทศกาล

    เมื่ออ่านรายละเอียดทั้งหมดแล้ว ภาพรวมของงานไม่ได้ตั้งใจขาย “ความยิ่งใหญ่” เพียงอย่างเดียว แต่พยายามทำให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นพื้นที่กิจกรรม ซึ่งหากบริหารจัดการดี จะช่วยกระจายคนและรายได้ไปยังหลายจุด ลดความแออัด และเพิ่มโอกาสให้ร้านค้า ชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงประโยชน์จากนักท่องเที่ยวได้จริง

    เศรษฐกิจท่องเที่ยวเชียงรายโตขึ้นจริง แต่โจทย์ใหม่คือทำให้เงินถึงชุมชนมากขึ้น

    การขยับเมืองรองให้เป็นหมุดหมายหลัก มักถูกตั้งคำถามเสมอว่า “คุ้มไหม” และ “เงินถึงใคร” คำตอบต้องใช้ตัวเลขพูด

    ข้อมูลสื่อท้องถิ่นและสำนักข่าวรายงานว่าเชียงรายมีรายได้จากการท่องเที่ยวทะลุหลักห้าหมื่นล้านบาทเป็นครั้งแรกในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลเชิงนโยบายในการผลักดันเทศกาลให้ใหญ่ขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับงานข่าวเชิงลึก สิ่งสำคัญกว่าตัวเลขรวมคือโครงสร้างรายได้ ว่านักท่องเที่ยวกระจุกตัวอยู่ที่จุดใด ใช้จ่ายกับใคร และธุรกิจฐานรากได้รับสัดส่วนมากน้อยเพียงใด

    อีกด้านหนึ่ง สื่อกระแสหลักรายงานสถิตินักท่องเที่ยวจังหวัดเชียงรายในปี 2568 ว่ามีผู้เยี่ยมเยือนรวมกว่า 5.1 ล้านคน โดยอ้างอิงหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตัวเลขผู้เยี่ยมเยือนระดับนี้สะท้อนว่าศักยภาพการรองรับมีอยู่ แต่การเพิ่มคุณค่าเชิงประสบการณ์คือสิ่งที่จะทำให้ “จำนวนคน” แปลงเป็น “รายได้ที่คุณภาพกว่า” และช่วยลดปัญหาท่องเที่ยวแบบเร่งรีบที่คนมาถ่ายรูปแล้วไปต่อ

    ดังนั้น การจัดงานที่วางให้เดินได้ทั้งเมือง โดยมีรถรางเป็นเครื่องมือหนึ่ง จึงเป็นเหมือนการทดลองเชิงนโยบายว่าเชียงแสนจะเปลี่ยนจากเมืองที่ผู้คนแวะผ่าน ไปสู่เมืองที่คนตั้งใจอยู่ได้หรือไม่

    ประเด็นความร่วมมือในพื้นที่ ทำงานร่วมหลายหน่วย ลดเสี่ยงกระทบโบราณสถาน

    ข้อมูลแนบระบุรายชื่อผู้เกี่ยวข้องในการลงพื้นที่ ได้แก่ ปลัด อบจ. หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และเทศบาลตำบลเวียงเชียงแสน ซึ่งชี้ว่าการจัดงานไม่ได้เป็นภารกิจขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการระดับพื้นที่

    ในทางปฏิบัติ เมืองเก่ามีข้อจำกัดมากกว่าเมืองจัดงานทั่วไป ตั้งแต่ระบบการจราจร พื้นที่สาธารณะ ไปจนถึงข้อควรระวังด้านโบราณสถาน หากการจัดงานทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน การกระทบโครงสร้างเก่า หรือเกิดความแออัดจนเกินขีดความสามารถ เมืองจะเสียมากกว่าได้

    การที่คณะผู้บริหารลงพื้นที่สำรวจเส้นทางจริง จึงเป็นสัญญาณว่าผู้จัดต้องการเห็นปัญหาหน้างานก่อน และวางระบบรองรับล่วงหน้า มากกว่าคิดกิจกรรมจากห้องประชุมแล้วค่อยแก้ปัญหาภายหลัง

    ความคาดหวังของชุมชนและคำถามที่ต้องตอบให้ได้

    เทศกาลขนาดใหญ่ทำให้ความหวังของชุมชนสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ร้านค้าอยากขายได้เพิ่ม โฮมสเตย์อยากเต็ม ช่างฝีมืออยากมีพื้นที่โชว์ ขณะเดียวกันคนในพื้นที่ย่อมห่วงเรื่องขยะ เสียงดัง ความปลอดภัย และความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่วัดวาอาราม

    คำถามที่ต้องถามต่อเพื่อการเฝ้าระวัง

    • ระบบคัดกรองและดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจะทำอย่างไรในเมืองที่มีตรอกซอกซอยจำนวนมาก
    • การจัดโซนกิจกรรมจะคุมเสียงและความหนาแน่นอย่างไรไม่ให้กระทบชุมชนและโบราณสถาน
    • มาตรการจัดการขยะ น้ำเสีย และการใช้ทรัพยากรในช่วงคนหนาแน่นจะเป็นแบบใด
    • การสื่อสารกับนักท่องเที่ยวให้เคารพพื้นที่ทางวัฒนธรรมจะถูกออกแบบอย่างไร

    ข้อมูลแนบยังไม่ได้ให้รายละเอียดเชิงมาตรการเหล่านี้ครบถ้วน จึงควรวางเป็น “ประเด็นติดตาม” หลังจากนี้ เพื่อทำให้ข่าวไม่จบแค่ความคึกคัก แต่มีความรับผิดชอบต่อผลกระทบจริงที่คนในพื้นที่ต้องเผชิญ

    เมื่อเมืองเก่ามีชีวิตได้ เศรษฐกิจฐานรากจะเดินต่ออย่างไรหลังจบเทศกาล

    คำถามสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ หลังวันที่ 18 เมษายน 2569 เมืองเชียงแสนจะเหลืออะไรไว้มากกว่าความทรงจำและภาพถ่าย

    หากเส้นทางรถรางและแนวคิดเมืองเดินได้ถูกทำให้เป็นระบบถาวร เมืองจะสามารถต่อยอดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมตลอดปี และพาธุรกิจรายย่อยเข้าสู่ตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าการจัดงานเป็นเพียงจุดพีกปีละครั้ง เมืองอาจได้รายได้ระยะสั้นโดยไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

    นี่คือเหตุผลที่การลงพื้นที่สำรวจเส้นทางและวางหมุดความพร้อมล่วงหน้า มีความหมายมากกว่าพิธีการ เพราะสะท้อนว่างานเทศกาลถูกใช้เป็น “คันโยก” เพื่อขยับเมืองทั้งระบบ ไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรมให้มีสีสัน

    สรุปภาพรวม

    การลงพื้นที่ของ อบจ.เชียงราย วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นการส่งสัญญาณว่าเชียงแสนกำลังถูกยกขึ้นเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวคุณภาพ ผ่านงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ที่จะจัด 13–18 เมษายน 2569

    ประเด็นที่ควรจับตาต่อจากนี้คือรายละเอียดมาตรการดูแลโบราณสถาน ความปลอดภัย การจราจร การจัดการขยะ และการกระจายรายได้สู่ชุมชน ว่างานจะพาเชียงแสนไปได้ไกลแค่ไหนในฐานะเมืองเก่าที่มีชีวิต ไม่ใช่เมืองเก่าที่มีไว้ให้มอง

    สถิติและข้อมูลสำคัญประกอบข่าว

    • สถิติจำนวนนักท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย ปี 2568 รายงานว่ามีผู้เยี่ยมเยือนรวมกว่า 5.1 ล้านคน อ้างอิงหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามรายงานข่าวเผยแพร่วันที่ 2 มกราคม 2569
    • ข้อมูลรายได้ท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงรายที่ถูกสื่อรายงานว่าทะลุหลักห้าหมื่นล้านบาทเป็นครั้งแรก ถูกเผยแพร่ในสื่อท้องถิ่นออนไลน์และถูกใช้เป็นบริบทประกอบการผลักดันกิจกรรมท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-saen-songkran-3-lands-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bAv7Dx22jNw6UGbpgB2dY

  • “อนุทิน” ประชาสัมพันธ์เทศกาลตรุษจีน บอกม้ามาแล้วความสำเร็จเกิดขึ้น ชี้ตรงปีเกิดตัวเอง

    “อนุทิน” ประชาสัมพันธ์เทศกาลตรุษจีน บอกม้ามาแล้วความสำเร็จเกิดขึ้น ชี้ตรงปีเกิดตัวเอง


    “อนุทิน” ประชาสัมพันธ์เทศกาลตรุษจีน บอกม้ามาแล้วความสำเร็จเกิดขึ้น ชี้ตรงปีเกิดตัวเอง วันนี้รัฐมนตรี แจ้งลาประชุม ครม. 5 ราย 

    ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำนายจาง เจี้ยนเว่ย์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และคณะ เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 พร้อมมอบตุ๊กตาม้า และขนมมงคลจีนให้นายกฯ 

    ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมประชาสัมพันธ์ นายอนุทิน พานายจาง เจี้ยนเว่ย์ ไปถ่ายรูปให้เห็นฉากหลังตึกไทยคู่ฟ้า และเดินไปส่งนายจาง เจี้ยนเว่ย์ขึ้นรถ

    จากนั้นนายอนุทิน เดินมาถ่ายภาพบริเวณบูธจัดกิจกรรมหน้าตึกบัญชาการ 1 โดยนายอนุทิน กล่าวช่วงหนึ่งว่า ม้า มังกร มาแล้วมีพลัง ม้ามาแล้วความสำเร็จเกิดขึ้น พร้อมชี้ไปที่ตัวเองและกล่าวว่า “นี่ปีม้า” เมื่อถามว่าแสดงว่าปีม้าปีเกิดของตัวเองก็ฉลองความสำเร็จไปด้วยเลยใช่หรือไม่ นายกฯหัวเราะ จากนั้นเป็นประธานการประชุมครม. ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 

    ผู้สื่อข่าวรายงาน วันเดียวกันนี้มี ครม.แจ้งลาการประชุม 5 คน ได้แก่ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายอัครา พรหมเผ่า รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และจ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช.อุตสาหกรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/40154&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DbvCWhQyNcCv_PBcvKKIJ

  • โคราช ลงนาม ระหว่างธุรกิจด้านการแพทย์ นวัตกรรมสุขภาพ และการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    โคราช ลงนาม ระหว่างธุรกิจด้านการแพทย์ นวัตกรรมสุขภาพ และการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    ที่โรงแรม The Piano Resort เขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยนายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ อดีตอธิบดีกรมควบคุมโรค ดร.วัชรี ปรัชญานุสรณ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา และ ดร.วิโรจน์ วสุศุทธิกุลกานต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอ็มดี สัปปายะ จำกัด ได้ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างภาคธุรกิจด้านการแพทย์ นวัตกรรมสุขภาพ และภาคการท่องเที่ยว พร้อมขับเคลื่อนจังหวัดนครราชสีมาก้าวสู่พื้นที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีศักยภาพในระดับประเทศ และระดับนานาชาติ เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาโครงการด้านสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ งานวิจัย และการพัฒนานวัตกรรม รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ และเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาอย่างเป็นระบบ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทั้งเศรษฐกิจืและคุณภาพชีวิตของผู้คนได้อย่างยั่งยืน เป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนจังหวัดนครราชสีมา สู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพในอนาคต

    สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้ภาคการท่องเที่ยวได้เชื่อมโยงกับภาคการแพทย์ และนวัตกรรมสุขภาพ ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญของโลกในปัจจุบัน นำไปสู่การพัฒนาโครงการเชิงรูปธรรมทั้งในระยะเร่งด่วน ระยะปานกลาง และระยะยาว เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของจังหวัด นครราชสีมาให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เป็นการส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของจังหวัดนครราชสีมา ให้ก้าวสู่การเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวชั้นนำในระดับโลกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5587786/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XgCc2cRauNVBRFK4-KrMg

  • U

    U

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย มองว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วง “เปลี่ยนผ่าน” มากกว่าการฟื้นตัวตามวัฏจักรปกติ โดยมีปัจจัยสำคัญจากการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปใช้จริงในภาคธุรกิจ การฟื้นตัวที่ไม่สมดุลของเศรษฐกิจสหรัฐ และการปรับทิศทางของการลงทุนโลก

    UOB ชี้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ยุคใหม่ AI ขึ้นแท่นแรงขับเคลื่อนหลัก

    ยูโอบีระบุว่า บรรยากาศการลงทุนปรับดีขึ้นต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา จากผลประกอบการภาคธุรกิจที่ยังแข็งแกร่ง ทิศทางนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และการเร่งนำเทคโนโลยีมาใช้ ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อุตสาหกรรมต่างๆ เริ่มนำ AI มาใช้จริงมากขึ้น จากเดิมที่เน้นการทดลอง ทำให้ AI กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อผลิตภาพ การลงทุน และการเติบโตของผลประกอบการ ท่ามกลางการเติบโตเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง

    นายเอเบล ลิม Head of Deposit and Wealth Management ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เผยกลยุทธ์และโอกาสในการลงทุนปี 2569 ว่า “ปีนี้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นประเด็นหลักที่ต้องจับตา และกลายเป็นแกนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับคุณภาพ การกระจายความเสี่ยง และความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุน มากกว่าการไล่ตามกระแสระยะสั้น”

    สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐ ยูโอบีมองว่ายังคงขยายตัวต่อเนื่อง แต่ไม่ทั่วถึง โดยกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และกลุ่มผู้บริโภครายได้สูงยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมและกลุ่มรายได้ต่ำเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง สะท้อนภาพการฟื้นตัวแบบ “K-shaped” ที่ความแตกต่างเชิงโครงสร้างเด่นชัดขึ้น

    ขณะเดียวกัน AI กำลังก้าวจากการทดลองไปสู่การใช้งานจริงที่สามารถสร้างรายได้ การลงทุนจึงเริ่มหันไปให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่นำไปใช้ได้จริง เช่น ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ และยานยนต์ยุคใหม่ โดยแม้สหรัฐจะยังเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม แต่การสนับสนุนเชิงนโยบายของจีนในอุตสาหกรรม AI และเทคโนโลยีขั้นสูง กำลังช่วยเร่งโอกาสการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย

    จีนยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์การกระจายการลงทุนระดับโลก ด้วยบทบาทหลักในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การผลิตขั้นสูง และการสื่อสาร ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ของจีน ในดัชนี CSI 300 มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นแตะระดับร้อยละ 11 ช่วยลดการพึ่งพาตลาดภายในประเทศ และเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว

    สำหรับประเทศไทย เศรษฐกิจในปี 2569 ยังขับเคลื่อนหลักจากภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ขณะที่ภาคการผลิตเผชิญแรงกดดันให้เร่งปรับตัวสู่ “อุตสาหกรรมใหม่” หรือ New S-Curve เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI

    ด้านการส่งออกอาจชะลอลงหลังจากมีการเร่งส่งมอบล่วงหน้าก่อนการเปลี่ยนแปลงมาตรการทางการค้า ขณะที่เศรษฐกิจยังคงอ่อนไหวต่อความไม่แน่นอนด้านการค้า ความเสี่ยงจากภาวะเงินฝืด ภัยธรรมชาติ และปัจจัยทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง อย่างไรก็ดี การบริโภคภายในประเทศ การใช้จ่ายภาครัฐ และการท่องเที่ยวยังเป็นแรงพยุงสำคัญ โดยมีโอกาสที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงต้นปีจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัว

    ภายใต้ภาวะตลาดที่ผันผวน ยูโอบีแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ที่รอบคอบมากขึ้น ผ่านการกระจายการลงทุนในหลายภูมิภาคและหลายประเภทสินทรัพย์ เลือกลงทุนในบริษัทที่นำเทคโนโลยีไปใช้ได้จริงและสร้างมูลค่าได้ชัดเจน พร้อมเสริมพอร์ตด้วยสินทรัพย์ที่ให้รายได้สม่ำเสมอ เช่น ตราสารหนี้คุณภาพและหุ้นปันผล เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iewf32es9y5j18mbryxdvimszt08x7jr&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZlRBFAOmnIe0lwTh_QvZK