Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กทพ. จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา) โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

    กทพ. จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา) โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

    กทพ. จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา) งานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

    ​วันนี้ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุม Fortune 3 โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน นครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา) งานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย โดยมี นายสุวัฒน์ จันทร์สุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และนางสาวณัฐฐา กาสี รองผู้ว่าการ (การเงิน บัญชี และพัฒนาธุรกิจ) กทพ. ร่วมเป็นประธานเปิดการประชุมฯ มีผู้เข้าร่วมการประชุมฯ จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน องค์กรเอกชน ด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบ องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิชาการอิสระ สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป ที่ให้ความสนใจ รวมถึงผู้เข้าร่วมรับฟังผ่านสื่อทางไกล รวมจำนวนประมาณ 200 คน

    งานศึกษาของโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยนี้ เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนผู้ใช้ทางได้รับความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางสู่เกาะสมุย รวมไปถึงเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านการคมนาคมและเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง ไปยังเกาะสมุย และส่งเสริมการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น โดย กทพ. ได้มอบหมายให้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด บริษัท เอ็ม เอ เอ คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท เอพซิลอน จำกัด และบริษัท เทสโก้ จำกัด ดำเนินการศึกษาฯ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2566 มีระยะเวลาดำเนินการศึกษา 36 เดือน (1,080 วัน) โดยได้ดำเนินการแล้วเสร็จตามแผนงาน และได้นำมาจัดการประชุมเพื่อเสนอสรุปผลการศึกษา เพื่อรับฟังความคิดเห็น จากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผลการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ และการเงิน ผลการสำรวจและออกแบบกรอบรายละเอียด งานศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม งานวิเคราะห์ความเหมาะสมการให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการ

    ตลอดการดำเนินงานของโครงการฯ ได้รับความสนใจและความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การคัดเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดจากทั้งหมด 7 แนวสายทางเลือก ร่วมกำหนดแนวเส้นทาง รูปแบบของโครงการฯ พิจารณามาตรการสำหรับการพัฒนาโครงการฯ จนได้ข้อสรุปผลแนวเส้นทางและรูปแบบของโครงการฯ ที่มี ความเหมาะสมที่สุด ทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจการลงทุน และสิ่งแวดล้อม โดยสรุปแนวเส้นทางโครงการฯ มีจุดเริ่มต้น โครงการฯ บริเวณ กม.14+500 ของทางหลวงหมายเลข 4142 ในพื้นที่ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผ่านพื้นที่ตำบลควนทอง ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช และไปสิ้นสุดโครงการฯ โดยเชื่อมต่อกับทางหลวง หมายเลข 4170 ที่ กม.9+000 บริเวณ ตำบลตลิ่งงาม อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระยะทางรวม 37.41 กิโลเมตร รูปแบบของถนนในโครงการฯ เป็นทางพิเศษขนาด 4 ช่องจราจรระดับดิน มีระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร บนเขตทางกว้าง 40 เมตร มีรั้วกั้นตลอดแนวเส้นทางโครงการทั้งสองฝั่ง เพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ทางพิเศษ มีทางบริการทั้ง 2 ด้าน เพื่ออำนวยความสะดวกจะใช้เขตทางรวม 70 เมตร มีทางเข้า-ออก 3 แห่ง สำหรับโครงสร้างสะพานข้ามทะเล มีระยะทางประมาณ 22 กิโลเมตร ใช้วิธีก่อสร้างเป็นชิ้นส่วนหล่อสำเร็จ ให้มากที่สุด เพื่อลดกิจกรรมการก่อสร้างในทะเลให้น้อยที่สุด และจะมีช่วงก่อสร้างสะพานขึง (Cable-stayed Bridge) ที่มีเสาสูงประมาณ 135 เมตร ซึ่งจะมีความสูงของช่องลอดใต้ช่วงกลางไม่น้อยกว่า 50 เมตรจากความสูงระดับน้ำทะเลปานกลาง เพื่อให้เรือขนาดใหญ่สามารถลอดผ่านได้อย่างปลอดภัย โดยการออกแบบตามมาตรฐานสากลให้มีเสถียรภาพมากที่สุดภายใต้แรงลมและแรงแผ่นดินไหว

    โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยไม่มีช่วงเส้นทางที่ตัดผ่านพื้นที่ต้นน้ำลำธาร โดยตลอดเส้นทางตัดผ่าน ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 5 ซึ่งถือว่า เป็นเส้นทางที่ไม่มีผลกระทบต่อสภาพความเป็นต้นน้ำลำธาร ในส่วนของช่วงเส้นทางที่อยู่บนแผ่นดิน นอกจากพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ดูแลรับผิดชอบของทางราชการที่ต้องขอใช้พื้นที่ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังมีที่ดินของเอกชนที่ต้องมีการเวนคืนที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการ โดยจะมีแปลงที่ดินที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 277 แปลง และมีอาคารและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ในแนวเขตเวนคืน จำนวน 45 หลัง ซึ่งจะดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 ซึ่งหลักการสำคัญในการทดแทนค่าที่ดินจะอ้างอิงราคาการซื้อขายกันในท้องตลาดและมีกระบวนการและขั้นตอนที่มีให้ความเป็นธรรม สรุปผลการศึกษาด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ฝั่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเกาะสมุย ทำให้โครงการฯ นี้เป็นทางพิเศษเชื่อมแผ่นดินกับเกาะที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อโครงข่ายการเดินทางที่มีประโยชน์สูงสุด เป็นที่ยอมรับของผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งยังเป็นทางพิเศษโครงการฯ แรกที่มีการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานสาธารณูปโภคในการที่จะนำระบบไฟฟ้า ประปา และสื่อสารข้ามทะเลมายังเกาะสมุยบนโครงสร้างทางพิเศษ ซึ่งจะทำให้ระบบเหล่านั้นมีความมั่นคงสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในพื้นที่ สนับสนุนการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยได้เต็มประสิทธิภาพ

    ​ทางโครงการฯ ได้จัดการประชุมนี้เป็น 3 เวที เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้สนใจในแต่ละพื้นที่สามารถ เข้าร่วมการประชุมและเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก โดยจัดการประชุมที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 พื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในวันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 และพื้นที่อำเภอเกาะสมุย ในวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

    หลังจากการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา) ครั้งนี้แล้ว กทพ. จะมีการจัดทำการทดสอบความสนใจของนักลงทุน (Market Sounding) และจะเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินการเพื่อพัฒนาโครงการฯ โดยดำเนินการขออนุมัติรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และขออนุมัติดำเนินโครงการต่อไป คาดว่าจะสามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ในปี พ.ศ. 2572 และเปิดให้บริการปลายปี พ.ศ. 2576

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/66387&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Sx1OCGtAkAGq2yn-dWq78

  • เจาะลึกศักยภาพจังหวัดขอนแก่น น่าลงทุนแค่ไหน ?

    เจาะลึกศักยภาพจังหวัดขอนแก่น น่าลงทุนแค่ไหน ?

              ทำไมขอนแก่นถึงกลายเป็นเมืองน่าลงทุน ? เจาะลึกศักยภาพใจกลางโซนการศึกษา ใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตอบโจทย์ทั้งนักลงทุนและผู้อยู่อาศัย

    จังหวัดขอนแก่น

              หากพูดถึงจังหวัดที่เป็นหัวเมืองหลักของภาคอีสานที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด คงหนีไม่พ้นจังหวัดขอนแก่น เมืองที่เต็มไปด้วยโอกาสใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การแพทย์หรือการคมนาคมที่กำลังพัฒนาสู่ระดับสากล ทำให้เหล่านักลงทุนเริ่มเบนเข็มความสนใจมาที่การจับจองอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่นี้ โดยเฉพาะการเลือกซื้อคอนโดขอนแก่น จาก Origin Vertical เพื่อเก็งกำไรและปล่อยเช่า ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจอย่างมาก บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกกันว่า ทำไมขอนแก่นถึงกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่คุ้มค่าแก่การลงทุนที่สุดในเวลานี้กัน  

    ทำไมขอนแก่นถึงกลายเป็นทำเลน่าจับตาสำหรับการลงทุน

              ขอนแก่นไม่ได้เป็นเพียงจังหวัดใหญ่ของภาคอีสานเท่านั้น แต่ยังเป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ด้วยองค์ประกอบหลายด้านที่เกื้อหนุนต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่น  

    ทำไมขอนแก่นถึงน่าลงทุน

    ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการศึกษาของภาคอีสาน

              ขอนแก่นคือที่ตั้งของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงยังมีศูนย์การแพทย์เฉพาะทางระดับภูมิภาค และเป็นแหล่งงาน เพราะบริษัทชั้นนำมากมายตั้งอยู่ที่นี่ สิ่งเหล่านี้ทำให้ขอนแก่นมีสภาพคล่องทางเศรษฐกิจสูงและมีเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล

    การเติบโตของเมือง

              ขอนแก่นไม่ได้เป็นเพียงทางผ่าน แต่คือศูนย์กลาง (Hub) ของภูมิภาค ด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ทำให้ที่นี่มีการขยายตัวของเมืองขอนแก่นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจากโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ศูนย์การค้าและพื้นที่เชิงพาณิชย์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเมืองมีการวางผังและพัฒนาให้รองรับการอยู่อาศัยในระยะยาว ไม่ใช่แค่การเติบโตแบบชั่วคราวอีกด้วย 

    ดีมานด์ที่อยู่อาศัยจากนักศึกษา คนทำงาน และนักลงทุน

              จังหวัดขอนแก่นเป็นทั้งแหล่งงานสำคัญและศูนย์กลางการศึกษาของภาคอีสาน ทำให้มีนักศึกษาใหม่และคนทำงานย้ายเข้ามาในเมืองอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะอพาร์ตเมนต์และคอนโดมิเนียม เพิ่มสูงขึ้นตลอดทั้งปี อัตราการเข้าพักอยู่ในระดับดี จึงตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการลงทุนในคอนโดปล่อยเช่าได้ด้วยเช่นกัน 

    ระบบคมนาคมและการเดินทางในเมือง

              ขอนแก่นกำลังจะมีโครงการรถไฟฟ้ารางเบา (LRT) สายแรกของภูมิภาค รวมถึงการขยายสนามบินนานาชาติขอนแก่นที่รองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น และโครงการรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อภาคอีสานเข้ากับกรุงเทพฯ และประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้การเดินทางสะดวกสบายและรวดเร็วกว่าเดิมหลายเท่า 

    ค่าครองชีพและสภาพแวดล้อม

              แม้ความเจริญจะเข้าสู่เมืองอย่างรวดเร็ว แต่ค่าครองชีพในขอนแก่นยังถือว่ามีความสมดุลเมื่อเทียบกับคุณภาพชีวิต ผู้คนสามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียมได้ในราคาที่จับต้องได้ มีพื้นที่สีเขียวอย่างบึงแก่นนคร และบึงสีฐาน ให้พักผ่อน ทำให้ที่นี่เป็นเมืองที่น่าอยู่และน่าเข้ามาตั้งรากฐานในระยะยาว  

    ทำไมคอนโด The Origin Campus Khon Kaen

    ถึงเป็นทำเลศักยภาพใจกลางโซนการศึกษา

              เมื่อพูดถึงการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในตอนนี้ ต้องยกให้ The Origin Campus Khon Kaen จาก Origin Vertical โครงการที่ตั้งอยู่บนทำเลที่เรียกได้ว่าไข่แดงของโซนการศึกษา ใกล้รั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่นเพียงไม่กี่ก้าว ซึ่งเป็นทำเลที่มีดีมานด์การเช่าจากนักศึกษาและบุคลากรในมหาวิทยาลัยอย่างหนาแน่นตลอดปี ด้วยการออกแบบที่เข้าใจความต้องการของคนรุ่นใหม่ พร้อมส่วนกลางที่ครบครันและทันสมัย จึงไม่ใช่เรื่องยากที่โครงการนี้จะกลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนที่หวังผลตอบแทน (Yield) ในระยะยาว

    The Origin Campus Khon Kaen

    สรุปบทความ

              จังหวัดขอนแก่นคือทำเลแห่งอนาคตที่มีศักยภาพครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เศรษฐกิจที่ขยายตัว และกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน การเลือกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และตั้งอยู่ในทำเลใกล้แหล่งงานและสถานศึกษาอย่างโครงการจาก Origin Vertical จึงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นคงทางการเงินในยุคปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://home.kapook.com/view298684.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z0fFpT0WTJw476eCFKUS5

  • อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) ประกาศยุทธศาสตร์ปี 2026 บุกตลาด SME เต็มสูบ

    อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) ประกาศยุทธศาสตร์ปี 2026 บุกตลาด SME เต็มสูบ

    วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.14 น.

    Tag :

    บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญการด้านวางระบบ Network และ ไอที โซลูชันเต็มรูปแบบอย่างครบวงจรโดยได้การรับรองจาก ISO9001 : 2015 และ ISO27001 นำโดย นายโกวิท ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยนางวาณา ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด และนายพงศภัค ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ จัดงานแถลงข่าว “เปิดกลยุทธ์ EasyNet 2026: เพื่อนคู่คิดทางเทคโนโลยีของ SME” มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยผ่านโมเดล “เช่าระบบ WiFi พร้อมอุปกรณ์แบบครบวงจร” (WiFi as a Service) เพื่อทลายขีดจำกัดด้านงบประมาณและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการทุกระดับ

    นางวาณา ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่เรายืนหยัดในฐานะผู้นำด้านการวางระบบ Network  เราได้เห็นความท้าทายของผู้ประกอบการไทยที่มักจะติดหล่มเรื่องการลงทุนด้านไอทีที่สูงเกินความจำเป็น จากการรายงานของนักวิเคราะห์อุตสาหกรรมไอที (source: Gartner, Krungsri Compass) คาดการณ์ว่ามูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีในประเทศไทยปี 2025 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 7.9% โดยมีมูลค่ารวมเกือบ 996,000 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มบริการไอที (IT Services) และระบบความปลอดภัย (Cybersecurity) ที่มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยกว่า 9-10% ต่อปี เพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยี AI และการบริหารจัดการข้อมูล อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเติบโตนี้ SME ไทยกว่า 3.2 ล้านราย ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณลงทุน (CAPEX) ที่สูงขึ้นตามราคาฮาร์ดแวร์ทั่วโลก ในปีนี้ EasyNet จึงขอเป็นตัวเปลี่ยนเกม (Game Changer) ด้วยการเปลี่ยนค่าใช้จ่ายก้อนโตให้กลายเป็นรายจ่ายรายเดือนที่ควบคุมได้ (OPEX) ภายใต้แนวคิด ‘ใช้แค่ไหน จ่ายแค่นั้น’ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด

    กลยุทธ์ในปี 2026 ของเราคือการเจาะกลุ่มผู้ประกอบการทั่วประเทศไทย โดยใช้จุดแข็งเรื่องการผสมผสานนวัตกรรม WiFi ให้เป็นเครื่องมือการตลาดที่ไร้ขีดจำกัด ก้าวต่อไปของเราคือการเป็น Digital Partner ที่ช่วยให้ทุกธุรกิจสามารถวิเคราะห์และวางแผนการสื่อสารกับลูกค้าได้แม่นยำขึ้น

    นายพงศภัค ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด เน้นย้ำความเชื่อมั่นด้านเทคโนโลยีว่า เทรนด์เทคโนโลยีในปี 2026 จะมุ่งไปที่ AI และ Hyper-Connectivity ซึ่งมาพร้อมกับความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น EasyNet จึงยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสู่ Zero Trust Architecture โดยเราติดตั้งระบบเฝ้าระวังภัยคุกคามเบื้องต้นตลอด 24 ชั่วโมง (Network Monitoring) และระบบยืนยันตัวตนที่สอดคล้องกับ พรบ. คอมพิวเตอร์อย่างเข้มงวด เรามั่นใจว่าระบบของเราจะเป็น ‘Safe Zone’ ให้กับผู้ประกอบการ ทำให้พวกเขาสามารถโฟกัสกับการดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการโจมตีจากแฮกเกอร์หรือความขัดข้องของระบบ Network ภายในหรือภายนอกของธุรกิจของท่าน

    EasyNet นำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์สถานะทางการเงินของธุรกิจยุคใหม่ผ่าน 2 รูปแบบหลัก

    1. โมเดลเช่าระบบ (Monthly Rental): เปลี่ยนค่าใช้จ่ายก้อนโตให้กลายเป็นรายเดือนที่ควบคุมได้ (OPEX) ช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนอุปกรณ์ในครั้งเดียว
    2. โมเดลซื้อขาด (One-time Purchase): สำหรับธุรกิจที่ต้องการเป็นเจ้าของระบบอย่างเต็มตัว โดยยังคงได้รับการดูแลจากมืออาชีพที่เชี่ยวชาญผ่านการรับรองจากองค์กรระดับนานาชาติ

    บริษัทฯ มุ่งเน้นการให้บริการแบบ Full Service ตั้งแต่การจัดหาอุปกรณ์ไปจนถึงการตรวจสอบดูแล ได้แก่

    • ระบบ WiFi Rental พร้อมอุปกรณ์: บริการเช่าระบบ WiFi ครบวงจรที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และประเภทธุรกิจ
    • IT Consulting & Design: การให้คำปรึกษา ออกแบบ และกำหนดสเป็คอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมโดยวิศวกรผู้ชำนาญการ
    • Cybersecurity Excellence: ระบบความปลอดภัยไซเบอร์ขั้นสูงเพื่อป้องกันภัยคุกคามดิจิทัลในทุกรูปแบบ
    • Smart Monitoring: บริการดูแลและสังเกตการณ์ระบบโดยแผนก IT มืออาชีพ ช่วยให้เจ้าของธุรกิจวางใจได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    นอกจากการดำเนินธุรกิจ EasyNet ยังยึดถือหลักธรรมาภิบาลผ่านโครงการ “EasyNet: WiFi is Chances” โดยตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป เมื่ออุปกรณ์ที่เช่าครบอายุสัญญา 48 เดือน บริษัทฯ จะนำอุปกรณ์ที่ยังคงสภาพดีไปส่งต่อให้กับโรงเรียนหรือชุมชนที่ขาดแคลนและเข้าถึงยาก เพราะเราเชื่อว่า “การศึกษาคือพื้นฐานของชีวิต” และต้องการหยิบยื่นโอกาสให้แก่เยาวชนผ่านเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจหลักของเรา

    สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรับบริการการวางระบบ WiFi และโซลูชันด้านไอที สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือรับคำปรึกษาได้ที่ เว็บไซต์: www.easynet.co.th, Facebook: EasyNet Thailand, TikTok: Easynet_thailand และ Line ID: @easynet

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/946526&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DSYizQOflhpfk8h8PPyfr

  • อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) ประกาศยุทธศาสตร์ปี 2026 บุกตลาด SME เต็มสูบ ชูโซลูชัน WiFi อัจฉริยะ ลดต้นทุน-เพิ่มความปลอดภัย 

    อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) ประกาศยุทธศาสตร์ปี 2026 บุกตลาด SME เต็มสูบ ชูโซลูชัน WiFi อัจฉริยะ ลดต้นทุน-เพิ่มความปลอดภัย 

    วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.56 น.

    อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) ประกาศยุทธศาสตร์ปี 2026 บุกตลาด SME เต็มสูบ
    ชูโซลูชัน WiFi อัจฉริยะ ลดต้นทุน-เพิ่มความปลอดภัย 

    บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญการด้านวางระบบ Network และ ไอที โซลูชันเต็มรูปแบบอย่างครบวงจรโดยได้การรับรองจาก ISO9001 : 2015 และ ISO27001 นำโดย นายโกวิท ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยนางวาณา ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด และนายพงศภัค ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ จัดงานแถลงข่าว “เปิดกลยุทธ์ EasyNet 2026: เพื่อนคู่คิดทางเทคโนโลยีของ SME” มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยผ่านโมเดล “เช่าระบบ WiFi พร้อมอุปกรณ์แบบครบวงจร” (WiFi as a Service) เพื่อทลายขีดจำกัดด้านงบประมาณและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการทุกระดับ 

    นางวาณา ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่เรายืนหยัดในฐานะผู้นำด้านการวางระบบ Network  เราได้เห็นความท้าทายของผู้ประกอบการไทยที่มักจะติดหล่มเรื่องการลงทุนด้านไอทีที่สูงเกินความจำเป็น จากการรายงานของนักวิเคราะห์อุตสาหกรรมไอที (source: Gartner, Krungsri Compass) คาดการณ์ว่ามูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีในประเทศไทยปี 2025 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 7.9% โดยมีมูลค่ารวมเกือบ 996,000 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มบริการไอที (IT Services) และระบบความปลอดภัย (Cybersecurity) ที่มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยกว่า 9-10% ต่อปี เพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยี AI และการบริหารจัดการข้อมูล อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเติบโตนี้ SME ไทยกว่า 3.2 ล้านราย ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณลงทุน (CAPEX) ที่สูงขึ้นตามราคาฮาร์ดแวร์ทั่วโลก ในปีนี้ EasyNet จึงขอเป็นตัวเปลี่ยนเกม (Game Changer) ด้วยการเปลี่ยนค่าใช้จ่ายก้อนโตให้กลายเป็นรายจ่ายรายเดือนที่ควบคุมได้ (OPEX) ภายใต้แนวคิด ‘ใช้แค่ไหน จ่ายแค่นั้น’ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด

    กลยุทธ์ในปี 2026 ของเราคือการเจาะกลุ่มผู้ประกอบการทั่วประเทศไทย โดยใช้จุดแข็งเรื่องการผสมผสานนวัตกรรม WiFi ให้เป็นเครื่องมือการตลาดที่ไร้ขีดจำกัด ก้าวต่อไปของเราคือการเป็น Digital Partner ที่ช่วยให้ทุกธุรกิจสามารถวิเคราะห์และวางแผนการสื่อสารกับลูกค้าได้แม่นยำขึ้น

    นายพงศภัค ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด เน้นย้ำความเชื่อมั่นด้านเทคโนโลยีว่า เทรนด์เทคโนโลยีในปี 2026 จะมุ่งไปที่ AI และ Hyper-Connectivity ซึ่งมาพร้อมกับความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น EasyNet จึงยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสู่Zero Trust Architecture โดยเราติดตั้งระบบเฝ้าระวังภัยคุกคามเบื้องต้นตลอด 24 ชั่วโมง (Network Monitoring) และระบบยืนยันตัวตนที่สอดคล้องกับ พรบ. คอมพิวเตอร์อย่างเข้มงวด เรามั่นใจว่าระบบของเราจะเป็น ‘Safe Zone’ ให้กับผู้ประกอบการ ทำให้พวกเขาสามารถโฟกัสกับการดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการโจมตีจากแฮกเกอร์หรือความขัดข้องของระบบ Network ภายในหรือภายนอกของธุรกิจของท่าน

    EasyNet นำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์สถานะทางการเงินของธุรกิจยุคใหม่ผ่าน 2 รูปแบบหลัก

    โมเดลเช่าระบบ (Monthly Rental): เปลี่ยนค่าใช้จ่ายก้อนโตให้กลายเป็นรายเดือนที่ควบคุมได้ (OPEX) ช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนอุปกรณ์ในครั้งเดียว 

    โมเดลซื้อขาด (One-time Purchase): สำหรับธุรกิจที่ต้องการเป็นเจ้าของระบบอย่างเต็มตัว โดยยังคงได้รับการดูแลจากมืออาชีพที่เชี่ยวชาญผ่านการรับรองจากองค์กรระดับนานาชาติ

    บริษัทฯ มุ่งเน้นการให้บริการแบบ Full Service ตั้งแต่การจัดหาอุปกรณ์ไปจนถึงการตรวจสอบดูแล ได้แก่

    ระบบ WiFi Rental พร้อมอุปกรณ์: บริการเช่าระบบ WiFi ครบวงจรที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และประเภทธุรกิจ

    IT Consulting & Design: การให้คำปรึกษา ออกแบบ และกำหนดสเป็คอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมโดยวิศวกรผู้ชำนาญการ

    Cybersecurity Excellence: ระบบความปลอดภัยไซเบอร์ขั้นสูงเพื่อป้องกันภัยคุกคามดิจิทัลในทุกรูปแบบ

    Smart Monitoring: บริการดูแลและสังเกตการณ์ระบบโดยแผนก IT มืออาชีพ ช่วยให้เจ้าของธุรกิจวางใจได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    นอกจากการดำเนินธุรกิจ EasyNet ยังยึดถือหลักธรรมาภิบาลผ่านโครงการ “EasyNet: WiFi is Chances” โดยตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป เมื่ออุปกรณ์ที่เช่าครบอายุสัญญา 48 เดือน บริษัทฯ จะนำอุปกรณ์ที่ยังคงสภาพดีไปส่งต่อให้กับโรงเรียนหรือชุมชนที่ขาดแคลนและเข้าถึงยาก เพราะเราเชื่อว่า “การศึกษาคือพื้นฐานของชีวิต” และต้องการหยิบยื่นโอกาสให้แก่เยาวชนผ่านเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจหลักของเรา

    สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรับบริการการวางระบบ WiFi และโซลูชันด้านไอที สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือรับคำปรึกษาได้ที่ เว็บไซต์: www.easynet.co.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/465658&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ux-pzM6a_0VHbgOuCTB1x

  • NT   เดินหน้าสื่อสารทิศทางองค์กรปี 2569

    NT เดินหน้าสื่อสารทิศทางองค์กรปี 2569

    วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.09 น.

    บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เดินหน้าสื่อสารทิศทางองค์กรปี 2569 อย่างชัดเจน ผ่านงาน “NT LAUNCHING EVENT 2026” ภายใต้แนวคิด “เชื่อมต่อทุกโอกาสให้ยิ่งใหญ่” สะท้อนการขยายบทบาทจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศในระยะยาว พร้อมเปิดตัว โบว์ – เมลดา สุศรี นักแสดงสาวสุดฮอต เป็นพรีเซนเตอร์คนใหม่อย่างเป็นทางการ ณ บริเวณเซ็นทรัลคอร์ท ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

    นายเสกสรรค์ มิตรเกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจลูกค้าและการตลาด บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT เปิดเผยว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการแข่งขันที่รุนแรง NT ยังคงยืนหยัดในจุดยืนการเป็นแบรนด์ที่ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถไว้วางใจได้ ทั้งด้านเสถียรภาพ ความปลอดภัย และการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม

    “NT ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้ให้บริการสัญญาณ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่อยู่เบื้องหลังโอกาสสำคัญของประเทศ เรามุ่งสร้างการเชื่อมต่อที่มั่นคง ปลอดภัย และเข้าถึงได้ เพื่อรองรับทั้งคุณภาพชีวิตของประชาชนและการเติบโตของภาคเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” นายเสกสรรค์กล่าว

    แนวคิด “เชื่อมต่อทุกโอกาสให้ยิ่งใหญ่” จึงไม่ได้เป็นเพียงแคมเปญการตลาด แต่เป็นภาพสะท้อนทิศทางธุรกิจของ NT ที่ต้องการทำให้เทคโนโลยีเป็นเรื่องเข้าใจง่าย ใกล้ตัว และใช้งานได้จริงในทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่การทำงาน ความบันเทิง ไปจนถึงการดำเนินธุรกิจ

    “การสื่อสารแบรนด์ของ NT ในปี 2569 จะเน้นความเข้าใจง่ายและการใช้งานจริง เราเชื่อว่าเทคโนโลยีที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ต้องเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับผู้คนและธุรกิจได้จริง”

    ด้าน โบว์ เมลดา เปิดเผยความรู้สึกถึงการร่วมงานกับ NT ว่า เป็นประสบการณ์ที่อบอุ่นและสะท้อนตัวตนของตนเองได้อย่างลงตัว ซึ่งการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและการสื่อสารเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การพักผ่อน หรือการติดต่อกับทุกคน

    “ไม่ว่าโบว์จะทำงานหรืออยู่ที่ไหน การเชื่อมต่อเป็นเรื่องสำคัญมาก NT เลยเป็นแบรนด์ที่เข้ากับชีวิตของโบว์ ได้อย่างลงตัวเพราะใช้งานง่าย และทำให้ทุกโมเมนต์สนุกต่อเนื่อง ไม่สะดุด ไม่พลาดในทุกโอกาสที่สำคัญของชีวิต”

    ภายในงาน NT ยังเปิดตัวบริการและแพ็กเกจสุดคุ้มที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัลอย่างรอบด้าน อาทิ อินเทอร์เน็ตบ้าน NT Broadband, ซิมมือถือ my by NT และ NT Voice 009 บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ควบคู่ไปกับภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ที่ถ่ายทอดบทบาทของการเชื่อมต่อในชีวิตประจำวัน ตอกย้ำภาพลักษณ์ของ NT ในฐานะ National Trust, National Telecom ที่พร้อมเติบโตไปพร้อมกับสังคมไทยอย่างยั่งยืน

    สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.ntplc.co.th หรือ Contact Center โทร 1888.

    #NT #NTxBowMaylada #เชื่อมต่อทุกโอกาสให้ยิ่งใหญ่ #EnjoyMoment

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/465678&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19Asv7GSXbIC8OpmdOCcDY

  • เหตุใดการธำรงสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างอิหร่าน–ไทยจึงสำคัญต่อทั้งสองชาติ

    เหตุใดการธำรงสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างอิหร่าน–ไทยจึงสำคัญต่อทั้งสองชาติ

    ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับประเทศไทยคือพรมผืนยาวที่ทอขึ้นด้วยกาลเวลา หลอมรวมเส้นใยแห่งการค้าและความเคารพซึ่งกันและกันมาตั้งแต่หลายศตวรรษก่อน ตั้งแต่อิทธิพลของเชคอะหมัด ในศตวรรษที่ 17 จนถึงการท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน สายสัมพันธ์นี้คือสะพานพิเศษที่เชื่อมโลกตะวันตกกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าด้วยกัน

    ทว่า แก่นแท้ของความสัมพันธ์นี้อยู่ลึกกว่านั้น—อยู่ที่ คุณค่าร่วม ความต่อเนื่องของคุณค่าเหล่านี้ปรากฏชัดในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทยอิหร่าน ผ่านบทบาทของเชคอะหมัด เขาไม่ใช่เพียงผู้ยึดมั่นในศรัทธาและคุณธรรม หากยังเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญเชิงปฏิบัติทั้งด้านพาณิชยกรรม การค้าระหว่างประเทศ และการบริหารราชการ เชคอะหมัดสามารถนำความรู้เหล่านี้มาใช้ในบริบทของสยามได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยามองเห็นคุณค่า และเชิญเขาเข้าร่วมงานบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ใช่ในฐานะคนนอก แต่ในฐานะหุ้นส่วนที่ไว้วางใจ เพื่อค้ำจุนเสถียรภาพและความรุ่งเรืองของอาณาจักร

    นักการทูตไทยท่านหนึ่ง ภายหลังการเดินทางเยือนหัวใจแห่งอารยธรรมเปอร์เซีย ได้ถ่ายทอดแก่นความคิดนี้ไว้อย่างงดงามว่า

    “ความยิ่งใหญ่ของเพอร์เซโพลิสและสุสานของไซรัสมหาราช คือพยานทางสถาปัตยกรรมของ ‘ความไม่เที่ยง’ พวกมันย้ำเตือนเราว่าอำนาจทางวัตถุเป็นสิ่งชั่วคราว และมีเพียงการกระทำที่ตั้งอยู่บนความยุติธรรมเท่านั้นที่คงอยู่ยืนยาว โลกทัศน์แบบเปอร์เซียนี้สอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับคำสอนทางพุทธศาสนาของไทยเรื่อง ‘ความรับผิดชอบตามกฎแห่งกรรม’ ในทั้งสองวัฒนธรรม จริยธรรมคือวินัยประจำวันเพื่อยกระดับประสบการณ์ความเป็นมนุษย์ การย้ำเตือนเรื่องความไม่เที่ยงในจริยธรรมแบบเปอร์เซียสะท้อนกับคำสอนทางพุทธเรื่องความไม่ยึดติดและความเร่งด่วนทางศีลธรรมได้อย่างลึกซึ้ง”

    รากฐานสู่อนาคต

    การธำรงสายสัมพันธ์นี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการ ได้แก่

    • การทูตเชิงจริยธรรม: ดังที่นักการทูตได้กล่าวไว้ ความยั่งยืนในทางการเมืองย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากรากฐานทางจริยธรรม ความเชื่อมั่นระหว่างประเทศถูกสร้างขึ้นจาก “การบรรจบกันของคุณธรรมและทักษะเชิงการค้า”
    • พลังผสานทางวัฒนธรรม: การทำความเข้าใจรากฐานทางปรัชญาร่วมกัน—การจับคู่ศรัทธากับปัญญา—ช่วยให้ทั้งสองชาติสามารถท้าทายและคลี่คลายภาพเหมารวมในโลกสมัยใหม่ได้
    • ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ: เมื่อการค้าตั้งอยู่บนความซื่อสัตย์ มากกว่าผลประโยชน์ระยะสั้น ก็ย่อมนำไปสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนสำหรับทั้งชาวไทยและชาวอิหร่าน

    ท้ายที่สุด มิตรภาพระหว่าง แหล่งกำเนิดอารยธรรม กับ ดินแดนแห่งรอยยิ้ม คือทรัพย์สมบัติอันล้ำค่า การให้เกียรติบทเรียนเชิงสัญลักษณ์จากชีราซ และมรดกของบุคคลอย่างเชคอะหมัด  คือหนทางที่จะทำให้ “เส้นทางสายไหมแห่งจิตวิญญาณ” เปิดกว้างต่อไป เพื่อหล่อเลี้ยงอนาคตที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจสำหรับชนรุ่นถัดไปของอิหร่านและประเทศไทย

    บทความสั้นนี้เขียนโดย ฯพณฯ ดร. นาเซเรดดิน ไฮดารี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำราชอาณาจักรไทย

  • ครม. รับทราบมาตรการด้านวีซ่า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ

    ครม. รับทราบมาตรการด้านวีซ่า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ

    ครม. รับทราบมาตรการด้านวีซ่า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ


    11/02/2569 | 86 |

    📌 บทสรุป
    คณะรัฐมนตรี มีมติรับทราบมาตรการและแนวทางการตรวจลงตรา (Visa) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาแล้วตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 มีมาตรการแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1. มาตรการระยะสั้น กำหนด 93 ประเทศ/ดินแดน ได้รับยกเว้นการตรวจลงตรา (ไม่ต้องขอวีซ่า) เพื่อการท่องเที่ยว ทำงานหรือการติดต่อธุรกิจ ระยะสั้นอยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 60 วัน และกำหนดรายชื่อ 31 ประเทศ/ดินแดน ที่เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวสามารถขอวีซ่าได้ที่ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival: VOA) อีกทั้งอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเพื่อท่องเที่ยวและทำงานทางไกล เป็นกรณีพิเศษ รวมทั้งอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเพื่อศึกษา หรือศึกษาและทำงาน เป็นกรณีพิเศษ 2. มาตรการระยะกลาง จัดกลุ่มและปรับลดรหัสกำกับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant) จากเดิม 17 รหัส เหลือ 7 รหัส และขยายการเปิดให้บริการการตรวจลงตราอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นมา และ 3. มาตรการระยะยาว ได้พัฒนาระบบ ตม.6 ออนไลน์ (Thailand Digital Arrival Card: TDAC) ขึ้นแทนระบบ Electronic Travel Authorization (ETA) (ระบบการตรวจสอบและอนุมัติการเดินทางล่วงหน้าทางออนไลน์ สำหรับชาวต่างชาติที่ได้รับยกเว้นวีซ่า) เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา ส่วนเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ได้กำหนดรายชื่อประเทศในระยะที่สองจำนวน 8 ประเทศ สำหรับผู้ที่จะขอวีซ่าแบบ VOA และการปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการขอวีซ่าสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ประสงค์ใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศไทย

    📌 รายละเอียด 
    (10 ก.พ. 69) คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการและแนวทางการตรวจลงตราเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 ที่มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศรับไปดำเนินการเกี่ยวกับมาตรการและแนวทางการตรวจลงตรา (วีซ่า) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งประกอบด้วยมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการสรุปได้ดังนี้

    1. เรื่องที่ดำเนินการแล้วเสร็จ

    มาตรการระยะสั้น ได้แก่

    (1) กำหนดรายชื่อประเทศและดินแดนที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือ

    เดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อการท่องเที่ยว ทำงานหรือการติดต่อธุรกิจ ระยะสั้น ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราและให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกิน 60 วัน เป็นกรณีพิเศษ (ผ.60) จำนวน 93 ประเทศ/ดินแดน

    (2) กำหนดรายชื่อประเทศที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวจะขอรับการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival: VOA) ระยะแรก จำนวน 31 ประเทศ/ดินแดน

    (3) อนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเพื่อท่องเที่ยวและทำงานทางไกล เป็นกรณีพิเศษ โดยเพิ่มการตรวจลงตราประเภท Destination Thailand Visa (DTV) (เป็นวีซ่าเพื่อดึงดูด นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง กลุ่มคนทำงานจากระยะไกล (Digital Nomads) และผู้ที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมในประเทศไทย เช่น มวยไทย การนวดแผนไทย การทำอาหารไทย และกิจกรรมเกี่ยวกับ Thai soft power อื่นๆ)

    (4) อนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเพื่อศึกษา หรือศึกษาและทำงาน เป็นกรณีพิเศษ โดยเพิ่มการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant) รหัส ED Plus

    (5) แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการตรวจลงตรา (ชุดเดิม) โดยในปี 2568 ได้จัดการประชุมไปแล้ว 2 ครั้ง ล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นใหม่แล้ว ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะได้จัดการประชุมคณะกรรมการฯ ต่อไป

    มาตรการระยะกลาง ได้แก่

    (1) จัดกลุ่มและปรับลดรหัสกำกับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant) จากเดิม 17 รหัส เหลือ 7 รหัส มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2568 เป็นต้นมา โดยกระทรวงการต่างประเทศได้แก้ไขข้อมูลในระบบตรวจลงตราอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางของกระทรวงการต่างประเทศแล้ว

    (2) ขยายการเปิดให้บริการการตรวจลงตราอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นมา กระทรวงการต่างประเทศได้ขยายการเปิดให้บริการฯ ครอบคลุมสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั้งหมด 94 แห่งทั่วโลก ผ่านเว็บไซต์ https://www.thaievisa.go.th/

    มาตรการระยะยาว ได้แก่ การพัฒนาระบบ Electronic Travel Authorization (ETA) (ระบบการตรวจสอบและอนุมัติการเดินทางล่วงหน้าทางออนไลน์ สำหรับชาวต่างชาติที่ได้รับยกเว้นวีซ่า) โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้พัฒนาระบบ ตม.6 ออนไลน์ (Thailand Digital Arrival Card: TDAC) ขึ้นแทน ETA และได้เริ่มใช้งานระบบ TDAC ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา

    2. เรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ

    มาตรการระยะสั้น ได้แก่ กำหนดรายชื่อประเทศที่ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวจะขอรับการตรวจลงตรา ณ ช่องทางอนุญาตของด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival: VOA) ระยะที่สอง จำนวน 8 ประเทศ

    มาตรการระยะกลาง ได้แก่ ปรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวพำนักระยะยาว (Long Stay) สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่ประสงค์ใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศไทย

    อย่างไรก็ตามภายหลังการใช้บังคับมาตรการ ผ.60 และ VOA ระยะแรก ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นมา มีข้อสังเกตเกี่ยวกับผลกระทบต่อความมั่นคงและภาพลักษณ์ของประเทศ เนื่องจากชาวต่างชาติบางส่วนใช้มาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา โดยเฉพาะ ผ.60 ผิดวัตถุประสงค์ โดยแฝงเข้ามาลักลอบทำงานหรือกระทำผิดกฎหมายในไทยและในประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีแนวทางแก้ไขคือ คณะกรรมการนโยบายการตรวจลงตราชุดใหม่ที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้ง สามารถพิจารณาทบทวนมาตรการตรวจลงตราต่าง ๆ ได้ โดยกระทรวงการต่างประเทศจะได้นำเสนอปัญหาที่เกิดจากการใช้บังคับ ผ.60 และมาตรการตรวจลงตราอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ให้คณะกรรมการฯ พิจารณาในโอกาสแรก


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/475229&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BXnr0LLv653coHGQBbPXj

  • ศอ.บต.ร่วมหารือ”รัฐเปรัก มาเลเซีย”แลกเปลี่ยนขับเคลื่อนการศึกษา การท่องเที่ยว และสินค้าตามอัตลักษณ์ร่วมกัน | เดลินิวส์

    ศอ.บต.ร่วมหารือ”รัฐเปรัก มาเลเซีย”แลกเปลี่ยนขับเคลื่อนการศึกษา การท่องเที่ยว และสินค้าตามอัตลักษณ์ร่วมกัน | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ 10 ก.พ. เวลา 13.00 น. ตามเวลาของประเทศไทย นางสาวลดา ภู่มาศ เอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทย นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ในฐานะหัวหน้าคณะฝ่ายไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ศอ.บต. พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า มหาวิทยาลัยฟาฏอนี และสมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และต่อยอดความร่วมมือในมิติต่างๆ ระหว่างจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยกับรัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย ณ โรงแรม Casuarina เมืองอิโปห์ (Ipoh) รัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย

    โดยทางมาเลเซีย ประกอบด้วย YB. Dato’ Seri Ir. Haji Mohamad Nizar bin Jamaluddin รองมุขมนตรี รัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย Mr. Nordin bin Abdul Malek ประธานสมาคมพัฒนาชุมชนรัฐเปรัก/ประธานบริหาร IGROW สมาคมหอการค้า รัฐเปรักตลอดจนผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนจากทั้งสองประเทศเข้าร่วม

    ในการนี้ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ในฐานะประธานการประชุม กล่าวว่า ประเทศมาเลเซียได้ประกาศให้ปีนี้เป็นปีท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว การค้า และการจับคู่ธุรกิจระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงความร่วมมือด้านการศึกษา ทั้งระดับมหาวิทยาลัย ระดับมัธยมศึกษา และสถาบันศึกษาปอเนาะ โดยมุ่งเน้นการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาทักษะอาชีพให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน โดยที่สามารถทำร่วมกันได้เลย คือการให้ครูปอเนาะในพื้นที่ จชต. ได้มาศึกษา ดูงาน การพัฒนาแนวทางด้านการศึกษาในสถานศึกษาปอเนาะของเปรัก ในช่วงหลังเดือนรอมฎอน เพราะทั้งสองประเทศมีอัตลักษณ์และวัฒนธรรมที่คล้ายกัน นอกจากนี้ระหว่าง ศอ.บต. กับรัฐเปรัก ประเทศมาเลเซีย ได้ดำเนินมาอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี 2025 ครอบคลุมมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม การพัฒนา และความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชน

    ขณะที่ YB. Dato’ Seri Ir. Haji Mohamad Nizar bin Jamaluddin กล่าวต้อนรับคณะจากประเทศไทย โดยระบุว่า การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นและวิสัยทัศน์ร่วมระหว่างประเทศไทยกับรัฐเปรัก บนพื้นฐานความใกล้ชิดทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิต พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว เกษตรกรรม และการศึกษา เพื่อประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้เป็นเขตแห่งความร่วมมือที่ยั่งยืน

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องในการยกระดับความร่วมมือด้านศาสนาและการศึกษา โดยเฉพาะสถาบันปอเนาะและฮาฟิซ เพื่อพัฒนามาตรฐานการเรียนการสอนให้มีคุณภาพและปลอดภัยสำหรับเยาวชน พร้อมทั้งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมฮาลาล ผ่านการอำนวยความสะดวกด้านการรับรองมาตรฐาน เพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดมาเลเซียและตลาดสากล

    ด้านนายมูฮำมัดซูวารี สาแล นายกสมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ต้องการผลักดันให้สถาบันปอเนาะมีการจัดตั้งสหกรณ์อิสลาม พร้อมเสนอให้มาเลเซียร่วมเป็นพี่เลี้ยงในการก่อตั้งและพัฒนาสหกรณ์ดังกล่าว รวมถึงการส่งเสริมอาชีพให้กับเยาวชนในสถาบันปอเนาะ อาทิ งานตัดเย็บและการแปรรูปอาหารฮาลาล โดยใช้วัตถุดิบจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย

    การหารือดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและมาเลเซีย ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาในมิติเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ ภายใต้บรรยากาศแห่งมิตรภาพ สันติภาพ และความปรารถนาดีร่วมกัน ทั้งนี้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้เสนอให้มีการพิจารณาจัดกิจกรรมร่วมกันในทันทีภายหลังช่วงเดือนรอมฎอน โดยมุ่งเน้นการศึกษาในสถาบันปอเนาะ การพัฒนาศักยภาพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมทั้งประสานงานกับประธานสภาความร่วมมือไทย–มาเลเซีย (Thai–Malaysia Cooperation) เพื่อหารือถึงแนวทางและขั้นตอนการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องในลำดับต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5591247/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Un0gG2u1NZ4Gz09YA26zD

  • ตลาดหุ้นเอเชียผันผวน นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    ตลาดหุ้นเอเชียผันผวน นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดทำการผันผวนในวันพุธ หลังจากได้รับแรงกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอ ซึ่งแม้จะเพิ่มโอกาสในการลดดอกเบี้ยแต่ก็สร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกอันดับหนึ่ง

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลว่ายอดขายปลีกเดือนธันวาคมไม่มีการเติบโต หลังจากขยายตัว 0.6% ในเดือนพฤศจิกายน ตัวเลขดังกล่าวสร้างความกังวลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคอเมริกัน ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตหลักของประเทศ

    ความกังวลเรื่องการลงทุน AI

    นักวิเคราะห์ระบุว่าตลาดไม่ตอบสนองต่อข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอแบบเดิมอีกต่อไป Stephen Innes จาก SPI Asset Management กล่าวว่า “ตลาดไม่ตอบสนองอย่างสม่ำเสมอต่อแนวคิดที่ว่าข้อมูลที่อ่อนแอจะยกระดับหุ้นโดยอัตโนมัติ” พร้อมเสริมว่าความวิตกเรื่องความเสี่ยงจากหัวข้อข่าว AI อยู่ในระดับสูง

    หุ้นเทคโนโลยีปรับตัวลงหลังจาก Alphabet บริษัทแม่ของ Google ระดมทุนด้วยหุ้นกู้มากกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์ในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านเทคโนโลยี

    ท่าทีธนาคารกลางสหรัฐฯ

    เจ้าหน้าที่เฟดสองคนแสดงจุดยืนให้รักษาดอกเบี้ยระดับปัจจุบัน Beth Hammack จากธนาคารกลางคลีฟแลนด์กล่าวว่า “เราอาจต้องหยุดพักการปรับดอกเบี้ยเป็นเวลานาน” ขณะที่ Lorie Logan จากธนาคารกลางดัลลาส เตือนเรื่องเงินเฟ้อที่ยังคงสูง

    ภาพรวมตลาดเอเชีย

    ตลาดหุ้นเอเชียมีการเคลื่อนไหวแตกต่างกัน โดยฮ่องกง ซิดนีย์ โซล ไทเป และมะนิลาปรับตัวขึ้น ขณะที่เซี่ยงไฮ้ สิงคโปร์ และเวลลิงตันปรับตัวลง โตเกียวหยุดทำการเนื่องจากวันหยุดนักขัตฤกษ์

    นักลงทุนจับตารอข้อมูลตลาดแรงงานและตัวเลขเงินเฟ้อในสัปดาห์นี้ ที่อาจให้ความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการประชุมเฟดเดือนมีนาคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/asian-stock-markets-mixed-us-economic-data&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19-xxnxAZFVLpWGt9pYoBj

  • เอกนิติ ชี้ GDP ปี 68 โตทะลุ 2.2% ดันเม็ดเงิน 4.8 แสนล. ปักธงปี 69 ปีแห่งการลงทุน

    เอกนิติ ชี้ GDP ปี 68 โตทะลุ 2.2% ดันเม็ดเงิน 4.8 แสนล. ปักธงปี 69 ปีแห่งการลงทุน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 จะขยายตัวได้ดีกว่าที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สสค.) คาดการณ์ไว้ที่ 1.8% โดยมีปัจจัยบวกจากการส่งออกที่ฟื้นตัวดีกว่าคาด และผลจากนโยบาย Quick Win ที่เริ่มส่งผลชัดเจน ทั้งนี้ คาดว่าภาพรวม GDP ทั้งปี 2568 อาจสูงกว่า 2.2% หากไตรมาสสุดท้ายเติบโตได้ตามที่ประเมินไว้

    “สสค.คาด GDP ไตรมาส 4 ไว้ที่ 1.8% ซึ่งน่าจะทำได้ แต่ส่วนตัวมองว่าน่าจะดีกว่านั้น จากนโยบาย Quick Win ที่ช่วยฟื้นเศรษฐกิจ ทำให้ภาพรวมทั้งปีมีโอกาสสูงกว่า 2.2% โดยตั้งเป้าไว้ที่ 3% ขึ้นไป หากไตรมาสสุดท้ายเติบโตได้ตามที่ประเมินไว้ แม้ยังมีข้อจำกัดและต้องรอรัฐบาลใหม่”

    ตั้งเป้าปีแห่งการลงทุน ปลดล็อก BOI 4.8 แสนล้าน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลตั้งเป้าให้ปี 2569 นี้เป็น “ปีแห่งการลงทุน” โดยมุ่งเน้นทั้งโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ปัจจุบันยังมีโครงการลงทุนที่ติดขัดอยู่ราว 80 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 480,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างเร่งผลักดันผ่านกลไก BOI Fast Pass เพื่อปลดล็อกเม็ดเงินเหล่านี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว โดยคาดว่าปีนี้ยอดลงทุน BOI จะสูงกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 9%

    “เราได้หารือกับเลขาธิการ BOI เพื่อเร่งปลดล็อกเงินลงทุนต่างชาติที่พร้อมเข้ามา ประมาณ 80 โครงการ มูลค่า 4.8 แสนล้านบาท ผ่านโครงการ BOI Fast Pass ซึ่งคาดว่าไตรมาสแรกจะเริ่มเห็นเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ โดยเฉพาะกลุ่มดิจิทัลและสมาร์ตอิเล็กทรอนิกส์ การลงทุนเหมือนยิงนกทีเดียวได้สองตัว กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นจากการก่อสร้าง และเพิ่มประสิทธิภาพระยะยาว ช่วยพยุงเศรษฐกิจ ฟื้นความเชื่อมั่น และขีดความสามารถแข่งขันประเทศ ”

    เร่งแก้หนี้รายย่อย เติมสภาพคล่อง SME 

    ในด้านการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน นายเอกนิติ ระบุว่า โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ได้เร่งช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยของธนาคารพาณิชย์ที่มีหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท ผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ตั้งเป้าช่วยประชาชน 1 ล้านคน โดยปัจจุบันดำเนินการแล้วกว่า 100,000 ราย ส่วนลูกหนี้กลุ่ม Non-bank ยังต้องรอรัฐบาลใหม่พิจารณา เนื่องจากต้องใช้งบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติม

    ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังได้เร่งคืนภาษีให้ภาคธุรกิจในไตรมาส 4 รวมกว่า 60,000 ล้านบาท เพื่อเติมสภาพคล่องในระบบ พร้อมผลักดันโครงการ SME Credit Boost โดยใช้เงินจาก FIDF ช่วยเสริมสภาพคล่องโดยไม่กระทบงบประมาณรัฐ

    เตรียมชง “คนละครึ่งพลัส-TISA” รับรัฐบาลใหม่

    สำหรับนโยบายในอนาคต นายเอกนิติ กล่าวว่า เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่หลายโครงการสำคัญ หนึ่งในนั้นคือ “คนละครึ่งพลัส” ที่จะพัฒนาระบบลงทะเบียนให้สะดวกขึ้น พร้อมส่งเสริมทักษะประชาชนด้าน AI การทำบัญชี และการขายออนไลน์ เพื่อสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    “โครงการคนละครึ่งพลัสเฟสใหม่ จะเปิดให้ทั้งกลุ่มใหม่และกลุ่มเดิมเข้าร่วม ขณะนี้เตรียมความพร้อมแล้วราว 99% และพร้อมเดินหน้าทันทีเมื่อรัฐบาลใหม่เข้าบริหารประเทศ พร้อมคงการจ่ายเงิน 2 กลุ่ม คือ ผู้ยื่นภาษีรับ 2,400 บาท และบุคคลทั่วไปที่เคยลงทะเบียนรับ 2,000 บาท ส่วนผู้ที่ยังไม่เคยลงทะเบียน จะเปิดให้เข้าร่วมภายใต้หลักเกณฑ์ใหม่” นายเอกนิติ กล่าว

    ขณะที่ โครงการ Thailand Individual Savings Account (TISA) บัญชีออมเพื่อการลงทุนส่วนบุคคลของประเทศไทย เตรียมเร่งดำเนินการทันทีที่มีรัฐบาลใหม่ เนื่องจากเป็นโครงการที่ตลาดทุนให้การตอบรับดีมาก

    สำหรับ มาตรการ Easy E-Receipt จะยังไม่ถูกนำกลับมาใช้ เนื่องจากประเมินแล้วไม่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้มากนัก ส่วนการขยายเวลาลดหักภาษี ณ ที่จ่ายจาก 3% เหลือ 1% ที่สิ้นสุดไปเมื่อ ธ.ค. 2568 อยู่ระหว่างพิจารณาข้อกฎหมายว่าสามารถดำเนินการต่อได้หรือไม่ ขณะที่มาตรการ “ช้อปดีมีคืน” และ Easy E-Receipt ยังไม่มีแผนนำกลับมาใช้ในระยะนี้ หลังผลประเมินชี้ว่าใช้งบสูงแต่กระตุ้นเศรษฐกิจได้จำกัด จึงเตรียมหันไปเน้นมาตรการที่ยั่งยืนมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/737814&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IfUwohTyK4w38mT6IocsL