Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ประวัติ ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ผู้เสียสละเพื่อ นร. จนนาทีสุดท้าย

    ประวัติ ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ผู้เสียสละเพื่อ นร. จนนาทีสุดท้าย

              เปิดประวัติ ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ เสียสละยอมเป็นตัวประกันแทนนักเรียน ก่อนถูกยิงเสียชีวิต ศธ. เตรียมเลื่อนขั้น 7 ขั้น เพื่อเชิดชูเกียรติ

    นางศศิพัชร สินสโมสร
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก English Humanities BSRU

              นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ในวงการการศึกษาไทย กับการจากไปของ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เมื่อคนร้ายวัย 18 ปี บุกก่อเหตุภายในสถานศึกษาและพยายามจับนักเรียนหญิงเป็นตัวประกัน เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569

              ท่ามกลางความตื่นตระหนกของคณะครูและนักเรียน ผอ.ศศิพัชร ตัดสินใจขอเปลี่ยนตัวกับนักเรียนและยอมเป็นตัวประกันแทน ก่อนจะถูกผู้ก่อเหตุยิงจนบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตอย่างสงบ เมื่อเวลา 03.00 น. ของวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัว คณะครู ลูกศิษย์โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ และคนในแวดวงการศึกษาทั่วประเทศ

    นางศศิพัชร สินสโมสร
    ภาพจาก โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

    เปิดประวัติ ผอ.ศศิพัชร คุณครูผู้เสียสละเพื่อนักเรียน

              นางศศิพัชร สินสโมสร จบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการบริหารการศึกษา (กศ.ม.) และอุทิศชีวิตให้กับการพัฒนาการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเส้นทางราชการดังนี้

              – 2551-2552 รองผู้อำนวยการโรงเรียนนิคมสร้างตนเองรัตภูมิ

              – 2552-2559 รองผู้อำนวยการโรงเรียนรัตภูมิวิทยา

              – 2559-2563 ผู้อำนวยการโรงเรียนสทิงพระชนูปถัมภ์

              – 2563-2569 ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

    นางศศิพัชร สินสโมสร
    ภาพจาก โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

    ผลงานโดดเด่นที่ฝากไว้ในวงการการศึกษา

              ตลอดการทำงาน ผอ.ศศิพัชร มีผลงานเชิงวิชาการและการบริหารโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ที่ได้รับการยอมรับ เช่น

              – การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษา PATONG MODEL

              – การส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา

              – การวิจัยการเสริมสร้างความรับผิดชอบของนักเรียน โดยใช้ SONG-LE MODEL

              – รายงานการประเมินโครงการโรงเรียนเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างมีความสุข (Happy Workplace)

    นางศศิพัชร สินสโมสร
    ภาพจาก โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

    ศธ. แสดงความเสียใจ พร้อมเลื่อนขั้นเงินเดือนกรณีพิเศษ

              วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงศึกษาธิการ แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ ผอ.ศศิพัชร ผอ.โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ พร้อมสั่งการให้ สพฐ. เร่งดูแลช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ คณะครู และนักเรียน ทั้งด้านสวัสดิการและการเยียวยาสภาพจิตใจอย่างใกล้ชิด มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณาบำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษ และเตรียมเสนอเรื่องต่อสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาเลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษสูงสุด 7 ขั้น (รวมร้อยละ 35) รวมถึงดำเนินการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ผู้เสียชีวิต ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

              นอกจากนี้ ศธ. ยังสั่งให้ สพฐ. ประสานกระทรวงสาธารณสุขดูแลผู้บาดเจ็บอย่างใกล้ชิด จัดทีมสหวิชาชีพด้านจิตวิทยาเข้าดูแลครูและนักเรียนอย่างต่อเนื่อง พร้อมทบทวนและยกระดับมาตรการความปลอดภัยในสถานศึกษาให้เข้มงวดและรัดกุมยิ่งขึ้น

    นางศศิพัชร สินสโมสร
    ภาพจาก โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

    นางศศิพัชร สินสโมสร
    ภาพจาก โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

    นางศศิพัชร สินสโมสร
    ภาพจาก โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

    นางศศิพัชร สินสโมสร
    ภาพจาก โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/251983&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iIn1h75YZxkFGCQAqEWU0

  • ยัสปาล กรุ๊ป ผนึก 4 สถาบันการศึกษา ส่งเสริมดีไซเนอร์รุ่นใหม่ผ่านนโยบายความยั่งยืน “The Power of Next” | เดลินิวส์

    ยัสปาล กรุ๊ป ผนึก 4 สถาบันการศึกษา ส่งเสริมดีไซเนอร์รุ่นใหม่ผ่านนโยบายความยั่งยืน “The Power of Next” | เดลินิวส์

    บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน)หรือ ยัสปาล กรุ๊ป ผู้นำธุรกิจแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ของเมืองไทย ร่วมกับ 4 สถาบันการศึกษาได้แก่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  และคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ (MOU)ส่งเสริมศักยภาพของคนรุ่นใหม่ พัฒนาความรู้ พร้อมต่อยอดประสบการณ์ทั้งในและนอกชั้นเรียน เปิดโอกาสสู่เส้นทางอาชีพของอุตสาหกรรมแฟชั่นในอนาคต

    ยัสปาล กรุ๊ป ได้ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ผ่านนโยบายความยั่งยืนในด้าน “The Power of Next” เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้เติบโต พร้อมยกระดับการส่งเสริมนิสิตนักศึกษาสาขาการออกแบบแฟชั่น ในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ (MOU) กับ 4 สถาบันการศึกษาของไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) ที่ยั่งยืน ประกอบไปด้วย

    1. การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้: โดยการถ่ายทอดประสบการณ์จากบุคลากรระดับมืออาชีพของยัสปาล กรุ๊ป สู่นักศึกษาผ่านกิจกรรมส่งเสริมหลักสูตรต่างๆ อาทิ การจัดเวิร์คช้อปให้ความรู้ด้าน Commercial Styling , Creative Wear ที่ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงสู่นักศึกษาในห้องเรียน
    2. การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ: เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เข้าฝึกงาน (Internship) และศึกษาดูงานในสถานประกอบการจริง เพื่อเรียนรู้กระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ อาทิ โครงการ JASPAL GROUP Scholarship Program ที่ได้มอบทุนการศึกษาให้กับนิสิตนักศึกษาด้านแฟชั่นไปแล้วมากกว่า 3 ล้านบาท
    3. การสนับสนุนโครงการวิชาการ: บูรณาการกิจกรรมด้านวิชาการ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติ ที่จะเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาและการคิดเชิงสร้างสรรค์ในโลกธุรกิจ อาทิ การสนับสนุนการจัดแฟชั่นโชว์ศิลปนิพนธ์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ และ โครงการ “RE-LIFE FABRIC: BU X JASPAL GROUP Sustainable Collaboration 2026” ที่ให้นักศึกษาได้เรียนรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจแฟชั่นและความเป็นผู้ประกอบการ ผ่านการบริหารจัดการวัสดุสิ่งทอส่วนเกิน และผ้าที่ยังไม่ถูกใช้งานอย่างสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิดความยั่งยืน

    ทั้งนี้ ยัสปาล กรุ๊ป เชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับทั้ง 4 สถาบันการศึกษาในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างรากฐานทางการศึกษาที่แข็งแกร่ง พร้อมมอบประสบการณ์ตรงจากผู้ประกอบการมืออาชีพ ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่กล้าที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และเติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนสืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5594817/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07-6ef-nzlWdHBAIhEOsNp

  • BMG Softtech ชี้ช่องโรงเรียนยุคใหม่ เลิกแบกต้นทุนโรงอาหาร “ค่าระบบรายหัว”

    BMG Softtech ชี้ช่องโรงเรียนยุคใหม่ เลิกแบกต้นทุนโรงอาหาร “ค่าระบบรายหัว”

    BMG Softtech ชี้ช่องโรงเรียนยุคใหม่ เลิกแบกต้นทุนโรงอาหาร

    BMG Softtech ผู้นำด้านโซลูชันเทคโนโลยีเพื่อการจัดการสถานศึกษา เปิดมุมมองใหม่ด้านการบริหารงบประมาณโรงเรียนดิจิทัล ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของโมเดลการเก็บค่าบริการ “รายหัวนักเรียน” ในระบบโรงอาหาร ชี้เป็นภาระงบประมาณระยะยาวที่อาจขัดขวางการพัฒนาคุณภาพการศึกษา พร้อมเสนอทางเลือกใหม่ “โมเดลถือครองสิทธิ์ (Ownership)” เพื่อความยั่งยืนของโรงเรียนไทย

    ปัญหาแฝงในระบบดิจิทัลโรงเรียน ในปัจจุบัน โรงเรียนจำนวนมากกำลังเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนนักเรียน หรือโมเดล Subscription แบบรายหัว (Per Head) โดยเฉพาะในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานอย่างระบบโรงอาหาร ซึ่งมักจะมีการหักเปอร์เซ็นต์จากร้านค้าหรือเรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายปีในราคาสูง BMG Softtech มองว่ารายได้จากโรงอาหารควรถูกนำกลับไปใช้พัฒนานักเรียน มากกว่าที่จะถูกใช้ไปกับการจ่ายค่าแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด

    แยก “โครงสร้างพื้นฐาน” ออกจาก “บริการขั้นสูง” BMG Softtech เชื่อมั่นว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น ระบบบริหารจัดการโรงอาหาร ควรมีลักษณะเดียวกับอาคารเรียนหรืออินเทอร์เน็ต คือโรงเรียนควรลงทุนครั้งเดียวเพื่อเป็นเจ้าของ (One-time Investment) โดยมีค่าบำรุงรักษา (MA) ที่สมเหตุสมผลตามการใช้งานจริง ส่วนเทคโนโลยีที่มีต้นทุนการประมวลผลสูงอย่าง ระบบจดจำใบหน้า (Face Recognition) หรือ AI ควรอยู่ในรูปแบบการสมัครสมาชิกที่โรงเรียนเลือกได้เองตามความต้องการ เพื่อไม่ให้เกิดการผูกมัดหรือเป็นภาระงบประมาณที่เกินจำเป็น

    คุณ ธนเสฐฐ์ อมรสินธุ์ ผู้บริหาร BMG Softtech กล่าวว่า “เป้าหมายของเราคือการสร้างระบบที่เติบโตไปพร้อมกับโรงเรียน ไม่ใช่ระบบที่เติบโตบนงบประมาณของนักเรียน การทำให้โรงเรียนเป็นเจ้าของระบบอย่างแท้จริงจะช่วยให้กำไรจากโรงอาหารทุกบาท กลับไปเป็นทุนการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กนักเรียนได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย”

    สำหรับการขับเคลื่อนโมเดลความธรรมนี้ BMG Softtech พร้อมให้คำปรึกษาแก่ผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศที่ต้องการปรับปรุงระบบการจัดการให้โปร่งใสและคุ้มค่าสูงสุดในระยะยาว”ระบบที่ดี ควรเติบโตไปพร้อมกับโรงเรียน ไม่ใช่เติบโตบนงบประมาณของนักเรียน”

    สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ที่สนใจ สามารถอ่านบทวิเคราะห์เจาะลึกฉบับเต็มเรื่อง “โมเดลรายหัว vs การเป็นเจ้าของระบบ” ได้ที่: https://bmgsofttech.com/bmg-blog/school-canteen-per-head-vs-ownership

    หรือศึกษารายละเอียดและฟังก์ชันการทำงานของระบบบริหารจัดการโรงอาหาร BMG Softtech ได้ที่: https://bmgsofttech.com/canteen-management

    เกี่ยวกับ BMG Softtech BMG Softtech เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์บริหารจัดการสถานศึกษาที่มุ่งเน้นความโปร่งใส ความเป็นธรรม และประสิทธิภาพสูงสุด มุ่งมั่นนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสนับสนุนเป้าหมายทางการศึกษาอย่างยั่งยืน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12788842&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zoA5RUdyH9FBnRKeurC7h

  • เปิดประวัติ! “ผอ.ศศิพัชร” ครูผู้เสียสละ “ยอมเป็นตัวประกันแทนเด็ก”

    เปิดประวัติ! “ผอ.ศศิพัชร” ครูผู้เสียสละ “ยอมเป็นตัวประกันแทนเด็ก”

    ผอ.ยอมเป็นตัวประกันแทนเด็ก

    โดย น.ส.ดาราวรรณ ไชยสุวรรณ รอง ผอ.โรงเรียนรัตภูมิวิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ นางศศิพัชร สินสโมสร ผอ.โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ เคยไปดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2552-2559 ได้โพสต์เล่าวีรกรรมของ นางศศิพัชร ที่ยอมถูกจับเป็นตัวประกันแทนนักเรียน ว่า

    ในขณะเกิดเหตุ คนร้ายวัย 18 ปี ได้จับนักเรียนหญิงเป็นตัวประกัน แต่ด้วยจิตวิญญาณความเป็นครู ผอ.ศศิพัชร ได้เจรจาขอเปลี่ยนตัว โดยเอาตัวเองเข้าไปเป็นตัวประกันแทนเด็กนักเรียน

    การตัดสินใจในเสี้ยววินาทีนั้น ทำให้ท่านถูกคนร้ายยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส แม้แพทย์จะพยายามยื้อชีวิตอย่างสุดความสามารถ แต่ท่านก็ได้จากไปอย่างสงบ ท่ามกลางความอาลัยของครอบครัว คณะครู และลูกศิษย์ทั่วประเทศ ที่ต่างยกย่องให้ท่านเป็น “ครูผู้เสียสละ” อย่างแท้จริง

    เปิดประวัติ!

    เปิดประวัติ “ผอ.ศศิพัชร” เส้นทางแม่พิมพ์ผู้เสียสละ

    -จบการศึกษาระดับปริญญาโท (กศ.ม.) สาขาการบริหารการศึกษา ตลอดชีวิตราชการท่านอุทิศตนเพื่อพัฒนาการศึกษามาโดยตลอด

    ประวัติการทำงาน

    2551-2559: รอง ผอ. โรงเรียนนิคมสร้างตนเองรัตภูมิ และ โรงเรียนรัตภูมิวิทยา
    2559-2563: ผอ.โรงเรียนสทิงพระชนูปถัมภ์
    2563-ปัจจุบัน: ผอ.โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

    นอกจากนี้ ท่าน ผอ.ศศิพัชร ยังมีผลงานทางวิชาการที่โดดเด่นมากมาย อาทิ 

    -การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษา “PATONG MODEL” 
    -การส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการพัฒนาเยาวชน

    ทางด้านกระทรวงศึกษาธิการ ได้โพสต์ข้อความแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของท่าน และสดุดีเกียรติคุณของผู้อำนวยการผู้ล่วงลับ วีรกรรมของท่านจะถูกจารึกไว้ในความทรงจำว่าเป็นครูผู้ปกป้องศิษย์ด้วยชีวิต

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ไร้ปาฏิหาริย์! “ผอ.โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์” หลังถูกคนร้ายยิงเจ็บสาหัส ล่าสุดเสียชีวิตแล้ว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378973442&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1n0uT2nz6GclmrCAY8Eyc8

  • วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ รับสมัครเข้าศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 56 อัตรา

    วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ รับสมัครเข้าศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 56 อัตรา

    วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ เปิดรับสมัครบุคคลทั่วไปเข้าศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 56 อัตรา สมัครได้แล้ววันนี้ ถึง 20 เมษายน 2569

    วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ ประกาศรับสมัคร และคัดเลือกบุคคลภายนอกเข้าศึกษาในหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (โครงการบุคคลทั่วไป) ประจำปีการศึกษา 2569 รับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลภายนอก (โครงการบุคคลทั่วไป) และรับสมัครทั้งเพศชายและเพศหญิง จำนวน 56 คน (ทุนส่วนตัว) สมัครได้แล้ววันนี้ ถึงวันที่ 20 เมษายน 2569 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    คุณสมบัติทางการศึกษา

    • เป็นผู้สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลายในสายสามัญทั่วไป (ไม่รับเทียบเท่า ปวช. และ ปวส.)
    วิทยาลัยพยาบาลตำรวจ
    ประกาศวิทยาลัยพยาบาลตำรวจ เรื่อง การรับสมัคร และคัดเลือกบุคคลภายนอกเข้าศึกษาในหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (โครงการบุคคลทั่วไป) ประจำปีการศึกษา 2569
    • มีผลคะแนนทดสอบทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากสำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ผลการทดสอบความถนัดทั่วไป และความถนัดทางวิชาชีพ วิชาการ ได้แก่ A-Level และ TGAT

    คุณสมบัติทั่วไป

    1. เป็นผู้ที่กำลังศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประจำปีการศึกษา 2568 ในสายสามัญทั่วไป (ไม่รับเทียบเท่า ปวช. และ ปวส.) หรือ สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือสายสามัญทั่วไป (ไม่รับเทียบเท่า ปวช. และ ปวส.)
    2. มีผลการทดสอบจากระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาปีการศึกษา 2569 (Thai University Central Admission System : TCAS69) ของสมาคมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) โดยต้องมีผลการทดสอบ ดังนี้
    3. ผลการทดสอบความถนัดทั่วไป (Thai General Aptitude Test : TGAT)
    4. ผลการทดสอบระดับความรู้เชิงวิชาการ (Applied Knowledge Level : A-Level) วิชาสามัญจำนวน 7 วิชา ได้แก่ ชีววิทยา, เคมี, ฟิสิกส์, คณิตศาสตร์ประยุกต์ 1,ภาษาอังกฤษ,ภาษาไทย และสังคมศึกษา
    5. เพศหญิง ขนาดร่างกาย ส่วนสูงไม่น้อยกว่า 150 เซนติเมตร น้ำหนักไม่น้อยกว่า 40กิโลกรัม และดัชนีมวลกายต้องไม่เกิน 30
    6. เพศชาย ขนาดร่างกาย ส่วนสูงไม่น้อยกว่า 160 เซนติเมตร น้ำหนักไม่น้อยกว่า 40 กิโลกรัม รอบอกเมื่อหายใจเข้าไม่น้อยกว่า 80 เซนติเมตร และเมื่อหายใจออกไม่น้อยกว่า 77 เซนติเมตรดัชนีมวลกายต้องไม่เกิน 30 และไม่อยู่ระหว่างได้รับหมายเรียก หรือจะได้รับหมายเรียกเข้ารับราชการทหาร ในปีที่สมัคร และไม่อยู่ในระหว่างรับราชการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร
    7. สถานภาพโสด ทั้งหญิงและชาย โดยมีอายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์ นับถึงวันเปิดภาคการศึกษา (วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม 2569)
    8. มีสุขภาพสมบูรณ์ทั้งร่างกาย และจิตใจ ไม่เจ็บป่วย หรือเป็นโรคติดต่อร้ายแรงหรือมีความผิดปกติที่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษา และต่อการปฏิบัติวิชาชีพ
    9. เป็นผู้มีความประพฤติดี และมีจริยธรรม ไม่อยู่ระหว่างพักราชการพักงาน หรือไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หรือสถานศึกษา หรือหน่วยงานใด ๆ ทุกกรณี หรือมีความพฤติกรรมในทางที่เสื่อมเสียทั้งต่อตนเอง และสถาบัน หากตรวจสอบพบในภายหลังจะถือว่าขาดคุณสมบัติ
    10. ไม่เคยต้องโทษตามคำพิพากษาของศาล เว้นจากความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดอันเป็นลหุโทษ และไม่อยู่ระหว่างการเป็นจำเลยในคดีอาญา
    11. มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ใน ภาคผนวก ก. เอกสารแนบท้ายประกาศนี้ สำหรับผู้ขาดคุณสมบัติกรณีมีสายตาผิดปกติตรวจแบบเสนลเลน (ปกติ6/6) หากแก้ไขให้เป็นปกติได้โดยใช้แว่นตา อนุมัติยกเว้นเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย

    การสมัคร

    ผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้ที่ nursepolice.go.th หรือ https://nursepolice.thaijobjob.com ตั้งแต่วันนี้ ถึง วันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2569 สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ประกาศวิทยาลัยพยาบาลตำรวจ เรื่อง การรับสมัคร และคัดเลือกบุคคลภายนอกเข้าศึกษาในหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (โครงการบุคคลทั่วไป) ประจำปีการศึกษา 2569 และ ผนวก ก. เอกสารแนบท้ายประกาศวิทยาลัยพยาบาลตำรวจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/268350&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3r2SW-8m6QLn6asX9CVVJ1

  • ผอ.รพ.หาดใหญ่ เปิดสาเหตุ ผอ.รร.พะตงประธานคีรีวัฒน์ เสียชีวิต

    ผอ.รพ.หาดใหญ่ เปิดสาเหตุ ผอ.รร.พะตงประธานคีรีวัฒน์ เสียชีวิต

    ผอ.รพ.หาดใหญ่ เปิดสาเหตุ ผอ.รร.พะตงประธานคีรีวัฒน์ เสียชีวิต

    วันนี้, 09:33น.

              นพ.วิโรจน์ โยมเมือง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ เปิดเผยว่า นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ เสียชีวิตแล้วเมื่อเวลา 02.00 น. เนื่องจากเสียเลือดมาก และการแข็งตัวของเลือดเสียไป เนื่องจากอวัยวะภายในบาดเจ็บรุนแรงและเสียเลือดมาก เปิดสาเหตุ ผอ.ศศิพัชร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ เสียชีวิต หมอ เผย จากไปอย่างสงบเมื่อเวลา 02.00 น. โดยมีบาดแผลถูกยิงที่หน้าอกด้านซ้ายข้างลำตัว กระสุนเจาะทะลุ จากซ้ายไปขวาและบนลงล่าง ซึ่งแพทย์ได้พยายามทำการรักษาอย่างเต็มที่แล้ว

               ด้านเพจโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ โพสต์แสดงความอาลัย ผอ.ศศิพัชร ระบุว่า แม้ว่าเราจะสูญเสียท่านไป แต่ความทรงจำและความดีที่ท่านได้ทิ้งไว้จะคงอยู่ในหัวใจเราตลอดไป

              ด้านสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) สงขลา สตูล แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง พร้อมยกย่องให้ ผอ.ศศิพัชร เป็นครูผู้มีจิตวิญญาณความเป็นครูและผู้เป็นแม่อย่างเปี่ยมล้นที่ปกป้องศิษย์จนนาทีสุดท้ายของชีวิต  นอกจากนั้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเตรียมดำเนินการประสานงานเพื่อขอพระราชทานเพลิงศพ เพื่อเป็นเกียรติสูงสุดแก่ผู้วายชนม์และวงศ์ตระกูลสืบไป

    #ยิงกราดที่หาดใหญ่

    #พะตงประธานคีรีวัฒน์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/159200&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02KkzhL15NLAtrpSvHnxmi

  • คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ เปิดรับสมัครผู้เข้าศึกษาหลักสูตรบัณฑิตศึกษา 2569

    คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ เปิดรับสมัครผู้เข้าศึกษาหลักสูตรบัณฑิตศึกษา 2569

    คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา ประจำปีการศึกษา 2569 ทั้งหลักสูตรภาษาไทยและหลักสูตรนานาชาติ ในเวลาราชการและนอกเวลาราชการ ดังนี้

    หลักสูตรภาษาไทย

    – หลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสถาปัตยกรรม

    – หลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสถาปัตยกรรม (ภาคปกติและภาคนอกเวลาราชการ)

    – หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสถาปัตยกรรม (ภาคปกติและภาคนอกเวลาราชการ)

    – หลักสูตรภูมิสถาปัตยกรรมดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม

    – หลักสูตรภูมิสถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม

    – หลักสูตรการวางแผนภาคและเมืองดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการวางผังและออกแบบเมือง

    – หลักสูตรการวางแผนภาคและเมืองมหาบัณฑิต สาขาวิชาการวางผังและออกแบบเมือง

    – หลักสูตรการออกแบบอุตสาหกรรมมหาบัณฑิต สาขาวิชาการออกแบบอุตสาหกรรม (ภาคนอกเวลาราชการ)

    – หลักสูตรเคหพัฒนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์ (ภาคปกติและภาคนอกเวลาราชการ)

    หลักสูตรนานาชาติ เปิดรับสมัคร 3 หลักสูตร ได้แก่

    – Master of Architecture Program in Architectural Design (M.Arch) ภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์

    – Master of Science in Urban Strategies (MUS) ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง

    – Master of Fine and Applied Art in Communication Design (MFA)

     กำหนดการรับสมัคร

    • ภาคการศึกษาต้น กุมภาพันธ์ – เมษายน / พฤษภาคม 2569
    • ภาคการศึกษาปลาย มิถุนายน – กันยายน / ตุลาคม 2569

    ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดคุณสมบัติผู้สมัคร เกณฑ์การคัดเลือก และช่วงเวลาการสมัครของแต่ละหลักสูตรได้ที่เว็บไซต์ของแต่ละภาควิชา ตามรายละเอียดในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ โทร. 0 -2218- 4264

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/287308/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1N8wrsGmEMTK4o1-7CWJpL

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดลบ 265.21 จุด เหตุวิตกเฟดชะลอลดดบ.-แรงขายหุ้นไอที

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดลบ 265.21 จุด เหตุวิตกเฟดชะลอลดดบ.-แรงขายหุ้นไอที

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.พ. 69)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดลบในวันนี้ (12 ก.พ.) โดยถูกกดดันจากแรงเทขายในหุ้นกลุ่มไอที เนื่องจากความกังวลที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้ รวมถึงความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่นักลงทุนจับตาการรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 83,968.43 จุด ลบ 265.21 จุด หรือ -0.31%

    หุ้น 12 จาก 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักปรับตัวลดลง โดยดัชนีกลุ่มไอทีร่วงลง 3.6% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงต่อเนื่องหลังจากสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานเดือนม.ค. ที่แข็งแกร่งเกินคาด ส่งผลให้นักลงทุนลดคาดการณ์เรื่องการปรับลดดอกเบี้ย

    ทั้งนี้ ดัชนีกลุ่มไอทีปรับตัวลงไปแล้ว 10.7% ในปีนี้ หลังจากที่ร่วงลง 12.6% ในปี 2568

    ดัชนีหุ้นขนาดเล็กและดัชนีหุ้นขนาดกลางปรับตัวลงกลุ่มละ 0.6%

    ทางด้านความเคลื่อนไหวรายตัว หุ้น Lenskart Solutions ดีดตัวขึ้น 10.4% หลังเปิดเผยกำไรรายไตรมาสพุ่งขึ้นหลายเท่าตัวจากอุปสงค์แว่นตาสายตาที่เพิ่มขึ้น ขณะที่หุ้น LG Electronics India ร่วงลง 5.1% หลังรายงานกำไรไตรมาส 3 ทรุดฮวบลง 62% เนื่องจากยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและเครื่องปรับอากาศชะลอตัวจากสภาพอากาศที่เย็นลง

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRDB0IQAVKXWIXABXATXDO8S84R1D97C&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xzgd9-K7n8QYEJHRhB95T

  • ‘สมาคมผู้ค้าปลีก’ ชงแพ็กเกจเร่งด่วนฟื้นเศรษฐกิจไทย ‘คนละครึ่งพลัส’ ต้องเข้าแล้ว   | เดลินิวส์

    ‘สมาคมผู้ค้าปลีก’ ชงแพ็กเกจเร่งด่วนฟื้นเศรษฐกิจไทย ‘คนละครึ่งพลัส’ ต้องเข้าแล้ว   | เดลินิวส์

    นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า “ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชน เริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ภายหลังการจัดการเลือกตั้งทั่วไป และคาดว่าจะมีการประกาศคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อเข้าบริหารประเทศได้ในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งช่วยส่งสัญญาณเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุน และการใช้จ่ายในภาพรวม อย่างไรก็ตามยังจำเป็นต้องเร่งสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยให้กลับมาคึกคักอย่างเป็นรูปธรรม

    สมาคมฯ คาดหวังให้รัฐบาลใหม่สานต่อนโยบายที่มีประสิทธิผล และต่อยอดด้วยมาตรการใหม่ ๆ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับฐานราก การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และการลดอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ควบคู่กับการปราบปรามทุนเทาและการทุจริต เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการแข่งขัน ภายใต้กรอบการทำงานระยะ 4 ปีของทีมบริหารประเทศ

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทยจึงขอเสนอ ‘แพ็กเกจ 6 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ’ ต่อรัฐบาลใหม่ ภายใต้แนวคิด ‘ช้อปคุ้ม–เที่ยวปัง–ลงทุนท้องถิ่น–SMEs แข็งแรง–แรงงานมีทักษะ–แข่งขันอย่างเท่าเทียม’ ดังนี้”

    1. ช้อปคุ้ม : กระตุ้นกำลังซื้อทันที ให้เงินหมุนเวียนทั่วประเทศ  
    1.1 มาตรการคนละครึ่งพลัส  ปลดล็อกข้อจำกัดเดิมเพื่อให้ ครอบคลุมร้านค้าปลีกทุกขนาด รวมถึง            โมเดิร์นเทรด  เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการจับจ่าย โดยจากบทเรียน “คนละครึ่ง พลัส” ครั้งล่าสุด พบว่ามีผู้ใช้สิทธิ์ไม่เต็มวงเงินถึง 13 ล้านคน คิดเป็นเม็ดเงินคงเหลือถึง 6,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศเสียโอกาสในการสร้าง Multiplier Effect หรือการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจอย่างที่ควรจะเป็น
    1.2 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) เสนอให้นำมาตรการปรับลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากอัตราปกติ 3% เหลือ 0% -1% กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนเงินสดและเสริมสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) มากขึ้น

    1.3 บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  ขยายให้ร้านค้าปลีกทุกขนาดสามารถรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชน ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น 

    2. เที่ยวปัง : ยกระดับสู่จุดหมายแห่งการช้อปปิ้งและท่องเที่ยวไลฟ์สไตล์  
    2.1 มาตรการ Instant Tax Refund  นำร่องคืนภาษี VAT 7% ทันที ณ ร้านค้า สำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อสินค้าขั้นต่ำ 3,000 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจในการช้อปปิ้งและแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้

    2.2 ปั้นไทยเป็น Shopping Paradise ยกเลิกหรือลดภาษีสินค้าไลฟ์สไตล์นำเข้า (Import Tax) กลุ่มสินค้าแฟชั่น เครื่องหนัง ความงาม เครื่องประดับ ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บสูงถึง 20-30%รวมทั้งนำร่องแซนด์บ็อกซ์ “เขตปลอดภาษี” (Free Tax Zone) ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก เช่น ภูเก็ต เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม High Spending ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อคน และดึงเม็ดเงินท่องเที่ยวให้กลับเข้าประเทศไทยมากขึ้น 

    2.3 เที่ยวดีมีคืน เสนอให้ขยายขอบเขตมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในหมวดสินค้าของฝาก สินค้าชุมชน และสินค้าเอสเอ็มอี โดยเปิดโอกาสให้ร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สามารถเข้าร่วมโครงการ และนำยอดใช้จ่ายไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้

    3. ลงทุนท้องถิ่น : สร้างงาน สร้างรายได้ ลดกระจุกตัวทางเศรษฐกิจ
    3.1 ลงทุนเมืองน่าเที่ยว กำหนดมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับภาคเอกชนไทยที่เข้าไปลงทุนในเมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว) โดยเฉพาะโครงการหรือธุรกิจที่ก่อให้เกิดการจ้างแรงงานในพื้นที่ และมีการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ SMEs ท้องถิ่นเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจฐานราก
    3.2 ลดค่าไฟฟ้า เสริมความสามารถในการแข่งขันผ่านการลดต้นทุน อาทิ การทบทวนและปรับลดโครงสร้างค่าไฟฟ้าในภาคค้าปลีก โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ควบคู่กับการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนในเทคโนโลยีด้านการประหยัดพลังงาน เช่น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์

    4. SMEs แข็งแรง : เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
    4.1 สนับสนุนสินค้าไทย ให้ได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและโอกาสในการได้รับการจัดซื้อจัดจ้างจากภาครัฐ รวมทั้งขยายโอกาสในการส่งออก
    4.2 อุดหนุนภาษี ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสำหรับสินค้าในหมวด Sustainable เพื่อลดต้นทุนและจูงใจให้เกิดการพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม

    5. แรงงานมีทักษะ : ส่งเสริมแรงงานภาคค้าปลีก
    5.1 ยกระดับ Productivity ด้วย AI สนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ในการลงทุนระบบ AI เชิงปฏิบัติการ (Agentic AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ เช่น การนำเสนอสินค้าเฉพาะบุคคล การบริหารสต็อกและบัญชี เป็นต้น


    5.2 แก้ปัญหาแรงงานยั่งยืน เร่งนโยบาย Upskill และ Reskill แรงงานค้าปลีกให้เท่าทันเศรษฐกิจดิจิทัล และเสนอให้ใช้ “มาตรฐานวิชาชีพ” เป็นตัวกำหนดค่าจ้างแทนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบเหมารวม เพื่อรักษาเสถียรภาพการจ้างงาน
    5.3 การจ้างงาน
     ได้แก่ การจ้างงานผู้สูงวัย จากการที่ไทยเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยผู้ประกอบการสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้สองเท่า, การจ้างงานรายชั่วโมง เพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน เพิ่มช่องทางให้ผู้มีรายได้น้อย เช่น ผู้สูงอายุ นักศึกษา และแรงงานนอกระบบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารต้นทุนแรงงานได้คล่องตัวมากขึ้น และ การจ้างแรงงานต่างด้าว ลดข้อจำกัดและขั้นตอนในการจ้างแรงงานต่างด้าว เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงกำลังคนในตำแหน่งงานที่ขาดแคลน หรือเป็นงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของแรงงานไทย

    6. แข่งขันอย่างเท่าเทียม : ลดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน
    กำหนดให้แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบและคัดกรองสินค้าอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เครื่องหมาย อย. หรือ มอก. รวมถึงสินค้าที่ไม่มีฉลากภาษาไทยอย่างถูกต้อง พร้อมกำหนดกรอบเวลาให้ดำเนินการนำสินค้าออกจากแพลตฟอร์มภายใน 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการกำหนดให้แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ทำหน้าที่จัดเก็บและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ข้ามพรมแดนแทนผู้ขายรายย่อยจากต่างประเทศ เพื่อปิดช่องว่างการจัดเก็บภาษี 

    ณัฐ กล่าวว่า หากรัฐบาลชุดใหม่สามารถขับเคลื่อนมาตรการตามข้อเสนอดังกล่าว สมาคมฯ ประเมินว่าจะช่วย เพิ่ม GDP ให้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.5-1.0% จากคาดการณ์เดิม 1.6–2.0% ในปี 2569พร้อมทั้งกระตุ้นกิจกรรมด้านเศรษฐกิจซึ่งเกิดจากการใช้จ่าย การท่องเที่ยว และการลงทุนราว มากกว่า 200,000 ล้านบาท และการจ้างงาน มากกว่า 100,000 ตำแหน่ง ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทยมองว่าปี 2569 เป็นปีที่มีความท้าทายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างยิ่ง แต่หากภาครัฐและภาคเอกชนร่วมมือกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จะช่วยเร่งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และพาประเทศกลับมาเดินหน้าได้อย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5594416/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Fa95kXt292mKoq23MFm2F

  • กูรูชี้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยแผ่ว ออกแรงโตต่ำ 1.6% ลุ้นคนละครึ่งพลัสดันจีดีพี

    กูรูชี้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยแผ่ว ออกแรงโตต่ำ 1.6% ลุ้นคนละครึ่งพลัสดันจีดีพี

    กูรูชี้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยแผ่ว ออกแรงโตต่ำ 1.6% ลุ้นคนละครึ่งพลัสดันจีดีพี

    นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ หรือ TISCO ESU เปิดมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้งกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ต่ำได้เพียง 1.6%

    นับว่าเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษของเศรษฐกิจไทย หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น สะท้อนถึงความอ่อนแอเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

    ปัจจัยกดดันหลักมาจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยว การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงจากระดับ 7.3% ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง เหลือเพียง 2.3% ในปัจจุบัน

    ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกที่ยังไม่เอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาข้อพิพาทชายแดน

    ประชากรวัยแรงงานไทยลดลง ความสามารถในการผลิตก็ลดลง ตามอัตราการเกิดที่ลดลงเป็นอีกโจทย์ที่รัฐบาลใหม่ต้องแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นปัญหาเรื้อรัง การจะเร่งให้คนเกิดใหม่มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ในระยะสั้นๆ มองว่ามีหลายวิธีที่จะหาแรงงานเติมเข้ามาในระบบ ซึ่งมันจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    นโยบาย ’10+’ ความหวังยกระดับประเทศ

    ด้วยชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งรอบล่าสุด เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา นำมาซึ่งความคาดหวังของนักลงทุนว่า อาจเห็นประเทศยกระดับศักยภาพการเติบโตกลับสู่ระดับ 3% ได้ ผ่านการผลักดันนโยบาย ’10+’

    ที่ครอบคลุมทั้งการปฏิรูประบบราชการ แก้ไขปัญหาหนี้เรื้อรัง ฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ปราบทุนเทา แก้ปัญหาทุจริต เพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ลดภาระค่าครองชีพ ตลอดจนพัฒนาด้านการศึกษา และดูแลปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส 

    ผลการเลือกตั้ง มองย้อนกลับไปในปี 2475 ที่มีรัฐธรรมนูญมา ไม่มีรัฐบาลไหนที่อยู่ครบ 4 ปีเลย อายุเฉลี่ยรัฐบาลอยู่แค่ 9 เดือน เป็นตัวเลขที่น่าตกใจ แต่ด้วยผลการเลือกตั้งที่พลิกโผ ภูมิใจไทยแลนด์สไลด์ ทำให้มองว่าน่าจะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพที่สุด น่าจะได้ สส. เกินครึ่งสภา

    เมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ หรือ TISCO ESU

    ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายยังต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านการคลัง โดยปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 66% ต่อจีดีพี ซึ่งใกล้เคียงกรอบเพดานที่ 70% มากขึ้น ดังนั้น การยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่นี้ จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปฏิรูปการคลังครั้งใหญ่เช่นกัน

    ไม่ว่าจะด้วยเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การลดทอนรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และการขยายฐานผู้เสียภาษีให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้รัฐมีกระสุนด้านการคลังนำมาพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะต่อไป

    ในขณะเดียวกันนั้น มองว่าอาจยังต้องคำนึงถึงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ที่บริษัทจัดอันดับชั้นนำของโลกได้แสดงท่าทีกังวลผ่านการปรับลดมุมมองต่ออันดับเครดิตของประเทศไทยเป็นเชิงลบในปีที่ผ่านมา

    แม้ในระยะสั้น เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน และอาจขยายตัวได้เพียงแค่ใกล้เคียง 1% เท่านั้น ในช่วงครึ่งแรกของปี แต่ผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยชนะอย่างท่วมท้น ทำให้เชื่อว่ากระบวนการในการจัดตั้งรัฐบาลจะแล้วเสร็จได้เร็วกว่าที่เคยประเมินไว้

    และความต่อเนื่องของนโยบาย รวมไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาลน่าจะช่วยให้การจัดทำร่างฯ งบประมาณปี 2570 ไม่เกิดความล่าช้ามากอย่างที่กังวล ซึ่งหากรัฐบาลสามารถเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบฯ ได้จะถือเป็นหนึ่งในปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี

    คนละครึ่งพลัส 2 ดัน GDP โต 1.8%

    นอกจากนี้ การดูแลและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแอถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยคาดว่ารัฐบาลยังมีงบประมาณในงบกลางเหลืออยู่ราว 2.7 หมื่นล้านบาท แม้จะไม่ใช่วงเงินขนาดใหญ่ แต่ยังเพียงพอสำหรับการดำเนินโครงการคนละครึ่งเฟสสองตามที่เคยประกาศไว้

    โดยหากว่าสามารถเดินหน้าได้ทันท่วงที ก็คาดว่าจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีกว่าคาด จาก 1.6% เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.8% ในปี 2569

    ในเรื่องนโยบาย ค่อนข้างชัดเจน ส่วนใหญ่มีเรื่องประชานิยมเป็นจุดขาย การแจกเงินมองว่าค่อนข้างจำเป็น เพราะเศรษฐกิจไทยปีนี้ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ไม่ควรปล่อยให้เครื่องยนต์ดับ ต้องหาแรงขับเคลื่อนสั้นๆ ให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ ซึ่งคนละครึ่งพลัส เข้ามาหนุนระยะสั้นได้ ดัน GDP จากโต 1.6% แต่เราคาดว่าจะขยับขึ้นมาเป็น 1.8% ได้

    สำหรับภาพระยะยาวนั้น มองว่าการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างยังต้องใช้เวลา รวมถึงต้องอาศัยนโยบายที่ตอบโจทย์ต่อเศรษฐกิจประเทศ แผนปฏิบัติการที่มีความชัดเจน ตัวชี้วัดที่จับต้องได้ และคนทำงานที่จริงจังและทุ่มเท

    ซึ่งหากองค์ประกอบที่กล่าวไปข้างต้นเหล่านี้ครบถ้วน จะช่วยดึงความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และนักลงทุนต่างชาติ ให้กลับมามองประเทศ และตลาดทุนไทยอย่างมีความหวังได้อีกครั้ง

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยความเสี่ยงจับตาเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล มีข่าวเรื่องการประท้วงนับคะแนนใหม่ ไม่รู้ว่าจะนำไปสู่การเป็นโฆคะหรือไม่ หากจัดตั้งรัฐล่าช้าไปเดือนกันยา การเบิกจ่ายงานจะถูกเลื่อนไปอยู่ในเดือนธันวา การใช้จ่ายก็ทำไม่ได้เยอะ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/651361&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0K285919delt71xyaPBPF9