Blog

  • “บล.ฟินันเซีย ไซรัส” เชียร์ซื้อ CENTEL เป้า 43 บ. รับท่องเที่ยวขาขึ้น

    “บล.ฟินันเซีย ไซรัส” เชียร์ซื้อ CENTEL เป้า 43 บ. รับท่องเที่ยวขาขึ้น

    บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินแนวโน้มธุรกิจของ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ฟื้นตัวเด่นในช่วงปี 2569–2570 จากแรงหนุนวัฏจักรท่องเที่ยวขาขึ้น โดยธุรกิจโรงแรมในไทยซึ่งคิดเป็นราว 33% ของรายได้รวม มีแนวโน้มได้อานิสงส์เต็มที่ ขณะที่โรงแรมใหม่ 2 แห่งในมัลดีฟส์คาดลดผลขาดทุนลงต่อเนื่อง และเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก 7% ในปี 2568 เป็น 11–12% ในปี 2569–2570

    ฝ่ายวิจัยคาด RevPAR เติบโต 6% ในปี 2569 และ 5% ในปี 2570 หนุนจากอัตราการเข้าพัก (OCC) เพิ่มขึ้น 1.0–1.4 จุด และอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (ADR) เพิ่มราว 4% ต่อปี ส่วนผลกระทบจากการปรับปรุงโรงแรมหัวหินและกระบี่ (สัดส่วนรายได้ราว 5%) คาดจำกัดเมื่อเทียบรอบก่อนหน้า

    ด้านธุรกิจอาหารคาดฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้ร้านที่บริษัทถือเองยังเผชิญความท้าทาย แต่การออกสินค้าใหม่ คุมต้นทุนเข้มงวด และแบรนด์อาหารญี่ปุ่นที่ดีขึ้น จะช่วยหนุนยอดขาย โดยคาด SSSG ที่ 1% และ 2% ในปี 2569–2570 จาก -1% ในปี 2568 ขณะที่ TSSG คาดเพิ่ม 5% และ 6% ตามลำดับ จากการขยายสาขาและปรับพอร์ต รวมถึงการรวม “ลัคกี้สุกี้” ตั้งแต่ไตรมาส 1/2569 ซึ่งคาดหนุนส่วนแบ่งกำไรโต 47% ในปี 2569 และ 28% ในปี 2570

    ทั้งนี้ ปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2568–2570 ลง 12–15% จากสมมติฐาน RevPAR และมาร์จิ้นอ่อนตัว คาดกำไรปี 2568 ลดลง 9% เหลือ 1.71 พันล้านบาท ก่อนฟื้นแรง 19% ในปี 2569 และ 10% ในปี 2570 สอดคล้องรายได้รวมที่คาดโต 3%, 9% และ 6% ตามลำดับ

    สำหรับไตรมาส 4/2568 คาดกำไรปกติ 691 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 331% จากไตรมาสก่อน และ 6% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน จากฤดูกาลท่องเที่ยว ขณะที่ไตรมาส 1/2569 ยังเติบโตต่อเนื่อง

    ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาเป้าหมายด้วยวิธี DCF เหลือ 43 บาท จาก 49 บาท โดยมองว่ามูลค่ายังสะท้อนการเติบโตเด่นในระยะยาว มีปัจจัยกระตุ้นจากผลการดำเนินงานโรงแรมที่เร่งตัว การเปิด Centara Life Osaka ในไตรมาส 2/2569 และส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากลัคกี้สุกี้และบริษัทร่วมอื่น ๆ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/812489&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IknR9VcB30LhAuszZus5L

  • นายกฯ ร่วมเปิดงาน “ประเพณีแห่เจ้าพ่อ – เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” กระตุ้นเศรษฐกิจ – ส่งเสริมการท่องเที่ยว จ.นครสวรรค์

    นายกฯ ร่วมเปิดงาน “ประเพณีแห่เจ้าพ่อ – เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” กระตุ้นเศรษฐกิจ – ส่งเสริมการท่องเที่ยว จ.นครสวรรค์

    นายกฯ ร่วมเปิดงาน “ประเพณีแห่เจ้าพ่อ – เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” กระตุ้นเศรษฐกิจ – ส่งเสริมการท่องเที่ยว จ.นครสวรรค์

    (11 ก.พ. 69) เวลา 19.00 น. ณ เวทีหาดทรายต้นแม่น้ำเจ้าพระยา อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิด “งานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” ซึ่งจังหวัดนครสวรรค์จัดขึ้นภายใต้ชื่องาน “110 ปี ตรุษจีนแห่งสีสัน เมืองสวรรค์ 5 ภาษา” ระหว่างวันที่ 10 – 21 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดนครสวรรค์ ที่ได้สืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอันดีงาม ตลอดจนเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดใกล้เคียง โดยมีนางสาวธนนนท์ นิรามิษ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ นายกเทศมนตรีนครสวรรค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่อมวลชนและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานจำนวนมาก

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้รับชมวีดิทัศน์ “งานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” พร้อมรับฟังรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานฯ จากนายเรวัช สุริต ประธานคณะกรรมการจัดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ ประจำปี 2569

    จากนั้นนายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงานว่าวันนี้มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” ซึ่งงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ เป็นเทศกาลที่มีความเก่าแก่ และทรงคุณค่าของชาวปากน้ำโพ และชาวจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประเพณีที่สืบทอดและอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนานกว่าหนึ่งร้อยปี โดยยังคงรักษาวิธีการคัดเลือกคณะกรรมการจัดงานตามขนบธรรมเนียมดั้งเดิม คือ การเสี่ยงทายต่อหน้าองค์เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ รวมทั้งยังมีการอนุรักษ์ และสืบสานขบวนแห่ทางวัฒนธรรมอันงดงาม ซึ่งล้วนสะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมจนเป็นงานประเพณีเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนของชาวไทยเชื้อสายจีน ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และสร้างความตระการตาให้แก่ผู้ร่วมงานและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ

    นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชม และขอบคุณคณะกรรมการจัดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ ประจำปี 2568–2569 หรือ “เถ่านั้ง 110” ทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ เสียสละ และร่วมกันทำหน้าที่สืบสานงานประเพณีอันทรงคุณค่านี้ ให้คงอยู่สืบไป และขอบคุณชาวจังหวัดนครสวรรค์ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมมือร่วมใจกันให้การสนับสนุนการจัดงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ งดงาม และเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน

    “ขณะนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ขอเปิดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569 ณ บัดนี้ “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้””

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีเปิดงานโดยการนำลูกแก้ววางบนปากสิงโต โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ประธานคณะกรรมการจัดงานฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมทำพิธีเปิดงานครั้งนี้ด้วย

    ทั้งนี้ ภายหลังเปิดงาน ในงานได้มีการแสดงต้นแสงแห่งศรัทธา 5 ภาษาสามัคคี Opening light show ปฐมประกายแห่งศรัทธา ระบำดอกไม้สวรรค์ผลิบาน ณ ปากน้ำโพ วัฒนธรรม 5 ภาษา (โหงวซก) 4 เทพธิดาแห่งปากน้ำโพ รวมแสงเป็นหนึ่ง ศรัทธานิรันดร์แห่งมังกรทองนครสวรรค์ และการแสดงเปิดตัวองค์สมมุติฯ กิมท้ง และเง็กนึ่ง และการแสดงอื่น ๆ อีกมากมายด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/66423&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CEpaemcXPjFpKGXJswQ6B

  • บุรีรัมย์เร่งพัฒนา รับรัฐบาลใหม่ ปั้นห้วยชุมเห็ดเมืองท่องเที่ยว

    บุรีรัมย์เร่งพัฒนา รับรัฐบาลใหม่ ปั้นห้วยชุมเห็ดเมืองท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    บุรีรัมย์เร่งพัฒนา รับรัฐบาลใหม่ ปั้นห้วยชุมเห็ดเมืองท่องเที่ยว

    วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.30 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    อำเภอเมืองบุรีรัมย์ เทศบาลเมืองชุมเห็ด เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและภาคเอกชน กรณีโครงการพัฒนาลำห้วยชุมเห็ด วงเงินงบประมาณ 100 ล้านบาท เพื่อยกระดับพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ควบคู่การพัฒนาเมืองกีฬา รองรับนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองของชาวบุรีรัมย์ เชื่อจะช่วยผลักดันให้จังหวัดบุรีรัมย์เติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

    เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ที่หอประชุมเทศบาลเมืองชุมเห็ด ตำบลชุมเห็ด อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ นายสมบูรณ์ สุธีระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยนายวีระพล จำปาสกุล โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ และร้อยตรีสมชาย ภิรมย์ชาติ นายกเทศบาลเมืองชุมเห็ด ร่วมกันเปิดเวทีให้ประชาชนในเขตเทศบาลเมืองชุมเห็ด รวมถึงองค์กรภาคเอกชน ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการพัฒนาลำห้วยชุมเห็ด ความยาวประมาณ 2.5 กิโลเมตร

    โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายพัฒนาพื้นที่ลำห้วยให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบบูรณาการ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเมือง เพื่อให้สอดคล้องกับการเป็นเมืองกีฬา และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนในพื้นที่

    ร้อยตรีสมชาย ภิรมย์ชาติ นายกเทศบาลเมืองชุมเห็ด กล่าวว่า เทศบาลมีแผนจะของบประมาณจากส่วนกลาง วงเงินประมาณ 100 ล้านบาท เพื่อนำมาพัฒนาพื้นที่ตำบลชุมเห็ดให้เป็นเมืองน่าอยู่ โดยตั้งเป้าให้ลำห้วยชุมเห็ดเป็นพื้นที่สีเขียว หรือปอดของชุมชน สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ใช้พักผ่อน ออกกำลังกาย และทำกิจกรรมร่วมกัน

    นายกเทศมนตรีเมืองชุมเห็ด ยังยอมรับว่า โครงการดังกล่าวจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และเป็นพรรคการเมืองของชาวบุรีรัมย์ โดยมีแนวทางผลักดันให้ทุกพื้นที่ของจังหวัดบุรีรัมย์เป็นแหล่งท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการเป็นเมืองกีฬา

    ด้านนายสมบูรณ์ สุธีระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่สำรวจ พบว่าลำห้วยชุมเห็ดในปัจจุบันยังมีสภาพรกร้างและไม่สะอาดตา หากได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว จะช่วยปรับภาพลักษณ์ของพื้นที่ให้ดีขึ้น มีความสะอาด เป็นระเบียบ และกลายเป็นสถานที่สำหรับประชาชนออกมาพักผ่อน สูดอากาศ ออกกำลังกาย รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน ซึ่งถือเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในภาพรวม

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/465736&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uzlMTnBt6trt-qi46Ne1I

  • DMT รับอานิสงส์ซอฟพาวเวอร์การท่องเที่ยว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    DMT รับอานิสงส์ซอฟพาวเวอร์การท่องเที่ยว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง หรือ DMT ยิ้มรับบรรยากาศบวก หลังภาครัฐ–เอกชนเร่งเครื่องเต็มสูบ ดันนักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง ไล่เรียงมาตั้งแต่ช่วงปีใหม่ ต่อด้วยเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง และยาวไปถึงช่วงสงกรานต์ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวทั่วไป  โดยแว่วว่า…กิจกรรม Soft Power เชิญชวนเที่ยวไทยเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น งานนี้บอกได้เลยว่า ท่องเที่ยวคึก การเดินทางก็ต้องคึกตาม โดยเฉพาะเส้นทางเชื่อมสนามบินดอนเมืองสู่ปลายทางต่าง ๆ ที่เน้นความสะดวกสบาย ทำให้ภาพการเดินทางทั้งในและต่างประเทศเริ่มกลับมาสดใส สีสันการท่องเที่ยวมีแววฟื้นตัวชัดเจนขึ้น  งานนี้ DMT ไม่รอช้า รับลูกดูแลผู้ใช้ทาง และอัปเกรดความสะดวกสบายแบบจัดเต็ม รับทราฟฟิกที่มีแนวโน้มกลับมาคึกคักอีกครั้ง

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/11/616293/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pa6DtK0SK1s9fA2aKr94R

  • ลุยบูสต์ตลาดนทท.จีนเต็มสูบ

    ลุยบูสต์ตลาดนทท.จีนเต็มสูบ

    โดย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า หาดใหญ่เป็นหมุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวภาคใต้ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียและสิงคโปร์ที่เดินทางข้ามแดนเข้ามาอย่างต่อเนื่องทุกปี อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2568 ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและรายได้ท่องเที่ยวปี 2568 มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับปี 2567 การจัดงานครั้งนี้จึงมีเป้าหมายฟื้นความเชื่อมั่นและเร่งดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพกลับเข้าสู่พื้นที่โดยเร็ว

    การจัดงานภายใต้แนวคิด Glory of HATYAI ถ่ายทอดเอกลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมจีนผ่านรูปแบบร่วมสมัยและสากล เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและมีคุณค่า ไฮไลต์ตลอด 4 วัน ประกอบด้วยคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ได้แก่ The Parkinson และ Indigo (17 ก.พ.), Serious Bacon และ Mirrr (18 ก.พ.), Getsunova และ Whal & Dolph (19 ก.พ.) และ Gavin D กับ Zom Marie (20 ก.พ.) ควบคู่การแสดงเชิดสิงโต-มังกรเสริมสิริมงคล การแสดงนาฏศิลป์และกายกรรมจากมณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน การจุดพลุเฉลิมฉลอง การประดับไฟเทศกาลตรุษจีน และกิจกรรม Workshop DIY รวมถึงการออกร้านอาหารและสินค้าไลฟ์สไตล์กว่า 100 ร้านค้า เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและยืดระยะเวลาพำนัก

    ในมิติตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ททท.เดินหน้าบูสต์ตลาดอย่างเข้มข้นผ่านแคมเปญ “จงไท่อี้เจียชิน” ช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 โดยทั้ง 5 สำนักงานในจีนร่วมมือกับพันธมิตร Travel Agents และ OTA ชั้นนำ อาทิ Qunar, Tongcheng, Fliggy, Klook, Tuniu, Guangzhou Comfort และ 6renyou จัดทำแพ็กเกจโปรโมชันสายการบินและที่พักราคาพิเศษภายใต้แนวคิด Holiday Air-Tel Scheme พร้อมผนึกสายการบินไทยและ King Power มอบสิทธิพิเศษส่วนลดสินค้าและบริการ เพื่อจูงใจการเดินทางในช่วงวันหยุดยาวตรุษจีน

    ดังนั้น ททท.ยังวางแผน กระตุ้นตลาดจีนต่อเนื่องตลอดปี ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายในเทศกาลสำคัญ เช่น เชงเม้ง วันแรงงาน ปิดเทอมฤดูร้อน ไหว้พระจันทร์ และวันชาติจีน ควบคู่การสื่อสารผ่าน KOL และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย ทั้งครอบครัว Multi-Gen กลุ่มวัยรุ่น Gen Z และกลุ่มพนักงานบริษัท โดยการจัดงานครั้งนี้สะท้อนกลยุทธ์ Eventled Recovery ใช้เทศกาลขนาดใหญ่เป็นตัวเร่งฟื้นความเชื่อมั่นและกระตุ้นดีมานด์ระยะสั้น ขณะเดียวกันการผสานความร่วมมือกับ OTA และสายการบินถือเป็นการทำตลาดเชิงรุกแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางการตัดสินใจเดินทางจนถึงการใช้จ่ายในประเทศ

    ทั้งนี้โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งยังมีศักยภาพสูง หากสามารถสร้างภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยผลักดันให้หาดใหญ่กลับมาเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวชายแดนใต้ที่แข็งแกร่งอีกครั้ง โดย ททท.เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนในบรรยากาศร่วมสมัย ระหว่างวันที่ 17–20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ถนนเสน่หานุสรณ์และถนนธรรมนูญวิถี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง.

    กัลยา ยืนยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/946208/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qOP5W36TaO3t37WRLXjil

  • ประธานพัฒนาการท่องเที่ยวภูเก็ตฝากการบ้าน 3 ว่าที่ สส.ภูเก็ต

    ประธานพัฒนาการท่องเที่ยวภูเก็ตฝากการบ้าน 3 ว่าที่ สส.ภูเก็ต

    ประธานมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน คาดหวังอนาคตภูเก็ตกับว่าที่ สส.จังหวัดภูเก็ตทั้ง 3 เขต

    11 ก.พ.2569 – นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม ประธานมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน โพสต์เฟซบุ๊กถึงผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดภูเก็ตแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ระบุว่า คนภูเก็ตได้ส้มเขียว (หวังว่าจะ-หวาน) หากสถานการณ์เป็นไปตามตัวเลขที่รับทราบทั่วกัน ส้มน่าจะเป็นฝ่ายค้านแน่นอนแล้ว เขียว น่าจะเข้าร่วมรัฐบาลแน่นอนแล้ว และ…น้ำเงิน เป็นแกนนำจัดตั้งแน่นอนแล้วเช่นกัน

    ผมฝากอนาคตภูเก็ตไว้กับทั้งสามท่านด้วย โดยเฉพาะการติดตามโครงการที่ค้างท่ออยู่ 1. อุโมงค์ป่าตอง 2. ทางด่วนสนามบิน – กะทู้ 3.ท่อส่งน้ำจากพังงา

    และขอว่าที่ สส.ทั้งสามท่าน และอนาคตหลายท่านที่จะไปช่วยงานรัฐบาล ไปผลักดันอีก 4 เรื่อง

    1.การจัดสรรงบประมาณโดยใช้ทะเบียนราษฎร์และจำนวนผู้ทำงานระบบประกันสังคม 2.ออกกฎหมายให้บริษัทที่มี HQ ใน กทม จ่าย VAT ที่ภูเก็ต 3.ให้ นทท.ต่างชาติมีประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ ก่อนเดินทางเข้าประเทศไทย 4. แก้กฎหมาย PPP ให้ภูเก็ตมี Sub Board ในการพิจารณาเรื่องของภูเก็ตเอง

    เอาเท่านี้ ชีวิตพี่น้องคนภูเก็ตก็จะดีขึ้นพอได้ล่ะครับ ฝากไว้…แล้วพวกเราจะตามไปดูนะครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/945806/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DqfElwdJqDunNqDYAhu0W

  • กิจกรรม “มวยไทย”  รื้อสัมพันธ์ “ไทย-ซาอุดีอาระเบีย”

    กิจกรรม “มวยไทย” รื้อสัมพันธ์ “ไทย-ซาอุดีอาระเบีย”

    ก.ท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับ IFMA จัดกิจกรรม Sport Tourism มวยไทย ครั้งแรกที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย เชื่อนอกจากเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยว ผ่านกีฬาแล้ว ยังเป็นการย้อนความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-ซาอุฯ ได้อีกด้วย

    เมื่อ 10 ก.พ.2569 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด ร่วมกับสหพันธ์สมาคมมวยไทยนานาชาติ (IFMA) ร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว ในโครงการ Sports Tourism Muaythai Master class ประจำปี 2569 ที่โรงยิมเนเซียม สนามกีฬาปรินซ์ ไฟซัล บิน ฟาห์ด สปอร์ต ซิตี้ กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย

    ทางด้านครูมวยไทย นำโดย ร.อ.สมบัติ บัญชาเมฆ หรือ “บัวขาว บัญชาเมฆ” ยอดนักมวยไทยขวัญใจชาวไทย และแฟนมวยต่างชาติ รวมถึง ธนกฤษ สิทธิกุล หรือ “ฤทธิ์เทวดา เพชรยินดีอะคาเดมี” และจันทกานต์ มโนบาล หรือ “พญาหงส์ อโยธยาไฟท์ยิม”

    บรรยากาศพิธีเปิดงาน Sports Tourism Muaythai Master class ในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก อับดุลลาซิซ อัลบานัน ซีอีโอสหพันธ์มวยไทยแห่งซาอุดีอาระเบีย กล่าวเปิดงาน โดยมีนักมวยไทย ผู้ฝึกสอนจากค่ายมวยไทยในซาอุดีอาระเบีย และผู้ที่สนใจมวยไทยลงทะเบียนเข้าร่วมฝึกอบรมทักษะกีฬามวยไทยกว่า 300 คน

    พล.ต.มจ.นวพรรษ์ ยุคล ประธานที่ปรึกษา IFMA กล่าวว่า วันนี้เป็นมากกว่าการฝึกซ้อม เพราะคือ การเฉลิมฉลองมิตรภาพอันแข็งแกร่ง และเติบโตอย่างต่อเนื่องระหว่างไทย กับซาอุดีอาระเบีย กีฬามวยไทยเสริมสร้างความผูกพันระหว่าง 2 ประเทศผ่านเรื่องราวเกียรติยศ ประเพณี ความเคารพ ความเป็นเลิศ และการเล่นอย่างยุติธรรมเป็นแรงบันดาลใจให้เราเติบโตไปด้วยกัน ขอบคุณประเทศซาอุดีอาระเบียอย่างจริงใจสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ถือว่าเป็นปีที่ 3 ที่ประเทศไทยนำศิลปะแม่ไม้มวยไทยมาเผยแพร่ต่างประเทศ นอกจากการนำมวยไทยมาเผยแพร่แล้ว ความสำคัญหนึ่งคือ การมาเจริญความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระหว่างไทย กับซาอุดีอาระเบียให้มั่นคง และยั่งยืน ซึ่งในอนาคต จะนำไปต่อยอดเรื่องความร่วมมือกันในมิติด้านต่าง ๆ อาทิ กีฬา, การท่องเที่ยว, การเกษตร และมิติเรื่องของเศรษฐกิจ

    “มวยไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิตที่ได้รับการถ่ายทอดจากครูสู่ศิษย์ จากรุ่นสู่รุ่น สำหรับชาวต่างชาติที่สนใจศึกษากีฬามวยไทยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นที่ประเทศไทย เราได้แนะนำ Muaythai Platform ซึ่งช่วยให้ผู้สนใจมวยไทยชาวต่างชาติสามารถลงทะเบียนเรียนกับค่ายมวยไทยที่ได้รับการรับรองในประเทศไทยได้ กกท.กำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการออกวีซาที่เหมาะสม เช่น วีซาเพื่อการศึกษา 90 วัน และการพำนักระยะยาว 180 วัน” นายอรรถกร กล่าว

    สำหรับกิจกรรมส่งเสริมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว (Sports Tourism) ประจำปี 2569 จัดขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมกีฬาของประเทศเพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ กำหนดให้อุตสาหกรรมกีฬาเป็นหนึ่งในสาขาเป้าหมายหลักที่จะต้องได้รับการยกระดับสู่สากล กกท.จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว โดยมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนกีฬา “มวยไทย” เป็นการบูรณาการมิติด้านกีฬาเข้ากับการท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สนใจมวยไทยให้เดินทางกลับสู่ประเทศไทย อันเป็นการสร้างโอกาสและนำเสนอบทบาทสำคัญในการประชาสัมพันธ์มวยไทยให้ได้รับการยอมรับเป็นวงกว้าง ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างชื่อเสียง สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่อง

    อ่านข่าว

    วาเลนไทน์ 2569 รักที่ไม่เหมือนเดิมเมื่อคนรุ่นใหม่เลือก “โสด” มากกว่า “มีคู่”

    “กลุ่มคนรักช้าง” ร้องสอบปม “สีดอหูพับ” ตายขณะเคลื่อนย้าย จี้อธิบดีฯ ลาออก

    “ตรุษจีน” เงินสะพัด 5.4 หมื่นล้าน ผู้บริโภคปรับพฤติกรรมรับมือราคาสินค้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/502093&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CMLU7YPyyhg3FxjIFOPiF

  • ถ้าไม่อยากแพ้เวียดนาม ไทยต้องบุกนักท่องเที่ยว ‘Gen Z’ กลุ่มนี้ชอบหาที่เที่ยวใหม่ ไม่ซ้ำใคร เหมาะกับเมืองรอง

    ถ้าไม่อยากแพ้เวียดนาม ไทยต้องบุกนักท่องเที่ยว ‘Gen Z’ กลุ่มนี้ชอบหาที่เที่ยวใหม่ ไม่ซ้ำใคร เหมาะกับเมืองรอง

    อย่าสงสารคนตายเลยแฮร์รี สงสารประเทศไทยที่กำลังจะสู้กับเวียดนามเรื่องการท่องเที่ยวไม่ได้ดีกว่า

    tourism

    แม้ ‘ประเทศไทย’ จะเพิ่งเลือกตั้งครั้งใหญ่ไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 แต่ ‘Patrick Torres’ รองประธานฝ่ายจัดหาโรงแรม ภูมิภาค MEAPAC ประจำ HBX Group มองว่า การเลือกตั้งไม่ใช่ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยว เพราะสิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่า คือการแข่งขันกับ ‘เวียดนาม’ 

    Torres เผยว่า จำนวนนักท่องเที่ยวในไทยลดน้อยลงมาเป็นเวลาอย่างน้อย 12 เดือนแล้ว เนื่องจาก ‘นักท่องเที่ยวจีน’ ไม่ค่อยเดินทางมา นับตั้งแต่มีข่าวเรื่องการลักพาตัวเกิดขึ้น

    ขณะเดียวกัน Torres กล่าวว่า เวียดนามกลับเป็น ‘ทางเลือก’ ที่ดีและน่าจะเป็น ‘คู่แข่ง’ ที่น่ากลัวที่สุดของไทยในเวลานี้ เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวคล้ายๆ กัน ทั้งในแง่ชายหาดหรือธรรมชาติอันสวยงาม ไปจนถึงรากวัฒนธรรมที่ร่ำรวย ซึ่งนักท่องเที่ยวปัจจุบันก็กำลังมองหาอะไรใหม่ๆ ด้วย

    ประเทศไทยต้องไม่ผูกขาดกับแพลตฟอร์มจองโรงแรมเพียงไม่กี่เจ้า

    HBX Group
    ‘Patrick Torres’ รองประธานฝ่ายจัดหาโรงแรม ภูมิภาค MEAPAC ประจำ HBX Group

    เอาจริงๆ นี่อาจไม่ใช่เรื่องใหม่เท่าไร เพราะตั้งแต่ปี 2025 เราก็เห็นกันมาตลอดว่า การท่องเที่ยวในเวียดนามนั้นเติบโตไวขนาดไหน

    แต่สิ่งที่น่าสนใจจากมุมมองของ Torres คือ หากประเทศไทยอยากสู้กับเวียดนามจริงๆ พวกเราต้องเลิกพึ่งพาดีมานด์จาก ‘Online Travel Agency’ (OTA) ที่มีเพียงไม่กี่เจ้าก่อน

    Torres อธิบายว่า ปัจจุบัน การท่องเที่ยวไทยถูกครอบงำโดย OTA ประมาณ 2-3 ราย และแพลตฟอร์มเหล่านี้ก็เป็นตัวแปรในการควบคุมดีมานด์ไปจนถึงราคาห้องพัก ทำให้โรงแรมไทยรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ยากขึ้น

    Torres ชี้ว่า ความต้องการท่องเที่ยวในไทยนั้นยังมีอยู่ แต่ว่าโรงแรมต่างๆ มักแพนิคมากเกินไป ทำให้เทราคาห้องพักบ่อยครั้ง จนผู้ที่จองล่วงหน้าหลายเดือนเริ่มไม่มั่นใจ แล้วมองหาทางเลือกอื่นแทน

    ทางที่ดี Torres แนะนำว่า ประเทศไทยควรแบ่งตลาดให้ชัดเจนไปเลยว่าต้องการนักท่องเที่ยวกลุ่มไหน และหา ‘พาร์ทเนอร์’ เพื่อตอบโจทย์การดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มนั้นๆ โดยไม่มัวแต่ดัมพ์ราคา แล้วหว่านไปเรื่อย ด้วยการพึ่งดีมานด์จาก OTA อย่างเดียว

    แต่ไม่ได้แปลว่าประเทศไทยต้องเลิกใช้บริการ OTA นะ เพราะ Torres มองว่า มันคือเครื่องมือที่ดีในการสร้าง ‘กำไร’ และเวียดนามเองก็ดึงประโยชน์จากตรงนี้มาใช้เหมือนกัน แต่ต้องหาพาร์ทเนอร์รายอื่นๆ ที่สามารถดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศแบบระยะยาวด้วย 

    “เพราะถ้าคุณสร้างฐานลูกค้าไว้ล่วงหน้าประมาณ 6-12 เดือนแล้ว ยอด Traffic ในช่วงนาทีสุดท้าย จะมาช่วยเรื่องการขับเคลื่อนกำไรและราคา ซึ่งเป็นสิ่งที่ธุรกิจโรงแรมต้องการ” Torres กล่าว

    Gen Z ก็เป็นตลาดที่น่าสนใจ เน้นตามหาประสบการณ์ที่แปลกใหม่

    ขณะเดียวกัน ‘Mark Antipof’ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเติบโตของ HBX Group มองว่า ‘Gen Z’ ก็เป็นตลาดที่น่าสนใจ และไทยควรให้ความสำคัญกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนกลุ่มนี้ที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์แปลกใหม่ 

    เมื่อช่วงต้นปี 2026 ‘HBX Group’ ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีส่งเสริมธุรกิจด้านการท่องเที่ยวระดับโลก ก็เพิ่งรายงานไปว่า Gen Z มีความต้องการในการท่องเที่ยวไม่เหมือนคนรุ่นอื่นๆ เพราะพวกเขาเน้นประสบการณ์ที่ ‘เฉพาะตัว’ มากกว่า

    Antipof อธิบายว่า Gen Z ต้องการตามหาแหล่งท่องเที่ยวที่เปรียบเสมือน ‘เพชร’ เม็ดงามที่ซ่อนไว้ มากกว่าจะไปเที่ยวตามสถานที่ที่ใครๆ ก็ไปกัน

    อินไซต์นี้ถือว่าดีสำหรับ ‘เมืองรอง’ บ้านเราเลย โดย ‘Javier Cabrerizo’ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และการเปลี่ยนแปลงของ HBX Group เผยว่า ประเทศไทยมีจังหวัดอีกมากมายที่น่าสนใจ แต่คำถามคือ จะทำอย่างไรให้ Gen Z เดินทางมายังสถานที่เหล่านั้นจริงๆ?

    จากประสบการณ์ที่ผ่านมา Cabrerizo เล่าว่า บริษัทมักเสียลูกค้ารุ่นใหม่ในช่วงเวลาก่อนการจอง เพราะ Gen Z เป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนด้วยโซเชียลมีเดียและประสบการณ์ไร้รอยต่อ 

    ดังนั้น เมื่อพวกเขาเกิดแรงบันดาลใจที่จะไปเที่ยวตามสถานที่ลึกลับแล้ว การจองที่พักหรือกิจกรรมต่างๆ ต้องดำเนินการได้อย่างลื่นไหลด้วย

    “นี่คือเจนเนอเรชันที่ต่างจากคนรุ่นอื่นๆ พวกเขาเป็นรุ่นที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกภายในตนเองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของแรงบันดาลใจ ดังนั้น เมื่อไรที่เกิดแรงบันดาลใจแล้ว พวกเขาก็จะผันตัวมาเป็นนักท่องเที่ยวในทันที” Cabrerizo กล่าว

    ต้องทำความเข้าใจนักท่องเที่ยว เพื่อสรรหาประสบการณ์มาตอบโจทย์อย่างถูกต้อง

    HBX Group
    ‘Javier Cabrerizo’ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และการเปลี่ยนแปลงของ HBX Group

    นอกจากนี้ Torres บอกว่า ไทยเป็นประเทศที่มีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย และสามารถตอบโจทย์นักเดินทางที่มีความต้องการแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ในแง่ประสบการณ์ลักชูรี ไปจนถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    ดังนั้น Torres เชื่อว่า หากสามารถเข้าใจนักท่องเที่ยวว่าพวกเขาต้องการอะไร หรือมาที่นี่ทำไม พวกเราก็จะสามารถรังสรรค์ประสบการณ์ให้ลูกค้าแต่ละกลุ่มได้โดยเฉพาะ แถมเป็นการเปิดโอกาสในการดึงนักเดินทางมายังสถานที่ต่างๆ มากขึ้นด้วย

    ด้าน Cabrerizo ยกตัวอย่างว่า มีนักท่องเที่ยวต่างชาติอยากเดินทางมาไทย โดยมีความต้องการชัดเจน เช่น อยากพักโรงแรม 5 ดาว หรืออยากสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวแบไทยๆ แต่แทนที่เราจะไปแนะนำหัวเมืองใหญ่เดิมๆ ที่นักท่องเที่ยวชอบมา เราอาจเปลี่ยนเป็นนำเสนอเมืองรองอื่นๆ ที่ตอบโจทย์เงื่อนไขดังกล่าวเหมือนกันแทนก็ได้

    จากข้อมูลโดย HBX Group ทั้งหมดนี้ เราคงเห็นแล้วว่า ปัญหาการท่องเที่ยวไทยอาจไม่ได้เป็นเพราะนักท่องเที่ยวไม่อยากบ้านเรา หรือเวียดนามแย่งนักเดินทางไปทั้งหมด

    แต่เป็นเพราะประเทศไทยขาดความเข้าใจว่า แท้จริงแล้ว ชาวต่างชาติต้องการประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบใด และยังติดหล่มพึ่งพาดีมานด์ระยะสั้นจากแพลตฟอร์มไม่กี่ราย จนไม่สามารถรักษานักท่องเที่ยวไว้ได้อย่างยั่งยืนต่างหาก

    ที่มา: HBX Group

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/thailand-needs-to-target-gen-z-tourists-to-compete-with-vietnam/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2da1PjbvbIMeDUQlhMdu-f

  • ผ่าแผนกู้ชีพ! ไทยไร้เครื่องยนต์-หนี้จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะพา “รอด” หรือ “ร่วง”?

    ผ่าแผนกู้ชีพ! ไทยไร้เครื่องยนต์-หนี้จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะพา “รอด” หรือ “ร่วง”?

    ผ่าแผนกู้ชีพ! ไทยไร้เครื่องยนต์-หนี้จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะพา “รอด” หรือ “ร่วง”?

    จาก “เสือ” สู่ “คนป่วยแห่งเอเชีย”

    “เมธัส รัตนซ้อน” หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เล่าถึงเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน คงต้องยอมรับความจริงที่น่าตกใจว่า จากที่ไทยเคยเป็น “เสือ” ที่เติบโตได้กว่า 7% ในอดีต

    ปัจจุบันเรากลับถูกสื่อต่างชาติอย่าง Financial Times และ Bloomberg ขนานนามว่าเป็น “Sickman of Asia” หรือคนป่วยแห่งเอเชีย, ศักยภาพการเติบโตของเราลดฮวบลงเหลือเพียง 2.3% ซึ่งเป็นระดับที่รั้งท้ายในภูมิภาค

    ทำไมเราถึงป่วย? คำตอบอยู่ที่ “เครื่องยนต์หลัก” ล้าสมัย

    • การส่งออก ไทยยังคงผลิตสินค้าที่โลก “ไม่ต้องการ” มากนัก เช่น รถยนต์สันดาป และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ในขณะที่โลกกำลังมุ่งหน้าไปสู่เทคโนโลยีใหม่
    • การท่องเที่ยว แม้จะเป็นความหวังเดียว แต่เรากำลังถูกคู่แข่ง อย่าง เวียดนามไล่กวดมาติดๆ ด้วยอัตราการเติบโตกว่า 20% ต่อปี หากเราไม่ยกเครื่องใหม่ วันหนึ่งเราอาจถูกแซงหน้าได้จริงๆ
    • วิกฤตประชากร ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อยลง แรงงานที่จะมาขับเคลื่อน GDP ก็น้อยลงตามไปด้วย

    เมธัส รัตนซ้อน

    จุดเปลี่ยน ?

    ท่ามกลางเมฆหมอก ผลการเลือกตั้งที่ออกมาอย่างไม่เป็นทางการกลับสร้างความประหลาดใจให้กับตลาดทุน ประวัติศาสตร์การเมืองไทยบอกว่า รัฐบาลส่วนใหญ่มักมีอายุเฉลี่ยเพียง 9 เดือน แต่ครั้งนี้อาจได้เห็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงที่สุดในรอบหลายสิบปี โดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำหลักพร้อมเสียงสนับสนุนที่ท่วมท้น ซึ่งอาจทำให้เราเห็นการบริหารงานที่ต่อเนื่องเป็นครั้งแรกในรอบนานปี

    รัฐบาลใหม่นี้มีความจำเป็นต้องใช้ “ยาแรง” อย่างนโยบายประชานิยม เช่น การแจกเงินหรือโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ให้ “เครื่องดับ” ซึ่งคาดว่าจะช่วยดันให้ GDP ปีนี้ขยับจาก 1.6% ขึ้นไปแตะ 1.8% ได้

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงคือ “ข้อจำกัดทางการคลัง” รัฐบาลมีงบกลางติดกระเป๋าอยู่เพียงประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท ในขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งสูงถึง 65% ของ GDP ใกล้เพดาน 70% หากไม่มีการปฏิรูปการคลังอย่างจริงจัง ภายใน 1-2 ปี เราอาจชนเพดานหนี้และกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ

    ทางออกที่อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคตคือ การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งอาจต้องพิจารณาขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละ 1% เพื่อไม่ให้กระทบประชาชนรุนแรงเกินไป

    ผ่าแผนกู้ชีพ! ไทยไร้เครื่องยนต์-หนี้จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะพา

    การเดิมพัน

    ประเทศไทยยังคงมีเสน่ห์ในสายตานักลงทุนต่างชาติ สะท้อนจากยอดขอ BOI ที่สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท

    แต่โจทย์สำคัญคือ เราจะเปลี่ยนเงินลงทุนเหล่านี้ให้เกิด “มูลค่าเพิ่ม” แก่คนไทยได้อย่างไร ? ไม่ใช่แค่เป็นโรงงานประกอบที่ขนคนและอุปกรณ์มาจากต่างประเทศทั้งหมด

    สำหรับ “ค่าเงินบาท” ในช่วงสั้นคาดในไตรมาส 2/2569 อาจเห็นการอ่อนค่าไปแตะ 32.5 บาทต่อดอลลาร์ จากปัจจัยฤดูกาลและการโอนเงินปันผลออก รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างเรื่องของ “โดนัลด์ ทรัมป์”

    แต่ในระยะยาว ปัจจัยพื้นฐานจะยังคงหนุนให้บาทแข็งค่าและมีโอกาสกลับไปต่ำกว่า 31 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้งในช่วงปลายปี

    ความเสี่ยงที่ต้องระวัง

    ในเส้นทางเดินข้างหน้ายังมีขวากหนามที่ต้องจับตามอง

    1. ความล่าช้าทางการเมือง หากการจัดตั้งรัฐบาลดีเลย์ออกไปเกินกว่า 3-4 เดือน จะส่งผลให้งบประมาณปี 2570 ออกช้าไปถึงปลายปี กระทบต่อการใช้จ่ายภาครัฐในไตรมาสสุดท้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    2. นโยบายการเงิน กนง. มีโอกาสลดดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้ง เหลือ 1% ในช่วงครึ่งปีแรกเพื่อประคองเศรษฐกิจ
    3. ปัจจัยโลก ทั้งนโยบายภาษีของสหรัฐฯ และการตัดสินใจของ Fed ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ

    เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วง “รอการฟื้นไข้” แม้จะมีแรงส่งจากการเมืองที่มีเสถียรภาพ แต่การจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมได้นั้น ต้องอาศัยทั้งการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวและการบริหารงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่าที่สุด.

    ผ่าแผนกู้ชีพ! ไทยไร้เครื่องยนต์-หนี้จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะพา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/737834&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EsZzIpP4kTLPnT6Ii772Y

  • ตม.ชลบุรี ตำรวจท่องเที่ยว ช่วยเหยื่อชาวจีน ถูกเพื่อนร่วมชาติจับตัวเรียกค่าไถ่ในโรงแรมย่านพัทยาใต้ | TOPNEWS

    ตม.ชลบุรี ตำรวจท่องเที่ยว ช่วยเหยื่อชาวจีน ถูกเพื่อนร่วมชาติจับตัวเรียกค่าไถ่ในโรงแรมย่านพัทยาใต้ | TOPNEWS

    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569
    พ.ต.อ.นภัสพงษ์ โฆษิตสุริยมณี ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี
    ร.ต.อ.ปราโมทย์ เฟื่องฟุ้ง รองสารวัตรตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี
    พร้อมด้วย
    พ.ต.ท.ปราบดา สุขสุนทรีย์ สวญ.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1
    พ.ต.ท.อภิชาติ จารุรักษ์ สว.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1
    นำกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองชลบุรี และตำรวจท่องเที่ยวพัทยา
    ร่วมกันเข้าช่วยเหลือและจับกุมผู้ต้องหา ณ โรงแรม Thalia ห้อง 719 หมู่ 10 ถนนพัทยาใต้ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

    สามารถช่วยเหลือ

    • นายหลิว จีเทา (Mr. Jitao Liu) อายุ 32 ปี สัญชาติจีน ผู้เสียหาย

    และจับกุม

    • นายเหลียง เว่ย (Mr. Liang Wei) อายุ 33 ปี สัญชาติจีน ผู้ต้องหา

    พฤติการณ์คดี

    ก่อนเกิดเหตุ ตม.จว.ชลบุรี ได้รับการประสานจาก กก.1 บก.สส.สตม. หลังจาก
    น.ส.ลี่ เจี้ยนลี้ (Mrs. Li Jianli) อายุ 29 ปี สัญชาติจีน ภรรยาผู้เสียหาย เข้าแจ้งความร้องทุกข์ว่า
    สามี นายหลิว จีเทา เดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 และมีเพื่อนชาวจีนมารับไปพักในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ก่อนถูกพาไปเล่นการพนัน

    ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นายหลิว จีเทา ติดต่อภรรยาผ่านแอปพลิเคชัน Telegram แจ้งว่าเล่นการพนันเสียเงินจำนวน 300,000 บาท และถูกบังคับให้ให้ภรรยาโอนเงินดิจิทัลจำนวน 3,000 USDT (ประมาณ 100,000 บาท) เพื่อใช้ชำระหนี้พนัน

    กระทั่งวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 00.10 น. นายหลิว จีเทา แจ้งตำแหน่งที่พักว่าอยู่ที่ โรงแรม Thalia ห้อง 719 เมืองพัทยา
    เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบ พบว่าห้องถูกล็อกกุญแจจากด้านนอก จึงทำการพังกุญแจเข้าไปตรวจค้น
    พบนายหลิว จีเทา ผู้เสียหาย และนายเหลียง เว่ย ผู้ต้องหา อยู่ภายในห้อง

    ส่วนผู้ต้องหาอีกราย คือ

    • นายจาง หลาง (Mr. Zhang Lang) อายุ 32 ปี สัญชาติจีน หลบหนีไปก่อนหน้า

    ดำเนินคดี

    เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายเหลียง เว่ย ส่งดำเนินคดีในข้อหา
    “ร่วมกันเรียกค่าไถ่โดยหน่วงเหนี่ยวกักขังบุคคลอื่น”
    ซึ่งผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

    ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้ทำการระงับหนังสือเดินทางของนายจาง หลาง และเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ภาพ/ข่าว อนันต์ กิ่งสร / ทิวากร กฤษมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1484584&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gto4e3ptqSJZMwxNWDt53