Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ผ่าแผนกู้ชีพ! ไทยไร้เครื่องยนต์-หนี้จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะพา “รอด” หรือ “ร่วง”?

    ผ่าแผนกู้ชีพ! ไทยไร้เครื่องยนต์-หนี้จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะพา “รอด” หรือ “ร่วง”?

    ผ่าแผนกู้ชีพ! ไทยไร้เครื่องยนต์-หนี้จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะพา “รอด” หรือ “ร่วง”?

    จาก “เสือ” สู่ “คนป่วยแห่งเอเชีย”

    “เมธัส รัตนซ้อน” หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เล่าถึงเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน คงต้องยอมรับความจริงที่น่าตกใจว่า จากที่ไทยเคยเป็น “เสือ” ที่เติบโตได้กว่า 7% ในอดีต

    ปัจจุบันเรากลับถูกสื่อต่างชาติอย่าง Financial Times และ Bloomberg ขนานนามว่าเป็น “Sickman of Asia” หรือคนป่วยแห่งเอเชีย, ศักยภาพการเติบโตของเราลดฮวบลงเหลือเพียง 2.3% ซึ่งเป็นระดับที่รั้งท้ายในภูมิภาค

    ทำไมเราถึงป่วย? คำตอบอยู่ที่ “เครื่องยนต์หลัก” ล้าสมัย

    • การส่งออก ไทยยังคงผลิตสินค้าที่โลก “ไม่ต้องการ” มากนัก เช่น รถยนต์สันดาป และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ในขณะที่โลกกำลังมุ่งหน้าไปสู่เทคโนโลยีใหม่
    • การท่องเที่ยว แม้จะเป็นความหวังเดียว แต่เรากำลังถูกคู่แข่ง อย่าง เวียดนามไล่กวดมาติดๆ ด้วยอัตราการเติบโตกว่า 20% ต่อปี หากเราไม่ยกเครื่องใหม่ วันหนึ่งเราอาจถูกแซงหน้าได้จริงๆ
    • วิกฤตประชากร ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อยลง แรงงานที่จะมาขับเคลื่อน GDP ก็น้อยลงตามไปด้วย

    เมธัส รัตนซ้อน

    จุดเปลี่ยน ?

    ท่ามกลางเมฆหมอก ผลการเลือกตั้งที่ออกมาอย่างไม่เป็นทางการกลับสร้างความประหลาดใจให้กับตลาดทุน ประวัติศาสตร์การเมืองไทยบอกว่า รัฐบาลส่วนใหญ่มักมีอายุเฉลี่ยเพียง 9 เดือน แต่ครั้งนี้อาจได้เห็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงที่สุดในรอบหลายสิบปี โดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำหลักพร้อมเสียงสนับสนุนที่ท่วมท้น ซึ่งอาจทำให้เราเห็นการบริหารงานที่ต่อเนื่องเป็นครั้งแรกในรอบนานปี

    รัฐบาลใหม่นี้มีความจำเป็นต้องใช้ “ยาแรง” อย่างนโยบายประชานิยม เช่น การแจกเงินหรือโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ให้ “เครื่องดับ” ซึ่งคาดว่าจะช่วยดันให้ GDP ปีนี้ขยับจาก 1.6% ขึ้นไปแตะ 1.8% ได้

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงคือ “ข้อจำกัดทางการคลัง” รัฐบาลมีงบกลางติดกระเป๋าอยู่เพียงประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท ในขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งสูงถึง 65% ของ GDP ใกล้เพดาน 70% หากไม่มีการปฏิรูปการคลังอย่างจริงจัง ภายใน 1-2 ปี เราอาจชนเพดานหนี้และกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ

    ทางออกที่อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคตคือ การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งอาจต้องพิจารณาขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละ 1% เพื่อไม่ให้กระทบประชาชนรุนแรงเกินไป

    ผ่าแผนกู้ชีพ! ไทยไร้เครื่องยนต์-หนี้จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะพา

    การเดิมพัน

    ประเทศไทยยังคงมีเสน่ห์ในสายตานักลงทุนต่างชาติ สะท้อนจากยอดขอ BOI ที่สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท

    แต่โจทย์สำคัญคือ เราจะเปลี่ยนเงินลงทุนเหล่านี้ให้เกิด “มูลค่าเพิ่ม” แก่คนไทยได้อย่างไร ? ไม่ใช่แค่เป็นโรงงานประกอบที่ขนคนและอุปกรณ์มาจากต่างประเทศทั้งหมด

    สำหรับ “ค่าเงินบาท” ในช่วงสั้นคาดในไตรมาส 2/2569 อาจเห็นการอ่อนค่าไปแตะ 32.5 บาทต่อดอลลาร์ จากปัจจัยฤดูกาลและการโอนเงินปันผลออก รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างเรื่องของ “โดนัลด์ ทรัมป์”

    แต่ในระยะยาว ปัจจัยพื้นฐานจะยังคงหนุนให้บาทแข็งค่าและมีโอกาสกลับไปต่ำกว่า 31 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้งในช่วงปลายปี

    ความเสี่ยงที่ต้องระวัง

    ในเส้นทางเดินข้างหน้ายังมีขวากหนามที่ต้องจับตามอง

    1. ความล่าช้าทางการเมือง หากการจัดตั้งรัฐบาลดีเลย์ออกไปเกินกว่า 3-4 เดือน จะส่งผลให้งบประมาณปี 2570 ออกช้าไปถึงปลายปี กระทบต่อการใช้จ่ายภาครัฐในไตรมาสสุดท้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    2. นโยบายการเงิน กนง. มีโอกาสลดดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้ง เหลือ 1% ในช่วงครึ่งปีแรกเพื่อประคองเศรษฐกิจ
    3. ปัจจัยโลก ทั้งนโยบายภาษีของสหรัฐฯ และการตัดสินใจของ Fed ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ

    เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วง “รอการฟื้นไข้” แม้จะมีแรงส่งจากการเมืองที่มีเสถียรภาพ แต่การจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมได้นั้น ต้องอาศัยทั้งการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวและการบริหารงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่าที่สุด.

    ผ่าแผนกู้ชีพ! ไทยไร้เครื่องยนต์-หนี้จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะพา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/737834&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EsZzIpP4kTLPnT6Ii772Y

  • DPU เปิดวิสัยทัศน์

    DPU เปิดวิสัยทัศน์

    วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.48 น.

    มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดตัวแนวคิดและทิศทางแบรนด์ใหม่ภายใต้กรอบ “The Future of Human Potential” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ตอกย้ำบทบาทสถาบันอุดมศึกษาในการพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างรอบด้าน เพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานในยุคที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อทุกมิติของสังคมและเศรษฐกิจ

    ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(DPU) เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างของทักษะ แรงงาน และความคาดหวังขององค์กรอย่างสิ้นเชิง โดยข้อมูลจากสถาบันระดับนานาชาติสะท้อนตรงกันว่า องค์กรจำนวนมาก เริ่มหลีกเลี่ยงการจ้างบัณฑิตจบใหม่ ไม่ใช่เพราะขาดความรู้เชิงวิชาการ แต่เพราะยังขาด “ศักยภาพที่พร้อมใช้งานจริง” ในโลกการทำงาน

    “วันนี้ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป องค์กรกำลังมองหาคนที่เข้าใจตนเอง สื่อสารเป็น ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ปรับตัวเร็ว และมีแรงขับภายในในการเติบโต ซึ่งทั้งหมดนี้คือเรื่องของการพัฒนา ‘ศักยภาพมนุษย์’ จึงเป็นภารกิจของทุกฝ่าย เพื่อประเทศชาติ” ดร.ดาริกา กล่าว

    อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุว่า แนวคิด Human Potential จึงไม่ใช่คำเชิงนามธรรม แต่เป็นโจทย์เชิงระบบที่ต้องทำให้ “จับต้องได้” ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงจิตวิทยา สมรรถนะการทำงาน และประสบการณ์จริงเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในบริบทที่ AI กำลังเข้ามาเป็น “เครื่องมือ” ของคนที่มีศักยภาพ

    “เราเชื่อว่าอนาคตไม่ใช่การแข่งขันระหว่างคนกับ AI แต่คือการแข่งขันระหว่างคนที่ใช้ AI เป็น กับคนที่ยังไม่รู้จักศักยภาพของตัวเอง มหาวิทยาลัยจึงต้องทำหน้าที่มากกว่าสอนวิชา แต่ต้องช่วยให้นักศึกษาค้นพบ ปลดปล่อย และพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเป็นรูปธรรม” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าว

    ภายใต้แนวคิดดังกล่าว มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้พัฒนา Potentialigence Center ศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพ ที่ออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้าน Human Potential ตลอดเส้นทางการศึกษา โดยเน้นการผสานศาสตร์ด้านจิตวิทยาการพัฒนาศักยภาพ เข้ากับ การพัฒนาสมรรถนะ   ที่จำเป็นต่อการเติบโตในสายอาชีพจริง

    โดยโครงสร้างการพัฒนาศักยภาพของ DPU ถูกออกแบบเป็นเส้นทางต่อเนื่องตลอด 3 ปีการศึกษา ตั้งแต่การค้นพบตัวเอง (Discover) การปลดปล่อยศักยภาพ (Unleash) ไปจนถึงการเร่งศักยภาพสู่การเติบโตในอาชีพ (Accelerate) เพื่อให้นักศึกษาไม่เพียง “เรียนจบ” แต่ “เติบโตพร้อมใช้งานจริง” พัฒนาศักยภาพตัวเองได้อย่างไม่มีข้อจำกัด และหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ ระบบ DPU Passport ซึ่งเป็นระบบพัฒนาศักยภาพรายบุคคล (Individualized Learning) ผ่านแนวคิด Gamification โดยนักศึกษาจะเริ่มจากการประเมินสมรรถนะ (Competency Assessment) เพื่อทำความเข้าใจศักยภาพของตนเอง จากนั้นเลือกกิจกรรมหรือ “Quest” ที่สอดคล้องกับความสนใจและเป้าหมาย เรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง สะสมประสบการณ์ คะแนน และสร้างโปรไฟล์ศักยภาพที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดในการสมัครงานได้เมื่อสำเร็จการศึกษา

    นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น รองรับผู้เรียนที่มีสไตล์แตกต่างกัน ทั้งการเรียนรู้ด้วยตนเอง เวิร์กชอปเชิงปฏิบัติ กิจกรรมแบบ On-site ที่ใช้เครื่องมือเชิงเกมและประสบการณ์เชิงโต้ตอบ รวมถึงบทเรียนออนไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาพัฒนาศักยภาพในแบบที่เหมาะสมกับตนเอง

    “การเปิดตัวแนวคิด “The Future of Human Potential” ไม่ได้เป็นเพียงการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ แต่เป็นการประกาศจุดยืนเชิงนโยบายของมหาวิทยาลัย ในการทำหน้าที่เป็น “พื้นที่ปลุกศักยภาพมนุษย์” ให้พร้อมรับมือกับโลกอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งเราอยากเห็นบัณฑิตที่ไม่เพียงเก่ง แต่รู้คุณค่าของตนเอง เข้าใจผู้อื่น และสามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กรและสังคมได้อย่างมีความหมาย นี่คืออนาคตของการศึกษาที่ DPU ตั้งใจสร้าง” ดร.ดาริกา กล่าว

    นอกจากนี้ ภายในงานเปิดวิสัยทัศน์ “The Future of Human Potential” มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ยังได้จัดพิธีมอบ Human Potential Development Award ให้แก่ 58 องค์กรพันธมิตร จากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย บริษัท Sea (Thailand) , Thailand Blockchain Association , Yell Bangkok YM.STUDIO COMPANY LIMITED ,  Korean Cultural Center , LigentComm Co., Ltd. , บริษัท จอมธนา จำกัด (อีลี่ กรุ๊ป ไทยแลนด์) , บริษัท จัดหางาน จ๊อบบีเคเค ดอท คอม จำกัด , บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด , บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) , เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน , International Air Transportation Association (IATA) , บริษัท ไทย เวียตเจ็ท แอร์ จอยท์ สต็อค จำกัด , บริษัท เอ็มเจ็ท จำกัด , สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 (สพม. กท. 1) , สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) , สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) , บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ แลบบอราทอรี่ แอนด์ เฮลท์แคร์ จำกัด , บริษัท สเปเชี่ยลตี้ เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) , โรงพยาบาลสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท , ธนาคารออมสิน, บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) , บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) , DALI FOODS (THAILAND) CO., LTD. , Hainan Airlines Holding Co., Ltd. , HHA (Thailand) Co., Ltd. , บริษัท รีโว่เมด กรุ๊ป จํากัด , บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) , สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

    บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด , บริษัท สยามมิชลิน จำกัด , บริษัท สหการประมูล จำกัด (มหาชน) , วิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์โตโยต้า, WACOM Singapore Private Limited , บริษัท บูติคนิวซิตี้ จำกัด (มหาชน) , บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด , บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) , InterContinental Hotels Group (IHG) , Marriott International , One Asia Corporation , สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย , Synergy University, Russia , The Thaiger Pte. Ltd. , ThinkX Global, Singapore , กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม , บริษัท ที.ไอ.ไอ. จำกัด (สถาบันประกันภัยไทย) , บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด , บริษัท ไอแคร์ ประกันภัย จำกัด (มหาชน) , บริษัท เลอ นีซ จำกัด , ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) , ศูนย์ห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ , บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) , สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) , องค์การบริหารส่วนตำบลรางจรเข้ , ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ , สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี , บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เพื่อเชิดชูองค์กรที่ให้ความเชื่อมั่นในแนวทางการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ของมหาวิทยาลัย และร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้จากโลกการทำงานจริงให้แก่นักศึกษา

    อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยตั้งใจมอบรางวัล Human Potential Development Award  เพื่อยกย่องและแสดงความยินดีกับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณค่าของมนุษย์ และพร้อมขยายเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ศักยภาพของนักศึกษาได้รับการค้นพบ พัฒนา ภายใต้การสนับสนุนของพันธมิตรที่เชื่อในเรื่องเดียวกัน โดยมุ่งหวังให้บัณฑิตได้นำเอาศักยภาพของตัวเองไปพัฒนาองค์กร สังคม และประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/946637&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zv2KqBJox4BqOMMrZQlI6

  • รับสมัครนักวิเทศสัมพันธ์ สังกัดส่วนวิเทศสัมพันธ์ สำนักงานยุทธศาสตร์

    รับสมัครนักวิเทศสัมพันธ์ สังกัดส่วนวิเทศสัมพันธ์ สำนักงานยุทธศาสตร์

    รับสมัครนักวิเทศสัมพันธ์ สังกัดส่วนวิเทศสัมพันธ์ กองวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์การ สำนักงานยุทธศาสตร์

    รับสมัครนักวิเทศสัมพันธ์ สังกัดส่วนวิเทศสัมพันธ์ กองวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์การ สำนักงานยุทธศาสตร์

    กองบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล

    รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานสถาบันสายสนับสนุนวิชาการ ตำแหน่งนักวิเทศสัมพันธ์ ระดับปฏิบัติการ สังกัดส่วนวิเทศสัมพันธ์ กองวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์การ สำนักงานยุทธศาสตร์ 

    จำนวน 1 อัตรา

    อัตราเงินเดือน

    วุฒิปริญญาตรี 19,500 บาท หรือ วุฒิปริญญาโท เงินเดือน 22,750 บาท

    คุณสมบัติของผู้สมัคร

    1. มีคุณสมบัติตามความในข้อ 18 ของข้อบังคับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของพนักงานสถาบัน พ.ศ.2563 ลงวันที่ 23 กันยายน 2563 (แนบท้ายประกาศ)
    2. ได้รับวุฒิปริญญาโท ทางศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ อักษรศาสตร์ วารสารศาสตร์นิเทศศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจากสถาบันการศึกษาที่ ก.พ. รับรอง
    3. มีผลคะแนนสอบ TOEIC ไม่ต่ำกว่า 750 คะแนน ไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันสุดท้ายของการรับสมัคร หรือผลสอบจากข้อสอบภาษาอังกฤษมาตรฐานอื่น เช่น TOEFL iBT, TOEFL ITP หรือ IELTS เป็นต้น มีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับระดับ B2 ของ CEFR
    4. มีความรู้ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรม Microsoft Office การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การสืบค้นข้อมูลทางเว็บไซต์ได้อย่างเหมาะสมแก่การปฏิบัติงานในหน้าที่

    ลักษณะงานที่จะปฏิบัติ

    1. ศึกษาวิเคราะห์และสืบค้นข้อมูล ตลอดจนการติดต่อประสานงานกับมหาวิทยาลัย/สถาบันการศึกษา/องค์การระหว่างประเทศ
    2. ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลหลักสูตรการศึกษานานาชาติของสถาบัน ไปยังมหาวิทยาลัยในเครือข่ายพันธมิตร และมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก องค์การระหว่างประเทศ สถานทูตไทยในต่างประเทศสถานทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย และกระทรวงการต่างประเทศ
    3. ติดต่อประสานงานกับมหาวิทยาลัยเครือข่ายและมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่สอดคล้องกับสถาบันและอำนวยความสะดวกให้แก่คณะผู้บริหารของสถาบันในการเดินทางไปเยือนมหาวิทยาลัย/สถาบันการศึกษาในต่างประเทศ
    4. ประสานงานในการจัดโครงการกิจกรรมนันทนาการให้แก่นักศึกษานานาชาติ
    5. อำนวยความสะดวกและให้การต้อนรับอาคันตุกะต่างประเทศที่เดินทางมาเยือนสถาบันในโอกาสต่าง ๆ
    6. ดำเนินการจัดประชุมทั้ง Online และ Onsite ให้แก่ผู้แทนของมหาวิทยาลัย/สถาบันการศึกษาในต่างประเทศที่แจ้งความประสงค์จะร่วมพูดคุยหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการกับคณะผู้บริหารของสถาบัน และผู้บริหารของคณะต่าง ๆ
    7. ร่างจดหมายและตอบอีเมลภาษอังกฤษ และแปลเอกสารของหน่วยงาน
    8. ติดต่อประสานงานในการหาแหล่งฝึกงานในต่างประเทศให้แก่นักศึกษานานาชาติ
    9. ติดต่อประสานงานในการจัดหาแหล่งทุนให้แก่นักศึกษานานาชาติ
    10. งานอื่น ๆ ที่ได้รับมอบหมาย

    เอกสารประกาศรับสมัคร

    อ่านที่นี่ >>> ประกาศรับสมัครสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานสถาบันสายสนับสนุนวิชาการ ตำแหน่งนักวิเทศสัมพันธ์ ระดับปฏิบัติการ สังกัดส่วนวิเทศสัมพันธ์ กองวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์การ สำนักงานยุทธศาสตร์ <<<

    ระเบียบการรับสมัคร

    ผู้ประสงค์จะสมัครสอบ สามารถสมัครผ่านระบบสมัครงานออนไลน์เท่านั้น

    รับสมัคร ระหว่างวันที่ 13 – 27 กุมภาพันธ์ 2569

    ติดต่อสอบถามได้ที่

    โทรศัพท์ 02 – 727 3403 ในวันเวลาราชการ
    Email : job@nida.ac.th
    Line : @jobnida

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/job0125-2569/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KtfERHLvvU0zQ33K8S_En

  • รับสมัครพนักงานสถาบัน สังกัดคณะการจัดการการท่องเที่ยว 2 ตำแหน่ง

    รับสมัครพนักงานสถาบัน สังกัดคณะการจัดการการท่องเที่ยว 2 ตำแหน่ง

    รับสมัครพนักงานสถาบัน สังกัดคณะการจัดการการท่องเที่ยว 2 ตำแหน่ง

    กองบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล

    ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานสถาบันสายสนับสนุนวิชาการ สังกัดคณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    ตำแหน่งที่เปิดรับสมัครและอัตราเงินเดือน

    • ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ระดับปฏิบัติการ วุฒิปริญญาตรี ตำแหน่งเลขที่ 60424106 จำนวน 1 อัตรา เงินเดือน 19,5000 บาท สังกัดส่วนบริหารงานทั่วไป คณะการจัดการการท่องเที่ยว
    • ตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับปฏิบัติการ วุฒิปริญญาตรี ตำแหน่งเลขที่ 60424613 จำนวน 1 อัตรา เงินเดือน 19,500 บาท สังกัดส่วนแผนและพัฒนา คณะการจัดการการท่องเที่ยว

    คุณสมบัติของผู้สมัคร

    • คุณสมบัติผู้สมัครเป็นผู้สำเร็จการศึกษาตรงตามคุณสมบัติเฉพาะของแต่ละตำแหน่ง ตามที่ ระบุไว้ในรายละเอียดแนบท้ายประกาศนี้       
    • คุณสมบัติของผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานสถาบันตามความในข้อ 18 ของข้อบังคับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของพนักงานสถาบัน พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 23 กันยายน 2568 ตามที่ระบุไว้ในรายละเอียดแนบท้ายประกาศนี้

    เอกสารประกาศรับสมัคร

    อ่านประกาศที่นี่ >>> ประกาศรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานสถาบันสายสนับสนุนวิชาการ สังกัดคณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ <<<

    ระเบียบการรับสมัคร

    ผู้ประสงค์จะสมัครสอบคัดเลือกสามารถสมัครผ่านระบบสมัครงานออนไลน์เท่านั้น
    ตั้งแต่ 10 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2569

    ติดต่อสอบถามได้ที่

    Email: job@nida.ac.th หรือ Line : @jobnida


    คุณสมบัติของผู้สมัคร ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ระดับปฏิบัติการ

    1. เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าไม่ต่ำกว่านี้ ทางสาขาการตลาด การสื่อสารการตลาด นิเทศศาสตร์ บริหารธุรกิจ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้องจากสถาบัน   การศึกษาที่ ก.พ.รับรอง
    2. เป็นผู้มีทักษะดังต่อไปนี้
      • มีความรู้และความสามารถด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์ เช่น
        • มีความรู้พื้นฐานด้านการตลาด การประชาสัมพันธ์ และการสื่อสารองค์กร
        • สามารถวางแผนและดำเนินกิจกรรมประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์ได้
        • มีความเข้าใจพฤติกรรมผู้รับสารและการสื่อสารเชิงกลยุทธ์
      • ความรู้ด้านเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ เช่น
        • มีความรู้ในการจัดการหรือปรับปรุงข้อมูลบนเว็บไซต์องค์กร เช่น CMS, WordPress หรือระบบที่เกี่ยวข้อง
        • สามารถจัดทำและเผยแพร่เนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, LINE, Instagram, YouTube หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ
        • มีความเข้าใจพื้นฐานด้าน SEO, การวิเคราะห์ข้อมูลผู้เข้าชม เช่น Google Analytics
      • มีทักษะด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร เช่น
        • สามารถใช้โปรแกรมสำนักงานพื้นฐาน Microsoft Office หรือเทียบเท่า ได้ดี
        • มีทักษะการเขียน การเรียบเรียงเนื้อหา และการสื่อสารทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ
        • สามารถใช้โปรแกรมออกแบบกราฟิกหรือสื่อดิจิทัลเบื้องต้น เช่น Canva,  Adobe Photoshop
      • มีความรับผิดชอบ ละเอียดรอบคอบ และสามารถทำงานหลายด้านได้พร้อมกัน
      • มีมนุษยสัมพันธ์ดี สามารถทำงานเป็นทีมและประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้
      • มีความคิดสร้างสรรค์ เปิดรับการเรียนรู้เทคโนโลยีและสื่อใหม่ ๆ
    3. ผู้ที่จะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานสถาบัน ต้องมีคุณสมบัติตามความในข้อ 18 ของข้อบังคับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของพนักงานสถาบัน พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 23 กันยายน 2563 (แนบท้ายประกาศ)

    ลักษณะงานที่จะปฏิบัติ

    1. งานด้านสื่อสารองค์กร ประชาสัมพันธ์คณะ วางแผนการประชาสัมพันธ์และรับสมัครนักศึกษา และงานส่งเสริมหลักสูตร
    2. งานดูแลและปรับปรุงช่องทางการสื่อสารและสารสนเทศของคณะ เช่น เว็บไซต์ (Website) สื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงระบบสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับคณะ สถาบัน
    3. ปฏิบัติงานบริหารงานทั่วไปของคณะ เช่น งานสารบรรณ งานธุรการ ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับแผนของคณะ สถาบัน งานการประชุม และงานสนับสนุนกิจกรรมของคณะ
    4. งานอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

    คุณสมบัติของผู้สมัคร ตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับปฏิบัติการ

    1. เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าไม่ต่ำกว่านี้ ทางสาขาบริหาร นโยบาย การจัดการการท่องเที่ยว เศรษฐศาสตร์ สถิติ หรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้องจากสถาบันการศึกษาที่ ก.พ.รับรอง
    2. เป็นผู้มีทักษะดังต่อไปนี้
      • มีความรู้พื้นฐานด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและการจัดทำรายงาน
      • มีความรู้หรือพร้อมเรียนรู้ด้านประกันคุณภาพการศึกษา (SAR, EdPEx, TedQual, THE-ICE)
      • มีทักษะ (Skills & Competencies) เช่น
        • สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำรายงานได้เป็นระบบ
        • สามารถใช้โปรแกรม Microsoft Office ระดับดี ในกรณีที่สามารถใช้ Lookup, Pivot, Table, Chart และโปรแกรมออกแบบสื่อและนำเสนออื่น ๆ เช่น Canva, Adobe Illustrator, Adobe Photoshop จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
        • สามารถประสานงาน และสื่อสารอย่างมืออาชีพ
        • จัดเก็บและตรวจสอบข้อมูลได้อย่างละเอียดรอบคอบ
        • สามารถวางแผนงานและจัดลำดับความสำคัญได้ดี
      • มีคุณลักษณะด้านพฤติกรรม (Behavioral Attributes) เช่น
        • มีความละเอียด รอบคอบ และรับผิดชอบงาน
        • มีวุฒิภาวะและสื่อสารได้อย่างมืออาชีพ
        • สามารถทำงานเป็นระบบ (Systematic) ไม่ทำงานแบบเฉพาะหน้า
        • มีความซื่อสัตย์และยึดหลักฐานเป็นสำคัญ (Evidence-based work)
        • เต็มใจเรียนรู้และพัฒนาตนเองต่อเนื่อง
        • มีความทุ่มเทให้กับการทำงาน
        • มี Mindset เชิงบวก และมีความฉลาดทางอารมณ์
      • มีความสามารถด้านศักยภาพ (Growth Potential) เช่น
        • มีทักษะวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์
        • สามารถเติบโตในสายงาน วางแผน/คุณภาพ/การบริหารองค์กร
      • มีความสามารถในการรับผิดชอบต่อระบบงานของสถาบัน เช่น
        • ทำงานแบบตรวจสอบย้อนกลับได้ (traceable documentation)
        • รักษาความถูกต้องของข้อมูล (data accuracy)
        • เข้าใจความสำคัญของงานเชิงยุทธศาสตร์ต่อองค์กร ๆ
    3. ผู้ที่จะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นพนักงานสถาบัน ต้องมีคุณสมบัติตามความในข้อ 18 ของข้อบังคับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของพนักงานสถาบัน พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 23 กันยายน 2563 (แนบท้ายประกาศ)

    ลักษณะงานที่จะปฏิบัติ

    งานจัดทำแผน งานจัดทำงบประมาณ งานประกันคุณภาพการศึกษา งานติดตามและประเมินผล งานแผนปฏิบัติราชการ งานจัดทำยุทธศาสตร์ งานบริหารความเสี่ยง งานควบคุมภายใน งานพัฒนาองค์การงานคลังข้อมูล งานบริการงานวิจัย งานส่งเสริมเอกสารวิชาการ งานประสานการประชุมวิชาการ งานจัดการความรู้ภายในองค์กร (KM) รวบรวมข้อมูลเอกสารประกอบการยื่นขอรับรองมาตรฐานสากล TedQual, THE-ICE, EdPEx งานบันทึกข้อมูลลงในระบบ SMS ,RMS ,CHE QA ONLINE รายงานผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงิน งานเกี่ยวกับการจัดทำความร่วมมือ MoU ของคณะ งานภาระงานและการประเมินผู้บริหาร อาจารย์ภายในคณะ งานหน่วยอบรมและหน่วยประเมินด้านการท่องเที่ยวของกรมการท่องเที่ยว การเข้าร่วมประชุม อบรม สัมมนาที่เกี่ยวข้องกับงานที่รับผิดชอบ และงานอื่น ๆ ที่ได้รับมอบหมาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/job0124-2569/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CFwpQjpF048z3CjxNZoJr

  • กทพ.เดินหน้าเวทีสรุปผลศึกษา ทางพิเศษเชื่อมสมุย | TOPNEWS

    กทพ.เดินหน้าเวทีสรุปผลศึกษา ทางพิเศษเชื่อมสมุย | TOPNEWS

    กทพ.เดินหน้าเวทีสรุปผลศึกษา ทางพิเศษเชื่อมสมุย

    • เผยแพร่ : 11/02/2026 20:30

    วันที่ 11 ก.พ. 2569 ที่ห้องประชุม Fortune 3 โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน นครศรีธรรมราช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา) จากการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย โดยมีนายสุวัฒน์ จันทร์สุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธาน พร้อมด้วยนางสาวณัฐฐา กาสี รองผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ,นายสมพร พัฒนรัฐ ผู้จัดการโครงการฯ และคณะผู้บริหาร กทพ.หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม พร้อมทั้งผู้แทนภาครัฐ เอกชน ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมรับฟังความคิดเห็นประมาณ 200 คน

    น.ส.ณัฐฐา กาสี รองผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางสู่เกาะสมุย รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการคมนาคมขนส่ง สนับสนุนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยรูปแบบโครงการเป็นทางพิเศษขนาด 4 ช่องจราจร ระยะทางรวมประมาณ 37.4 กิโลเมตร มีสะพานข้ามทะเลระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร ความกว้างเขตทางประมาณ 40 เมตร ในส่วนของสะพานข้ามทะเล ออกแบบเป็นสะพานแขวน (Cable-stayed Bridge) มีความสูงใต้สะพานไม่น้อยกว่า 50 เมตร เพื่อให้เรือขนาดใหญ่สามารถผ่านได้อย่างปลอดภัย และออกแบบตามมาตรฐานสากลเพื่อรองรับแรงลมและคลื่นในทะเล โดยโครงการไม่มีแนวเส้นทางตัดผ่านพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1 และหลีกเลี่ยงพื้นที่สำคัญด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ มีพื้นที่บางส่วนที่ได้รับผลกระทบ รวมจำนวนประมาณ 277 แปลง และมีสิ่งปลูกสร้าง 45 หลัง ซึ่งจะดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 โดยยึดหลักความเป็นธรรมและราคาตลาด

    ภายหลังการประชุมรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา) กทพ. จะดำเนินการทดสอบความสนใจของนักลงทุน (Market Sounding) และดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ประมาณปี พ.ศ. 2572 และเปิดให้บริการประมาณปี พ.ศ. 2576

    กิตตินันท์ จินดำ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นครศรีธรรมราช

    11

    ascwxw

    เศรษฐีแดนกิมจิ เจ้าของ คลินิกเสริมความงาม สนามกอล์ฟ ปลิดชีพคาบ้านพักหรู

    สมุทรสงคราม///ขบวนรถ “มะพร้าวน้ำหอม” มุ่งสู่ 8 จังหวัด แก้ปัญหาราคาตกต่ำ

    วัยรุ่นแย่งปืนตำรวจ ก่อเหตุสะเทือนขวัญ

    โดนแล้ว 2 ด้อมส้ม “ผอ.เลือกตั้ง” เขต 1ชลบุรี แจ้งเอาผิด “เจ๊ตอง-เฟิร์น” บุกรุก ขัดขวางจนท. ชิงเอกสารราชการ

    เทศกาลโคมไฟภูเก็ต 2569 ยิ่งใหญ่ ดันเมืองเก่าสู่เวทีนานาชาติ

    แรงสุด “อดีตหนุ่ม 3 นิ้ว” เคยลุยไล่ “ลุงตู่” ทนไม่ไหวแกนนำส้มมามุกเดิม ลั่นมึงหลอกน้อง ๆ ไปติดคุกอีกแล้ว อึ้งหนักด้อมสาวชลฯ โดนเทเป็นสลิ่มไส้ศึก!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1484290&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XRyfav3012TRSmmJ3IPeg

  • รมว.ศธ. กำชับ สพฐ. เยียวยาจิตใจและความปลอดภัยหลังคนร้ายบุกจับตัวครู-นร.เป็นตัวประกัน สั่งยกระดับมาตรการคัดกรอง

    รมว.ศธ. กำชับ สพฐ. เยียวยาจิตใจและความปลอดภัยหลังคนร้ายบุกจับตัวครู-นร.เป็นตัวประกัน สั่งยกระดับมาตรการคัดกรอง

    วันนี้ (11 กุมภาพันธ์) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยจากกรณีเหตุคนร้ายคลุ้มคลั่งบุกเข้าไปภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนใช้อาวุธก่อเหตุจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ และจับนักเรียนกับครูเป็นตัวประกัน ว่า ได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และมีความห่วงใยต่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทุกคนอย่างยิ่ง โดยได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประสานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ พร้อมด้วยศึกษาธิการจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน

    โดยเบื้องต้นจากรายงานพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การก่อการร้าย แต่เป็นเหตุบุคคลคลุ้มคลั่งก่อเหตุจับนักเรียนและครูเป็นตัวประกัน อย่างไรก็ตาม จะมีการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดรอบด้านอีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน โดยขอให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนกฎหมาย

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือนักเรียน ครู ผู้บริหาร และบุคลากรที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ทั้งด้านความปลอดภัยและการเยียวยาสภาพจิตใจ เพื่อให้ทุกคนกลับมามีขวัญและกำลังใจโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ เท่าที่ได้รับรายงาน โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์มีแผนเผชิญเหตุและมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยคณะผู้บริหารและครูได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างรัดกุมในระหว่างเกิดเหตุ ซึ่งหลังจากนี้กระทรวงศึกษาธิการจะร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทบทวนและยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในโรงเรียนทั่วประเทศให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

    “มาตรการที่เตรียมดำเนินการเพิ่มเติม ได้แก่ การเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองบุคคลเข้า-ออกสถานศึกษา การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ การจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างใกล้ชิด ตลอดจนสร้างกลไกสนับสนุนด้านจิตวิทยา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ครู นักเรียน และผู้ปกครองว่า โรงเรียนยังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันว่า จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินการทุกมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต” ศ.ดร.นฤมลกล่าว

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/school-hostage-safety-measures/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HJxeJ2JiDZbDNvn51iUvD

  • ข่าวดี! สิงคโปร์แอร์ไลน์รับสมัครสาวไทย 100 อัตรา

    ข่าวดี! สิงคโปร์แอร์ไลน์รับสมัครสาวไทย 100 อัตรา

    โอกาสมาถึงแล้ว เปิดรับสมัครหญิงไทย ทำงานพนักงานต้อนรับสายการบิน Singapore Airlines Limited จำนวน 100 อัตรา เงินเดือน 3.8 หมื่น เริ่มสมัคร 16 ก.พ.

    11 ก.พ.2569 –  นางสาวอัยรินทร์ พันธ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เร่งจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศให้เป็นไปตามเป้าหมายกว่า 50,000 คน ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อสร้างโอกาสการทำงานในต่างประเทศตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยผ่านนโยบายส่งเสริมการทำงานในต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อเพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตตนเองและครอบครัว

    นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาล โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานได้เปิดรับสมัครคนไทยไปทำงานในประเทศสิงคโปร์ กับนายจ้างบริษัท Singapore Airlines Limited ซึ่งประกอบกิจการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ ตำแหน่ง พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน จำนวน 100 อัตรา เงินเดือน 1,550 เหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 38,099 บาท ระยะเวลาจ้างงาน 5 ปี โดยนายจ้างจัดหาที่พักให้ใน 7 วันแรก มีเงินสนับสนุนค่าอาหาร ค่าโดยสารเครื่องบินเที่ยวไป (กรุงเทพฯ – สิงคโปร์) เมื่อลงนามในสัญญาจ้าง และบัตรโดยสารเครื่องบินเที่ยวกลับ (สิงคโปร์ – กรุงเทพฯ) เมื่อทำงานครบสัญญา นอกจากนี้ยังมีวันลาพักผ่อน 21 วันต่อปี ค่าประกัน และฝึกอบรมระหว่างการทำงานตามกฎหมายสิงคโปร์กำหนด ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและยื่นใบสมัครทางเว็บไซต์ของบริษัทโดยตรงที่เว็บไซต์ singaporeair.com.sg/en_UK/sg/careers ได้ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 6 มีนาคม 2569 ไม่เว้นวันหยุดราชการ และตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดการรับสมัครได้ที่ เว็บไซต์ doe.go.th/overseas หัวข้อ “ข่าวประกาศรับสมัคร”

    สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้น รับหญิงไทยส่วนสูง 158 เซนติเมตรขึ้นไป สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าชั้นปริญญาตรี มีใจรักงานบริการ และสมัครใจปฏิบัติงานที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งการรับสมัครในครั้งนี้เป็นการดำเนินการเพื่อจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศโดยวิธีรัฐจัดส่ง คนหางานไม่เสียค่าสมัครหรือค่าบริการใด ๆ ทั้งสิ้น โดยจะมีเพียงค่าใช้จ่ายสำหรับการเตรียมตัวเดินทางไปทำงาน ได้แก่ ค่าถ่ายรูป ค่าทำหนังสือเดินทาง (กรณียังไม่มี) และค่าสมัครสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ รวมค่าใช้จ่าย ประมาณ 1,600 บาท ทั้งนี้ กรมการจัดหางานจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกให้ทราบโดยทั่วกัน ที่เว็บไซต์ doe.go.th/overseas หัวข้อ “ข่าวประกาศรับสมัคร” ภายในวันที่ 24 เมษายน 2569 ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2245 1034 ในวันและเวลาราชการ หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/945778/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tRThy3w9K5GMu2IWfITnU

  • ‘คลัง’ ลุ้นเข็นเศรษฐกิจปี 69 โตเกิน 2% เวิลด์แบงก์หนุนยกเครื่องแผนการคลัง

    ‘คลัง’ ลุ้นเข็นเศรษฐกิจปี 69 โตเกิน 2% เวิลด์แบงก์หนุนยกเครื่องแผนการคลัง

    ‘คลัง’ ลุ้นเข็นเศรษฐกิจไทยปี 69 โตเกิน 2% ไม่ห่วงสุญญากาศ 6 เดือนตั้งรัฐบาลใหม่กระทบเติบโต เหตุเร่งอัดมาตรการรองรับเต็มสูบ ด้าน ‘เวิลด์แบงก์’ หั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 1.6% ก่อนฟื้นตัวในปี 70 ที่ 2.2% หนุนปฏิรูปแผนการคลังเพิ่มพื้นที่ว่างอัดมาตรการกระตุ้น กระทุ้งนโยบายการเงินเร่งลดดอกเบี้ยช่วยพยุงเศรษฐกิจ

    11 ก.พ. 2569 – นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ ‘Thailand’s New Horizons : Empowering People and Building Resiliency’ ในการเปิดตัวรายงานเศรษฐกิจ Thailand Economic ฉบับล่าสุด ของธนาคารโลก (World Bank) ว่า กระทรวงการคลังได้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ที่ 2% ขณะที่ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมีความหวังว่าจะสามารถเร่งกระตุ้นการเติบโตให้สูงเกิน 2% ก็ถือเป็นระดับที่น่าพอใจอย่างยิ่ง และจะเร่งต่อยอดการเติบโตในปี 2570 ให้ได้สูงถึง 3% ซึ่งเป็นระดับการเติบโตที่เต็มศักยภาพ เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว

    ทั้งนี้ เชื่อว่าปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตมาจากการเมืองและนโยบายที่นิ่งและต่อเนื่อง ภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นจุดที่ช่วยดึงดูดนักลงทุนขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันยังมีเม็ดเงินลงทุนอีกกว่า 4.8 แสนล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการผลักดันผ่านมาตรการ Thailand FastPass ซึ่งคาดว่าเม็ดเงินจะทยอยลงสู่ระบบเศรษฐกิจภายในปีนี้ รวมถึงนโยบายการคลังที่ยังมีเสถียรภาพ และยังมีมาตรการด้านเศรษฐกิจที่ยังมีการเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง อาทิ มาตรการซอฟท์โลน 1 แสนล้านบาท มาตรการเพื่อสนับสนุนเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุน โครงการแก้หนี้รายย่อย และอีกหลายมาตรการที่จะเร่งดำเนินการได้ภายในครึ่งแรกของปีนี้

    “ยืนยันว่าไม่กังวลว่าจะเกิดช่องว่างทางเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ที่ยังไม่มีรัฐบาลเต็มรูปแบบ โดยยังเป็นการทำงานของรัฐบาลรักษาการ เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการวางนโยบายที่ชัดเจนและเพียงพอในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงนี้ให้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านนโยบาย Quick Big Win รวมถึงยังพร้อมเดินหน้าการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง ที่มุ่งมั่นในการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง คุมเพดานหนี้สาธารณะให้อยู่ไม่เกิน 70% ของจีดีพี และตั้งเป้าลดหนี้สาธารณะลงตั้งแต่ปี 2573 เร่งเพิ่มประสิทธิการใช้จ่าย และการสร้างรายได้ ใช้ทางเลือกทางการเงินใหม่ ๆ ในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และรัฐบาลกำลังเร่งในการสร้างทักษะแรงงาน ซึ่งจะเป็นการต่อยอดนโยบายสำคัญ ๆ รวมถึงเร่งผลักดันการลงทุนใหม่ ๆ ด้วย” นายเบญจรงค์ กล่าว

    นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทย ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กล่าวว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 คาดว่าจะชะลอลงเหลือ 1.6% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.8% ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2570 ที่ระดับ 2.2% โดยเศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยท้าทายสำคัญ อาทิ เศรษฐกิจโลกที่อยู่ในภาวะชะลอตัวเล้กน้อย มีความไม่แน่นอนสูง แต่ก็เชื่อว่ายังมีโอกาสในแง่ตลาดใหม่ หรือการลงทุนใหม่ ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการเริ่มดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI), เศรษฐกิจไทยชะลอมากกว่าที่คิด สะท้อนจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เริ่มมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ทำให้การฟื้นตัวชะลอลง และปัจจัยเสี่ยงเรื่องพื้นที่ทางการคลังที่เริ่มแคบลง ซึ่งประเด็นนี้เป็นปัจจัยที่รัฐบาลจับตาเพื่อปรับให้มีพื้นที่ทางการคลังกลับมา

    “เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 หลัก ๆ มาจากหนี้ครัวเรือนที่สูง แต่ก็มีปัจจัยที่ช่วยดึงขึ้นจากภาคการส่งออก ซึ่งเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวจากการเร่งทยอยส่งออกสินค้า ส่วนประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่ 1.6% นั้นใกล้เคียงกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินไว้ ส่วนปี 2570 จะฟื้นตัวขึ้นมาที่ระดับ 2.2% จากการบริโภคและการลงทุน” นายเกียรติพงศ์ กล่าว

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีความท้าทายจากภาคอุตสาหกรมที่ยังมีการชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนของภาคอุตสาหกรรมในแต่ละปีไม่สูงมากนัก โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อบำรุงรักษา ไม่ได้เป็ฯการลงทุนเพื่อนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามา, หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับภาคครัวเรือน และปัจจุบันเศรษฐกิจประเทศไทยพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวสูง โดยปีที่ผ่านมาการท่องเที่ยวชะลอตัว ซึ่งเป็นการสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีปัจจัยลบเชิงโครงสร้างในภาคการท่องเที่ยว ที่อาจส่งผลให้รายได้ท่องเที่ยวไม่กลับมาในระดับเดิมในช่วง 2 ปีนี้ แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะทยอยฟื้นกลับมาก็ตาม

    สำหรับเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยนั้นยังอยู่ในระดับสูงของกลุ่มประเทศอาเซียนมานาน แต่ต้องยอมรับว่าขณะนี้เริ่มมีสัญญาณน่าเป็นห่วงมากขึ้น จากความไม่แน่นอนทางการค้า รายได้ท่องเที่ยวที่ลดลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ แต่เชื่อว่าจะกลับสู่กรอบเป้าหมายได้ ด้านนโยบายการเงินของ ธปท. นั้น เชื่อว่ายังมีโอกาสช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้ เพราะยังมีพื้นที่ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่นโยบายการคลังจะยังคงเป็นพระเอกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    ในส่วนของแผนการคลังระยะปานกลางนั้น นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทย ธนาคารโลก มองว่า ไทยยังมีโอกาสและศักยภาพในการปรับและหาจุดสมดุลใหม่ของนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ ซึ่งยังเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้ การขยายฐานการจัดเก็บ เช่น การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) การลงทุนในภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเติบโตอย่างชัดเจน ซึ่งทั้งหมดจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตในระดับศักยภาพที่ใกล้เคียง 3%

    อย่างไรก็ดี ในส่วนการเลือกตั้งนั้น มองว่ายังเป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้สามารถมองภาพเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าได้ ผ่านนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ในแผนและอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งตรงนี้จะเห็นความต่อเนื่องในแง่การจัดทำงบประมาณ การใช้จ่าย การลงทุนภาครัฐและนโยบายต่าง ๆ ที่น่าจะยังเดินหน้าได้ในปี 2569 และปี 2570 ส่วนความกังวลเรื่องความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลอาจจะส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายนั้น ต้องยอมรับว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยีความเสี่ยงค่อนข้างมาก ทั้งด้านบวกและด้านลบ แต่ยังเชื่อว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะทำให้การจัดทำงบประมาณและการลงทุนยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

    โดยปัจจุบันศักยภาพเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ระดับ 2.7% แต่ก็มีโอกาสที่จะเติบโตได้ถึง 3% หากสามารถปฏิรูปใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1. ความสามารถในการแข่งขัน 2. การพัฒนาด้านทักษะ การศึกษา และทุนมนุษย์ 3. แผนการคลังระยะปานกลาง โดยให้นโยบายการคลังสามารถลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว และเร่งขยายฐานภาษี

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/946046/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o96fq7UWmBiYS4m0bT59A

  • ‘นักวิชาการทีดีอาร์ไอ’ วิเคราะห์นโยบายและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ภายใต้รัฐบาลใหม่

    ‘นักวิชาการทีดีอาร์ไอ’ วิเคราะห์นโยบายและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ภายใต้รัฐบาลใหม่

    11 ก.พ.2569- ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) หัวข้อ นโยบายและการขยายตัวทางเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลใหม่ มีเนื้อหาดังนี้

    เมื่อวานเย็นได้ให้สัมภาษณ์รายการวิทยุหนึ่งในเรื่องนี้ เลยอยากเรียบเรียงมานำเสนออีกครั้งในนี้
    เศรษฐกิจจะโตเท่าไรภายใต้รัฐบาลใหม่? โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การคาดการณ์การขยายตัวจากสำนักต่าง ๆ ไม่สดใสนัก คือไม่เกิน 2% ในปีนี้

    แน่นอนว่าขึ้นกับนโยบายและประสิทธิภาพในการทำตามนโยบายของรัฐบาลใหม่ ซึ่งมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ และขึ้นกับว่าพรรคใดเข้าร่วมด้วย

    ผมขอเริ่มจาก ‘ภาพบวก’ ก่อน
    ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นเรื่องดี เห็นได้จากการตอบสนองของตลาดหุ้นในสองวันที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนไม่น้อยคงมั่นใจขึ้น ทำให้เกิดการลงทุนมากกว่ากรณีไม่มีเสถียรภาพ
    ความมั่นใจนี้จะเป็นจริงและยืนยาวได้ เงื่อนไขสำคัญคือรัฐบาลใหม่ต้องใช้บริการของ ‘มืออาชีพ’ ชุดเดิม (เอกนิติ ศุภจี สีหศักดิ์ เป็นหลัก) เพราะได้วางแนวทางที่นักลงทุนเห็นชอบไว้ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง คนละครึ่งพลัส (ควรทำอีกเพียงครั้งเดียว) Thailand Fastpass การขยายตลาดและการเจรจาการค้าทวิภาคี การทูตที่ดูมีทิศทางมากขึ้นเมื่อเทียบกับ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งสำคัญมากในยุคที่ geoeconomic เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

    ซึ่งหมายถึงรัฐบาลใหม่ต้องให้พื้นที่ทางนโยบายและการทำงานเพื่อสนับสนุนแก่มืออาชีพเหล่านี้ ป้องกันไม่ให้มีการแทรกแซงเพื่อผลประโยชน์พวกพ้องจากมุ้งต่าง ๆ ในพรรคร่วม หรือกระทั่งเรื่องที่ดูเล็กน้อยเช่นการฝากคนของตัว (ที่คงไม่ค่อยมีฝีมือ) มาเป็นทีมงานมืออาชีพเหล่านี้
    ที่สำคัญการสนับสนุนดังกล่าวต้องยาวตลอดอายุรัฐบาล เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจว่านโยบายจะมีเสถียรภาพจริง ไม่ใช่ไปสักพักมุ้งใหญ่ก็เริ่มทวงคืนเก้าอี้ตามระบบโควต้าแบบเดิม ๆ

    นโยบายเชิงบวกที่สำคัญมากอีกเรื่องคือการมีนโยบาย upskill reskill ซึ่ง ดร. เอกนิติเคยให้สัมภาษณ์ว่าอยู่ใน agenda ในขณะที่พรรคเพื่อไทย (ถ้ามาร่วมรัฐบาล) ก็มีนโยบายนี้เช่นกัน
    แต่เศรษฐกิจจะขยายตัวได้มาก (และได้เร็วด้วย) ต้องทำเรื่องนี้แบบ ‘ขนานใหญ่’ เช่นเพิ่มงบประมาณเรื่องนี้อีก 5-10 เท่าจากงบปัจจุบัน ครอบคลุมแรงงานไม่น้อยกว่า 5 ล้านคนต่อปี และที่สำคัญทำการฝึกอบรมด้วยแนวทาง demand-driven คือฝึกทักษะที่ตลาดต้องการจริง ๆ มีกลไกที่รับประกันเรื่องนี้แบบที่พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์คิดไว้
    อันนี้ไม่แน่ใจว่าพรรคร่วมจะให้ความสำคัญเพียงพอ
    ถ้าทำเรื่องนี้ได้ดี เศรษฐกิจอาจขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 0.5-2% เทียบกับการไม่ทำหรือทำแบบเดิม ๆ
    มาดูด้านลบกันบ้าง

    นโยบายที่ไม่ควรทำมีไม่น้อย และที่ควรทำแต่คาดว่าจะไม่ทำก็มีมาก
    นโยบายที่ไม่ควรทำ ก็เรื่องประชานิยมรูปแบบต่าง ๆ เช่นนโยบายแก้หนี้ ที่ดูจะเป็นจุดเน้นของทั้งภูมิใจไทย เพื่อไทย กล้าธรรม ซึ่งเป็นแนวทางที่ไม่แก้หนี้อย่างยั่งยืน เบียดบังพื้นที่การคลังจนทำให้นโยบายที่ดีกว่าทำไม่ได้ และที่สำคัญคือจะไม่ช่วยลดหนี้ครัวเรือน ตรงกันข้ามจะเพิ่มหนี้ในระยะยาวด้วย เมื่อลูกหนี้ไม่กลัวการเป็นหนี้เพราะรู้ว่ารัฐบาลจะมาช่วยตลอดเวลา

    การลดค่าไฟก็เป็นอีกนโยบายที่ทุกพรรคในรัฐบาลใหม่ประกาศไว้ ซึ่งต้นทุนค่าไฟที่ลดลงจะมีผลทางบวกต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าแนวทางคือการชดเชยด้วยเงินงบประมาณจำนวนมาก ก็จะไปเบียดบังนโยบายที่ดีกว่า ผลสุทธิก็อาจไม่คุ้ม

    นโยบายที่ควรทำแต่คาดว่าจะไม่ทำ

    1. การรักษาวินัยการคลัง (จนหนี้สาธารณะต่อ GDP ลดลงหรือไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นแนวโน้มตอนนี้) เรื่องนี้แม้ ดร. เอกนิติจะกล่าวไว้ และได้ดำเนินการไปแล้วหลายมาตรการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่มีคำถามว่าจะทำได้แบบนี้ตลอดไปหรือไม่ โดยเฉพาะ ดร. เอกนิติ จะสามารถป้องกันนโยบายประชานิยมจากรัฐมนตรีคนอื่นในรัฐบาลใหม่ได้เพียงใด นายกรัฐมนตรีจะอยู่ข้างใด ซึ่งคุณอนุทินไม่มีภาพจำของการให้ความสำคัญกับวินัยการคลังมากนัก ก็หวังว่าจะเริ่มให้ความสำคัญและสนับสนุนคุณเอกนิติในเรื่องนี้ แต่น่าจะไม่ง่ายโดยเฉพาะถ้าต้องมีการขึ้นภาษีด้วย ซึ่งคุณอนุทินเคยแสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอการขึ้นภาษี VAT ของคุณเอกนิติ

    2. เรื่องที่สำคัญมากต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวคือการเพิ่มการลงทุนในประเทศ ซึ่งเป็นผลลัพธ์สำคัญของ ‘การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ’ ที่พูดกันมาตลอด มีเรื่องควรทำเยอะ เช่น

    2.1 การปราบทุนเทา สแกมเมอร์ การฟอกเงิน นักลงทุนคงไม่อยากลงทุนเท่าไรถ้าต้องไปสู้กับธุรกิจฟอกเงินที่ตัดราคารับขาดทุนได้มาก เรื่องนี้ผมไม่แน่ใจว่านักลงทุนให้เครดิตรัฐบาลอนุทินที่ผ่านมาอย่างไร มีความเชื่อมั่นแค่ไหน เพราะแม้จะมีการดำเนินการไปบ้าง เช่นการยืดทรัพย์บางราย แต่ยังห่างไกลกับ scale ที่ควรเป็นมาก และยิ่งถ้าพรรคร่วมมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีนักในเรื่องนี้ คงสร้างความเชื่อมั่นได้ยาก ยกเว้นว่าจะมีการดำเนินการจริงจังแม้จะมีพรรคดังกล่าวร่วมด้วย ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีในการตอบสังคมได้ว่าพรรคดังกล่าวถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม ได้แต่ฝันว่าจะเห็นภาพนั้น

    2.2 ปราบคอรรัปชั่น ซึ่งก็คงหวังยากเช่นกัน เพราะพรรคที่จะร่วมเป็นรัฐบาลใหม่ล้วนอยู่ในอำนาจมายาวนาน ตรงกับช่วงเวลาที่การคอร์รับชั่นเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลง การทำงานขององค์กรอิสระในเรื่องนี้ก็ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ความรับผิดชอบ (ส่วนหนึ่งเพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบันให้องค์กรอิสระตรวจสอบตัวเองหรือตรวจสอบกันเอง) การใช้งบประมาณแบบมีเงินทอนก็คงยังเห็นกันดาษดื่น เพราะต้องถอนทุนจากการเลือกตั้งกันขนานใหญ่

    2.3 การทลายทุกผูกขาด เช่นเดียวกับเรื่องคอร์รับชัน ทุนผูกขาดมากขึ้นในช่วงเวลาที่พรรคร่วมมีอำนาจบริหาร จึงคาดหวังเรื่องนี้ไม่ได้มาก

    2.4 การฟื้นความเชื่อมั่นในตลาดทุน (หุ้น หุ้นกู้) ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยไปไม่ถึงไหน (นอกเหนือจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำและไม่มีสินค้าน่าซื้อ) เรื่องนี้ ดร. เอกนิติก็ให้ความสำคัญ และควรเอาใจช่วย แต่เชื่อว่าคงเจอแรงต้านพอควร ทั้งจากหน่วยงานกำกับเดิม ผู้เล่นในตลาดที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน การถูกใช้เป็นแหล่งฟอกเงินที่บางพรรคอาจไม่อยากให้แตะ

    2.5 การส่งเสริมนวตกรรม R&D เรื่องนี้อาจพอเป็นไปได้ ถ้า ดร. ยศชนัน ยอมเข้าร่วมในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ และได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอจากรัฐบาลใหม่ แต่ก็ยังไม่อาจวางใจเพราะยังไม่มีประสบการณ์การบริหารนโยบายสาธารณะระดับชาติมาก่อน

    3. ถ้ามองยาวกว่า 2-4 ปี การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืน ต้องเป็นแนวทาง ‘การขยายตัวที่ประชาชนมีส่วนร่วม’ ที่สมัยก่อนเรียกว่า inclusive growth ตรงกับที่งานวิจัยรางวัลโนเบลให้ความสำคัญกับ inclusive institution

    เรื่องนี้น่าจะหวังได้ยากที่สุดจากรัฐบาลใหม่ เพราะการเข้าสู่อำนาจของแต่ละพรรคร่วมล้วนไม่ได้อิงกับฐานความคิดให้คนตัวเล็กตัวน้อยมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย แต่เป็นลักษณะ ‘รอความเมตตาเชิงนโยบาย’ มากกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ political landscape ที่เดินตามแนวเดียวกัน คือไม่เน้นการส่งเสริม active citizen จะทำได้จริงต้องมีการปฏิรูปการเมือง การแก้รัฐธรรมนูญที่เพิ่มอำนาจประชาชน การขยายและยกระดับความคุ้มครองทางสังคม (เช่นปฏิรูปประกันสังคม) จนไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    อันนี้เป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลใหม่ แม้อาจสามารถเพิ่มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วง 1-2 ปีแรกได้บ้างก็ตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/945853/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u_YLbZFqexwkBy-3YT49B

  • ตลาดหุ้นไทยเด้งรับรัฐบาลใหม่ ทะลุ 1,400 จุด PE พุ่ง 15 เท่า แพงกว่าภูมิภาค

    ตลาดหุ้นไทยเด้งรับรัฐบาลใหม่ ทะลุ 1,400 จุด PE พุ่ง 15 เท่า แพงกว่าภูมิภาค

    ภายหลังจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ดัชนี SET INDEX ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 3

    โดยวันที่ 9 ก.พ.2569 ปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 46.88 จุด หรือเพิ่มขึ้น 3.46% มาอยู่ที่ 1,400.89 จุด

    จากนั้นวันที่ 10 ก.พ.2569 ปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 9.55 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.68% มาอยู่ที่ 1,410.44 จุด

    และในวันนี้ (11 ก.พ.2569) ปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 1.26 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.09% มาอยู่ที่ 1,411.70 จุด

    “วทัญ จิตต์สมนึก” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย บล.พาย ระบุว่า การปรับตัวขึ้นของ SET INDEX ดังกล่าว ถือว่าสอดคล้องกับสถิติในอดีตที่มักจะมีการปรับตัวขึ้นหลังการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานและตัวเลขทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน มีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าตลาดหุ้นไทยจะสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ หรือใกล้ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว

    เสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ในเชิงการเมือง มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพและอาจดำรงตำแหน่งได้จนครบวาระเนื่องจากครองเสียงข้างมาก โดยมีการคาดการณ์ว่า คุณอนุทิน ชาญวีรกูล จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม หรือพรรคเล็กอื่นๆ

    นโยบายหลักที่ถูกจับตามองคือ “คนละครึ่ง (พลัส)” ซึ่งคาดว่าจะส่งผลบวกโดยตรงต่อกลุ่มต่างๆ ดังนี้

    • กลุ่มค้าปลีก โดยเฉพาะหุ้นต้นน้ำอย่าง CPAXT และกลุ่มศูนย์การค้าอย่าง CPN
    • กลุ่มธนาคารและการเงิน อานิสงส์จากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นจะช่วยหนุนความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชน ส่งผลดีต่อหุ้นอย่าง BBL, KBANK, MTC และ SAWAD

    ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและปัจจัยฉุดรั้ง

    แม้จะมีปัจจัยบวกทางการเมือง แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับการขยายตัวที่ค่อนข้างต่ำเพียง 1.5-2% ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจาก

    • หนี้ครัวเรือนในระดับสูง กดดันการบริโภคภายในประเทศและการสร้างหนี้ใหม่ทำได้ยาก สะท้อนได้จากยอดขายรถยนต์และอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง
    • ข้อจำกัดทางการคลัง งบประมาณภาครัฐส่วนใหญ่หมดไปกับรายจ่ายประจำ และระดับหนี้สาธารณะกำลังเข้าใกล้เพดานที่กำหนดไว้ที่ 70% ของ GDP ทำให้การกู้เงินมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้จำกัด
    • ภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่แน่นอน แม้จะเป็นเครื่องยนต์หลัก แต่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีก่อนหน้ามีการลดลง และปีนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะขยายตัวได้มากน้อยเพียงใด

    การประเมินมูลค่า (Valuation) และความท้าทายในระยะสั้น

    เมื่อพิจารณาในด้านระดับราคา (Valuation) พบว่า SET INDEX ที่ระดับ 1400 +/- เริ่มมีความตึงตัว โดยมี Forward PE อยู่ที่ 14.7-15 เท่า ซึ่งถือว่า “ไม่ถูก” เมื่อเทียบกับปัจจัยแวดล้อมดังนี้

    • เปรียบเทียบกับภูมิภาค ตลาดหุ้นไทยมี PE สูงกว่าตลาดหุ้น Hang Seng (13 เท่า) และฟิลิปปินส์ (10 เท่า) ทั้งที่ทั้งสองตลาดมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีกว่า SET INDEX
    • เปรียบเทียบกับเศรษฐกิจไทย ขยายตัวต่ำเพียง 1.5-2%

    นอกจากนี้ ผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ตลาดกำลังเผชิญกับคาดการณ์กำไรที่ไม่สดใส โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกอย่าง CPALL, CRC และ CPAXT ที่คาดว่าจะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

    ในขณะนี้ ตลาดหุ้นไทยได้ตอบรับ (Price In) ปัจจัยบวกด้านการเมืองไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การที่ดัชนีจะปรับตัวขึ้นต่อจากนี้จำเป็นต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากระดับราคาปัจจุบันอาจไม่เหมาะสมเท่าใดนักเมื่อเทียบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำและความเสี่ยงจากผลประกอบการที่กำลังจะประกาศออกมา

    ปีนี้หุ้นไทยโดดเด่น เป็น 1 ในตลาดเอเชีย ขึ้นแรงเกิน 10% 

    ในอีกด้านหนึ่ง บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ภาพรวมผลตอบแทนของตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียตั้งแต่ต้นปี (YTD) ถือว่ามีความคึกคักอย่างมาก โดยมี 4 ตลาดหลัก ที่ทำผลงานได้โดดเด่นและให้ผลตอบแทนเป็นบวกเกิน 10% ได้แก่ 

    • เกาหลีใต้ ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดด้วยผลตอบแทนสูงถึง +25%1
    • ญี่ปุ่น และ ไต้หวัน ให้ผลตอบแทนเท่ากันที่ +14%1
    • ไทย (SET Index) ตามมาด้วยผลตอบแทน +12%

    สะท้อนให้เห็นถึงแรงหนุนและความเชื่อมั่นของ Flow ต่างชาติที่มีต่อตลาดหุ้นเอเชียมากขึ้นกว่าปีก่อน

    เศรษฐกิจไทยปี 69 จากการบริโภคสู่การลงทุน 

    ในมุมของนโยบายเศรษฐกิจไทย คุณเอกนิติ ได้แสดงวิสัยทัศน์ว่ารัฐบาลตั้งเป้าประคับประคองเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่2%โดยวางกลยุทธ์หลักให้ปีนี้เป็น “ปีแห่งการลงทุน” โดยมุ่งเน้นทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital) เพื่อสร้างรากฐานการเติบโตที่ยั่งยืน

    อีกทั้งเตรียมมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของมาตรการลดหย่อนภาษีโดยจะไม่มีการต่ออายุโครงการกระตุ้นการบริโภคแบบเดิมอย่าง “ช้อปดีมีคืน” หรือ “EASY E-RECEIPT” และเตรียมผลักดันโครงการ “บัญชีการออมส่วนบุคคล” หรือ Thailand Individual Saving Account (TISA) เข้ามาแทนที่ โดยเปลี่ยนจากการกระตุ้นให้ “ใช้จ่าย” (Consumption) มาเป็นการส่งเสริมให้ประชาชน “ออมเงิน” (Saving) เพื่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวแทน

    สถานะของไทยในเวทีโลกและภูมิภาค

    อย่างไรก็ตาม เมื่อนำ GDP Growth ไทยปี 2569 เปรียบเทียบกับข้อมูลจาก IMFของประเทศอื่นๆ(ตามกราฟ) จะเห็นว่าแม้ไทยจะมีการเติบโตที่เป็นบวก แต่ยังตามหลังเพื่อนบ้านในกลุ่ม Emerging Market อย่าง เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และจีน แต่ยังคงดูดีกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่าง สหรัฐฯ หรือ ยุโรป ในแง่ของอัตราการขยายตัว YoY ซึ่งเป็นภาพที่สะท้อนถึงความกังวลในภาพรวมของการเติบโตเศรษฐกิจ

    แม้ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยจะมีความคึกคักและได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ แต่ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาค ไทยยังคงเผชิญกับความกังวลในเรื่องอัตราการเติบโตที่ยังไม่สูงเท่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน ทำให้การเร่งผลักดันนโยบาย “ปีแห่งการลงทุน” และการปรับโครงสร้างการออมผ่าน TISA กลายเป็นกุญแจสำคัญที่จะกำหนดทิศทางความมั่งคั่งของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/737873&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_D96hsuYQUPTjtvsnykW_