ผ่าแผนกู้ชีพ! ไทยไร้เครื่องยนต์-หนี้จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะพา “รอด” หรือ “ร่วง”?
จาก “เสือ” สู่ “คนป่วยแห่งเอเชีย”
“เมธัส รัตนซ้อน” หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เล่าถึงเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน คงต้องยอมรับความจริงที่น่าตกใจว่า จากที่ไทยเคยเป็น “เสือ” ที่เติบโตได้กว่า 7% ในอดีต
ปัจจุบันเรากลับถูกสื่อต่างชาติอย่าง Financial Times และ Bloomberg ขนานนามว่าเป็น “Sickman of Asia” หรือคนป่วยแห่งเอเชีย, ศักยภาพการเติบโตของเราลดฮวบลงเหลือเพียง 2.3% ซึ่งเป็นระดับที่รั้งท้ายในภูมิภาค
ทำไมเราถึงป่วย? คำตอบอยู่ที่ “เครื่องยนต์หลัก” ล้าสมัย
- การส่งออก ไทยยังคงผลิตสินค้าที่โลก “ไม่ต้องการ” มากนัก เช่น รถยนต์สันดาป และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ในขณะที่โลกกำลังมุ่งหน้าไปสู่เทคโนโลยีใหม่
- การท่องเที่ยว แม้จะเป็นความหวังเดียว แต่เรากำลังถูกคู่แข่ง อย่าง เวียดนามไล่กวดมาติดๆ ด้วยอัตราการเติบโตกว่า 20% ต่อปี หากเราไม่ยกเครื่องใหม่ วันหนึ่งเราอาจถูกแซงหน้าได้จริงๆ
- วิกฤตประชากร ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อยลง แรงงานที่จะมาขับเคลื่อน GDP ก็น้อยลงตามไปด้วย
จุดเปลี่ยน ?
ท่ามกลางเมฆหมอก ผลการเลือกตั้งที่ออกมาอย่างไม่เป็นทางการกลับสร้างความประหลาดใจให้กับตลาดทุน ประวัติศาสตร์การเมืองไทยบอกว่า รัฐบาลส่วนใหญ่มักมีอายุเฉลี่ยเพียง 9 เดือน แต่ครั้งนี้อาจได้เห็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูงที่สุดในรอบหลายสิบปี โดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำหลักพร้อมเสียงสนับสนุนที่ท่วมท้น ซึ่งอาจทำให้เราเห็นการบริหารงานที่ต่อเนื่องเป็นครั้งแรกในรอบนานปี
รัฐบาลใหม่นี้มีความจำเป็นต้องใช้ “ยาแรง” อย่างนโยบายประชานิยม เช่น การแจกเงินหรือโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ให้ “เครื่องดับ” ซึ่งคาดว่าจะช่วยดันให้ GDP ปีนี้ขยับจาก 1.6% ขึ้นไปแตะ 1.8% ได้
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงคือ “ข้อจำกัดทางการคลัง” รัฐบาลมีงบกลางติดกระเป๋าอยู่เพียงประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท ในขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งสูงถึง 65% ของ GDP ใกล้เพดาน 70% หากไม่มีการปฏิรูปการคลังอย่างจริงจัง ภายใน 1-2 ปี เราอาจชนเพดานหนี้และกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ
ทางออกที่อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอนาคตคือ การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งอาจต้องพิจารณาขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละ 1% เพื่อไม่ให้กระทบประชาชนรุนแรงเกินไป
การเดิมพัน
ประเทศไทยยังคงมีเสน่ห์ในสายตานักลงทุนต่างชาติ สะท้อนจากยอดขอ BOI ที่สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท
แต่โจทย์สำคัญคือ เราจะเปลี่ยนเงินลงทุนเหล่านี้ให้เกิด “มูลค่าเพิ่ม” แก่คนไทยได้อย่างไร ? ไม่ใช่แค่เป็นโรงงานประกอบที่ขนคนและอุปกรณ์มาจากต่างประเทศทั้งหมด
สำหรับ “ค่าเงินบาท” ในช่วงสั้นคาดในไตรมาส 2/2569 อาจเห็นการอ่อนค่าไปแตะ 32.5 บาทต่อดอลลาร์ จากปัจจัยฤดูกาลและการโอนเงินปันผลออก รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างเรื่องของ “โดนัลด์ ทรัมป์”
แต่ในระยะยาว ปัจจัยพื้นฐานจะยังคงหนุนให้บาทแข็งค่าและมีโอกาสกลับไปต่ำกว่า 31 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้งในช่วงปลายปี
ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
ในเส้นทางเดินข้างหน้ายังมีขวากหนามที่ต้องจับตามอง
- ความล่าช้าทางการเมือง หากการจัดตั้งรัฐบาลดีเลย์ออกไปเกินกว่า 3-4 เดือน จะส่งผลให้งบประมาณปี 2570 ออกช้าไปถึงปลายปี กระทบต่อการใช้จ่ายภาครัฐในไตรมาสสุดท้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- นโยบายการเงิน กนง. มีโอกาสลดดอกเบี้ยลงอีก 1 ครั้ง เหลือ 1% ในช่วงครึ่งปีแรกเพื่อประคองเศรษฐกิจ
- ปัจจัยโลก ทั้งนโยบายภาษีของสหรัฐฯ และการตัดสินใจของ Fed ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ
เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วง “รอการฟื้นไข้” แม้จะมีแรงส่งจากการเมืองที่มีเสถียรภาพ แต่การจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมได้นั้น ต้องอาศัยทั้งการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวและการบริหารงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดให้คุ้มค่าที่สุด.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/737834&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EsZzIpP4kTLPnT6Ii772Y





















ภายหลังการประชุมรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา) กทพ. จะดำเนินการทดสอบความสนใจของนักลงทุน (Market Sounding) และดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ประมาณปี พ.ศ. 2572 และเปิดให้บริการประมาณปี พ.ศ. 2576
กิตตินันท์ จินดำ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นครศรีธรรมราช



โอกาสมาถึงแล้ว เปิดรับสมัครหญิงไทย ทำงานพนักงานต้อนรับสายการบิน Singapore Airlines Limited จำนวน 100 อัตรา เงินเดือน 3.8 หมื่น เริ่มสมัคร 16 ก.พ.




