Blog

  • NT   เดินหน้าสื่อสารทิศทางองค์กรปี 2569

    NT เดินหน้าสื่อสารทิศทางองค์กรปี 2569

    วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.09 น.

    บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เดินหน้าสื่อสารทิศทางองค์กรปี 2569 อย่างชัดเจน ผ่านงาน “NT LAUNCHING EVENT 2026” ภายใต้แนวคิด “เชื่อมต่อทุกโอกาสให้ยิ่งใหญ่” สะท้อนการขยายบทบาทจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศในระยะยาว พร้อมเปิดตัว โบว์ – เมลดา สุศรี นักแสดงสาวสุดฮอต เป็นพรีเซนเตอร์คนใหม่อย่างเป็นทางการ ณ บริเวณเซ็นทรัลคอร์ท ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

    นายเสกสรรค์ มิตรเกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจลูกค้าและการตลาด บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เปิดเผยว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการแข่งขันที่รุนแรง NT ยังคงยืนหยัดในจุดยืนการเป็นแบรนด์ที่ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถไว้วางใจได้ ทั้งด้านเสถียรภาพ ความปลอดภัย และการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม

    “NT ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้ให้บริการสัญญาณ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่อยู่เบื้องหลังโอกาสสำคัญของประเทศ เรามุ่งสร้างการเชื่อมต่อที่มั่นคง ปลอดภัย และเข้าถึงได้ เพื่อรองรับทั้งคุณภาพชีวิตของประชาชนและการเติบโตของภาคเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” นายเสกสรรค์กล่าว

    แนวคิด “เชื่อมต่อทุกโอกาสให้ยิ่งใหญ่” จึงไม่ได้เป็นเพียงแคมเปญการตลาด แต่เป็นภาพสะท้อนทิศทางธุรกิจของ NT ที่ต้องการทำให้เทคโนโลยีเป็นเรื่องเข้าใจง่าย ใกล้ตัว และใช้งานได้จริงในทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่การทำงาน ความบันเทิง ไปจนถึงการดำเนินธุรกิจ

    “การสื่อสารแบรนด์ของ NT ในปี 2569 จะเน้นความเข้าใจง่ายและการใช้งานจริง เราเชื่อว่าเทคโนโลยีที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ต้องเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับผู้คนและธุรกิจได้จริง”

    ด้าน โบว์ เมลดา เปิดเผยความรู้สึกถึงการร่วมงานกับ NT ว่า เป็นประสบการณ์ที่อบอุ่นและสะท้อนตัวตนของตนเองได้อย่างลงตัว ซึ่งการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและการสื่อสารเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การพักผ่อน หรือการติดต่อกับทุกคน

    “ไม่ว่าโบว์จะทำงานหรืออยู่ที่ไหน การเชื่อมต่อเป็นเรื่องสำคัญมาก NT เลยเป็นแบรนด์ที่เข้ากับชีวิตของโบว์ ได้อย่างลงตัวเพราะใช้งานง่าย และทำให้ทุกโมเมนต์สนุกต่อเนื่อง ไม่สะดุด ไม่พลาดในทุกโอกาสที่สำคัญของชีวิต”

    ภายในงาน NT ยังเปิดตัวบริการและแพ็กเกจสุดคุ้มที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัลอย่างรอบด้าน อาทิ อินเทอร์เน็ตบ้าน NT Broadband, ซิมมือถือ my by NT และ NT Voice 009 บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ควบคู่ไปกับภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ที่ถ่ายทอดบทบาทของการเชื่อมต่อในชีวิตประจำวัน ตอกย้ำภาพลักษณ์ของ NT ในฐานะ National Trust, National Telecom ที่พร้อมเติบโตไปพร้อมกับสังคมไทยอย่างยั่งยืน

    สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.ntplc.co.th หรือ Contact Center โทร 1888.

    #NT #NTxBowMaylada #เชื่อมต่อทุกโอกาสให้ยิ่งใหญ่ #EnjoyMoment

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/465678&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19Asv7GSXbIC8OpmdOCcDY

  • เหตุใดการธำรงสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างอิหร่าน–ไทยจึงสำคัญต่อทั้งสองชาติ

    เหตุใดการธำรงสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างอิหร่าน–ไทยจึงสำคัญต่อทั้งสองชาติ

    ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับประเทศไทยคือพรมผืนยาวที่ทอขึ้นด้วยกาลเวลา หลอมรวมเส้นใยแห่งการค้าและความเคารพซึ่งกันและกันมาตั้งแต่หลายศตวรรษก่อน ตั้งแต่อิทธิพลของเชคอะหมัด ในศตวรรษที่ 17 จนถึงการท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน สายสัมพันธ์นี้คือสะพานพิเศษที่เชื่อมโลกตะวันตกกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าด้วยกัน

    ทว่า แก่นแท้ของความสัมพันธ์นี้อยู่ลึกกว่านั้น—อยู่ที่ คุณค่าร่วม ความต่อเนื่องของคุณค่าเหล่านี้ปรากฏชัดในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทยอิหร่าน ผ่านบทบาทของเชคอะหมัด เขาไม่ใช่เพียงผู้ยึดมั่นในศรัทธาและคุณธรรม หากยังเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญเชิงปฏิบัติทั้งด้านพาณิชยกรรม การค้าระหว่างประเทศ และการบริหารราชการ เชคอะหมัดสามารถนำความรู้เหล่านี้มาใช้ในบริบทของสยามได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยามองเห็นคุณค่า และเชิญเขาเข้าร่วมงานบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่ในฐานะคนนอก แต่ในฐานะหุ้นส่วนที่ไว้วางใจ เพื่อค้ำจุนเสถียรภาพและความรุ่งเรืองของอาณาจักร

    นักการทูตไทยท่านหนึ่ง ภายหลังการเดินทางเยือนหัวใจแห่งอารยธรรมเปอร์เซีย ได้ถ่ายทอดแก่นความคิดนี้ไว้อย่างงดงามว่า

    “ความยิ่งใหญ่ของเพอร์เซโพลิสและสุสานของไซรัสมหาราช คือพยานทางสถาปัตยกรรมของ ‘ความไม่เที่ยง’ พวกมันย้ำเตือนเราว่าอำนาจทางวัตถุเป็นสิ่งชั่วคราว และมีเพียงการกระทำที่ตั้งอยู่บนความยุติธรรมเท่านั้นที่คงอยู่ยืนยาว โลกทัศน์แบบเปอร์เซียนี้สอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับคำสอนทางพุทธศาสนาของไทยเรื่อง ‘ความรับผิดชอบตามกฎแห่งกรรม’ ในทั้งสองวัฒนธรรม จริยธรรมคือวินัยประจำวันเพื่อยกระดับประสบการณ์ความเป็นมนุษย์ การย้ำเตือนเรื่องความไม่เที่ยงในจริยธรรมแบบเปอร์เซียสะท้อนกับคำสอนทางพุทธเรื่องความไม่ยึดติดและความเร่งด่วนทางศีลธรรมได้อย่างลึกซึ้ง”

    รากฐานสู่อนาคต

    การธำรงสายสัมพันธ์นี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการ ได้แก่

    • การทูตเชิงจริยธรรม: ดังที่นักการทูตได้กล่าวไว้ ความยั่งยืนในทางการเมืองย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากรากฐานทางจริยธรรม ความเชื่อมั่นระหว่างประเทศถูกสร้างขึ้นจาก “การบรรจบกันของคุณธรรมและทักษะเชิงการค้า”
    • พลังผสานทางวัฒนธรรม: การทำความเข้าใจรากฐานทางปรัชญาร่วมกัน—การจับคู่ศรัทธากับปัญญา—ช่วยให้ทั้งสองชาติสามารถท้าทายและคลี่คลายภาพเหมารวมในโลกสมัยใหม่ได้
    • ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ: เมื่อการค้าตั้งอยู่บนความซื่อสัตย์ มากกว่าผลประโยชน์ระยะสั้น ก็ย่อมนำไปสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนสำหรับทั้งชาวไทยและชาวอิหร่าน

    ท้ายที่สุด มิตรภาพระหว่าง แหล่งกำเนิดอารยธรรม กับ ดินแดนแห่งรอยยิ้ม คือทรัพย์สมบัติอันล้ำค่า การให้เกียรติบทเรียนเชิงสัญลักษณ์จากชีราซ และมรดกของบุคคลอย่างเชคอะหมัด  คือหนทางที่จะทำให้ “เส้นทางสายไหมแห่งจิตวิญญาณ” เปิดกว้างต่อไป เพื่อหล่อเลี้ยงอนาคตที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจสำหรับชนรุ่นถัดไปของอิหร่านและประเทศไทย

    บทความสั้นนี้เขียนโดย ฯพณฯ ดร. นาเซเรดดิน ไฮดารี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำราชอาณาจักรไทย

  • ครม. รับทราบมาตรการด้านวีซ่า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ

    ครม. รับทราบมาตรการด้านวีซ่า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ

    ครม. รับทราบมาตรการด้านวีซ่า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ


    11/02/2569 | 86 |

    📌 บทสรุป
    คณะรัฐมนตรี มีมติรับทราบมาตรการและแนวทางการตรวจลงตรา (Visa) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาแล้วตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 มีมาตรการแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1. มาตรการระยะสั้น กำหนด 93 ประเทศ/ดินแดน ได้รับยกเว้นการตรวจลงตรา (ไม่ต้องขอวีซ่า) เพื่อการท่องเที่ยว ทำงานหรือการติดต่อธุรกิจ ระยะสั้นอยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 60 วัน และกำหนดรายชื่อ 31 ประเทศ/ดินแดน ที่เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวสามารถขอวีซ่าได้ที่ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival: VOA) อีกทั้งอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเพื่อท่องเที่ยวและทำงานทางไกล เป็นกรณีพิเศษ รวมทั้งอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเพื่อศึกษา หรือศึกษาและทำงาน เป็นกรณีพิเศษ 2. มาตรการระยะกลาง จัดกลุ่มและปรับลดรหัสกำกับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant) จากเดิม 17 รหัส เหลือ 7 รหัส และขยายการเปิดให้บริการการตรวจลงตราอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นมา และ 3. มาตรการระยะยาว ได้พัฒนาระบบ ตม.6 ออนไลน์ (Thailand Digital Arrival Card: TDAC) ขึ้นแทนระบบ Electronic Travel Authorization (ETA) (ระบบการตรวจสอบและอนุมัติการเดินทางล่วงหน้าทางออนไลน์ สำหรับชาวต่างชาติที่ได้รับยกเว้นวีซ่า) เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา ส่วนเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้กำหนดรายชื่อประเทศในระยะที่สองจำนวน 8 ประเทศ สำหรับผู้ที่จะขอวีซ่าแบบ VOA และการปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการขอวีซ่าสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ประสงค์ใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศไทย

    📌 รายละเอียด 
    (10 ก.พ. 69) คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการและแนวทางการตรวจลงตราเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 ที่มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศรับไปดำเนินการเกี่ยวกับมาตรการและแนวทางการตรวจลงตรา (วีซ่า) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งประกอบด้วยมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการสรุปได้ดังนี้

    1. เรื่องที่ดำเนินการแล้วเสร็จ

    มาตรการระยะสั้น ได้แก่

    (1) กำหนดรายชื่อประเทศและดินแดนที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือ

    เดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว ทำงานหรือการติดต่อธุรกิจ ระยะสั้น ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราและให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 60 วัน เป็นกรณีพิเศษ (ผ.60) จำนวน 93 ประเทศ/ดินแดน

    (2) กำหนดรายชื่อประเทศที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวจะขอรับการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival: VOA) ระยะแรก จำนวน 31 ประเทศ/ดินแดน

    (3) อนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเพื่อท่องเที่ยวและทำงานทางไกล เป็นกรณีพิเศษ โดยเพิ่มการตรวจลงตราประเภท Destination Thailand Visa (DTV) (เป็นวีซ่าเพื่อดึงดูด นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง กลุ่มคนทำงานจากระยะไกล (Digital Nomads) และผู้ที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมในประเทศไทย เช่น มวยไทย การนวดแผนไทย การทำอาหารไทย และกิจกรรมเกี่ยวกับ Thai soft power อื่นๆ)

    (4) อนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเพื่อศึกษา หรือศึกษาและทำงาน เป็นกรณีพิเศษ โดยเพิ่มการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant) รหัส ED Plus

    (5) แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการตรวจลงตรา (ชุดเดิม) โดยในปี 2568 ได้จัดการประชุมไปแล้ว 2 ครั้ง ล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นใหม่แล้ว ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะได้จัดการประชุมคณะกรรมการฯ ต่อไป

    มาตรการระยะกลาง ได้แก่

    (1) จัดกลุ่มและปรับลดรหัสกำกับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant) จากเดิม 17 รหัส เหลือ 7 รหัส มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2568 เป็นต้นมา โดยกระทรวงการต่างประเทศได้แก้ไขข้อมูลในระบบตรวจลงตราอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางของกระทรวงการต่างประเทศแล้ว

    (2) ขยายการเปิดให้บริการการตรวจลงตราอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นมา กระทรวงการต่างประเทศได้ขยายการเปิดให้บริการฯ ครอบคลุมสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั้งหมด 94 แห่งทั่วโลก ผ่านเว็บไซต์ https://www.thaievisa.go.th/

    มาตรการระยะยาว ได้แก่ การพัฒนาระบบ Electronic Travel Authorization (ETA) (ระบบการตรวจสอบและอนุมัติการเดินทางล่วงหน้าทางออนไลน์ สำหรับชาวต่างชาติที่ได้รับยกเว้นวีซ่า) โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้พัฒนาระบบ ตม.6 ออนไลน์ (Thailand Digital Arrival Card: TDAC) ขึ้นแทน ETA และได้เริ่มใช้งานระบบ TDAC ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา

    2. เรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ

    มาตรการระยะสั้น ได้แก่ กำหนดรายชื่อประเทศที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวจะขอรับการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival: VOA) ระยะที่สอง จำนวน 8 ประเทศ

    มาตรการระยะกลาง ได้แก่ ปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวพำนักระยะยาว (Long Stay) สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ประสงค์ใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศไทย

    อย่างไรก็ตามภายหลังการใช้บังคับมาตรการ ผ.60 และ VOA ระยะแรก ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นมา มีข้อสังเกตเกี่ยวกับผลกระทบต่อความมั่นคงและภาพลักษณ์ของประเทศ เนื่องจากชาวต่างชาติบางส่วนใช้มาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา โดยเฉพาะ ผ.60 ผิดวัตถุประสงค์ โดยแฝงเข้ามาลักลอบทำงานหรือกระทำผิดกฎหมายในไทยและในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีแนวทางแก้ไขคือ คณะกรรมการนโยบายการตรวจลงตราชุดใหม่ที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้ง สามารถพิจารณาทบทวนมาตรการตรวจลงตราต่าง ๆ ได้ โดยกระทรวงการต่างประเทศจะได้นำเสนอปัญหาที่เกิดจากการใช้บังคับ ผ.60 และมาตรการตรวจลงตราอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ให้คณะกรรมการฯ พิจารณาในโอกาสแรก


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/475229&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BXnr0LLv653coHGQBbPXj

  • ศอ.บต.ร่วมหารือ”รัฐเปรัก มาเลเซีย”แลกเปลี่ยนขับเคลื่อนการศึกษา การท่องเที่ยว และสินค้าตามอัตลักษณ์ร่วมกัน | เดลินิวส์

    ศอ.บต.ร่วมหารือ”รัฐเปรัก มาเลเซีย”แลกเปลี่ยนขับเคลื่อนการศึกษา การท่องเที่ยว และสินค้าตามอัตลักษณ์ร่วมกัน | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ 10 ก.พ. เวลา 13.00 น. ตามเวลาของประเทศไทย นางสาวลดา ภู่มาศ เอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ในฐานะหัวหน้าคณะฝ่ายไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ศอ.บต. พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า มหาวิทยาลัยฟาฏอนี และสมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และต่อยอดความร่วมมือในมิติต่างๆ ระหว่างจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยกับรัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย ณ โรงแรม Casuarina เมืองอิโปห์ (Ipoh) รัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย

    โดยทางมาเลเซีย ประกอบด้วย YB. Dato’ Seri Ir. Haji Mohamad Nizar bin Jamaluddin รองมุขมนตรี รัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย Mr. Nordin bin Abdul Malek ประธานสมาคมพัฒนาชุมชนรัฐเปรัก/ประธานบริหาร IGROW สมาคมหอการค้า รัฐเปรักตลอดจนผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนจากทั้งสองประเทศเข้าร่วม

    ในการนี้ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ในฐานะประธานการประชุม กล่าวว่า ประเทศมาเลเซียได้ประกาศให้ปีนี้เป็นปีท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว การค้า และการจับคู่ธุรกิจระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงความร่วมมือด้านการศึกษา ทั้งระดับมหาวิทยาลัย ระดับมัธยมศึกษา และสถาบันศึกษาปอเนาะ โดยมุ่งเน้นการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาทักษะอาชีพให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน โดยที่สามารถทำร่วมกันได้เลย คือการให้ครูปอเนาะในพื้นที่ จชต. ได้มาศึกษา ดูงาน การพัฒนาแนวทางด้านการศึกษาในสถานศึกษาปอเนาะของเปรัก ในช่วงหลังเดือนรอมฎอน เพราะทั้งสองประเทศมีอัตลักษณ์และวัฒนธรรมที่คล้ายกัน นอกจากนี้ระหว่าง ศอ.บต. กับรัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย ได้ดำเนินมาอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี 2025 ครอบคลุมมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม การพัฒนา และความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชน

    ขณะที่ YB. Dato’ Seri Ir. Haji Mohamad Nizar bin Jamaluddin กล่าวต้อนรับคณะจากประเทศไทย โดยระบุว่า การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นและวิสัยทัศน์ร่วมระหว่างประเทศไทยกับรัฐเปรัก บนพื้นฐานความใกล้ชิดทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิต พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว เกษตรกรรม และการศึกษา เพื่อประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้เป็นเขตแห่งความร่วมมือที่ยั่งยืน

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องในการยกระดับความร่วมมือด้านศาสนาและการศึกษา โดยเฉพาะสถาบันปอเนาะและฮาฟิซ เพื่อพัฒนามาตรฐานการเรียนการสอนให้มีคุณภาพและปลอดภัยสำหรับเยาวชน พร้อมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมฮาลาล ผ่านการอำนวยความสะดวกด้านการรับรองมาตรฐาน เพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดมาเลเซียและตลาดสากล

    ด้านนายมูฮำมัดซูวารี สาแล นายกสมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ต้องการผลักดันให้สถาบันปอเนาะมีการจัดตั้งสหกรณ์อิสลาม พร้อมเสนอให้มาเลเซียร่วมเป็นพี่เลี้ยงในการก่อตั้งและพัฒนาสหกรณ์ดังกล่าว รวมถึงการส่งเสริมอาชีพให้กับเยาวชนในสถาบันปอเนาะ อาทิ งานตัดเย็บและการแปรรูปอาหารฮาลาล โดยใช้วัตถุดิบจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย

    การหารือดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและมาเลเซีย ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาในมิติเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ ภายใต้บรรยากาศแห่งมิตรภาพ สันติภาพ และความปรารถนาดีร่วมกัน ทั้งนี้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้เสนอให้มีการพิจารณาจัดกิจกรรมร่วมกันในทันทีภายหลังช่วงเดือนรอมฎอน โดยมุ่งเน้นการศึกษาในสถาบันปอเนาะ การพัฒนาศักยภาพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมทั้งประสานงานกับประธานสภาความร่วมมือไทย–มาเลเซีย (Thai–Malaysia Cooperation) เพื่อหารือถึงแนวทางและขั้นตอนการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องในลำดับต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5591247/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Un0gG2u1NZ4Gz09YA26zD

  • ตลาดหุ้นเอเชียผันผวน นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    ตลาดหุ้นเอเชียผันผวน นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดทำการผันผวนในวันพุธ หลังจากได้รับแรงกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอ ซึ่งแม้จะเพิ่มโอกาสในการลดดอกเบี้ยแต่ก็สร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกอันดับหนึ่ง

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลว่ายอดขายปลีกเดือนธันวาคมไม่มีการเติบโต หลังจากขยายตัว 0.6% ในเดือนพฤศจิกายน ตัวเลขดังกล่าวสร้างความกังวลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคอเมริกัน ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตหลักของประเทศ

    ความกังวลเรื่องการลงทุน AI

    นักวิเคราะห์ระบุว่าตลาดไม่ตอบสนองต่อข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอแบบเดิมอีกต่อไป Stephen Innes จาก SPI Asset Management กล่าวว่า “ตลาดไม่ตอบสนองอย่างสม่ำเสมอต่อแนวคิดที่ว่าข้อมูลที่อ่อนแอจะยกระดับหุ้นโดยอัตโนมัติ” พร้อมเสริมว่าความวิตกเรื่องความเสี่ยงจากหัวข้อข่าว AI อยู่ในระดับสูง

    หุ้นเทคโนโลยีปรับตัวลงหลังจาก Alphabet บริษัทแม่ของ Google ระดมทุนด้วยหุ้นกู้มากกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์ในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านเทคโนโลยี

    ท่าทีธนาคารกลางสหรัฐฯ

    เจ้าหน้าที่เฟดสองคนแสดงจุดยืนให้รักษาดอกเบี้ยระดับปัจจุบัน Beth Hammack จากธนาคารกลางคลีฟแลนด์กล่าวว่า “เราอาจต้องหยุดพักการปรับดอกเบี้ยเป็นเวลานาน” ขณะที่ Lorie Logan จากธนาคารกลางดัลลาส เตือนเรื่องเงินเฟ้อที่ยังคงสูง

    ภาพรวมตลาดเอเชีย

    ตลาดหุ้นเอเชียมีการเคลื่อนไหวแตกต่างกัน โดยฮ่องกง ซิดนีย์ โซล ไทเป และมะนิลาปรับตัวขึ้น ขณะที่เซี่ยงไฮ้ สิงคโปร์ และเวลลิงตันปรับตัวลง โตเกียวหยุดทำการเนื่องจากวันหยุดนักขัตฤกษ์

    นักลงทุนจับตารอข้อมูลตลาดแรงงานและตัวเลขเงินเฟ้อในสัปดาห์นี้ ที่อาจให้ความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการประชุมเฟดเดือนมีนาคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/asian-stock-markets-mixed-us-economic-data&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19-xxnxAZFVLpWGt9pYoBj

  • เอกนิติ ชี้ GDP ปี 68 โตทะลุ 2.2% ดันเม็ดเงิน 4.8 แสนล. ปักธงปี 69 ปีแห่งการลงทุน

    เอกนิติ ชี้ GDP ปี 68 โตทะลุ 2.2% ดันเม็ดเงิน 4.8 แสนล. ปักธงปี 69 ปีแห่งการลงทุน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 จะขยายตัวได้ดีกว่าที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สสค.) คาดการณ์ไว้ที่ 1.8% โดยมีปัจจัยบวกจากการส่งออกที่ฟื้นตัวดีกว่าคาด และผลจากนโยบาย Quick Win ที่เริ่มส่งผลชัดเจน ทั้งนี้ คาดว่าภาพรวม GDP ทั้งปี 2568 อาจสูงกว่า 2.2% หากไตรมาสสุดท้ายเติบโตได้ตามที่ประเมินไว้

    “สสค.คาด GDP ไตรมาส 4 ไว้ที่ 1.8% ซึ่งน่าจะทำได้ แต่ส่วนตัวมองว่าน่าจะดีกว่านั้น จากนโยบาย Quick Win ที่ช่วยฟื้นเศรษฐกิจ ทำให้ภาพรวมทั้งปีมีโอกาสสูงกว่า 2.2% โดยตั้งเป้าไว้ที่ 3% ขึ้นไป หากไตรมาสสุดท้ายเติบโตได้ตามที่ประเมินไว้ แม้ยังมีข้อจำกัดและต้องรอรัฐบาลใหม่”

    ตั้งเป้าปีแห่งการลงทุน ปลดล็อก BOI 4.8 แสนล้าน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลตั้งเป้าให้ปี 2569 นี้เป็น “ปีแห่งการลงทุน” โดยมุ่งเน้นทั้งโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ปัจจุบันยังมีโครงการลงทุนที่ติดขัดอยู่ราว 80 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 480,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างเร่งผลักดันผ่านกลไก BOI Fast Pass เพื่อปลดล็อกเม็ดเงินเหล่านี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว โดยคาดว่าปีนี้ยอดลงทุน BOI จะสูงกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 9%

    “เราได้หารือกับเลขาธิการ BOI เพื่อเร่งปลดล็อกเงินลงทุนต่างชาติที่พร้อมเข้ามา ประมาณ 80 โครงการ มูลค่า 4.8 แสนล้านบาท ผ่านโครงการ BOI Fast Pass ซึ่งคาดว่าไตรมาสแรกจะเริ่มเห็นเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ โดยเฉพาะกลุ่มดิจิทัลและสมาร์ตอิเล็กทรอนิกส์ การลงทุนเหมือนยิงนกทีเดียวได้สองตัว กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจากการก่อสร้าง และเพิ่มประสิทธิภาพระยะยาว ช่วยพยุงเศรษฐกิจ ฟื้นความเชื่อมั่น และขีดความสามารถแข่งขันประเทศ ”

    เร่งแก้หนี้รายย่อย เติมสภาพคล่อง SME 

    ในด้านการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน นายเอกนิติ ระบุว่า โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ได้เร่งช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยของธนาคารพาณิชย์ที่มีหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท ผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ตั้งเป้าช่วยประชาชน 1 ล้านคน โดยปัจจุบันดำเนินการแล้วกว่า 100,000 ราย ส่วนลูกหนี้กลุ่ม Non-bank ยังต้องรอรัฐบาลใหม่พิจารณา เนื่องจากต้องใช้งบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติม

    ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังได้เร่งคืนภาษีให้ภาคธุรกิจในไตรมาส 4 รวมกว่า 60,000 ล้านบาท เพื่อเติมสภาพคล่องในระบบ พร้อมผลักดันโครงการ SME Credit Boost โดยใช้เงินจาก FIDF ช่วยเสริมสภาพคล่องโดยไม่กระทบงบประมาณรัฐ

    เตรียมชง “คนละครึ่งพลัส-TISA” รับรัฐบาลใหม่

    สำหรับนโยบายในอนาคต นายเอกนิติ กล่าวว่า เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่หลายโครงการสำคัญ หนึ่งในนั้นคือ “คนละครึ่งพลัส” ที่จะพัฒนาระบบลงทะเบียนให้สะดวกขึ้น พร้อมส่งเสริมทักษะประชาชนด้าน AI การทำบัญชี และการขายออนไลน์ เพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    “โครงการคนละครึ่งพลัสเฟสใหม่ จะเปิดให้ทั้งกลุ่มใหม่และกลุ่มเดิมเข้าร่วม ขณะนี้เตรียมความพร้อมแล้วราว 99% และพร้อมเดินหน้าทันทีเมื่อรัฐบาลใหม่เข้าบริหารประเทศ พร้อมคงการจ่ายเงิน 2 กลุ่ม คือ ผู้ยื่นภาษีรับ 2,400 บาท และบุคคลทั่วไปที่เคยลงทะเบียนรับ 2,000 บาท ส่วนผู้ที่ยังไม่เคยลงทะเบียน จะเปิดให้เข้าร่วมภายใต้หลักเกณฑ์ใหม่” นายเอกนิติ กล่าว

    ขณะที่ โครงการ Thailand Individual Savings Account (TISA) บัญชีออมเพื่อการลงทุนส่วนบุคคลของประเทศไทย เตรียมเร่งดำเนินการทันทีที่มีรัฐบาลใหม่ เนื่องจากเป็นโครงการที่ตลาดทุนให้การตอบรับดีมาก

    สำหรับ มาตรการ Easy E-Receipt จะยังไม่ถูกนำกลับมาใช้ เนื่องจากประเมินแล้วไม่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้มากนัก ส่วนการขยายเวลาลดหักภาษี ณ ที่จ่ายจาก 3% เหลือ 1% ที่สิ้นสุดไปเมื่อ ธ.ค. 2568 อยู่ระหว่างพิจารณาข้อกฎหมายว่าสามารถดำเนินการต่อได้หรือไม่ ขณะที่มาตรการ “ช้อปดีมีคืน” และ Easy E-Receipt ยังไม่มีแผนนำกลับมาใช้ในระยะนี้ หลังผลประเมินชี้ว่าใช้งบสูงแต่กระตุ้นเศรษฐกิจได้จำกัด จึงเตรียมหันไปเน้นมาตรการที่ยั่งยืนมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/737814&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IfUwohTyK4w38mT6IocsL

  • ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 31.14 แกว่งไร้ทิศทาง จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ-ราคาทอง

    ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 31.14 แกว่งไร้ทิศทาง จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ-ราคาทอง

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 ก.พ. 69)

              นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดวันนี้ อยู่ที่ระดับ 31.14 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจาก  ช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 31.17 บาท/ดอลลาร์            โดยระหว่างวัน เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 31.08-31.21 บาท/ดอลลาร์ โดยภาพรวมแล้วตลอดทั้งวันนี้ เงินบาทยัง  เคลื่อนไหวแบบไร้ทิศทาง และผันผวนตามสถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลก รวมทั้งตามทิศทางของดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่า ขณะที่วันนี้   มีต่างชาติเข้าซื้อพันธบัตรราว 5,200 ล้านบาท            คืนนี้ นักลงทุนรอติดตามการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ยอดค้าปลีกเดือนธ.ค. รวมทั้งติดตามสถานการณ์ราคา  ทองคำตลาดโลก            นักบริหารเงิน คาดว่า พรุ่งนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.05 - 31.30 บาท/ดอลลาร์              * ปัจจัยสำคัญ            - เงินเยน อยู่ที่ระดับ 155.30 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 155.90 เยน/ดอลลาร์            - เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1910 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.1890 ดอลลาร์/ยูโร            - ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ 1,410.44 จุด เพิ่มขึ้น 9.55 จุด (+0.68%) มูลค่าซื้อขาย 72,261.36 ล้านบาท            - สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 4,819.24 ล้านบาท            - ปลัดคลัง ยืนยัน พร้อมที่จะดำเนินการโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" ตามนโยบายรัฐบาล โดยขณะนี้ระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยว  ข้องได้เตรียมการไว้หมดแล้ว 100% ทั้งเรื่องร้านค้า และประชาชนที่จะเข้าร่วมโครง แต่รายละเอียดทั้งหมดต้องรอความชัดเจนจากฝ่าย  นโยบายอีกครั้ง            - คลัง-ก.ล.ต. ยกระดับตลาด TFEX ไฟเขียว "คาร์บอนเครดิต-คริปโทเคอเรนซี" เป็น "สินค้าอ้างอิง" ภายใต้ พ.ร.  บ.สัญญาซื้อขายสินค้าล่วงหน้า พ.ศ.2546 เพื่อให้ตลาดอนุพันธ์ไทยมีความหลากหลาย ดึงดูดนักลงทุน และก้าวทันการเปลี่ยนแปลงในโลก  การเงินการลงทุนที่ก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเศรษฐกิจดิจิทัล            - บล.ทิสโก้ ประเมินว่า ภายในปีนี้ ดัชนี SET มีโอกาสปรับขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุด หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความ  เชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนได้ว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพเพียงพอจะกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ในช่วงถัดไป แทนการเติบโตเฉลี่ยเพียง 2% ต่อ  ปี ดังเช่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา            -  ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 69 มีแนวโน้มขยายตัวได้เพียง   1.6% ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ สะท้อนถึงความอ่อนแอเชิงโครงสร้างที่  ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง            - ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้แสดงความเชื่อมั่นว่า เควิน วอร์ช ซึ่งเป็นผู้ที่เขาเสนอให้ดำรงตำแหน่ง  ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่นั้น จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตสูงถึง 15%             - ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยืนยันว่า นโยบายกำแพงภาษีของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลกระทบ  ต่อเศรษฐกิจน้อยกว่าที่หลายฝ่ายวิตก พร้อมโต้แย้งว่า ผู้ที่แบกรับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นนั้น แท้จริงแล้วคือชาวต่างชาติ และบริษัทต่างชาติ ไม่ใช่  ชาวอเมริกัน            - รมว.คลังญี่ปุ่น เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น จะนำแผนเก็บภาษีสินค้าอาหาร-เครื่องดื่ม กลับมาบังคับใช้อีกครั้ง หลัง  จากระงับการจัดเก็บเป็นเวลา 2 ปี   

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRD90IQ000C9ZZBHUFVVC53RV67AVHYU&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yS5uNP7g8j_JnSTD_OQWw

  • มูลนิธิ EDF รับมอบเงินสนับสนุนทุนการศึกษาจาก อีซูซุ โกลบอล ซีวี เอ็นจิเนียริ่ง เซ็นเตอร์ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มูลนิธิ EDF รับมอบเงินสนับสนุนทุนการศึกษาจาก อีซูซุ โกลบอล ซีวี เอ็นจิเนียริ่ง เซ็นเตอร์ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – มูลนิธิ EDF (มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา) โดยคุณสรรเพชร นิลรัตน์  (ที่ 2 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยคุณอนุชาติ คงมา (ขวาสุด) ผู้จัดการฝ่ายกิจการต่างประเทศ รับมอบเงินจำนวน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาท) จากคุณชุติมา สกุลภักดี (ที่ 3 จากซ้าย) คุณธิดาชนก โกวินดาซามิ (ที่ 2 จากซ้าย) และคุณมนปริยา สืบแสง (ซ้ายสุด) ตัวแทนจากส่วนงานด้าน CSR บริษัท อีซูซุ โกลบอล ซีวี เอ็นจิเนียริ่ง เซ็นเตอร์ จำกัด เพื่อจัดสรรเป็นทุนการศึกษาให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ประจำปีการศึกษา 2569 จำนวน 50 คน ณ สำนักงานมูลนิธิ EDF

    สำหรับมูลนิธิ EDF เป็นองค์กรสาธารณกุศลลำดับที่ 255 ของประเทศไทย ที่มุ่งมั่นช่วยเหลือการศึกษาให้นักเรียนที่ขาดแคลน รวมถึงร่วมกับองค์กรต่าง ๆ ดำเนินโครงการและกิจกรรมซีเอสอาร์มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 ได้รับการยอมรับจากสาธารณชนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ และได้รับรางวัล เช่น ประกาศนียบัตรรับรอง CAF International Vetted Organization จาก CAF International ที่มอบให้องค์กรสาธารณกุศลทั่วโลกซึ่งผ่านการตรวจสอบมาตรฐานการดำเนินงานครอบคลุมหลักธรรมาภิบาล จดทะเบียนถูกต้อง รายงานการเงินประจำปีมีความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ รวมถึงเงินบริจาคและเงินสนับสนุนที่ส่งมอบให้มูลนิธิได้รับการนำไปใช้อย่างถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์เพื่อสาธารณกุศลอย่างแท้จริง รางวัลประกาศนียบัตรองค์กรสาธารณกุศลระดับ  5 ดาว ในการดำเนินงานและบริหารงานด้วยหลักธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพทางการเงิน และมีความโปร่งใส จากสมาคมกิฟวิ่ง แบค และรางวัลยอดเยี่ยมองค์กรพัฒนาเอกชนแห่งประเทศไทย ประเภทองค์กรขนาดใหญ่จากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์  สถาบันคีนันแห่งเอเชีย  และ เดอะรีซอร์ส อัลลิอันซ์ เป็นต้น

    องค์กรและบุคคลที่สนใจสนับสนุนทุนการศึกษาให้นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือจัดกิจกรรมซีเอสอาร์ในโรงเรียน หรือชุมชน สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์มูลนิธิฯ โทรศัพท์ (02) 579 9209-11 (จันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-16.30 น.) อีเมล public@edfthai.org ทาง  Line: @edfthai หรือติดตามการดำเนินงานของมูลนิธิได้ที่ www.edfthai.org เฟสบุ๊กแฟนเพจ https://www.facebook.com/edfthai และอินสตราแกรม https://www.instagram.com/edfthailand/?hl=en

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/11/616152/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rMmgIZVZ6HZhIvN97M0ea

  • ไทย – จีน ต่อยอดความร่วมมือ ฉลอง 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต จัดงาน “เทศกาลตรุษจีน” ประเทศไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    ไทย – จีน ต่อยอดความร่วมมือ ฉลอง 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต จัดงาน “เทศกาลตรุษจีน” ประเทศไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    ไทย – จีน ต่อยอดความร่วมมือ ฉลอง 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต จัดงาน “เทศกาลตรุษจีน” ประเทศไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยว


    11/02/2569 | 64 |

    📌 บทสรุป 
    นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าปี 2569 เป็นวาระครบรอบ 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจพร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไทยพร้อมทำงานร่วมกับฝ่ายจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนและวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า การจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนมายังประเทศไทย ทั้งในช่วงเทศกาลตรุษจีนและตลอดทั้งปี สำหรับการจัดงานเทศกาลตรุษจีนฯ ได้จัดกิจกรรมหลักในกรุงเทพมหานคร 2 พื้นที่ ได้แก่ ถนนเยาวราช ที่จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ไปจนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2569 และศูนย์การค้าสยามพารากอน วันที่ 14 – 18 กุมภาพันธ์ 2569 ททท.ยังจัดงาน Amazing Thailand Chinese New Year 2026 @ Hat Yai ระหว่างวันที่ 17-20 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณถนนเสน่หานุสรณ์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ วันที่ 10 – 21 กุมภาพันธ์ 2569 และงานตรุษจีนสุพรรณบุรีมหัศจรรย์ 18 ปี มังกรสวรรค์ ณ อุทยานมังกรสวรรค์ จังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2569 ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว สร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความเป็นสิริมงคลในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569

    📌 รายละเอียด
    (10 ก.พ. 69) นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และคณะ เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าปี 2569 เป็นวาระครบรอบ 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไทยพร้อมทำงานร่วมกับฝ่ายจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนและวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า การจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนมายังประเทศไทย ทั้งในช่วงเทศกาลตรุษจีนและตลอดทั้งปี

    จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานในกิจกรรมประชาสัมพันธ์ “เทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ปี 2569” ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานอย่าง พร้อมเพรียง โดย ททท. และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้นำการแสดง เชิดสิงโตร่วมประชาสัมพันธ์การจัดงาน และมอบม้ามงคลให้กับนายกรัฐมนตรีในโอกาสพิเศษของเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ปี 2569

    ในโอกาสเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กรุงเทพมหานคร เขตสัมพันธวงศ์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 (Amazing Thailand Happy Chinese New Year 2026) ณ กรุงเทพมหานคร โดยกำหนดจัดกิจกรรมใน 2 พื้นที่ ประกอบด้วย

    1. กิจกรรมการตกแต่งประดับไฟ ร่วมฉลองความสุข ส่งต่อความรุ่งเรือง ภายใต้แนวคิด “Ride the Fortune, Share the Future” ณ ถนนเยาวราช บริเวณวงเวียนโอเดียนถึงแยกเฉลิมบุรี ซึ่งได้เริ่มจัดตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ไปจนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 18.00 – 23.00 น.

    2. งานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 14-18 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอนตั้งแต่เวลา 16.00 – 22.00 น. เริ่มจากพิธีกล่าวอวยพร ไทย-จีน ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมไฮไลต์ทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากสาธารณรัฐประชาชนจีน 4 คณะ ได้แก่ กรุงปักกิ่ง นครฉงซิ่ง มณฑลเหอหนาน และมณฑลฝูเจี้ยน และกิจกรรมสาธิตวัฒนธรรมไทย – จีน การประดิษฐ์โคมจีน การพิมพ์ลายอักษรมงคล การเขียนพู่กันจีน วาดหัวโขน การตัดกระดาษจีน การปักผ้าไทย พวงกุญแจดอกไม้ประดิษฐ์ โหราศาสตร์จีน เป็นต้น การจัดแสดงโคมไฟมงคลขนาดใหญ่ พร้อมด้วยศิลปินและนักแสดงจีน “จู เจิ้งถิง” และการแสดงศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ ต้าอู๋ พิทยา วง Klear วง Better Weather วง MEAN วง HERS วง Slapkiss วง Sirious Bacon แว่นใหญ่ โอบ นิธิ Jeffy วง 2Ectasy และ Kakagoesbackhome

    ททท.ยังจัดงาน Amazing Thailand Chinese New Year 2026 @ Hat Yai ระหว่างวันที่ 17-20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณถนนเสน่หานุสรณ์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ภายใต้แนวคิด Glory of Hatyai นำเสนอเอกลักษณ์ของศิลปะและวัฒนธรรมจีนที่เป็นสากลและอยู่เหนือกาลเวลามาจัดแสดงในรูปแบบศิลปะสมัยใหม่ โดยมีไฮไลต์การแสดงจากมณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 11 ชุด รวมถึงการแสดงเชิดสิงโตและมังกรเสริมสร้างสิริมงคล การแสดงกายกรรม มายากล การแสดงศิลปะการเขียนพู่กันจีน นาฏศิลป์ พร้อมด้วยการแสดงจากศิลปินที่มีชื่อเสียง อาทิ The Parkinson วง Getsunova Gavin D Zom Marie วง Serious Bacon กิจกรรมเวิร์คชอป DIY สร้อยข้อมือสายมู และการระบายสีหน้ากาก เพลิดเพลินกับอาหารเครื่องดื่ม และสินค้าภายในงานกว่า 100 ร้านค้า การประดับไฟยามค่ำคืนที่จะสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความเป็นสิริมงคลให้เมืองหาดใหญ่

    ทั้งนี้นอกจากพื้นที่กรุงเทพมหานครและหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาแล้ว ททท. ยังได้สนับสนุนการจัดงานเทศกาลตรุษจีนในจังหวัดที่มีความโดดเด่นในการสืบทอดวัฒนธรรมการจัดเทศกาลตรุษจีนอย่างยิ่งใหญ่มาอย่างยาวนาน ได้แก่ ประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ วันที่ 10 – 21 กุมภาพันธ์ 2569 และงานตรุษจีนสุพรรณบุรี มหัศจรรย์ 18 ปี มังกรสวรรค์ ณ อุทยานมังกรสวรรค์ จังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2569 รวมถึงยังมีหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมจัดกิจกรรมและส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน อาทิ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ไอคอนสยาม ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์และในเครือเซ็นทรัล ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว สร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความเป็นสิริมงคลในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569 โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามหรือติดตามรายละเอียดการจัดกิจกรรมตรุษจีนในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ที่ โทร. 1672 Travel Buddy หรือแฟนเพจเฟซบุ๊ก Thailand Festival


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/475179&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MRIXRhpf8pLP4i78oct2c

  • “เอกนิติ” ชูปี 69 แห่งการลงทุน ปักธงเศรษฐกิจไทยโต 2% ย้ำวินัยการคลัง

    “เอกนิติ” ชูปี 69 แห่งการลงทุน ปักธงเศรษฐกิจไทยโต 2% ย้ำวินัยการคลัง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า รัฐบาลตั้งเป้าจะประคับประคองเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ให้ขยายตัวได้ 2% โดยกระทรวงการคลังวางให้ปีนี้เป็น ปีแห่งการลงทุน ครอบคลุมทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 ซึ่งกระทรวงการคลังประเมินว่าจะขยายตัว 1.8% มองว่ายังมีโอกาสเติบโตได้มากกว่าคาด จากแรงหนุนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามแนวทาง Quick Big Win ที่เร่งดำเนินการ รวมถึงการส่งออกที่ฟื้นตัวดีขึ้น ปัจจัยดังกล่าวคาดว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจทั้งปี 2568 ขยายตัวสูงกว่าประมาณการเดิมที่ 2.2%

    นายเอกนิติ กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันมีข้อดีในแง่ความต่อเนื่องของการบริหารเศรษฐกิจ ทุกฝ่ายตระหนักตรงกันว่าประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาโมเมนตัมการเติบโต และเดินหน้าปรับโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลจะดำเนินนโยบายภายใต้กรอบวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ พร้อมย้ำว่า รัฐบาลจะไม่ร่วมกับพรรคการเมืองที่ดำเนินนโยบายประชานิยม

    ส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ได้มีการหารือกับสำนักงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่า หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว จะช่วยลดความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณลงได้ อย่างไรก็ตาม ได้เตรียมความพร้อมไว้ตั้งแต่ก่อนยุบสภาแล้ว และจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้งบประมาณล่าช้า

    ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ธปท. แสดงความพร้อมให้ความร่วมมือในการประสานนโยบายเพื่อพยุงเศรษฐกิจไทย สำหรับสถานการณ์เงินบาทแข็งค่า จำเป็นต้องติดตามว่ามาจากปัจจัยพื้นฐานหรือการเก็งกำไร โดยได้กำชับให้ ธปท. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นประเด็นที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

    นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ๆ ยังมีข้อจำกัด และต้องรอความชัดเจนเรื่องรัฐบาลใหม่ก่อน อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไม่สามารถรอได้ รัฐบาลจึงเร่งขับเคลื่อนโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วให้เดินหน้าต่อเนื่อง อาทิ โครงการ ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ โครงการช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งคาดว่ายอดเบิกจ่ายในไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2568 จะสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 5% รวมถึงโครงการ Thailand Individual Saving Account (TISA) ที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที

    นอกจากนี้ รัฐบาลจะเร่งอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 4.8 แสนล้านบาท จำนวนกว่า 80 โครงการ ผ่านโครงการ Thailand FastPass ซึ่งคาดว่าเม็ดเงินลงทุนจะทยอยเข้าสู่ระบบตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ พร้อมประเมินว่า ยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งปีจะสูงกว่าปีก่อนถึง 9% และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/812432&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S_qV53euWwa_QLO7VRSLp