Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เวิลด์แบงก์ คาด GDP ไทยปีนี้โต 1.6% จากการค้าโลกชะลอ-หนี้ครัวเรือนสูง ก่อนฟื้นโต 2.2%ปี 70 : อินโฟเควสท์

    เวิลด์แบงก์ คาด GDP ไทยปีนี้โต 1.6% จากการค้าโลกชะลอ-หนี้ครัวเรือนสูง ก่อนฟื้นโต 2.2%ปี 70 : อินโฟเควสท์

    นางเมลินดา กู้ด ผู้อำนวยการประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก คาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 69 จะชะลอเหลือ 1.6% สะท้อนผลจากภาวะการค้าโลกที่ชะลอตัว ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ช้าลง โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวเป็น 2.2% ในปี 2570 จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น การลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งขึ้น และโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเงินลงทุนจริง

    ภาคการผลิตยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย คิดเป็น 25% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และ 16% ของการจ้างาน หรือประมาณ 6.2 ล้านตำแหน่ง สินค้าส่งออกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทยมีสัดส่วนเกือบ 10% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด และโดยเฉลี่ยมีความซับซ้อนทางเทคโนโลยีสูงกว่าสินค้าที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    “อุตสาหกรรมการผลิตสีเขียวขั้นสูงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทย และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต เสริมสร้างความยึดหยุ่นของเศรษฐกิจ และสร้างงานที่มีคุณภาพ” นางเมลินดาระบุ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/568277&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ppwS7IUinMBSGnY60wEeG

  • ‘สหมงคลฟิล์มฯ’ บวงสรวงเปิดกล้อง ‘ผ่าจ้าน’ โปรเจกต์หลอนระทึกแห่งปี – แนวหน้า

    ‘สหมงคลฟิล์มฯ’ บวงสรวงเปิดกล้อง ‘ผ่าจ้าน’ โปรเจกต์หลอนระทึกแห่งปี – แนวหน้า

    สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล” และ “สตูดิโอ คำม่วน” ถือฤกษ์ดีจัดพิธีบวงสรวงเปิดกล้องภาพยนตร์สยองเหนือคาดเรื่อง “ผ่าจ้าน” ผลงานกำกับโดยสองผู้กำกับรุ่นใหม่ “นัทสอ-สรวิชญ์ เมืองแก้ว” …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/946603&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DqoIY96idGAQPEHPDiL2w

  • ‘โอริเวอร์’ ยิ้มรับ ‘7 ประจัญบาน’ เปิดตัวอีพีแรกฟาดเรตติงฉ่ำฮาแรงสนั่นจอ – แนวหน้า

    ‘โอริเวอร์’ ยิ้มรับ ‘7 ประจัญบาน’ เปิดตัวอีพีแรกฟาดเรตติงฉ่ำฮาแรงสนั่นจอ – แนวหน้า

    เรียกว่าเปิดฉากได้อย่างสวยงาม สำหรับซีรีส์แอ็กชั่นคอเมดีเรื่องใหม่ “7 ประจัญบาน” จากค่าย 9 บีเวอร์ ฟิล์มส์ ที่ออกอากาศทางช่อง 7HD นำแสดงโดยแก๊งกู้ชาติพันธุ์ใหม่ เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ, …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/946429&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YZ_-HS0i9U3F2Uqz1hmJJ

  • ทรูโฟร์ยู ช่อง 24 เสิร์ฟหนังรักครบรส รับวาเลนไทน์ อบอวลความหวานตลอดคืน – บ้านเมือง

    ทรูโฟร์ยู ช่อง 24 เสิร์ฟหนังรักครบรส รับวาเลนไทน์ อบอวลความหวานตลอดคืน – บ้านเมือง

    ฟิล์ม รัฐภูมิ พอลล่า เทเลอร์ บีม กวี และนักแสดงวัยรุ่นขวัญใจผู้ชม … เริ่มตั้งแต่ เวลา 16.30 น. พบภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ “รักจัง” ที่เล่าเรื่องของ ฟิล์ม …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/entertain/465725&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D_iI8HSf3EGfqacphYac0

  • นักร้องสาว ดันเพลงใหม่ ดึงโปรดิวเซอร์ซุปตาร์ระดับโลกมาทำให้ – ดาราเดลี่

    นักร้องสาว ดันเพลงใหม่ ดึงโปรดิวเซอร์ซุปตาร์ระดับโลกมาทำให้ – ดาราเดลี่

    ฟิล์มมาร์เก็ต American Film Market 2025 ที่ LA ลอสแองเจลีส สหรัฐอเมริกา ,ได้ไปออกบู้ทที่คานส์ ฝรั่งเศส มาแล้วด้วย. นักร้อง. ล่าสุดเจ้าตัวได้ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.daradaily.com/news/159279/read&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s5u9ayJMImli1sFtOravN

  • ฮาร์วาร์ดวิจัย 43 ปี คนดื่มกาแฟ 2 แก้วทุกวัน จะได้รับ “ของขวัญ” ชิ้นใหญ่ตอนแก่!!

    ฮาร์วาร์ดวิจัย 43 ปี คนดื่มกาแฟ 2 แก้วทุกวัน จะได้รับ “ของขวัญ” ชิ้นใหญ่ตอนแก่!!

    คอกาแฟมีเฮ! วิจัยฮาร์วาร์ดยืนยัน ดื่มวันละ 2-3 แก้ว ลดเสี่ยง “สมองเสื่อม” สูงถึง 18%

    (11 ก.พ. 69) ถือเป็นข่าวดีสำหรับคนที่ขาดกาแฟไม่ได้ เมื่อผลการศึกษาระยะยาวล่าสุดจาก วิทยาลัยสาธารณสุขฮาร์วาร์ด (Harvard T.H. Chan School of Public Health) สหรัฐอเมริกา ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ JAMA ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคาเฟอีนและสุขภาพสมอง

    ทีมวิจัยนำโดย รศ.ดร.แดเนียล หวัง (Daniel Wang) ได้ทำการติดตามกลุ่มตัวอย่างกว่า 132,000 คน เป็นเวลายาวนานถึง 43 ปี พบข้อสรุปที่ชัดเจนว่า การดื่มกาแฟและชาเป็นประจำ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคสมองเสื่อมในวัยชราได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ผลการวิจัยระบุว่า:

    • กลุ่มที่ดื่มกาแฟ: สามารถลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมได้เฉลี่ย 18% โดยปริมาณที่แนะนำเพื่อให้ได้ผลดีที่สุดคือ 2-3 แก้วต่อวัน

    • กลุ่มที่ดื่มชา: สามารถลดความเสี่ยงได้เฉลี่ย 14% โดยปริมาณที่เหมาะสมคือ 1-2 แก้วต่อวัน

    แม้ทีมวิจัยจะยังไม่ได้เจาะลึกถึงกลไกการทำงานอย่างละเอียด แต่เชื่อว่า “คาเฟอีน” คือกุญแจสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยให้ตื่นตัวแล้ว ยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) และช่วยต้านการอักเสบ ซึ่งส่งผลดีต่อเซลล์สมองโดยตรง

    การค้นพบนี้ถือเป็นความหวังใหม่ในการป้องกันโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อม ซึ่งปัจจุบัน องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 7 ของโลก (และเป็นอันดับ 1 ในอังกฤษและออสเตรเลีย) เนื่องจากยังไม่มียารักษาให้หายขาด มีเพียงยาที่ช่วยชะลออาการเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9873010/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23LeijqW0WhgOzzKfMQ9YC

  • นักวิจัยเซอร์ไพรส์ น้ำแข็งขั้วโลกละลาย “หมีขาว” กลับอ้วนขึ้น ไม่ได้อดอยากอย่างที่คิด

    นักวิจัยเซอร์ไพรส์ น้ำแข็งขั้วโลกละลาย “หมีขาว” กลับอ้วนขึ้น ไม่ได้อดอยากอย่างที่คิด

    นักวิจัยเซอร์ไพรส์ น้ำแข็งขั้วโลกละลาย “หมีขาว” กลับอ้วนท้วนสมบูรณ์ แถมเพิ่มประชากร ไม่ได้อดอยากอย่างที่คิด

    ผลการศึกษาล่าสุดพบว่า ประชากรหมีขั้วโลกในหมู่เกาะสฟาลบาร์ (Svalbard) แถบอาร์กติกของประเทศนอร์เวย์ ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาไม่ได้มีจำนวนลดลงแต่กลับเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีขนาดตัวที่อ้วนขึ้นและมีสุขภาพสมบูรณ์ดี ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับทีมนักวิทยาศาสตร์ที่เฝ้าติดตามมาอย่างยาวนาน โดยการค้นพบนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Scientific Reports เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    น้ำแข็งทะเลลดลง แต่หมีขั้วโลกกลับอ้วนขึ้น

    จากการรายงานของสื่อต่างประเทศอย่าง BBC และ CBS ระบุว่า ดร.จอน อาร์ส (Dr. Jon Aars) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจาก สถาบันโพลาร์แห่งนอร์เวย์ (Norwegian Polar Institute) ได้นำทีมวิจัยทำการตรวจวัดน้ำหนักและขนาดตัวของหมีขั้วโลกโตเต็มวัยจำนวน 770 ตัว ในช่วงระหว่างปี 1992 ถึง 2019

    ผลการวิจัยพบว่า ไขมันในร่างกายของหมีขั้วโลกเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้พวกมันมีรูปร่างที่กำยำและสมบูรณ์กว่าเดิม สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น พื้นที่สฟาลบาร์กลับมีจำนวนวันที่ไม่มีน้ำแข็งเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 4 วัน จนรวมแล้วมีวันที่น้ำแข็งละลายมากกว่าเดิมเกือบ 100 วันเมื่อเทียบกับในอดีต

    ดร.จอน อาร์ส ให้ความเห็นว่า สำหรับหมีขั้วโลกแล้ว ยิ่งพวกมันอ้วนเท่าไหร่ โอกาสในการรอดชีวิตก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น เดิมทีเขาคาดการณ์ว่าเมื่อน้ำแข็งทะเลหายไปในปริมาณมหาศาล สุขภาพของหมีควรจะแย่ลง แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับตรงกันข้าม ซึ่งสร้างความประหลาดใจอย่างมาก เนื่องจากน้ำแข็งที่สูญเสียไปนั้นมีปริมาณมหาศาลนับตั้งแต่เขาเริ่มทำการศึกษา

    2 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หมีขั้วโลกเติบโตได้ดี

    ทีมวิจัยวิเคราะห์ว่า หมีขั้วโลกในแถบสฟาลบาร์สามารถปรับตัวเข้ากับการลดลงของน้ำแข็งทะเลได้ดี โดยเปลี่ยนพฤติกรรมการล่าจากการพึ่งพาน้ำแข็งเพียงอย่างเดียวมาเป็นการหาอาหารบนบกและในน้ำมากขึ้น ดังนี้:

    • การเพิ่มขึ้นของประชากรวอลรัส: นับตั้งแต่นอร์เวย์ออกกฎหมายคุ้มครองวอลรัสในปี 1950 ประชากรวอลรัสได้ฟื้นตัวและเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก กลายเป็นแหล่งไขมันชั้นดีแห่งใหม่ของหมีขั้วโลก
    • ความสะดวกในการล่าแมวน้ำ: เมื่อพื้นที่น้ำแข็งแคบลง แมวน้ำมักจะไปรวมตัวกันหนาแน่นในบริเวณที่ยังมีน้ำแข็งเหลืออยู่ ส่งผลให้หมีขั้วโลกสามารถดักซุ่มล่าเหยื่อได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

    ข่าวดีเพียงชั่วคราว ท่ามกลางวิกฤตโลกร้อน

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าข่าวดีนี้อาจเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราวเท่านั้น หากน้ำแข็งทะเลยังคงละลายต่อไป หมีขั้วโลกจะต้องเดินทางไกลขึ้นเพื่อหาอาหาร ซึ่งจะทำให้พวกมันสูญเสียพลังงานและไขมันสะสมที่มีค่าไปอย่างรวดเร็ว

    ดร.จอห์น ไวท์แมน (Dr. John Whiteman) หัวหน้านักวิทยาศาสตร์จาก Polar Bears International ระบุว่า แม้ในระยะสั้นสุขภาพร่างกายของหมีจะดูดีขึ้น แต่นี่เป็นเพียงภาพสะท้อนบางส่วนเท่านั้น เพราะการศึกษาอื่นพบว่าจำนวนวันที่ไม่มีน้ำแข็งเพิ่มขึ้นได้ส่งผลกระทบต่ออัตราการรอดชีวิตของลูกหมี หมีวัยรุ่น และแม่หมีที่มีอายุมากแล้ว

    ดร.ไวท์แมน ย้ำเตือนว่าหมีขั้วโลกยังคงต้องการน้ำแข็งทะเลเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว ดังจะเห็นได้จากประชากรหมีขั้วโลกในภูมิภาคอื่น เช่น อ่าวฮัดสัน (Hudson Bay) ทางตะวันตกของแคนาดา ที่มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องจากสภาวะโลกร้อน และหากสถานการณ์การละลายของน้ำแข็งยังไม่ถูกยับยั้ง ในที่สุดหมีขั้วโลกก็อาจต้องสูญพันธุ์ไปในที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9873046/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PkXX4jlY6-WmakMdDwPOx

  • โจทย์รัฐบาลใหม่ชี้ชะตา ‘ท่องเที่ยวไทย’  รับมือคู่แข่ง ‘อาเซียน’ โตแรง!

    โจทย์รัฐบาลใหม่ชี้ชะตา ‘ท่องเที่ยวไทย’ รับมือคู่แข่ง ‘อาเซียน’ โตแรง!

    ภาคการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยนและประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียนต่างเร่งลงทุนและส่งเสริมการตลาดดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจับจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเจอแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ก่อนจะเสียตำแหน่งผู้นำด้านการท่องเที่ยวในเอเชียแปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา “ประเทศไทย” นับเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก!

    แต่เมื่อปี 2568 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 32.97 ล้านคน ติดลบ 7.23% จากปีก่อนหน้า

    ขณะที่ “เวียดนาม” มีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 21.16 ล้านคน โตแรง 20.4% จากปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น การพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก และแรงหนุนของนักท่องเที่ยวจีน ทั้งยังน่าจับตาอย่างยิ่งถึงพัฒนาการแบบก้าวกระโดดของเวียดนาม ซึ่งเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก สะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกกิตติมศักดิ์และประธานที่ปรึกษาอาวุโส สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า หลังจากพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งปี 2569 ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ในมุมเอกชนภาคการท่องเที่ยวต้องการเห็นรัฐบาลใหม่เร่งปรับโครงสร้างและยกระดับภาพลักษณ์ “ความปลอดภัย” 

    โดยเฉพาะการแก้ปัญหา “สแกมเมอร์” ต้องรีบกำจัดให้หมดไปเพื่อยกเครื่องอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย เพราะที่ผ่านมาส่งผลต่อจิตวิทยาการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยตรง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปหลายล้านคนในปีที่แล้ว

    นอกเหนือจากประเด็นความปลอดภัยซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยว อีกโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งเดินหน้าเพื่อสร้างการเติบโตเชิงรายได้คือการพัฒนาปรับปรุง “แหล่งท่องเที่ยว” และ “สิ่งอำนวยความสะดวก” เพราะตอนนี้ประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ต่างเร่งลงทุนพัฒนาสิ่งใหม่ๆ เพื่อแย่งชิงนักท่องเที่ยวแข่งกับไทย 

    โจทย์รัฐบาลใหม่ชี้ชะตา ‘ท่องเที่ยวไทย’  รับมือคู่แข่ง ‘อาเซียน’ โตแรง! ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร

    ส่วนประเด็นการดึงสวนสนุก “ดิสนีย์แลนด์” มาปักหมุดในประเทศไทยเพื่อพลิกโฉมเพิ่มรายได้กว่าปีละ 100,000 ล้านบาท ตามที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวก่อนหน้านี้ มองว่าถ้าทำได้จริงก็นับเป็นเรื่องดี แต่ก็ต้องรอดูความชัดเจนเรื่องการลงทุนอีกที

    “ด้านนโยบายการปราบสแกมเมอร์ ทลายทุนเทา ไม่เอากาสิโน ของพรรคภูมิใจไทย มีข่าวว่าคนไทยเองก็มีส่วนร่วมกับขบวนการช่นกัน เป็นภาพลักษณ์ที่สร้างความเสียหายมาก ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน และอีกจุดที่ต้องขอถามเพิ่มคือ ไม่เอากัญชาเสรี ด้วยหรือไม่ อยากให้มีความชัดเจนของนโยบายมากกว่านี้”

    ทั้งนี้เพราะปัจจุบันมีร้านค้าตั้งอยู่ในเมืองท่องเที่ยวมากมาย ทำให้นักท่องเที่ยวเข้าใจว่ายังมีนโยบายกัญชาเสรีในไทย และจะส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวหลายตลาดที่กังวลเรื่องนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ เช่น จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆ ในยุโรป

    สำหรับสเปคของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง “รมว. การท่องเที่ยวและกีฬา” ภาคเอกชนต้องการผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เข้าใจปัญหาและรู้ว่าจะต้องแก้ไขอย่างไร ขณะเดียวกันก็ต้องมีวิสัยทัศน์ชัดเจนเกี่ยวกับยุทธศาสตร์พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวก เพราะถ้าได้คนที่ไม่เข้าใจมาทำงาน นักท่องเที่ยวก็จะเดินทางเข้าไทยได้ไม่เต็มที่ ทั้งหมดก็เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ภาครัฐอยากได้

    โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางเป้าหมายสร้างรายได้รวมการท่องเที่ยวปี 2569 ไว้ที่ 3 ล้านล้านบาท จากเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติ 36.7 ล้านคน และนักท่องเที่ยวไทย 210 ล้านคน-ครั้ง

    โจทย์รัฐบาลใหม่ชี้ชะตา ‘ท่องเที่ยวไทย’  รับมือคู่แข่ง ‘อาเซียน’ โตแรง!

    ด้าน บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวในงาน Thailand Tourism Forum (TTF 2026) เมื่อปลายเดือน ม.ค. ว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้กลยุทธ์สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา! เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีก 10 ปีข้างหน้า

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตามประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    โจทย์รัฐบาลใหม่ชี้ชะตา ‘ท่องเที่ยวไทย’  รับมือคู่แข่ง ‘อาเซียน’ โตแรง!

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวในงาน TTF 2026 ว่า ในฐานะนักลงทุน ยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “Big 5” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหารและวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1220873&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35xeR32Ai1wXdul2mW3QyH

  • ธอส. หนุนผู้ประกอบการรายย่อยปรับปรุงที่พักผลักดันเม็ดเงินท่องเที่ยวลงสู่ชุมชน

    ธอส. หนุนผู้ประกอบการรายย่อยปรับปรุงที่พักผลักดันเม็ดเงินท่องเที่ยวลงสู่ชุมชน

    ธอส. หนุนผู้ประกอบการรายย่อยปรับปรุงที่พักผลักดันเม็ดเงินท่องเที่ยวลงสู่ชุมชน ผ่านสินเชื่อ Homestay – Home Lodge ปี 2569 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก 4.25 % ต่อปี

    ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สนับสนุนการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในชุมชน และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง โดยจัดทำโครงการสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการโฮมสเตย์ (Homestay) ที่พักนักเดินทาง (Home Lodge) ปี 2569 สำหรับผู้ที่นำพื้นที่ใช้สอยมาดัดแปลงเป็นห้องแบ่งให้เช่า หรือให้เช่าเป็นหลังในบริเวณที่ดินที่พักอาศัย เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยสามารถขอวงเงินกู้สูงสุดได้ไม่เกิน 3 ล้านบาท เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ปรับปรุง และซ่อมแซมที่พัก รวมถึงไถ่ถอนจำนอง อัตราดอกเบี้ยพิเศษคงที่ 2 ปีแรก 4.25% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ MRR -1.00% ต่อปี ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ MRR และกรณีขอกู้ซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย อัตราดอกเบี้ย เท่ากับ MRR (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ของธนาคาร เท่ากับ 6.195 % ต่อปี) ระยะเวลาการกู้นานสูงสุด 20 ปี ผู้สนใจสามารถยื่นคำขอกู้และขอทำนิติกรรมได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H Bank Call Center โทร. 0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ G H Bank Social Media ทุกช่องทาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/66381&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R2yHC7GPY0C5AFam-ctNS

  • เมื่อโลกเข้าสู่ Polycrisis และโมเดลเศรษฐกิจเน้น

    เมื่อโลกเข้าสู่ Polycrisis และโมเดลเศรษฐกิจเน้น

    Paul Polman อดีตซีอีโอของ Unilever และผู้เขียนหนังสือ Net Positive ได้ขึ้นกล่าว Speech พิเศษในงาน Asian Financial Forum 2026 ที่ฮ่องกง โดยส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้นำองค์กรและสถาบันการเงินทั่วโลกว่า เรากำลังยืนอยู่บนจุดตัดของประวัติศาสตร์ที่กฎเกณฑ์เดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป 

    Techsauce ที่ได้เข้าร่วมงานครั้งนี้ที่ฮ่องกงด้วย จึงไม่พลาดเก็บประเด็นที่น่าสนใจมาเล่าต่อให้ฟังดังนี้

    Polman เปิดประเด็นด้วยการฉายภาพโลกปัจจุบันที่กำลังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต (Polycrisis) ซึ่งเกิดจากการปะทะกันของ 3 แรงขับเคลื่อนหลัก ได้แก่ 

    1. การพังทลายของเสถียรภาพทางธรรมชาติ 

    2. ระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ 

    3. การเปลี่ยนแปลงรากฐานเทคโนโลยี 

    เมื่อสามสิ่งนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน มันคือจุดเปลี่ยนที่รุนแรงยิ่งกว่าวิกฤตครั้งไหน 

    อาจถึงยุคที่เศรษฐกิจต้องเลิกโมเดลเน้น ‘กอบโกย’

    เราสร้างระบบเศรษฐกิจบนสมมติฐานว่า พลังงานราคาถูกจะอยู่ตลอดไป ห่วงโซ่อุปทานจะไม่สะดุด และธรรมชาติจะคงเดิม แต่วันนี้เราใช้ความเสถียรนั้นหมดไปแล้ว

    Polman ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจยุคเก่าที่เชื่อว่าการเติบโตมาจากการกอบโกยทรัพยากร แต่ความจริงแล้ว การเติบโตที่เราเห็นในอดีตเป็นเพียงผลตอบแทนที่ได้จากความเสถียรของธรรมชาติ 

    ซึ่งตอนนี้เราใช้ความเสถียรนั้นหมดไปแล้ว แนวทางแก้ไขคือต้องเปลี่ยนไปสู่ Net Positive หมายถึงการทำธุรกิจที่ไม่ใช่แค่ลดผลกระทบเชิงลบ แต่ต้องฟื้นฟูระบบนิเวศและสังคม เพราะในโลกที่ทรัพยากรจำกัด เพราะบริษัทจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลยหากระบบรอบข้างล้มเหลว

    เอเชียและจีน จะกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจใหม่แห่งพลังงานสะอาด

    เอเชียไม่ใช่ผู้ตามอีกต่อไป แต่กำลังเป็นผู้กำหนดจังหวะ นี่คือโอกาสของผู้นำเอเชียในการครอบครองโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และระบบกริด

    ในขณะที่โลกตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐฯ กำลังเผชิญความท้าทายทางการเมืองและนโยบายที่อาจชะลอตัวเรื่องสิ่งแวดล้อม Polman มองว่า เอเชีย จะเป็นภูมิภาคที่มีความพร้อมที่สุดในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในด้านพลังงานสะอาด

    หากย้อนกลับไปดูสถิติปี 2024 และ 2025 จีนเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนได้มากกว่าประเทศที่เหลือในโลกรวมกัน อีกทั้ง การลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกเกือบครึ่งเกิดขึ้นในจีนด้วย 

    ก่อนหน้านี้ Elon Musk ก็เคยให้ข้อมูลว่า จีนคือผู้นำด้านพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมีกำลังการผลิตและติดตั้งมากกว่าสหรัฐฯ หลายเท่า แถมจีนก้าวหน้าในเรื่องการขยายการผลิตไฟฟ้ามหาศาล ทั้งนิวเคลียร์และโซลาร์เซลล์ 

    โดยจีนผลิตโซลาร์เซลล์ได้ 1,500 กิกะวัตต์ต่อปี สหรัฐฯ ใช้ไฟเฉลี่ย 500 กิกะวัตต์ หมายความว่าจีนผลิตโซลาร์ได้มากกว่าที่อเมริกาใช้ทั้งประเทศไปแล้ว นี่จึงไม่แปลกใจว่าทำไมเอเชีย และจีนจึงอาจกลายเป็นศูนย์กลางทางพลังงานใหม่ในไม่ช้า

    ภาคการเงินต้องเลิกโลกสวย และมองความเสี่ยงตามจริง

    Polman พยายามส่งสารถึงกลุ่มสถาบันการเงินว่า ต้องเลิกมองเรื่อง Climate Change และ Nature Loss เป็นเพียงปัจจัยภายนอก แต่ต้องมองเป็นความเสี่ยงหลักในงบดุลได้แล้ว 

    โดยอธิบายว่า ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ภัยธรรมชาติสร้างความเสียหายไปแล้วกว่า 15 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าต้นทุนในการป้องกันเสียอีก 

    อีกทั้ง แม้จะมีเม็ดเงินเตรียมไว้มากกว่า 5-7 ล้านล้านดอลลาร์เตรียมพร้อมสำหรับเศรษฐกิจใหม่ แต่การจัดสรรเงินทุนยังขาดประสิทธิภภาพ เพราะตลาดทุนยังให้ค่ากับผลกำไรระยะสั้นมากกว่าความยั่งยืนระยะยาว

    เบื้องหลัง Davos ที่คนไม่ได้พูด

    นอกจาก Speech แล้ว ในช่วงถามตอบ Polman ยังได้ขยายความประเด็นที่น่าสนใจโดยเฉพาะเบื้องหลังของเวทีเศรษฐกิจโลก และการบริหารจัดการความเสี่ยง 

    เขาเริ่มต้นจากการแชร์บรรยากาศจากงาน World Economic Forum ครั้งล่าสุดว่า แม้ธีมงานจะดูสวยหรู แต่ในห้องประชุมหลักกลับถูกยึดครองด้วยกระแส AI และการเมือง จนประเด็นเรื่องความยั่งยืนแทบจะเลือนหายไป

    สิ่งที่น่ากังวลคือ วงสนทนาเรื่อง AI มุ่งเน้นแต่เรื่อง Data Center หรือข้อจำกัดด้านชิป แต่กลับละเลยต้นทุนแฝทางสังคมและสิ่งแวดล้อม 

    Polman ชี้ว่า AI กำลังแย่งชิงทรัพยากรน้ำและพลังงานไปอย่างมหาศาล อีกทั้งตำแหน่งงานกว่า 670 ล้านตำแหน่งทั่วโลกกำลังจะถูกเปลี่ยนแปลง ซึ่งนี่เป็นระเบิดเวลาที่สังคมยังไม่ได้เตรียมรับมือ

    อย่างไรก็ดี Polman บอกว่า แม้ในการประชุมใหญ่อาจไม่ได้พูดเรื่องนี้มากเท่าที่ควร แต่ในวงสนทนาย่อย ๆ ที่อยู่ภายในงานประชุมดาวอส ผู้นำเริ่มเลิกสร้างภาพในด้านความยั่งยืน และหันมาคุยเรื่องโปรเจกต์ที่จับต้องได้มากขึ้น 

    โดยเฉพาะการเชื่อมโยงการแก้ปัญหาโลกร้อนเข้ากับการฟื้นฟูธรรมชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้เรื่องนี้อาจจะไม่ได้พูดถึงมาก แต่ในเชิงปฏิบัติแล้วเป็นสิ่งที่ทั่วโลกไม่ได้ละทิ้งแม้แต่น้อย

    3 หลุมดำทางการเงินที่โลกมองข้าม

    แม้เม็ดเงินลงทุนในโลกจะมีมหาศาล แต่ Polman ชี้ว่ายังมี 3 พื้นที่วิกฤตที่เงินทุนยังไหลไปไม่ถึง ได้แก่

    • ตลาดเกิดใหม่ หากตัดจีนออกไป กลุ่มประเทศนี้ต้องการเงินทุนถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี แต่กลับติดปัญหาต้นทุนทางการเงินสูง
    • การฟื้นฟูธรรมชาติ โลกต้องการเงิน 3.7 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ แต่ปัญหาก็คือ ระบบเศรษฐกิจปัจจุบันยังตีค่า ต้นไม้ที่ตายแล้ว (แปรรูปเป็นสินค้า) สูงกว่าต้นไม้ที่ยังมีชีวิต
    • การปรับตัว เงินส่วนใหญ่ลงไปที่การลดโลกร้อน แต่เราหยุดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาไม่ทันแล้ว ดังนั้นการลงทุนเพื่อรับมือกับภัยพิบัติจึงจำเป็นเร่งด่วน ก่อนที่โลกจะเข้าสู่ภาวะประกันภัยไม่รับเคลม(Uninsurable)

    Polman ทิ้งท้ายว่า มนุษย์มักติดกับดักการคิดแบบเส้นตรง คือประเมินว่าปัญหาจะค่อยๆ เกิด แต่ความจริงแล้ววิกฤตธรรมชาติเปลี่ยนแปลงแบบ ก้าวกระโดด

    เรามักประเมินต่ำไปว่าเทคโนโลยีจะถูกลงเร็วแค่ไหน และประเมินต่ำไปว่าหายนะจะรุนแรงเร็วเพียงใด

    เขามองว่าสถาบันการเงินที่ยังปล่อยกู้ให้ฟอสซิลโดยไม่ดูทิศทางลม อาจพบว่าตัวเองกำลังกอดสินทรัพย์ด้อยค่าในที่สุด เพราะต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลย กำลังพุ่งสูงขึ้นจนแซงหน้ากำไรที่เคยได้มา

    อ้างอิง : สรุปจากงาน Asian Financial Forum 2026 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/saucy-thoughts/paul-polman-speech-aff-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12icvjRjbRr_VYPPc35pHP