Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นายกฯ ร่วมเปิดงาน “ประเพณีแห่เจ้าพ่อ – เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” กระตุ้นเศรษฐกิจ – ส่งเสริมการท่องเที่ยว จ.นครสวรรค์

    นายกฯ ร่วมเปิดงาน “ประเพณีแห่เจ้าพ่อ – เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” กระตุ้นเศรษฐกิจ – ส่งเสริมการท่องเที่ยว จ.นครสวรรค์

    นายกฯ ร่วมเปิดงาน “ประเพณีแห่เจ้าพ่อ – เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” กระตุ้นเศรษฐกิจ – ส่งเสริมการท่องเที่ยว จ.นครสวรรค์

    (11 ก.พ. 69) เวลา 19.00 น. ณ เวทีหาดทรายต้นแม่น้ำเจ้าพระยา อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิด “งานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” ซึ่งจังหวัดนครสวรรค์จัดขึ้นภายใต้ชื่องาน “110 ปี ตรุษจีนแห่งสีสัน เมืองสวรรค์ 5 ภาษา” ระหว่างวันที่ 10 – 21 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดนครสวรรค์ ที่ได้สืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอันดีงาม ตลอดจนเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดใกล้เคียง โดยมีนางสาวธนนนท์ นิรามิษ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ นายกเทศมนตรีนครสวรรค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่อมวลชนและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานจำนวนมาก

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้รับชมวีดิทัศน์ “งานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” พร้อมรับฟังรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานฯ จากนายเรวัช สุริต ประธานคณะกรรมการจัดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ ประจำปี 2569

    จากนั้นนายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงานว่าวันนี้มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” ซึ่งงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ เป็นเทศกาลที่มีความเก่าแก่ และทรงคุณค่าของชาวปากน้ำโพ และชาวจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประเพณีที่สืบทอดและอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนานกว่าหนึ่งร้อยปี โดยยังคงรักษาวิธีการคัดเลือกคณะกรรมการจัดงานตามขนบธรรมเนียมดั้งเดิม คือ การเสี่ยงทายต่อหน้าองค์เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ รวมทั้งยังมีการอนุรักษ์ และสืบสานขบวนแห่ทางวัฒนธรรมอันงดงาม ซึ่งล้วนสะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมจนเป็นงานประเพณีเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนของชาวไทยเชื้อสายจีน ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และสร้างความตระการตาให้แก่ผู้ร่วมงานและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ

    นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชม และขอบคุณคณะกรรมการจัดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ ประจำปี 2568–2569 หรือ “เถ่านั้ง 110” ทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ เสียสละ และร่วมกันทำหน้าที่สืบสานงานประเพณีอันทรงคุณค่านี้ ให้คงอยู่สืบไป และขอบคุณชาวจังหวัดนครสวรรค์ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมมือร่วมใจกันให้การสนับสนุนการจัดงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ งดงาม และเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน

    “ขณะนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ขอเปิดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569 ณ บัดนี้ “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้””

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีเปิดงานโดยการนำลูกแก้ววางบนปากสิงโต โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ประธานคณะกรรมการจัดงานฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมทำพิธีเปิดงานครั้งนี้ด้วย

    ทั้งนี้ ภายหลังเปิดงาน ในงานได้มีการแสดงต้นแสงแห่งศรัทธา 5 ภาษาสามัคคี Opening light show ปฐมประกายแห่งศรัทธา ระบำดอกไม้สวรรค์ผลิบาน ณ ปากน้ำโพ วัฒนธรรม 5 ภาษา (โหงวซก) 4 เทพธิดาแห่งปากน้ำโพ รวมแสงเป็นหนึ่ง ศรัทธานิรันดร์แห่งมังกรทองนครสวรรค์ และการแสดงเปิดตัวองค์สมมุติฯ กิมท้ง และเง็กนึ่ง และการแสดงอื่น ๆ อีกมากมายด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/66423&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CEpaemcXPjFpKGXJswQ6B

  • หอการค้าจังหวัดลำปาง มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง กระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 900 ล้านบาท

    หอการค้าจังหวัดลำปาง มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง กระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 900 ล้านบาท

    หอการค้าจังหวัดลำปาง แถลงผลงานครบรอบ 1 ปี สมัยที่ 21 การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-พัฒนาเมืองลำปาง ดำเนินกิจกรรมและโครงการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ มูลค่ากว่า 900 ล้านบาท

    เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 หอการค้าจังหวัดลำปาง ร่วมกับคณะกรรมการ Young Entrepreneurs Chamber of Commerce (YEC) ลำปาง แถลงผลการดำเนินงานครบรอบ 1 ปี สมัยที่ 21 โดยสะท้อนภาพการทำงานเชิงรุกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการพัฒนาเมืองลำปางอย่างเป็นระบบ ภายใต้ความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายในทุกระดับ

    ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา หอการค้าจังหวัดลำปาง และ YEC ลำปาง ได้ดำเนินกิจกรรม และภารกิจด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งสิ้น 566 ครั้ง โดยมุ่งเน้นการทำงานเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการจัดกิจกรรมเฉพาะหน้า เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ต่อเนื่องและยั่งยืน การดำเนินงานในรอบปีดังกล่าว ขับเคลื่อนอยู่บน ยุทธศาสตร์หลัก 5 ด้าน ได้แก่

    1. การสนับสนุนการสร้าง New S-Curve และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ของจังหวัด

    2. การจัดกิจกรรมและโครงการเพื่อ เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจจากฐานทุนของลำปาง

    3. การพัฒนา เกษตรโอกาสใหม่และเกษตรมูลค่าสูง

    4. การพัฒนา คน เครือข่าย และความร่วมมือ ในทุกระดับ

    5. การพัฒนา โครงสร้างและระบบความเชื่อมโยง เพื่อเสริมศักยภาพการทำงานร่วมกันของเมือง

    ผลจากการดำเนินงานดังกล่าว ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในหลายมิติ อาทิ การได้รับรางวัล “หอการค้ายอดเยี่ยม” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 สะท้อนถึงสมรรถนะและความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนบทบาทของหอการค้าในระดับจังหวัด 

    นอกจากนี้ กิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งทางตรงและทางอ้อม คิดเป็นมูลค่ารวม มากกว่า 900 ล้านบาท

    ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หอการค้าจังหวัดลำปางได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ ให้แก่ผู้ประกอบการ เกษตรกร นักศึกษา และนักเรียน มากกว่า 2,500 คน ควบคู่กับการเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันอุดมศึกษา ทั้งในและนอกจังหวัด มากกว่า 50 องค์กร เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศการพัฒนาเศรษฐกิจของลำปางให้มีความเข้มแข็ง

    ขณะเดียวกัน ยังมีส่วนร่วมในการพัฒนา และยกระดับผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มอาชีพในจังหวัด มากกว่า 200 กิจการ รวมถึงการสร้างและสนับสนุนกิจกรรมการพัฒนาเมืองในมิติต่าง ๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม กีฬา และวัฒนธรรม มากกว่า 20 กิจกรรมหลัก ซึ่งช่วยสร้างการมีส่วนร่วม และกระตุ้นบรรยากาศทางเศรษฐกิจของเมืองอย่างต่อเนื่อง

    นายพีระรักษ์ พิชญกุล ประธานหอการค้าจังหวัดลำปาง กล่าวว่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เราไม่ได้ทำงานเพียงเพื่อให้เกิดกิจกรรมหรือโครงการจำนวนมาก แต่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบความร่วมมือการพัฒนาเมือง การเชื่อมพลังของทุกภาคส่วน และการวางรากฐานการพัฒนาเมืองในระยะยาว ความสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นผลจากความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนลำปางให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    หอการค้าจังหวัดลำปางระบุว่า ความสำเร็จตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์ขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากแต่เป็นผลจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในจังหวัด ที่ร่วมกันขับเคลื่อนลำปางให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง พร้อมวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของเมืองในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2913518&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1erI5gdSgR6yw8em5Q9lqO

  • ศูนย์อวกาศแห่งชาติ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางอวกาศของชิลี

    ศูนย์อวกาศแห่งชาติ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางอวกาศของชิลี

    Centro Espacial Nacional (CEN)[1]หรือศูนย์อวกาศแห่งชาติของชิลีได้เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ฐานทัพอากาศ Los Cerillos ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงซันติอาโก โดยมีประธานาธิบดี Gabriel Boric พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงร่วมพิธีเปิดศูนย์ฯ ดังกล่าว ที่จัดตั้งจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมและกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถือเป็นศูนย์กลางระดับชาติแห่งแรกที่อุทิศให้กับการพัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ในด้านอวกาศ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยสำหรับการปฏิบัติงานด้านดาวเทียม มีศักยภาพรองรับงานด้านการวิจัย การพัฒนานวัตกรรมและทดสอบเทคโนโลยี  การประมวลผลข้อมูลจากอวกาศผ่านศูนย์ข้อมูลซูเปอร์คอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นาย Aldo Valle ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์ฯ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ผ่านการรวบรวมข้อมูลอวกาศสำหรับงานวิจัยด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ภูมิอากาศ เกษตรกรรม  สมุทรศาสตร์ ฯลฯ อีกทั้งยังเป็นการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยนาง Adreana del Piano รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวเสริมว่าศูนย์ฯ มีภารกิจในการสร้างกลุ่มดาวเทียม (Constallation) จำนวน 8 ดวง โดยคาดว่าจะสามารถนำขึ้นสู่วงโคจรได้ 3 ดวงภายในปี 2569 ซึ่งจะช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลายขึ้น อาทิ การติดตาม/คาดการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ การสื่อสารในพื้นที่ห่างไกล และใช้ในด้านการทหารเพื่อป้องกันและเสริมสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ โดยมีแผนการจัดตั้งศูนย์อวกาศเพิ่มอีกสองแห่งในอนาคตในแคว้น Antofagasta ทางตอนเหนือและแคว้น Magallanes ทางตอนใต้ของชิลี

    ผู้อำนวยการศูนย์ฯ (พลเอก Christian Stuardo) เน้นย้ำว่าศูนย์แห่งนี้มีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพในภาคอวกาศ กระตุ้นการลงทุนในนวัตกรรมทางเทคโนโลยี โดยเปิดกว้างไม่เพียงแต่สำหรับภาควิทยาศาตร์และวิชาการเท่านั้น แต่ศูนย์ฯ ยังออกแบบมาเพื่อใช้งานร่วมกับสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม การประมง การทำเหมือง และผู้ประกอบการสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี ศูนย์ฯ แห่งนี้จะช่วยให้การวิจัยทางวิชาการสามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาประเทศ

    บทวิเคราะห์/ความเห็นของสคต.ฯ

    ศูนย์อวกาศแห่งชาติของชิลีนับเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการพัฒนาด้านอวกาศของประเทศชิลี ในปัจจุบันชิลีมีดาวเทียมที่ใช้งานอยู่ทั้งสิ้น 3 ดวง โดยมีหน้าที่หลัก เพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และระบบสื่อสาร การสร้างระบบดาวเทียมของตนเองจะช่วยเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพการสังเกตุการณ์ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดประโยชน์ที่สำคัญในหลายภาคส่วน อาทิ

    ภาคการเกษตร ตรวจสอบ/วางแผนพื้นที่เพาะปลูก การจำแนกลักษณะของพืชพันธุ์ชนิดต่าง ๆ การตรวจจับโรคพืช การคาดการณ์ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรและการตั้งราคา อีกทั้งยังสามารถใช้ข้อมูลดาวเทียมประกอบการประกันคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเกษตรตามมาตรฐานสุขอนามัยพืช (Food safety & Traceability) และใช้เป็นหลักฐานในการติดตามหรือตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งกำเนิดของผลผลิตทางการเกษตร ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่บุกรุกป่าไม้ ซึ่งจะช่วยให้สินค้าผ่านกำแพงภาษีด้านสิ่งแวดล้อม (โดยเฉพาะภูมิภาคยุโรป) ได้ง่ายขึ้น

    การบริหารจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ เฝ้าระวังเหตุไฟป่า น้ำท่วม และแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในชิลี โดยให้ข้อมูลแบบ Real-time เพื่อรับมือสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    ความมั่นคงและป้องกันประเทศ ใช้ในการเฝ้าระวังการรุกล้ำพื้นที่ในแนวเขตชายแดน การอพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย และการทำประมงผิดกฎหมายในน่านน้ำชิลี

    สิ่งแวดล้อม: ติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลักลอบตัดไม้ เผาป่า การละลายของ     ธารน้ำแข็ง สำรวจปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ การรั่วไหลของน้ำมันหรือสารเคมีลงสู่ทะเล

    ภาคการศึกษา รวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ในงานวิจัย อุตุนิยมวิทยา ดาราศาสตร์ สมุทรศาสตร์ เทคโนโลยี ฯลฯ

    ภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ซึ่งเป็นสินอุตสาหกรรมหลักของชิลี ลดต้นทุนการสำรวจภาคพื้นดิน ตรวจสอบพื้นที่ศักยภาพสูง โดยใช้ Short-wave Infrared เซนเซอร์ในการวิเคราะห์โครงสร้างทางธรณีวิทยา เพื่อระบุแหล่งแร่

    ผังเมืองและการพัฒนาประเทศ ช่วยในการวางแผนขยายตัวของเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน     

    จากการที่ชิลีสร้างระบบดาวเทียมของตัวเองถือเป็นการวางรากฐานและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ข้อมูลเชิงลึกจากดาวเทียมยังเป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศ เพิ่มความรวดเร็วในการตัดสินใจเมื่อเกิดวิกฤต บริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการพึ่งพาการซื้อข้อมูล/ภาพถ่ายดาวเทียมจากต่างประเทศ ประหยัดงบประมาณและสามารถนำงบประมาณที่เหลือไปพัฒนาประเทศในด้านอื่น ๆ

    สคต.ฯ เห็นว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีอวกาศเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุด โดยในปี 2567 มีการลงทุนจากทั่วโลกในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอวกาศจำนวนกว่า 9.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ จากข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด Space Capital รายงานว่าในไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 มีการลงทุนด้านเทคโนโลยีอวกาศมากถึง 6.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และมีการคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวจะมีการขยายตัวคิดเป็นมูลค่าถึง 1.01 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2577 ด้วยอัตราการเติบดตเฉลี่ยที่ร้อยละ 7.86 ต่อปี ทั้งนี้ การเติบโตของอุตสาหกรรมดังกล่าวเป็นผลจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีล่าสุดจากอวกาศมาแก้ไขปัญหาบนโลก ทั้งในภาคการสื่อสาร การเกษตร การแพทย์ และการป้องกันภัยพิบัติ 

    ในส่วนของประเทศไทย โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA)[1] เผยว่าอุตสาหกรรมอวกาศของไทยมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกว่า 35,600 กิจการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 56,122 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังผลักดันการเป็นศูนย์กลางอวกาศในภูมิภาค โดยร่วมมือในโครงการสถานีวิจัยดวงจันทร์ (ILRS) กับจีนและพันธมิตร รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียม (AIT) เพื่อลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ และมีศักยภาพในการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมและให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลจากอวกาศ (Space Data Analytics) ในอนาคต 

    สคต.ฯ เห็นว่าการเข้าถึงข้อมูลดาวเทียม คือความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์เชิงพาณิชย์ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนของไทย การที่ชิลีเปิดศูนย์อวกาศแห่งชาติเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยี รวมถึงการขยายการส่งออกในภาคบริการและนวัตกรรม การแลกเปลี่ยนข้อมูล (Data Sharing) ระหว่างไทยและชิลีเพื่อใช้พัฒนาระบบโลจิสติกส์ ติดตาม/วิเคราะห์โครงสร้างพื้นฐาน ตรวจสอบความคืบหน้าของการสร้างท่าเรือ ถนน หรือนิคมอุตสาหกรรม เพื่อประเมินโอกาศลงทุนในอนาคต นอกจากนี้ การดำเนินงานของศูนย์อวกาศแห่งชาติของชิลียังเป็นโอกาสสำหรับการขยายการส่งออกสินค้าไทยในกลุ่มที่ เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมอวกาศด้วย ซึ่งที่ผ่านมาในปี 2568 ชิลีนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องจากไทย อาทิ อุปกรณ์เครือข่ายสำหรับการส่งข้อมูล (พิกัดศุลกากรที่ 851762) คอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ (พิกัดศุลกากรที่ 847149) และหน่วยประมวลผล (Server hardware) (พิกัดศุลกากรที่ 847150) รวมมูลค่ากว่า 20.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 8.5 

    __________________________

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

              กุมภาพันธ์ 2569


    [1] https://www.gistda.or.th/home.php


    [1] https://www.minciencia.gob.cl/noticias/presidente-boric-inaugura-el-centro-espacial-nacional/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/gzvynu5r46c1gni25e6mk25b&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZQy27jw_6EfMg5WCSTw2q

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ บริษัท ไมเดีย รีฟริจเจอเรชั่น อีควิปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ บริษัท ไมเดีย รีฟริจเจอเรชั่น อีควิปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด

    ไอที

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ บริษัท ไมเดีย รีฟริจเจอเรชั่น อีควิปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด

    วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.20 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
    เสด็จฯ บริษัท ไมเดีย รีฟริจเจอเรชั่น อีควิปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด
    ทอดพระเนตรสายการผลิตเครื่องปรับอากาศไมเดีย และ โครงการ Lighthouse Factory

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสายการผลิตเครื่องปรับอากาศไมเดีย และโครงการ Lighthouse Factory (โรงงานประภาคาร) ของบริษัทไมเดีย รีฟริจเจอเรชั่น อีควิปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด ณ นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง 5 จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569ซึ่งเป็นโรงงานที่ได้รับการรับรองจาก World Economic Forum (WEF) ให้เป็นหนึ่งในเครือข่าย Global Lighthouse Network ของโลก

    ในการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ นายหลี่ เผิง (Mr. Li Peng) ประธานบริษัท ไมเดีย รีฟริจเจอเรชั่น อีควิปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด พร้อมด้วย มร. ซีล เจียง (Mr. Zeal Jiang) ประธาน ไมเดีย กรุ๊ป ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทโตชิบา ประเทศไทย คณะผู้บริหาร และข้าราชการจังหวัดชลบุรี เฝ้าฯ รับเสด็จ โอกาสนี้ได้มีการนำเสนอความร่วมมือด้านการพัฒนาทักษะบุคลากรและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ระหว่างบริษัทฯ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา และมหาวิทยาลัยชุนเต๋อโพลีเทคนิค เพื่อส่งเสริมการพัฒนากำลังคนด้านอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

    บริษัท ไมเดีย รีฟริจเจอเรชั่น อีควิปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด นับเป็นโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศแห่งแรกของอุตสาห กรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ตั้งอยู่นอกประเทศจีน ได้รับการรับรองจาก World Economic Forum (WEF) ให้เป็น “โรงงานประภาคาร” (Lighthouse Factory) เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 สะท้อนถึงความเป็นผู้นำด้านการผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) และการบูรณาการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมยุคที่ 4 อย่างครบวงจร โดยบริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยีเครือข่าย 5G และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้กับระบบการผลิต การควบคุมคุณภาพ และโลจิสติกส์แบบเชื่อมโยงทั้งกระบวนการ (End-to-End Digitalization) ส่งผลให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดของเสีย ลดการใช้พลังงานและน้ำ พร้อมยกระดับความแม่นยำในการส่งมอบสินค้า

    บริษัทฯ เป็นหนึ่งในเครือ Midea Group ผู้นำด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าและโซลูชันระบบปรับอากาศระดับโลก มีเครือข่ายในกว่า 200 ประเทศ โดยโรงงานในประเทศไทยเป็น Smart Factory ขนาดใหญ่ที่สุดของเครือไมเดียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บนพื้นที่กว่า 208,000 ตารางเมตร ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 5,000 ล้านบาท และมีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 10 ล้านเครื่องต่อปีภายในปี 2569 พร้อมขับเคลื่อนการดำเนินงานตามกรอบ ESG อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืนของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน

    ทั้งนี้ นายหลี่ เผิง ประธานบริษัทฯ ได้เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องปรับอากาศไมเดีย จำนวน 10 เครื่อง เพื่อทรงพระ กรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่หน่วยงานตามพระราชอัธยาศัย แสดงถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการตอบแทนสังคมควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

    การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และสะท้อนถึงความสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรม การผลิตอัจฉริยะ การพัฒนากำลังคน และความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับ ศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลกต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/465778&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DYQkkBG0G3corcEdu4tYg

  • “บล.ฟินันเซีย ไซรัส” เชียร์ซื้อ CENTEL เป้า 43 บ. รับท่องเที่ยวขาขึ้น

    “บล.ฟินันเซีย ไซรัส” เชียร์ซื้อ CENTEL เป้า 43 บ. รับท่องเที่ยวขาขึ้น

    บล.ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินแนวโน้มธุรกิจของ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ฟื้นตัวเด่นในช่วงปี 2569–2570 จากแรงหนุนวัฏจักรท่องเที่ยวขาขึ้น โดยธุรกิจโรงแรมในไทยซึ่งคิดเป็นราว 33% ของรายได้รวม มีแนวโน้มได้อานิสงส์เต็มที่ ขณะที่โรงแรมใหม่ 2 แห่งในมัลดีฟส์คาดลดผลขาดทุนลงต่อเนื่อง และเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก 7% ในปี 2568 เป็น 11–12% ในปี 2569–2570

    ฝ่ายวิจัยคาด RevPAR เติบโต 6% ในปี 2569 และ 5% ในปี 2570 หนุนจากอัตราการเข้าพัก (OCC) เพิ่มขึ้น 1.0–1.4 จุด และอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (ADR) เพิ่มราว 4% ต่อปี ส่วนผลกระทบจากการปรับปรุงโรงแรมหัวหินและกระบี่ (สัดส่วนรายได้ราว 5%) คาดจำกัดเมื่อเทียบรอบก่อนหน้า

    ด้านธุรกิจอาหารคาดฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป แม้ร้านที่บริษัทถือเองยังเผชิญความท้าทาย แต่การออกสินค้าใหม่ คุมต้นทุนเข้มงวด และแบรนด์อาหารญี่ปุ่นที่ดีขึ้น จะช่วยหนุนยอดขาย โดยคาด SSSG ที่ 1% และ 2% ในปี 2569–2570 จาก -1% ในปี 2568 ขณะที่ TSSG คาดเพิ่ม 5% และ 6% ตามลำดับ จากการขยายสาขาและปรับพอร์ต รวมถึงการรวม “ลัคกี้สุกี้” ตั้งแต่ไตรมาส 1/2569 ซึ่งคาดหนุนส่วนแบ่งกำไรโต 47% ในปี 2569 และ 28% ในปี 2570

    ทั้งนี้ ปรับลดประมาณการกำไรปกติปี 2568–2570 ลง 12–15% จากสมมติฐาน RevPAR และมาร์จิ้นอ่อนตัว คาดกำไรปี 2568 ลดลง 9% เหลือ 1.71 พันล้านบาท ก่อนฟื้นแรง 19% ในปี 2569 และ 10% ในปี 2570 สอดคล้องรายได้รวมที่คาดโต 3%, 9% และ 6% ตามลำดับ

    สำหรับไตรมาส 4/2568 คาดกำไรปกติ 691 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 331% จากไตรมาสก่อน และ 6% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน จากฤดูกาลท่องเที่ยว ขณะที่ไตรมาส 1/2569 ยังเติบโตต่อเนื่อง

    ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาเป้าหมายด้วยวิธี DCF เหลือ 43 บาท จาก 49 บาท โดยมองว่ามูลค่ายังสะท้อนการเติบโตเด่นในระยะยาว มีปัจจัยกระตุ้นจากผลการดำเนินงานโรงแรมที่เร่งตัว การเปิด Centara Life Osaka ในไตรมาส 2/2569 และส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากลัคกี้สุกี้และบริษัทร่วมอื่น ๆ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/812489&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IknR9VcB30LhAuszZus5L

  • นายกฯ ร่วมเปิดงาน “ประเพณีแห่เจ้าพ่อ – เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” กระตุ้นเศรษฐกิจ – ส่งเสริมการท่องเที่ยว จ.นครสวรรค์

    นายกฯ ร่วมเปิดงาน “ประเพณีแห่เจ้าพ่อ – เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” กระตุ้นเศรษฐกิจ – ส่งเสริมการท่องเที่ยว จ.นครสวรรค์

    นายกฯ ร่วมเปิดงาน “ประเพณีแห่เจ้าพ่อ – เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” กระตุ้นเศรษฐกิจ – ส่งเสริมการท่องเที่ยว จ.นครสวรรค์

    (11 ก.พ. 69) เวลา 19.00 น. ณ เวทีหาดทรายต้นแม่น้ำเจ้าพระยา อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิด “งานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” ซึ่งจังหวัดนครสวรรค์จัดขึ้นภายใต้ชื่องาน “110 ปี ตรุษจีนแห่งสีสัน เมืองสวรรค์ 5 ภาษา” ระหว่างวันที่ 10 – 21 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดนครสวรรค์ ที่ได้สืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอันดีงาม ตลอดจนเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดนครสวรรค์ และจังหวัดใกล้เคียง โดยมีนางสาวธนนนท์ นิรามิษ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ นายกเทศมนตรีนครสวรรค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่อมวลชนและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานจำนวนมาก

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้รับชมวีดิทัศน์ “งานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” พร้อมรับฟังรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานฯ จากนายเรวัช สุริต ประธานคณะกรรมการจัดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ ประจำปี 2569

    จากนั้นนายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดงานว่าวันนี้มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569” ซึ่งงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ เป็นเทศกาลที่มีความเก่าแก่ และทรงคุณค่าของชาวปากน้ำโพ และชาวจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประเพณีที่สืบทอดและอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนานกว่าหนึ่งร้อยปี โดยยังคงรักษาวิธีการคัดเลือกคณะกรรมการจัดงานตามขนบธรรมเนียมดั้งเดิม คือ การเสี่ยงทายต่อหน้าองค์เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ รวมทั้งยังมีการอนุรักษ์ และสืบสานขบวนแห่ทางวัฒนธรรมอันงดงาม ซึ่งล้วนสะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมจนเป็นงานประเพณีเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนของชาวไทยเชื้อสายจีน ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และสร้างความตระการตาให้แก่ผู้ร่วมงานและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ

    นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชม และขอบคุณคณะกรรมการจัดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ–เจ้าแม่ปากน้ำโพ ประจำปี 2568–2569 หรือ “เถ่านั้ง 110” ทุกท่าน ที่ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ เสียสละ และร่วมกันทำหน้าที่สืบสานงานประเพณีอันทรงคุณค่านี้ ให้คงอยู่สืบไป และขอบคุณชาวจังหวัดนครสวรรค์ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมมือร่วมใจกันให้การสนับสนุนการจัดงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ งดงาม และเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน

    “ขณะนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ขอเปิดงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ และงานเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพ ประจำปี 2569 ณ บัดนี้ “ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้””

    จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีเปิดงานโดยการนำลูกแก้ววางบนปากสิงโต โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ประธานคณะกรรมการจัดงานฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมทำพิธีเปิดงานครั้งนี้ด้วย

    ทั้งนี้ ภายหลังเปิดงาน ในงานได้มีการแสดงต้นแสงแห่งศรัทธา 5 ภาษาสามัคคี Opening light show ปฐมประกายแห่งศรัทธา ระบำดอกไม้สวรรค์ผลิบาน ณ ปากน้ำโพ วัฒนธรรม 5 ภาษา (โหงวซก) 4 เทพธิดาแห่งปากน้ำโพ รวมแสงเป็นหนึ่ง ศรัทธานิรันดร์แห่งมังกรทองนครสวรรค์ และการแสดงเปิดตัวองค์สมมุติฯ กิมท้ง และเง็กนึ่ง และการแสดงอื่น ๆ อีกมากมายด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/66423&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CEpaemcXPjFpKGXJswQ6B

  • บุรีรัมย์เร่งพัฒนา รับรัฐบาลใหม่ ปั้นห้วยชุมเห็ดเมืองท่องเที่ยว

    บุรีรัมย์เร่งพัฒนา รับรัฐบาลใหม่ ปั้นห้วยชุมเห็ดเมืองท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    บุรีรัมย์เร่งพัฒนา รับรัฐบาลใหม่ ปั้นห้วยชุมเห็ดเมืองท่องเที่ยว

    วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.30 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    อำเภอเมืองบุรีรัมย์ เทศบาลเมืองชุมเห็ด เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและภาคเอกชน กรณีโครงการพัฒนาลำห้วยชุมเห็ด วงเงินงบประมาณ 100 ล้านบาท เพื่อยกระดับพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ควบคู่การพัฒนาเมืองกีฬา รองรับนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองของชาวบุรีรัมย์ เชื่อจะช่วยผลักดันให้จังหวัดบุรีรัมย์เติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

    เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ที่หอประชุมเทศบาลเมืองชุมเห็ด ตำบลชุมเห็ด อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ นายสมบูรณ์ สุธีระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยนายวีระพล จำปาสกุล โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ และร้อยตรีสมชาย ภิรมย์ชาติ นายกเทศบาลเมืองชุมเห็ด ร่วมกันเปิดเวทีให้ประชาชนในเขตเทศบาลเมืองชุมเห็ด รวมถึงองค์กรภาคเอกชน ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการพัฒนาลำห้วยชุมเห็ด ความยาวประมาณ 2.5 กิโลเมตร

    โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายพัฒนาพื้นที่ลำห้วยให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบบูรณาการ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเมือง เพื่อให้สอดคล้องกับการเป็นเมืองกีฬา และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนในพื้นที่

    ร้อยตรีสมชาย ภิรมย์ชาติ นายกเทศบาลเมืองชุมเห็ด กล่าวว่า เทศบาลมีแผนจะของบประมาณจากส่วนกลาง วงเงินประมาณ 100 ล้านบาท เพื่อนำมาพัฒนาพื้นที่ตำบลชุมเห็ดให้เป็นเมืองน่าอยู่ โดยตั้งเป้าให้ลำห้วยชุมเห็ดเป็นพื้นที่สีเขียว หรือปอดของชุมชน สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ใช้พักผ่อน ออกกำลังกาย และทำกิจกรรมร่วมกัน

    นายกเทศมนตรีเมืองชุมเห็ด ยังยอมรับว่า โครงการดังกล่าวจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และเป็นพรรคการเมืองของชาวบุรีรัมย์ โดยมีแนวทางผลักดันให้ทุกพื้นที่ของจังหวัดบุรีรัมย์เป็นแหล่งท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการเป็นเมืองกีฬา

    ด้านนายสมบูรณ์ สุธีระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่สำรวจ พบว่าลำห้วยชุมเห็ดในปัจจุบันยังมีสภาพรกร้างและไม่สะอาดตา หากได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว จะช่วยปรับภาพลักษณ์ของพื้นที่ให้ดีขึ้น มีความสะอาด เป็นระเบียบ และกลายเป็นสถานที่สำหรับประชาชนออกมาพักผ่อน สูดอากาศ ออกกำลังกาย รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน ซึ่งถือเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในภาพรวม

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/465736&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uzlMTnBt6trt-qi46Ne1I

  • DMT รับอานิสงส์ซอฟพาวเวอร์การท่องเที่ยว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    DMT รับอานิสงส์ซอฟพาวเวอร์การท่องเที่ยว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง หรือ DMT ยิ้มรับบรรยากาศบวก หลังภาครัฐ–เอกชนเร่งเครื่องเต็มสูบ ดันนักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง ไล่เรียงมาตั้งแต่ช่วงปีใหม่ ต่อด้วยเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง และยาวไปถึงช่วงสงกรานต์ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวทั่วไป  โดยแว่วว่า…กิจกรรม Soft Power เชิญชวนเที่ยวไทยเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น งานนี้บอกได้เลยว่า ท่องเที่ยวคึก การเดินทางก็ต้องคึกตาม โดยเฉพาะเส้นทางเชื่อมสนามบินดอนเมืองสู่ปลายทางต่าง ๆ ที่เน้นความสะดวกสบาย ทำให้ภาพการเดินทางทั้งในและต่างประเทศเริ่มกลับมาสดใส สีสันการท่องเที่ยวมีแววฟื้นตัวชัดเจนขึ้น  งานนี้ DMT ไม่รอช้า รับลูกดูแลผู้ใช้ทาง และอัปเกรดความสะดวกสบายแบบจัดเต็ม รับทราฟฟิกที่มีแนวโน้มกลับมาคึกคักอีกครั้ง

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/11/616293/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pa6DtK0SK1s9fA2aKr94R

  • ลุยบูสต์ตลาดนทท.จีนเต็มสูบ

    ลุยบูสต์ตลาดนทท.จีนเต็มสูบ

    โดย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า หาดใหญ่เป็นหมุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวภาคใต้ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียและสิงคโปร์ที่เดินทางข้ามแดนเข้ามาอย่างต่อเนื่องทุกปี อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2568 ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและรายได้ท่องเที่ยวปี 2568 มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับปี 2567 การจัดงานครั้งนี้จึงมีเป้าหมายฟื้นความเชื่อมั่นและเร่งดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพกลับเข้าสู่พื้นที่โดยเร็ว

    การจัดงานภายใต้แนวคิด Glory of HATYAI ถ่ายทอดเอกลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมจีนผ่านรูปแบบร่วมสมัยและสากล เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและมีคุณค่า ไฮไลต์ตลอด 4 วัน ประกอบด้วยคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ได้แก่ The Parkinson และ Indigo (17 ก.พ.), Serious Bacon และ Mirrr (18 ก.พ.), Getsunova และ Whal & Dolph (19 ก.พ.) และ Gavin D กับ Zom Marie (20 ก.พ.) ควบคู่การแสดงเชิดสิงโต-มังกรเสริมสิริมงคล การแสดงนาฏศิลป์และกายกรรมจากมณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน การจุดพลุเฉลิมฉลอง การประดับไฟเทศกาลตรุษจีน และกิจกรรม Workshop DIY รวมถึงการออกร้านอาหารและสินค้าไลฟ์สไตล์กว่า 100 ร้านค้า เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและยืดระยะเวลาพำนัก

    ในมิติตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ททท.เดินหน้าบูสต์ตลาดอย่างเข้มข้นผ่านแคมเปญ “จงไท่อี้เจียชิน” ช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 โดยทั้ง 5 สำนักงานในจีนร่วมมือกับพันธมิตร Travel Agents และ OTA ชั้นนำ อาทิ Qunar, Tongcheng, Fliggy, Klook, Tuniu, Guangzhou Comfort และ 6renyou จัดทำแพ็กเกจโปรโมชันสายการบินและที่พักราคาพิเศษภายใต้แนวคิด Holiday Air-Tel Scheme พร้อมผนึกสายการบินไทยและ King Power มอบสิทธิพิเศษส่วนลดสินค้าและบริการ เพื่อจูงใจการเดินทางในช่วงวันหยุดยาวตรุษจีน

    ดังนั้น ททท.ยังวางแผน กระตุ้นตลาดจีนต่อเนื่องตลอดปี ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายในเทศกาลสำคัญ เช่น เชงเม้ง วันแรงงาน ปิดเทอมฤดูร้อน ไหว้พระจันทร์ และวันชาติจีน ควบคู่การสื่อสารผ่าน KOL และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย ทั้งครอบครัว Multi-Gen กลุ่มวัยรุ่น Gen Z และกลุ่มพนักงานบริษัท โดยการจัดงานครั้งนี้สะท้อนกลยุทธ์ Eventled Recovery ใช้เทศกาลขนาดใหญ่เป็นตัวเร่งฟื้นความเชื่อมั่นและกระตุ้นดีมานด์ระยะสั้น ขณะเดียวกันการผสานความร่วมมือกับ OTA และสายการบินถือเป็นการทำตลาดเชิงรุกแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางการตัดสินใจเดินทางจนถึงการใช้จ่ายในประเทศ

    ทั้งนี้โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งยังมีศักยภาพสูง หากสามารถสร้างภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยผลักดันให้หาดใหญ่กลับมาเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวชายแดนใต้ที่แข็งแกร่งอีกครั้ง โดย ททท.เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนในบรรยากาศร่วมสมัย ระหว่างวันที่ 17–20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ถนนเสน่หานุสรณ์และถนนธรรมนูญวิถี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง.

    กัลยา ยืนยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/946208/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qOP5W36TaO3t37WRLXjil

  • ประธานพัฒนาการท่องเที่ยวภูเก็ตฝากการบ้าน 3 ว่าที่ สส.ภูเก็ต

    ประธานพัฒนาการท่องเที่ยวภูเก็ตฝากการบ้าน 3 ว่าที่ สส.ภูเก็ต

    ประธานมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน คาดหวังอนาคตภูเก็ตกับว่าที่ สส.จังหวัดภูเก็ตทั้ง 3 เขต

    11 ก.พ.2569 – นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม ประธานมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน โพสต์เฟซบุ๊กถึงผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดภูเก็ตแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ระบุว่า คนภูเก็ตได้ส้มเขียว (หวังว่าจะ-หวาน) หากสถานการณ์เป็นไปตามตัวเลขที่รับทราบทั่วกัน ส้มน่าจะเป็นฝ่ายค้านแน่นอนแล้ว เขียว น่าจะเข้าร่วมรัฐบาลแน่นอนแล้ว และ…น้ำเงิน เป็นแกนนำจัดตั้งแน่นอนแล้วเช่นกัน

    ผมฝากอนาคตภูเก็ตไว้กับทั้งสามท่านด้วย โดยเฉพาะการติดตามโครงการที่ค้างท่ออยู่ 1. อุโมงค์ป่าตอง 2. ทางด่วนสนามบิน – กะทู้ 3.ท่อส่งน้ำจากพังงา

    และขอว่าที่ สส.ทั้งสามท่าน และอนาคตหลายท่านที่จะไปช่วยงานรัฐบาล ไปผลักดันอีก 4 เรื่อง

    1.การจัดสรรงบประมาณโดยใช้ทะเบียนราษฎร์และจำนวนผู้ทำงานระบบประกันสังคม 2.ออกกฎหมายให้บริษัทที่มี HQ ใน กทม จ่าย VAT ที่ภูเก็ต 3.ให้ นทท.ต่างชาติมีประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ ก่อนเดินทางเข้าประเทศไทย 4. แก้กฎหมาย PPP ให้ภูเก็ตมี Sub Board ในการพิจารณาเรื่องของภูเก็ตเอง

    เอาเท่านี้ ชีวิตพี่น้องคนภูเก็ตก็จะดีขึ้นพอได้ล่ะครับ ฝากไว้…แล้วพวกเราจะตามไปดูนะครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/945806/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DqfElwdJqDunNqDYAhu0W