Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • พรรคเศรษฐกิจประกาศร่วมหอลงโรง “ภูมิใจไทย” จัดตั้งรัฐบาล อาสาดูแลความมั่นคง

    พรรคเศรษฐกิจประกาศร่วมหอลงโรง “ภูมิใจไทย” จัดตั้งรัฐบาล อาสาดูแลความมั่นคง

    “พล.อ.รังษี” ยกพรรคเศรษฐกิจซบ “ภูมิใจไทย” หนุนตั้งรัฐบาล ลั่นไร้เงื่อนไขเก้าอี้รัฐมนตรี อาสาปราบ “สแกมเมอร์ดูแลความมั่นคง

    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค และว่าที่ สส. บัญชีรายชื่อ ร่วมกันแถลงข่าวถึงทิศทางทางการเมืองของพรรคภายหลังการเลือกตั้งว่า พรรคได้ข้อยุติที่เป็นมติเอกฉันท์ในการตัดสินใจสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ และได้เดินทางไปหารือเบื้องต้นกับทางพรรคภูมิใจไทยมาแล้ว

    พล.อ.รังษีกล่าวว่า การเข้าหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นไปด้วยดี ยืนยันว่าไม่มีการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี โดยให้พรรคแกนนำตัดสินใจตามความเหมาะสม แต่ในส่วนของพรรคเศรษฐกิจมีเป้าหมายชัดเจนที่จะนำนโยบายด้านความมั่นคงและการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชน

    เมื่อถามถึงการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ทั่วประเทศ เนื่องจากพบความผิดปกติหลายพื้นที่ พล.อ.รังษีบอกว่า เรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่และอำนาจการตัดสินใจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) การจะนับใหม่หรือไม่นับ ไม่มีผลต่อพวกเรา พรรคเศรษฐกิจพร้อมเดินหน้าทำงานร่วมรัฐบาลตามขั้นตอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2913897&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F159-LwpaP6fhez2ujHSp

  • สัญญาณเตือน! ‘เศรษฐกิจไทย’ ยอดใช้น้ำมันปี 68 ติดลบ 0.2%

    สัญญาณเตือน! ‘เศรษฐกิจไทย’ ยอดใช้น้ำมันปี 68 ติดลบ 0.2%

    นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงปี 2568 (มกราคม – ธันวาคม) มีปริมาณการใช้อยู่ที่ 154.85 ล้านลิตร/วัน ลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) มีปริมาณการใช้ลดลงสูงสุด ที่ 16.4% ตามด้วยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วลดลง 2.6% และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ลดลง 1.4% ขณะที่น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้น 7.6% การใช้น้ำมันเตาเพิ่มขึ้น 6.3% และกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้น 1.1% โดยมีรายละเอียดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ดังนี้

    ปริมาณการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 31.72 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 1.1% โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 19.69 ล้านลิตร/วัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 กับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 ลดลงมาอยู่ที่ 0.38 บาท/ลิตร (ส่วนต่างราคาเฉลี่ยเดือนมกราคม – ธันวาคม 2568) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ส่วนต่างราคาเฉลี่ยเดือนมกราคม – ธันวาคม 2567 อยู่ที่ 0.79 บาท/ลิตร) จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 สูงขึ้นจากปีก่อน ขณะที่การใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 น้ำมันเบนซิน และน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 85 มีปริมาณการใช้ที่ลดลงมาอยู่ที่ 6.52 ล้านลิตร/วัน 5.06 ล้านลิตร/วัน 0.38 ล้านลิตร/วัน และ 0.06 ล้านลิตร/วัน ตามลำดับ

    ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เฉลี่ยอยู่ที่ 65.03 ล้านลิตร/วัน ลดลง 2.6% โดยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ลดลงมาอยู่ที่ 65.01 ล้านลิตร/วัน และดีเซลหมุนเร็วบี 20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.01 ล้านลิตร/วัน สอดคล้องกับการปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2568 จากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ซึ่งคาดการณ์ว่า GDP ปี 2568 จะขยายตัวที่ 2.2% ลดลงจากประมาณการครั้งก่อนที่ 2.4% ต่อปี (ณ ตุลาคม 2568)

    สัญญาณเตือน! 'เศรษฐกิจไทย' ยอดใช้น้ำมันปี 68 ติดลบ 0.2%

    ปัจจัยสำคัญมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ที่ตัวเลข GDP ประกาศออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และภาคการผลิตในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนมีการชะลอตัว1 โดยสะท้อนผ่านดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เฉลี่ย 12 เดือนอยู่ที่ 95.81 หดตัวลดลง 0.8% จากปีก่อนหน้า2 และดัชนีการขนส่ง (Shipment Index) เฉลี่ย 12 เดือนอยู่ที่ 96.93 หดตัวลง 1.3% จากปีก่อนหน้า3 ประกอบกับปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมจากสถานการณ์อุทกภัยจึงทำให้ความต้องการใช้น้ำมันหดตัวลง 

    ปริมาณการใช้ Jet A1 เฉลี่ยอยู่ที่ 17.23 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 7.6% ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน สอดคล้องกับจำนวนเที่ยวบินเฉลี่ยปี 2568 (มกราคม – ธันวาคม) ที่มีการขยายตัว 5.2% จากปีก่อนหน้า4 ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่สนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารภายในประเทศขยายตัวร้อยละ 1.0 โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ตามลำดับ รวมทั้งการเติบโตของการขนส่งสินค้าทางอากาศในไตรมาสที่4/2568 ขยายตัวจากไตรมาสที่ 3/2568 อยู่ที่ร้อยละ 4.48 นอกจากนี้ในช่วงครึ่งปีหลังเริ่มมีปริมาณการใช้ Sustainable Aviation Fuel (SAF) เพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมการบินไทยให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากลและเตรียมความพร้อมสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ 

    ปริมาณการใช้ LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 18.01 ล้านกก./วัน ลดลง 1.4% ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ภาคปิโตรเคมี ที่ลดลงมาอยู่ที่ 7.76 ล้านกก./วัน และภาคขนส่งลดลงมาอยู่ที่ 2.26 ล้านกก./วัน สอดคล้องกับปริมาณรถจดทะเบียนสะสมที่ใช้เชื้อเพลิง LPG ซึ่งลดลง 3.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน5 ขณะที่การใช้ในภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.94 ล้านกก./วัน และภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.06 ล้านกก./วัน

    ปริมาณการใช้ NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 2.31 ล้านกก./วัน ลดลง 16.4% โดยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับจำนวนรถจดทะเบียน NGV สะสมที่ลดลง 11.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน5 รวมถึงเมื่อพิจารณาจำนวนสถานีบริการ NGV ในเดือนธันวาคม 2568 มีสถานีบริการปิดตัวลง 15 แห่ง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีแนวโน้มปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

    ปริมาณการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,006,959 บาร์เรล/วัน ลดลง 1.7% คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 74,157 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการลดลงของการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน และ LPG) มาอยู่ที่ 36,862 บาร์เรล/วัน ลดลง 30.5% คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 2,016 ล้านบาท/เดือนขณะที่น้ำมันดิบมีการนำเข้าอยู่ที่ 970,097 บาร์เรล/วัน ลดลง 0.1% คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 72,141 ล้านบาท/เดือน 

    ปริมาณการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 151,390 บาร์เรล/วัน ลดลง 18.6% โดยเป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 12,245 ล้านบาท/เดือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1221047&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3H1MFLKpxmciGQb_1G0sWK

  • ‘ลลิล’มองเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวตั้งเป้าปี69ยอดขาย 4,200 ล้านบาท

    ‘ลลิล’มองเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวตั้งเป้าปี69ยอดขาย 4,200 ล้านบาท

    ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ประเมินเศรษฐกิจโลกและไทยในปี 2569 ยังขยายตัวได้ท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยรอบด้าน กางแผนธุรกิจเน้นเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งเป้ายอดขาย 4,200 ล้านบาท พร้อมเปิดโครงการใหม่ทั้ง4 – 6 โครงการ มูลค่ารวม 3,500 – 4,500 ล้านบาท

    12 ก.พ. 2569 -นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN  เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า จากการประเมินล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวในกรอบประมาณ 2.6 – 3.3% อย่างไรก็ตามมองว่ายังคงมีความเสี่ยงในประเด็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์  สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศ รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้า ที่ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามในปี 2569 นี้

    ในส่วนของประเทศไทยคาดการณ์ว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2569 อาจขยายตัวได้ต่ำกว่าในปี 2568  โดยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ต่ำกว่า 2 %จากปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ตลอดจนความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่ชัดเจน จะส่งผลกระทบมายังภาคการส่งออกของไทยได้ ในขณะที่กำลังซื้อภาคครัวเรือนยังคงขยายตัวได้ค่อนข้างจำกัดจากระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยบวกจากภาคการท่องเที่ยวที่คาดจะปรับตัวดีขึ้นจากปี 2568 การลงทุนภาคเอกชนที่จะเริ่มได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ จากการเร่งอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุน BOI ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงเม็ดเงินหมุนเวียนที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงของการเลือกตั้ง  และมาตรการกระตุ้นภาครัฐที่จะทยอยออกมา เมื่อได้รัฐบาลเสียงข้างมาก และมีเสถียรภาพ จะทำให้ภาคเศรษฐกิจได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วยทีมงานมืออาชีพ

    สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ ภาพรวมในปี 2568 มีการหดตัวไปกว่า 17% จากความสามารถในการซื้อของผู้บริโภคที่ปรับลดลง จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์  โดยภาพรวมสำหรับปี 2569 นี้  คาดว่ามีทิศทางที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทย ที่ขยายตัวได้เล็กน้อย  แม้ว่ากำลังซื้อจะยังคงอ่อนแอ และจะเป็นลักษณะการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ตัวที่ส่งผลดีต่อตลาดโดยรวมคือ ในส่วนของ Supply ที่ปรับลดลง ผู้ประกอบการหลายรายชะลอการเปิดโครงการในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงแผนการเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ของผู้ประกอบการหลายรายที่ลดลง  ซึ่งจะช่วยให้ตลาดเข้าสู่จุดดุลยภาพและไม่เกิดการ Oversupply โดยการแข่งขันจะเป็นการแข่งขันกันระหว่างผู้ประกอบการน้อยรายลง คงเหลือแต่ผู้ประกอบที่เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง ทั้งในแง่การพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนการบริหารในด้านต่างๆ ทั้งการบริหารจัดการต้นทุน การบริหารเสถียรภาพทางการเงิน  บริษัทที่มีระดับหนี้สินต่อทุนที่ต่ำจะมียืดหยุ่นได้ดีกว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน

    “ทั้งนี้มองว่าปี 2569 นี้ยังเป็นอีกปีที่ท้าทายในการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นการดำเนินธุรกิจจะอยู่บนรากฐานของการเติบโตที่มั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว โดยการขยายธุรกิจต้องมีความแม่นยำในทำเลที่เหมาะสม และทำเลเดิมที่สินค้าหมดลง ตลอดจนการรักษา Market Share และขยาย Market Share ในบางทำเล บริษัทฯ เน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการอยู่อาศัยจริง การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับกำลังซื้อในแต่ละทำเลควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนและการบริหารความเสี่ยงทางด้านการเงินอย่างรัดกุม ทั้งการควบคุมระดับหนี้สินต่อทุน ซึ่งบริษัทมีระดับหนี้สินต่อทุนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอย่างมาก  ตลอดจนมีการตั้งวงเงินสำรองกับธนาคารพาณิชย์พันธมิตรหลายรายไว้อย่างเพียงพอ และไม่ได้พึ่งพิงแหล่งเงินจากแหล่งใดเพียงแหล่งเดียว จึงไม่มีปัญหาในเรื่องของแหล่งเงินทุน ไม่ว่าจะเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจ หรือชำระหนี้เดิม” นาย

    นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของความต้องการที่อยู่อาศัย ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความเหมาะสมของราคา และความคุ้มค่าในระยะยาวมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการตัดสินใจที่เปลี่ยนไปของตลาด ทั้งนี้ภายใต้ภาพรวมดังกล่าว ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ได้วางกรอบการดำเนินธุรกิจปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Year of Competitive Survival with Quality, Lean and Innovation for Resilience & Sustainable Growth” โดยมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งขององค์กรผ่านการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การควบคุมต้นทุนอย่างเหมาะสม และการพัฒนานวัตกรรมทั้งด้านผลิตภัณฑ์และกระบวนการทำงาน เพื่อรองรับการแข่งขันที่เข้มข้นและการเปลี่ยนแปลงของตลาด และกำหนดทิศทางการดำเนินงานสู่การเป็น National Property Company โดยให้ความสำคัญกับ 3 แกนหลัก ได้แก่ การบริหารงานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG และการวิจัยเพื่อเข้าถึง Insight Customer ตลอดจนการเปิดโครงการใหม่ต้องแม่นยำ  การพัฒนากลยุทธ์การตลาดที่เข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่มและทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัย และการขับเคลื่อนองค์กรให้มีความคล่องตัวผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดในอนาคต”

    ด้านแผนการพัฒนาโครงการใหม่ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้ซื้อที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง ครอบคลุมทั้งตลาดทาวน์โฮม บ้านแนวคิดใหม่ (บ้านแฝด) และบ้านเดี่ยว ในช่วงราคาประมาณ 2-12 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์หลักของบริษัท ได้แก่ ไลโอ, แลนซีโอ, บ้านลลิล และ ลลิล กรีนวิลล์ โดยออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการด้านฟังก์ชันการใช้งาน คุณภาพการก่อสร้าง และรูปแบบการอยู่อาศัยที่หลากหลาย ทั้งนี้ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ยังประสบความสำเร็จในการพัฒนาแบบบ้านสไตล์ French Colonial ซึ่งได้รับการตอบรับจากตลาดอย่างต่อเนื่อง ด้วยเอกลักษณ์ด้านสถาปัตยกรรมที่ผสานความคลาสสิก ความหรูหรา และการใช้งานจริงอย่างลงตัว

    โดยบริษัทฯ ถือเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกๆ ที่นำแนวคิดแบบบ้านในสไตล์ดังกล่าวเข้าสู่ตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงบน ส่งผลให้แบบบ้าน French Colonial กลายเป็นหนึ่งในจุดเด่นที่ช่วยสร้างการจดจำแบรนด์ และสะท้อนภาพลักษณ์ด้านคุณภาพและการออกแบบของโครงการในสายตาผู้บริโภค สำหรับแผนการเปิดโครงการใหม่ในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประมาณ 4 – 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวมราว 3,500 – 4,500 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายที่ 4,200 ล้านบาท และเป้ารับรู้รายได้ 3,350 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการกระจายโครงการในทำเลที่มีศักยภาพ และสอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่

    “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ มองว่าปี 2569 เป็นปีที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งจากภายในองค์กร ทั้งด้านคุณภาพสินค้า ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความสามารถในการปรับตัวเชิงกลยุทธ์และรักษาสภาพคล่อง  บริษัทฯ จึงเดินหน้าพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว”นายชูรัชฏ์ กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/946656/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0igWpx5C2eSVhv9JQnIH4G

  • เกาะติดสถานการณ์ข่าว ข่าวด่วน ข่าววันนี้ ข่าวล่าสุด เนชั่นทีวี | เนชั่นออนไลน์

    เกาะติดสถานการณ์ข่าว ข่าวด่วน ข่าววันนี้ ข่าวล่าสุด เนชั่นทีวี | เนชั่นออนไลน์

    logo

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378973465&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30ej2Z235BYA0FAmr_5IZC

  • กทพ.จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา)งานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

    กทพ.จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา)งานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

    กทพ.จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา)งานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

    ​วันนี้ (12 กุมภาพันธ์ 2569) นางสาวณัฐฐา กาสี รองผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (การเงิน บัญชี และพัฒนาธุรกิจ) ร่วมกับนายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา) งานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย ณ ห้องประชุมคอนเวนชั่น 1 แก้วสมุย รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมฯ จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน องค์กรเอกชน ด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบ องค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิชาการอิสระ สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไปที่ให้ความสนใจ รวมถึงผู้เข้าร่วมรับฟังผ่านทางออนไลน์ประมาณ 180 คน

    โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยนี้ เป็นทางเลือกให้ประชาชนผู้ใช้ทางได้รับความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางระหว่างฝั่งแผ่นดินใหญ่กับเกาะสมุยได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดย กทพ. ได้มอบหมายให้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด บริษัท เอ็ม เอ เอ คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท เอพซิลอน จำกัด และบริษัท เทสโก้ จำกัด ดำเนินการศึกษาฯ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2566 มีระยะเวลาดำเนินการศึกษา 36 เดือน (1,080 วัน) โดยในขณะนี้ได้ดำเนินการแล้วเสร็จตามขอบเขตงานทั้งหมด และได้นำมาจัดการประชุมเพื่อเสนอสรุปผลการศึกษาเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้จัดขึ้นเป็น 3 เวที เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างการมีส่วนร่วม ครอบคลุมทุกพื้นที่ของโครงการโดยเมื่อวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 จัดในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันนี้ พฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 จัดในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจะจัดที่เกาะสมุยเป็นเวทีสุดท้าย ในวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

    ข้อสรุปแนวเส้นทางและรูปแบบของโครงการฯ ที่มีความเหมาะสมที่สุด ทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจการลงทุน และสิ่งแวดล้อม มีจุดเริ่มต้นโครงการฯ บริเวณ กม.14+500 ของทางหลวงหมายเลข 4142 ในพื้นที่ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผ่านพื้นที่ตำบลควนทอง ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช และไปสิ้นสุดโครงการฯ โดยเชื่อมต่อกับทางหลวง หมายเลข 4170 ที่ กม.9+000 บริเวณตำบลตลิ่งงาม อำเภอเกาะสมุย ระยะทางรวม 37.41 กิโลเมตร ถนนของโครงการฯ ในช่วงที่ตัดผ่านพื้นที่อำเภอดอนสัก มีรูปแบบเป็นทางพิเศษระดับดินขนาด 4 ช่องจราจร มีรั้วกั้นตลอดแนวเส้นทางโครงการทั้งสองฝั่ง เพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ทางพิเศษ และมีทางบริการทั้ง 2 ด้าน เพื่ออำนวยความสะดวก โดยจะใช้เขตทางเพื่อก่อสร้างทางพิเศษกว้าง 70 เมตร ทั้งตลอดเส้นทางมีที่ดินของเอกชนที่ต้องเวนคืนที่ดิน จำนวน 277 แปลง และมีอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ จำนวน 45 หลัง เฉพาะในพื้นที่โครงการในเขตอำเภอดอนสัก มีที่ดินที่ต้องเวนคืนจำนวน 55 แปลง และสิ่งปลูกสร้างที่ต้องรื้อย้าย จำนวน 9 หลัง ซึ่งในที่ประชุมระบุว่าการทดแทนราคาที่ดินจะอ้างอิงตามราคาซื้อขายกันในท้องตลาดในปีที่มีการเวนคืน ในขณะที่สิ่งปลูกสร้างที่ถูกรื้อย้ายจะได้รับค่าทดแทนในราคาประเมินสำหรับปลูกสร้างนั้นในปีที่มีการเวนคืน และยังมีการทดแทนไม้ผลไม้ยืนต้น ตลอดจนผลผลิตและความเสียหายอื่น ๆ อย่างเป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2562

    ความโดดเด่นของทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยนี้ คือ ช่วงโครงสร้างสะพานข้ามทะเลที่มีระยะทางราว 22 กิโลเมตร ที่จะมีช่วงก่อสร้างสะพานขึง ที่มีเสาสูงถึง 135 เมตร มีความยาวช่วงสะพานประมาณ 300 เมตร และมีความสูงของช่องลอดใต้ช่วงกลางมากกว่า 50 เมตรจากความสูงระดับน้ำทะเลปานกลาง เพื่อให้เรือขนาดใหญ่สามารถลอดผ่านได้อย่างปลอดภัย ด้วยการออกแบบตามมาตรฐานสากลให้มีเสถียรภาพมากที่สุดภายใต้แรงลมและแรงแผ่นดินไหว และมีสถาปัตยกรรมที่สวยงามและจะเป็นแลนด์มาร์คใหม่ที่ส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของเกาะสมุย

    ทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยจะมีด่านเก็บค่าผ่านทางบนแนวเส้นทางโครงการที่ กม.8+500 ในบริเวณดังกล่าวยังประกอบด้วยอาคารศูนย์ควบคุมทางพิเศษ (CCB) อาคารกู้ภัยและซ่อมบำรุง รวมถึงที่พักริมทาง (Rest Area) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ทางพิเศษทั้งทิศทางขาไป-ขากลับเกาะสมุย

    มูลค่าลงทุนของโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย รวมทั้งสิ้น 74,044 ล้านบาท เมื่อเปิดใช้บริการ คาดว่าจะมีปริมาณจราจรที่ใช้โครงการ ณ ปีเปิดให้บริการ (ปีงบประมาณ 2577) เท่ากับ 3,049 คันต่อวัน จัดเก็บค่าผ่านทางแยกตามประเภทของรถในอัตราเดียวกันตลอดทั้งโครงการ (Flat Rate) โดยในที่ประชุมได้เสนอว่า อัตราค่าผ่านทาง ณ ปีเปิดให้บริการ (ปีงบประมาณ 2577) สำหรับรถ 4 ล้อ รถ 6-10 ล้อ และรถมากกว่า 10 ล้อ เท่ากับ 1,000 2,000 และ 3,000 บาทต่อคันตามลำดับ คิดเป็นรายได้ค่าผ่านทาง 3.25 ล้านบาทต่อวัน และกำหนดให้ปรับอัตราค่าผ่านทางทุก ๆ 5 ปี

    โดยคาดการณ์ว่าปริมาณจราจรในปีที่ 30 (ปีงบประมาณ 2606) เท่ากับ 10,339 คันต่อวัน คิดเป็นรายได้ค่าผ่านทาง 14.11 ล้านบาทต่อวัน โดยมีรายได้ค่าผ่านทางรวมภาษีมูลค่าเพิ่มตลอด 30 ปี ประมาณ 80,108 ล้านบาท โครงการ ฯ นี้ นอกจากจะเป็นทางพิเศษเชื่อมแผ่นดินกับเกาะที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อโครงข่ายการเดินทางที่มีประโยชน์สูงสุดเป็นที่ยอมรับของผู้เกี่ยวข้อง ดังกล่าวแล้ว ยังมีการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานสาธารณูปโภค

    ในการที่จะนำระบบไฟฟ้า ประปา และสื่อสารข้ามทะเลจากฝั่งแผ่นดินใหญ่มายังเกาะสมุยบนโครงสร้างสะพานเชื่อมเกาะสมุย ซึ่งจะทำให้ชาวเกาะสมุยมีระบบสาธารณูปโภคที่มั่นคง สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี สนับสนุนการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้เต็มประสิทธิภาพ

    หลังจากการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 3 (สรุปผลการศึกษา) ครั้งนี้แล้ว กทพ. จะมีการจัดทำการทดสอบความสนใจของนักลงทุน (Market Sounding) และจะเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินการเพื่อพัฒนาโครงการฯ โดยดำเนินการขออนุมัติรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และขออนุมัติดำเนินโครงการต่อไป คาดว่าจะสามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ในปี พ.ศ. 2572 และเปิดให้บริการปลายปี พ.ศ. 2576

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/66464&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36pg5cxVJIX4OFAzM3opHM

  • อบจ.อุดรธานีหนุนเวทีการศึกษา “พังงูวิทยา” เปิดโลกวิชาการ โชว์ 9 นิทรรศการผลงานนักเรียน

    อบจ.อุดรธานีหนุนเวทีการศึกษา “พังงูวิทยา” เปิดโลกวิชาการ โชว์ 9 นิทรรศการผลงานนักเรียน

    อบจ.อุดรธานี จัดโครงการเปิดโลกวิชาการ โรงเรียนพังงูวิทยา อบจ.อุดรธานี 5 เปิดเวทีให้นักเรียนแสดงศักยภาพผ่าน 9 นิทรรศการ 9 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เสริมความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ยกระดับคุณภาพการศึกษาในท้องถิ่น

    วันที่ 12 ก.พ.69 นายศราวุธ เพชรพนมพร นายก อบจ.อุดรธานี มอบหมายให้ นายรักสันติ์ ยางธิสาร ผอ.โรงเรียนพังงูวิทยา อบจ.อุดรธานี 5 นำคณะครู นักเรียน ดำเนินการจัดงานโครงการเปิดโลกวิชาการ การแสดงผลงานนักเรียนโรงเรียนพังงูวิทยา อบจ.อุดรธานี 5 ณ โรงเรียนพังงูวิทยา อบจ.อุดรธานี โดยมี นายนายศิวพร วงษ์ดี ส.อบจ.อุดรธานี อ.หนองหาน เขต 1 เป็นประธานกล่าวเปิดงาน นายธนวัฒน์ ขันธวิชัย ส.อบจ.อุดรธานี อ.ไชยวาน ร้อยตำรวจตรีบรรจง จันทะแจ่ม ส.อบจ.อุดรธานี อ.กู่แก้ว นายอินแต่ง แน่นอุดร ส.อบจ.อุดรธานี อ.ประจักษ์ศิลปาคม คณะผอ./รอง ผอ.โรงเรียนในสังกัด อบจ.อุดรธานีทั้ง 10 แห่ง คณะกรรมการสถานศึกษา คณะครูบุคลากรทางการศึษาโรงเรียนในพื้นที่บริการ แขกผู้มีเกียรติ นักเรียนและผู้เข้าร่วมงาน

    นายรักสันติ์ ยางธิสาร ผอ.โรงเรียนพังงูวิทยา อบจ.อุดรธานี 5 กล่าวว่า โครงการเปิดโลกวิชาการ การแสดงผลงานนักเรียน” เป็นกิจกรรมที่ทางโรงเรียนจัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.เพื่อเผยแพร่ ผลงานของนักเรียน และครูชุมชน 2.เพื่อเปิดโอกาส ให้นักเรียน ได้แสดงความรู้ความสามารถ ด้านวิชาการ ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ 3.เพื่อเป็นการสานความสัมพันธ์ ระหว่างผู้ปกครอง ชุมชน อย่างเหมาะสม และทั่วถึงในการพัฒนาการศึกษา 4.เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างบุคลากรภายในสถานศึกษา ระหว่างสถานศึกษากับผู้ปกครอง และชุมชน 5.เพื่อให้นักเรียนทุกคน ได้รับประสบการณ์ตรง จากการเข้าร่วมกิจกรรม”โครงการเปิดโลกวิชาการ การแสดงผลงานนักเรียน” มีกิจกรรมหลัก ทั้งหมด 9 นิทรรศการ 9 กลุ่มสาระการเรียนรู้ โดยใช้ฐานกิจกรรม ณ โรงเรียนพังงูวิทยา อบจ.อุดรธานี 5

    ด้านนายนายศิวพร วงษ์ดี ส.อบจ.อุดรธานี อ.หนองหาน เขต 1 ประธานในพิธี กล่าวว่า จากการกล่าวรายงาน การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เชื่อว่าช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้นักเรียนได้มีพื้นที่ในการแสดงออกถึงความรู้ความสามารถทางวิชาการในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ พร้อมทั้งเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่ผลงานอันโดดเด่นของทั้งคณะครูและนักเรียนสู่สายตาชุมชน ซึ่งนับเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี และยังเป็นโอกาสอันดีในการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถานศึกษากับผู้ปกครองและคนในท้องถิ่นให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และขอชื่นชมความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาการศึกษา งานเปิดโลกวิชาการไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงนิทรรศการเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้เรียนในทุกมิติ นอกจากนี้ยังได้แสดงความขอบคุณไปยังผู้บริหารโรงเรียนในสังกัด อบจ.อุดรธานี และผู้อำนวยการโรงเรียนในเขตพื้นที่บริการทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจในศักยภาพของโรงเรียนพังงูวิทยา ด้วยการนำนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในครั้งนี้ ซึ่งทางสมาคมฯ และโรงเรียนมีความคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความเชื่อมั่นนี้จะส่งผลให้ผู้ปกครองและสถานศึกษาเครือข่ายส่งต่อบุตรหลานมาศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ณ สถานศึกษาแห่งนี้ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/128933&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XHM3NmTSJWTobYdaCXYqe

  • index

    index

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://pr-bangkok.com/%3Fp%3D574603&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VZjMgLcsNd-9hbdmfyaQ7

  • เมื่ออินเดียปั้นซอฟต์แวร์โลก: กลยุทธ์ ‘โซโฮ-เมเนจเอนจิน’ กับโจทย์เอไอในองค์กรยุคใหม่

    เมื่ออินเดียปั้นซอฟต์แวร์โลก: กลยุทธ์ ‘โซโฮ-เมเนจเอนจิน’ กับโจทย์เอไอในองค์กรยุคใหม่

    การแข่งขันของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์องค์กรในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนผู้ใช้งานหรือความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี หากแต่เป็นการแข่งขันเชิงโครงสร้างธุรกิจ ตั้งแต่แหล่งเงินทุน รูปแบบการลงทุน การจัดการต้นทุน ไปจนถึงวิธีนำเอไอมาใช้งานในระบบที่มีความซับซ้อนสูง 

    ท่ามกลางบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เติบโตด้วยเงินลงทุนมหาศาลและแรงกดดันจากตลาดทุน โซโฮ คอร์ปอเรชัน (Zoho Corporation) ซึ่งมีจุดกำเนิดจากเมืองเชนไน ตั้งอยู่ในรัฐทมิฬนาดู ประเทศอินเดีย เป็นตัวอย่างของบริษัทซอฟต์แวร์ที่เลือกแนวทางดังกล่าว 

    จากบริษัทวิศวกรสู่ระบบนิเวศซอฟต์แวร์

    โซโฮ คอร์ปอเรชัน ก่อตั้งขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1990 โดยกลุ่มวิศวกรชาวอินเดีย ภายใต้เป้าหมายการสร้างบริษัทซอฟต์แวร์ระดับโลกจากประเทศกำลังพัฒนา แทนที่จะมุ่งสร้างผลิตภัณฑ์เพียงตัวเดียวแล้วขยายขนาดอย่างรวดเร็ว

    โซโฮเลือกสร้างระบบนิเวศซอฟต์แวร์ที่ครอบคลุมปัญหาการทำงานขององค์กรในหลายมิติ ตั้งแต่ระบบอีเมล การทำงานร่วมกัน ระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์ ระบบบัญชี ไปจนถึงซอฟต์แวร์จัดการไอที

    เชเลช เดวีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งโซโฮ คอร์ปอเรชัน อธิบายว่า โครงสร้างดังกล่าวทำให้โซโฮไม่พึ่งพารายได้จากผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งเป็นหลัก แต่กระจายความเสี่ยงไปยังซอฟต์แวร์หลายกลุ่ม แนวคิดนี้แตกต่างจากบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากที่เติบโตจากผลิตภัณฑ์เรือธงเพียงไม่กี่รายการ และต้องเร่งขยายตลาดเพื่อรักษาอัตราการเติบโต

    อีกแกนสำคัญของโครงสร้างโซโฮคือ การไม่รับเงินลงทุนจากภายนอก บริษัทไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์และไม่ระดมทุนจากกองทุนร่วมลงทุน การเติบโตทั้งหมดใช้รายได้ที่เกิดขึ้นจริงเป็นฐาน การตัดสินใจเช่นนี้ช่วยลดแรงกดดันด้านผลประกอบการระยะสั้น และเปิดพื้นที่ให้บริษัทลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่เห็นผลตอบแทนในทันที

    ในเชิงต้นทุน โซโฮเลือกกระจายสำนักงานออกจากเมืองศูนย์กลางไปยังเมืองรองและพื้นที่นอกเขตเมือง ทั้งในอินเดียและประเทศอื่นๆ นโยบายนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสถานที่ทำงาน แต่สะท้อนวิธีคิดด้านเศรษฐศาสตร์องค์กร ตั้งแต่การลดค่าครองชีพของพนักงาน การรักษาบุคลากรในระยะยาว ไปจนถึงการควบคุมต้นทุนโครงสร้างที่ไม่ถูกผลักไปยังลูกค้า

    เมื่ออินเดียปั้นซอฟต์แวร์โลก: กลยุทธ์ ‘โซโฮ-เมเนจเอนจิน’ กับโจทย์เอไอในองค์กรยุคใหม่

    เมเนจเอนจิน หน่วยธุรกิจไอทีองค์กร 

    ราเจช คเณศัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเมเนจเอนจิน (ManageEngine) เล่าย้อนถึงช่วงต้นทศวรรษ 2000 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบริษัท หลังวิกฤตฟองสบู่ดอทคอมทำให้ลูกค้าหลักในธุรกิจโทรคมนาคมหายไปจำนวนมาก “ตอนนั้นเราต้องถามตัวเองว่า ปัญหาที่แท้จริงขององค์กรคืออะไร และเราจะแก้มันได้อย่างไรด้วยทรัพยากรที่มีอยู่” เขากล่าว

    คำตอบในเวลานั้นคือ การจัดการระบบไอทีภายในองค์กร คเณศันอธิบายว่า ซอฟต์แวร์จัดการไอทีที่มีอยู่ในตลาดมีราคาสูงและซับซ้อนเกินไปสำหรับองค์กรจำนวนมาก เมเนจเอนจินจึงเลือกพัฒนาเครื่องมือที่ผู้ดูแลระบบสามารถดาวน์โหลด ติดตั้ง และใช้งานได้เอง

    “เราพยายามลดการพึ่งพาที่ปรึกษา และทำให้ไอทีเป็นสิ่งที่องค์กรควบคุมได้จริง” เขากล่าว

    ตลอดเวลากว่า 20 ปี คเณศันมองว่า แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปจากระบบติดตั้งภายในองค์กรสู่คลาวด์ และเข้าสู่ยุคเอไอ แต่โจทย์พื้นฐานยังเหมือนเดิม “ผู้บริหารไม่ได้ถามว่าเทคโนโลยีใหม่แค่ไหน แต่ถามว่าระบบจะล่มไหม ปลอดภัยหรือเปล่า และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายหรือไม่” เขากล่าว

    คเณศันระบุว่า บทบาทของฝ่ายไอทีในองค์กรจึงขยับจากงานหลังบ้าน มาเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับความต่อเนื่องทางธุรกิจโดยตรง และซอฟต์แวร์จัดการไอทีก็ต้องปรับตัวตามบทบาท

    การนำเอไอมาใช้ในซอฟต์แวร์องค์กรมีลักษณะแตกต่างจากเอไอสำหรับผู้บริโภคทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ เอไอในบริบทองค์กรต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดด้านข้อมูล ความเป็นส่วนตัว และกฎระเบียบ ขณะเดียวกันต้องสามารถอธิบายเหตุผลของผลลัพธ์ เพื่อให้ผู้บริหารและฝ่ายไอทีใช้ประกอบการตัดสินใจได้

    โซโฮและเมเนจเอนจินพัฒนาเอไอภายในองค์กร และฝังเอไอไว้ในกระบวนการทำงาน เช่น การตรวจจับความผิดปกติของระบบ การประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และการช่วยจัดลำดับความสำคัญของงาน แนวทางนี้สะท้อนมุมมองว่า เอไอไม่ใช่ฟีเจอร์ที่แยกออกมาเพื่อการตลาด แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการจัดการองค์กร

    หันกลับมามองตลาดเอเชีย

    อรุณ กุมาร รองประธานฝ่ายปฏิบัติการรายได้ของเมเนจเอนจิน มองว่า ตลาดเอเชียกำลังกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่การเติบโตสำคัญของซอฟต์แวร์องค์กรในช่วงหลายปีข้างหน้า แต่เป็นการเติบโตที่มีลักษณะเฉพาะ ไม่สามารถใช้สูตรเดียวกับตลาดสหรัฐ หรือยุโรปได้

    “สิ่งที่เราเห็นชัดมากในเอเชีย คือองค์กรไม่ได้เริ่มจากจุดเดียวกัน บางประเทศเพิ่งเริ่มย้ายระบบขึ้นดิจิทัล ขณะที่บางประเทศเริ่มพูดถึงเอไอแล้ว แต่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในภูมิภาคเดียว” อรุณกล่าว

    พร้อมอธิบายว่า ความหลากหลายดังกล่าวทำให้เมเนจเอนจินต้องออกแบบกลยุทธ์ตลาดที่ยืดหยุ่นมากกว่าการผลักโซลูชันแบบเดียวไปทุกประเทศ

    ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ องค์กรจำนวนมากยังคงใช้งานระบบไอทีแบบผสม ทั้งระบบติดตั้งภายในองค์กรและระบบคลาวด์ “ถ้าเรานำซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อคลาวด์อย่างเดียวเข้าไป มันจะไม่ตอบโจทย์องค์กรเหล่านี้” อรุณกล่าว พร้อมย้ำว่า เมเนจเอนจินจึงต้องพัฒนาโซลูชันที่รองรับการเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่บังคับให้ลูกค้ากระโดดข้ามขั้น

    เมื่อถูกถามถึงบทบาทของเอไอในตลาดเอเชีย อรุณมองว่า เอไอควรถูกใช้เพื่อช่วยลดภาระงานของฝ่ายไอที มากกว่าการเพิ่มความซับซ้อนให้ระบบ “ถ้าเอไอทำให้ผู้ดูแลระบบต้องเรียนรู้อะไรใหม่มากขึ้น นั่นอาจไม่ใช่เอไอที่เหมาะกับตลาดนี้”  

    โดยเสริมว่า เอไอในซอฟต์แวร์องค์กรควรทำงานอยู่เบื้องหลัง เช่น การช่วยคัดกรองเหตุผิดปกติ หรือจัดลำดับความสำคัญของปัญหา

    อรุณยังชี้ให้เห็นว่า การตัดสินใจลงทุนด้านไอทีขององค์กรในเอเชียมักเกี่ยวข้องกับผู้บริหารหลายฝ่าย ไม่ใช่เพียงฝ่ายเทคนิค “ผู้บริหารมองทั้งเรื่องต้นทุน ความเสี่ยง และผลกระทบต่อธุรกิจ ซอฟต์แวร์จึงต้องอธิบายคุณค่าได้ชัด ไม่ใช่แค่บอกว่าใช้เทคโนโลยีใหม่” เขากล่าว
    ในเชิงกลยุทธ์

    เมเนจเอนจินเลือกใช้พันธมิตรท้องถิ่นเป็นหัวใจของการขยายตลาดเอเชีย อรุณอธิบายว่า พันธมิตรเหล่านี้ไม่เพียงทำหน้าที่ขายซอฟต์แวร์ แต่ช่วยอธิบายบริบทการใช้งานจริงขององค์กรในแต่ละประเทศ ตั้งแต่กฎระเบียบ ภาษา ไปจนถึงโครงสร้างการตัดสินใจภายในองค์กร “ถ้าไม่มีพันธมิตร เราจะไม่เข้าใจตลาดเร็วพอ” เขากล่าว

    เขาย้ำว่า เอเชียไม่ใช่ตลาดที่เติบโตเร็วเพราะกระแสเอไอเพียงอย่างเดียว แต่เป็นตลาดที่เติบโตจากความต้องการพื้นฐานด้านเสถียรภาพและความปลอดภัยของระบบไอที

    “ก่อนจะพูดถึงเอไอ องค์กรต้องมั่นใจว่าระบบจะไม่ล่ม ข้อมูลจะไม่รั่ว และต้นทุนจะไม่บานปลาย” อรุณกล่าว

    มุมมองของอรุณสะท้อนภาพการเติบโตของซอฟต์แวร์องค์กรในเอเชีย ที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความเร็วหรือเทคโนโลยีล่าสุดเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับบริบทท้องถิ่น และการใช้เอไออย่างเหมาะสมกับระดับความพร้อมขององค์กร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1220992&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw260v5TzA6jvOEAQKK6Nw0E

  • รมว.ดีอี ลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ รับฟังแผนพร้อมเตรียมรับมือภัยพิบัติ

    รมว.ดีอี ลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ รับฟังแผนพร้อมเตรียมรับมือภัยพิบัติ

    ไอที

    รมว.ดีอี ลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ รับฟังแผนพร้อมเตรียมรับมือภัยพิบัติ

    วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.42 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วยนายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี และประธานกรรมการ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)  นางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี ร่วมตรวจเยี่ยม บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ณ ศูนย์บริการ NT หาดใหญ่ 2 (สถานีควนลัง) พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปเหตุการณ์และสถานการณ์ภัยพิบัติ ตลอดจนแผนรองรับวิกฤตการณ์ผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และจังหวัดสงขลาและรายงานผลการดำเนินงานด้านการเตรียมความพร้อมเชิงรุก โดยมี นายศุภกิจ ยอดแก้ว ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มขายและปฏิบัติการลูกค้า ภาคใต้ พร้อมคณะผู้บริหาร NT และเครือข่ายทีมอาสาสมัครวิทยุสมัครเล่น

    โดย NT ได้รายงานการร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ภายหลังน้ำท่วมลด NT ได้เร่งฟื้นฟูระบบสื่อสารหลักติดตั้งระบบสำรองไฟและให้บริการสนับสนุนด้านการสื่อสารแก่ประชาชนและโรงพยาบาลสนามในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และจังหวัดสงขลา NT มีแผนรับมือวิกฤตน้ำท่วมและการฟื้นฟูหลังนำลด โดยเมื่อมีผลกระทบจากอุทกภัยทำให้ระบบสื่อสารหลักหยุดชะงักต้องตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ทำให้สัญญาณอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์ใช้งานไม่ได้ในพื้นที่วิกฤตรวมถึงทำให้ทรัพย์สินและอุปกรณ์โทรคมนาคมเสียหาย อุปกรณ์จมน้ำ อาทิ UPS แบตเตอรี่ และตู้ชุมสาย ต้องทำการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ NT มีแผนสำรอง โดยได้จัดส่งรถโมบายสื่อสารลงพื้นที่ ใช้รถโมบาย (DTRS) เพื่อทดแทนสถานีฐาน ที่ไม่สามารถให้บริการได้ชั่วคราว เตรียมความพร้อมระบบพลังงานสำรองใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและแบตเตอรี่ในพื้นที่เสี่ยงเพื่อยืดเวลาการให้บริการ (วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569) 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/465852&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UGo1E5Jt8U5Yz86na3DgW

  • กมธ.เศรษฐกิจ ชี้ไทย อยู่ภาวะต้มกบ แนะ ‘รบ.ใหม่’ เร่งเครื่องแก้ไข

    กมธ.เศรษฐกิจ ชี้ไทย อยู่ภาวะต้มกบ แนะ ‘รบ.ใหม่’ เร่งเครื่องแก้ไข

    “กมธ.เศรษฐกิจ” วุฒิสภา ห่วง ดัชนีคอร์รัปชันไทย ตกต่ำ กระทบลงทุน พร้อมมองไทยอยู่ในภาวะต้มกบ แนะ “รัฐบาลใหม่” เร่งเครื่องแก้ศก. ห่วง ปี71 วิกฤตหนี้สาธารณะพุ่ง

    ที่รัฐสภา คณะอนุกรรมาธิการ(กมธ.)ด้านการคลัง ใน กมธ.การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา จัดสัมมนาเรื่อง ภาษีไทย  ถึงเวลาปรับโครงสร้างภาษี เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานภาคที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมฟังการเสวนาในครั้งนี้ด้วย อาทิ กรมสรรพากร สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นต้น 

    โดย น.ส.ชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย ประธานอนุ กมธ.ด้านการคลัง กล่าวว่า ความท้าทายที่รอรัฐบาลชุดใหม่ คือปัญหางบขาดดุลต่อเนื่อง หนี้เพิ่ม ทั้งหนี้ครัวเรือ หนี้สาธารณะ หนี้ธุรกิจ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก และต้นทุนที่สูงสำหรับการทำเศรษฐกิจสีเขียว นอกจากนั้นสิ่งสำคัญคือ ความโปร่งใสของประเทศไทย ซึ่งองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ  รายงานดัชนีว่าลำดับของไทยแย่ลงจากเดิม โดยปัจจุบันประเทศไทยจัดอยู่ในลำดับที่ 116 สะท้อนความเชื่อมั่นในการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ 

    ด้านนายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีต รมช.คลัง ฐานะที่ปรึกษาประจำกมธ.เศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่มอาการต้มกบ เป็นลักษณะว่าเกิดความเสียหายต่อเนื่องอย่างช้า โดยขณะนี้พบว่าเด็กไทยเกิดใหม่น้อยลง ไม่เกิน 4 แสนคนต่อปี ส่งผลต่อแรงงานในอนาคตที่จะลดลง เช่นเดียวกับหลายประเทศเจอกับปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้ในฝั่งตะวันตกแก้ไขโดยให้คนอพยพจากที่อื่นมาอยู่ นอกจากนี้ ยังพบว่าคนไทยอายุยืนขึ้น แต่รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ งานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าเมื่อเกษียณอายุต้องมีเงินเก็บมากกว่า 3 ล้านบาท แต่ปัจจุบันกลุ่มคนเกษียณที่มีเงินจำนวนดังกล่าวยังน้อยมาก 

    นายพิสิฐ กล่าวต่อว่า ตนขอให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ไขปัญหา โดยการกระตุ้นให้กลุ่มคนเจริญพันธุ์ยอมมีลูก ผ่านกลไกลดหย่อนภาษีจากปัจจุบันที่ช่วยเหลืออยู่ 30,000 บาท เป็น 500,000 บาท และเสนอให้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม จาก 7% เป็น 10 % โดยกฎหมายเปิดช่องให้ทำได้  ไม่ต้องเสียเวลาศึกษา เพียงแต่ที่ผ่านมารัฐบาลประกาศเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพียง 7%เท่านั้น

    “ทั้งนี้ ส่วนต่าง 3%ที่เก็บได้ให้นำเข้าบัญชีประชาชนที่ซื้อของ โดยรัฐบาลจะมีเงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาทเก็บในรูปแบบกองทุนหรือซื้อพันธบัตรรัฐบาล เพื่อนำไปอุดหนุนเบี้ยผู้สูงอายุ เดือนละ 3,000 บาท สามารถช่วยเหลือค่าครองชีพที่สูง และเกิดการกระตุ้นจีดีพี”นายพิสิษฐ์ กล่าว

    ขณะที่ นายวริทธิ์ พิพิธพจนการณ์ เลขานุการ อนุกมธ.ด้านการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์การเงินการคลังของประเทศว่า ในปี 2569 คาดการณ์งบขาดดุลถึง 4.4 % แผนการคลังระยะปานกลางคาดการณ์ทิศทางหนี้สาธารณะมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยจุดวิกฤตจะอยู่ที่ปี 2571 อยู่ที่  69.78% จึงขอฝากความหวังไว้กับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะออกชุดนโยบายเศรษฐกิจที่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและธุรกิจรูปแบบใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1220985&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uBqPzHbzJYGEMgCdaR6Jc