Blog

  • นักร้องสาว ดันเพลงใหม่ ดึงโปรดิวเซอร์ซุปตาร์ระดับโลกมาทำให้ – ดาราเดลี่

    นักร้องสาว ดันเพลงใหม่ ดึงโปรดิวเซอร์ซุปตาร์ระดับโลกมาทำให้ – ดาราเดลี่

    ฟิล์มมาร์เก็ต American Film Market 2025 ที่ LA ลอสแองเจลีส สหรัฐอเมริกา ,ได้ไปออกบู้ทที่คานส์ ฝรั่งเศส มาแล้วด้วย. นักร้อง. ล่าสุดเจ้าตัวได้ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.daradaily.com/news/159279/read&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s5u9ayJMImli1sFtOravN

  • ฮาร์วาร์ดวิจัย 43 ปี คนดื่มกาแฟ 2 แก้วทุกวัน จะได้รับ “ของขวัญ” ชิ้นใหญ่ตอนแก่!!

    ฮาร์วาร์ดวิจัย 43 ปี คนดื่มกาแฟ 2 แก้วทุกวัน จะได้รับ “ของขวัญ” ชิ้นใหญ่ตอนแก่!!

    คอกาแฟมีเฮ! วิจัยฮาร์วาร์ดยืนยัน ดื่มวันละ 2-3 แก้ว ลดเสี่ยง “สมองเสื่อม” สูงถึง 18%

    (11 ก.พ. 69) ถือเป็นข่าวดีสำหรับคนที่ขาดกาแฟไม่ได้ เมื่อผลการศึกษาระยะยาวล่าสุดจาก วิทยาลัยสาธารณสุขฮาร์วาร์ด (Harvard T.H. Chan School of Public Health) สหรัฐอเมริกา ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ JAMA ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคาเฟอีนและสุขภาพสมอง

    ทีมวิจัยนำโดย รศ.ดร.แดเนียล หวัง (Daniel Wang) ได้ทำการติดตามกลุ่มตัวอย่างกว่า 132,000 คน เป็นเวลายาวนานถึง 43 ปี พบข้อสรุปที่ชัดเจนว่า การดื่มกาแฟและชาเป็นประจำ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคสมองเสื่อมในวัยชราได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ผลการวิจัยระบุว่า:

    • กลุ่มที่ดื่มกาแฟ: สามารถลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมได้เฉลี่ย 18% โดยปริมาณที่แนะนำเพื่อให้ได้ผลดีที่สุดคือ 2-3 แก้วต่อวัน

    • กลุ่มที่ดื่มชา: สามารถลดความเสี่ยงได้เฉลี่ย 14% โดยปริมาณที่เหมาะสมคือ 1-2 แก้วต่อวัน

    แม้ทีมวิจัยจะยังไม่ได้เจาะลึกถึงกลไกการทำงานอย่างละเอียด แต่เชื่อว่า “คาเฟอีน” คือกุญแจสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยให้ตื่นตัวแล้ว ยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) และช่วยต้านการอักเสบ ซึ่งส่งผลดีต่อเซลล์สมองโดยตรง

    การค้นพบนี้ถือเป็นความหวังใหม่ในการป้องกันโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อม ซึ่งปัจจุบัน องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 7 ของโลก (และเป็นอันดับ 1 ในอังกฤษและออสเตรเลีย) เนื่องจากยังไม่มียารักษาให้หายขาด มีเพียงยาที่ช่วยชะลออาการเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9873010/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23LeijqW0WhgOzzKfMQ9YC

  • นักวิจัยเซอร์ไพรส์ น้ำแข็งขั้วโลกละลาย “หมีขาว” กลับอ้วนขึ้น ไม่ได้อดอยากอย่างที่คิด

    นักวิจัยเซอร์ไพรส์ น้ำแข็งขั้วโลกละลาย “หมีขาว” กลับอ้วนขึ้น ไม่ได้อดอยากอย่างที่คิด

    นักวิจัยเซอร์ไพรส์ น้ำแข็งขั้วโลกละลาย “หมีขาว” กลับอ้วนท้วนสมบูรณ์ แถมเพิ่มประชากร ไม่ได้อดอยากอย่างที่คิด

    ผลการศึกษาล่าสุดพบว่า ประชากรหมีขั้วโลกในหมู่เกาะสฟาลบาร์ (Svalbard) แถบอาร์กติกของประเทศนอร์เวย์ ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาไม่ได้มีจำนวนลดลงแต่กลับเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีขนาดตัวที่อ้วนขึ้นและมีสุขภาพสมบูรณ์ดี ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับทีมนักวิทยาศาสตร์ที่เฝ้าติดตามมาอย่างยาวนาน โดยการค้นพบนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Scientific Reports เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    น้ำแข็งทะเลลดลง แต่หมีขั้วโลกกลับอ้วนขึ้น

    จากการรายงานของสื่อต่างประเทศอย่าง BBC และ CBS ระบุว่า ดร.จอน อาร์ส (Dr. Jon Aars) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจาก สถาบันโพลาร์แห่งนอร์เวย์ (Norwegian Polar Institute) ได้นำทีมวิจัยทำการตรวจวัดน้ำหนักและขนาดตัวของหมีขั้วโลกโตเต็มวัยจำนวน 770 ตัว ในช่วงระหว่างปี 1992 ถึง 2019

    ผลการวิจัยพบว่า ไขมันในร่างกายของหมีขั้วโลกเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้พวกมันมีรูปร่างที่กำยำและสมบูรณ์กว่าเดิม สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น พื้นที่สฟาลบาร์กลับมีจำนวนวันที่ไม่มีน้ำแข็งเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 4 วัน จนรวมแล้วมีวันที่น้ำแข็งละลายมากกว่าเดิมเกือบ 100 วันเมื่อเทียบกับในอดีต

    ดร.จอน อาร์ส ให้ความเห็นว่า สำหรับหมีขั้วโลกแล้ว ยิ่งพวกมันอ้วนเท่าไหร่ โอกาสในการรอดชีวิตก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น เดิมทีเขาคาดการณ์ว่าเมื่อน้ำแข็งทะเลหายไปในปริมาณมหาศาล สุขภาพของหมีควรจะแย่ลง แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับตรงกันข้าม ซึ่งสร้างความประหลาดใจอย่างมาก เนื่องจากน้ำแข็งที่สูญเสียไปนั้นมีปริมาณมหาศาลนับตั้งแต่เขาเริ่มทำการศึกษา

    2 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หมีขั้วโลกเติบโตได้ดี

    ทีมวิจัยวิเคราะห์ว่า หมีขั้วโลกในแถบสฟาลบาร์สามารถปรับตัวเข้ากับการลดลงของน้ำแข็งทะเลได้ดี โดยเปลี่ยนพฤติกรรมการล่าจากการพึ่งพาน้ำแข็งเพียงอย่างเดียวมาเป็นการหาอาหารบนบกและในน้ำมากขึ้น ดังนี้:

    • การเพิ่มขึ้นของประชากรวอลรัส: นับตั้งแต่นอร์เวย์ออกกฎหมายคุ้มครองวอลรัสในปี 1950 ประชากรวอลรัสได้ฟื้นตัวและเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก กลายเป็นแหล่งไขมันชั้นดีแห่งใหม่ของหมีขั้วโลก
    • ความสะดวกในการล่าแมวน้ำ: เมื่อพื้นที่น้ำแข็งแคบลง แมวน้ำมักจะไปรวมตัวกันหนาแน่นในบริเวณที่ยังมีน้ำแข็งเหลืออยู่ ส่งผลให้หมีขั้วโลกสามารถดักซุ่มล่าเหยื่อได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

    ข่าวดีเพียงชั่วคราว ท่ามกลางวิกฤตโลกร้อน

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าข่าวดีนี้อาจเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวเท่านั้น หากน้ำแข็งทะเลยังคงละลายต่อไป หมีขั้วโลกจะต้องเดินทางไกลขึ้นเพื่อหาอาหาร ซึ่งจะทำให้พวกมันสูญเสียพลังงานและไขมันสะสมที่มีค่าไปอย่างรวดเร็ว

    ดร.จอห์น ไวท์แมน (Dr. John Whiteman) หัวหน้านักวิทยาศาสตร์จาก Polar Bears International ระบุว่า แม้ในระยะสั้นสุขภาพร่างกายของหมีจะดูดีขึ้น แต่นี่เป็นเพียงภาพสะท้อนบางส่วนเท่านั้น เพราะการศึกษาอื่นพบว่าจำนวนวันที่ไม่มีน้ำแข็งเพิ่มขึ้นได้ส่งผลกระทบต่ออัตราการรอดชีวิตของลูกหมี หมีวัยรุ่น และแม่หมีที่มีอายุมากแล้ว

    ดร.ไวท์แมน ย้ำเตือนว่าหมีขั้วโลกยังคงต้องการน้ำแข็งทะเลเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว ดังจะเห็นได้จากประชากรหมีขั้วโลกในภูมิภาคอื่น เช่น อ่าวฮัดสัน (Hudson Bay) ทางตะวันตกของแคนาดา ที่มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องจากสภาวะโลกร้อน และหากสถานการณ์การละลายของน้ำแข็งยังไม่ถูกยับยั้ง ในที่สุดหมีขั้วโลกก็อาจต้องสูญพันธุ์ไปในที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9873046/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PkXX4jlY6-WmakMdDwPOx

  • โจทย์รัฐบาลใหม่ชี้ชะตา ‘ท่องเที่ยวไทย’  รับมือคู่แข่ง ‘อาเซียน’ โตแรง!

    โจทย์รัฐบาลใหม่ชี้ชะตา ‘ท่องเที่ยวไทย’ รับมือคู่แข่ง ‘อาเซียน’ โตแรง!

    ภาคการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยนและประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียนต่างเร่งลงทุนและส่งเสริมการตลาดดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจับจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเจอแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ก่อนจะเสียตำแหน่งผู้นำด้านการท่องเที่ยวในเอเชียแปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา “ประเทศไทย” นับเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก!

    แต่เมื่อปี 2568 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 32.97 ล้านคน ติดลบ 7.23% จากปีก่อนหน้า

    ขณะที่ “เวียดนาม” มีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 21.16 ล้านคน โตแรง 20.4% จากปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น การพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก และแรงหนุนของนักท่องเที่ยวจีน ทั้งยังน่าจับตาอย่างยิ่งถึงพัฒนาการแบบก้าวกระโดดของเวียดนาม ซึ่งเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก สะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกกิตติมศักดิ์และประธานที่ปรึกษาอาวุโส สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า หลังจากพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งปี 2569 ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ในมุมเอกชนภาคการท่องเที่ยวต้องการเห็นรัฐบาลใหม่เร่งปรับโครงสร้างและยกระดับภาพลักษณ์ “ความปลอดภัย” 

    โดยเฉพาะการแก้ปัญหา “สแกมเมอร์” ต้องรีบกำจัดให้หมดไปเพื่อยกเครื่องอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เพราะที่ผ่านมาส่งผลต่อจิตวิทยาการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยตรง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปหลายล้านคนในปีที่แล้ว

    นอกเหนือจากประเด็นความปลอดภัยซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยว อีกโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งเดินหน้าเพื่อสร้างการเติบโตเชิงรายได้คือการพัฒนาปรับปรุง “แหล่งท่องเที่ยว” และ “สิ่งอำนวยความสะดวก” เพราะตอนนี้ประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ต่างเร่งลงทุนพัฒนาสิ่งใหม่ๆ เพื่อแย่งชิงนักท่องเที่ยวแข่งกับไทย 

    โจทย์รัฐบาลใหม่ชี้ชะตา ‘ท่องเที่ยวไทย’  รับมือคู่แข่ง ‘อาเซียน’ โตแรง! ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร

    ส่วนประเด็นการดึงสวนสนุก “ดิสนีย์แลนด์” มาปักหมุดในประเทศไทยเพื่อพลิกโฉมเพิ่มรายได้กว่าปีละ 100,000 ล้านบาท ตามที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวก่อนหน้านี้ มองว่าถ้าทำได้จริงก็นับเป็นเรื่องดี แต่ก็ต้องรอดูความชัดเจนเรื่องการลงทุนอีกที

    “ด้านนโยบายการปราบสแกมเมอร์ ทลายทุนเทา ไม่เอากาสิโน ของพรรคภูมิใจไทย มีข่าวว่าคนไทยเองก็มีส่วนร่วมกับขบวนการช่นกัน เป็นภาพลักษณ์ที่สร้างความเสียหายมาก ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน และอีกจุดที่ต้องขอถามเพิ่มคือ ไม่เอากัญชาเสรี ด้วยหรือไม่ อยากให้มีความชัดเจนของนโยบายมากกว่านี้”

    ทั้งนี้เพราะปัจจุบันมีร้านค้าตั้งอยู่ในเมืองท่องเที่ยวมากมาย ทำให้นักท่องเที่ยวเข้าใจว่ายังมีนโยบายกัญชาเสรีในไทย และจะส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวหลายตลาดที่กังวลเรื่องนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ เช่น จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆ ในยุโรป

    สำหรับสเปคของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง “รมว. การท่องเที่ยวและกีฬา” ภาคเอกชนต้องการผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เข้าใจปัญหาและรู้ว่าจะต้องแก้ไขอย่างไร ขณะเดียวกันก็ต้องมีวิสัยทัศน์ชัดเจนเกี่ยวกับยุทธศาสตร์พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวก เพราะถ้าได้คนที่ไม่เข้าใจมาทำงาน นักท่องเที่ยวก็จะเดินทางเข้าไทยได้ไม่เต็มที่ ทั้งหมดก็เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ภาครัฐอยากได้

    โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางเป้าหมายสร้างรายได้รวมการท่องเที่ยวปี 2569 ไว้ที่ 3 ล้านล้านบาท จากเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติ 36.7 ล้านคน และนักท่องเที่ยวไทย 210 ล้านคน-ครั้ง

    โจทย์รัฐบาลใหม่ชี้ชะตา ‘ท่องเที่ยวไทย’  รับมือคู่แข่ง ‘อาเซียน’ โตแรง!

    ด้าน บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวในงาน Thailand Tourism Forum (TTF 2026) เมื่อปลายเดือน ม.ค. ว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้กลยุทธ์สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา! เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีก 10 ปีข้างหน้า

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตามประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    โจทย์รัฐบาลใหม่ชี้ชะตา ‘ท่องเที่ยวไทย’  รับมือคู่แข่ง ‘อาเซียน’ โตแรง!

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวในงาน TTF 2026 ว่า ในฐานะนักลงทุน ยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “Big 5” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหารและวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1220873&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35xeR32Ai1wXdul2mW3QyH

  • ธอส. หนุนผู้ประกอบการรายย่อยปรับปรุงที่พักผลักดันเม็ดเงินท่องเที่ยวลงสู่ชุมชน

    ธอส. หนุนผู้ประกอบการรายย่อยปรับปรุงที่พักผลักดันเม็ดเงินท่องเที่ยวลงสู่ชุมชน

    ธอส. หนุนผู้ประกอบการรายย่อยปรับปรุงที่พักผลักดันเม็ดเงินท่องเที่ยวลงสู่ชุมชน ผ่านสินเชื่อ Homestay – Home Lodge ปี 2569 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก 4.25 % ต่อปี

    ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สนับสนุนการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในชุมชน และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง โดยจัดทำโครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการโฮมสเตย์ (Homestay) ที่พักนักเดินทาง (Home Lodge) ปี 2569 สำหรับผู้ที่นำพื้นที่ใช้สอยมาดัดแปลงเป็นห้องแบ่งให้เช่า หรือให้เช่าเป็นหลังในบริเวณที่ดินที่พักอาศัย เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยสามารถขอวงเงินกู้สูงสุดได้ไม่เกิน 3 ล้านบาท เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ปรับปรุง และซ่อมแซมที่พัก รวมถึงไถ่ถอนจำนอง อัตราดอกเบี้ยพิเศษคงที่ 2 ปีแรก 4.25% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ MRR -1.00% ต่อปี ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ MRR และกรณีขอกู้ซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย อัตราดอกเบี้ย เท่ากับ MRR (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ของธนาคาร เท่ากับ 6.195 % ต่อปี) ระยะเวลาการกู้นานสูงสุด 20 ปี ผู้สนใจสามารถยื่นคำขอกู้และขอทำนิติกรรมได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H Bank Call Center โทร. 0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ G H Bank Social Media ทุกช่องทาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/66381&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R2yHC7GPY0C5AFam-ctNS

  • เมื่อโลกเข้าสู่ Polycrisis และโมเดลเศรษฐกิจเน้น

    เมื่อโลกเข้าสู่ Polycrisis และโมเดลเศรษฐกิจเน้น

    Paul Polman อดีตซีอีโอของ Unilever และผู้เขียนหนังสือ Net Positive ได้ขึ้นกล่าว Speech พิเศษในงาน Asian Financial Forum 2026 ที่ฮ่องกง โดยส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้นำองค์กรและสถาบันการเงินทั่วโลกว่า เรากำลังยืนอยู่บนจุดตัดของประวัติศาสตร์ที่กฎเกณฑ์เดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป 

    Techsauce ที่ได้เข้าร่วมงานครั้งนี้ที่ฮ่องกงด้วย จึงไม่พลาดเก็บประเด็นที่น่าสนใจมาเล่าต่อให้ฟังดังนี้

    Polman เปิดประเด็นด้วยการฉายภาพโลกปัจจุบันที่กำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต (Polycrisis) ซึ่งเกิดจากการปะทะกันของ 3 แรงขับเคลื่อนหลัก ได้แก่ 

    1. การพังทลายของเสถียรภาพทางธรรมชาติ 

    2. ระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ 

    3. การเปลี่ยนแปลงรากฐานเทคโนโลยี 

    เมื่อสามสิ่งนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน มันคือจุดเปลี่ยนที่รุนแรงยิ่งกว่าวิกฤตครั้งไหน 

    อาจถึงยุคที่เศรษฐกิจต้องเลิกโมเดลเน้น ‘กอบโกย’

    เราสร้างระบบเศรษฐกิจบนสมมติฐานว่า พลังงานราคาถูกจะอยู่ตลอดไป ห่วงโซ่อุปทานจะไม่สะดุด และธรรมชาติจะคงเดิม แต่วันนี้เราใช้ความเสถียรนั้นหมดไปแล้ว

    Polman ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจยุคเก่าที่เชื่อว่าการเติบโตมาจากการกอบโกยทรัพยากร แต่ความจริงแล้ว การเติบโตที่เราเห็นในอดีตเป็นเพียงผลตอบแทนที่ได้จากความเสถียรของธรรมชาติ 

    ซึ่งตอนนี้เราใช้ความเสถียรนั้นหมดไปแล้ว แนวทางแก้ไขคือต้องเปลี่ยนไปสู่ Net Positive หมายถึงการทำธุรกิจที่ไม่ใช่แค่ลดผลกระทบเชิงลบ แต่ต้องฟื้นฟูระบบนิเวศและสังคม เพราะในโลกที่ทรัพยากรจำกัด เพราะบริษัทจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลยหากระบบรอบข้างล้มเหลว

    เอเชียและจีน จะกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจใหม่แห่งพลังงานสะอาด

    เอเชียไม่ใช่ผู้ตามอีกต่อไป แต่กำลังเป็นผู้กำหนดจังหวะ นี่คือโอกาสของผู้นำเอเชียในการครอบครองโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และระบบกริด

    ในขณะที่โลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ กำลังเผชิญความท้าทายทางการเมืองและนโยบายที่อาจชะลอตัวเรื่องสิ่งแวดล้อม Polman มองว่า เอเชีย จะเป็นภูมิภาคที่มีความพร้อมที่สุดในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในด้านพลังงานสะอาด

    หากย้อนกลับไปดูสถิติปี 2024 และ 2025 จีนเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนได้มากกว่าประเทศที่เหลือในโลกรวมกัน อีกทั้ง การลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกเกือบครึ่งเกิดขึ้นในจีนด้วย 

    ก่อนหน้านี้ Elon Musk ก็เคยให้ข้อมูลว่า จีนคือผู้นำด้านพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมีกำลังการผลิตและติดตั้งมากกว่าสหรัฐฯ หลายเท่า แถมจีนก้าวหน้าในเรื่องการขยายการผลิตไฟฟ้ามหาศาล ทั้งนิวเคลียร์และโซลาร์เซลล์ 

    โดยจีนผลิตโซลาร์เซลล์ได้ 1,500 กิกะวัตต์ต่อปี สหรัฐฯ ใช้ไฟเฉลี่ย 500 กิกะวัตต์ หมายความว่าจีนผลิตโซลาร์ได้มากกว่าที่อเมริกาใช้ทั้งประเทศไปแล้ว นี่จึงไม่แปลกใจว่าทำไมเอเชีย และจีนจึงอาจกลายเป็นศูนย์กลางทางพลังงานใหม่ในไม่ช้า

    ภาคการเงินต้องเลิกโลกสวย และมองความเสี่ยงตามจริง

    Polman พยายามส่งสารถึงกลุ่มสถาบันการเงินว่า ต้องเลิกมองเรื่อง Climate Change และ Nature Loss เป็นเพียงปัจจัยภายนอก แต่ต้องมองเป็นความเสี่ยงหลักในงบดุลได้แล้ว 

    โดยอธิบายว่า ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ภัยธรรมชาติสร้างความเสียหายไปแล้วกว่า 15 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าต้นทุนในการป้องกันเสียอีก 

    อีกทั้ง แม้จะมีเม็ดเงินเตรียมไว้มากกว่า 5-7 ล้านล้านดอลลาร์เตรียมพร้อมสำหรับเศรษฐกิจใหม่ แต่การจัดสรรเงินทุนยังขาดประสิทธิภภาพ เพราะตลาดทุนยังให้ค่ากับผลกำไรระยะสั้นมากกว่าความยั่งยืนระยะยาว

    เบื้องหลัง Davos ที่คนไม่ได้พูด

    นอกจาก Speech แล้ว ในช่วงถามตอบ Polman ยังได้ขยายความประเด็นที่น่าสนใจโดยเฉพาะเบื้องหลังของเวทีเศรษฐกิจโลก และการบริหารจัดการความเสี่ยง 

    เขาเริ่มต้นจากการแชร์บรรยากาศจากงาน World Economic Forum ครั้งล่าสุดว่า แม้ธีมงานจะดูสวยหรู แต่ในห้องประชุมหลักกลับถูกยึดครองด้วยกระแส AI และการเมือง จนประเด็นเรื่องความยั่งยืนแทบจะเลือนหายไป

    สิ่งที่น่ากังวลคือ วงสนทนาเรื่อง AI มุ่งเน้นแต่เรื่อง Data Center หรือข้อจำกัดด้านชิป แต่กลับละเลยต้นทุนแฝทางสังคมและสิ่งแวดล้อม 

    Polman ชี้ว่า AI กำลังแย่งชิงทรัพยากรน้ำและพลังงานไปอย่างมหาศาล อีกทั้งตำแหน่งงานกว่า 670 ล้านตำแหน่งทั่วโลกกำลังจะถูกเปลี่ยนแปลง ซึ่งนี่เป็นระเบิดเวลาที่สังคมยังไม่ได้เตรียมรับมือ

    อย่างไรก็ดี Polman บอกว่า แม้ในการประชุมใหญ่อาจไม่ได้พูดเรื่องนี้มากเท่าที่ควร แต่ในวงสนทนาย่อย ๆ ที่อยู่ภายในงานประชุมดาวอส ผู้นำเริ่มเลิกสร้างภาพในด้านความยั่งยืน และหันมาคุยเรื่องโปรเจกต์ที่จับต้องได้มากขึ้น 

    โดยเฉพาะการเชื่อมโยงการแก้ปัญหาโลกร้อนเข้ากับการฟื้นฟูธรรมชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้เรื่องนี้อาจจะไม่ได้พูดถึงมาก แต่ในเชิงปฏิบัติแล้วเป็นสิ่งที่ทั่วโลกไม่ได้ละทิ้งแม้แต่น้อย

    3 หลุมดำทางการเงินที่โลกมองข้าม

    แม้เม็ดเงินลงทุนในโลกจะมีมหาศาล แต่ Polman ชี้ว่ายังมี 3 พื้นที่วิกฤตที่เงินทุนยังไหลไปไม่ถึง ได้แก่

    • ตลาดเกิดใหม่ หากตัดจีนออกไป กลุ่มประเทศนี้ต้องการเงินทุนถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี แต่กลับติดปัญหาต้นทุนทางการเงินสูง
    • การฟื้นฟูธรรมชาติ โลกต้องการเงิน 3.7 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ แต่ปัญหาก็คือ ระบบเศรษฐกิจปัจจุบันยังตีค่า ต้นไม้ที่ตายแล้ว (แปรรูปเป็นสินค้า) สูงกว่าต้นไม้ที่ยังมีชีวิต
    • การปรับตัว เงินส่วนใหญ่ลงไปที่การลดโลกร้อน แต่เราหยุดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาไม่ทันแล้ว ดังนั้นการลงทุนเพื่อรับมือกับภัยพิบัติจึงจำเป็นเร่งด่วน ก่อนที่โลกจะเข้าสู่ภาวะประกันภัยไม่รับเคลม(Uninsurable)

    Polman ทิ้งท้ายว่า มนุษย์มักติดกับดักการคิดแบบเส้นตรง คือประเมินว่าปัญหาจะค่อยๆ เกิด แต่ความจริงแล้ววิกฤตธรรมชาติเปลี่ยนแปลงแบบ ก้าวกระโดด

    เรามักประเมินต่ำไปว่าเทคโนโลยีจะถูกลงเร็วแค่ไหน และประเมินต่ำไปว่าหายนะจะรุนแรงเร็วเพียงใด

    เขามองว่าสถาบันการเงินที่ยังปล่อยกู้ให้ฟอสซิลโดยไม่ดูทิศทางลม อาจพบว่าตัวเองกำลังกอดสินทรัพย์ด้อยค่าในที่สุด เพราะต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลย กำลังพุ่งสูงขึ้นจนแซงหน้ากำไรที่เคยได้มา

    อ้างอิง : สรุปจากงาน Asian Financial Forum 2026 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/saucy-thoughts/paul-polman-speech-aff-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12icvjRjbRr_VYPPc35pHP

  • นายกฯ ร่วมเปิดงาน “ประเพณีแห่เจ้าพ่อ – เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” กระตุ้นเศรษฐกิจ – ส่งเสริมการท่องเที่ยว จ.นครสวรรค์

    นายกฯ ร่วมเปิดงาน “ประเพณีแห่เจ้าพ่อ – เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” กระตุ้นเศรษฐกิจ – ส่งเสริมการท่องเที่ยว จ.นครสวรรค์

    นายกฯ ร่วมเปิดงาน “ประเพณีแห่เจ้าพ่อ – เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” กระตุ้นเศรษฐกิจ – ส่งเสริมการท่องเที่ยว จ.นครสวรรค์

    (11 ก.พ. 69) เวลา 19.00 น. ณ เวทีหาดทรายต้นแม่น้ำเจ้าพระยา อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิด “งานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” ซึ่งจังหวัดนครสวรรค์จัดขึ้นภายใต้ชื่องาน “110 ปี ตรุษจีนแห่งสีสัน เมืองสวรรค์ 5 ภาษา” ระหว่างวันที่ 10 – 21 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดนครสวรรค์ ที่ได้สืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอันดีงาม ตลอดจนเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดใกล้เคียง โดยมีนางสาวธนนนท์ นิรามิษ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ นายกเทศมนตรีนครสวรรค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่อมวลชนและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานจำนวนมาก

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้รับชมวีดิทัศน์ “งานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” พร้อมรับฟังรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานฯ จากนายเรวัช สุริต ประธานคณะกรรมการจัดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ ประจำปี 2569

    จากนั้นนายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงานว่าวันนี้มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” ซึ่งงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ เป็นเทศกาลที่มีความเก่าแก่ และทรงคุณค่าของชาวปากน้ำโพ และชาวจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประเพณีที่สืบทอดและอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนานกว่าหนึ่งร้อยปี โดยยังคงรักษาวิธีการคัดเลือกคณะกรรมการจัดงานตามขนบธรรมเนียมดั้งเดิม คือ การเสี่ยงทายต่อหน้าองค์เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ รวมทั้งยังมีการอนุรักษ์ และสืบสานขบวนแห่ทางวัฒนธรรมอันงดงาม ซึ่งล้วนสะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมจนเป็นงานประเพณีเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนของชาวไทยเชื้อสายจีน ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และสร้างความตระการตาให้แก่ผู้ร่วมงานและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ

    นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชม และขอบคุณคณะกรรมการจัดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ ประจำปี 2568–2569 หรือ “เถ่านั้ง 110” ทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ เสียสละ และร่วมกันทำหน้าที่สืบสานงานประเพณีอันทรงคุณค่านี้ ให้คงอยู่สืบไป และขอบคุณชาวจังหวัดนครสวรรค์ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมมือร่วมใจกันให้การสนับสนุนการจัดงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ งดงาม และเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน

    “ขณะนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ขอเปิดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569 ณ บัดนี้ “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้””

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีเปิดงานโดยการนำลูกแก้ววางบนปากสิงโต โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ประธานคณะกรรมการจัดงานฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมทำพิธีเปิดงานครั้งนี้ด้วย

    ทั้งนี้ ภายหลังเปิดงาน ในงานได้มีการแสดงต้นแสงแห่งศรัทธา 5 ภาษาสามัคคี Opening light show ปฐมประกายแห่งศรัทธา ระบำดอกไม้สวรรค์ผลิบาน ณ ปากน้ำโพ วัฒนธรรม 5 ภาษา (โหงวซก) 4 เทพธิดาแห่งปากน้ำโพ รวมแสงเป็นหนึ่ง ศรัทธานิรันดร์แห่งมังกรทองนครสวรรค์ และการแสดงเปิดตัวองค์สมมุติฯ กิมท้ง และเง็กนึ่ง และการแสดงอื่น ๆ อีกมากมายด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/66423&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CEpaemcXPjFpKGXJswQ6B

  • หอการค้าจังหวัดลำปาง มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง กระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 900 ล้านบาท

    หอการค้าจังหวัดลำปาง มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง กระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 900 ล้านบาท

    หอการค้าจังหวัดลำปาง แถลงผลงานครบรอบ 1 ปี สมัยที่ 21 การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-พัฒนาเมืองลำปาง ดำเนินกิจกรรมและโครงการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ มูลค่ากว่า 900 ล้านบาท

    เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 หอการค้าจังหวัดลำปาง ร่วมกับคณะกรรมการ Young Entrepreneurs Chamber of Commerce (YEC) ลำปาง แถลงผลการดำเนินงานครบรอบ 1 ปี สมัยที่ 21 โดยสะท้อนภาพการทำงานเชิงรุกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการพัฒนาเมืองลำปางอย่างเป็นระบบ ภายใต้ความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายในทุกระดับ

    ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา หอการค้าจังหวัดลำปาง และ YEC ลำปาง ได้ดำเนินกิจกรรม และภารกิจด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งสิ้น 566 ครั้ง โดยมุ่งเน้นการทำงานเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการจัดกิจกรรมเฉพาะหน้า เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ต่อเนื่องและยั่งยืน การดำเนินงานในรอบปีดังกล่าว ขับเคลื่อนอยู่บน ยุทธศาสตร์หลัก 5 ด้าน ได้แก่

    1. การสนับสนุนการสร้าง New S-Curve และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ของจังหวัด

    2. การจัดกิจกรรมและโครงการเพื่อ เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจจากฐานทุนของลำปาง

    3. การพัฒนา เกษตรโอกาสใหม่และเกษตรมูลค่าสูง

    4. การพัฒนา คน เครือข่าย และความร่วมมือ ในทุกระดับ

    5. การพัฒนา โครงสร้างและระบบความเชื่อมโยง เพื่อเสริมศักยภาพการทำงานร่วมกันของเมือง

    ผลจากการดำเนินงานดังกล่าว ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในหลายมิติ อาทิ การได้รับรางวัล “หอการค้ายอดเยี่ยม” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 สะท้อนถึงสมรรถนะและความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนบทบาทของหอการค้าในระดับจังหวัด 

    นอกจากนี้ กิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งทางตรงและทางอ้อม คิดเป็นมูลค่ารวม มากกว่า 900 ล้านบาท

    ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หอการค้าจังหวัดลำปางได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ ให้แก่ผู้ประกอบการ เกษตรกร นักศึกษา และนักเรียน มากกว่า 2,500 คน ควบคู่กับการเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันอุดมศึกษา ทั้งในและนอกจังหวัด มากกว่า 50 องค์กร เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศการพัฒนาเศรษฐกิจของลำปางให้มีความเข้มแข็ง

    ขณะเดียวกัน ยังมีส่วนร่วมในการพัฒนา และยกระดับผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มอาชีพในจังหวัด มากกว่า 200 กิจการ รวมถึงการสร้างและสนับสนุนกิจกรรมการพัฒนาเมืองในมิติต่าง ๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม กีฬา และวัฒนธรรม มากกว่า 20 กิจกรรมหลัก ซึ่งช่วยสร้างการมีส่วนร่วม และกระตุ้นบรรยากาศทางเศรษฐกิจของเมืองอย่างต่อเนื่อง

    นายพีระรักษ์ พิชญกุล ประธานหอการค้าจังหวัดลำปาง กล่าวว่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เราไม่ได้ทำงานเพียงเพื่อให้เกิดกิจกรรมหรือโครงการจำนวนมาก แต่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบความร่วมมือการพัฒนาเมือง การเชื่อมพลังของทุกภาคส่วน และการวางรากฐานการพัฒนาเมืองในระยะยาว ความสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นผลจากความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนลำปางให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    หอการค้าจังหวัดลำปางระบุว่า ความสำเร็จตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากแต่เป็นผลจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในจังหวัด ที่ร่วมกันขับเคลื่อนลำปางให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง พร้อมวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของเมืองในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2913518&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1erI5gdSgR6yw8em5Q9lqO

  • ศูนย์อวกาศแห่งชาติ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางอวกาศของชิลี

    ศูนย์อวกาศแห่งชาติ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางอวกาศของชิลี

    Centro Espacial Nacional (CEN)[1]หรือศูนย์อวกาศแห่งชาติของชิลีได้เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ฐานทัพอากาศ Los Cerillos ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงซันติอาโก โดยมีประธานาธิบดี Gabriel Boric พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงร่วมพิธีเปิดศูนย์ฯ ดังกล่าว ที่จัดตั้งจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถือเป็นศูนย์กลางระดับชาติแห่งแรกที่อุทิศให้กับการพัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ในด้านอวกาศ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยสำหรับการปฏิบัติงานด้านดาวเทียม มีศักยภาพรองรับงานด้านการวิจัย การพัฒนานวัตกรรมและทดสอบเทคโนโลยี  การประมวลผลข้อมูลจากอวกาศผ่านศูนย์ข้อมูลซูเปอร์คอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นาย Aldo Valle ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์ฯ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ผ่านการรวบรวมข้อมูลอวกาศสำหรับงานวิจัยด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ภูมิอากาศ เกษตรกรรม  สมุทรศาสตร์ ฯลฯ อีกทั้งยังเป็นการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยนาง Adreana del Piano รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวเสริมว่าศูนย์ฯ มีภารกิจในการสร้างกลุ่มดาวเทียม (Constallation) จำนวน 8 ดวง โดยคาดว่าจะสามารถนำขึ้นสู่วงโคจรได้ 3 ดวงภายในปี 2569 ซึ่งจะช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลายขึ้น อาทิ การติดตาม/คาดการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การสื่อสารในพื้นที่ห่างไกล และใช้ในด้านการทหารเพื่อป้องกันและเสริมสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ โดยมีแผนการจัดตั้งศูนย์อวกาศเพิ่มอีกสองแห่งในอนาคตในแคว้น Antofagasta ทางตอนเหนือและแคว้น Magallanes ทางตอนใต้ของชิลี

    ผู้อำนวยการศูนย์ฯ (พลเอก Christian Stuardo) เน้นย้ำว่าศูนย์แห่งนี้มีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพในภาคอวกาศ กระตุ้นการลงทุนในนวัตกรรมทางเทคโนโลยี โดยเปิดกว้างไม่เพียงแต่สำหรับภาควิทยาศาตร์และวิชาการเท่านั้น แต่ศูนย์ฯ ยังออกแบบมาเพื่อใช้งานร่วมกับสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม การประมง การทำเหมือง และผู้ประกอบการสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี ศูนย์ฯ แห่งนี้จะช่วยให้การวิจัยทางวิชาการสามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาประเทศ

    บทวิเคราะห์/ความเห็นของสคต.ฯ

    ศูนย์อวกาศแห่งชาติของชิลีนับเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการพัฒนาด้านอวกาศของประเทศชิลี ในปัจจุบันชิลีมีดาวเทียมที่ใช้งานอยู่ทั้งสิ้น 3 ดวง โดยมีหน้าที่หลัก เพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และระบบสื่อสาร การสร้างระบบดาวเทียมของตนเองจะช่วยเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพการสังเกตุการณ์ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดประโยชน์ที่สำคัญในหลายภาคส่วน อาทิ

    ภาคการเกษตร ตรวจสอบ/วางแผนพื้นที่เพาะปลูก การจำแนกลักษณะของพืชพันธุ์ชนิดต่าง ๆ การตรวจจับโรคพืช การคาดการณ์ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรและการตั้งราคา อีกทั้งยังสามารถใช้ข้อมูลดาวเทียมประกอบการประกันคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเกษตรตามมาตรฐานสุขอนามัยพืช (Food safety & Traceability) และใช้เป็นหลักฐานในการติดตามหรือตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งกำเนิดของผลผลิตทางการเกษตร ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่บุกรุกป่าไม้ ซึ่งจะช่วยให้สินค้าผ่านกำแพงภาษีด้านสิ่งแวดล้อม (โดยเฉพาะภูมิภาคยุโรป) ได้ง่ายขึ้น

    การบริหารจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ เฝ้าระวังเหตุไฟป่า น้ำท่วม และแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในชิลี โดยให้ข้อมูลแบบ Real-time เพื่อรับมือสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    ความมั่นคงและป้องกันประเทศ ใช้ในการเฝ้าระวังการรุกล้ำพื้นที่ในแนวเขตชายแดน การอพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย และการทำประมงผิดกฎหมายในน่านน้ำชิลี

    สิ่งแวดล้อม: ติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลักลอบตัดไม้ เผาป่า การละลายของ     ธารน้ำแข็ง สำรวจปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ การรั่วไหลของน้ำมันหรือสารเคมีลงสู่ทะเล

    ภาคการศึกษา รวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ในงานวิจัย อุตุนิยมวิทยา ดาราศาสตร์ สมุทรศาสตร์ เทคโนโลยี ฯลฯ

    ภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ซึ่งเป็นสินอุตสาหกรรมหลักของชิลี ลดต้นทุนการสำรวจภาคพื้นดิน ตรวจสอบพื้นที่ศักยภาพสูง โดยใช้ Short-wave Infrared เซนเซอร์ในการวิเคราะห์โครงสร้างทางธรณีวิทยา เพื่อระบุแหล่งแร่

    ผังเมืองและการพัฒนาประเทศ ช่วยในการวางแผนขยายตัวของเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน     

    จากการที่ชิลีสร้างระบบดาวเทียมของตัวเองถือเป็นการวางรากฐานและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ข้อมูลเชิงลึกจากดาวเทียมยังเป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศ เพิ่มความรวดเร็วในการตัดสินใจเมื่อเกิดวิกฤต บริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการพึ่งพาการซื้อข้อมูล/ภาพถ่ายดาวเทียมจากต่างประเทศ ประหยัดงบประมาณและสามารถนำงบประมาณที่เหลือไปพัฒนาประเทศในด้านอื่น ๆ

    สคต.ฯ เห็นว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีอวกาศเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุด โดยในปี 2567 มีการลงทุนจากทั่วโลกในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอวกาศจำนวนกว่า 9.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ จากข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด Space Capital รายงานว่าในไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 มีการลงทุนด้านเทคโนโลยีอวกาศมากถึง 6.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และมีการคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวจะมีการขยายตัวคิดเป็นมูลค่าถึง 1.01 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2577 ด้วยอัตราการเติบดตเฉลี่ยที่ร้อยละ 7.86 ต่อปี ทั้งนี้ การเติบโตของอุตสาหกรรมดังกล่าวเป็นผลจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีล่าสุดจากอวกาศมาแก้ไขปัญหาบนโลก ทั้งในภาคการสื่อสาร การเกษตร การแพทย์ และการป้องกันภัยพิบัติ 

    ในส่วนของประเทศไทย โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA)[1] เผยว่าอุตสาหกรรมอวกาศของไทยมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกว่า 35,600 กิจการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 56,122 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังผลักดันการเป็นศูนย์กลางอวกาศในภูมิภาค โดยร่วมมือในโครงการสถานีวิจัยดวงจันทร์ (ILRS) กับจีนและพันธมิตร รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียม (AIT) เพื่อลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ และมีศักยภาพในการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมและให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลจากอวกาศ (Space Data Analytics) ในอนาคต 

    สคต.ฯ เห็นว่าการเข้าถึงข้อมูลดาวเทียม คือความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์เชิงพาณิชย์ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนของไทย การที่ชิลีเปิดศูนย์อวกาศแห่งชาติเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยี รวมถึงการขยายการส่งออกในภาคบริการและนวัตกรรม การแลกเปลี่ยนข้อมูล (Data Sharing) ระหว่างไทยและชิลีเพื่อใช้พัฒนาระบบโลจิสติกส์ ติดตาม/วิเคราะห์โครงสร้างพื้นฐาน ตรวจสอบความคืบหน้าของการสร้างท่าเรือ ถนน หรือนิคมอุตสาหกรรม เพื่อประเมินโอกาศลงทุนในอนาคต นอกจากนี้ การดำเนินงานของศูนย์อวกาศแห่งชาติของชิลียังเป็นโอกาสสำหรับการขยายการส่งออกสินค้าไทยในกลุ่มที่ เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมอวกาศด้วย ซึ่งที่ผ่านมาในปี 2568 ชิลีนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องจากไทย อาทิ อุปกรณ์เครือข่ายสำหรับการส่งข้อมูล (พิกัดศุลกากรที่ 851762) คอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ (พิกัดศุลกากรที่ 847149) และหน่วยประมวลผล (Server hardware) (พิกัดศุลกากรที่ 847150) รวมมูลค่ากว่า 20.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 8.5 

    __________________________

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

              กุมภาพันธ์ 2569


    [1] https://www.gistda.or.th/home.php


    [1] https://www.minciencia.gob.cl/noticias/presidente-boric-inaugura-el-centro-espacial-nacional/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/gzvynu5r46c1gni25e6mk25b&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZQy27jw_6EfMg5WCSTw2q

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ บริษัท ไมเดีย รีฟริจเจอเรชั่น อีควิปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ บริษัท ไมเดีย รีฟริจเจอเรชั่น อีควิปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด

    ไอที

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ บริษัท ไมเดีย รีฟริจเจอเรชั่น อีควิปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด

    วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.20 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
    เสด็จฯ บริษัท ไมเดีย รีฟริจเจอเรชั่น อีควิปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด
    ทอดพระเนตรสายการผลิตเครื่องปรับอากาศไมเดีย และ โครงการ Lighthouse Factory

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสายการผลิตเครื่องปรับอากาศไมเดีย และโครงการ Lighthouse Factory (โรงงานประภาคาร) ของบริษัทไมเดีย รีฟริจเจอเรชั่น อีควิปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด ณ นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 5 จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569ซึ่งเป็นโรงงานที่ได้รับการรับรองจาก World Economic Forum (WEF) ให้เป็นหนึ่งในเครือข่าย Global Lighthouse Network ของโลก

    ในการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ นายหลี่ เผิง (Mr. Li Peng) ประธานบริษัท ไมเดีย รีฟริจเจอเรชั่น อีควิปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด พร้อมด้วย มร. ซีล เจียง (Mr. Zeal Jiang) ประธาน ไมเดีย กรุ๊ป ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทโตชิบา ประเทศไทย คณะผู้บริหาร และข้าราชการจังหวัดชลบุรี เฝ้าฯ รับเสด็จ โอกาสนี้ได้มีการนำเสนอความร่วมมือด้านการพัฒนาทักษะบุคลากรและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ระหว่างบริษัทฯ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา และมหาวิทยาลัยชุนเต๋อโพลีเทคนิค เพื่อส่งเสริมการพัฒนากำลังคนด้านอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

    บริษัท ไมเดีย รีฟริจเจอเรชั่น อีควิปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด นับเป็นโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศแห่งแรกของอุตสาห กรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ตั้งอยู่นอกประเทศจีน ได้รับการรับรองจาก World Economic Forum (WEF) ให้เป็น “โรงงานประภาคาร” (Lighthouse Factory) เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 สะท้อนถึงความเป็นผู้นำด้านการผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) และการบูรณาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมยุคที่ 4 อย่างครบวงจร โดยบริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยีเครือข่าย 5G และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้กับระบบการผลิต การควบคุมคุณภาพ และโลจิสติกส์แบบเชื่อมโยงทั้งกระบวนการ (End-to-End Digitalization) ส่งผลให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดของเสีย ลดการใช้พลังงานและน้ำ พร้อมยกระดับความแม่นยำในการส่งมอบสินค้า

    บริษัทฯ เป็นหนึ่งในเครือ Midea Group ผู้นำด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าและโซลูชันระบบปรับอากาศระดับโลก มีเครือข่ายในกว่า 200 ประเทศ โดยโรงงานในประเทศไทยเป็น Smart Factory ขนาดใหญ่ที่สุดของเครือไมเดียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บนพื้นที่กว่า 208,000 ตารางเมตร ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 5,000 ล้านบาท และมีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 10 ล้านเครื่องต่อปีภายในปี 2569 พร้อมขับเคลื่อนการดำเนินงานตามกรอบ ESG อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืนของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน

    ทั้งนี้ นายหลี่ เผิง ประธานบริษัทฯ ได้เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องปรับอากาศไมเดีย จำนวน 10 เครื่อง เพื่อทรงพระ กรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่หน่วยงานตามพระราชอัธยาศัย แสดงถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการตอบแทนสังคมควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

    การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และสะท้อนถึงความสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรม การผลิตอัจฉริยะ การพัฒนากำลังคน และความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับ ศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลกต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/465778&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DYQkkBG0G3corcEdu4tYg