Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • วปอ.ระดมสมองยื่นข้อเสนอแนะรัฐบาลใหม่ ร่วมสร้างความมั่นคงเศรษฐกิจไทย

    วปอ.ระดมสมองยื่นข้อเสนอแนะรัฐบาลใหม่ ร่วมสร้างความมั่นคงเศรษฐกิจไทย

    วปอ.จัดระดมสมองมุมมอง “นักศึกษา” เตรียมส่ง  “ข้อเสนอแนะ” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย-เศรษฐกิจโลกให้รัฐบาลชุดใหม่ เพื่อเป็นแนวทางการบริหารประเทศ “พล.ท.ทักษิณ” เผยวปอ. เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทการนำเสนอแนะให้รัฐบาลมาหลายยุค หลายสมัย แล้วแต่รัฐบาลใดจะหยิบมาเป็นแนวทางการบริหารประเทศ

    พล.ท.ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) เปิดเผยว่า  วปอ.ได้จัดสัมมนาวิชาการครั้งที่ 2 เพื่อรวบรวมความคิดเห็นนำเสนอรัฐบาลชุดใหม่ในช่วงปลายปี2569 โดยครั้งนี้เป็นการนำเสนอ  “5 ชุดนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ภายใต้บริบท “เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก” โดยนักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 68  ได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ  อาทิ ญี่ปุ่น , จีน ,เกาหลีใต้  เป็นต้น เพื่อนำมาเป็นต้นแบบ รวมถึงนำมาวิเคราะห์ เพื่อนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย ที่เป็นแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

    .ชง 5 กลยุทธ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    สำหรับข้อเสนอทั้ง 5 ชุด เป็นผลจากการศึกษาวิเคราะห์เชิงลึกในมิติเศรษฐกิจ เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และทุนมนุษย์ โดยมุ่งเน้นการสร้างกลไกการเติบโตใหม่ (New Growth Engines) ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างเศรษฐกิจเดิม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนและครอบคลุมในระยะกลางและระยะยาว ประกอบด้วย 1.การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ : สร้าง Growth Engine ใหม่ให้ประเทศ เสนอการจัดทำแผนแม่บทเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์แบบองค์รวม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยจากการผลิตเชิงปริมาณ สู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า ความคิดสร้างสรรค์ และอัตลักษณ์ 

    2. การขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้การแข่งขันของมหาอำนาจ : เสริมความแข็งแกร่งตลาดและการค้า เน้นการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันประเทศให้รองรับการแข่งขันระดับโลก 3. AI Transformation : ปั้นไทยสู่ชาติที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ พร้อมข้อเสนอ 6 กลยุทธ์เร่งด่วน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่ใช้ AI อย่างเป็นระบบภายใน 2 ปี  

    4. การยกระดับโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐาน : สู่ “สามเหลี่ยมโลจิสติกส์แห่งอาเซียน” เสนอการวางตำแหน่งประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค โดยเชื่อมโยงจีน อินเดีย และอาเซียน ผ่านเครือข่ายราง ทะเล และแลนด์บริดจ์  และ5. การส่งเสริม Wellness and Longevity Economy : เศรษฐกิจสุขภาพเพื่ออนาคตมุ่งผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพให้เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังมีการดำเนินการที่ไม่หลากหลาย และหากปรับราคาค่าบริการลงมา ให้เจาะกลุ่มระดับกลาง ก็น่าจะเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ

    .เตรียมยื่นผลการศึกษาให้รัฐบาลใหม่

    ทั้งนี้ มาเรียน วปอ.ไม่ได้มีเพียงเรื่องทหารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงประเทศ  ซึ่งภาคเศรษฐกิจ ถือเป็นความมั่นคงประเทศด้วย  

    “นักศึกษาที่มาเรียน วปอ. มีทั้งภาครัฐ และเอกชน ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กร ซึ่งมีทั้งเบอร์ 1 และเบอร์ 2 ล้วนเป็นผู้มีประสบการณ์จริง ดังนั้นการนำเสนอผลงานต่างๆ ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขั้น และเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปปฎิบัติได้จริง และส่งเสริมการทำงานของรัฐบาล และทุกภาคส่วน ผมอยากให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ”

    สำหรับการจัดสัมมนาวิชาการในครั้งนี้ ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญ อาทิ รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์, นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์  เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) , นายสกลกรณ์ สระกวี, นายศิริบูรณ์ ณัฐพันธ์ และพล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์  มารับฟังและแสดงความคิดเห็น พร้อมข้อเสนอแนะ เพื่อให้นักศึกษาวปอ.68 นำไปปรับปรุงชุดการศึกษา ซึ่งมีเวลาในการดำเนินการอีก 6-7 เดือน จากนั้นนำไปจัดเวทีสัมมนาใหญ่ในช่วงปลายปีนี้  เพื่อจัดทำเป็นรายงานฉบับสมบูรณ์  แล้วนำส่งรัฐบาลชุดใหม่  เพื่อนำไปเป็นยุทธศาสตร์การกำหนดนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อนำไปสู่ความมั่นคงของประเทศ 

    อย่างไรก็ตามในระหว่างนี้ หากรัฐบาลชุดใหม่ต้องการให้ วปอ.เข้าไปนำเสนอผลการศึกษา หรือให้ความสนใจหัวข้อเรื่องใด เป็นพิเศษ ทางวปอ. ก็พร้อมเข้าไปพบปะหารือ เพื่อนำเสนอแนวคิดและแนวปฎิบัติ รวมถึงสะท้อนผลการศึกษาให้รัฐบาลรับทราบข้อมูลที่ชัดเจน ซึ่งที่ผ่านมา มีหลายรัฐบาล นำผลการศึกษาของนักศึกษาวปอ.ไปประกอบการทำยุทธศาสตร์ และการกำหนดนโยบายการบริหารประเทศ 

    .ร่วมสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์

     พล.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า นอกจากการจัดสัมมนา ใวปอ.68 ยังได้ จัดกิจกรรม “การสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์เพื่อชุมชนที่ยั่งยืน” ภายใต้โครงการ “The TEN” เพื่อยกระดับความรู้เท่าทันภัยไซเบอร์และทักษะการป้องกันตนเองของประชาชนทุกช่วงวัย ควบคู่การจัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครความปลอดภัยไซเบอร์ในระดับชุมชน (Cyber Volunteers) ให้เกิดการเฝ้าระวัง ป้องกัน และขยายองค์ความรู้สู่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

    สำหรับกิจกรรมนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของ วปอ. ในการพัฒนาผู้นำให้มีมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ เข้าใจความมั่นคงของชาติทุกมิติ และขับเคลื่อนความร่วมมือทุกภาคส่วนให้เกิดผลจริง โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ความก้าวหน้าต้องเดินคู่ความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชน ภายใต้ วปอ. รุ่นที่ 68 เราเน้นการเรียนรู้สู่การลงมือทำ เพื่อเสริมพลังให้ชุมชนมีทักษะดิจิทัล ใช้เทคโนโลยีอย่างรอบคอบ รู้เท่าทันข้อมูล และดูแลตนเองได้ทุกช่วงวัย พร้อมสร้างวัฒนธรรมการช่วยกันดูแลในชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยจะนำร่องใน 5 พื้นที่นำร่อง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, สมุทรปราการ, นครราชสีมา, สงขลา และนครสวรรค์

    “วปอ. เชื่อมั่นว่าการดำเนินงานครั้งนี้จะเป็นต้นแบบการสร้างเกราะป้องกันไซเบอร์ในระดับชุมชน ช่วยลดความสูญเสียจากภัยออนไลน์ เพิ่มความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยี และต่อยอดสู่การพัฒนาชุมชนที่ปลอดภัย เข้มแข็ง และยั่งยืนบนโลกดิจิทัล เพราะปัญหา การหลอกลวงออนไลน์ การโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล การปลอมแปลงตัวตน และข่าวปลอม ส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกช่วงวัย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2913652&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MWw6R665ZyHvL3UudVU2e

  • เศรษฐกิจสีเขียว ทางรอดเศรษฐกิจ หลัง ธนาคารโลกหั่นเป้า GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.6%

    เศรษฐกิจสีเขียว ทางรอดเศรษฐกิจ หลัง ธนาคารโลกหั่นเป้า GDP ไทยปี 2569 เหลือ 1.6%

    ธนาคารโลก (World Bank) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เหลือ 1.6% จากแรงกดดันการค้าโลกที่ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนระดับสูง และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ยังไม่เต็มศักยภาพ พร้อมชี้ว่าไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ มุ่งสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำ

    โดยเฉพาะ “การผลิตสีเขียวขั้นสูง (Advanced Green Manufacturing)” เพื่อเป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนการเติบโต

    รายงาน Thailand Economic Monitor ของธนาคารโลก ระบุว่า แม้เศรษฐกิจปี 2569 จะชะลอลง แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวเป็น 2.2% ในปี 2570 จากการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจโลก การลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแรงขึ้น และโครงการการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เริ่มไหลเข้าอย่างเป็นรูปธรรม

    ภาคการผลิตยังคงเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทย คิดเป็น 25% ของ GDP และ 16% ของการจ้างงาน หรือราว 6.2 ล้านตำแหน่งงาน โดยสินค้า “สีเขียว” ของไทยในปัจจุบันมีสัดส่วนเกือบ 10% ของการส่งออกรวม และมีระดับเทคโนโลยีเฉลี่ยสูงกว่าสินค้าที่ไม่ใช่สีเขียว

    ธนาคารโลกมองว่า ห่วงโซ่มูลค่าที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน อุปกรณ์เซลล์แสงอาทิตย์ และเทคโนโลยีระบบทำความเย็นประหยัดพลังงาน โดยเครื่องปรับอากาศของไทยครองส่วนแบ่งเกือบหนึ่งในสามของตลาดโลก หรือประมาณ 10% ของการส่งออกโลก ขณะที่ชิ้นส่วนยานยนต์จำนวนมากสามารถนำไปใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าได้ ช่วยรักษาการจ้างงานควบคู่การยกระดับอุตสาหกรรม

    เมลินดา กูด ผู้อำนวยการฝ่ายธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา ระบุว่า การผลิตสีเขียวขั้นสูงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย และเป็นเส้นทางสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน สร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และสร้างงานคุณภาพสูง

    ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกประเมินว่า หากไทยสามารถขยายการผลิตสีเขียวขั้นสูงได้อย่างจริงจัง จะช่วยเพิ่ม GDP ได้อีกประมาณ 2.9% ภายในปี 2578 โดยต้องเดินควบคู่กับนโยบายดึงดูดการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การเสริมความเข้มแข็งซัพพลายเออร์ในประเทศ และแรงจูงใจที่ชัดเจนต่อการผลิตคาร์บอนต่ำ

    นอกจากนี้ รายงานยังเสนอให้เร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทั้งการเพิ่มการแข่งขันในภาคบริการและโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น EV อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และการผลิตสีเขียว รวมถึงการปรับสมดุลการคลัง เพื่อสร้างพื้นที่รองรับการลงทุนและการเติบโตระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/268315&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JqgxQS1bitH7FZNvQ6VU6

  • ประชาชนหวังรัฐบาลใหม่ เดินหน้ากระตุ้นกำลังซื้อ-เร่งลงทุน

    ประชาชนหวังรัฐบาลใหม่ เดินหน้ากระตุ้นกำลังซื้อ-เร่งลงทุน

    ประชาชนหวังรัฐบาลใหม่ เดินหน้ากระตุ้นกำลังซื้อ-เร่งลงทุน

    วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ สำรวจความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่ว่ามุ่งเน้นแนวทางเศรษฐกิจลักษณะใด โดยกลุ่มตัวอย่างมองว่าอยากให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจฐานราก 24.5% รองลงมาคือกระตุ้นกำลังซื้อและการใช้จ่ายของประชาชน 22.8% และปฏิรูปกฎระเบียบและเพื่อสร้างความโปร่งใส 20.8%

    ส่วนรัฐบาลชุดใหม่ควรสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านวิธีการใดเป็นหลัก กลุ่มตัวอย่าง 35.6% บอกว่า ผสมผสานทุกแนวทางอย่างสมดุล 27.4% สร้างอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มผลิตภาพ และ 14.5% พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและท่องเที่ยวในภูมิภาค สำหรับการขยายตัวของภาวะเศรษฐกิจไทย กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มองว่า ไตรมาส 1/2569 จะโตในระดับ 1.25-1.50% ส่วนทั้งปี 2569 มองว่าจะโตในระดับ 1.51-1.75%

    ทั้งนี้ส่วนตัวรู้สึกแปลกใจกับผลโพลที่ประชาชนตอบเหมือนนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งตีความได้คือกลุ่มตัวอย่างไม่ได้มาจากทั่วประเทศ แต่กลุ่มตัวอย่างน่าจะได้รับข้อมูลข่าวสารที่ชี้ประเด็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังป่วย เป็นผู้ป่วยของอาเซียน ทำให้คำตอบประเด็นเรื่องการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจไปในแนวทางที่ประชาชนห่วงภาพเศรษฐกิจในอนาคต โดยเชื่อว่านโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องมีแน่นนอนตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นการพยุงเศรษฐกิจ แต่ประชาชนต้องการเห็นการเติบโตในระยะยาวที่เศรษฐกิจไทยต้องเติบโตเกิน 2% ให้ได้

    ในขณะเดียวกันยังพบว่า กลุ่มตัวอย่างมองว่าเศรษฐกิจไม่ดี ทุกภาคตอบเหมือนกันว่าแย่มากกว่าดี สะท้อนว่าบรรยากาศเศรษฐกิจยังไม่โดดเด่น โดยมองว่ามาจาก 5 ปัจจัย คือ 1.สินค้าเกษตรส่วนใหญ่ราคาตก ทำให้กำลังซื้อของทั้งประเทศซึม 2.การส่งออกน่าจะไม่โดดเด่น ทิศทางการส่งออกย่อลง 3.การท่องเที่ยวช่วงเดือนธันวาคม 2568-มกราคม 2569 เริ่มกลับมาดีขึ้น แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวยังติดลบอยู่เมื่อเทียบกับต้นปี 2568 จุดที่น่าสังเกตคือนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยมากขึ้น สะท้อนว่าเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยว 35 ล้านคน จะเริ่มกลับมา ดังนั้นบรรยากาศการท่องเที่ยวยังไม่โดดเด่น แต่มีแนวโน้มฟื้นตัว

    4.รัฐบาลรักษาการยังไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ เพราะยังต้องใช้งบประมาณประจำไปพลางก่อน ดังนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่ทำอะไรเพิ่มเติม จึงทำให้เม็ดเงินที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงรัฐบาลรักษาการทำได้ไม่โดดเด่น ซึ่งทำให้งบลงทุนไม่ลงมาในระบบเศรษฐกิจจนกว่าจะมีรัฐบาลตัวจริง และ 5.สถาบันการเงินยังปล่อยสินเชื่อให้ SME และธุรกิจ ในอัตราติดลบอยู่ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่าการขยายตัวของสินเชื่อ SME ติดลบต่อเนื่อง 13 ไตรมาส

    โดยบรรยากาศเหล่านี้ยังดำเนินอยู่และยังไม่คลี่คลายในไตรมาส 2/2569 เพราะกว่าที่สภาฯจะเลือกนายกรัฐมนตรี จะคัดสรรคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเริ่มทำงาน คาดว่าจะเริ่มทำงานได้ในเดือนพฤษภาคม 2569 ที่จะเริ่มขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ดังนั้นในไตรมาส 2/2569 ทำให้มองว่าความหวังจะต้องถูกกระตุ้นทันทีด้วยมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเป็นวิธีที่เร็วที่สุด เพราะยังไม่รู้ว่าการท่องเที่ยวจะกลับมาได้เท่าไร ส่งออกจะซึมหรือไม่ สินค้าเกษตรยังไม่โดดเด่นเพียงพอ งบลงทุนระยะยาวของรัฐบาลยังไม่เด่นชัด

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรวางโครงคือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้นเชื่อว่ารัฐบาลจะใช้งบกับมาตรการ “คนละครึ่งพลัส”ในอัตราที่เหมาะสม ซึ่งมองว่า 4-5 หมื่นล้านบาท น่าจะเพียงพอในการพยุงเศรษฐกิจ และใช้งบประมาณแผ่นดินในส่วนของงบประมาณขาดดุลในส่วนที่เหลือไปลงทุนเพื่ออนาคต เพราะไทยมีปัญหาอุปสรรคในเรื่องการเก็บภาษี ดังนั้นจากผลสำรวจจึงไม่แปลกที่ประชาชนมองว่าเศรษฐกิจจะฟื้นในไตรมาส 3/2569

    ทั้งนี้สัญญาณที่เห็นคือไตรมาส 1/2569 เป็นสัญญาณประคอง ไตรมาส 2/2569 เป็นตัวชี้วัดของเศรษฐกิจไทยว่าจะขยายตัวเด่นหรือไม่ เพราะครม.จะเริ่มทำงาน นโยบายของรัฐบาลเริ่มแถลงต่อสภาฯ สิ่งที่เป็นเมกะโปรเจกต์ของพรรคภูมิใจไทย คือแลนด์บริดจ์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่รู้ว่าจะมีนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลมาผสมผสานอย่างไร แต่เชื่อว่าพื้นที่ EEC เป็นพื้นที่หลัก สัญญาณที่ภาคเอกชนเห็นคือต่างชาติเริ่มสนใจลงทุนในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะดาต้าเซนเตอร์ จะเริ่มเห็นการลงทุน บรรยากาศต่างๆที่เข้ามาจากการวางนโยบาย และไตรมาส 3/2569 น่าจะเห็นบรรยากาศการลงทุนจากต่างประเทศ ถ้ารัฐบาลประกาศออกมา ทีมเศรษฐกิจเห็นได้ชัดอยู่แล้ว นโยบายที่ทำมาเช่น Quick Win ก็จะมีแนวโน้มทำต่อเนื่อง ดังนั้นจะเคาะสัญญาณสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนน่าจะทำได้ต่อเนื่อง รัฐบาลรักษาการเป็นคนทำงบประมาณแผ่นดินปี 2570 ดังนั้นเมื่อเข้ามาต่อยอดการทำงบประมาณแผ่นดินปี 2570 จะทำได้เร็ว น่าจะนำเสนอต่อสภาฯช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2569 ทำให้การใช้งบประมาณทำได้ต่อเนื่อง และในเดือนตุลาคม 2569 ไม่น่าจะล่าช้า

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/946566&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Xsp3P-BI5CQoGs9_AOY61

  • เลือกตั้ง 2569 : ทำไมไทยสอบตก CPI ในรอบ 14 ปี? ชงรัฐใช้สูตรเกาหลีใต้-มาเลเซีย ฟันคอร์รัปชัน ก่อนเศรษฐกิจพัง หลุดสมาชิก OECD

    เลือกตั้ง 2569 : ทำไมไทยสอบตก CPI ในรอบ 14 ปี? ชงรัฐใช้สูตรเกาหลีใต้-มาเลเซีย ฟันคอร์รัปชัน ก่อนเศรษฐกิจพัง หลุดสมาชิก OECD

    แม้ตรุษจีน 2569 เงินสะพัด 5.4 หมื่นล้านบาท สูงสุดรอบ 6 ปี โต 5% จากแรงหนุนบรรยากาศเลือกตั้ง แต่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะ ‘ประคองตัว’ ต้องลุ้นไตรมาส 2 หลังนโยบายชัดจากการจัดตั้งรัฐบาล นักวิชาการแนะอัดฉีดเศรษฐกิจ คู่รักษาวินัยการคลัง พร้อมฝากโจทย์ใหญ่เร่งด่วน 4 ข้อ เพื่อกู้ภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นนักลงทุน หลังดัชนี CSI ไทยถดถอย

    วันที่ 11 ก.พ. 2569 ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า เทศกาลตรุษจีนปีนี้ 2569 คาดว่าตรุษจีนปีนี้จะคึกคักเมื่อเทียบปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจัยหลักเป็นผลพวงมาจากบรรยากาศของการเลือกตั้ง และจะมีมูลค่าการใช้จ่ายเงินจะอยู่ที่ 54,221.53 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมากถึง 5% มูลค่าสูงสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น



    ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยขณะนี้ ยังอยู่ในช่วง ‘ประคองตัว’ จากภาคการท่องเที่ยวที่แม้ฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ยังไม่เพียงพอจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

    ธนวรรธน์ ระบุอีกว่า อีกปัจจัยสำคัญ คือ ข้อจำกัดของรัฐบาลรักษาการ ซึ่งไม่สามารถเดินหน้าโครงการใหม่หรืออัดฉีดงบลงทุนขนาดใหญ่ได้เต็มที่ ทำให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินก็ยังเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจเปราะบาง


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    “สิ่งสำคัญเมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารงาน ควรเร่งมาตรการกระตุ้นจับจ่ายในประเทศ ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ เพื่อรองรับภาระงบประมาณในอนาคต ซึ่งเศรษฐกิจวันนี้ ไม่ได้ขาดความหวัง แต่กำลังรอความชัดเจนนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่”

    ชี้ข้อสงสัยเลือกตั้งเป็นเรื่องปกติ ย้ำพิสูจน์ได้ตามกติกา ‘ไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาล’

    สำหรับกระแสข้อสงสัยเกี่ยวกับการนับคะแนนเลือกตั้ง ที่มีการเรียกร้องในหลายเขต ธนวรรธน์ กล่าวว่า “การตั้งข้อสังเกตหรือการแสดงความไม่มั่นใจ ต่อกระบวนการเลือกตั้งถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย โดยสิ่งสำคัญอยู่ที่การตรวจสอบว่าข้อสงสัยนั้นมีมูลหรือไม่ และสามารถพิสูจน์ได้ตามกระบวนการทางกฎหมาย”

    โดยในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ก็เคยมีกรณีร้องเรียนเรื่องการเลือกตั้ง

    “ดังนั้น การตั้งคำถามไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ” เขากล่าวเสริม

    ปัจจุบันกระบวนการนับคะแนนมีการบันทึกภาพ และถ่ายทอดสดในหลายหน่วยเลือกตั้ง ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ หากมีข้อร้องเรียนก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอน เช่น การนับคะแนนใหม่ หรือการไต่สวนตามหลักฐานโดย ‘ไม่จำเป็นต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด’ เว้นแต่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีการทุจริตในวงกว้าง

    นอกจากนี้ กฎหมายยังมีบทลงโทษทั้งทางอาญาและความผิดตามมาตรา 157 สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงไม่ใช่ประเด็นที่ไร้กลไกกำกับดูแล

    ขณะที่ ประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลผสม ประเมินว่า “ยังไม่เห็นสัญญาณ ที่บ่งชี้ว่าจะเกิดภาวะสุญญากาศทางการเมือง หรือความล่าช้าเกินปกติ”

    โดยแม้จะมีกรณีใบเหลืองใบแดง หรือคำร้องเรียนต่างๆ แต่ตามประวัติที่ผ่านมา กระบวนการเหล่านี้สามารถดำเนินควบคู่กับการจัดตั้งรัฐบาลได้

    ควันหลงเลือกตั้ง ชี้ตลาดทุนตอบรับความชัดเจนทางการเมือง

    ทั้งนี้ ตลาดทุนมักตอบสนองต่อความชัดเจน และความคาดการณ์ได้ของนโยบายรัฐบาล หากรัฐบาลมีเสียงสนับสนุนที่มั่นคงและสามารถดำเนินนโยบายต่อเนื่องอย่างน้อย 1-2 ปี จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ต่อคำถามเรื่องนโยบายประชานิยมกับการจัดตั้งรัฐบาลผสม มองว่า “สิ่งที่ต้องจับตาคือความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐมากกว่าการใช้จ่ายเพียงด้านเดียว หากเศรษฐกิจเติบโตต่ำและการจัดเก็บภาษียังไม่ถึงเป้า อาจกระทบเสถียรภาพการคลังได้”

    ดังนั้น รัฐบาลควรมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบภาษี มากกว่าการแจกเงินระยะสั้น พร้อมย้ำว่า ไทยมีกรอบวินัยการคลังที่ค่อนข้างเข้มแข็ง โดยงบประมาณขาดดุลอยู่ในระดับบริหารจัดการได้

    ถอดโมเดลเกาหลีใต้-มาเลเซีย ปราคอร์รัปชัน หลังไทยสอบตก CPI

    ธนวรรธน์ ระบุอีกว่า นาทีนี้รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญกับการ ‘ปราบคอร์รัปชัน’ ทุนเทา สแกมอย่างจริงจัง หลังจากที่ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ รายงานดัชนีการรับรู้การทุจริต ปี 2025 หรือ CPI โดยประเทศไทยมีคะแนน 33/100 คะแนน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค อยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก นับเป็นอันดับต่ำสุดในรอบ 14 ปีในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

    “สะท้อนภาพลักษณ์และ บ่งชี้ว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การทุจริตที่อยู่ในระดับสูงยังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและฉุดรั้งเศรษฐกิจ”

    ดังนั้น รัฐบาลใหม่ทำเร่งด่วน 4 แนวทางเพื่อกู้คืนภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ

    1. บังคับใช้กฎหมายอย่างทันท่วงที ปัญหาหลักของไทยไม่ใช่การขาดแคลนกฎหมาย แต่คือ ‘วิธีบังคับใช้กฎหมาย’ รัฐบาลต้องสั่งการให้หัวหน้าหน่วยงานเร่งรัดกระบวนการตัดสินคดีทุจริต ไม่ปล่อยให้คดีหมดอายุความ และต้องมีความโปร่งใสในทุกขั้นตอน

    2. นำระบบ ITA มาใช้เต็มรูปแบบ โดยศึกษาบทเรียนโมเดลความสำเร็จจากเกาหลีใต้ ซึ่งใช้ดัชนี ITA (Integrity and Transparency Assessment) ประเมินหน่วยงานรัฐ หากหน่วยงานใดคะแนนต่ำ หัวหน้าหน่วยงานต้องถูกลงโทษหรือนำมาอบรมเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

    3. สร้างบรรทัดฐานทางสังคม สนับสนุนให้มีการแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกเมื่อมีข้อครหาทุจริต เช่นเดียวกับมาตรฐานในประเทศอังกฤษหรือเกาหลีใต้ เพื่อสร้างระบบคุณธรรมในวงราชการและการเมือง

    4. ประกาศวาระแห่งชาติขจัดคอร์รัปชันและสแกมเมอร์ รัฐบาลต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ เพื่อสร้างความมั่นใจในระยะยาวว่าประเทศเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ (Safe Zone) สำหรับการลงทุนและการท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการกว่า 20% ต่างคาดหวังให้รัฐบาลใหม่ปฏิรูปกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการขยายตัว ของเศรษฐกิจไทยให้พ้นจาก GDP ที่โตต่ำ 1-2%

    หวั่นไทยหลุดสมาชิก OECD

    ขณะเดียวกัน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และเครือข่าย ‘กกร และเพื่อน ไม่ทน’ ก็ออกแถลงการณ์ว่า ผลการจัดอันดับนี้จะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป้าหมายระยะยาวของประเทศไทยในการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และหลักนิติธรรม

    “‘กกร. และเครือข่าย ‘เพื่อน ไม่ทน’ ขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนตระหนักว่า ปัญหาคอร์รัปชันไม่ใช่เพียงประเด็นทางศีลธรรม แต่เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากไม่เร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ไทยอาจสูญเสียโอกาสด้านการลงทุน ยกระดับมาตรฐานสากล และการก้าวเข้าสู่ OECD ในอนาคต”

    ต่อคำถามที่ว่า มองเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจรัฐบาลผสม ที่เหมาะสม ควรเป็นอย่างไร

    “ในเชิงนโยบายเศรษฐกิจ ควรประสานงานระหว่างกระทรวงเศรษฐกิจหลัก เช่น การคลัง พาณิชย์ เกษตร และอุตสาหกรรม ควรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ลดการขายวัตถุดิบขั้นต้น และผลักดันการแปรรูปเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร หากกระทรวงเศรษฐกิจทำงานสอดประสานกันได้ จะช่วยยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯมีแรงงานอยู่เยอะ หากแก้หนี้ ยกระดับรายได้ ก็จะเป็นกำลังสำคัญ” ธนวรรธน์ กล่าว

    ภาพ: Westend61 / Getty images
     


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-cpi-corruption-economy-oecd/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gOF-OiemKBzOFbstVdDyq

  • เด็กพิการ..ไม่ควรถูกทิ้งไว้ข้างหลัง!! การศึกษาเปิดโลกสร้างงานมีศักดิ์ศรี

    เด็กพิการ..ไม่ควรถูกทิ้งไว้ข้างหลัง!! การศึกษาเปิดโลกสร้างงานมีศักดิ์ศรี

    ในสังคมที่การศึกษาเป็นประตูสำคัญสู่คุณภาพชีวิตที่ดี คำถามหนึ่งที่ยังคงสะท้อนอยู่เงียบๆ คือ เหตุใดเด็กพิการจำนวนมากจึงไม่สามารถเดินไปถึงปลายทางเดียวกับเด็กทั่วไป ทั้งที่พวกเขามีความฝัน มีความสามารถ และมีศักยภาพไม่แตกต่างกัน การหลุดออกจากระบบการศึกษาไม่ได้หมายถึงการพลาดโอกาสเรียนรู้เท่านั้น หากแต่เป็นการสูญเสียโอกาสในการทำงาน รายได้ ความมั่นคง และศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ในระยะยาว

    ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ได้พยายามคลี่คลายปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง ผ่านการสร้างระบบสนับสนุนด้านการศึกษาและอาชีพสำหรับเด็กและเยาวชนพิการ เพื่อไม่ให้พวกเขาต้องหายไปจากเส้นทางชีวิตเพียงเพราะข้อจำกัดที่สังคมยังไม่พร้อมรองรับ

    ตัวเลขที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำ

    ข้อมูลจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีผู้พิการกว่า 3.01 ล้านคน แต่ในจำนวนนี้ เยาวชนพิการที่ได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามีเพียงส่วนน้อย โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร แม้จะเป็นพื้นที่ที่มีสถาบันการศึกษาจำนวนมาก แต่กลับพบว่าเด็กพิการที่ได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยมีเพียงร้อยละ 1.45 หรือประมาณ 31,512 คนเท่านั้น

    อุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของเด็กพิการ หากแต่อยู่ที่เงื่อนไขแวดล้อมรอบตัว ตั้งแต่ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่เอื้อต่อผู้พิการ สถานศึกษาที่ขาดสิ่งอำนวยความสะดวก ไปจนถึงบุคลากรที่ยังไม่เข้าใจความต้องการเฉพาะด้าน ส่งผลให้เด็กพิการจำนวนมากต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนจะถึงระดับอุดมศึกษา และเมื่อต้นทางถูกตัด โอกาสในตลาดแรงงานย่อมแคบลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    การสร้างโอกาส ไม่ใช่การสงเคราะห์

    นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน  สสส. ชี้ให้เห็นว่า การสนับสนุนเด็กพิการไม่ใช่เรื่องของความสงสาร แต่คือการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การลงทุนด้านการศึกษาที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกับตลาดแรงงาน จะช่วยให้เด็กพิการสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

    สสส. จึงมุ่งสนับสนุนให้เด็กพิการได้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษาในสาขาวิชาที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริง ทั้งในภาครัฐและเอกชน พร้อมทำงานเชิงรุกเพื่อลดช่องว่างระหว่าง “เรียนจบ” กับ “มีงานทำ” ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่คนพิการจำนวนมากต้องเผชิญ

    มหกรรมแนะแนวแห่งเดียวของประเทศ

    หนึ่งในกลไกสำคัญคือการจัดงาน “เยาวชนพิการ กทม. เรียนดี มีงานทำ” มหกรรมแนะแนวการศึกษาและอาชีพสำหรับคนพิการแห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นโดย สสส. ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม มูลนิธิด้วยกัน เพื่อคนพิการและสังคม และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

    งานดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้เยาวชนพิการได้เข้าถึงข้อมูลการศึกษาต่อ พบกับสถาบันอุดมศึกษาโดยตรง ค้นหาศักยภาพของตนเอง และเห็นเส้นทางอาชีพที่เป็นไปได้จริง ผ่านกิจกรรมเรียนรู้ 3 ด้าน ได้แก่ การให้คำปรึกษาด้านอาชีพ การช่วยจัดทำ Portfolio และการถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จ

    มีสถาบันการศึกษาร่วมให้ข้อมูลกว่า 16  มหาวิทยาลัย หน่วยงานสนับสนุนจาก 16 องค์กร  และมีเยาวชนพิการเข้าร่วมกว่า 250 คน สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของเด็กพิการที่เพียงรอ “โอกาส” และ “พื้นที่” ในการเริ่มต้น

    มหาวิทยาลัยกับบทบาทการสร้างสังคมเท่าเทียม

    รศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ระบุว่า มศว. ยึดหลักปรัชญา “ปัญญาเพื่อสังคม” โดยเชื่อว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ มหาวิทยาลัยจึงมุ่งพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบ Inclusive ทั้งด้านกายภาพ เทคโนโลยี และระบบสนับสนุนทางวิชาการ เพื่อให้นักศึกษาพิการสามารถใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข

    ปัจจุบัน มศว. รับนักศึกษาพิการปีละ 26 คน และมีแผนเพิ่มจำนวนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนพิการได้เรียนรู้ เติบโต และออกไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคม

    การเชื่อมการศึกษา สู่การจ้างงานอย่างมีคุณค่า

    นายอภิชาติ การุณกรสกุล ประธานกรรมการมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม อธิบายว่า เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่เพียงการมีงานทำ แต่คือการมีงานที่มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี และตอบโจทย์ศักยภาพของคนพิการ มูลนิธิฯ จึงทำงานเชื่อมโยงฐานข้อมูลการศึกษา เข้ากับภาคธุรกิจและตลาดแรงงาน เพื่อสร้างสะพานจากรั้วมหาวิทยาลัยสู่โลกการทำงานอย่างแท้จริง

    ขณะที่กระทรวง อว. เดินหน้าสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศจัดตั้งศูนย์บริการสนับสนุนนักศึกษาพิการ (DSS Center) และปรับสภาพแวดล้อมตามหลัก Universal Design เพื่อยืนยันว่าความพิการจะไม่ใช่อุปสรรคต่อการเข้าถึงองค์ความรู้ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลและ AI

    เรื่องเล่าจากความฝันที่จับต้องได้

    หนึ่งในภาพสะท้อนของความสำเร็จคือเรื่องราวของ “ธีรวัฒน์” เยาวชนออทิสติกที่เติบโตมากับความรักและการสนับสนุนจากครอบครัว เขาเข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวการศึกษาและอาชีพอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปี ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยสยาม ด้วยผลการเรียนที่ดี และมีประสบการณ์ฝึกงานจริงในหน่วยงานรัฐ

    ความฝันของเขาเรียบง่ายแต่ชัดเจน คือการเป็นพนักงานรถไฟ งานที่สอดคล้องกับความสนใจและตัวตน เรื่องราวเช่นนี้ตอกย้ำว่า เมื่อสังคมเปิดโอกาส เด็กพิการก็สามารถออกแบบชีวิตของตนเองได้ไม่ต่างจากใคร

    อนาคตที่ไม่ควรถามว่า “เรียนไหนดี”

    การทำงานตลอดทศวรรษของ สสส. และภาคีเครือข่าย แสดงให้เห็นว่า การลงทุนด้านการศึกษาและอาชีพสำหรับเด็กพิการไม่ใช่ภาระ แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคตของสังคมโดยรวม เด็กพิการทุกคนควรมีสิทธิเรียนในสิ่งที่อยากเรียน เป็นในสิ่งที่อยากเป็น และมีงานทำอย่างมั่นคง

    หากระบบการศึกษา ตลาดแรงงาน และทัศนคติของสังคมเดินไปในทิศทางเดียวกัน คำถามที่ว่า “เด็กพิการเรียนไหนดี” อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป เพราะคำตอบจะเปิดกว้างอยู่ตรงหน้าอย่างเท่าเทียมสำหรับทุกคน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/946337/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L_Gn7Ea4_kt-7LdVDxDpO

  • ประวัติ “ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร” แม่พิมพ์ผู้เสียสละแห่ง รร.พะตงฯ ยอมเป็นตัวประกันแทนศิษย์

    ประวัติ “ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร” แม่พิมพ์ผู้เสียสละแห่ง รร.พะตงฯ ยอมเป็นตัวประกันแทนศิษย์

    เปิดประวัติ “ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร” ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ แม่พิมพ์ผู้เสียสละจนลมหายใจสุดท้าย

    วงการการศึกษาไทยต้องสูญเสียบุคลากรน้ำดีครั้งยิ่งใหญ่ จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ล่าสุดเช้ามืดวันนี้ (12 ก.พ.) นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบ เมื่อเวลา 03.00 น. หลังสร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องนักเรียนจากคนร้ายที่บุกรุกเข้ามาในโรงเรียน

    วินาทีชีวิต “ยอมเป็นตัวประกันแทนเด็ก”

    เรื่องราวความกล้าหาญนี้ได้รับการเปิดเผยจาก น.ส.ดาราวรรณ ไชยสุวรรณ รองผู้อำนวยการโรงเรียนรัตภูมิวิทยา อดีตเพื่อนร่วมงานที่เคยทำงานร่วมกัน ระบุว่าในขณะเกิดเหตุ คนร้ายวัย 18 ปี ได้จับนักเรียนหญิงเป็นตัวประกัน แต่ด้วยจิตวิญญาณความเป็นครู ผอ.ศศิพัชร ได้เจรจาขอเปลี่ยนตัว โดยเอาตัวเองเข้าไปเป็นตัวประกันแทนเด็กนักเรียน

    การตัดสินใจในเสี้ยววินาทีนั้น ทำให้ท่านถูกคนร้ายยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส แม้แพทย์จะพยายามยื้อชีวิตอย่างสุดความสามารถ แต่ท่านก็ได้จากไปอย่างสงบ ท่ามกลางความอาลัยของครอบครัว คณะครู และลูกศิษย์ทั่วประเทศ ที่ต่างยกย่องให้ท่านเป็น “ครูผู้เสียสละ” อย่างแท้จริง

    เปิดประวัติ “ผอ.ศศิพัชร” เส้นทางแม่พิมพ์ผู้ทุ่มเท

    นางศศิพัชร สินสโมสร จบการศึกษาระดับปริญญาโท (กศ.ม.) สาขาการบริหารการศึกษา ตลอดชีวิตราชการท่านอุทิศตนเพื่อพัฒนาการศึกษามาโดยตลอด โดยมีประวัติการทำงานดังนี้:

    • 2551-2559: รองผู้อำนวยการ โรงเรียนนิคมสร้างตนเองรัตภูมิ และ โรงเรียนรัตภูมิวิทยา
    • 2559-2563: ผู้อำนวยการโรงเรียนสทิงพระชนูปถัมภ์
    • 2563-ปัจจุบัน: ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

    นอกจากนี้ ท่านยังมีผลงานทางวิชาการที่โดดเด่นมากมาย อาทิ การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษา “PATONG MODEL” และการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการพัฒนาเยาวชน

    กระทรวงศึกษาฯ และมูลนิธิร่วมไว้อาลัย

    ทางด้านกระทรวงศึกษาธิการ ได้โพสต์ข้อความแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของท่าน เช่นเดียวกับเพจเฟซบุ๊กมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ ที่ได้ร่วมประกาศแจ้งข่าวเศร้าและสดุดีเกียรติคุณของผู้อำนวยการผู้ล่วงลับ วีรกรรมของท่านจะถูกจารึกไว้ในความทรงจำว่าเป็นครูผู้ปกป้องศิษย์ด้วยชีวิต

    1. โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9873106/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bdPdQAXe4dGPFSzryky84

  • สจด. ร่วมกิจกรรม “SN_Open House..เปิดบ้านแห่งการเรียนรู้” ของโรงเรียนสองพี่น้องวิทยา ปีการศึกษา ๒๕๖๘ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมกิจกรรม “SN_Open House..เปิดบ้านแห่งการเรียนรู้” ของโรงเรียนสองพี่น้องวิทยา ปีการศึกษา ๒๕๖๘ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/120711/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wDe2kHk2yKuzO0keDIRjf

  • “รมว.นฤมล” สั่ง สพฐ.เกาะติดสถานการณ์ คลั่งบุก รร.กลางหาดใหญ่

    “รมว.นฤมล” สั่ง สพฐ.เกาะติดสถานการณ์ คลั่งบุก รร.กลางหาดใหญ่

    “รมว.นฤมล” สั่ง สพฐ.เกาะติดสถานการณ์ คลั่งบุก รร.กลางหาดใหญ่

    “รมว.นฤมล” สั่ง สพฐ.เกาะติดสถานการณ์ คลั่งบุก รร.กลางหาดใหญ่ จับนักเรียน-ครูเป็นตัวประกัน ยัน ศธ.พร้อมช่วยเหลือเต็มที่ เร่งยกระดับมาตรการความปลอดภัยเข้มทั่วประเทศ

    เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2569 เวลา 16.45 น.จากกรณีเหตุคนร้ายคลุ้มคลั่งบุกเข้าไปภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนใช้อาวุธก่อเหตุจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ และจับนักเรียนกับครูเป็นตัวประกัน สร้างความตื่นตระหนกให้กับครู นักเรียน และผู้ปกครองในพื้นที่เป็นอย่างมากนั้น

    ล่าสุด ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และมีความห่วงใยต่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทุกคนอย่างยิ่ง โดยได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประสานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ พร้อมด้วยศึกษาธิการจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน

    โดยเบื้องต้นจากรายงานพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การก่อการร้าย แต่เป็นเหตุบุคคลคลุ้มคลั่งก่อเหตุจับนักเรียนและครูเป็นตัวประกัน อย่างไรก็ตาม จะมีการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดรอบด้านอีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน โดยขอให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนกฎหมาย

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือนักเรียน ครู ผู้บริหาร และบุคลากรที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ทั้งด้านความปลอดภัยและการเยียวยาสภาพจิตใจ เพื่อให้ทุกคนกลับมามีขวัญและกำลังใจโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ เท่าที่ได้รับรายงาน โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์มีแผนเผชิญเหตุและมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยคณะผู้บริหารและครูได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างรัดกุมในระหว่างเกิดเหตุ ซึ่งหลังจากนี้กระทรวงศึกษาธิการจะร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทบทวนและยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในโรงเรียนทั่วประเทศให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

    “มาตรการที่เตรียมดำเนินการเพิ่มเติม ได้แก่ การเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองบุคคลเข้า-ออกสถานศึกษา การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ การจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างใกล้ชิด ตลอดจนสร้างกลไกสนับสนุนด้านจิตวิทยา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ครู นักเรียน และผู้ปกครองว่า โรงเรียนยังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันว่า จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินการทุกมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/737884&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fVUZ7NPFG_UZ8LwllDcCV

  • ทรูโฟร์ยู ช่อง 24 เสิร์ฟหนังรักครบรส รับวาเลนไทน์ อบอวลความหวานตลอดคืน – บ้านเมือง

    ทรูโฟร์ยู ช่อง 24 เสิร์ฟหนังรักครบรส รับวาเลนไทน์ อบอวลความหวานตลอดคืน – บ้านเมือง

    ฟิล์ม รัฐภูมิ พอลล่า เทเลอร์ บีม กวี และนักแสดงวัยรุ่นขวัญใจผู้ชม … พบภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ “รักจัง” ที่เล่าเรื่องของ ฟิล์ม (ฟิล์ม รัฐ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/entertain/465725&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XPxlS3idBJiIQEtkfZDcx

  • “เช็คดวงวันนี้” วันพฤหัสบดี 12 ก.พ. 2569 เลขมงคล เลขเด่น มีโชคลาภกับเลขทะเบียนรถ

    “เช็คดวงวันนี้” วันพฤหัสบดี 12 ก.พ. 2569 เลขมงคล เลขเด่น มีโชคลาภกับเลขทะเบียนรถ

    คนเกิดวันอาทิตย์

    การงาน   จะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการงานแบบไม่คาดคิด  แต่ได้ดี  มีชื่อเสียง  รอบคอบละเอียด

    การเงิน   รู้จักค่าของการเงิน  แต่ก็มีเหตุให้ใช้จ่ายซื้อความสุข  มีโชคลาภกับรหัสเอทีเอ็มให้โชค

    ความรัก     การพบรักแบบกะทันหันสำหรับคนโสดกับคนอายุน้อยกว่า  คนมีครอบครัวแล้วจะได้ไปท่องเที่ยวในช่วงยามค่ำคืน  กับครอบครัวที่อบอุ่น

    สุขภาพ   ดูแลเอาใจใส่ตัวเองมากขึ้น  คนเจ็บป่วยจะมีอาการดีขึ้นและระมัดระวังตัวเองทุกอย่างแบบรอบคอบ

    คนเกิดวันจันทร์

    การงาน      สนุกสนานร่าเริงพร้อมกับทำงานไปด้วย  การได้เดินทางไปสถานที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ  การงานที่ต้องออกนอกสถานที่  การไปสัมมนา  จะมีชื่อเสียงโดดเด่น

    การเงิน    ใจใหญ่ใจกว้างซื้อขายแลกเปลี่ยนมีกำไร  มีโชคลาภกับรถป้ายแดงคันแรกที่มองเห็นบนท้องถนน

    ความรัก   คนโสดมีโอกาสพบรักกับคนอายุน้อยหน้าตาดี  การอยู่กันเลย  หรือความรักแบบไม่ผูกมัด  คนมีครอบครัวแล้วจะได้ดีกับลูกหลานบริวาร  พึ่งพาอาศัยได้  หรือได้รับข่าวดีกับลูก

    สุขภาพ   มีความสุขสนุกสนานแข็งแรง  คนเจ็บป่วยจะมีอาการดีขึ้น  หรือการทำศัลยกรรม
     

    คนเกิดวันอังคาร

    การงาน    มีการแข่งขันสูงต้องรอบคอบแต่ก็ทำได้ได้ดี  ใครคิดจะสอบ  หรืออยากเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง  ให้เริ่มลงมือกระทำเลย  จะได้รับสิ่งที่ดีในอนาคตหรือมีชื่อเสียงได้

    การเงิน    มีการเงินได้ดีอย่างไม่คาดคิด  ซื้อขายแลกเปลี่ยนมีกำไร   มีโชคลาภดวงดีกับสามตัวหน้าหมายเลขบัตรประชาชนให้โชค

    ความรัก    ช่วยเหลือกันทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว  ใครอยากมีลูกจะสมหวัง  หรือได้รับข่าวดีกับลูกในเรื่องของการสอบการเรียน  คนโสดมีโอกาสพบรักกับคนหน้าตาดีมีฐานะ  การเก็บเสื้อผ้าอยู่กันเลย  หรือการตัดสินใจแบบกะทันหัน

    สุขภาพ    การแก้ไขปัญหาให้สุขภาพดีขึ้น  การระมัดระวังตัวเองมากขึ้น  โดยเฉพาะคนที่ดื้อก็จะกลับมาเอาใจใส่ตัวเอง  ทำให้อาการที่เจ็บป่วยดีขึ้น

    คนเกิดวันพุธกลางวัน

    การงาน   การกลับมาแก้ไขปัญหาเรื่องของการงาน  ซ่อมแซมปรับปรุงทั้งความรู้และความอุตสาหะเพียรพยายามมากขึ้น  หรือนำโครงการเก่าเก่ามาปรับปรุงและจะได้ดีในวันข้างหน้า

    การเงิน   การแก้ไขปัญหาการเงินที่ติดขัด  การเคลียร์หนี้สิน  การกู้ยืมและได้คำตอบที่ดีจากธนาคาร  จะมีโชคลาภกับสามตัวหน้าหมายเลขบัตรประชาชนให้โชค  ใครมีคดีความจะได้รับการช่วยเหลือหรือยกฟ้อง

    ความรัก   การช่วยเหลือทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวมีความสุข  การให้อภัยกัน  การคืนดี  คนโสดมีโอกาสพบรักมีพ่อสื่อแนะนำให้รู้จัก

    สุขภาพ   เอาใจใส่เรื่องของสายตา  การตัดแว่นสายตา  การรักษาดวงตาโดยเฉพาะคนอายุมากๆ  

    คนเกิดวันพุธกลางคืน

    การงาน   การทำการงานที่จะต้องถูกคนมีอำนาจกดขี่  หรือบังคับ  รวมถึงคนที่เช่าสถานที่มักถูกขึ้นค่าเช่า  ถูกปรับปรุงแก้ไขการรีโนเวท  คิดมากก็ไม่ได้  ต้องสู้สถานการณ์บีบบังคับ

    การเงิน   ต้องใช้จ่ายเยอะ  ถูกเรียกร้องผลประโยชน์  การกู้ยืม  การถูกทวงหนี้สิน  แต่จะมีโชคลาภกับอายุวันเดือนปีเกิดของคุณแม่ให้โชค

    ความรัก   การถูกระแวงจากคนรัก  การจับผิด  มีมือที่สาม  คนที่มีครอบครัวแล้วต้องรู้จักระมัดระวังตนเอง    คนโสดโอกาสไปพบรักกับคนมีเจ้าของแล้ว  ต้องทรมานใจยิ่งใกล้วาเลนไทน์

    สุขภาพ   ระวังการตั้งครรภ์  หรือปัญหาทางเรื่องเพศ  โดยเฉพาะผู้ที่ซุกซน  เรื่องของเพศสัมพันธ์  โรคติดต่อ  หรือการต้องป้องกันหากยังไม่พร้อมจะมีบุตร

    คนเกิดวันพฤหัสบดี

    การงาน   พยายามอดทนทุกอย่าง  ขยันมากขึ้น  การซ่อมแซมปัญหาทุกอย่างที่มี  เพื่อให้การงานไปได้ต่อ  ชีพจรลงเท้าตลอดใกล้ไกลไปหมด  การงานที่ต้องออกนอกสถานที่  หรือมีคนเดินทางมาหา

    การเงิน   มุ่งมั่นเพียรพยายามในการหาเงินมากขึ้น  มีโชคลาภกับเลขทะเบียนรถให้โชค

    ความรัก   ปกป้องทุกอย่างเพื่อครอบครัว  การแก้ไขปัญหาที่มีให้กับทุกคนในบ้าน   คนโสดมีโอกาสพบรักกับคนที่มาจากแดนไกลอายุน้อยกว่า

    สุขภาพ   แข็งแรง  อดทนทุกอย่าง  คนเจ็บป่วยจะมีอาการดีขึ้นและดูแลตัวเองมากขึ้นเป็นอะไรก็รักษาหาย

    คนเกิดวันศุกร์

    การงาน    จะมีชื่อเสียงในเรื่องของการงาน  ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่  มอบหมายตำแหน่งสำคัญให้ทำ   การลงทุนอะไรในสิ่งที่ถนัดและทำได้ดี  มีลูกค้าไว้ใจ

    การเงิน   หาเงินได้ตลอด  แล้วก็รู้จักใช้  นำมาเคลียร์แก้ไขปัญหาให้กับทุกคน  หรือการซื้อทรัพย์สินเพิ่มขึ้น   มีโชคลาภกับอายุวันเดือนปีเกิดของคุณแม่ให้โชค

    ความรัก    ช่วยเหลือกันทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวมีความมั่นคงเจริญรุ่งเรือง   คนโสดเฉพาะพบรักกับคนหน้าตาดีมาจากแดนไกลมีดวงแต่งงานหรือใช้ชีวิตคู่

    สุขภาพ   การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น  การหันมาดูแลใจใส่ตัวเองมากขึ้น  คนเจ็บป่วยจะมีอาการดีขึ้น  หรือการแก้ไขในการทำศัลยกรรม

    คนเกิดวันเสาร์

    การงาน   การพยายามปรับปรุงและแก้ไขให้การงานดีขึ้น  การแข่งขันที่สูง  แต่ก็มีแฟนคลับหรือมีลูกค้าอยู่ตลอด

    การเงิน    ใช้เงินเก่ง  ซื้อความสุขทุกอย่างทั้งของตนเองอยากได้และคนในครอบครัว   มีโชคลาภกับอายุวันเดือนปีเกิดของคนรักให้โชค  ใครที่ยังไม่มีคนรักให้เกี่ยวข้องกับคนอายุน้อยกว่าหรือลูกหลานให้โชค

    ความรัก    มีเสน่ห์มักมีคนมารักมาชอบอยู่ตลอดคนโสดจะไม่เหงา  มีพ่อสื่อแนะนำให้รู้จักใคร   คนมีครอบครัวแล้วจะได้เดินทางไปท่องเที่ยวในยามค่ำคืน  หาของอร่อยหรือสถานที่จัดงานเลี้ยงต่างๆ

    สุขภาพ   ต้องเอาใจใส่เกี่ยวข้องกับโรคประจำตัว  คนที่เป็นโรคเบาหวาน  ความดัน  มีโอกาสเกี่ยวข้องกับทานยาหรือหาหมอ  

    #อาจารย์มงคลรอดเที่ยงธรรม รับงานอีเว้นท์ทั่วประเทศ นักพยากรณ์ไพ่ยิปซี  ลายมือ ศาสตร์แห่งตัวเลข ฮวงจุ้ย โหงวเฮ้ง ในสไตล์ธรรมชาติของชีวิตจริง สอนสักลายมือเศรษฐีมงคลพร้อมรับสักลายมือเศรษฐีมงคล โทรศัพท์ 0878285222 โทรศัพท์ 0871084664

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/horoscope/daily-horoscope/613367&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wLlA2dpBP-F_MUdZVFoUi