Blog

  • “นฤมล” สั่งด่วน ให้ ศธ. เกาะติดเหตุบุกจับครู-นักเรียนเป็นตัวประกันที่หาดใหญ่

    “นฤมล” สั่งด่วน ให้ ศธ. เกาะติดเหตุบุกจับครู-นักเรียนเป็นตัวประกันที่หาดใหญ่

    “รมว.นฤมล” สั่ง สพฐ.เกาะติดสถานการณ์ คลั่งบุก รร.กลางหาดใหญ่ จับนักเรียน-ครูเป็นตัวประกัน ยัน ศธ.พร้อมช่วยเหลือเต็มที่ เร่งยกระดับมาตรการความปลอดภัยเข้มทั่วประเทศ

    วันที่ 11 ก.พ. 2569 เวลา 16.45 น.จากกรณีเหตุคนร้ายคลุ้มคลั่งบุกเข้าไปภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนใช้อาวุธก่อเหตุจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ และจับนักเรียนกับครูเป็นตัวประกัน สร้างความตื่นตระหนกให้กับครู นักเรียน และผู้ปกครองในพื้นที่เป็นอย่างมากนั้น

    ล่าสุด ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และมีความห่วงใยต่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทุกคนอย่างยิ่ง โดยได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประสานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ พร้อมด้วยศึกษาธิการจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน

    โดยเบื้องต้นจากรายงานพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การก่อการร้าย แต่เป็นเหตุบุคคลคลุ้มคลั่งก่อเหตุจับนักเรียนและครูเป็นตัวประกัน อย่างไรก็ตาม จะมีการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดรอบด้านอีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน โดยขอให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนกฎหมาย

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือนักเรียน ครู ผู้บริหาร และบุคลากรที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ทั้งด้านความปลอดภัยและการเยียวยาสภาพจิตใจ เพื่อให้ทุกคนกลับมามีขวัญและกำลังใจโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ เท่าที่ได้รับรายงาน โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์มีแผนเผชิญเหตุและมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยคณะผู้บริหารและครูได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างรัดกุมในระหว่างเกิดเหตุ ซึ่งหลังจากนี้กระทรวงศึกษาธิการจะร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทบทวนและยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในโรงเรียนทั่วประเทศให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

    “มาตรการที่เตรียมดำเนินการเพิ่มเติม ได้แก่ การเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองบุคคลเข้า-ออกสถานศึกษา การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ การจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างใกล้ชิด ตลอดจนสร้างกลไกสนับสนุนด้านจิตวิทยา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ครู นักเรียน และผู้ปกครองว่า โรงเรียนยังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันว่า จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินการทุกมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2913662&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U5jxnSdEfscbvIRy8oZPG

  • ปฏิวัติวงการ! ส.บอลไทยฯ จับมือ กสศ. ปั้นบิ๊กโปรเจกต์ฟุตบอลโมเดลระดับชาติ

    ปฏิวัติวงการ! ส.บอลไทยฯ จับมือ กสศ. ปั้นบิ๊กโปรเจกต์ฟุตบอลโมเดลระดับชาติ

    ปฏิวัติวงการ! ส.บอลไทยฯ จับมือ กสศ. ปั้นบิ๊กโปรเจกต์ฟุตบอลโมเดลระดับชาติ

    สมาคมลูกหนังไทยฯ ร่วมกับ กสศ. เตรียมบูรณาการการศึกษาแบบยืดหยุ่น สร้างอาชีพครบวงจรจากสนามสู่ระดับชาติ หวังขยายโอกาสเด็กไทยทั่วประเทศ ต่อยอดระบบนิเวศฟุตบอลอาชีพ!!

    เมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ฝ่ายเทคนิค สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จัดการประชุมร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อเตรียมจัดทำหลักสูตรบูรณาการฟุตบอล การศึกษาแบบยืดหยุ่น

    การประชุมในครั้งนี้นำโดย ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน อุปนายกสมาคมฯ ในฐานะประธานจัดทำหลักสูตรบูรณาการฟุตบอล การศึกษาแบบยืดหยุ่น พร้อมด้วย คุณผลิพร ธัญอนันต์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อสาธารณะ และคณะทำงาน เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค สมาคมฯ

    การจัดทำหลักสูตรบูรณาการฟุตบอล โดยมีเนื้อหาหลักครอบคลุม 4 ด้าน ประกอบไปด้วย สนาม, สโมสร, สปอนเซอร์ และ การสื่อสาร โดยมีเป้าหมายคือการพัฒนา และควบคุมฟุตบอลภายในประเทศทั้งระบบทางด้านการศึกษา ในการใส่คอร์สอบรม ส่งเสริมพัฒนาสโมสร สมาชิก รวมถึง อคาเดมี และต่อยอดมาถึงระดับชาติ ที่ไม่ใช่แค่นักกีฬา แต่รวมถึงการจัดการแข่งขัน  

    สำหรับ หลักสูตรฟุตบอลดังกล่าว กสศ.จะนำไปเผยแพร่หลักสูตร ให้กับการศึกษาและหน่วยงานที่จับคู่เป็นเครื่อข่าย เพื่อขยายโอกาสให้เยาวชนเข้าถึงหลักสูตร ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักของหลักสูตรนี้คือการพัฒนาเยาวชนที่สนใจกีฬาฟุตบอลให้ได้รับการศึกษา และมีมาตรฐานในการเรียนอย่างถูกต้องและเข้าถึงประสบการณ์ จนสามารถนำไปต่อยอดในการประกอบอาชีพ เพื่อสร้างระบบนิเวศน์ของฟุตบอล

    โดยหลังจากนี้ ทาง กสศ. จะประสานงานกับ ผู้เชี่ยวชาญ และ ผู้ชำนาญการ เพื่อจัดหมวดหมู่เนื้อหา และวางแผนชั่วโมงการสอนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อสรุปเนื้อหาอีกครั้ง ในวันที่ 31 มีนาคม 2569

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/football-thailand/thai-national/99729/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OKj16yZAAjSTCYQlrlaP5

  • กทพ.จัดรับฟังความคิดเห็นโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

    กทพ.จัดรับฟังความคิดเห็นโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

    เศรษฐกิจ

    กทพ.จัดรับฟังความคิดเห็นโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

    วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.04 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    กทพ.จัดรับฟังความคิดเห็นโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

    นายสุวัฒน์  จันทร์สุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และนางสาวณัฐฐา กาสี รองผู้ว่าการ (การเงิน บัญชี และพัฒนาธุรกิจ) ร่วมเป็นประธานเปิดการประชุมฯ สำหรับงานศึกษาของโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยนี้เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนผู้ใช้ทางได้รับความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางสู่เกาะสมุย รวมไปถึงเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านการคมนาคมและเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง      ไปยังเกาะสมุย และส่งเสริมการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น โดย กทพ. ได้มอบหมายให้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย    บริษัท เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด บริษัท เอ็ม เอ เอ คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท เอพซิลอน จำกัด และบริษัท เทสโก้ จำกัด ดำเนินการศึกษาฯ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2566 มีระยะเวลาดำเนินการศึกษา 36 เดือน (1,080 วัน) โดยได้ดำเนินการแล้วเสร็จตามแผนงาน และได้นำมาจัดการประชุมเพื่อเสนอสรุปผลการศึกษาเพื่อรับฟังความคิดเห็น จากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผลการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ และการเงิน ผลการสำรวจและออกแบบกรอบรายละเอียด งานศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม งานวิเคราะห์ความเหมาะสมการให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการ

    สำหรับการคัดเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดจากทั้งหมด 7 แนวสายทางเลือก ร่วมกำหนดแนวเส้นทาง รูปแบบของโครงการฯ พิจารณามาตรการสำหรับการพัฒนาโครงการฯ จนได้ข้อสรุปผลแนวเส้นทางและรูปแบบของโครงการฯ ที่มีความเหมาะสมที่สุด ทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจการลงทุน และสิ่งแวดล้อม โดยสรุปแนวเส้นทางโครงการฯ มีจุดเริ่มต้น โครงการฯ บริเวณ กม.14+500 ของทางหลวงหมายเลข 4142 ในพื้นที่ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผ่านพื้นที่ตำบลควนทอง ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช และไปสิ้นสุดโครงการฯ โดยเชื่อมต่อกับทางหลวง หมายเลข 4170 ที่ กม.9+000 บริเวณ ตำบลตลิ่งงาม อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระยะทางรวม 37.41 กิโลเมตร รูปแบบของถนนในโครงการฯ เป็นทางพิเศษขนาด 4 ช่องจราจรระดับดิน มีระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร บนเขตทางกว้าง 40 เมตร มีรั้วกั้นตลอดแนวเส้นทางโครงการทั้งสองฝั่ง เพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ทางพิเศษ มีทางบริการทั้ง 2 ด้าน เพื่ออำนวยความสะดวกจะใช้เขตทางรวม 70 เมตร มีทางเข้า-ออก

    3 แห่ง สำหรับโครงสร้างสะพานข้ามทะเล มีระยะทางประมาณ 22 กิโลเมตร ใช้วิธีก่อสร้างเป็นชิ้นส่วนหล่อสำเร็จให้มากที่สุด เพื่อลดกิจกรรมการก่อสร้างในทะเลให้น้อยที่สุด และจะมีช่วงก่อสร้างสะพานขึง (Cable-stayed Bridge) ที่มีเสา สูงประมาณ 135 เมตร ซึ่งจะมีความสูงของช่องลอดใต้ช่วงกลางไม่น้อยกว่า 50 เมตรจากความสูงระดับน้ำทะเลปานกลาง เพื่อให้เรือขนาดใหญ่สามารถลอดผ่านได้อย่างปลอดภัย โดยการออกแบบตามมาตรฐานสากลให้มีเสถียรภาพมากที่สุดภายใต้แรงลมและแรงแผ่นดินไหว

    สรุปผลการศึกษาด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ฝั่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเกาะสมุย ทำให้โครงการฯ นี้เป็นทางพิเศษเชื่อมแผ่นดินกับเกาะที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อโครงข่ายการเดินทางที่มีประโยชน์สูงสุด เป็นที่ยอมรับของผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งยังเป็นทางพิเศษโครงการฯ แรกที่มีการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานสาธารณูปโภคในการที่จะนำระบบไฟฟ้า ประปา และสื่อสารข้ามทะเลมายังเกาะสมุยบนโครงสร้างทางพิเศษ ซึ่งจะทำให้ระบบเหล่านั้นมีความมั่นคงสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในพื้นที่ สนับสนุนการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้เต็มประสิทธิภาพ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/465748&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Pb-_9FslXBuB1dlimtTGM

  • ศธ. เปิดโครงการ “เติมรัก เติมรู้ สู่น้อง ตชด.” ขยายโอกาสสู่พื้นที่ห่างไกล

    ศธ. เปิดโครงการ “เติมรัก เติมรู้ สู่น้อง ตชด.” ขยายโอกาสสู่พื้นที่ห่างไกล

    11 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงศึกษาธิการ นำโดย นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสร้างโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผ่านโครงการ “เติมรัก เติมรู้ สู่เยาวชนกลุ่มเป้าหมาย” โดยจัดกิจกรรม “เติมรัก เติมรู้ สู่น้อง…ตชด.” เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ในพื้นที่ห่างไกลและชายแดน ได้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พร้อมเสริมสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21

    ทั้งนี้ ได้เริ่มต้นขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวผ่านกิจกรรม Kick Off อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) ก่อนหน้านี้ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการขยายโอกาสการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์สู่เยาวชนกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ชายแดน พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเครือข่ายศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศให้ดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระบบ

    ปัจจุบันกิจกรรม “เติมรัก เติมรู้ สู่น้อง…ตชด.” ได้เริ่มดำเนินการแล้วอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการจัดกิจกรรมในหลายพื้นที่นำร่อง อาทิ การนำนักเรียน ตชด. เข้าร่วมเรียนรู้และรับชมการแสดงท้องฟ้าจำลอง ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ การจัดกิจกรรมฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงทดลอง ณ อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ รวมถึงการดำเนินกิจกรรมผ่านศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาในภูมิภาค เช่น จังหวัดนครราชสีมา พิษณุโลก ขอนแก่น และอุบลราชธานี ซึ่งได้รับความสนใจจากนักเรียนและครูผู้ควบคุมดูแลเป็นอย่างมาก สะท้อนถึงความสำเร็จของการสร้างพื้นที่แห่งโอกาสทางการเรียนรู้ให้เข้าถึงได้จริง

    กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นเดือนแห่งความรัก โดยมุ่งผสานการ “เติมความรู้” ควบคู่กับการ “เติมกำลังใจ” ให้กับเยาวชน ตชด. ผ่านการเข้าชมนิทรรศการวิทยาศาสตร์ การทำกิจกรรมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ และการชมการแสดงท้องฟ้าจำลอง ซึ่งแต่ละศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาได้ออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการเรียนรู้ และสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายต่อผู้เข้าร่วมกิจกรรม

    สำหรับปีนี้ มีโรงเรียนในความดูแลของ กก.ตชด. จำนวน 11 แห่ง เข้าร่วมกับ 10 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา มีนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 934 คน และครูผู้ควบคุมดูแล 130 คน โดยจัดกิจกรรม ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาในจังหวัดนครศรีธรรมราช ตรัง นครราชสีมา พิษณุโลก นครพนม ขอนแก่น อุบลราชธานี และสระแก้ว

    โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) และเครือข่ายศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ รวม 20 แห่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการกระจายโอกาสทางการเรียนรู้สู่เยาวชนกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ โดยมีนักเรียนจากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเป็นกลุ่มเป้าหมายแรก และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 10,000 คน

    ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า โครงการ “เติมรัก เติมรู้ สู่น้อง…ตชด.” จะเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน พร้อมวางรากฐานการพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในอนาคตอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/education/128768&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oNWW6-1_SqtshExJ6ITHh

  • สาวอินฟลูฯ คนดัง “คลอดในน้ำ” ทารกเสียชีวิตสลด หลังลืมตาดูโลกแค่ 1 ชั่วโมง

    สาวอินฟลูฯ คนดัง “คลอดในน้ำ” ทารกเสียชีวิตสลด หลังลืมตาดูโลกแค่ 1 ชั่วโมง

    อินฟลูฯ คนดัง “คลอดในน้ำ” ทารกลืมตาดูโลกได้แค่ 1 ชั่วโมง เสียชีวิตสลด ตำรวจรวบผู้เชี่ยวชาญด้านการทำคลอด พบความจริงช็อกทั้งวงการ

    ความพยายามสร้างประสบการณ์การคลอดที่แสนอบอุ่นกลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่มีวันลืม ไอชา ชิกกา (Aisha Chigga) หรือชื่อจริงคือ ไอชา รากาเอวา นางแบบและอินฟลูเอนเซอร์สาวชาวรัสเซียวัย 27 ปี ผู้มียอดผู้ติดตามกว่า 1.5 ล้านคน ต้องสูญเสียลูกน้อยไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากพยายามทำ “คลอดในน้ำ” (Water Birth) ภายในสระน้ำเป่าลมที่บ้านของตนเอง เมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยทารกเพศชายเสียชีวิตหลังจากลืมตาดูโลกได้เพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

    จากการรายงานของสื่อต่างประเทศและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ผลการตรวจสอบเบื้องต้นระบุว่า สาเหตุการเสียชีวิตของทารกคาดว่าเกิดจากการสำลักน้ำคร่ำขณะอยู่ในน้ำ จนนำไปสู่ภาวะขาดอากาศหายใจ ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการช่วยเหลือจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที

    แฉ “ผู้เชี่ยวชาญกำมะลอ” ไร้ใบประกอบวิชาชีพทำคลอด

    ผู้ที่ทำหน้าที่ช่วยคลอดในครั้งนี้คือ นาตาเลีย คอตลาร์ (Natalia Kotlar) หญิงวัย 59 ปี ที่อ้างตัวว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านการคลอดในน้ำ” มาอย่างยาวนาน เธอมีการเขียนหนังสือและเปิดหลักสูตรที่ชื่อว่า “Gentle Birth” (การคลอดอย่างอ่อนโยน) โดยอ้างว่าตนเองมีประสบการณ์สูงและมีความรู้ทางจิตวิทยา

    อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสืบสวนแห่งรัสเซีย ตรวจพบความจริงที่น่าตกใจว่า นาตาเลียไม่มีวุฒิการศึกษาทางการแพทย์หรือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสูตินรีเวชใดๆ ซึ่งถือเป็นการประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยผิดกฎหมาย ล่าสุดศาลมอสโกได้สั่งควบคุมตัวเธอเป็นเวลา 2 เดือน เพื่อดำเนินคดีในข้อหาให้บริการทางการแพทย์ที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

     ไอชา ชิกกา (Aisha Chigga)

    ความเสี่ยงของการคลอดในน้ำที่บ้าน: ทำไมถึงอันตราย?

    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวช ระบุว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากการขาดความรู้ด้านสรีรวิทยาและการฝึกฝนด้านการกู้ชีพของผู้ทำคลอด โดยปกติทารกในครรภ์จะได้รับออกซิเจนผ่านทางสายสะดือ และปอดจะเต็มไปด้วยน้ำ จนกว่าจะคลอดออกมาสัมผัสอากาศภายนอกจึงจะเริ่มหายใจด้วยตนเอง

    • ภาวะแทรกซ้อน: หากเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น ทารกสูดหายใจเร็วเกินไปขณะยังอยู่ในน้ำและสำลักน้ำคร่ำที่มีขี้เทาปนอยู่ หรือของเหลวในปอดไม่ถูกดูดซึมตามปกติ ทารกจำเป็นต้องได้รับการดูดเสมหะและให้เครืองช่วยหายใจโดยแพทย์ทันที
    • การช่วยเหลือที่ล่าช้า: ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่า หากเคสนี้เกิดขึ้นในสถานพยาบาลที่มีเครื่องมือครบถ้วน แพทย์จะมีโอกาสสูงมากในการเข้าแทรกแซงและรักษาชีวิตของทารกไว้ได้

    คำเตือนจากวงการแพทย์ถึงคุณแม่ยุคใหม่

    แม้ว่าราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งสหราชอาณาจักร (RCOG) จะระบุว่าการคลอดที่บ้านอาจเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคุณแม่ที่มีความเสี่ยงต่ำและเคยผ่านการคลอดมาแล้ว แต่สำหรับ “คุณแม่ท้องแรก” การคลอดที่บ้านมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ

    ไอชาได้โพสต์ข้อความผ่าน Telegram บรรยายถึงความเจ็บปวดที่แสนสาหัสที่สุดในชีวิต ทั้งจากการสูญเสียลูก การรักษาตัวในโรงพยาบาล และการต้องเผชิญกับการสอบสวนทางกฎหมายและการจัดงานศพ เหตุการณ์นี้จึงเป็นอุทาหรณ์สำคัญให้คุณแม่ทุกคนตรวจสอบคุณสมบัติและใบอนุญาตทางการแพทย์ของผู้ทำคลอดอย่างถี่ถ้วน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งแม่และลูก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9872886/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fJY81tNEwRvL081Lroi3n

  • สั่งครม.ศึกษาเลิกMOU ลุยสร้างรั้วชายแดนไทย

    สั่งครม.ศึกษาเลิกMOU ลุยสร้างรั้วชายแดนไทย

    “อนุทิน” สั่ง ครม.เร่งศึกษาเลิก  MOU 44 เป็นประธานวันครบรอบ 72 ปีกองอาสารักษาดินแดน ขอให้น้อมนำพระราชปณิธานแห่งพระมหากษัตริย์ 2 รัชกาลขับเคลื่อนภารกิจ ย้ำ อส.คือแนวหลังสำคัญของประเทศ  รบ.พร้อมเสริมศักยภาพ-สวัสดิการ ยืนยันรั้วชายแดนเริ่มสร้างได้ทันที “บิ๊กเล็ก” เสนอ ครม.รับทราบกฎหมายสกัดนำเข้าซ่อมแซมตึกสแกมเมอร์

    ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 10 กุมภาพันธ์  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีประกาศว่าจะยกเลิกเอ็มโอยู 44   ว่า วันเดียวกันนี้ (10 ก.พ.) จะสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการเพื่อประกาศยกเลิก แต่ยังไม่ใช่รัฐบาลนี้ เพียงแต่ต้องเตรียมการไว้เพื่อยกเลิกเอ็มโอยู 44 เนื่องจากเห็นว่าไม่มีความคืบหน้าเลยแม้แต่น้อย และไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บไว้ ซึ่งทุกอย่างเป็นตามกฎหมาย

     มีรายงานว่า ในการประชุม ครม. นายอนุทินสั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจเอ็มโอยู  44 โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญสูงสุด

    ที่อาคารศูนย์พัฒนาบุคลากร วิทยาลัยการปกครอง จ.ปทุมธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน เป็นประธานในพิธีสดุดีกองอาสารักษาดินแดน (อส.) และพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงประจำกองอาสารักษาดินแดน เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน ครบรอบ 72 ปี ประจำปี 2569 โดยเจ้าหน้าที่และสมาชิก อส. 1,100 นาย ร่วมงาน โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีมอบเครื่องหมาย “รักษาดินแดนยิ่งชีพ” และเข็มอาสารักษาดินแดนสดุดี รางวัลกองร้อยอาสารักษาดินแดนดีเด่น กองร้อยมาตรฐานและรางวัลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ผู้ปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2568

    นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับเครื่องหมายรักษาดินแดนยิ่งชีพ เข็มอาสารักษาดินแดนสดุดี รางวัลกองร้อยอาสารักษาดินแดน ที่มีผลงานดีเด่น และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ผู้ปฏิบัติงานดีเด่น กองอาสารักษาดินแดนกำเนิดขึ้นจากพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทอันทรงคุณค่า ความว่า

     “ขอให้เจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน ได้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ โดยพยายามฝึกสอนอบรมประชาชน ให้เข้าใจกิจการในหน้าที่ของตน ทั้งในส่วนตัวของบุคคล ของครอบครัว ของหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่ ตลอดจนชาติบ้านเมืองในที่สุด เพื่อได้มีความสามัคคี ร่วมมือร่วมใจกัน ที่จะช่วยป้องกันภัยอันตราย และรักษาความสงบในท้องถิ่นของตน ด้วยความองอาจ กล้าหาญ และซื่อสัตย์สุจริต เพื่อชาติบ้านเมือง และความเป็นเอกราชของเราจะได้วัฒนาถาวร”

    นายกฯ กล่าวว่า พร้อมทั้งในรัชสมัยปัจจุบัน  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชปณิธานในการสืบสาน  รักษา และต่อยอดภารกิจด้านความมั่นคงของชาติ และการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้แก่พสกนิกรชาวไทย

     “ในปี 2569 นี้ ขอให้ผู้บังคับบัญชา เจ้าหน้าที่ และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนทุกท่าน ได้น้อมนำพระบรมราโชวาท และพระราชปณิธานแห่งพระมหากษัตริย์ทั้งสองรัชกาล ขับเคลื่อนภารกิจของกองอาสารักษาดินแดน การรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงภายใน การเตรียมความพร้อมการบรรเทาภัยธรรมชาติ หรือการดำเนินการ ตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ทั้งในสถานการณ์ปกติ และสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดน การจัดระเบียบสังคม การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยขอให้ยึดหลัก ทันโลก ทันสมัย ทันท่วงที เป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชน ที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด คือการดำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ  ศาสนา และพระมหากษัตริย์ของประเทศชาติสืบไป” นายกฯ กล่าว

    จากนั้นนายกฯ ได้นำผู้บังคับบัญชา เจ้าหน้าที่และสมาชิก อส. กล่าวคำปฏิญาณตนต่อธงประจำ อส. โดยขอให้น้อมนำพระบรมราโชวาทและพระราชปณิธานแห่งพระมหากษัตริย์มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่

    นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงการเพิ่มเติมเสริมศักยภาพและขวัญกำลังใจให้กับ อส.ว่า จะมีการเสริมทักษะ ศักยภาพให้กับสมาชิก อส.ตลอดเวลา ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย จะมีหน่วยงานเฉพาะที่คอยดูแล และยังมีการร่วมฝึกกับกองทัพบก โดยเฉพาะอาสาที่ประจำอยู่ตามสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้มีความชำนาญ เชี่ยวชาญด้านการข่าว การสู้รบ และการดูแลประชาชน ซึ่งมีแผนดั้งเดิมที่นำมาปรับใช้ตั้งแต่สมัยรัฐบาล คสช. และในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งเป็น รมว.มหาดไทย ได้ดูแลเน้นย้ำในเรื่องของสวัสดิการต่างๆ ของอาสาสมัคร

    เมื่อถามถึงการสร้างรั้วแนวชายแดนหลังชาวบ้านพื้นที่ชายแดนมีการทวงถาม นายอนุทินกล่าวว่า หน่วยงานหลักที่ดูแลเรื่องนี้คือกองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้รายงานเข้ามาว่าจะเริ่มดำเนินการในพื้นที่ที่สามารถก่อสร้างได้โดยทันที ในส่วนของงบประมาณมีการจัดสรรไว้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังมีเงินบริจาคเข้ามาจำนวนมาก รวมถึงเงินพระราชทานจากราชวงศ์ ที่ให้มาจัดสรรในการดูแลป้องกันแนวชายแดนให้ประชาชนมีความปลอดภัย ส่วนประชาชนจะไม่ต้องกังวล

    เมื่อถามว่า หลังเลือกตั้งทางกัมพูชามีติดต่อเข้ามาหรือไม่ที่จะขอเจรจากับประเทศไทย  นายกฯ กล่าวว่า ทุกอย่างมีขั้นตอนในการติดต่อพูดคุย ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำร่วมกัน ทั้งการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในแต่ละฝั่งของประเทศตนเองใครรับผิดชอบในพื้นที่ใดต้องดำเนินการในฝั่งของตัวเอง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม

    พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม  เปิดเผยก่อนประชุม ครม.ว่า กระทรวงกลาโหมจะเสนอกฎหมายควบคุมสินค้าส่งออกตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเพิ่มเติมให้ ครม.รับทราบ ซึ่งเป็นเรื่องเก่า เพราะที่ผ่านมาปัญหาฝั่งตะวันตก (ไทย-เมียนมา) และฝั่งตะวันออก (ไทย-กัมพูชา) ไม่เหมือนกัน จึงต้องปรับปรุงให้เกิดความทันสมัย ส่วนการควบคุมอุปกรณ์สิ่งก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก มีอยู่แล้ว เพียงแต่ไปปรับให้เหมือนกัน อย่างกรณีฝั่งตะวันตกก่อนหน้านี้มีการควบคุมเรื่องสแกมเมอร์ แต่ฝั่งตะวันออกยังไม่มี และใช้ระเบียบเก่าอยู่ รวมถึงเรื่องน้ำมันต่างๆ

    น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าการซ่อมแซมปราสาทตาควายว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสำรวจและเตรียมเข้าที่ประชุมคณะกรรมการวันพุธนี้ ว่าการซ่อมแซมบูรณะจะเริ่มจากตรงไหนอย่างไร ส่วนช่วงเวลาในการเริ่มดำเนินการนั้น ที่ผ่านมาได้มีการปรึกษากระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานความมั่นคง รวมถึงการวางงบประมาณ ซึ่งมองว่าต้องรอ ครม.ชุดใหม่จึงจะเริ่มดำเนินการได้ เพราะต้องอนุมัติงบ แต่ยอมรับว่าต้องเร่งดำเนินการให้เร็ว เพื่อป้องกันการพังทลายลงมา  โดยอธิบดีกรมศิลปากรและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่าจากการสำรวจซ่อมง่ายกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พล.ต.สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี, พ.อ.เกียรติศักดิ์ พรมตวง ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 54 ร่วมให้การต้อนรับ พล.อ.Romeo S. Brawner Jr. เสนาธิการทหารกองทัพฟิลิปปินส์ (เทียบเท่าผู้บัญชาการทหารสูงสุดฟิลิปปินส์) และคณะ ลงพื้นที่รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน รวมถึงปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์และการหลอกลวงออนไลน์ (Cyber Crime/Scammer) พร้อมทั้งตรวจภูมิประเทศและแนวทางการปฏิบัติงานของหน่วยในพื้นที่จริง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และแนวทางการประสานความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ

    โดยในการบรรยายช่วงหนึ่ง ฝ่ายไทยได้ชี้ให้เห็นพื้นที่โอร์เสม็ด รีสอร์ต รอยัลฮิลล์ รีสอร์ต จ.อุดรมีชัย อยู่ห่างจากจุดผ่านแดนถาวรช่องจอมเพียง 500 เมตร โดยทหารกัมพูชาได้ใช้อาคารเป็นฐานบัญชาการปล่อยโดรนพลีชีพกว่า 100 ลำ โจมตีทหารจนได้รับบาดเจ็บหลายรายในการปะทะรอบล่าสุด

    พบว่า ภายในอาคาร 6 ชั้น ยังถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการสแกมเมอร์หลอกลวงคนทั่วโลก มีการตกแต่งห้องต่างๆ ให้เป็นสถานีตำรวจของนานาประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ ออสเตรเลีย บราซิล เวียดนาม

    นอกจากนี้ ยังพบกระดานที่มีข้อความภาษาอินโดนีเซีย ซึ่งเข้าใจว่ามีคนอินโดนีเซียส่วนหนึ่งเป็นเหยื่อของพวกแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ รวมไปถึงมีการตกแต่งเลียนแบบธนาคาร ซึ่งเป็นพฤติกรรมมิจฉาชีพ-สแกมเมอร์.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/945565/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jt_h5I_3f5MnrtNjGFbAW

  • กทพ. จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา) โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

    กทพ. จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา) โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

    กทพ. จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา) งานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

    ​วันนี้ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุม Fortune 3 โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน นครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา) งานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย โดยมี นายสุวัฒน์ จันทร์สุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และนางสาวณัฐฐา กาสี รองผู้ว่าการ (การเงิน บัญชี และพัฒนาธุรกิจ) กทพ. ร่วมเป็นประธานเปิดการประชุมฯ มีผู้เข้าร่วมการประชุมฯ จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน องค์กรเอกชน ด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบ องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิชาการอิสระ สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป ที่ให้ความสนใจ รวมถึงผู้เข้าร่วมรับฟังผ่านสื่อทางไกล รวมจำนวนประมาณ 200 คน

    งานศึกษาของโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยนี้ เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนผู้ใช้ทางได้รับความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางสู่เกาะสมุย รวมไปถึงเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านการคมนาคมและเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง ไปยังเกาะสมุย และส่งเสริมการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น โดย กทพ. ได้มอบหมายให้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด บริษัท เอ็ม เอ เอ คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท เอพซิลอน จำกัด และบริษัท เทสโก้ จำกัด ดำเนินการศึกษาฯ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2566 มีระยะเวลาดำเนินการศึกษา 36 เดือน (1,080 วัน) โดยได้ดำเนินการแล้วเสร็จตามแผนงาน และได้นำมาจัดการประชุมเพื่อเสนอสรุปผลการศึกษา เพื่อรับฟังความคิดเห็น จากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผลการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ และการเงิน ผลการสำรวจและออกแบบกรอบรายละเอียด งานศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม งานวิเคราะห์ความเหมาะสมการให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการ

    ตลอดการดำเนินงานของโครงการฯ ได้รับความสนใจและความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การคัดเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดจากทั้งหมด 7 แนวสายทางเลือก ร่วมกำหนดแนวเส้นทาง รูปแบบของโครงการฯ พิจารณามาตรการสำหรับการพัฒนาโครงการฯ จนได้ข้อสรุปผลแนวเส้นทางและรูปแบบของโครงการฯ ที่มี ความเหมาะสมที่สุด ทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจการลงทุน และสิ่งแวดล้อม โดยสรุปแนวเส้นทางโครงการฯ มีจุดเริ่มต้น โครงการฯ บริเวณ กม.14+500 ของทางหลวงหมายเลข 4142 ในพื้นที่ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผ่านพื้นที่ตำบลควนทอง ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช และไปสิ้นสุดโครงการฯ โดยเชื่อมต่อกับทางหลวง หมายเลข 4170 ที่ กม.9+000 บริเวณ ตำบลตลิ่งงาม อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระยะทางรวม 37.41 กิโลเมตร รูปแบบของถนนในโครงการฯ เป็นทางพิเศษขนาด 4 ช่องจราจรระดับดิน มีระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร บนเขตทางกว้าง 40 เมตร มีรั้วกั้นตลอดแนวเส้นทางโครงการทั้งสองฝั่ง เพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ทางพิเศษ มีทางบริการทั้ง 2 ด้าน เพื่ออำนวยความสะดวกจะใช้เขตทางรวม 70 เมตร มีทางเข้า-ออก 3 แห่ง สำหรับโครงสร้างสะพานข้ามทะเล มีระยะทางประมาณ 22 กิโลเมตร ใช้วิธีก่อสร้างเป็นชิ้นส่วนหล่อสำเร็จ ให้มากที่สุด เพื่อลดกิจกรรมการก่อสร้างในทะเลให้น้อยที่สุด และจะมีช่วงก่อสร้างสะพานขึง (Cable-stayed Bridge) ที่มีเสาสูงประมาณ 135 เมตร ซึ่งจะมีความสูงของช่องลอดใต้ช่วงกลางไม่น้อยกว่า 50 เมตรจากความสูงระดับน้ำทะเลปานกลาง เพื่อให้เรือขนาดใหญ่สามารถลอดผ่านได้อย่างปลอดภัย โดยการออกแบบตามมาตรฐานสากลให้มีเสถียรภาพมากที่สุดภายใต้แรงลมและแรงแผ่นดินไหว

    โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยไม่มีช่วงเส้นทางที่ตัดผ่านพื้นที่ต้นน้ำลำธาร โดยตลอดเส้นทางตัดผ่าน ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 5 ซึ่งถือว่า เป็นเส้นทางที่ไม่มีผลกระทบต่อสภาพความเป็นต้นน้ำลำธาร ในส่วนของช่วงเส้นทางที่อยู่บนแผ่นดิน นอกจากพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ดูแลรับผิดชอบของทางราชการที่ต้องขอใช้พื้นที่ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังมีที่ดินของเอกชนที่ต้องมีการเวนคืนที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการ โดยจะมีแปลงที่ดินที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 277 แปลง และมีอาคารและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ในแนวเขตเวนคืน จำนวน 45 หลัง ซึ่งจะดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 ซึ่งหลักการสำคัญในการทดแทนค่าที่ดินจะอ้างอิงราคาการซื้อขายกันในท้องตลาดและมีกระบวนการและขั้นตอนที่มีให้ความเป็นธรรม สรุปผลการศึกษาด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ฝั่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเกาะสมุย ทำให้โครงการฯ นี้เป็นทางพิเศษเชื่อมแผ่นดินกับเกาะที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อโครงข่ายการเดินทางที่มีประโยชน์สูงสุด เป็นที่ยอมรับของผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งยังเป็นทางพิเศษโครงการฯ แรกที่มีการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานสาธารณูปโภคในการที่จะนำระบบไฟฟ้า ประปา และสื่อสารข้ามทะเลมายังเกาะสมุยบนโครงสร้างทางพิเศษ ซึ่งจะทำให้ระบบเหล่านั้นมีความมั่นคงสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในพื้นที่ สนับสนุนการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยได้เต็มประสิทธิภาพ

    ​ทางโครงการฯ ได้จัดการประชุมนี้เป็น 3 เวที เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้สนใจในแต่ละพื้นที่สามารถ เข้าร่วมการประชุมและเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก โดยจัดการประชุมที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 พื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในวันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 และพื้นที่อำเภอเกาะสมุย ในวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

    หลังจากการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา) ครั้งนี้แล้ว กทพ. จะมีการจัดทำการทดสอบความสนใจของนักลงทุน (Market Sounding) และจะเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินการเพื่อพัฒนาโครงการฯ โดยดำเนินการขออนุมัติรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และขออนุมัติดำเนินโครงการต่อไป คาดว่าจะสามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ในปี พ.ศ. 2572 และเปิดให้บริการปลายปี พ.ศ. 2576

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/66387&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Sx1OCGtAkAGq2yn-dWq78

  • เจาะลึกศักยภาพจังหวัดขอนแก่น น่าลงทุนแค่ไหน ?

    เจาะลึกศักยภาพจังหวัดขอนแก่น น่าลงทุนแค่ไหน ?

              ทำไมขอนแก่นถึงกลายเป็นเมืองน่าลงทุน ? เจาะลึกศักยภาพใจกลางโซนการศึกษา ใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตอบโจทย์ทั้งนักลงทุนและผู้อยู่อาศัย

    จังหวัดขอนแก่น

              หากพูดถึงจังหวัดที่เป็นหัวเมืองหลักของภาคอีสานที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด คงหนีไม่พ้นจังหวัดขอนแก่น เมืองที่เต็มไปด้วยโอกาสใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การแพทย์หรือการคมนาคมที่กำลังพัฒนาสู่ระดับสากล ทำให้เหล่านักลงทุนเริ่มเบนเข็มความสนใจมาที่การจับจองอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่นี้ โดยเฉพาะการเลือกซื้อคอนโดขอนแก่น จาก Origin Vertical เพื่อเก็งกำไรและปล่อยเช่า ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจอย่างมาก บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกกันว่า ทำไมขอนแก่นถึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่คุ้มค่าแก่การลงทุนที่สุดในเวลานี้กัน  

    ทำไมขอนแก่นถึงกลายเป็นทำเลน่าจับตาสำหรับการลงทุน

              ขอนแก่นไม่ได้เป็นเพียงจังหวัดใหญ่ของภาคอีสานเท่านั้น แต่ยังเป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ด้วยองค์ประกอบหลายด้านที่เกื้อหนุนต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่น  

    ทำไมขอนแก่นถึงน่าลงทุน

    ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการศึกษาของภาคอีสาน

              ขอนแก่นคือที่ตั้งของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงยังมีศูนย์การแพทย์เฉพาะทางระดับภูมิภาค และเป็นแหล่งงาน เพราะบริษัทชั้นนำมากมายตั้งอยู่ที่นี่ สิ่งเหล่านี้ทำให้ขอนแก่นมีสภาพคล่องทางเศรษฐกิจสูงและมีเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล

    การเติบโตของเมือง

              ขอนแก่นไม่ได้เป็นเพียงทางผ่าน แต่คือศูนย์กลาง (Hub) ของภูมิภาค ด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ทำให้ที่นี่มีการขยายตัวของเมืองขอนแก่นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจากโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ศูนย์การค้าและพื้นที่เชิงพาณิชย์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเมืองมีการวางผังและพัฒนาให้รองรับการอยู่อาศัยในระยะยาว ไม่ใช่แค่การเติบโตแบบชั่วคราวอีกด้วย 

    ดีมานด์ที่อยู่อาศัยจากนักศึกษา คนทำงาน และนักลงทุน

              จังหวัดขอนแก่นเป็นทั้งแหล่งงานสำคัญและศูนย์กลางการศึกษาของภาคอีสาน ทำให้มีนักศึกษาใหม่และคนทำงานย้ายเข้ามาในเมืองอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะอพาร์ตเมนต์และคอนโดมิเนียม เพิ่มสูงขึ้นตลอดทั้งปี อัตราการเข้าพักอยู่ในระดับดี จึงตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการลงทุนในคอนโดปล่อยเช่าได้ด้วยเช่นกัน 

    ระบบคมนาคมและการเดินทางในเมือง

              ขอนแก่นกำลังจะมีโครงการรถไฟฟ้ารางเบา (LRT) สายแรกของภูมิภาค รวมถึงการขยายสนามบินนานาชาติขอนแก่นที่รองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น และโครงการรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อภาคอีสานเข้ากับกรุงเทพฯ และประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้การเดินทางสะดวกสบายและรวดเร็วกว่าเดิมหลายเท่า 

    ค่าครองชีพและสภาพแวดล้อม

              แม้ความเจริญจะเข้าสู่เมืองอย่างรวดเร็ว แต่ค่าครองชีพในขอนแก่นยังถือว่ามีความสมดุลเมื่อเทียบกับคุณภาพชีวิต ผู้คนสามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียมได้ในราคาที่จับต้องได้ มีพื้นที่สีเขียวอย่างบึงแก่นนคร และบึงสีฐาน ให้พักผ่อน ทำให้ที่นี่เป็นเมืองที่น่าอยู่และน่าเข้ามาตั้งรากฐานในระยะยาว  

    ทำไมคอนโด The Origin Campus Khon Kaen

    ถึงเป็นทำเลศักยภาพใจกลางโซนการศึกษา

              เมื่อพูดถึงการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในตอนนี้ ต้องยกให้ The Origin Campus Khon Kaen จาก Origin Vertical โครงการที่ตั้งอยู่บนทำเลที่เรียกได้ว่าไข่แดงของโซนการศึกษา ใกล้รั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่นเพียงไม่กี่ก้าว ซึ่งเป็นทำเลที่มีดีมานด์การเช่าจากนักศึกษาและบุคลากรในมหาวิทยาลัยอย่างหนาแน่นตลอดปี ด้วยการออกแบบที่เข้าใจความต้องการของคนรุ่นใหม่ พร้อมส่วนกลางที่ครบครันและทันสมัย จึงไม่ใช่เรื่องยากที่โครงการนี้จะกลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนที่หวังผลตอบแทน (Yield) ในระยะยาว

    The Origin Campus Khon Kaen

    สรุปบทความ

              จังหวัดขอนแก่นคือทำเลแห่งอนาคตที่มีศักยภาพครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เศรษฐกิจที่ขยายตัว และกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน การเลือกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และตั้งอยู่ในทำเลใกล้แหล่งงานและสถานศึกษาอย่างโครงการจาก Origin Vertical จึงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นคงทางการเงินในยุคปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://home.kapook.com/view298684.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z0fFpT0WTJw476eCFKUS5

  • อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) ประกาศยุทธศาสตร์ปี 2026 บุกตลาด SME เต็มสูบ

    อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) ประกาศยุทธศาสตร์ปี 2026 บุกตลาด SME เต็มสูบ

    วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.14 น.

    Tag :

    บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญการด้านวางระบบ Network และ ไอที โซลูชันเต็มรูปแบบอย่างครบวงจรโดยได้การรับรองจาก ISO9001 : 2015 และ ISO27001 นำโดย นายโกวิท ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยนางวาณา ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด และนายพงศภัค ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ จัดงานแถลงข่าว “เปิดกลยุทธ์ EasyNet 2026: เพื่อนคู่คิดทางเทคโนโลยีของ SME” มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยผ่านโมเดล “เช่าระบบ WiFi พร้อมอุปกรณ์แบบครบวงจร” (WiFi as a Service) เพื่อทลายขีดจำกัดด้านงบประมาณและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการทุกระดับ

    นางวาณา ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่เรายืนหยัดในฐานะผู้นำด้านการวางระบบ Network  เราได้เห็นความท้าทายของผู้ประกอบการไทยที่มักจะติดหล่มเรื่องการลงทุนด้านไอทีที่สูงเกินความจำเป็น จากการรายงานของนักวิเคราะห์อุตสาหกรรมไอที (source: Gartner, Krungsri Compass) คาดการณ์ว่ามูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีในประเทศไทยปี 2025 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 7.9% โดยมีมูลค่ารวมเกือบ 996,000 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มบริการไอที (IT Services) และระบบความปลอดภัย (Cybersecurity) ที่มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยกว่า 9-10% ต่อปี เพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยี AI และการบริหารจัดการข้อมูล อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเติบโตนี้ SME ไทยกว่า 3.2 ล้านราย ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณลงทุน (CAPEX) ที่สูงขึ้นตามราคาฮาร์ดแวร์ทั่วโลก ในปีนี้ EasyNet จึงขอเป็นตัวเปลี่ยนเกม (Game Changer) ด้วยการเปลี่ยนค่าใช้จ่ายก้อนโตให้กลายเป็นรายจ่ายรายเดือนที่ควบคุมได้ (OPEX) ภายใต้แนวคิด ‘ใช้แค่ไหน จ่ายแค่นั้น’ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด

    กลยุทธ์ในปี 2026 ของเราคือการเจาะกลุ่มผู้ประกอบการทั่วประเทศไทย โดยใช้จุดแข็งเรื่องการผสมผสานนวัตกรรม WiFi ให้เป็นเครื่องมือการตลาดที่ไร้ขีดจำกัด ก้าวต่อไปของเราคือการเป็น Digital Partner ที่ช่วยให้ทุกธุรกิจสามารถวิเคราะห์และวางแผนการสื่อสารกับลูกค้าได้แม่นยำขึ้น

    นายพงศภัค ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด เน้นย้ำความเชื่อมั่นด้านเทคโนโลยีว่า เทรนด์เทคโนโลยีในปี 2026 จะมุ่งไปที่ AI และ Hyper-Connectivity ซึ่งมาพร้อมกับความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น EasyNet จึงยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสู่ Zero Trust Architecture โดยเราติดตั้งระบบเฝ้าระวังภัยคุกคามเบื้องต้นตลอด 24 ชั่วโมง (Network Monitoring) และระบบยืนยันตัวตนที่สอดคล้องกับ พรบ. คอมพิวเตอร์อย่างเข้มงวด เรามั่นใจว่าระบบของเราจะเป็น ‘Safe Zone’ ให้กับผู้ประกอบการ ทำให้พวกเขาสามารถโฟกัสกับการดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการโจมตีจากแฮกเกอร์หรือความขัดข้องของระบบ Network ภายในหรือภายนอกของธุรกิจของท่าน

    EasyNet นำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์สถานะทางการเงินของธุรกิจยุคใหม่ผ่าน 2 รูปแบบหลัก

    1. โมเดลเช่าระบบ (Monthly Rental): เปลี่ยนค่าใช้จ่ายก้อนโตให้กลายเป็นรายเดือนที่ควบคุมได้ (OPEX) ช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนอุปกรณ์ในครั้งเดียว
    2. โมเดลซื้อขาด (One-time Purchase): สำหรับธุรกิจที่ต้องการเป็นเจ้าของระบบอย่างเต็มตัว โดยยังคงได้รับการดูแลจากมืออาชีพที่เชี่ยวชาญผ่านการรับรองจากองค์กรระดับนานาชาติ

    บริษัทฯ มุ่งเน้นการให้บริการแบบ Full Service ตั้งแต่การจัดหาอุปกรณ์ไปจนถึงการตรวจสอบดูแล ได้แก่

    • ระบบ WiFi Rental พร้อมอุปกรณ์: บริการเช่าระบบ WiFi ครบวงจรที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และประเภทธุรกิจ
    • IT Consulting & Design: การให้คำปรึกษา ออกแบบ และกำหนดสเป็คอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมโดยวิศวกรผู้ชำนาญการ
    • Cybersecurity Excellence: ระบบความปลอดภัยไซเบอร์ขั้นสูงเพื่อป้องกันภัยคุกคามดิจิทัลในทุกรูปแบบ
    • Smart Monitoring: บริการดูแลและสังเกตการณ์ระบบโดยแผนก IT มืออาชีพ ช่วยให้เจ้าของธุรกิจวางใจได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    นอกจากการดำเนินธุรกิจ EasyNet ยังยึดถือหลักธรรมาภิบาลผ่านโครงการ “EasyNet: WiFi is Chances” โดยตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป เมื่ออุปกรณ์ที่เช่าครบอายุสัญญา 48 เดือน บริษัทฯ จะนำอุปกรณ์ที่ยังคงสภาพดีไปส่งต่อให้กับโรงเรียนหรือชุมชนที่ขาดแคลนและเข้าถึงยาก เพราะเราเชื่อว่า “การศึกษาคือพื้นฐานของชีวิต” และต้องการหยิบยื่นโอกาสให้แก่เยาวชนผ่านเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจหลักของเรา

    สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรับบริการการวางระบบ WiFi และโซลูชันด้านไอที สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือรับคำปรึกษาได้ที่ เว็บไซต์: www.easynet.co.th, Facebook: EasyNet Thailand, TikTok: Easynet_thailand และ Line ID: @easynet

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/946526&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DSYizQOflhpfk8h8PPyfr

  • อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) ประกาศยุทธศาสตร์ปี 2026 บุกตลาด SME เต็มสูบ ชูโซลูชัน WiFi อัจฉริยะ ลดต้นทุน-เพิ่มความปลอดภัย 

    อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) ประกาศยุทธศาสตร์ปี 2026 บุกตลาด SME เต็มสูบ ชูโซลูชัน WiFi อัจฉริยะ ลดต้นทุน-เพิ่มความปลอดภัย 

    วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.56 น.

    อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) ประกาศยุทธศาสตร์ปี 2026 บุกตลาด SME เต็มสูบ
    ชูโซลูชัน WiFi อัจฉริยะ ลดต้นทุน-เพิ่มความปลอดภัย 

    บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญการด้านวางระบบ Network และ ไอที โซลูชันเต็มรูปแบบอย่างครบวงจรโดยได้การรับรองจาก ISO9001 : 2015 และ ISO27001 นำโดย นายโกวิท ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยนางวาณา ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด และนายพงศภัค ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ จัดงานแถลงข่าว “เปิดกลยุทธ์ EasyNet 2026: เพื่อนคู่คิดทางเทคโนโลยีของ SME” มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยผ่านโมเดล “เช่าระบบ WiFi พร้อมอุปกรณ์แบบครบวงจร” (WiFi as a Service) เพื่อทลายขีดจำกัดด้านงบประมาณและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการทุกระดับ 

    นางวาณา ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่เรายืนหยัดในฐานะผู้นำด้านการวางระบบ Network  เราได้เห็นความท้าทายของผู้ประกอบการไทยที่มักจะติดหล่มเรื่องการลงทุนด้านไอทีที่สูงเกินความจำเป็น จากการรายงานของนักวิเคราะห์อุตสาหกรรมไอที (source: Gartner, Krungsri Compass) คาดการณ์ว่ามูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีในประเทศไทยปี 2025 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 7.9% โดยมีมูลค่ารวมเกือบ 996,000 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มบริการไอที (IT Services) และระบบความปลอดภัย (Cybersecurity) ที่มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยกว่า 9-10% ต่อปี เพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยี AI และการบริหารจัดการข้อมูล อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเติบโตนี้ SME ไทยกว่า 3.2 ล้านราย ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณลงทุน (CAPEX) ที่สูงขึ้นตามราคาฮาร์ดแวร์ทั่วโลก ในปีนี้ EasyNet จึงขอเป็นตัวเปลี่ยนเกม (Game Changer) ด้วยการเปลี่ยนค่าใช้จ่ายก้อนโตให้กลายเป็นรายจ่ายรายเดือนที่ควบคุมได้ (OPEX) ภายใต้แนวคิด ‘ใช้แค่ไหน จ่ายแค่นั้น’ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด

    กลยุทธ์ในปี 2026 ของเราคือการเจาะกลุ่มผู้ประกอบการทั่วประเทศไทย โดยใช้จุดแข็งเรื่องการผสมผสานนวัตกรรม WiFi ให้เป็นเครื่องมือการตลาดที่ไร้ขีดจำกัด ก้าวต่อไปของเราคือการเป็น Digital Partner ที่ช่วยให้ทุกธุรกิจสามารถวิเคราะห์และวางแผนการสื่อสารกับลูกค้าได้แม่นยำขึ้น

    นายพงศภัค ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด เน้นย้ำความเชื่อมั่นด้านเทคโนโลยีว่า เทรนด์เทคโนโลยีในปี 2026 จะมุ่งไปที่ AI และ Hyper-Connectivity ซึ่งมาพร้อมกับความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น EasyNet จึงยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสู่Zero Trust Architecture โดยเราติดตั้งระบบเฝ้าระวังภัยคุกคามเบื้องต้นตลอด 24 ชั่วโมง (Network Monitoring) และระบบยืนยันตัวตนที่สอดคล้องกับ พรบ. คอมพิวเตอร์อย่างเข้มงวด เรามั่นใจว่าระบบของเราจะเป็น ‘Safe Zone’ ให้กับผู้ประกอบการ ทำให้พวกเขาสามารถโฟกัสกับการดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการโจมตีจากแฮกเกอร์หรือความขัดข้องของระบบ Network ภายในหรือภายนอกของธุรกิจของท่าน

    EasyNet นำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์สถานะทางการเงินของธุรกิจยุคใหม่ผ่าน 2 รูปแบบหลัก

    โมเดลเช่าระบบ (Monthly Rental): เปลี่ยนค่าใช้จ่ายก้อนโตให้กลายเป็นรายเดือนที่ควบคุมได้ (OPEX) ช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนอุปกรณ์ในครั้งเดียว 

    โมเดลซื้อขาด (One-time Purchase): สำหรับธุรกิจที่ต้องการเป็นเจ้าของระบบอย่างเต็มตัว โดยยังคงได้รับการดูแลจากมืออาชีพที่เชี่ยวชาญผ่านการรับรองจากองค์กรระดับนานาชาติ

    บริษัทฯ มุ่งเน้นการให้บริการแบบ Full Service ตั้งแต่การจัดหาอุปกรณ์ไปจนถึงการตรวจสอบดูแล ได้แก่

    ระบบ WiFi Rental พร้อมอุปกรณ์: บริการเช่าระบบ WiFi ครบวงจรที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และประเภทธุรกิจ

    IT Consulting & Design: การให้คำปรึกษา ออกแบบ และกำหนดสเป็คอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมโดยวิศวกรผู้ชำนาญการ

    Cybersecurity Excellence: ระบบความปลอดภัยไซเบอร์ขั้นสูงเพื่อป้องกันภัยคุกคามดิจิทัลในทุกรูปแบบ

    Smart Monitoring: บริการดูแลและสังเกตการณ์ระบบโดยแผนก IT มืออาชีพ ช่วยให้เจ้าของธุรกิจวางใจได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    นอกจากการดำเนินธุรกิจ EasyNet ยังยึดถือหลักธรรมาภิบาลผ่านโครงการ “EasyNet: WiFi is Chances” โดยตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป เมื่ออุปกรณ์ที่เช่าครบอายุสัญญา 48 เดือน บริษัทฯ จะนำอุปกรณ์ที่ยังคงสภาพดีไปส่งต่อให้กับโรงเรียนหรือชุมชนที่ขาดแคลนและเข้าถึงยาก เพราะเราเชื่อว่า “การศึกษาคือพื้นฐานของชีวิต” และต้องการหยิบยื่นโอกาสให้แก่เยาวชนผ่านเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจหลักของเรา

    สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรับบริการการวางระบบ WiFi และโซลูชันด้านไอที สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือรับคำปรึกษาได้ที่ เว็บไซต์: www.easynet.co.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/465658&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ux-pzM6a_0VHbgOuCTB1x