Blog

  • กทพ.เดินหน้าเวทีสรุปผลศึกษา ทางพิเศษเชื่อมสมุย | TOPNEWS

    กทพ.เดินหน้าเวทีสรุปผลศึกษา ทางพิเศษเชื่อมสมุย | TOPNEWS

    กทพ.เดินหน้าเวทีสรุปผลศึกษา ทางพิเศษเชื่อมสมุย

    • เผยแพร่ : 11/02/2026 20:30

    วันที่ 11 ก.พ. 2569 ที่ห้องประชุม Fortune 3 โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน นครศรีธรรมราช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา) จากการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย โดยมีนายสุวัฒน์ จันทร์สุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธาน พร้อมด้วยนางสาวณัฐฐา กาสี รองผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ,นายสมพร พัฒนรัฐ ผู้จัดการโครงการฯ และคณะผู้บริหาร กทพ.หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม พร้อมทั้งผู้แทนภาครัฐ เอกชน ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมรับฟังความคิดเห็นประมาณ 200 คน

    น.ส.ณัฐฐา กาสี รองผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางสู่เกาะสมุย รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคมขนส่ง สนับสนุนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยรูปแบบโครงการเป็นทางพิเศษขนาด 4 ช่องจราจร ระยะทางรวมประมาณ 37.4 กิโลเมตร มีสะพานข้ามทะเลระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร ความกว้างเขตทางประมาณ 40 เมตร ในส่วนของสะพานข้ามทะเล ออกแบบเป็นสะพานแขวน (Cable-stayed Bridge) มีความสูงใต้สะพานไม่น้อยกว่า 50 เมตร เพื่อให้เรือขนาดใหญ่สามารถผ่านได้อย่างปลอดภัย และออกแบบตามมาตรฐานสากลเพื่อรองรับแรงลมและคลื่นในทะเล โดยโครงการไม่มีแนวเส้นทางตัดผ่านพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1 และหลีกเลี่ยงพื้นที่สำคัญด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ มีพื้นที่บางส่วนที่ได้รับผลกระทบ รวมจำนวนประมาณ 277 แปลง และมีสิ่งปลูกสร้าง 45 หลัง ซึ่งจะดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 โดยยึดหลักความเป็นธรรมและราคาตลาด

    ภายหลังการประชุมรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา) กทพ. จะดำเนินการทดสอบความสนใจของนักลงทุน (Market Sounding) และดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ประมาณปี พ.ศ. 2572 และเปิดให้บริการประมาณปี พ.ศ. 2576

    กิตตินันท์ จินดำ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นครศรีธรรมราช

    11

    ascwxw

    เศรษฐีแดนกิมจิ เจ้าของ คลินิกเสริมความงาม สนามกอล์ฟ ปลิดชีพคาบ้านพักหรู

    สมุทรสงคราม///ขบวนรถ “มะพร้าวน้ำหอม” มุ่งสู่ 8 จังหวัด แก้ปัญหาราคาตกต่ำ

    วัยรุ่นแย่งปืนตำรวจ ก่อเหตุสะเทือนขวัญ

    โดนแล้ว 2 ด้อมส้ม “ผอ.เลือกตั้ง” เขต 1ชลบุรี แจ้งเอาผิด “เจ๊ตอง-เฟิร์น” บุกรุก ขัดขวางจนท. ชิงเอกสารราชการ

    เทศกาลโคมไฟภูเก็ต 2569 ยิ่งใหญ่ ดันเมืองเก่าสู่เวทีนานาชาติ

    แรงสุด “อดีตหนุ่ม 3 นิ้ว” เคยลุยไล่ “ลุงตู่” ทนไม่ไหวแกนนำส้มมามุกเดิม ลั่นมึงหลอกน้อง ๆ ไปติดคุกอีกแล้ว อึ้งหนักด้อมสาวชลฯ โดนเทเป็นสลิ่มไส้ศึก!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1484290&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XRyfav3012TRSmmJ3IPeg

  • รมว.ศธ. กำชับ สพฐ. เยียวยาจิตใจและความปลอดภัยหลังคนร้ายบุกจับตัวครู-นร.เป็นตัวประกัน สั่งยกระดับมาตรการคัดกรอง

    รมว.ศธ. กำชับ สพฐ. เยียวยาจิตใจและความปลอดภัยหลังคนร้ายบุกจับตัวครู-นร.เป็นตัวประกัน สั่งยกระดับมาตรการคัดกรอง

    วันนี้ (11 กุมภาพันธ์) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยจากกรณีเหตุคนร้ายคลุ้มคลั่งบุกเข้าไปภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนใช้อาวุธก่อเหตุจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ และจับนักเรียนกับครูเป็นตัวประกัน ว่า ได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และมีความห่วงใยต่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทุกคนอย่างยิ่ง โดยได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประสานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ พร้อมด้วยศึกษาธิการจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน

    โดยเบื้องต้นจากรายงานพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การก่อการร้าย แต่เป็นเหตุบุคคลคลุ้มคลั่งก่อเหตุจับนักเรียนและครูเป็นตัวประกัน อย่างไรก็ตาม จะมีการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดรอบด้านอีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน โดยขอให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนกฎหมาย

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือนักเรียน ครู ผู้บริหาร และบุคลากรที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ทั้งด้านความปลอดภัยและการเยียวยาสภาพจิตใจ เพื่อให้ทุกคนกลับมามีขวัญและกำลังใจโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ เท่าที่ได้รับรายงาน โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์มีแผนเผชิญเหตุและมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยคณะผู้บริหารและครูได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างรัดกุมในระหว่างเกิดเหตุ ซึ่งหลังจากนี้กระทรวงศึกษาธิการจะร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทบทวนและยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในโรงเรียนทั่วประเทศให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

    “มาตรการที่เตรียมดำเนินการเพิ่มเติม ได้แก่ การเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองบุคคลเข้า-ออกสถานศึกษา การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ การจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างใกล้ชิด ตลอดจนสร้างกลไกสนับสนุนด้านจิตวิทยา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ครู นักเรียน และผู้ปกครองว่า โรงเรียนยังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันว่า จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินการทุกมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต” ศ.ดร.นฤมลกล่าว

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/school-hostage-safety-measures/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HJxeJ2JiDZbDNvn51iUvD

  • ข่าวดี! สิงคโปร์แอร์ไลน์รับสมัครสาวไทย 100 อัตรา

    ข่าวดี! สิงคโปร์แอร์ไลน์รับสมัครสาวไทย 100 อัตรา

    โอกาสมาถึงแล้ว เปิดรับสมัครหญิงไทย ทำงานพนักงานต้อนรับสายการบิน Singapore Airlines Limited จำนวน 100 อัตรา เงินเดือน 3.8 หมื่น เริ่มสมัคร 16 ก.พ.

    11 ก.พ.2569 –  นางสาวอัยรินทร์ พันธ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เร่งจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศให้เป็นไปตามเป้าหมายกว่า 50,000 คน ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อสร้างโอกาสการทำงานในต่างประเทศตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยผ่านนโยบายส่งเสริมการทำงานในต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อเพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตตนเองและครอบครัว

    นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาล โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานได้เปิดรับสมัครคนไทยไปทำงานในประเทศสิงคโปร์ กับนายจ้างบริษัท Singapore Airlines Limited ซึ่งประกอบกิจการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ ตำแหน่ง พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน จำนวน 100 อัตรา เงินเดือน 1,550 เหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 38,099 บาท ระยะเวลาจ้างงาน 5 ปี โดยนายจ้างจัดหาที่พักให้ใน 7 วันแรก มีเงินสนับสนุนค่าอาหาร ค่าโดยสารเครื่องบินเที่ยวไป (กรุงเทพฯ – สิงคโปร์) เมื่อลงนามในสัญญาจ้าง และบัตรโดยสารเครื่องบินเที่ยวกลับ (สิงคโปร์ – กรุงเทพฯ) เมื่อทำงานครบสัญญา นอกจากนี้ยังมีวันลาพักผ่อน 21 วันต่อปี ค่าประกัน และฝึกอบรมระหว่างการทำงานตามกฎหมายสิงคโปร์กำหนด ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและยื่นใบสมัครทางเว็บไซต์ของบริษัทโดยตรงที่เว็บไซต์ singaporeair.com.sg/en_UK/sg/careers ได้ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 6 มีนาคม 2569 ไม่เว้นวันหยุดราชการ และตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดการรับสมัครได้ที่ เว็บไซต์ doe.go.th/overseas หัวข้อ “ข่าวประกาศรับสมัคร”

    สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้น รับหญิงไทยส่วนสูง 158 เซนติเมตรขึ้นไป สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าชั้นปริญญาตรี มีใจรักงานบริการ และสมัครใจปฏิบัติงานที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งการรับสมัครในครั้งนี้เป็นการดำเนินการเพื่อจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศโดยวิธีรัฐจัดส่ง คนหางานไม่เสียค่าสมัครหรือค่าบริการใด ๆ ทั้งสิ้น โดยจะมีเพียงค่าใช้จ่ายสำหรับการเตรียมตัวเดินทางไปทำงาน ได้แก่ ค่าถ่ายรูป ค่าทำหนังสือเดินทาง (กรณียังไม่มี) และค่าสมัครสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ รวมค่าใช้จ่าย ประมาณ 1,600 บาท ทั้งนี้ กรมการจัดหางานจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกให้ทราบโดยทั่วกัน ที่เว็บไซต์ doe.go.th/overseas หัวข้อ “ข่าวประกาศรับสมัคร” ภายในวันที่ 24 เมษายน 2569 ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2245 1034 ในวันและเวลาราชการ หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/945778/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tRThy3w9K5GMu2IWfITnU

  • ‘คลัง’ ลุ้นเข็นเศรษฐกิจปี 69 โตเกิน 2% เวิลด์แบงก์หนุนยกเครื่องแผนการคลัง

    ‘คลัง’ ลุ้นเข็นเศรษฐกิจปี 69 โตเกิน 2% เวิลด์แบงก์หนุนยกเครื่องแผนการคลัง

    ‘คลัง’ ลุ้นเข็นเศรษฐกิจไทยปี 69 โตเกิน 2% ไม่ห่วงสุญญากาศ 6 เดือนตั้งรัฐบาลใหม่กระทบเติบโต เหตุเร่งอัดมาตรการรองรับเต็มสูบ ด้าน ‘เวิลด์แบงก์’ หั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 1.6% ก่อนฟื้นตัวในปี 70 ที่ 2.2% หนุนปฏิรูปแผนการคลังเพิ่มพื้นที่ว่างอัดมาตรการกระตุ้น กระทุ้งนโยบายการเงินเร่งลดดอกเบี้ยช่วยพยุงเศรษฐกิจ

    11 ก.พ. 2569 – นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ ‘Thailand’s New Horizons : Empowering People and Building Resiliency’ ในการเปิดตัวรายงานเศรษฐกิจ Thailand Economic ฉบับล่าสุด ของธนาคารโลก (World Bank) ว่า กระทรวงการคลังได้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ที่ 2% ขณะที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมีความหวังว่าจะสามารถเร่งกระตุ้นการเติบโตให้สูงเกิน 2% ก็ถือเป็นระดับที่น่าพอใจอย่างยิ่ง และจะเร่งต่อยอดการเติบโตในปี 2570 ให้ได้สูงถึง 3% ซึ่งเป็นระดับการเติบโตที่เต็มศักยภาพ เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว

    ทั้งนี้ เชื่อว่าปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตมาจากการเมืองและนโยบายที่นิ่งและต่อเนื่อง ภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นจุดที่ช่วยดึงดูดนักลงทุนขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันยังมีเม็ดเงินลงทุนอีกกว่า 4.8 แสนล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการผลักดันผ่านมาตรการ Thailand FastPass ซึ่งคาดว่าเม็ดเงินจะทยอยลงสู่ระบบเศรษฐกิจภายในปีนี้ รวมถึงนโยบายการคลังที่ยังมีเสถียรภาพ และยังมีมาตรการด้านเศรษฐกิจที่ยังมีการเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง อาทิ มาตรการซอฟท์โลน 1 แสนล้านบาท มาตรการเพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุน โครงการแก้หนี้รายย่อย และอีกหลายมาตรการที่จะเร่งดำเนินการได้ภายในครึ่งแรกของปีนี้

    “ยืนยันว่าไม่กังวลว่าจะเกิดช่องว่างทางเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ที่ยังไม่มีรัฐบาลเต็มรูปแบบ โดยยังเป็นการทำงานของรัฐบาลรักษาการ เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการวางนโยบายที่ชัดเจนและเพียงพอในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงนี้ให้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านนโยบาย Quick Big Win รวมถึงยังพร้อมเดินหน้าการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง ที่มุ่งมั่นในการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง คุมเพดานหนี้สาธารณะให้อยู่ไม่เกิน 70% ของจีดีพี และตั้งเป้าลดหนี้สาธารณะลงตั้งแต่ปี 2573 เร่งเพิ่มประสิทธิการใช้จ่าย และการสร้างรายได้ ใช้ทางเลือกทางการเงินใหม่ ๆ ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และรัฐบาลกำลังเร่งในการสร้างทักษะแรงงาน ซึ่งจะเป็นการต่อยอดนโยบายสำคัญ ๆ รวมถึงเร่งผลักดันการลงทุนใหม่ ๆ ด้วย” นายเบญจรงค์ กล่าว

    นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทย ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าวว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 คาดว่าจะชะลอลงเหลือ 1.6% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.8% ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2570 ที่ระดับ 2.2% โดยเศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยท้าทายสำคัญ อาทิ เศรษฐกิจโลกที่อยู่ในภาวะชะลอตัวเล้กน้อย มีความไม่แน่นอนสูง แต่ก็เชื่อว่ายังมีโอกาสในแง่ตลาดใหม่ หรือการลงทุนใหม่ ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการเริ่มดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI), เศรษฐกิจไทยชะลอมากกว่าที่คิด สะท้อนจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เริ่มมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ทำให้การฟื้นตัวชะลอลง และปัจจัยเสี่ยงเรื่องพื้นที่ทางการคลังที่เริ่มแคบลง ซึ่งประเด็นนี้เป็นปัจจัยที่รัฐบาลจับตาเพื่อปรับให้มีพื้นที่ทางการคลังกลับมา

    “เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 หลัก ๆ มาจากหนี้ครัวเรือนที่สูง แต่ก็มีปัจจัยที่ช่วยดึงขึ้นจากภาคการส่งออก ซึ่งเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวจากการเร่งทยอยส่งออกสินค้า ส่วนประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่ 1.6% นั้นใกล้เคียงกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินไว้ ส่วนปี 2570 จะฟื้นตัวขึ้นมาที่ระดับ 2.2% จากการบริโภคและการลงทุน” นายเกียรติพงศ์ กล่าว

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีความท้าทายจากภาคอุตสาหกรมที่ยังมีการชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนของภาคอุตสาหกรรมในแต่ละปีไม่สูงมากนัก โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อบำรุงรักษา ไม่ได้เป็ฯการลงทุนเพื่อนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามา, หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับภาคครัวเรือน และปัจจุบันเศรษฐกิจประเทศไทยพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวสูง โดยปีที่ผ่านมาการท่องเที่ยวชะลอตัว ซึ่งเป็นการสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีปัจจัยลบเชิงโครงสร้างในภาคการท่องเที่ยว ที่อาจส่งผลให้รายได้ท่องเที่ยวไม่กลับมาในระดับเดิมในช่วง 2 ปีนี้ แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะทยอยฟื้นกลับมาก็ตาม

    สำหรับเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยนั้นยังอยู่ในระดับสูงของกลุ่มประเทศอาเซียนมานาน แต่ต้องยอมรับว่าขณะนี้เริ่มมีสัญญาณน่าเป็นห่วงมากขึ้น จากความไม่แน่นอนทางการค้า รายได้ท่องเที่ยวที่ลดลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ แต่เชื่อว่าจะกลับสู่กรอบเป้าหมายได้ ด้านนโยบายการเงินของ ธปท. นั้น เชื่อว่ายังมีโอกาสช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้ เพราะยังมีพื้นที่ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่นโยบายการคลังจะยังคงเป็นพระเอกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    ในส่วนของแผนการคลังระยะปานกลางนั้น นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทย ธนาคารโลก มองว่า ไทยยังมีโอกาสและศักยภาพในการปรับและหาจุดสมดุลใหม่ของนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ ซึ่งยังเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้ การขยายฐานการจัดเก็บ เช่น การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) การลงทุนในภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเติบโตอย่างชัดเจน ซึ่งทั้งหมดจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตในระดับศักยภาพที่ใกล้เคียง 3%

    อย่างไรก็ดี ในส่วนการเลือกตั้งนั้น มองว่ายังเป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้สามารถมองภาพเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าได้ ผ่านนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ในแผนและอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งตรงนี้จะเห็นความต่อเนื่องในแง่การจัดทำงบประมาณ การใช้จ่าย การลงทุนภาครัฐและนโยบายต่าง ๆ ที่น่าจะยังเดินหน้าได้ในปี 2569 และปี 2570 ส่วนความกังวลเรื่องความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลอาจจะส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายนั้น ต้องยอมรับว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยีความเสี่ยงค่อนข้างมาก ทั้งด้านบวกและด้านลบ แต่ยังเชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะทำให้การจัดทำงบประมาณและการลงทุนยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

    โดยปัจจุบันศักยภาพเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ระดับ 2.7% แต่ก็มีโอกาสที่จะเติบโตได้ถึง 3% หากสามารถปฏิรูปใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1. ความสามารถในการแข่งขัน 2. การพัฒนาด้านทักษะ การศึกษา และทุนมนุษย์ 3. แผนการคลังระยะปานกลาง โดยให้นโยบายการคลังสามารถลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว และเร่งขยายฐานภาษี

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/946046/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o96fq7UWmBiYS4m0bT59A

  • ‘นักวิชาการทีดีอาร์ไอ’ วิเคราะห์นโยบายและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ภายใต้รัฐบาลใหม่

    ‘นักวิชาการทีดีอาร์ไอ’ วิเคราะห์นโยบายและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ภายใต้รัฐบาลใหม่

    11 ก.พ.2569- ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) หัวข้อ นโยบายและการขยายตัวทางเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลใหม่ มีเนื้อหาดังนี้

    เมื่อวานเย็นได้ให้สัมภาษณ์รายการวิทยุหนึ่งในเรื่องนี้ เลยอยากเรียบเรียงมานำเสนออีกครั้งในนี้
    เศรษฐกิจจะโตเท่าไรภายใต้รัฐบาลใหม่? โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การคาดการณ์การขยายตัวจากสำนักต่าง ๆ ไม่สดใสนัก คือไม่เกิน 2% ในปีนี้

    แน่นอนว่าขึ้นกับนโยบายและประสิทธิภาพในการทำตามนโยบายของรัฐบาลใหม่ ซึ่งมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ และขึ้นกับว่าพรรคใดเข้าร่วมด้วย

    ผมขอเริ่มจาก ‘ภาพบวก’ ก่อน
    ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นเรื่องดี เห็นได้จากการตอบสนองของตลาดหุ้นในสองวันที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนไม่น้อยคงมั่นใจขึ้น ทำให้เกิดการลงทุนมากกว่ากรณีไม่มีเสถียรภาพ
    ความมั่นใจนี้จะเป็นจริงและยืนยาวได้ เงื่อนไขสำคัญคือรัฐบาลใหม่ต้องใช้บริการของ ‘มืออาชีพ’ ชุดเดิม (เอกนิติ ศุภจี สีหศักดิ์ เป็นหลัก) เพราะได้วางแนวทางที่นักลงทุนเห็นชอบไว้ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง คนละครึ่งพลัส (ควรทำอีกเพียงครั้งเดียว) Thailand Fastpass การขยายตลาดและการเจรจาการค้าทวิภาคี การทูตที่ดูมีทิศทางมากขึ้นเมื่อเทียบกับ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งสำคัญมากในยุคที่ geoeconomic เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

    ซึ่งหมายถึงรัฐบาลใหม่ต้องให้พื้นที่ทางนโยบายและการทำงานเพื่อสนับสนุนแก่มืออาชีพเหล่านี้ ป้องกันไม่ให้มีการแทรกแซงเพื่อผลประโยชน์พวกพ้องจากมุ้งต่าง ๆ ในพรรคร่วม หรือกระทั่งเรื่องที่ดูเล็กน้อยเช่นการฝากคนของตัว (ที่คงไม่ค่อยมีฝีมือ) มาเป็นทีมงานมืออาชีพเหล่านี้
    ที่สำคัญการสนับสนุนดังกล่าวต้องยาวตลอดอายุรัฐบาล เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจว่านโยบายจะมีเสถียรภาพจริง ไม่ใช่ไปสักพักมุ้งใหญ่ก็เริ่มทวงคืนเก้าอี้ตามระบบโควต้าแบบเดิม ๆ

    นโยบายเชิงบวกที่สำคัญมากอีกเรื่องคือการมีนโยบาย upskill reskill ซึ่ง ดร. เอกนิติเคยให้สัมภาษณ์ว่าอยู่ใน agenda ในขณะที่พรรคเพื่อไทย (ถ้ามาร่วมรัฐบาล) ก็มีนโยบายนี้เช่นกัน
    แต่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้มาก (และได้เร็วด้วย) ต้องทำเรื่องนี้แบบ ‘ขนานใหญ่’ เช่นเพิ่มงบประมาณเรื่องนี้อีก 5-10 เท่าจากงบปัจจุบัน ครอบคลุมแรงงานไม่น้อยกว่า 5 ล้านคนต่อปี และที่สำคัญทำการฝึกอบรมด้วยแนวทาง demand-driven คือฝึกทักษะที่ตลาดต้องการจริง ๆ มีกลไกที่รับประกันเรื่องนี้แบบที่พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์คิดไว้
    อันนี้ไม่แน่ใจว่าพรรคร่วมจะให้ความสำคัญเพียงพอ
    ถ้าทำเรื่องนี้ได้ดี เศรษฐกิจอาจขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 0.5-2% เทียบกับการไม่ทำหรือทำแบบเดิม ๆ
    มาดูด้านลบกันบ้าง

    นโยบายที่ไม่ควรทำมีไม่น้อย และที่ควรทำแต่คาดว่าจะไม่ทำก็มีมาก
    นโยบายที่ไม่ควรทำ ก็เรื่องประชานิยมรูปแบบต่าง ๆ เช่นนโยบายแก้หนี้ ที่ดูจะเป็นจุดเน้นของทั้งภูมิใจไทย เพื่อไทย กล้าธรรม ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่แก้หนี้อย่างยั่งยืน เบียดบังพื้นที่การคลังจนทำให้นโยบายที่ดีกว่าทำไม่ได้ และที่สำคัญคือจะไม่ช่วยลดหนี้ครัวเรือน ตรงกันข้ามจะเพิ่มหนี้ในระยะยาวด้วย เมื่อลูกหนี้ไม่กลัวการเป็นหนี้เพราะรู้ว่ารัฐบาลจะมาช่วยตลอดเวลา

    การลดค่าไฟก็เป็นอีกนโยบายที่ทุกพรรคในรัฐบาลใหม่ประกาศไว้ ซึ่งต้นทุนค่าไฟที่ลดลงจะมีผลทางบวกต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าแนวทางคือการชดเชยด้วยเงินงบประมาณจำนวนมาก ก็จะไปเบียดบังนโยบายที่ดีกว่า ผลสุทธิก็อาจไม่คุ้ม

    นโยบายที่ควรทำแต่คาดว่าจะไม่ทำ

    1. การรักษาวินัยการคลัง (จนหนี้สาธารณะต่อ GDP ลดลงหรือไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นแนวโน้มตอนนี้) เรื่องนี้แม้ ดร. เอกนิติจะกล่าวไว้ และได้ดำเนินการไปแล้วหลายมาตรการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่มีคำถามว่าจะทำได้แบบนี้ตลอดไปหรือไม่ โดยเฉพาะ ดร. เอกนิติ จะสามารถป้องกันนโยบายประชานิยมจากรัฐมนตรีคนอื่นในรัฐบาลใหม่ได้เพียงใด นายกรัฐมนตรีจะอยู่ข้างใด ซึ่งคุณอนุทินไม่มีภาพจำของการให้ความสำคัญกับวินัยการคลังมากนัก ก็หวังว่าจะเริ่มให้ความสำคัญและสนับสนุนคุณเอกนิติในเรื่องนี้ แต่น่าจะไม่ง่ายโดยเฉพาะถ้าต้องมีการขึ้นภาษีด้วย ซึ่งคุณอนุทินเคยแสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอการขึ้นภาษี VAT ของคุณเอกนิติ

    2. เรื่องที่สำคัญมากต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวคือการเพิ่มการลงทุนในประเทศ ซึ่งเป็นผลลัพธ์สำคัญของ ‘การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ’ ที่พูดกันมาตลอด มีเรื่องควรทำเยอะ เช่น

    2.1 การปราบทุนเทา สแกมเมอร์ การฟอกเงิน นักลงทุนคงไม่อยากลงทุนเท่าไรถ้าต้องไปสู้กับธุรกิจฟอกเงินที่ตัดราคารับขาดทุนได้มาก เรื่องนี้ผมไม่แน่ใจว่านักลงทุนให้เครดิตรัฐบาลอนุทินที่ผ่านมาอย่างไร มีความเชื่อมั่นแค่ไหน เพราะแม้จะมีการดำเนินการไปบ้าง เช่นการยืดทรัพย์บางราย แต่ยังห่างไกลกับ scale ที่ควรเป็นมาก และยิ่งถ้าพรรคร่วมมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีนักในเรื่องนี้ คงสร้างความเชื่อมั่นได้ยาก ยกเว้นว่าจะมีการดำเนินการจริงจังแม้จะมีพรรคดังกล่าวร่วมด้วย ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีในการตอบสังคมได้ว่าพรรคดังกล่าวถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม ได้แต่ฝันว่าจะเห็นภาพนั้น

    2.2 ปราบคอรรัปชั่น ซึ่งก็คงหวังยากเช่นกัน เพราะพรรคที่จะร่วมเป็นรัฐบาลใหม่ล้วนอยู่ในอำนาจมายาวนาน ตรงกับช่วงเวลาที่การคอร์รับชั่นเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลง การทำงานขององค์กรอิสระในเรื่องนี้ก็ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ความรับผิดชอบ (ส่วนหนึ่งเพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบันให้องค์กรอิสระตรวจสอบตัวเองหรือตรวจสอบกันเอง) การใช้งบประมาณแบบมีเงินทอนก็คงยังเห็นกันดาษดื่น เพราะต้องถอนทุนจากการเลือกตั้งกันขนานใหญ่

    2.3 การทลายทุกผูกขาด เช่นเดียวกับเรื่องคอร์รับชัน ทุนผูกขาดมากขึ้นในช่วงเวลาที่พรรคร่วมมีอำนาจบริหาร จึงคาดหวังเรื่องนี้ไม่ได้มาก

    2.4 การฟื้นความเชื่อมั่นในตลาดทุน (หุ้น หุ้นกู้) ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยไปไม่ถึงไหน (นอกเหนือจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำและไม่มีสินค้าน่าซื้อ) เรื่องนี้ ดร. เอกนิติก็ให้ความสำคัญ และควรเอาใจช่วย แต่เชื่อว่าคงเจอแรงต้านพอควร ทั้งจากหน่วยงานกำกับเดิม ผู้เล่นในตลาดที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน การถูกใช้เป็นแหล่งฟอกเงินที่บางพรรคอาจไม่อยากให้แตะ

    2.5 การส่งเสริมนวตกรรม R&D เรื่องนี้อาจพอเป็นไปได้ ถ้า ดร. ยศชนัน ยอมเข้าร่วมในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ และได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอจากรัฐบาลใหม่ แต่ก็ยังไม่อาจวางใจเพราะยังไม่มีประสบการณ์การบริหารนโยบายสาธารณะระดับชาติมาก่อน

    3. ถ้ามองยาวกว่า 2-4 ปี การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืน ต้องเป็นแนวทาง ‘การขยายตัวที่ประชาชนมีส่วนร่วม’ ที่สมัยก่อนเรียกว่า inclusive growth ตรงกับที่งานวิจัยรางวัลโนเบลให้ความสำคัญกับ inclusive institution

    เรื่องนี้น่าจะหวังได้ยากที่สุดจากรัฐบาลใหม่ เพราะการเข้าสู่อำนาจของแต่ละพรรคร่วมล้วนไม่ได้อิงกับฐานความคิดให้คนตัวเล็กตัวน้อยมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย แต่เป็นลักษณะ ‘รอความเมตตาเชิงนโยบาย’ มากกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ political landscape ที่เดินตามแนวเดียวกัน คือไม่เน้นการส่งเสริม active citizen จะทำได้จริงต้องมีการปฏิรูปการเมือง การแก้รัฐธรรมนูญที่เพิ่มอำนาจประชาชน การขยายและยกระดับความคุ้มครองทางสังคม (เช่นปฏิรูปประกันสังคม) จนไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    อันนี้เป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลใหม่ แม้อาจสามารถเพิ่มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วง 1-2 ปีแรกได้บ้างก็ตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/945853/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u_YLbZFqexwkBy-3YT49B

  • ตลาดหุ้นไทยเด้งรับรัฐบาลใหม่ ทะลุ 1,400 จุด PE พุ่ง 15 เท่า แพงกว่าภูมิภาค

    ตลาดหุ้นไทยเด้งรับรัฐบาลใหม่ ทะลุ 1,400 จุด PE พุ่ง 15 เท่า แพงกว่าภูมิภาค

    ภายหลังจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ดัชนี SET INDEX ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 3

    โดยวันที่ 9 ก.พ.2569 ปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 46.88 จุด หรือเพิ่มขึ้น 3.46% มาอยู่ที่ 1,400.89 จุด

    จากนั้นวันที่ 10 ก.พ.2569 ปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 9.55 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.68% มาอยู่ที่ 1,410.44 จุด

    และในวันนี้ (11 ก.พ.2569) ปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 1.26 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.09% มาอยู่ที่ 1,411.70 จุด

    “วทัญ จิตต์สมนึก” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย บล.พาย ระบุว่า การปรับตัวขึ้นของ SET INDEX ดังกล่าว ถือว่าสอดคล้องกับสถิติในอดีตที่มักจะมีการปรับตัวขึ้นหลังการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานและตัวเลขทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน มีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าตลาดหุ้นไทยจะสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ หรือใกล้ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว

    เสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ในเชิงการเมือง มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพและอาจดำรงตำแหน่งได้จนครบวาระเนื่องจากครองเสียงข้างมาก โดยมีการคาดการณ์ว่า คุณอนุทิน ชาญวีรกูล จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม หรือพรรคเล็กอื่นๆ

    นโยบายหลักที่ถูกจับตามองคือ “คนละครึ่ง (พลัส)” ซึ่งคาดว่าจะส่งผลบวกโดยตรงต่อกลุ่มต่างๆ ดังนี้

    • กลุ่มค้าปลีก โดยเฉพาะหุ้นต้นน้ำอย่าง CPAXT และกลุ่มศูนย์การค้าอย่าง CPN
    • กลุ่มธนาคารและการเงิน อานิสงส์จากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจะช่วยหนุนความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชน ส่งผลดีต่อหุ้นอย่าง BBL, KBANK, MTC และ SAWAD

    ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและปัจจัยฉุดรั้ง

    แม้จะมีปัจจัยบวกทางการเมือง แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับการขยายตัวที่ค่อนข้างต่ำเพียง 1.5-2% ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจาก

    • หนี้ครัวเรือนในระดับสูง กดดันการบริโภคภายในประเทศและการสร้างหนี้ใหม่ทำได้ยาก สะท้อนได้จากยอดขายรถยนต์และอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง
    • ข้อจำกัดทางการคลัง งบประมาณภาครัฐส่วนใหญ่หมดไปกับรายจ่ายประจำ และระดับหนี้สาธารณะกำลังเข้าใกล้เพดานที่กำหนดไว้ที่ 70% ของ GDP ทำให้การกู้เงินมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้จำกัด
    • ภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่แน่นอน แม้จะเป็นเครื่องยนต์หลัก แต่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีก่อนหน้ามีการลดลง และปีนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะขยายตัวได้มากน้อยเพียงใด

    การประเมินมูลค่า (Valuation) และความท้าทายในระยะสั้น

    เมื่อพิจารณาในด้านระดับราคา (Valuation) พบว่า SET INDEX ที่ระดับ 1400 +/- เริ่มมีความตึงตัว โดยมี Forward PE อยู่ที่ 14.7-15 เท่า ซึ่งถือว่า “ไม่ถูก” เมื่อเทียบกับปัจจัยแวดล้อมดังนี้

    • เปรียบเทียบกับภูมิภาค ตลาดหุ้นไทยมี PE สูงกว่าตลาดหุ้น Hang Seng (13 เท่า) และฟิลิปปินส์ (10 เท่า) ทั้งที่ทั้งสองตลาดมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีกว่า SET INDEX
    • เปรียบเทียบกับเศรษฐกิจไทย ขยายตัวต่ำเพียง 1.5-2%

    นอกจากนี้ ผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ตลาดกำลังเผชิญกับคาดการณ์กำไรที่ไม่สดใส โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL, CRC และ CPAXT ที่คาดว่าจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

    ในขณะนี้ ตลาดหุ้นไทยได้ตอบรับ (Price In) ปัจจัยบวกด้านการเมืองไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่ดัชนีจะปรับตัวขึ้นต่อจากนี้จำเป็นต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากระดับราคาปัจจุบันอาจไม่เหมาะสมเท่าใดนักเมื่อเทียบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำและความเสี่ยงจากผลประกอบการที่กำลังจะประกาศออกมา

    ปีนี้หุ้นไทยโดดเด่น เป็น 1 ในตลาดเอเชีย ขึ้นแรงเกิน 10% 

    ในอีกด้านหนึ่ง บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ภาพรวมผลตอบแทนของตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียตั้งแต่ต้นปี (YTD) ถือว่ามีความคึกคักอย่างมาก โดยมี 4 ตลาดหลัก ที่ทำผลงานได้โดดเด่นและให้ผลตอบแทนเป็นบวกเกิน 10% ได้แก่ 

    • เกาหลีใต้ ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดด้วยผลตอบแทนสูงถึง +25%1
    • ญี่ปุ่น และ ไต้หวัน ให้ผลตอบแทนเท่ากันที่ +14%1
    • ไทย (SET Index) ตามมาด้วยผลตอบแทน +12%

    สะท้อนให้เห็นถึงแรงหนุนและความเชื่อมั่นของ Flow ต่างชาติที่มีต่อตลาดหุ้นเอเชียมากขึ้นกว่าปีก่อน

    เศรษฐกิจไทยปี 69 จากการบริโภคสู่การลงทุน 

    ในมุมของนโยบายเศรษฐกิจไทย คุณเอกนิติ ได้แสดงวิสัยทัศน์ว่ารัฐบาลตั้งเป้าประคับประคองเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่2%โดยวางกลยุทธ์หลักให้ปีนี้เป็น “ปีแห่งการลงทุน” โดยมุ่งเน้นทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital) เพื่อสร้างรากฐานการเติบโตที่ยั่งยืน

    อีกทั้งเตรียมมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของมาตรการลดหย่อนภาษีโดยจะไม่มีการต่ออายุโครงการกระตุ้นการบริโภคแบบเดิมอย่าง “ช้อปดีมีคืน” หรือ “EASY E-RECEIPT” และเตรียมผลักดันโครงการ “บัญชีการออมส่วนบุคคล” หรือ Thailand Individual Saving Account (TISA) เข้ามาแทนที่ โดยเปลี่ยนจากการกระตุ้นให้ “ใช้จ่าย” (Consumption) มาเป็นการส่งเสริมให้ประชาชน “ออมเงิน” (Saving) เพื่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวแทน

    สถานะของไทยในเวทีโลกและภูมิภาค

    อย่างไรก็ตาม เมื่อนำ GDP Growth ไทยปี 2569 เปรียบเทียบกับข้อมูลจาก IMFของประเทศอื่นๆ(ตามกราฟ) จะเห็นว่าแม้ไทยจะมีการเติบโตที่เป็นบวก แต่ยังตามหลังเพื่อนบ้านในกลุ่ม Emerging Market อย่าง เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และจีน แต่ยังคงดูดีกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่าง สหรัฐฯ หรือ ยุโรป ในแง่ของอัตราการขยายตัว YoY ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อนถึงความกังวลในภาพรวมของการเติบโตเศรษฐกิจ

    แม้ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยจะมีความคึกคักและได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ แต่ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาค ไทยยังคงเผชิญกับความกังวลในเรื่องอัตราการเติบโตที่ยังไม่สูงเท่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน ทำให้การเร่งผลักดันนโยบาย “ปีแห่งการลงทุน” และการปรับโครงสร้างการออมผ่าน TISA กลายเป็นกุญแจสำคัญที่จะกำหนดทิศทางความมั่งคั่งของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/737873&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_D96hsuYQUPTjtvsnykW_

  • เศรษฐกิจไทยเปราะบาง โตต่ำสุดรอบหลายทศวรรษ TISCO จี้ เร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    เศรษฐกิจไทยเปราะบาง โตต่ำสุดรอบหลายทศวรรษ TISCO จี้ เร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยมุมมองว่า ภายหลังผลการเลือกตั้ง ตลาดทุนไทยมีความคาดหวังค่อนข้างมาก เนื่องจากนักลงทุนมองเห็นโอกาสที่จะได้รัฐบาลที่มีเอกภาพ และมีทีมเศรษฐกิจที่สามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นภาพที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

    โดยเฉพาะกรณีที่พรรคแกนนำมีโอกาสกำกับดูแลกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญหลายกระทรวง และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจมาจากพรรคเดียวกัน

    ทิสโก้
    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด

    จะช่วยให้การส่งต่อนโยบายและการทำงานระหว่างกระทรวงเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดทุนมีความหวังว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะถัดไป

    สำหรับเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจไทยนั้น จำเป็นต้องเพิ่มศักยภาพให้สามารถกลับมาเติบโตที่ระดับประมาณ 4% ต่อปี โดยเห็นว่าอัตราดังกล่าวไม่ใช่เป้าหมายที่สูงเกินไป แต่เป็นระดับขั้นต่ำที่ควรทำให้ได้ เนื่องจากประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียนยังคงเติบโตในระดับที่สูงกว่า ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซียที่เติบโตประมาณ 6% มาเลเซียเกือบ 5% และเวียดนามที่เติบโตถึง 8% หากไทยต้องการช่วงชิงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

    โดยเฉพาะการลงทุนที่มาพร้อมเทคโนโลยีและองค์ความรู้ นักลงทุนย่อมเลือกประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่า ดังนั้น การตั้งเป้าเพียง 3% จึงอาจไม่เพียงพอในการสร้างความโดดเด่นและความเชื่อมั่น ขณะที่ 4% จะเป็นระดับที่ช่วยส่งสัญญาณว่าไทยมีศักยภาพและความตั้งใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

    ทั้งนี้ หากรัฐบาลชุดใหม่ สามารถอยู่ครบวาระ 4 ปี โอกาสในการผลักดันเศรษฐกิจไปสู่ระดับดังกล่าวมีความเป็นไปได้ โดยเงื่อนไขสำคัญ คือ รัฐบาลต้องไม่มุ่งเน้นนโยบายระยะสั้น เพื่อหวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว เช่น นโยบายการแจกเงิน แต่ควรหันมาแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ทั้งประสิทธิภาพการผลิตที่อยู่ในระดับต่ำ การใช้เทคโนโลยีในภาคการผลิตที่ยังจำกัด อัตราการออมที่ต่ำ ปัญหาหนี้ในทุกภาคส่วน รวมถึงการลงทุนที่ยังไม่เพียงพอ พร้อมทั้งต้องมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน มีตัวชี้วัดและกรอบเวลาที่แน่นอน เพื่อให้ประชาชนและนักลงทุนสามารถติดตามความคืบหน้าได้

    ดัชนีมีลุ้นแตะ 1,500 จุดในปีนี้

    ส่วนในมุมมองต่อตลาดทุน ประเมินว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุดภายในปี  2569 นี้ หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่า เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ต่อปีในระยะถัดไป แม้เศรษฐกิจในปีนี้อาจเติบโตได้เพียงราว 2% ซึ่งยังไม่เพียงพอที่จะผลักดันดัชนีจากปัจจัยพื้นฐานโดยตรง แต่การปรับขึ้นของตลาดในระยะนี้สะท้อนความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอนาคต

    ย้ำว่า นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ จำเป็นต้องมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง อัตราการออมและการลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจที่ยังไม่สูงพอ ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่

    เร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการแพทย์ครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว พร้อมทั้งใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการฟื้นฟูสภาพคล่องในตลาดหุ้นอย่างยั่งยืน

    ในส่วนของแนวทางด้านตลาดทุน เสนอให้เร่งผลักดันโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) ซึ่งเป็นการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้แบบถาวรสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งการลงทุนโดยตรงและผ่านกองทุนรวม โดยการออกแบบโครงการควรเข้าใจง่าย แรงจูงใจชัดเจน แยกวงเงินออกจากการออมเพื่อเกษียณเดิม และกำหนดวงเงินให้สูงพอ เพื่อกระตุ้นการลงทุนในช่วงเริ่มต้น พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับผลของ Wealth Effect จากตลาดหุ้น ที่จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

    อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า ประเด็นความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล นายไพบูลย์ มองว่า แม้จะมีความเสี่ยงจากความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล หรือ การตรวจสอบผลการเลือกตั้ง แต่ด้วยคะแนนเสียงของพรรคอันดับ 1 ที่ทิ้งห่างพรรคอันดับ 2 อย่างชัดเจน ทำให้นักลงทุนไม่ได้กังวลต่อการเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมือง ความเสี่ยงหลักจึงอยู่ที่จังหวะเวลาในการจัดตั้งรัฐบาลมากกว่า ซึ่งประเมินว่าไม่น่าจะล่าช้ามาก

    นอกจากนี้ ยังเห็นว่านักลงทุนรอความชัดเจนเกี่ยวกับหน้าตาของรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการมีทีมเศรษฐกิจที่ครบถ้วน มีผู้เชี่ยวชาญเชิงเทคนิคเข้ามาเสริม จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนมากขึ้น ขณะที่กระแสข่าวการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคร่วมต่าง ๆ ถือเป็นเรื่องปกติของการเมืองไทย และไม่น่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการลงทุนในระยะสั้น รวมถึงความเสี่ยงจากการชุมนุมหรือการเลือกตั้งเป็นโมฆะที่ประเมินว่าอยู่ในระดับต่ำ

    ทิสโก้
    นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้

    เศรษฐกิจไทยเปราะบางโตต่ำสุดรอบหลายทศวรรษ

    ด้านนายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ หรือ TISCO ESU กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6% ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษนอกเหนือช่วงวิกฤต สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ภาคการผลิตและท่องเที่ยวชะลอ สังคมสูงวัย และการขาดแคลนแรงงานทักษะ ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงเหลือราว 2.3% ท่ามกลางความเสี่ยงจากภายนอกทั้งนโยบายการค้าสหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาชายแดน

    โดยปัจจัยกดดันหลักมาจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยว การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงจากระดับ 7.3% ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง เหลือเพียง 2.3% ในปัจจุบัน ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกที่ยังไม่เอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาข้อพิพาทชายแดน

    อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้ง สร้างความคาดหวังว่านโยบาย “10+” จะช่วยยกระดับการเติบโตกลับสู่ระดับใกล้ 3% ผ่านการปฏิรูประบบราชการ แก้ปัญหาหนี้ ฟื้นขีดความสามารถภาคธุรกิจ เพิ่มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ลดค่าครองชีพ และพัฒนาการศึกษา พร้อมดูแลเศรษฐกิจระยะสั้นด้วยโครงการคนละครึ่งพลัส

    ขณะเดียวกัน การดำเนินนโยบายต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านการคลัง หลังหนี้สาธารณะอยู่ใกล้เพดาน 70% ต่อจีดีพี จึงจำเป็นต้องปฏิรูปการคลังควบคู่ ทั้งเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บรายได้ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และขยายฐานภาษี 

    คนละครึ่งพลัส 2 ดัน GDP โต 1.8%

    นอกจากนี้ การดูแลและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแอถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยคาดว่ารัฐบาลยังมีงบประมาณในงบกลางเหลืออยู่ราว 2.7 หมื่นล้านบาท แม้จะไม่ใช่วงเงินขนาดใหญ่ แต่ยังเพียงพอสำหรับการดำเนินโครงการคนละครึ่งเฟสสองตามที่เคยประกาศไว้ ซึ่งหากสามารถเดินหน้าได้ทันท่วงที คาดว่าจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีกว่าคาด จาก 1.6% เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.8%

    สำหรับภาพระยะยาว TISCO ESU มองว่า การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างยังต้องใช้เวลา รวมถึงต้องอาศัยนโยบายที่ตอบโจทย์ แผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ตัวชี้วัดที่จับต้องได้ และคนทำงานที่จริงจัง หากองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน จะช่วยดึงความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และนักลงทุนต่างชาติ ให้กลับมามองประเทศ และตลาดทุนไทยอย่างมีความหวังได้อีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/268306&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1STdvDN9dSUFvRGGM1PZYj

  • กัมพูชาเลิกพึ่งพาเศรษฐกิจไทยหันมาโหนเวียดนาม แต่จะเสียอิสรภาพในเชิงยุทธศาสตร์ 

    กัมพูชาเลิกพึ่งพาเศรษฐกิจไทยหันมาโหนเวียดนาม แต่จะเสียอิสรภาพในเชิงยุทธศาสตร์ 

    สำนักข่าว VOD ของกัมพูชารายงานว่า ความขัดแย้งเรื่องพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชากำลังเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจของกัมพูชาจากเดิมที่คอยพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจำเป็นจากไทย ก็หันมานำเข้าจากเวียดนามและจีนแทน 

    ความขัดแย้งกับไทยทำให้เกิดวิกฤตด้านโลจิสติกส์ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคเกษตรกรรมและภาคก่อสร้าง และจากรายงานเศรษฐกิจของธนาคารโลก การหยุดชะงักบริเวณชายแดน ประกอบกับภาวะซบเซาในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ได้ทำให้การเติบโตของ GDP ของกัมพูชาชะลอตัวลงเหลือ 4.8% ในปี 2025 เมื่อเทียบกับ 6% ในปี 2024

    เมื่อพรมแดนถูกปิดอย่างกะทันหัน การหยุดชะงักของการค้าข้ามพรมแดนทำให้โรงงานต่างๆ ต้องเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งสินค้าผ่านเวียดนามและลาว ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งพุ่งสูงขึ้น 25% ถึง 40% 

    “ในช่วงต้นปี 2026 กัมพูชาได้ก้าวพ้นวิกฤตนี้ไปได้โดยการเปลี่ยนจากการพึ่งพาประเทศไทยมาเป็นการพึ่งพาการลงทุนจากจีนและการขนส่งจากเวียดนามควบคู่กันไป การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์นี้ แม้จะช่วยให้เศรษฐกิจอยู่รอดได้ในระยะสั้น แต่ก็เผยให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างการพัฒนาภายในประเทศ ทำให้ดูเหมือนว่ากัมพูชากำลังเปลี่ยนจากการพึ่งพาแหล่งเดียวไปเป็นการพึ่งพาอีกสองแหล่งในแต่ละครั้งเท่านั้น” สำนักข่าว VOD กล่าว

    โดยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ด่านชายแดนระหว่างประเทศปอยเปต-คลองเล็กทำหน้าที่เป็นเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของกัมพูชา โดยนำเข้าเชื้อเพลิงเกือบ 90% และสินค้าจำเป็นเกือบทั้งหมดจากประเทศไทย

    เมื่อน้ำมันจากประเทศไทยถูกตัดขาด เวียดนามจึงกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจกัมพูชาอย่างรวดเร็ว จากรายงานของเอกอัครราชทูตเวียดนาม เหงียน มินห์ วู๋ ในเดือนมกราคม 2026 การค้าทวิภาคีระหว่างสองประเทศพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 11.33 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025

    “แต่ในขณะที่การนำเข้าน้ำมันและปุ๋ยจากเวียดนามช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเกษตรได้ ก็ยังชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนที่กัมพูชายังคงเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบสำหรับการแปรรูป และความมั่นคงด้านพลังงานของกัมพูชาอยู่ในมือของเวียดนามอย่างเต็มตัว ทำให้กัมพูชาต้องทบทวนความเป็นอิสระด้านพลังงานของตนเองอีกครั้ง” สำนักข่าว VOD กล่าว

    สื่อของกัมพูชาชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจของกัมพูชาที่หันเหจากการพึ่งพาประเทศไทยไปสู่การพึ่งพาจีนและเวียดนามมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังวิกฤตพรมแดนปี 2025 จะส่งผลกระทบในระยะยาวอย่างลึกซึ้งและหลากหลาย

    สำนักข่าว VOD กล่าวว่าในด้านบวก การที่กัมพูชามีความใกล้ชิดกับเวียดนามมากขึ้นผ่านทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) จะช่วยให้กัมพูชามีทางเลือกด้านโลจิสติกส์ที่หลากหลายมากขึ้น ลดความเสี่ยงในการดำเนินงานผ่านด่านชายแดนทางบก แต่ผลด้านลบระยะยาวที่น่ากังวลที่สุดคือ การขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นและการสูญเสียดุลยภาพในการต่อรอง

    “ในระยะยาว กัมพูชาอาจเผชิญกับความเสี่ยงที่จะสูญเสียความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งหมายความว่าการตัดสินใจเชิงนโยบายที่สำคัญทั้งหมดจะต้องมีการปรึกษาหารือหรือตกลงร่วมกันโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทั้งเจ้าหนี้และนักลงทุนรายใหญ่” สำนักข่าว VOD กล่าวและเสริมว่า “หากกัมพูชาไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศในช่วงเวลานี้ได้ การพลิกฟื้นเศรษฐกิจในปี 2025 ก็จะเป็นเพียงการพลิกผันชั่วคราว และความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจที่แท้จริงก็จะยังคงเป็นเพียงความฝันที่ไม่อาจเอื้อมถึง”

    โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo – ชายคนหนึ่งกำลังตากผ้าอยู่ที่ค่ายพักชั่วคราวในจังหวัดอุดรเมียนชัย ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2025 ท่ามกลางการปะทะกันตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย (Photo by TANG CHHIN SOTHY / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/40197&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nRst3F4a8gQ7smtMOohsB

  • โพลหอการค้าฯ ชี้ปชช.มองเศรษฐกิจไทยยัง “แย่” หวังรัฐบาลใหม่กระตุ้นกำลังซื้อ-เร่งลงทุน : อินโฟเควสท์

    โพลหอการค้าฯ ชี้ปชช.มองเศรษฐกิจไทยยัง “แย่” หวังรัฐบาลใหม่กระตุ้นกำลังซื้อ-เร่งลงทุน : อินโฟเควสท์

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ สำรวจความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่ว่ามุ่งเน้นแนวทางเศรษฐกิจลักษณะใด กลุ่มตัวอย่างมองว่า อยากให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจฐานราก 24.5% รองลงมาคือกระตุ้นกำลังซื้อและการใช้จ่ายของประชาชน 22.8% และปฏิรูปกฎระเบียบและเพื่อสร้างความโปร่งใส 20.8%

    ส่วนรัฐบาลชุดใหม่ควรสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านวิธีการใดเป็นหลัก กลุ่มตัวอย่าง 35.6% บอกว่า ผสมผสานทุกแนวทางอย่างสมดุล 27.4% สร้างอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มผลิตภาพ และ 14.5% พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและท่องเที่ยวในภูมิภาค

    สำหรับการขยายตัวของภาวะเศรษฐกิจไทย กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มองว่า ไตรมาส 1/69 จะโต 1.25-1.50% ส่วนทั้งปี 69 มองว่าจะโต 1.51-1.75%

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกแปลกใจผลโพลที่ประชาชนตอบเหมือนนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งตีความได้คือกลุ่มตัวอย่างไม่ได้มาจากทั่วประเทศ แต่กลุ่มตัวอย่างน่าจะได้รับข้อมูลข่าวสารที่ชี้ประเด็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังป่วยเป็นผู้ป่วยของอาเซียน ทำให้คำตอบประเด็นเรื่องการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไปในแนวทางที่ประชาชนห่วงภาพเศรษฐกิจในอนาคต ทั้งนี้ เชื่อว่านโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องมีแน่นนอนตามนโยบายของรัฐ ซึ่งเป็นการพยุงเศรษฐกิจ แต่ประชาชนต้องการเห็นการเติบโตระยะยาว ที่เศรษฐกิจไทยต้องเติบโตเกิน 2% ให้ได้

    ขณะเดียวกัน จากผลสำรวจยังพบว่า กลุ่มตัวอย่างมองว่าเศรษฐกิจไม่ดี ทุกภาคตอบเหมือนกันว่าแย่มากกว่าดี สะท้อนว่าบรรยากาศเศรษฐกิจยังไม่โดดเด่น โดยมองว่ามาจาก 5 ปัจจัย คือ

    1. สินค้าเกษตรส่วนใหญ่ราคาตกหมด ทำให้กำลังซื้อของทั้งประเทศซึมตัว

    2. การส่งออกน่าจะไม่โดดเด่น ทิศทางการส่งออกย่อลง

    3. การท่องเที่ยวช่วงเดือนธ.ค. 68-ม.ค. 69 เริ่มกลับมาดี แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวยังติดลบอยู่เมื่อเทียบกับต้นปี 68 ทั้งนี้ จุดที่น่าสังเกตคือนักท่องเที่ยวจีนมามากขึ้น บรรยากาศคึกคัก สะท้อนว่าเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยว 35 ล้านคนจะเริ่มกลับมา ดังนั้น บรรยากาศการท่องเที่ยวยังไม่โดดเด่นแต่มีแนวโน้มฟื้น

    4. รัฐบาลรักษาการยังไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ เพราะยังต้องใช้งบประมาณประจำไปพลางก่อน ดังนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่ทำอะไรเพิ่มเติม จึงทำให้เม็ดเงินที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงรัฐบาลรักษาการ ทำได้ไม่โดดเด่น ซึ่งทำให้งบลงทุนไม่ลงมาในระบบเศรษฐกิจจนกว่าจะมีรัฐบาลตัวจริง

    5. สถาบันการเงินยังปล่อยสินเชื่อให้ SME และธุรกิจในอัตราติดลบอยู่ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่าการขยายตัวของสินเชื่อของ SME ติดลบต่อเนื่อง 13 ไตรมาส

    ดังนั้น บรรยากาศเหล่านี้ยังดำเนินอยู่ และยังไม่คลี่คลายในไตรมาส 2/69 เพราะกว่าที่สภาฯ จะเลือกนายกรัฐมนตรี จะคัดสรรคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเริ่มทำงาน คาดว่าจะเริ่มทำงานได้ในเดือนพ.ค. 69 ที่จะเริ่มขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ดังนั้น ในไตรมาส 2/69 ทำให้มองว่าความหวังจะต้องถูกกระตุ้นทันทีด้วยมาตรการคนละครึ่งพลัส ซึ่งเป็นวิธีที่เร็วที่สุด เพราะยังไม่รู้ว่าการท่องเที่ยวจะกลับมาได้เท่าไร ส่งออกจะซึมหรือไม่ สินค้าเกษตรยังไม่โดดเด่นเพียงพอ และงบลงทุนระยะยาวของรัฐบาลยังไม่เด่นชัด จึงต้องใช้มาตรการคนละครึ่งไปพลางก่อน

    นายธนวรรธน์ มองว่า สิ่งที่รัฐบาลควรวางโครงคือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น เชื่อว่ารัฐบาลจะใช้งบกับมาตรการคนละครึ่งพลัสในอัตราที่เหมาะสม ซึ่งมองว่า 4-5 หมื่นล้านบาทน่าจะเพียงพอในการพยุงเศรษฐกิจ และใช้งบประมาณแผ่นดินในส่วนของงบประมาณขาดดุลในส่วนที่เหลือ ไปลงทุนเพื่ออนาคต เพราะเรามีปัญหาอุปสรรคในเรื่องการเก็บภาษี ดังนั้น จากผลสำรวจจึงไม่แปลกที่ประชาชนมองว่าเศรษฐกิจจะฟื้นในไตรมาส 3/69

    “สัญญาณที่เห็นคือไตรมาส 1/69 เป็นสัญญาณประคอง ไตรมาส 2/69 เป็นตัวชี้วัดของเศรษฐกิจไทยว่าจะขยายตัวเด่นหรือไม่ เพราะครม. จะเริ่มทำงาน นโยบายของรัฐบาลเริ่มแถลงต่อสภาฯ สิ่งที่เป็นเมกะโปรเจกต์ของพรรคภูมิใจไทย คือแลนด์บริดจ์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่รู้ว่าจะมีนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลมาผสมผสานอย่างไร แต่เชื่อว่าพื้นที่ EEC เป็นพื้นที่หลัก สัญญาณที่ภาคเอกชนเห็นคือต่างชาติเริ่มสนใจลงทุนในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะดาต้าเซนเตอร์ จะเริ่มเห็นการลงทุน บรรยากาศต่าง ๆ ที่เข้ามาจากการวางนโยบาย และไตรมาส 3/69 น่าจะเห็นบรรยากาศการลงทุนจากต่างประเทศ ถ้ารัฐบาลประกาศออกมา ทีมเศรษฐกิจเห็นได้ชัดอยู่แล้ว นโยบายที่ทำมาเช่น Quick Win ก็จะมีแนวต่อเนื่อง ดังนั้น จะเคาะสัญญาณสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนน่าจะทำได้ต่อเนื่อง รัฐบาลรักษาการภท. เป็นคนทำงบประมาณแผ่นดินปี 70 ดังนั้น เมื่อเข้ามาต่อยอดการทำงบประมาณแผ่นดินปี 70 จะทำได้เร็ว น่าจะนำเสนอต่อสภาช่วงมิ.ย.-ก.ค. 69 ทำให้การใช้งบประมาณทำได้ต่อเนื่องและในเดือนต.ค. 69 ไม่น่าจะล่าช้า” นายธนวรรธน์ กล่าว

    ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลจะมีความล่าช้าหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้มีการประท้วงเรื่องผลการเลือกตั้งหลายแห่ง หรืออาจนำไปสู่การนับคะแนนใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ นายธนวรรธน์ กล่าวว่า การประท้วงโดยภาคประชาชนหรือการแสดงความเห็นเกี่ยวกับความไม่ชัดเจนในการนับคะแนนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่การสงสัยมีมูลหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อยู่ระหว่างการพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ

    “วิธีง่าย ๆ คือพิสูจน์ นับคะแนนใหม่เป็นเขตได้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องนับใหม่ทั้งประเทศ เพราะไม่มีมูลเหตุ ซึ่งมูลเหตุตัดสินด้วยกฎหมายและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และยังไม่เห็นภาพมูลเหตุที่ชี้ว่าจะต้องเลือกตั้งใหม่หรือนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ ขณะเดียวกัน ยังไม่เห็นว่าจะมีปัญหาเรื่องการตั้งรัฐบาลล่าช้า เพราะน่าจะสามารถเคลียร์ปัญหาได้ใน 1 เดือน และยังไม่เห็นว่าความเชื่อมั่นจะหายไป” นายธนวรรธน์ กล่าว

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องทำ คือการประกาศขจัดคอร์รัปชัน และต่อต้านสแกมเมอร์ โดยมองว่าเป็นประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจ เพราะถ้ามีสแกมเมอร์ ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจะหายไป การท่องเที่ยวจะฟื้นช้า

    “หลังเลือกตั้ง พรรคภท. ได้เสียงเกือบ 200 เสียง ส่งผลให้หุ้นขึ้น และเงินบาทแข็งค่า เนื่องจากคนมีความมั่นใจว่า พรรคแกนนำที่มีคะแนน 200 เสียง การเลือกพรรคร่วมรัฐบาล พรรคภท. มีทางเลือกหากมีพรรคใดมีปัญหาก็สามารถเลือกพรรคใหม่ได้ ดังนั้น รัฐบาลชุดใหม่มีเสถียรภาพอย่างน้อย 2 ปี ง่าย ๆ และนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ยังใช้คำว่า 4+4 คือ 4 เดือนที่เป็นรัฐบาลรักษาการ และ 4 ปี ดังนั้น ด้วยคะแนนเสียงทางการเมืองมีโอกาสที่รัฐบาลจะใกล้ครบเทอมได้ง่าย” นายธนวรรธน์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/568314&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F5A1t30vCLW2cv4cLFUoT

  • สกร. ลดความเหลื่อมล้ำการศึกษา เดินหน้า “เติมรัก เติมรู้ สู่น้องตชด.” | เดลินิวส์

    สกร. ลดความเหลื่อมล้ำการศึกษา เดินหน้า “เติมรัก เติมรู้ สู่น้องตชด.” | เดลินิวส์

    กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) นำโดย ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสร้างโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผ่านโครงการ “เติมรัก เติมรู้ สู่เยาวชนกลุ่มเป้าหมาย” โดยจัดกิจกรรม “เติมรัก เติมรู้ สู่น้อง…ตชด.” เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ในพื้นที่ห่างไกลและชายแดน ได้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พร้อมเสริมสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21

    ทั้งนี้ สกร. ได้เริ่มต้นขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวผ่านกิจกรรม Kick Off อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) ก่อนหน้านี้ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการขยายโอกาสการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์สู่เยาวชนกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ชายแดน พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเครือข่ายศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศให้ดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระบบ

    ปัจจุบันกิจกรรม “เติมรัก เติมรู้ สู่น้อง…ตชด.” ได้เริ่มดำเนินการแล้วอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการจัดกิจกรรมในหลายพื้นที่นำร่อง อาทิ การนำนักเรียน ตชด. เข้าร่วมเรียนรู้และรับชมการแสดงท้องฟ้าจำลอง ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ การจัดกิจกรรมฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงทดลอง ณ อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ รวมถึงการดำเนินกิจกรรมผ่านศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาในภูมิภาค เช่น จังหวัดนครราชสีมา พิษณุโลก ขอนแก่น และอุบลราชธานี ซึ่งได้รับความสนใจจากนักเรียนและครูผู้ควบคุมดูแลเป็นอย่างมาก สะท้อนถึงความสำเร็จของการสร้างพื้นที่แห่งโอกาสทางการเรียนรู้ให้เข้าถึงได้จริง

    กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นตลอดเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือนแห่งความรัก โดยมุ่งผสานการ “เติมความรู้” ควบคู่กับการ “เติมกำลังใจ” ให้กับเยาวชน ตชด. ผ่านการเข้าชมนิทรรศการวิทยาศาสตร์ การทำกิจกรรมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ และการชมการแสดงท้องฟ้าจำลอง ซึ่งแต่ละศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาได้ออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการเรียนรู้ และสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายต่อผู้เข้าร่วมกิจกรรม

    สำหรับปีนี้ มีโรงเรียนในความดูแลของ กก.ตชด. จำนวน 11 แห่ง เข้าร่วมกับ 10 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา มีนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 934 คน และครูผู้ควบคุมดูแล 130 คน โดยจัดกิจกรรม ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาในจังหวัดนครศรีธรรมราช ตรัง นครราชสีมา พิษณุโลก นครพนม ขอนแก่น อุบลราชธานี และสระแก้ว

    โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) และเครือข่ายศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ รวม 20 แห่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการกระจายโอกาสทางการเรียนรู้สู่เยาวชนกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ โดยมีนักเรียนจากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเป็นกลุ่มเป้าหมายแรก และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 10,000 คน

    กรมส่งเสริมการเรียนรู้เชื่อมั่นว่า โครงการ “เติมรัก เติมรู้ สู่น้อง…ตชด.” จะเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน พร้อมวางรากฐานการพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในอนาคตอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5592842/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ccWMpAb-um3c_DcX3OPvQ