Blog

  • เอกอัครราชทูตจีนฯ เข้าพบนายกฯ ยินดีต่อผลการเลือกตั้ง เดินหน้าความสัมพันธ์ไทย-จีน ในโอกาสครบรอบ 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ขณะที่ ททท. จัดงานเทศกาลตรุษจีน ปี 2569 ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    เอกอัครราชทูตจีนฯ เข้าพบนายกฯ ยินดีต่อผลการเลือกตั้ง เดินหน้าความสัมพันธ์ไทย-จีน ในโอกาสครบรอบ 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ขณะที่ ททท. จัดงานเทศกาลตรุษจีน ปี 2569 ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    เอกอัครราชทูตจีนฯ เข้าพบนายกฯ ยินดีต่อผลการเลือกตั้ง เดินหน้าความสัมพันธ์ไทย-จีน ในโอกาสครบรอบ 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ขณะที่ ททท. จัดงานเทศกาลตรุษจีน ปี 2569 ส่งเสริมการท่องเที่ยว


    10/02/2569 | 115 |

    วันนี้ (วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 09.30 น. ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายจาง เจี้ยนเว่ย์ (H.E. Mr. Zhang Jianwei) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และคณะ เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

    เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนฯ แสดงความยินดีกับนายกรัฐมนตรีที่ได้รับเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชน พร้อมทั้งขอบคุณ
    นายกรัฐมนตรีที่มีกำหนดเข้าร่วมงานวันตรุษจีน ณ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยในวันพรุ่งนี้ (วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569) ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญของความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและจีน

    ด้านนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปี 2569 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ถือเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือระหว่างกันในทุกระดับ โดยรัฐบาลไทยพร้อมทำงานร่วมกับฝ่ายจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และเชื่อมโยงประชาชนรวมถึงวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า การจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีน
    มายังประเทศไทย ทั้งในช่วงเทศกาลตรุษจีนและตลอดทั้งปี พร้อมสานต่อและยกระดับความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ อันจะเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศในระยะยาว

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ร่วมถ่ายภาพที่ระลึกเพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 พร้อมกับคณะสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน
    ประจำประเทศไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมรับมอบม้ามงคลให้กับนายกรัฐมนตรีในโอกาสดังกล่าว

    ทั้งนี้ ททท. ได้ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน จัดงาน เทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 (Amazing Thailand Happy Chinese New Year 2026)
    เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและเฉลิมฉลองครบรอบ 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน โดยจัดกิจกรรมหลักในกรุงเทพมหานคร 2 พื้นที่ ได้แก่ การประดับไฟถนนเยาวราช
    ระหว่างวันที่ 7 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 และงานเทศกาล ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ระหว่างวันที่ 14 – 18 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมจีน
    กิจกรรมสาธิตไทย–จีน และการแสดงจากศิลปินชื่อดังทั้งไทยและจีน

    นอกจากนี้ ททท. ยังจัดงาน Amazing Thailand Chinese New Year 2026 @ Hat Yai ระหว่างวันที่ 17–20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นำเสนอศิลปวัฒนธรรมจีนในรูปแบบร่วมสมัย ควบคู่การแสดง เสริมสิริมงคล กิจกรรมเวิร์กชอป และร้านค้ากว่า 100 ร้าน พร้อมสนับสนุนการจัดงานตรุษจีนในจังหวัดสำคัญที่มีการสืบทอดประเพณีมาอย่างยาวนาน
    รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือกับศูนย์การค้าและภาคเอกชนทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว สร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความเป็นสิริมงคลในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/161448


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/474997&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O41QyVP6mXAV3GnNs1E8X

  • กรมทางหลวงชนบท เดินหน้าสร้างถนนเลียบแม่น้ำโขงนาคาวิถี ช่วงสะพานมิตรภาพไทย – ลาว (แห่งที่ 2) จ.มุกดาหาร-พระธาตุพนม จ.นครพนม คืบหน้า 44% คาดแล้วเสร็จปี 70

    กรมทางหลวงชนบท เดินหน้าสร้างถนนเลียบแม่น้ำโขงนาคาวิถี ช่วงสะพานมิตรภาพไทย – ลาว (แห่งที่ 2) จ.มุกดาหาร-พระธาตุพนม จ.นครพนม คืบหน้า 44% คาดแล้วเสร็จปี 70

    กรมทางหลวงชนบท ส่งเสริมเศรษฐกิจการค้า-ขนส่ง-ท่องเที่ยวชายแดน เดินหน้าสร้างถนนเลียบแม่น้ำโขงนาคาวิถี ช่วงสะพานมิตรภาพไทย – ลาว (แห่งที่ 2) จ.มุกดาหาร-พระธาตุพนม จ.นครพนม คืบหน้า 44% คาดแล้วเสร็จปี 70

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยความคืบหน้าโครงการถนนเลียบแม่น้ำโขงนาคาวิถี ช่วงสะพานมิตรภาพไทย – ลาว (แห่งที่ 2) จังหวัดมุกดาหาร- พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม ซึ่งปัจจุบันการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว 44% โดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณเดือนมีนาคม 2570

    โครงการก่อสร้างถนนเลียบแม่น้ำโขงนาคาวิถี ช่วงสะพานมิตรภาพไทย – ลาว (แห่งที่ 2) จ.มุกดาหาร – พระธาตุพนม อำเภอเมือง ธาตุพนม จังหวัดนครพนม โดยจะดำเนินการก่อสร้างและปรับปรุงเส้นทางบนถนน ทางหลวงชนบทสาย มห.3015 และถนนทางหลวงชนบทสาย นพ.3015 ให้เป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก มีผิวจราจรกว้าง 6 เมตร ไหล่ทางกว้าง ข้างละ 0 – 2 เมตร พร้อมระบบระบายน้ำในเขตชุมชนและมีการขยายสะพานในสายทาง จำนวน 11 แห่ง รวมถึง สร้างจุดพักรถและชมทิวทัศน์ ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 615 ล้านบาท โดยมีจุดเริ่มต้นโครงการ กม.ที่ 0+000 ตั้งแต่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร และมีจุดสิ้นสุดโครงการ กม.ที่ 43+485 บริเวณพระธาตุพนม รวมระยะทางดำเนินการ 43.485 กิโลเมตร โดยระหว่างทางจะผ่านสถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยว ประกอบด้วย สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร – สะหวันนะเขต) หาดมโนภิรมย์ วัดสองคอน แก่งกะเบา นอกจากนี้ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้มีการนำเอกลักษณ์ท้องถิ่นมาประกอบในการก่อสร้าง เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยววิถีไทย และหนุนการค้าการขนส่งระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้มีการออกแบบป้ายถนนท่องเที่ยว “นาคาวิถี” เพื่อแสดงถึงเอกลักษณ์ของท้องถิ่น และนำเสนอวัฒนธรรมผ่านถนนสายดังกล่าว โดยมีการนำรูปพญานาค ที่ให้ความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ ความศรัทธา และตัวแทนลำน้ำโขง รวมถึง แนวความคิดในการใช้โทนสีธรรมชาติในการออกแบบการใส่รายละเอียดของแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำแห่งวิถีชีวิตของชาวอีสาน ตลอดจนได้นำเสนอโดยการใส่องค์ประกอบที่แสดงถึงบั้งไฟพญานาค, พระจันทร์เต็มดวง อันแสดงถึงความเชื่อและวัฒนธรรมของชาวอีสานซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอีกด้วย

    ทั้งนี้ เมื่อโครงการดังกล่าวก่อสร้างแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มศักยภาพของโครงข่ายถนนทางหลวงชนบทให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น รองรับการขยายตัวในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดนครพนม เป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจการท่องเที่ยว การคมนาคมขนส่ง การค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ช่วยให้ประชาชน/นักท่องเที่ยว สัญจรได้อย่างสะดวกรวดเร็วปลอดภัย ทั้งยังเป็นการยกระดับให้เป็นถนนท่องเที่ยว เส้นทาง (Scenic Route) เลียบริมฝั่งแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/66320&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hFFW4Zosxbnxbou16mfW5

  • เปิดมุมมองแบงก์ต่างชาติ DBS – UOB ต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย หลังผลเลือกตั้งเซอร์ไพรส์ตลาด

    เปิดมุมมองแบงก์ต่างชาติ DBS – UOB ต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย หลังผลเลือกตั้งเซอร์ไพรส์ตลาด

    ผลการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของไทย อย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าสร้างความประหลาดใจให้กับหลายคนอยู่ไม่น้อย หลังจากพรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มจะชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงประมาณ 190 – 200 ที่นั่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งหมด 500 ที่นั่ง

    การตอบรับที่ออกมาตลอดช่วง 2 วันที่ผ่านมา ในมุมของเศรษฐกิจและการลงทุน โดยเหมือนจะไปในทิศทางบวก ทั้งจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างรวดเร็วจากระดับ 31.6 บาทต่อดอลลาร์ สู่ 31.1 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่หุ้นไทยเปิดกระโดดอย่างร้อนแรงจาก 1,354 จุด มายืนเหนือ 1,400 จุด พร้อมกับแรงซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามา 1.6 หมื่นล้านบาท ภายในวันเดียว มากสุดในรอบ 4 ปี

    คำถามสำคัญที่ตามมาคือ มุมมองของนักลงทุนต่างชาติต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในไทย เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด และ sentiment เชิงบวกนี้จะดำเนินต่อไปได้ต่อเนื่องหรือไม่

    UOB ชี้ความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ ขึ้นอยู่กับความราบรื่นในการตั้งรัฐบาล

    วันนี้ (10 กุมภาพันธ์) เอเบล ลิม Head of Deposit and Wealth Management ธนาคารยูโอบี (UOB) ประเทศไทย กล่าวว่า เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ความราบรื่นในการจัดตั้งรัฐบาลถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ก็ควรเร่งเพิ่มความชัดเจนในฝั่งนโยบายการคลัง ซึ่งควรมีแนวทางที่สอดคล้องกับนโยบายการเงินด้วย

    นอกจากนี้ ในระยะข้างหน้า การนำนโยบายไปปฏิบัติ (Execution) ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ตลาดในวงกว้างยอมรับ

    “หนึ่งในปัญหาหลักที่ฉุดรั้งประเทศไทยมาโดยตลอดคือความไม่แน่นอนทางการเมือง ดังนั้น การจัดตั้งรัฐบาลที่เรียบร้อยจึงทำให้นักลงทุนต่างชาติมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น” ลิมกล่าว

    ลิมกล่าวต่อว่า ในฐานะธนาคารระดับโลกยังมองว่า ไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในอาเซียน และเป็นหนึ่งในประเทศที่จะได้รับประโยชน์หลักจากยุทธศาสตร์ China Plus One อย่างไรก็ตาม หนึ่งในข้อกังวลของนักลงทุนขณะนี้คือ กระบวนงบประมาณปี 2570 ที่คาดว่าอาจล่าช้าออกไป เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาล กระนั้น หากรัฐบาลใหม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ในช่วงหาเสียงได้ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็จะเพิ่มขึ้น

    UOB แนะไทยเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง พร้อมไปกับพยุงการบริโภค

    ลิมกล่าวต่อว่า รัฐบาลใหม่ยังควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการปรับเปลี่ยนนโยบายขนานใหญ่เพื่อจัดการกับปัญหาช่องว่างผลผลิต (Output Gap) ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม เนื่องจาก ปัจจุบัน UOB คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวเพียง 1.8% เท่านั้นต่ำกว่าระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย (Potential Growth) ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.7% เนื่องมาจากปัจจัยด้านสังคมสูงวัยและผลิตภาพต่ำ (Productivity)

    ดังนั้น ลิมจึงอยากเห็นรัฐบาลใหม่มุ่งเน้การเพิ่มผลิตภาพและการเร่งส่งเสริมอุตสาหกรรมหลัก โดยเฉพาะการต่อยอดจากกระแส AI และ EV

    “เมื่อปีที่ผ่านมา ไทยสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้กว่า 1.09 ล้านล้านบาท และยังคงเป็นจุดหมายที่น่าดึงดูดใจอย่างมากสำหรับนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานสะอาด และกลุ่มบริษัทที่เชื่อมโยงกับศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะ (AI Data Center) อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเราเห็นว่า ‘มาเลเซีย’ เป็นคู่แข่งสำคัญที่สามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้จำนวนมาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม Data Center แต่เรายังเชื่อมั่นว่าประเทศไทยยังคงมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในภูมิภาคนี้” ลิมกล่าว

    นอกจากการส่งเสริมผลิตภาพแล้ว ลิมมองว่า รัฐบาลไทยยังควรออกนโยบายสนับสนุนภาคการบริโภคต่อไป เนื่องจากกังวลว่า ไทยจะเกิดภาวะที่ผู้บริโภคหยุดการจับจ่าย ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ‘เงินเฟ้อต่ำผิดปกติ’ (Low-flation)

    ทั้งนี้ ในประมาณการล่าสุดของ UOB คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ของไทยปีนี้จะติดลบเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่ -0.3% หนักกว่าปีก่อนหน้าที่ -0.1%

    DBS ปรับเป้า SET 1,500 จุด จาก sentiment ไม่ใช่พื้นฐาน

    จันทร์เพ็ญ ศิริธนารัตนกุล กรรมการบริหารอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า เราปรับเป้าหมายของดัชนี SET ขึ้นเป็น 1,500 จุด แต่ไม่ได้เป็นการปรับเพิ่มการเติบโตของกำไร ซึ่งเรายังมองว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) จะยังเติบโตที่ระดับ 7% เท่าเดิม ส่วนเป้าหมายที่เพิ่มขึ้นมาจากการปรับเพิ่ม Forward P/E ขึ้นเป็น 16 เท่า จากกระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้ามามากขึ้น

    “ผลการเลือกตั้งออกมา เกินกว่าที่หลายฝ่ายคิด ก่อนหน้านี้เราคิดว่าคะแนน 3 พรรคใหญ่ จะใกล้เคียงกัน แต่ออกมาเป็นภูมิใจไทยที่ได้เยอะมาก ทำให้เห็นความชัดเจนมากขึ้นทางด้านการเมือง และน่าจะเห็นความต่อเนื่องของนโยบาย ซึ่งเป็นอันนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้โฟลว์ของกองทุนต่างประเทศเข้ามาก พร้อมกับมูลค่าการซื้อขายระดับแสนล้าน” จันทร์เพ็ญกล่าว

    นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แต่ภาพการเมืองที่ชัดเจนขึ้นน่าจะเป็นปัจจัยบวก แต่ถามว่าหุ้นไทยจะพุ่งขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ต้องกลับมาดูที่ปัจจัยพื้นฐาน ถ้าดูการเติบโตของ GDP ไทย ยังค่อนข้างตามหลังประเทศใกล้เคียง อย่างปีนี้คาดไว้ที่ 1.6% เทียบกับภูมิภาคที่น่าจะเติบโตเฉลี่ย 4%

    “เราต้องพิสูจน์ว่ารัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วจะส่งผ่านนโยบายอะไรบ้างที่ทำให้ปัจจัยพื้นฐานของเราแข็งแกร่งขึ้น และน่าจะดึงเงินลงทุนกลับมาได้มากกว่านี้ แต่ตอนนี้เป็นแค่การปรับพอร์ตเล็กน้อยเท่านั้น”​ จันทร์เพ็ญ

    อย่างไรก็ดี จากเป้าหมาย 1,500 จุด เท่ากับว่าหุ้นไทยโดยเฉลี่ยยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อได้อีกประมาณ 7% แต่นักลงทุนต้องเลือกเป็นรายหุ้น เพราะช่วง 2 วันที่ผ่านมา หุ้นหลายตัวขึ้นมาแรงมาก และไปถึงราคาเหมาะสมแล้ว

    ขณะที่รายงาน Regional Market Focus 2026 Outlook ของ DBS เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เปรียบเทียบความน่าสนใจของตลาดหุ้นใน 3 ประเทศ ที่อยู่ในอาเซียน โดยมองว่าหุ้นอินโดนีเซียน่าสนใจกว่าฟิลิปปินส์ และฟิลิปปินส์น่าสนใจกว่าไทย

    ด้าน เวย์ ฟุก โหว Chief Investment Office, DBS Bank เปิดเผยว่า DBS อยู่ระหว่างการทบทวนมุมมองใหม่ สำหรับรายงานไตรมาสที่ 2 โดยจะประเมินมูลค่าเปรียบเทียบ (Relative Value) ระหว่างประเทศต่างๆ ใหม่อีกครั้ง ตามสถานการณ์การเมืองไทยที่ชัดเจนขึ้นและกระแสเงินทุนที่เปลี่ยนไป รวมทั้งประเด็นความกังวลที่เกิดขึ้นกับหุ้นอินโดนีเซียที่เสี่ยงจะถูกปรับลดจาก Emerging Market ไปสู่ Frontier Market

    สำหรับกลุ่มหุ้นไทยที่ยังน่าสนใจลงทุน ดีบีเอสแนะนำว่าให้เน้นที่ปัจจัยพื้นฐาน อย่างกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่อัตราเงินปันผลสูง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการปล่อยกู้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่ย่ำแย่มานาน ก็มีแนวโน้มจะฟื้นตัวได้ และสุดท้ายคือหุ้นอิงกับการท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/dbs-uob-thailand-election-outlook/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ywYqC0wyAGlU4Wh3HDRDS

  • คลังยกเครื่อง TFEX ดันคาร์บอน-ดิจิทัล สู่ตลาดลงทุนยุคใหม่

    คลังยกเครื่อง TFEX ดันคาร์บอน-ดิจิทัล สู่ตลาดลงทุนยุคใหม่

    คลังเดินหน้ายกเครื่อง TFEX ดันคาร์บอน-ดิจิทัล เป็นเครื่องมือการลงทุนยุคใหม่

    กระทรวงการคลังประกาศเดินหน้ายกระดับ ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (TFEX) ให้ทันกับทิศทางโลกการเงินการลงทุน และสอดรับกับ “วิสัยทัศน์เศรษฐกิจใหม่ของไทย” ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน ทั้งมิติสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัล

    การยกระดับครั้งนี้มุ่งปรับปรุงและเพิ่มเติม สินค้าอ้างอิงและตัวแปรอ้างอิง ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ในตลาดอนุพันธ์ไทย ช่วยดึงดูดนักลงทุน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ โดยยังอยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแลที่รัดกุมและคุ้มครองผู้ลงทุนมากขึ้น

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ตลาดอนุพันธ์ทั่วโลกได้พัฒนาไปไกลกว่าสินค้าแบบเดิม และเริ่มสะท้อน ‘เศรษฐกิจจริง’ และ ‘ความเสี่ยงรูปแบบใหม่’ ตั้งแต่คาร์บอนเครดิตไปจนถึงสินทรัพย์ดิจิทัล ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจดิจิทัล การมีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงและผลิตภัณฑ์การลงทุนที่สอดรับกับบริบทใหม่นี้ จึงถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่สำคัญ

    ภายใต้การปรับปรุงครั้งนี้ กระทรวงการคลังและสำนักงาน ก.ล.ต. เห็นพ้องในการยกระดับ TFEX ให้รองรับผลิตภัณฑ์สำคัญของอนาคต อาทิ 

    • คาร์บอนเครดิต จากเดิมที่เป็นเพียงตัวแปรอ้างอิง จะถูกยกระดับเป็นสินค้าอ้างอิงที่สามารถส่งมอบได้จริง รองรับทั้งการส่งมอบและการชำระราคาเป็นส่วนต่าง 

    เพิ่ม สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Allowance) และ ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero

    เพิ่ม สินทรัพย์ดิจิทัล เช่น คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล เป็นสินค้าอ้างอิง เพื่อให้การกำกับดูแลครอบคลุมและรองรับการลงทุนยุคใหม่

    • ขยายดัชนีอ้างอิงด้านอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย ค่าระวาง และดัชนีสินค้าให้สะท้อนตลาดจริงมากขึ้น

    • ปรับขอบเขตสินค้าอ้างอิงบางประเภท เช่น กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ให้สอดคล้องกับโครงสร้างตลาดโลก

    การปรับกรอบดังกล่าวจะช่วยให้ TFEX สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายและเป็นไปตามมาตรฐานสากล ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. จะสามารถกำกับดูแล ติดตาม และกำหนดรายละเอียดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้เหมาะสม ลดความเสี่ยงต่อผู้ลงทุนและเสถียรภาพตลาดทุนโดยรวม

    กระทรวงการคลังย้ำว่า การยกระดับ TFEX ครั้งนี้ คือการสร้างสมดุลระหว่าง นวัตกรรมทางการเงิน กับ การคุ้มครองผู้ลงทุน เพื่อให้ตลาดอนุพันธ์ไทยเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/tfex-green-digital&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw181uVwsSbLTrHbCvor5mBL

  • การดำเนินงานเกี่ยวกับแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

    การดำเนินงานเกี่ยวกับแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

    ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :

    ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93188&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32WjZTCtDDSfT0llLNQ01-

  • ทำไมคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ถึงตอบโจทย์คนอยากเป็นมืออาชีพสายธุรกิจยุคดิจิทัล – คณะศิลปศาสตร์

    ทำไมคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ถึงตอบโจทย์คนอยากเป็นมืออาชีพสายธุรกิจยุคดิจิทัล – คณะศิลปศาสตร์

    สวัสดีจ้าาา! น้อง ๆ ชาว Gen Z ที่มีความฝันอยากโลดแล่นในโลกธุรกิจยุคใหม่ทุกคน! เคยรู้สึกไหมว่าโลกหมุนเร็วซะจนตามไม่ทัน? เดี๋ยวก็ AI, เดี๋ยวก็ Metaverse, เดี๋ยวก็ Digital Marketing เทรนด์ใหม่ ๆ มาเพียบ! แล้วเราจะเตรียมตัวยังไงให้พร้อมเป็นตัวท็อปในสายงานที่ฝันไว้? วันนี้พี่ ๆ จะมาเฉลยว่าทำไม คณะศิลปศาสตร์ ที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) ถึงเป็นคำตอบสุดท้ายที่ใช่ที่สุดสำหรับทุกคน! 🚀

    1. ไม่ใช่แค่ภาษา แต่คือ ‘ภาษาเพื่อธุรกิจ’ ตัวจริง! 💼

    ลืมภาพจำเก่า ๆ ที่ว่าเรียนศิลปศาสตร์แล้วต้องเป็นครูหรือนักแปลไปได้เลย! ที่ คณะศิลปศาสตร์ SPU เราไม่ได้สอนแค่ให้ ‘พูดได้’ แต่เราสอนให้ ‘ใช้เป็น’ ในโลกธุรกิจจริง ๆ น้อง ๆ จะได้เรียนรู้วิธีการสื่อสารเพื่อการตลาด, การเจรจาต่อรองกับลูกค้าต่างชาติ, การเขียนคอนเทนต์ดิจิทัลให้น่าสนใจ หรือแม้กระทั่งการสื่อสารในธุรกิจการบินและการบริการ นี่คือทักษะที่บริษัทชั้นนำกำลังมองหา! ทำให้บัณฑิตจาก มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นที่ต้องการของตลาดงานอย่างมาก

    2. เรียนกับ Professional ตัวจริง ประสบการณ์แน่นปึ้ก! 🌟

    จุดเด่นที่ทำให้เราแตกต่าง คือการได้เรียนกับอาจารย์ที่เป็น ‘ตัวจริง’ ในวงการ ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล, ผู้บริหารจากสายการบินชั้นนำ, หรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาจะนำเคสจริง ๆ ประสบการณ์ตรงมาสอน มาแชร์ให้น้อง ๆ ได้เรียนรู้แบบ Exclusive ที่หาไม่ได้จากในตำราเรียน ทำให้ทุกคลาสเรียนเต็มไปด้วยความสนุก ตื่นเต้น และนำไปใช้ทำงานได้ทันทีหลังเรียนจบ!

    3. เจาะลึกหลักสูตร คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่มากกว่าใคร 🎯

    หลักสูตรของเราถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์โลกยุคใหม่โดยเฉพาะ มีการผสมผสานศาสตร์ต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว:

    • ภาษาอังกฤษสื่อสารทางธุรกิจ: เรียนภาษาอังกฤษ ควบคู่ไปกับกลยุทธ์การสื่อสารในโลกธุรกิจ การใช้ภาษาในการสื่อสารต่างๆ
    • ภาษาจีนการสื่อสารธุรกิจ: เรียนภาษาจีน ควบคู่ไปกับกลยุทธ์การสื่อสารในโลกธุรกิจ ปั้นฝันคนอยากทำงานสายการบริการ เช่น การบิน การโรงแรม ฯลฯ ให้เป็นจริง เรียนรู้ทุกกระบวนการ
    • ภาษาญี่ปุ่นเพื่อการสื่อสารธุรกิจ: เรียนภาษาญี่ปุ่นควบคู่ไปกับกลยุทธ์การสื่อสารในโลกธุรกิจ เสริมเขี้ยวเล็บด้วยการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อธุรกิจ

    น้อง ๆ สามารถดูรายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์คณะศิลปศาสตร์ SPU ได้เลย!

    4. Ecosystem สุดปัง! เรียนสนุก พร้อมคอนเนคชั่นเพียบ 🤝

    ชีวิตในรั้ว SPU ไม่ได้มีแค่การเรียนในห้อง! เรามีกิจกรรม Workshop, โครงการสหกิจศึกษา (ฝึกงาน) กับบริษัทชั้นนำ, และมีคอนเนคชั่นกับรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จในหลากหลายวงการ ทำให้น้อง ๆ ไม่เพียงได้ความรู้ แต่ยังได้สร้างเครือข่ายทางสังคมที่จะเป็นประโยชน์ในอนาคตอีกด้วย สภาพแวดล้อมที่นี่พร้อมซัพพอร์ตให้ทุกคนได้ “เรียนกับตัวจริง ประสบการณ์จริง” อย่างเต็มที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/liberal-arts/news-activity/24381/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wLiIvCWLsNdnGXzunfNfK

  • ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคายฯ เปิดรับน้องผู้พิการเรียนกินอยู่ฟรี!  สร้างโอกาสสู่อาชีพยั่งยืน

    ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคายฯ เปิดรับน้องผู้พิการเรียนกินอยู่ฟรี!  สร้างโอกาสสู่อาชีพยั่งยืน

    เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้พิการได้มีโอกาสทางการศึกษา พัฒนาศักยภาพ และต่อยอดสู่อาชีพอย่างยั่งยืน และขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตคนพิการให้มีชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไป

    เริ่มสมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้จนถึง 28 มีนาคม 2569 และผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาน้องๆ ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

    นายชิด สุขหนู ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดเผยว่า วิทยาลัยฯ เป็นสถานศึกษาสำหรับคนพิการแห่งแรกของภาคอีสาน ก่อตั้งขึ้นปี 2560 มุ่งจัดการศึกษาและฝึกอาชีพให้กับผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย ให้ดูแลตนเองและครอบครัวได้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ

    โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับวิทยาลัย ไว้ในพระราชูปถัมภ์ตั้งแต่ 16 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมาวิทยาลัยฯ สามารถผลิตบุคลากรคนพิการเข้าสู่ตลาดแรงงานระดับมืออาชีพเพื่อทำงานรับใช้สังคมมาแล้วกว่า 628 คน

    สำหรับปีการศึกษา 2569 วิทยาลัยฯ จะเปิดรับสมัคร 3 หลักสูตร คือ

    1) หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล (ผู้จบ ม.3 หรือเทียบเท่า)

    2) หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล (ผู้จบ ม.6)  มุ่งเน้นการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรม การออกแบบกราฟิก และการพัฒนาเว็บไซต์  ฯลฯ

    3) หลักสูตรขั้นเตรียมการศึกษา สำหรับคนพิการที่ไม่มีวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้นอายุ 15ปี ขึ้นไป

    ทั้งนี้เอกสารที่ใช้ในการสมัคร ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน  สำเนาทะเบียนบ้าน รูปถ่าย 1.5 นิ้ว 4 รูป  สำเนาบัตรคนพิการ สำเนาวุฒิการศึกษา ใบสูติบัตร(ถ้ามี) ใบรับรองแพทย์ (ไม่เป็นโรคติดต่อ) โดยน้องๆ ผู้เรียนจะได้รับการสนับสนุนให้ศึกษาจนจบระดับ ปวช.–ปวส. เพื่อให้สามารถมีงานทำ ดูแลตนเองและครอบครัวได้

    ทางวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย มีหอพักและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ พร้อมอาหาร 3 มื้อ รวมทั้งอุปกรณ์การเรียนการสอนที่เป็นสื่อทันสมัย

    โดยเปิดรับตั้งแต่วันนี้ถึง 28 มีนาคม 2569 ซึ่งผู้พิการทางการเคลื่อนไหวสามารถสมัครได้แล้วที่ ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ฯ  หรือ fb วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ฯ

    สอบถามเพิ่มเติมได้ที่คุณแพร โทร 064 109 4401 หรือ 042 465 645 หรือ ดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ www.nrtc.ac.th

    ทั้งนี้ สำหรับผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ธนาคารกรุงไทย สาขาหนองคาย เลขที่ 295 6 00370 4 หรือผ่านระบบ e -Donation

    โดยสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ รายได้ทั้งหมดจะนำไปใช้ในการจัดการศึกษา ฝึกอาชีพ บริหารจัดการ และยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.onlinenewstime.com/the-holy-redeemer-technological-college-nong-khai-is-accepting-students-with-disabilities-for-free-education/pr-news/amp/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14vD0CijxFI-ldkZVIE8kQ

  • “เอกนิติ” ไฟเขียวตลาดทุนสีเขียว อนุญาตคาร์บอนเครดิต เป็นสินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์

    “เอกนิติ” ไฟเขียวตลาดทุนสีเขียว อนุญาตคาร์บอนเครดิต เป็นสินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์

    “เอกนิติ” ไฟเขียวตลาดทุนสีเขียว อนุญาตคาร์บอนเครดิต เป็นสินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์

    วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.12 น.

    กระทรวงการคลังพร้อมเดินหน้ายกระดับ“ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (TFEX)” ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกการเงินการลงทุน และตอบโจทย์ “วิสัยทัศน์เศรษฐกิจใหม่ของไทย” ที่ต้องขับเคลื่อนด้วยหลายมิติอย่างรอบด้าน โดยการยกระดับครั้งนี้มุ่งเสริมมิติเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัลให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ผ่านการปรับปรุงและเพิ่มเติม “สินค้าอ้างอิง/ตัวแปรอ้างอิง” ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 เพื่อให้ตลาดอนุพันธ์ไทยมีความหลากหลาย ครอบคลุม และดึงดูดนักลงทุน โดยอยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแลที่รัดกุมคุ้มครองผู้ลงทุนมากยิ่งขึ้น 

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า “วันนี้ ตลาดอนุพันธ์ทั่วโลกไม่ได้จำกัดอยู่แค่สินค้าแบบเดิม แต่พัฒนาไปสู่สินทรัพย์ใหม่ ๆ ที่สะท้อน “โลกเศรษฐกิจจริง” และ “ความเสี่ยงรูปแบบใหม่” ตั้งแต่คาร์บอน ไปจนถึงสินทรัพย์ดิจิทัล ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจดิจิทัล การมีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงและผลิตภัณฑ์ที่ตอบรับโอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่จึงเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน” ที่สำคัญ กระทรวงการคลังจึงร่วมกับ ก.ล.ต. ยกระดับกรอบสินค้าและตัวแปรอ้างอิงให้ทันสากล โปร่งใส และคุ้มครองผู้ลงทุน เพื่อให้ประเทศไทยแข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืน

    ภายใต้หลักการปรับปรุงครั้งนี้ กระทรวงการคลังและ ก.ล.ต. เห็นพ้องในการยกระดับ TFEX ให้รองรับผลิตภัณฑ์สำคัญของอนาคต**

    1. ยกระดับ “คาร์บอนเครดิต” จากเดิมเป็นตัวแปรอ้างอิง ให้เป็น “สินค้าอ้างอิงที่สามารถส่งมอบได้”เพื่อรองรับการซื้อขายได้ทั้งแบบส่งมอบจริงและชำระราคาเป็นส่วนต่าง (cash settlement) ทำให้ “คาร์บอน” ขยับจากแนวคิดเชิงนโยบายไปสู่กลไกตลาดที่ใช้งานได้จริง 

    2. เพิ่ม “สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Allowance)” และ “ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC)” เป็นสินค้าอ้างอิง เพื่อหนุนการมุ่งสู่ Net Zero และขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นระบบ 

    3. เพิ่ม “สินทรัพย์ดิจิทัล (คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล)” เป็นสินค้าอ้างอิง เพื่อให้การกำกับดูแลธุรกิจที่เกี่ยวข้องครอบคลุม รองรับการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศตามการเติบโตของตลาด 

    4. เพิ่มดัชนีบนตัวแปรอ้างอิง (FX, อัตราดอกเบี้ย, ค่าระวาง) และดัชนีบนสินค้าอ้างอิง เพื่อให้ครอบคลุมดัชนีที่เกี่ยวข้องครบถ้วนและสะท้อนสภาพตลาดได้ดียิ่งขึ้น 

    5. ปรับปรุงขอบเขตสินค้าอ้างอิงบางรายการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น (เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์จากการกลั่นน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ หรือปิโตรเคมี) เพื่อสอดคล้องกับโครงสร้างสินค้าในตลาดจริง 

    การปรับปรุงดังกล่าวจะช่วยให้ศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย สอดคล้องมาตรฐานสากลและความต้องการของผู้ลงทุน ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. จะสามารถติดตาม ตรวจสอบ และกำกับดูแลศูนย์ซื้อขายและผู้ประกอบธุรกิจ รวมถึงกำหนดรายละเอียดแบบและข้อความของสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (contract specification) ได้เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบต่อผู้ลงทุนและตลาดทุนโดยรวม

    -032

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/946337&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31gOAZ1Y6r_35d6PhubHt8

  • 5 อาชีพดาวรุ่งสำหรับบัณฑิตคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุมปี 2025 – คณะศิลปศาสตร์

    5 อาชีพดาวรุ่งสำหรับบัณฑิตคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุมปี 2025 – คณะศิลปศาสตร์

    ใครว่าจบศิลปศาสตร์แล้วหางานยาก? บอกเลยว่าไม่จริง! โลกยุคใหม่ต้องการทักษะรอบด้านที่ชาว คณะศิลปศาสตร์ ของเรามีเต็มเปี่ยม! มาดูกันเลยว่าบัณฑิตจาก มหาวิทยาลัยศรีปทุม อย่างเราจะไปเฉิดฉายในอาชีพไหนได้บ้างในปี 2025 นี้!

    เปิดโผ 5 อาชีพสุดปัง! สำหรับชาวคณะศิลปศาสตร์ SPU

    ทักษะด้านภาษา การสื่อสาร ความเข้าใจในวัฒนธรรม และการคิดวิเคราะห์ คือขุมทรัพย์ที่บัณฑิต คณะศิลปศาสตร์ SPU ทุกคนมี! และนี่คือ 5 สายงานที่ต้องการขุมทรัพย์เหล่านี้สุดๆ

    1. Digital Content Creator / Content Strategist (นักสร้างสรรค์และวางกลยุทธ์คอนเทนต์) ✍️

    โลกออนไลน์ขับเคลื่อนด้วยคอนเทนต์! อาชีพนี้ไม่ใช่แค่การเขียนแคปชั่น แต่คือการเล่าเรื่อง (Storytelling) การวางแผนคอนเทนต์ให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาต่อยอด ทักษะการสื่อสารและการจับประเด็นที่เรียนมาได้ใช้เต็มๆ แน่นอน เด็ก คณะศิลปศาสตร์ ถนัดเรื่องนี้ที่สุด!

    2. UX Writer / UX Researcher (นักเขียนและนักวิจัยประสบการณ์ผู้ใช้) 📱

    เคยสงสัยไหมว่าทำไมแอปฯ บางตัวใช้งานง่ายจัง? เบื้องหลังคือ UX Writer ที่ใช้ทักษะทางภาษาออกแบบ “ทุกคำ” บนหน้าจอให้คนเข้าใจง่ายที่สุด และ UX Researcher ที่ใช้ความเข้าใจในพฤติกรรมมนุษย์เพื่อพัฒนาระบบให้ดีขึ้น เป็นการผสมผสานศาสตร์และศิลป์ที่บัณฑิต คณะศิลปศาสตร์ ทำได้ดีเยี่ยม

    3. HR Specialist (ฝ่ายบุคคลยุคใหม่) 🤝

    HR ไม่ได้มีแค่เรื่องเอกสารอีกต่อไป! HR ยุคใหม่ต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กร ดูแลความสุขของพนักงาน (Employee Engagement) และสร้างความหลากหลายในที่ทำงาน (Diversity & Inclusion) ซึ่งต้องอาศัยทักษะการสื่อสาร ความเข้าอกเข้าใจ และการจัดการความสัมพันธ์ที่ชาวศิลปศาสตร์ได้เรียนรู้จาก หลักสูตรของมหาวิทยาลัยศรีปทุม โดยตรง

    4. International Coordinator / Customer Success (ผู้ประสานงานระหว่างประเทศ / ผู้ดูแลความสำเร็จลูกค้า) 🌏

    สำหรับน้องๆ ที่เรียนด้านภาษาโดยเฉพาะ อาชีพนี้คือดาวรุ่งพุ่งแรง! ไม่ว่าจะเป็นการประสานงานกับสาขาต่างประเทศ หรือการดูแลลูกค้าต่างชาติในบริษัทเทคโนโลยี ทักษะด้านภาษาและความเข้าใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรมคือใบเบิกทางชั้นดีสู่เวทีระดับโลก การเรียนที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่มีเพื่อนๆ หลากหลายจะช่วยเสริมทักษะนี้ได้มาก

    5. Marketing Communications (MarCom) Specialist (ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารการตลาด) 📣

    การตลาดไม่ใช่แค่การขายของ แต่คือการ “สื่อสาร” คุณค่าของแบรนด์ไปให้ถึงใจลูกค้า MarCom คือคนวางแผนกลยุทธ์การสื่อสารทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นงาน PR, Social Media, Event หรือแคมเปญต่างๆ ต้องใช้ทั้งความคิดสร้างสรรค์และการวางแผนอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นทักษะที่ชาว SPU ได้ฝึกฝนมาอย่างดี

    เห็นไหมว่าเส้นทางของบัณฑิต คณะศิลปศาสตร์ นั้นสดใสและกว้างขวางกว่าที่คิด! ทักษะที่เรามีคือที่ต้องการของตลาดมากๆ แค่ต้องรู้จักนำเสนอและประยุกต์ใช้ให้ถูกที่ถูกทางเท่านั้นเอง ลองเข้าไป ค้นหาตำแหน่งงานที่น่าสนใจจาก JobsDB เพื่อดูโอกาสใหม่ๆ ได้เลย!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/liberal-arts/news-activity/24253/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dvI6xU-3S2viTJ7jIdGph

  • ทำเพื่ออะไร? ‘สรวงศ์’ เล็งฟ้องสื่อเสนอข้อมูลเท็จ ยันลาประชุมสภาฯ 12 ครั้ง ไปทำหน้าที่รัฐมนตรี

    ทำเพื่ออะไร? ‘สรวงศ์’ เล็งฟ้องสื่อเสนอข้อมูลเท็จ ยันลาประชุมสภาฯ 12 ครั้ง ไปทำหน้าที่รัฐมนตรี

    ทำเพื่ออะไร? ‘สรวงศ์’ เล็งฟ้องสื่อเสนอข้อมูลบิดเบือนสถิติเข้าประชุมสภาฯของตนเอง ยืนยันลาประชุม 12 ครั้ง เพื่อไปทำหน้าที่รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    สรวงศ์ เทียนทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันนี้ (10 กุมภาพันธ์ 2569) ว่า คุณทำเพื่ออะไร? เอาข้อมูลมาจากไหน? ที่สำคัญที่สุดคือคุณทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่าผมไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายมา เตรียมตัวนะครับและขอเรียกร้องให้ สส. ทุกท่านที่ถูกนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จนี้ออกมาดำเนินคดีกับสื่อช่องนี้ให้ถึงที่สุดครับ

    จากการประชุมทั้งหมด 183 ครั้ง

    เข้าร่วมประชุม 171 ครั้ง

    ลาประชุม 12 ครั้ง (ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)

    #epigram #สรวงศ์เทียนทอง

    631577933_1246137490973350_8489814664359954360_n.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/miQthF9Tq&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SyfNvrWgXIXXSFljOdnLm