Blog

  • ผอ.รพ.หาดใหญ่ เปิดสาเหตุ ผอ.รร.พะตงประธานคีรีวัฒน์ เสียชีวิต

    ผอ.รพ.หาดใหญ่ เปิดสาเหตุ ผอ.รร.พะตงประธานคีรีวัฒน์ เสียชีวิต

    ผอ.รพ.หาดใหญ่ เปิดสาเหตุ ผอ.รร.พะตงประธานคีรีวัฒน์ เสียชีวิต

    วันนี้, 09:33น.

              นพ.วิโรจน์ โยมเมือง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ เปิดเผยว่า นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ เสียชีวิตแล้วเมื่อเวลา 02.00 น. เนื่องจากเสียเลือดมาก และการแข็งตัวของเลือดเสียไป เนื่องจากอวัยวะภายในบาดเจ็บรุนแรงและเสียเลือดมาก เปิดสาเหตุ ผอ.ศศิพัชร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ เสียชีวิต หมอ เผย จากไปอย่างสงบเมื่อเวลา 02.00 น. โดยมีบาดแผลถูกยิงที่หน้าอกด้านซ้ายข้างลำตัว กระสุนเจาะทะลุ จากซ้ายไปขวาและบนลงล่าง ซึ่งแพทย์ได้พยายามทำการรักษาอย่างเต็มที่แล้ว

               ด้านเพจโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ โพสต์แสดงความอาลัย ผอ.ศศิพัชร ระบุว่า แม้ว่าเราจะสูญเสียท่านไป แต่ความทรงจำและความดีที่ท่านได้ทิ้งไว้จะคงอยู่ในหัวใจเราตลอดไป

              ด้านสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) สงขลา สตูล แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง พร้อมยกย่องให้ ผอ.ศศิพัชร เป็นครูผู้มีจิตวิญญาณความเป็นครูและผู้เป็นแม่อย่างเปี่ยมล้นที่ปกป้องศิษย์จนนาทีสุดท้ายของชีวิต  นอกจากนั้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเตรียมดำเนินการประสานงานเพื่อขอพระราชทานเพลิงศพ เพื่อเป็นเกียรติสูงสุดแก่ผู้วายชนม์และวงศ์ตระกูลสืบไป

    #ยิงกราดที่หาดใหญ่

    #พะตงประธานคีรีวัฒน์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159200&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02KkzhL15NLAtrpSvHnxmi

  • คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ เปิดรับสมัครผู้เข้าศึกษาหลักสูตรบัณฑิตศึกษา 2569

    คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ เปิดรับสมัครผู้เข้าศึกษาหลักสูตรบัณฑิตศึกษา 2569

    คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา ประจำปีการศึกษา 2569 ทั้งหลักสูตรภาษาไทยและหลักสูตรนานาชาติ ในเวลาราชการและนอกเวลาราชการ ดังนี้

    หลักสูตรภาษาไทย

    – หลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสถาปัตยกรรม

    – หลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสถาปัตยกรรม (ภาคปกติและภาคนอกเวลาราชการ)

    – หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสถาปัตยกรรม (ภาคปกติและภาคนอกเวลาราชการ)

    – หลักสูตรภูมิสถาปัตยกรรมดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม

    – หลักสูตรภูมิสถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม

    – หลักสูตรการวางแผนภาคและเมืองดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการวางผังและออกแบบเมือง

    – หลักสูตรการวางแผนภาคและเมืองมหาบัณฑิต สาขาวิชาการวางผังและออกแบบเมือง

    – หลักสูตรการออกแบบอุตสาหกรรมมหาบัณฑิต สาขาวิชาการออกแบบอุตสาหกรรม (ภาคนอกเวลาราชการ)

    – หลักสูตรเคหพัฒนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์ (ภาคปกติและภาคนอกเวลาราชการ)

    หลักสูตรนานาชาติ เปิดรับสมัคร 3 หลักสูตร ได้แก่

    – Master of Architecture Program in Architectural Design (M.Arch) ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์

    – Master of Science in Urban Strategies (MUS) ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง

    – Master of Fine and Applied Art in Communication Design (MFA)

     กำหนดการรับสมัคร

    • ภาคการศึกษาต้น กุมภาพันธ์ – เมษายน / พฤษภาคม 2569
    • ภาคการศึกษาปลาย มิถุนายน – กันยายน / ตุลาคม 2569

    ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดคุณสมบัติผู้สมัคร เกณฑ์การคัดเลือก และช่วงเวลาการสมัครของแต่ละหลักสูตรได้ที่เว็บไซต์ของแต่ละภาควิชา ตามรายละเอียดในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ โทร. 0 -2218- 4264

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/287308/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1N8wrsGmEMTK4o1-7CWJpL

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดลบ 265.21 จุด เหตุวิตกเฟดชะลอลดดบ.-แรงขายหุ้นไอที

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดลบ 265.21 จุด เหตุวิตกเฟดชะลอลดดบ.-แรงขายหุ้นไอที

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.พ. 69)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดลบในวันนี้ (12 ก.พ.) โดยถูกกดดันจากแรงเทขายในหุ้นกลุ่มไอที เนื่องจากความกังวลที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้ รวมถึงความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่นักลงทุนจับตาการรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 83,968.43 จุด ลบ 265.21 จุด หรือ -0.31%

    หุ้น 12 จาก 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักปรับตัวลดลง โดยดัชนีกลุ่มไอทีร่วงลง 3.6% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงต่อเนื่องหลังจากสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานเดือนม.ค. ที่แข็งแกร่งเกินคาด ส่งผลให้นักลงทุนลดคาดการณ์เรื่องการปรับลดดอกเบี้ย

    ทั้งนี้ ดัชนีกลุ่มไอทีปรับตัวลงไปแล้ว 10.7% ในปีนี้ หลังจากที่ร่วงลง 12.6% ในปี 2568

    ดัชนีหุ้นขนาดเล็กและดัชนีหุ้นขนาดกลางปรับตัวลงกลุ่มละ 0.6%

    ทางด้านความเคลื่อนไหวรายตัว หุ้น Lenskart Solutions ดีดตัวขึ้น 10.4% หลังเปิดเผยกำไรรายไตรมาสพุ่งขึ้นหลายเท่าตัวจากอุปสงค์แว่นตาสายตาที่เพิ่มขึ้น ขณะที่หุ้น LG Electronics India ร่วงลง 5.1% หลังรายงานกำไรไตรมาส 3 ทรุดฮวบลง 62% เนื่องจากยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและเครื่องปรับอากาศชะลอตัวจากสภาพอากาศที่เย็นลง

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRDB0IQAVKXWIXABXATXDO8S84R1D97C&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xzgd9-K7n8QYEJHRhB95T

  • ‘สมาคมผู้ค้าปลีก’ ชงแพ็กเกจเร่งด่วนฟื้นเศรษฐกิจไทย ‘คนละครึ่งพลัส’ ต้องเข้าแล้ว   | เดลินิวส์

    ‘สมาคมผู้ค้าปลีก’ ชงแพ็กเกจเร่งด่วนฟื้นเศรษฐกิจไทย ‘คนละครึ่งพลัส’ ต้องเข้าแล้ว   | เดลินิวส์

    นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า “ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชน เริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ภายหลังการจัดการเลือกตั้งทั่วไป และคาดว่าจะมีการประกาศคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อเข้าบริหารประเทศได้ในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งช่วยส่งสัญญาณเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุน และการใช้จ่ายในภาพรวม อย่างไรก็ตามยังจำเป็นต้องเร่งสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยให้กลับมาคึกคักอย่างเป็นรูปธรรม

    สมาคมฯ คาดหวังให้รัฐบาลใหม่สานต่อนโยบายที่มีประสิทธิผล และต่อยอดด้วยมาตรการใหม่ ๆ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับฐานราก การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และการลดอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ควบคู่กับการปราบปรามทุนเทาและการทุจริต เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการแข่งขัน ภายใต้กรอบการทำงานระยะ 4 ปีของทีมบริหารประเทศ

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทยจึงขอเสนอ ‘แพ็กเกจ 6 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ’ ต่อรัฐบาลใหม่ ภายใต้แนวคิด ‘ช้อปคุ้ม–เที่ยวปัง–ลงทุนท้องถิ่น–SMEs แข็งแรง–แรงงานมีทักษะ–แข่งขันอย่างเท่าเทียม’ ดังนี้”

    1. ช้อปคุ้ม : กระตุ้นกำลังซื้อทันที ให้เงินหมุนเวียนทั่วประเทศ  
    1.1 มาตรการคนละครึ่งพลัส  ปลดล็อกข้อจำกัดเดิมเพื่อให้ ครอบคลุมร้านค้าปลีกทุกขนาด รวมถึง            โมเดิร์นเทรด  เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการจับจ่าย โดยจากบทเรียน “คนละครึ่ง พลัส” ครั้งล่าสุด พบว่ามีผู้ใช้สิทธิ์ไม่เต็มวงเงินถึง 13 ล้านคน คิดเป็นเม็ดเงินคงเหลือถึง 6,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศเสียโอกาสในการสร้าง Multiplier Effect หรือการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจอย่างที่ควรจะเป็น
    1.2 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) เสนอให้นำมาตรการปรับลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากอัตราปกติ 3% เหลือ 0% -1% กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนเงินสดและเสริมสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) มากขึ้น

    1.3 บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  ขยายให้ร้านค้าปลีกทุกขนาดสามารถรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชน ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น 

    2. เที่ยวปัง : ยกระดับสู่จุดหมายแห่งการช้อปปิ้งและท่องเที่ยวไลฟ์สไตล์  
    2.1 มาตรการ Instant Tax Refund  นำร่องคืนภาษี VAT 7% ทันที ณ ร้านค้า สำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อสินค้าขั้นต่ำ 3,000 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจในการช้อปปิ้งและแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้

    2.2 ปั้นไทยเป็น Shopping Paradise ยกเลิกหรือลดภาษีสินค้าไลฟ์สไตล์นำเข้า (Import Tax) กลุ่มสินค้าแฟชั่น เครื่องหนัง ความงาม เครื่องประดับ ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บสูงถึง 20-30%รวมทั้งนำร่องแซนด์บ็อกซ์ “เขตปลอดภาษี” (Free Tax Zone) ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก เช่น ภูเก็ต เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม High Spending ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อคน และดึงเม็ดเงินท่องเที่ยวให้กลับเข้าประเทศไทยมากขึ้น 

    2.3 เที่ยวดีมีคืน เสนอให้ขยายขอบเขตมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในหมวดสินค้าของฝาก สินค้าชุมชน และสินค้าเอสเอ็มอี โดยเปิดโอกาสให้ร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สามารถเข้าร่วมโครงการ และนำยอดใช้จ่ายไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้

    3. ลงทุนท้องถิ่น : สร้างงาน สร้างรายได้ ลดกระจุกตัวทางเศรษฐกิจ
    3.1 ลงทุนเมืองน่าเที่ยว กำหนดมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับภาคเอกชนไทยที่เข้าไปลงทุนในเมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว) โดยเฉพาะโครงการหรือธุรกิจที่ก่อให้เกิดการจ้างแรงงานในพื้นที่ และมีการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ SMEs ท้องถิ่นเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจฐานราก
    3.2 ลดค่าไฟฟ้า เสริมความสามารถในการแข่งขันผ่านการลดต้นทุน อาทิ การทบทวนและปรับลดโครงสร้างค่าไฟฟ้าในภาคค้าปลีก โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ควบคู่กับการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนในเทคโนโลยีด้านการประหยัดพลังงาน เช่น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์

    4. SMEs แข็งแรง : เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
    4.1 สนับสนุนสินค้าไทย ให้ได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและโอกาสในการได้รับการจัดซื้อจัดจ้างจากภาครัฐ รวมทั้งขยายโอกาสในการส่งออก
    4.2 อุดหนุนภาษี ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสำหรับสินค้าในหมวด Sustainable เพื่อลดต้นทุนและจูงใจให้เกิดการพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม

    5. แรงงานมีทักษะ : ส่งเสริมแรงงานภาคค้าปลีก
    5.1 ยกระดับ Productivity ด้วย AI สนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ในการลงทุนระบบ AI เชิงปฏิบัติการ (Agentic AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ เช่น การนำเสนอสินค้าเฉพาะบุคคล การบริหารสต็อกและบัญชี เป็นต้น


    5.2 แก้ปัญหาแรงงานยั่งยืน เร่งนโยบาย Upskill และ Reskill แรงงานค้าปลีกให้เท่าทันเศรษฐกิจดิจิทัล และเสนอให้ใช้ “มาตรฐานวิชาชีพ” เป็นตัวกำหนดค่าจ้างแทนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบเหมารวม เพื่อรักษาเสถียรภาพการจ้างงาน
    5.3 การจ้างงาน
     ได้แก่ การจ้างงานผู้สูงวัย จากการที่ไทยเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยผู้ประกอบการสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้สองเท่า, การจ้างงานรายชั่วโมง เพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน เพิ่มช่องทางให้ผู้มีรายได้น้อย เช่น ผู้สูงอายุ นักศึกษา และแรงงานนอกระบบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารต้นทุนแรงงานได้คล่องตัวมากขึ้น และ การจ้างแรงงานต่างด้าว ลดข้อจำกัดและขั้นตอนในการจ้างแรงงานต่างด้าว เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงกำลังคนในตำแหน่งงานที่ขาดแคลน หรือเป็นงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของแรงงานไทย

    6. แข่งขันอย่างเท่าเทียม : ลดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน
    กำหนดให้แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบและคัดกรองสินค้าอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เครื่องหมาย อย. หรือ มอก. รวมถึงสินค้าที่ไม่มีฉลากภาษาไทยอย่างถูกต้อง พร้อมกำหนดกรอบเวลาให้ดำเนินการนำสินค้าออกจากแพลตฟอร์มภายใน 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการกำหนดให้แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทำหน้าที่จัดเก็บและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ข้ามพรมแดนแทนผู้ขายรายย่อยจากต่างประเทศ เพื่อปิดช่องว่างการจัดเก็บภาษี 

    ณัฐ กล่าวว่า หากรัฐบาลชุดใหม่สามารถขับเคลื่อนมาตรการตามข้อเสนอดังกล่าว สมาคมฯ ประเมินว่าจะช่วย เพิ่ม GDP ให้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.5-1.0% จากคาดการณ์เดิม 1.6–2.0% ในปี 2569พร้อมทั้งกระตุ้นกิจกรรมด้านเศรษฐกิจซึ่งเกิดจากการใช้จ่าย การท่องเที่ยว และการลงทุนราว มากกว่า 200,000 ล้านบาท และการจ้างงาน มากกว่า 100,000 ตำแหน่ง ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทยมองว่าปี 2569 เป็นปีที่มีความท้าทายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างยิ่ง แต่หากภาครัฐและภาคเอกชนร่วมมือกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จะช่วยเร่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และพาประเทศกลับมาเดินหน้าได้อย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5594416/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Fa95kXt292mKoq23MFm2F

  • กูรูชี้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยแผ่ว ออกแรงโตต่ำ 1.6% ลุ้นคนละครึ่งพลัสดันจีดีพี

    กูรูชี้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยแผ่ว ออกแรงโตต่ำ 1.6% ลุ้นคนละครึ่งพลัสดันจีดีพี

    กูรูชี้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยแผ่ว ออกแรงโตต่ำ 1.6% ลุ้นคนละครึ่งพลัสดันจีดีพี

    นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ หรือ TISCO ESU เปิดมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้งกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ต่ำได้เพียง 1.6%

    นับว่าเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษของเศรษฐกิจไทย หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น สะท้อนถึงความอ่อนแอเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

    ปัจจัยกดดันหลักมาจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยว การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงจากระดับ 7.3% ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง เหลือเพียง 2.3% ในปัจจุบัน

    ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกที่ยังไม่เอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาข้อพิพาทชายแดน

    ประชากรวัยแรงงานไทยลดลง ความสามารถในการผลิตก็ลดลง ตามอัตราการเกิดที่ลดลงเป็นอีกโจทย์ที่รัฐบาลใหม่ต้องแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นปัญหาเรื้อรัง การจะเร่งให้คนเกิดใหม่มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ในระยะสั้นๆ มองว่ามีหลายวิธีที่จะหาแรงงานเติมเข้ามาในระบบ ซึ่งมันจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    นโยบาย ’10+’ ความหวังยกระดับประเทศ

    ด้วยชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งรอบล่าสุด เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา นำมาซึ่งความคาดหวังของนักลงทุนว่า อาจเห็นประเทศยกระดับศักยภาพการเติบโตกลับสู่ระดับ 3% ได้ ผ่านการผลักดันนโยบาย ’10+’

    ที่ครอบคลุมทั้งการปฏิรูประบบราชการ แก้ไขปัญหาหนี้เรื้อรัง ฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ปราบทุนเทา แก้ปัญหาทุจริต เพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ลดภาระค่าครองชีพ ตลอดจนพัฒนาด้านการศึกษา และดูแลปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส 

    ผลการเลือกตั้ง มองย้อนกลับไปในปี 2475 ที่มีรัฐธรรมนูญมา ไม่มีรัฐบาลไหนที่อยู่ครบ 4 ปีเลย อายุเฉลี่ยรัฐบาลอยู่แค่ 9 เดือน เป็นตัวเลขที่น่าตกใจ แต่ด้วยผลการเลือกตั้งที่พลิกโผ ภูมิใจไทยแลนด์สไลด์ ทำให้มองว่าน่าจะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพที่สุด น่าจะได้ สส. เกินครึ่งสภา

    เมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ หรือ TISCO ESU

    ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายยังต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านการคลัง โดยปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 66% ต่อจีดีพี ซึ่งใกล้เคียงกรอบเพดานที่ 70% มากขึ้น ดังนั้น การยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่นี้ จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปฏิรูปการคลังครั้งใหญ่เช่นกัน

    ไม่ว่าจะด้วยเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การลดทอนรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และการขยายฐานผู้เสียภาษีให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้รัฐมีกระสุนด้านการคลังนำมาพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะต่อไป

    ในขณะเดียวกันนั้น มองว่าอาจยังต้องคำนึงถึงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ที่บริษัทจัดอันดับชั้นนำของโลกได้แสดงท่าทีกังวลผ่านการปรับลดมุมมองต่ออันดับเครดิตของประเทศไทยเป็นเชิงลบในปีที่ผ่านมา

    แม้ในระยะสั้น เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน และอาจขยายตัวได้เพียงแค่ใกล้เคียง 1% เท่านั้น ในช่วงครึ่งแรกของปี แต่ผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยชนะอย่างท่วมท้น ทำให้เชื่อว่ากระบวนการในการจัดตั้งรัฐบาลจะแล้วเสร็จได้เร็วกว่าที่เคยประเมินไว้

    และความต่อเนื่องของนโยบาย รวมไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาลน่าจะช่วยให้การจัดทำร่างฯ งบประมาณปี 2570 ไม่เกิดความล่าช้ามากอย่างที่กังวล ซึ่งหากรัฐบาลสามารถเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบฯ ได้จะถือเป็นหนึ่งในปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี

    คนละครึ่งพลัส 2 ดัน GDP โต 1.8%

    นอกจากนี้ การดูแลและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแอถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยคาดว่ารัฐบาลยังมีงบประมาณในงบกลางเหลืออยู่ราว 2.7 หมื่นล้านบาท แม้จะไม่ใช่วงเงินขนาดใหญ่ แต่ยังเพียงพอสำหรับการดำเนินโครงการคนละครึ่งเฟสสองตามที่เคยประกาศไว้

    โดยหากว่าสามารถเดินหน้าได้ทันท่วงที ก็คาดว่าจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีกว่าคาด จาก 1.6% เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.8% ในปี 2569

    ในเรื่องนโยบาย ค่อนข้างชัดเจน ส่วนใหญ่มีเรื่องประชานิยมเป็นจุดขาย การแจกเงินมองว่าค่อนข้างจำเป็น เพราะเศรษฐกิจไทยปีนี้ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ไม่ควรปล่อยให้เครื่องยนต์ดับ ต้องหาแรงขับเคลื่อนสั้นๆ ให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ ซึ่งคนละครึ่งพลัส เข้ามาหนุนระยะสั้นได้ ดัน GDP จากโต 1.6% แต่เราคาดว่าจะขยับขึ้นมาเป็น 1.8% ได้

    สำหรับภาพระยะยาวนั้น มองว่าการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างยังต้องใช้เวลา รวมถึงต้องอาศัยนโยบายที่ตอบโจทย์ต่อเศรษฐกิจประเทศ แผนปฏิบัติการที่มีความชัดเจน ตัวชี้วัดที่จับต้องได้ และคนทำงานที่จริงจังและทุ่มเท

    ซึ่งหากองค์ประกอบที่กล่าวไปข้างต้นเหล่านี้ครบถ้วน จะช่วยดึงความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และนักลงทุนต่างชาติ ให้กลับมามองประเทศ และตลาดทุนไทยอย่างมีความหวังได้อีกครั้ง

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยความเสี่ยงจับตาเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล มีข่าวเรื่องการประท้วงนับคะแนนใหม่ ไม่รู้ว่าจะนำไปสู่การเป็นโฆคะหรือไม่ หากจัดตั้งรัฐล่าช้าไปเดือนกันยา การเบิกจ่ายงานจะถูกเลื่อนไปอยู่ในเดือนธันวา การใช้จ่ายก็ทำไม่ได้เยอะ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/651361&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0K285919delt71xyaPBPF9

  • วปอ.ระดมสมองยื่นข้อเสนอแนะรัฐบาลใหม่ ร่วมสร้างความมั่นคงเศรษฐกิจไทย

    วปอ.ระดมสมองยื่นข้อเสนอแนะรัฐบาลใหม่ ร่วมสร้างความมั่นคงเศรษฐกิจไทย

    วปอ.จัดระดมสมองมุมมอง “นักศึกษา” เตรียมส่ง  “ข้อเสนอแนะ” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย-เศรษฐกิจโลกให้รัฐบาลชุดใหม่ เพื่อเป็นแนวทางการบริหารประเทศ “พล.ท.ทักษิณ” เผยวปอ. เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทการนำเสนอแนะให้รัฐบาลมาหลายยุค หลายสมัย แล้วแต่รัฐบาลใดจะหยิบมาเป็นแนวทางการบริหารประเทศ

    พล.ท.ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) เปิดเผยว่า  วปอ.ได้จัดสัมมนาวิชาการครั้งที่ 2 เพื่อรวบรวมความคิดเห็นนำเสนอรัฐบาลชุดใหม่ในช่วงปลายปี2569 โดยครั้งนี้เป็นการนำเสนอ  “5 ชุดนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ภายใต้บริบท “เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก” โดยนักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 68  ได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ  อาทิ ญี่ปุ่น , จีน ,เกาหลีใต้  เป็นต้น เพื่อนำมาเป็นต้นแบบ รวมถึงนำมาวิเคราะห์ เพื่อนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย ที่เป็นแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

    .ชง 5 กลยุทธ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    สำหรับข้อเสนอทั้ง 5 ชุด เป็นผลจากการศึกษาวิเคราะห์เชิงลึกในมิติเศรษฐกิจ เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และทุนมนุษย์ โดยมุ่งเน้นการสร้างกลไกการเติบโตใหม่ (New Growth Engines) ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างเศรษฐกิจเดิม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนและครอบคลุมในระยะกลางและระยะยาว ประกอบด้วย 1.การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ : สร้าง Growth Engine ใหม่ให้ประเทศ เสนอการจัดทำแผนแม่บทเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์แบบองค์รวม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยจากการผลิตเชิงปริมาณ สู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า ความคิดสร้างสรรค์ และอัตลักษณ์ 

    2. การขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้การแข่งขันของมหาอำนาจ : เสริมความแข็งแกร่งตลาดและการค้า เน้นการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันประเทศให้รองรับการแข่งขันระดับโลก 3. AI Transformation : ปั้นไทยสู่ชาติที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ พร้อมข้อเสนอ 6 กลยุทธ์เร่งด่วน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่ใช้ AI อย่างเป็นระบบภายใน 2 ปี  

    4. การยกระดับโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน : สู่ “สามเหลี่ยมโลจิสติกส์แห่งอาเซียน” เสนอการวางตำแหน่งประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค โดยเชื่อมโยงจีน อินเดีย และอาเซียน ผ่านเครือข่ายราง ทะเล และแลนด์บริดจ์  และ5. การส่งเสริม Wellness and Longevity Economy : เศรษฐกิจสุขภาพเพื่ออนาคตมุ่งผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพให้เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังมีการดำเนินการที่ไม่หลากหลาย และหากปรับราคาค่าบริการลงมา ให้เจาะกลุ่มระดับกลาง ก็น่าจะเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ

    .เตรียมยื่นผลการศึกษาให้รัฐบาลใหม่

    ทั้งนี้ มาเรียน วปอ.ไม่ได้มีเพียงเรื่องทหารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงประเทศ  ซึ่งภาคเศรษฐกิจ ถือเป็นความมั่นคงประเทศด้วย  

    “นักศึกษาที่มาเรียน วปอ. มีทั้งภาครัฐ และเอกชน ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กร ซึ่งมีทั้งเบอร์ 1 และเบอร์ 2 ล้วนเป็นผู้มีประสบการณ์จริง ดังนั้นการนำเสนอผลงานต่างๆ ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขั้น และเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปปฎิบัติได้จริง และส่งเสริมการทำงานของรัฐบาล และทุกภาคส่วน ผมอยากให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ”

    สำหรับการจัดสัมมนาวิชาการในครั้งนี้ ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญ อาทิ รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์, นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์  เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) , นายสกลกรณ์ สระกวี, นายศิริบูรณ์ ณัฐพันธ์ และพล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์  มารับฟังและแสดงความคิดเห็น พร้อมข้อเสนอแนะ เพื่อให้นักศึกษาวปอ.68 นำไปปรับปรุงชุดการศึกษา ซึ่งมีเวลาในการดำเนินการอีก 6-7 เดือน จากนั้นนำไปจัดเวทีสัมมนาใหญ่ในช่วงปลายปีนี้  เพื่อจัดทำเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์  แล้วนำส่งรัฐบาลชุดใหม่  เพื่อนำไปเป็นยุทธศาสตร์การกำหนดนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อนำไปสู่ความมั่นคงของประเทศ 

    อย่างไรก็ตามในระหว่างนี้ หากรัฐบาลชุดใหม่ต้องการให้ วปอ.เข้าไปนำเสนอผลการศึกษา หรือให้ความสนใจหัวข้อเรื่องใด เป็นพิเศษ ทางวปอ. ก็พร้อมเข้าไปพบปะหารือ เพื่อนำเสนอแนวคิดและแนวปฎิบัติ รวมถึงสะท้อนผลการศึกษาให้รัฐบาลรับทราบข้อมูลที่ชัดเจน ซึ่งที่ผ่านมา มีหลายรัฐบาล นำผลการศึกษาของนักศึกษาวปอ.ไปประกอบการทำยุทธศาสตร์ และการกำหนดนโยบายการบริหารประเทศ 

    .ร่วมสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์

     พล.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า นอกจากการจัดสัมมนา ใวปอ.68 ยังได้ จัดกิจกรรม “การสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์เพื่อชุมชนที่ยั่งยืน” ภายใต้โครงการ “The TEN” เพื่อยกระดับความรู้เท่าทันภัยไซเบอร์และทักษะการป้องกันตนเองของประชาชนทุกช่วงวัย ควบคู่การจัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครความปลอดภัยไซเบอร์ในระดับชุมชน (Cyber Volunteers) ให้เกิดการเฝ้าระวัง ป้องกัน และขยายองค์ความรู้สู่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

    สำหรับกิจกรรมนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของ วปอ. ในการพัฒนาผู้นำให้มีมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ เข้าใจความมั่นคงของชาติทุกมิติ และขับเคลื่อนความร่วมมือทุกภาคส่วนให้เกิดผลจริง โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ความก้าวหน้าต้องเดินคู่ความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชน ภายใต้ วปอ. รุ่นที่ 68 เราเน้นการเรียนรู้สู่การลงมือทำ เพื่อเสริมพลังให้ชุมชนมีทักษะดิจิทัล ใช้เทคโนโลยีอย่างรอบคอบ รู้เท่าทันข้อมูล และดูแลตนเองได้ทุกช่วงวัย พร้อมสร้างวัฒนธรรมการช่วยกันดูแลในชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยจะนำร่องใน 5 พื้นที่นำร่อง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, สมุทรปราการ, นครราชสีมา, สงขลา และนครสวรรค์

    “วปอ. เชื่อมั่นว่าการดำเนินงานครั้งนี้จะเป็นต้นแบบการสร้างเกราะป้องกันไซเบอร์ในระดับชุมชน ช่วยลดความสูญเสียจากภัยออนไลน์ เพิ่มความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยี และต่อยอดสู่การพัฒนาชุมชนที่ปลอดภัย เข้มแข็ง และยั่งยืนบนโลกดิจิทัล เพราะปัญหา การหลอกลวงออนไลน์ การโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล การปลอมแปลงตัวตน และข่าวปลอม ส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกช่วงวัย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2913652&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MWw6R665ZyHvL3UudVU2e

  • เศรษฐกิจสีเขียว ทางรอดเศรษฐกิจ หลัง ธนาคารโลกหั่นเป้า GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.6%

    เศรษฐกิจสีเขียว ทางรอดเศรษฐกิจ หลัง ธนาคารโลกหั่นเป้า GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.6%

    ธนาคารโลก (World Bank) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เหลือ 1.6% จากแรงกดดันการค้าโลกที่ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนระดับสูง และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังไม่เต็มศักยภาพ พร้อมชี้ว่าไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ มุ่งสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำ

    โดยเฉพาะ “การผลิตสีเขียวขั้นสูง (Advanced Green Manufacturing)” เพื่อเป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนการเติบโต

    รายงาน Thailand Economic Monitor ของธนาคารโลก ระบุว่า แม้เศรษฐกิจปี 2569 จะชะลอลง แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวเป็น 2.2% ในปี 2570 จากการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจโลก การลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแรงขึ้น และโครงการการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เริ่มไหลเข้าอย่างเป็นรูปธรรม

    ภาคการผลิตยังคงเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทย คิดเป็น 25% ของ GDP และ 16% ของการจ้างงาน หรือราว 6.2 ล้านตำแหน่งงาน โดยสินค้า “สีเขียว” ของไทยในปัจจุบันมีสัดส่วนเกือบ 10% ของการส่งออกรวม และมีระดับเทคโนโลยีเฉลี่ยสูงกว่าสินค้าที่ไม่ใช่สีเขียว

    ธนาคารโลกมองว่า ห่วงโซ่มูลค่าที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน อุปกรณ์เซลล์แสงอาทิตย์ และเทคโนโลยีระบบทำความเย็นประหยัดพลังงาน โดยเครื่องปรับอากาศของไทยครองส่วนแบ่งเกือบหนึ่งในสามของตลาดโลก หรือประมาณ 10% ของการส่งออกโลก ขณะที่ชิ้นส่วนยานยนต์จำนวนมากสามารถนำไปใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าได้ ช่วยรักษาการจ้างงานควบคู่การยกระดับอุตสาหกรรม

    เมลินดา กูด ผู้อำนวยการฝ่ายธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา ระบุว่า การผลิตสีเขียวขั้นสูงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย และเป็นเส้นทางสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน สร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และสร้างงานคุณภาพสูง

    ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกประเมินว่า หากไทยสามารถขยายการผลิตสีเขียวขั้นสูงได้อย่างจริงจัง จะช่วยเพิ่ม GDP ได้อีกประมาณ 2.9% ภายในปี 2578 โดยต้องเดินควบคู่กับนโยบายดึงดูดการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การเสริมความเข้มแข็งซัพพลายเออร์ในประเทศ และแรงจูงใจที่ชัดเจนต่อการผลิตคาร์บอนต่ำ

    นอกจากนี้ รายงานยังเสนอให้เร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทั้งการเพิ่มการแข่งขันในภาคบริการและโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น EV อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และการผลิตสีเขียว รวมถึงการปรับสมดุลการคลัง เพื่อสร้างพื้นที่รองรับการลงทุนและการเติบโตระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/268315&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JqgxQS1bitH7FZNvQ6VU6

  • ประชาชนหวังรัฐบาลใหม่ เดินหน้ากระตุ้นกำลังซื้อ-เร่งลงทุน

    ประชาชนหวังรัฐบาลใหม่ เดินหน้ากระตุ้นกำลังซื้อ-เร่งลงทุน

    ประชาชนหวังรัฐบาลใหม่ เดินหน้ากระตุ้นกำลังซื้อ-เร่งลงทุน

    วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ สำรวจความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่ว่ามุ่งเน้นแนวทางเศรษฐกิจลักษณะใด โดยกลุ่มตัวอย่างมองว่าอยากให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจฐานราก 24.5% รองลงมาคือกระตุ้นกำลังซื้อและการใช้จ่ายของประชาชน 22.8% และปฏิรูปกฎระเบียบและเพื่อสร้างความโปร่งใส 20.8%

    ส่วนรัฐบาลชุดใหม่ควรสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านวิธีการใดเป็นหลัก กลุ่มตัวอย่าง 35.6% บอกว่า ผสมผสานทุกแนวทางอย่างสมดุล 27.4% สร้างอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มผลิตภาพ และ 14.5% พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและท่องเที่ยวในภูมิภาค สำหรับการขยายตัวของภาวะเศรษฐกิจไทย กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มองว่า ไตรมาส 1/2569 จะโตในระดับ 1.25-1.50% ส่วนทั้งปี 2569 มองว่าจะโตในระดับ 1.51-1.75%

    ทั้งนี้ส่วนตัวรู้สึกแปลกใจกับผลโพลที่ประชาชนตอบเหมือนนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งตีความได้คือกลุ่มตัวอย่างไม่ได้มาจากทั่วประเทศ แต่กลุ่มตัวอย่างน่าจะได้รับข้อมูลข่าวสารที่ชี้ประเด็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังป่วย เป็นผู้ป่วยของอาเซียน ทำให้คำตอบประเด็นเรื่องการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจไปในแนวทางที่ประชาชนห่วงภาพเศรษฐกิจในอนาคต โดยเชื่อว่านโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องมีแน่นนอนตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นการพยุงเศรษฐกิจ แต่ประชาชนต้องการเห็นการเติบโตในระยะยาวที่เศรษฐกิจไทยต้องเติบโตเกิน 2% ให้ได้

    ในขณะเดียวกันยังพบว่า กลุ่มตัวอย่างมองว่าเศรษฐกิจไม่ดี ทุกภาคตอบเหมือนกันว่าแย่มากกว่าดี สะท้อนว่าบรรยากาศเศรษฐกิจยังไม่โดดเด่น โดยมองว่ามาจาก 5 ปัจจัย คือ 1.สินค้าเกษตรส่วนใหญ่ราคาตก ทำให้กำลังซื้อของทั้งประเทศซึม 2.การส่งออกน่าจะไม่โดดเด่น ทิศทางการส่งออกย่อลง 3.การท่องเที่ยวช่วงเดือนธันวาคม 2568-มกราคม 2569 เริ่มกลับมาดีขึ้น แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวยังติดลบอยู่เมื่อเทียบกับต้นปี 2568 จุดที่น่าสังเกตคือนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยมากขึ้น สะท้อนว่าเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยว 35 ล้านคน จะเริ่มกลับมา ดังนั้นบรรยากาศการท่องเที่ยวยังไม่โดดเด่น แต่มีแนวโน้มฟื้นตัว

    4.รัฐบาลรักษาการยังไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ เพราะยังต้องใช้งบประมาณประจำไปพลางก่อน ดังนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่ทำอะไรเพิ่มเติม จึงทำให้เม็ดเงินที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงรัฐบาลรักษาการทำได้ไม่โดดเด่น ซึ่งทำให้งบลงทุนไม่ลงมาในระบบเศรษฐกิจจนกว่าจะมีรัฐบาลตัวจริง และ 5.สถาบันการเงินยังปล่อยสินเชื่อให้ SME และธุรกิจ ในอัตราติดลบอยู่ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่าการขยายตัวของสินเชื่อ SME ติดลบต่อเนื่อง 13 ไตรมาส

    โดยบรรยากาศเหล่านี้ยังดำเนินอยู่และยังไม่คลี่คลายในไตรมาส 2/2569 เพราะกว่าที่สภาฯจะเลือกนายกรัฐมนตรี จะคัดสรรคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเริ่มทำงาน คาดว่าจะเริ่มทำงานได้ในเดือนพฤษภาคม 2569 ที่จะเริ่มขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ดังนั้นในไตรมาส 2/2569 ทำให้มองว่าความหวังจะต้องถูกกระตุ้นทันทีด้วยมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเป็นวิธีที่เร็วที่สุด เพราะยังไม่รู้ว่าการท่องเที่ยวจะกลับมาได้เท่าไร ส่งออกจะซึมหรือไม่ สินค้าเกษตรยังไม่โดดเด่นเพียงพอ งบลงทุนระยะยาวของรัฐบาลยังไม่เด่นชัด

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรวางโครงคือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้นเชื่อว่ารัฐบาลจะใช้งบกับมาตรการ “คนละครึ่งพลัส”ในอัตราที่เหมาะสม ซึ่งมองว่า 4-5 หมื่นล้านบาท น่าจะเพียงพอในการพยุงเศรษฐกิจ และใช้งบประมาณแผ่นดินในส่วนของงบประมาณขาดดุลในส่วนที่เหลือไปลงทุนเพื่ออนาคต เพราะไทยมีปัญหาอุปสรรคในเรื่องการเก็บภาษี ดังนั้นจากผลสำรวจจึงไม่แปลกที่ประชาชนมองว่าเศรษฐกิจจะฟื้นในไตรมาส 3/2569

    ทั้งนี้สัญญาณที่เห็นคือไตรมาส 1/2569 เป็นสัญญาณประคอง ไตรมาส 2/2569 เป็นตัวชี้วัดของเศรษฐกิจไทยว่าจะขยายตัวเด่นหรือไม่ เพราะครม.จะเริ่มทำงาน นโยบายของรัฐบาลเริ่มแถลงต่อสภาฯ สิ่งที่เป็นเมกะโปรเจกต์ของพรรคภูมิใจไทย คือแลนด์บริดจ์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่รู้ว่าจะมีนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลมาผสมผสานอย่างไร แต่เชื่อว่าพื้นที่ EEC เป็นพื้นที่หลัก สัญญาณที่ภาคเอกชนเห็นคือต่างชาติเริ่มสนใจลงทุนในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะดาต้าเซนเตอร์ จะเริ่มเห็นการลงทุน บรรยากาศต่างๆที่เข้ามาจากการวางนโยบาย และไตรมาส 3/2569 น่าจะเห็นบรรยากาศการลงทุนจากต่างประเทศ ถ้ารัฐบาลประกาศออกมา ทีมเศรษฐกิจเห็นได้ชัดอยู่แล้ว นโยบายที่ทำมาเช่น Quick Win ก็จะมีแนวโน้มทำต่อเนื่อง ดังนั้นจะเคาะสัญญาณสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนน่าจะทำได้ต่อเนื่อง รัฐบาลรักษาการเป็นคนทำงบประมาณแผ่นดินปี 2570 ดังนั้นเมื่อเข้ามาต่อยอดการทำงบประมาณแผ่นดินปี 2570 จะทำได้เร็ว น่าจะนำเสนอต่อสภาฯช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2569 ทำให้การใช้งบประมาณทำได้ต่อเนื่อง และในเดือนตุลาคม 2569 ไม่น่าจะล่าช้า

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/946566&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Xsp3P-BI5CQoGs9_AOY61

  • เลือกตั้ง 2569 : ทำไมไทยสอบตก CPI ในรอบ 14 ปี? ชงรัฐใช้สูตรเกาหลีใต้-มาเลเซีย ฟันคอร์รัปชัน ก่อนเศรษฐกิจพัง หลุดสมาชิก OECD

    เลือกตั้ง 2569 : ทำไมไทยสอบตก CPI ในรอบ 14 ปี? ชงรัฐใช้สูตรเกาหลีใต้-มาเลเซีย ฟันคอร์รัปชัน ก่อนเศรษฐกิจพัง หลุดสมาชิก OECD

    แม้ตรุษจีน 2569 เงินสะพัด 5.4 หมื่นล้านบาท สูงสุดรอบ 6 ปี โต 5% จากแรงหนุนบรรยากาศเลือกตั้ง แต่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะ ‘ประคองตัว’ ต้องลุ้นไตรมาส 2 หลังนโยบายชัดจากการจัดตั้งรัฐบาล นักวิชาการแนะอัดฉีดเศรษฐกิจ คู่รักษาวินัยการคลัง พร้อมฝากโจทย์ใหญ่เร่งด่วน 4 ข้อ เพื่อกู้ภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นนักลงทุน หลังดัชนี CSI ไทยถดถอย

    วันที่ 11 ก.พ. 2569 ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า เทศกาลตรุษจีนปีนี้ 2569 คาดว่าตรุษจีนปีนี้จะคึกคักเมื่อเทียบปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจัยหลักเป็นผลพวงมาจากบรรยากาศของการเลือกตั้ง และจะมีมูลค่าการใช้จ่ายเงินจะอยู่ที่ 54,221.53 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมากถึง 5% มูลค่าสูงสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น



    ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยขณะนี้ ยังอยู่ในช่วง ‘ประคองตัว’ จากภาคการท่องเที่ยวที่แม้ฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ยังไม่เพียงพอจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

    ธนวรรธน์ ระบุอีกว่า อีกปัจจัยสำคัญ คือ ข้อจำกัดของรัฐบาลรักษาการ ซึ่งไม่สามารถเดินหน้าโครงการใหม่หรืออัดฉีดงบลงทุนขนาดใหญ่ได้เต็มที่ ทำให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินก็ยังเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจเปราะบาง


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    “สิ่งสำคัญเมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารงาน ควรเร่งมาตรการกระตุ้นจับจ่ายในประเทศ ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ เพื่อรองรับภาระงบประมาณในอนาคต ซึ่งเศรษฐกิจวันนี้ ไม่ได้ขาดความหวัง แต่กำลังรอความชัดเจนนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่”

    ชี้ข้อสงสัยเลือกตั้งเป็นเรื่องปกติ ย้ำพิสูจน์ได้ตามกติกา ‘ไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาล’

    สำหรับกระแสข้อสงสัยเกี่ยวกับการนับคะแนนเลือกตั้ง ที่มีการเรียกร้องในหลายเขต ธนวรรธน์ กล่าวว่า “การตั้งข้อสังเกตหรือการแสดงความไม่มั่นใจ ต่อกระบวนการเลือกตั้งถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย โดยสิ่งสำคัญอยู่ที่การตรวจสอบว่าข้อสงสัยนั้นมีมูลหรือไม่ และสามารถพิสูจน์ได้ตามกระบวนการทางกฎหมาย”

    โดยในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ก็เคยมีกรณีร้องเรียนเรื่องการเลือกตั้ง

    “ดังนั้น การตั้งคำถามไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ” เขากล่าวเสริม

    ปัจจุบันกระบวนการนับคะแนนมีการบันทึกภาพ และถ่ายทอดสดในหลายหน่วยเลือกตั้ง ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ หากมีข้อร้องเรียนก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอน เช่น การนับคะแนนใหม่ หรือการไต่สวนตามหลักฐานโดย ‘ไม่จำเป็นต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด’ เว้นแต่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีการทุจริตในวงกว้าง

    นอกจากนี้ กฎหมายยังมีบทลงโทษทั้งทางอาญาและความผิดตามมาตรา 157 สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงไม่ใช่ประเด็นที่ไร้กลไกกำกับดูแล

    ขณะที่ ประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลผสม ประเมินว่า “ยังไม่เห็นสัญญาณ ที่บ่งชี้ว่าจะเกิดภาวะสุญญากาศทางการเมือง หรือความล่าช้าเกินปกติ”

    โดยแม้จะมีกรณีใบเหลืองใบแดง หรือคำร้องเรียนต่างๆ แต่ตามประวัติที่ผ่านมา กระบวนการเหล่านี้สามารถดำเนินควบคู่กับการจัดตั้งรัฐบาลได้

    ควันหลงเลือกตั้ง ชี้ตลาดทุนตอบรับความชัดเจนทางการเมือง

    ทั้งนี้ ตลาดทุนมักตอบสนองต่อความชัดเจน และความคาดการณ์ได้ของนโยบายรัฐบาล หากรัฐบาลมีเสียงสนับสนุนที่มั่นคงและสามารถดำเนินนโยบายต่อเนื่องอย่างน้อย 1-2 ปี จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ต่อคำถามเรื่องนโยบายประชานิยมกับการจัดตั้งรัฐบาลผสม มองว่า “สิ่งที่ต้องจับตาคือความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐมากกว่าการใช้จ่ายเพียงด้านเดียว หากเศรษฐกิจเติบโตต่ำและการจัดเก็บภาษียังไม่ถึงเป้า อาจกระทบเสถียรภาพการคลังได้”

    ดังนั้น รัฐบาลควรมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบภาษี มากกว่าการแจกเงินระยะสั้น พร้อมย้ำว่า ไทยมีกรอบวินัยการคลังที่ค่อนข้างเข้มแข็ง โดยงบประมาณขาดดุลอยู่ในระดับบริหารจัดการได้

    ถอดโมเดลเกาหลีใต้-มาเลเซีย ปราคอร์รัปชัน หลังไทยสอบตก CPI

    ธนวรรธน์ ระบุอีกว่า นาทีนี้รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญกับการ ‘ปราบคอร์รัปชัน’ ทุนเทา สแกมอย่างจริงจัง หลังจากที่ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ รายงานดัชนีการรับรู้การทุจริต ปี 2025 หรือ CPI โดยประเทศไทยมีคะแนน 33/100 คะแนน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค อยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก นับเป็นอันดับต่ำสุดในรอบ 14 ปีในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

    “สะท้อนภาพลักษณ์และ บ่งชี้ว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การทุจริตที่อยู่ในระดับสูงยังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและฉุดรั้งเศรษฐกิจ”

    ดังนั้น รัฐบาลใหม่ทำเร่งด่วน 4 แนวทางเพื่อกู้คืนภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ

    1. บังคับใช้กฎหมายอย่างทันท่วงที ปัญหาหลักของไทยไม่ใช่การขาดแคลนกฎหมาย แต่คือ ‘วิธีบังคับใช้กฎหมาย’ รัฐบาลต้องสั่งการให้หัวหน้าหน่วยงานเร่งรัดกระบวนการตัดสินคดีทุจริต ไม่ปล่อยให้คดีหมดอายุความ และต้องมีความโปร่งใสในทุกขั้นตอน

    2. นำระบบ ITA มาใช้เต็มรูปแบบ โดยศึกษาบทเรียนโมเดลความสำเร็จจากเกาหลีใต้ ซึ่งใช้ดัชนี ITA (Integrity and Transparency Assessment) ประเมินหน่วยงานรัฐ หากหน่วยงานใดคะแนนต่ำ หัวหน้าหน่วยงานต้องถูกลงโทษหรือนำมาอบรมเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

    3. สร้างบรรทัดฐานทางสังคม สนับสนุนให้มีการแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกเมื่อมีข้อครหาทุจริต เช่นเดียวกับมาตรฐานในประเทศอังกฤษหรือเกาหลีใต้ เพื่อสร้างระบบคุณธรรมในวงราชการและการเมือง

    4. ประกาศวาระแห่งชาติขจัดคอร์รัปชันและสแกมเมอร์ รัฐบาลต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ เพื่อสร้างความมั่นใจในระยะยาวว่าประเทศเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ (Safe Zone) สำหรับการลงทุนและการท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการกว่า 20% ต่างคาดหวังให้รัฐบาลใหม่ปฏิรูปกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการขยายตัว ของเศรษฐกิจไทยให้พ้นจาก GDP ที่โตต่ำ 1-2%

    หวั่นไทยหลุดสมาชิก OECD

    ขณะเดียวกัน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และเครือข่าย ‘กกร และเพื่อน ไม่ทน’ ก็ออกแถลงการณ์ว่า ผลการจัดอันดับนี้จะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป้าหมายระยะยาวของประเทศไทยในการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และหลักนิติธรรม

    “‘กกร. และเครือข่าย ‘เพื่อน ไม่ทน’ ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนตระหนักว่า ปัญหาคอร์รัปชันไม่ใช่เพียงประเด็นทางศีลธรรม แต่เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากไม่เร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ไทยอาจสูญเสียโอกาสด้านการลงทุน ยกระดับมาตรฐานสากล และการก้าวเข้าสู่ OECD ในอนาคต”

    ต่อคำถามที่ว่า มองเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจรัฐบาลผสม ที่เหมาะสม ควรเป็นอย่างไร

    “ในเชิงนโยบายเศรษฐกิจ ควรประสานงานระหว่างกระทรวงเศรษฐกิจหลัก เช่น การคลัง พาณิชย์ เกษตร และอุตสาหกรรม ควรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ลดการขายวัตถุดิบขั้นต้น และผลักดันการแปรรูปเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร หากกระทรวงเศรษฐกิจทำงานสอดประสานกันได้ จะช่วยยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯมีแรงงานอยู่เยอะ หากแก้หนี้ ยกระดับรายได้ ก็จะเป็นกำลังสำคัญ” ธนวรรธน์ กล่าว

    ภาพ: Westend61 / Getty images
     


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-cpi-corruption-economy-oecd/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gOF-OiemKBzOFbstVdDyq

  • เด็กพิการ..ไม่ควรถูกทิ้งไว้ข้างหลัง!! การศึกษาเปิดโลกสร้างงานมีศักดิ์ศรี

    เด็กพิการ..ไม่ควรถูกทิ้งไว้ข้างหลัง!! การศึกษาเปิดโลกสร้างงานมีศักดิ์ศรี

    ในสังคมที่การศึกษาเป็นประตูสำคัญสู่คุณภาพชีวิตที่ดี คำถามหนึ่งที่ยังคงสะท้อนอยู่เงียบๆ คือ เหตุใดเด็กพิการจำนวนมากจึงไม่สามารถเดินไปถึงปลายทางเดียวกับเด็กทั่วไป ทั้งที่พวกเขามีความฝัน มีความสามารถ และมีศักยภาพไม่แตกต่างกัน การหลุดออกจากระบบการศึกษาไม่ได้หมายถึงการพลาดโอกาสเรียนรู้เท่านั้น หากแต่เป็นการสูญเสียโอกาสในการทำงาน รายได้ ความมั่นคง และศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ในระยะยาว

    ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ได้พยายามคลี่คลายปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการสร้างระบบสนับสนุนด้านการศึกษาและอาชีพสำหรับเด็กและเยาวชนพิการ เพื่อไม่ให้พวกเขาต้องหายไปจากเส้นทางชีวิตเพียงเพราะข้อจำกัดที่สังคมยังไม่พร้อมรองรับ

    ตัวเลขที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำ

    ข้อมูลจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีผู้พิการกว่า 3.01 ล้านคน แต่ในจำนวนนี้ เยาวชนพิการที่ได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามีเพียงส่วนน้อย โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร แม้จะเป็นพื้นที่ที่มีสถาบันการศึกษาจำนวนมาก แต่กลับพบว่าเด็กพิการที่ได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยมีเพียงร้อยละ 1.45 หรือประมาณ 31,512 คนเท่านั้น

    อุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของเด็กพิการ หากแต่อยู่ที่เงื่อนไขแวดล้อมรอบตัว ตั้งแต่ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่เอื้อต่อผู้พิการ สถานศึกษาที่ขาดสิ่งอำนวยความสะดวก ไปจนถึงบุคลากรที่ยังไม่เข้าใจความต้องการเฉพาะด้าน ส่งผลให้เด็กพิการจำนวนมากต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนจะถึงระดับอุดมศึกษา และเมื่อต้นทางถูกตัด โอกาสในตลาดแรงงานย่อมแคบลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    การสร้างโอกาส ไม่ใช่การสงเคราะห์

    นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน  สสส. ชี้ให้เห็นว่า การสนับสนุนเด็กพิการไม่ใช่เรื่องของความสงสาร แต่คือการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การลงทุนด้านการศึกษาที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน จะช่วยให้เด็กพิการสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

    สสส. จึงมุ่งสนับสนุนให้เด็กพิการได้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษาในสาขาวิชาที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริง ทั้งในภาครัฐและเอกชน พร้อมทำงานเชิงรุกเพื่อลดช่องว่างระหว่าง “เรียนจบ” กับ “มีงานทำ” ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่คนพิการจำนวนมากต้องเผชิญ

    มหกรรมแนะแนวแห่งเดียวของประเทศ

    หนึ่งในกลไกสำคัญคือการจัดงาน “เยาวชนพิการ กทม. เรียนดี มีงานทำ” มหกรรมแนะแนวการศึกษาและอาชีพสำหรับคนพิการแห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นโดย สสส. ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม มูลนิธิด้วยกัน เพื่อคนพิการและสังคม และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

    งานดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้เยาวชนพิการได้เข้าถึงข้อมูลการศึกษาต่อ พบกับสถาบันอุดมศึกษาโดยตรง ค้นหาศักยภาพของตนเอง และเห็นเส้นทางอาชีพที่เป็นไปได้จริง ผ่านกิจกรรมเรียนรู้ 3 ด้าน ได้แก่ การให้คำปรึกษาด้านอาชีพ การช่วยจัดทำ Portfolio และการถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จ

    มีสถาบันการศึกษาร่วมให้ข้อมูลกว่า 16  มหาวิทยาลัย หน่วยงานสนับสนุนจาก 16 องค์กร  และมีเยาวชนพิการเข้าร่วมกว่า 250 คน สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของเด็กพิการที่เพียงรอ “โอกาส” และ “พื้นที่” ในการเริ่มต้น

    มหาวิทยาลัยกับบทบาทการสร้างสังคมเท่าเทียม

    รศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ระบุว่า มศว. ยึดหลักปรัชญา “ปัญญาเพื่อสังคม” โดยเชื่อว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ มหาวิทยาลัยจึงมุ่งพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบ Inclusive ทั้งด้านกายภาพ เทคโนโลยี และระบบสนับสนุนทางวิชาการ เพื่อให้นักศึกษาพิการสามารถใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข

    ปัจจุบัน มศว. รับนักศึกษาพิการปีละ 26 คน และมีแผนเพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนพิการได้เรียนรู้ เติบโต และออกไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคม

    การเชื่อมการศึกษา สู่การจ้างงานอย่างมีคุณค่า

    นายอภิชาติ การุณกรสกุล ประธานกรรมการมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม อธิบายว่า เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่เพียงการมีงานทำ แต่คือการมีงานที่มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี และตอบโจทย์ศักยภาพของคนพิการ มูลนิธิฯ จึงทำงานเชื่อมโยงฐานข้อมูลการศึกษา เข้ากับภาคธุรกิจและตลาดแรงงาน เพื่อสร้างสะพานจากรั้วมหาวิทยาลัยสู่โลกการทำงานอย่างแท้จริง

    ขณะที่กระทรวง อว. เดินหน้าสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศจัดตั้งศูนย์บริการสนับสนุนนักศึกษาพิการ (DSS Center) และปรับสภาพแวดล้อมตามหลัก Universal Design เพื่อยืนยันว่าความพิการจะไม่ใช่อุปสรรคต่อการเข้าถึงองค์ความรู้ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลและ AI

    เรื่องเล่าจากความฝันที่จับต้องได้

    หนึ่งในภาพสะท้อนของความสำเร็จคือเรื่องราวของ “ธีรวัฒน์” เยาวชนออทิสติกที่เติบโตมากับความรักและการสนับสนุนจากครอบครัว เขาเข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวการศึกษาและอาชีพอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปี ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสยาม ด้วยผลการเรียนที่ดี และมีประสบการณ์ฝึกงานจริงในหน่วยงานรัฐ

    ความฝันของเขาเรียบง่ายแต่ชัดเจน คือการเป็นพนักงานรถไฟ งานที่สอดคล้องกับความสนใจและตัวตน เรื่องราวเช่นนี้ตอกย้ำว่า เมื่อสังคมเปิดโอกาส เด็กพิการก็สามารถออกแบบชีวิตของตนเองได้ไม่ต่างจากใคร

    อนาคตที่ไม่ควรถามว่า “เรียนไหนดี”

    การทำงานตลอดทศวรรษของ สสส. และภาคีเครือข่าย แสดงให้เห็นว่า การลงทุนด้านการศึกษาและอาชีพสำหรับเด็กพิการไม่ใช่ภาระ แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคตของสังคมโดยรวม เด็กพิการทุกคนควรมีสิทธิเรียนในสิ่งที่อยากเรียน เป็นในสิ่งที่อยากเป็น และมีงานทำอย่างมั่นคง

    หากระบบการศึกษา ตลาดแรงงาน และทัศนคติของสังคมเดินไปในทิศทางเดียวกัน คำถามที่ว่า “เด็กพิการเรียนไหนดี” อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะคำตอบจะเปิดกว้างอยู่ตรงหน้าอย่างเท่าเทียมสำหรับทุกคน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/946337/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L_Gn7Ea4_kt-7LdVDxDpO