Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • SCCC โชว์นวัตกรรมรักษ์โลก ในงาน SITE 2026 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้สู่ความยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCCC โชว์นวัตกรรมรักษ์โลก ในงาน SITE 2026 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้สู่ความยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – “กลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง” ร่วมโชว์นวัตกรรมรักษ์โลกภายในงาน “Southern Innovation Technology Expo 2026” (SITE 2026) เปิดมุมมองนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อชีวิตที่ดีและยั่งยืน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้หลังประสบอุทกภัย พร้อมจัดกิจกรรม “INSEE Low Carbon Concrete Competition 2026” การแข่งขันคอนกรีตคาร์บอนต่ำระดับอุดมศึกษา ครั้งที่ 2 เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาได้โชว์ฝีมือและทักษะงานช่าง พร้อมสร้างความตระหนักในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และใช้ผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    นายมนตรี นิธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจปูนซีเมนต์ของประเทศไทย บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากความมุ่งมั่นของ กลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง ในการขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง โดยได้เข้าร่วมงาน “Southern Innovation Technology Expo 2026” (SITE 2026) มหกรรมแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ ที่จัดโดย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 5-8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเปิดมุมมองนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดีและยั่งยืนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้านการแพทย์และสุขภาพ ดิจิทัล อาหารและการเกษตร พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อฟื้นฟูและยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้ไปสู่ระดับสากลในอนาคต

    ในปีนี้ กลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง ร่วมออกบูธเพื่อแสดงนวัตกรรมภายใต้แนวคิด “ชีวิตที่ดี…สร้างได้ด้วยความสุขที่บ้าน บ้านที่สร้างจากวัสดุและโครงสร้างที่แข็งแกร่ง” ที่สะท้อนถึงการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อชีวิตที่ดี โดยให้ความสำคัญใน 3 ด้านคือ “ก่อสร้าง” (Foundation of Life) รากฐานของชีวิตที่มั่นคงปลอดภัย “เสริมสร้าง” (Foundation of people) รากฐานของศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ และ “สรรค์สร้าง” (Foundation of community) รากฐานของชุมชนที่ยั่งยืน พร้อมทั้งนำเสนอนวัตกรรมรักษ์โลก ได้แก่ ปูนซีเมนต์และคอนกรีต “คาร์บอนต่ำ” เพื่อยกระดับการก่อสร้างให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    ทั้งนี้ ยังได้ถ่ายทอดแนวคิดการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน หรือ Eco-Living ผ่านกิจกรรมเรียนรู้แนวคิดแยกขยะง่ายๆ เริ่มต้นได้ที่บ้านคุณ รวมถึงจัดกิจกรรมสร้างสุข (Fit & Fun) ให้ผู้ร่วมงานได้ร่วมสนุกกับ INSEE Career Fit, Culture Fit, Body Fit และ INSEE Challenge for Charity เพื่อสมทบทุนและฟื้นฟูโรงเรียนวัดท่านางหอม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยครั้งที่ผ่านมา ตลอดจนกิจกรรมเวิร์กชอปและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อให้ผู้ร่วมงานสนุกกับกิจกรรม DIY พร้อมทั้งแนะนำโครงการ “อินทรีเพื่อชุมชน” สู่ความยั่งยืน เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกับสังคมและสิ่งแวดล้อม

    นอกจากนั้น ยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและความคิด ผ่านการเสวนาในหัวข้อ “นวัตกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีตเพื่อโลกและสุขภาวะที่ยั่งยืน” โดยมี นายมนตรี นิธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจปูนซีเมนต์ของประเทศไทย และ นายสิทธิศักดิ์ เล้าจินตนาศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จ บริษัท นครหลวงตอนกรีต จำกัด ร่วมเสวนาในครั้งนี้ เพื่อถ่ายทอดแนวคิดและองค์ความรู้เชิงลึกในด้านทิศทาง แนวโน้มและความต้องการของตลาด รวมถึงทิศทางองค์กรในเรื่องการขับเคลื่อนการก่อสร้างที่ยกระดับสู่ความยั่งยืนของกลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง

    นายมนตรี กล่าวว่า “ปูนซีเมนต์นครหลวง” ได้จัดกิจกรรม “INSEE Low Carbon Concrete Competition 2026” การแข่งขันคอนกรีตคาร์บอนต่ำระดับอุดมศึกษา ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 7-8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ลานดินสอ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยในปีนี้ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำมาใช้ในการแข่งขัน เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จาก 3 มหาวิทยาลัยที่ทางบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวงได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ในการสนับสนุนการศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้แสดงทักษะและฝีมืองานช่าง โดยใช้ปูนอินทรีเพชรพลัสซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต มีค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์น้อยกว่าปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ทั่วไปมากกว่า 50 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหนึ่งตันซีเมนต์ ในการแข่งขัน โดยผู้เข้าแข่งขันทั้ง 2 ทีมจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้รับรางวัลชนะเลิศทั้งในการแข่งขันประเภท “คาร์บอนต่ำ” และ “กำลังอัดแม่นยำ”

    การสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้ เกิดจากความมุ่งมั่นและตั้งใจของ กลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง ในการพัฒนานวัตกรรมรักษ์โลก เพื่อยกระดับการก่อสร้างของไทยให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการมีส่วนร่วมกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อเดินหน้าไปสู่เป้าหมายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในปี 2573

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/12/616755/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3L-jjzjIasCfkaqBYFu5VQ

  • ตรีนุช พลังประชารัฐ – รังษี พรรคเศรษฐกิจ ปรากฏตัวก่อนประชุมสส.พรรคภูมิใจไทย

    ตรีนุช พลังประชารัฐ – รังษี พรรคเศรษฐกิจ ปรากฏตัวก่อนประชุมสส.พรรคภูมิใจไทย

    วันนี้ (12 กุมภาพันธ์) บรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทย ก่อนจะมีการประชุมครั้งแรก เพื่อหารือหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ท่ามกลางการจับตามองว่า ในการประชุมวันนี้อาจมีการส่งสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางการจัดตั้งรัฐบาล และการรวบรวมเสียงสนับสนุนจากพรรคพันธมิตรอื่นๆ



    เวลา 10.50 น. ตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เดินทางมาที่พรรคภูมิใจไทย โดยสื่อมวลชนพยายามสอบถามว่า ที่เดินทางมาวันนี้เป็นการแสดงจุดยืน ว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่นั้น มาในฐานะพรรคร่วม และมาพูดคุย ส่วนแนวโน้มว่าจะร่วมรัฐบาลต่อใช่หรือไม่นั้น เดี๋ยวอัพเดทกัน ก่อนจะเดินขึ้นชั้นบนของที่ทำการพรรค

    จากนั้น เวลา 11.30 น. พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ เดินทางเข้ามามายัง พรรคภูมิใจไทย โดยมี ชาดา ไทยเศรษฐ์ แกนนำภาคภูมิใจไทยต้อนรับ ชาดา ระบุว่าเชิญ พล.อ.รังษี มาพูดคุยเส้นทางทางการเมือง ต้องปรึกษาท่านเพราะท่านมีประสบการณ์เรื่องชายแดน

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าเป็นการส่งสัญญาณชัดว่าจะร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ ชาดา กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดถึงตรงนั้น เพราะ สส. ยังไม่ได้รับรอง ส่วนนโยบายหลายอย่างทั้งสองพรรคไปในทิศทางเดียวกัน ชาดา ระบุว่า ขอให้ผู้ใหญ่ระดับนโยบายพรรคเป็นคนตอบกว่า แต่พรรค เศรษฐกิจก็เป็นพรรคที่เก่งและตนชื่นชมทุกพรรคการ ทุกพรรคการเมืองที่รอดเข้ามาและไม่รอด

    นอกจากนี้ชาดา ยังกล่าวถึงการเรียกร้องให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ ว่า หากไม่สบายใจก็นับใหม่ทั้งประเทศไปเลย จะได้รู้กันไปว่าสิ่งที่สงสัย กับสิ่งที่เป็นจริง หรือสิ่งที่ตัวเองกระทำ คนโกงจะได้เผยออกมา แต่หากไม่ได้โกงหรือไปว่าเขาแกล้งโกง จะได้ปรากฏความจริงออกมา


    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/trinuch-rangsee-bhumjaithai-government-negotiation/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gLvvZtn2EU7kICMPYTmht

  • รัฐบาลใหม่สะเทือน ‘เครดิตไทย’ ‘ฟิทช์ เรทติ้งส์’ เตือนต่อรองการเมืองฉุดแผนการคลัง

    รัฐบาลใหม่สะเทือน ‘เครดิตไทย’ ‘ฟิทช์ เรทติ้งส์’ เตือนต่อรองการเมืองฉุดแผนการคลัง

    รายงานฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) เผยเเพร่วันที่ 10 ก.พ.2569 ระบุถึงการประเมินผลการเลือกตั้งไทยสะท้อนความต่อเนื่องนโยบายจากรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย แม้จะตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ แต่ปัจจัยสำคัญที่กำหนด “อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ” (Sovereign Rating) ระยะต่อไป คือ นโยบายเศรษฐกิจ และการคลังของรัฐบาลชุดใหม่

    รายงานประเมินว่า พรรคภูมิใจไทย และพรรคพันธมิตรจะตั้งรัฐบาลผสมได้ ซึ่งลดความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะหยุดชะงักหลังเลือกตั้ง (Post-election disruption) เนื่องจากจำนวนที่นั่งในสภาที่เพิ่มขึ้นของพรรคภูมิใจไทย และพันธมิตรที่อาจเกิดขึ้น จะทำให้เกิดรัฐบาลที่มั่นคงมากกว่าอดีต

    รวมทั้งเสถียรภาพรัฐบาลผสมจะเป็นตัวกำหนดว่าไทยจะลดความไม่แน่นอนการเมืองเชิงโครงสร้าง และส่งมอบนโยบายการคลังที่คาดการณ์ได้หรือไม่ โดยที่ผ่านมาไทยมีประวัติศาสตร์ความไม่สงบทางการเมืองยาวนาน โดยนับตั้งแต่การเลือกตั้ง พ.ค.2566 เปลี่ยนผ่านนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน

    ประเด็นที่น่ากังวลคือ การเจรจาต่อรองระหว่างพรรคการเมืองในรัฐบาลผสมอาจทำให้การปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ล่าช้า และอาจทำให้แผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด

    ฟิทช์กำลังจับตาว่ารัฐบาลใหม่จะมุ่งเน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง หรือเน้นเพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น โครงการคนละครึ่ง ซึ่งมีต้นทุน 0.8% ของ GDP การสนับสนุน SMEs และการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน

    แม้มาตรการนี้ช่วยกระตุ้นอุปสงค์ระยะสั้น แต่หากไม่มีมาตรการชดเชยที่เหมาะสม การใช้จ่ายงบประมาณเพื่อผลักดันนโยบายของรัฐบาลผสมอาจทำให้การลดการขาดดุลเป็นไปได้ยากขึ้น

    สำหรับแผนการคลังระยะปานกลางฉบับปัจจุบัน ตั้งเป้าลดการขาดดุลงบประมาณจาก 4.4% ในปีงบประมาณ 2569 ให้เหลือ 2.1% ภายในปีงบประมาณ 2573 โดยคาดว่าหนี้สาธารณะจะแตะระดับสูงสุดในปี 2571

    อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ มองว่าแผนดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ “เป็นไปได้ยากในทางการเมือง” คือ การเตรียมขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นลำดับขั้น โดยปรับเป็น 8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และเป็น 10% ในปีงบประมาณ 2573

    ย้อนกลับไปเมื่อเดือนก.ย.2568 ฟิทช์ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยสู่ “เชิงลบ” เนื่องจากฐานะการคลังอ่อนแอลง ดังนั้น ความสามารถรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพหนี้สาธารณะต่อ GDP จึงสำคัญ

    ท้ายที่สุด หากรัฐบาลลดการขาดดุลไม่ได้ตามเป้าหมายจะบั่นทอนความเชื่อมั่น และอาจนำไปสู่การลดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยปัจจัยระยะสั้นต้องจับตาความสามารถรัฐบาลในการประสานมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจให้สอดคล้องแนวทางการลดขาดดุลที่น่าเชื่อถือ

    “เอกนิติ” ยืนยันรักษาวินัยการคลัง

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลรักษาการยังคงทำงานต่อเนื่องระหว่างรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจบนพื้นฐานในการรักษาวินัยการเงินการคลัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นภายใต้การจับตามองของจากต่างชาติ

    “วันนี้ทุกคนรู้ว่าประเทศต้องเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และที่สำคัญต้องอยู่บนวินัยการเงินการคลัง เพราะขณะนี้ต่างชาติกำลังจับตามองทิศทางของไทย ซึ่งเราขอยืนยันว่าจะไม่ดำเนินนโยบายในลักษณะประชานิยม”

    นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว โดยปีที่ผ่านมาเติบโตไม่ต่ำกว่า 2.2% และไตรมาส 4 ขยายตัวมากกว่า 1.8% สูงกว่าที่เคยกังวล สำหรับปี 2569 แม้ธนาคารโลกคาดโต 1.6% และคลังประเมินไว้ที่ 2% แต่รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันให้เศรษฐกิจกลับสู่ระดับศักยภาพ 3%

    สบน.ชี้ไม่กระทบแผนการคลังปี 70-73

    นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ข้อสังเกตในรายงานของฟิทช์ เรทติ้งส์ล่าสุดไม่น่ากังวลนักเพราะแนวโน้มการตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคเดิม รวมทั้งวางตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นคนเดิม

    ดังนั้นจึงเชื่อว่าการขับเคลื่อนแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ปี 2570-2573 ในการพยายามลดขาดดุลทางการคลังให้ไม่เกิน 3% ของ GDP ภายในปี 2572 และควบคุมหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ของ GDP จะทำได้ตามแผน

    “หากรัฐบาลทำได้ตามกรอบการคลังระยะปานกลางที่วางไว้คำเตือนของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือก็ไม่น่ากังวล และยังเป็นไปได้ที่ไทยจะได้รับการปรับมุมมองกลับเป็น Stable”

    ขาดดุลการคลังต่อเนื่องถึงปี 73

    รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังระบุว่า แผนการคลังระยะปานกลางปีงบประมาณ 2570-2573 ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาแล้ว ได้ประเมินรายได้รัฐบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่เมื่อเทียบกับรายจ่ายแล้วพบว่ายังอยู่ในภาวะขาดดุลการคลัง ดังนี้

    1.ปีงบประมาณ 2569 รายจ่าย 3.780 ล้านล้านบาท ขาดดุลการคลัง 860,000 ล้านบาท

    2.ปีงบประมาณ 2570 รายจ่าย 3.788 ล้านล้านบาท ขาดดุลการคลัง 788,000 ล้านบาท

    3.ปีงบประมาณ 2571 รายจ่าย 3.826 ล้านล้านบาท ขาดดุลการคลัง 681,000 ล้านบาท

    4.ปีงบประมาณ 2572 รายจ่าย 3.864 ล้านล้านบาท ขาดดุลการคลัง 590,000 ล้านบาท

    5.ปีงบประมาณ 2573 รายจ่าย 3.903 ล้านล้านบาท ขาดดุลการคลัง 481,000 ล้านบาท

    รัฐบาลใหม่สะเทือน ‘เครดิตไทย’ ‘ฟิทช์ เรทติ้งส์’ เตือนต่อรองการเมืองฉุดแผนการคลัง

    สัญญาณเตือนรัฐบาลก่อหนี้ใหม่

    รศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า รายงานของฟิทช์ เรทติ้งส์ กำลังบอกไทย และรัฐบาลว่าเสถียรภาพของรัฐบาล และการเมืองอย่างเดียวไม่พอ แต่การดำเนินนโยบายการคลัง และนโยบายเศรษฐกิจระยะกลางถึงระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญ และสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้ความสนใจ

    ทั้งนี้ ประเด็นที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุคือ การลดขาดดุลงบประมาณตามแผนการคลังระยะปานกลางปี 2570-2573 ทำได้ตามแผนที่วางไว้หรือไม่ โดยประเด็นที่รายงานฉบับนี้ระบุ เช่น นโยบายคนละครึ่งพลัส ที่จะดำเนินการระยะที่ 2 ซึ่งที่ผ่านมาใช้งบประมาณคิดเป็น 0.8% ของจีดีพีจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้มากแค่ไหน รวมทั้งมีโครงการอื่นที่จะทำให้จีดีพีขยายตัวต่อเนื่องได้อย่างไร

    นอกจากนั้นฟิทช์ เรทติ้งส์ให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ของประเทศ เช่น การขยายฐานภาษี เนื่องจากการจัดเก็บรายได้จากภาษีของประเทศไทยปัจจุบันลดลงจาก 17% ของ GDP เหลือเพียง 15% ของ GDP ซึ่งเป็นสัญญาณว่าความสามารถในการจัดเก็บรายได้จากภาษีของรัฐบาลลดลง

    ส่วนประเด็นที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ระบุว่าประเด็นการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของไทยที่ตามแผนการคลังระยะปานกลางได้กำหนดว่าจะทยอยขึ้น VAT ภายใน 2-3 ปี ในทางการเมืองจะทำได้หรือไม่ เพราะทางการเมืองในการขึ้นภาษีเป็นเรื่องทำได้ยาก

    รศ.ดร.อธิภัทร กล่าวว่า ประเด็นการขึ้นภาษีในกรณีที่รัฐบาลมีเสถียรภาพควรมองภาพการคลังในระยะยาว ซึ่งหากจำเป็นต้องขึ้น VAT ต้องดูภาพรวม เช่น มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ควบคู่การสร้างความเป็นธรรมให้ผู้จ่ายภาษีให้รู้สึกว่ารัฐบาลใช้เงินภาษีคุ้มค่า 

    แนะรัฐบาลเพิ่มฐานผู้เสียภาษี

    ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องวางแผนดึงคนเข้าระบบภาษีเพิ่มเติม โดยปัจจุบันจำนวนผู้อยู่ระบบภาษี และจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีเพียง 4.7-4.8 ล้านคน โดยอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตั้งแต่ปี (2557-2566) เฉลี่ยปีละ 1.8% ต่อปี ถือว่าภาครัฐไม่ประสบความสำเร็จดึงคนเข้าสู่ระบบภาษี รวมทั้งการปรับปรุงการลดหย่อนภาษีไม่ให้กระทบต่อรายได้ภาครัฐจนเกินไป

    สำหรับประเด็นน่าจับตามองในแผนการคลังระยะปานกลางอีกเรื่องคือ การควบคุมรายจ่ายภาครัฐ เนื่องจากรัฐบาลได้ระบุในแผนการคลังว่าจะควบคุมรายจ่ายของภาครัฐให้เพิ่มขึ้นปีละไม่เกิน 1% เพื่อไม่ให้กระทบต่อวินัยการคลัง

    ทั้งนี้ถือเป็นความท้าทายมากเนื่องจากที่ผ่านมาตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤติโควิด-19 รายจ่ายภาครัฐของไทยนั้นเพิ่มขึ้นปีละ 3-4% มาโดยตลอด ซึ่งหากจะควบคุมรายจ่ายภาครัฐ ก็จำเป็นต้องปรับปรุงงบประมาณรายจ่ายประจำที่คิดกินพื้นที่คิดเป็นประมาณ 70% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยต้องมีการทบทวนทั้งรายจ่ายในส่วนของเงินเดือนข้าราชการ สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น

    สำหรับข้อกังวลของฟิทช์ เรทติ้งส์ ถึงการมีรัฐบาลผสมอาจทำให้ไทยใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมนั้น ต้องการเห็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่จะเข้มแข็งมากพอที่จะบอกกับพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลว่าบางนโยบายที่เป็นประชานิยมใช้งบประมาณมากไม่ควรทำ เพราะการคลังกระทบเสถียรภาพการคลัง

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์   ศิลาวงษ์  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220897&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29tF6vQAjJXaPPeUoelEZD

  • True Corp อัปเกรด 5G 2600 MHz รับการท่องเที่ยวแบบดิจิทัล

    True Corp อัปเกรด 5G 2600 MHz รับการท่องเที่ยวแบบดิจิทัล

    ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในแหล่งท่องเที่ยวเชิงยุทธศาสตร์ ล่าสุดประกาศอัปเกรดเครือข่าย 5G บนคลื่นความถี่ 2600 MHz ครอบคลุมพื้นที่ “ทะเลบัวแดง” จ.อุดรธานี เพื่อรองรับปริมาณการใช้งานข้อมูล ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามรอยแคมเปญ Amazing Thailand ของ “ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล”

    จากการรายงานข้อมูล Mobility Data ของทรู พบสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้ใช้งานในพื้นที่ท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซัน ดังนี้

    • ยอดการใช้งาน 5G เติบโตขึ้นราว 40% หลังการเสริมสัญญาณ
    • กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ชาว “จีน” ครองแชมป์อันดับ 1 ที่มาเยือน ตามมาด้วยเนเธอร์แลนด์, ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น และลาว
    • Data Consumption นักท่องเที่ยวต่างชาติมียอดใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นประมาณ 30% สะท้อนถึงพฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบ Smart Travel

     batch_s__166780967_0

    ผลทดสอบความเร็วเพิ่มขึ้นสูงสุด 9.5 เท่า

    ทีมวิศวกรได้ทำการเพิ่มสัญญาณในจุดยุทธศาสตร์สำคัญรอบบึงหนองหาน เพื่อรองรับการใช้งานที่หนาแน่น (High Density) โดยผลการทดสอบสัญญาณเปรียบเทียบ (Field Test) พบตัวเลขประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    จุดทดสอบสัญญาณ ประสิทธิภาพความเร็ว 5G ที่เพิ่มขึ้น
    จุดถ่ายภาพไฮไลต์ (จุดสุดฮิต) เพิ่มขึ้น 9.5 เท่า
    ท่าเรือบ้านแชแล เพิ่มขึ้น 5.6 เท่า
    เกาะดอนหลวง (จุดถ่ายทำละคร) เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า
    ท่าเรือบ้านเดียม (ท่าเรือหลัก) เพิ่มขึ้น 4 เท่า

     s__166780969_0

    รองรับไลฟ์สไตล์ “High-Bandwidth”

    การอัปเกรดในครั้งนี้เน้นไปที่การเพิ่ม Capacity เพื่อรองรับพฤติกรรมการใช้งานที่ต้องการ Bandwidth สูงและ Latency ต่ำ เพื่อให้การเชื่อมต่อลื่นไหลในทุกกิจกรรม การอัปโหลดภาพและวิดีโอความละเอียดสูงบน Social Media รองรับการไลฟ์สตรีมมิ่งและวิดีโอคอลแบบไร้การสะดุด การใช้งานแอปนำทางและบริการดิจิทัลต่างๆ แบบเรียลไทม์

    การที่ True เลือกบริหารจัดการคลื่นความถี่แบบผสมผสาน ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวห่างไกล ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า TrueMove H และ dtac เท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐาน Digital Infrastructure ที่แข็งแกร่ง เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการดิจิทัลอย่างเท่าเทียมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/hitech/1621722/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Aor9oJDGGDHDlMYr_ebgy

  • ท่องเที่ยว ม.ค. 69 วูบ 11% จีนทวงแชมป์เบอร์ 1 ยอดทะลุ 4 แสนคน

    ท่องเที่ยว ม.ค. 69 วูบ 11% จีนทวงแชมป์เบอร์ 1 ยอดทะลุ 4 แสนคน

    รายงานข่าวจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยในช่วงเดือนแรกของปี 2569 (1–31 มกราคม) พบว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมรวมทั้งสิ้น 3,277,908 คน 

    ซึ่งตัวเลขดังกล่าวปรับตัวลดลง 11.63% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
     

    ท่องเที่ยว ม.ค. 69 วูบ 11% จีนทวงแชมป์เบอร์ 1 ยอดทะลุ 4 แสนคน

    อย่างไรก็ตาม ในแง่ของรายได้ภาคการท่องเที่ยวกลับขยายตัวสวนทางกับจำนวนนักท่องเที่ยว โดยสามารถสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ถึง 161,838 ล้านบาท (อ้างอิงตามแหล่งที่มาระบุ 161,838 แสนล้านบาท) เติบโตขึ้น 9.23% สะท้อนถึงการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวที่อาจเพิ่มสูงขึ้น

    สำหรับโครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวรายสัญชาติ พบการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจคือ ตลาดจีน ได้เดินทางเข้าไทยมากเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวน 400,321 คน แซงหน้ามาเลเซียที่มียอดสะสม 303,329 คน ในขณะที่ตลาดรัสเซียยังคงครองตำแหน่งตลาดระยะไกลที่สำคัญในอันดับที่ 3

    10 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย (1-31 ม.ค. 2569)

    1. จีน: 400,321 คน
    2. มาเลเซีย: 303,329 คน
    3. รัสเซีย: 272,959 คน
    4. อินเดีย: 231,184 คน
    5. เกาหลีใต้: 168,222 คน
    6. สหราชอาณาจักร: 128,575 คน
    7. สหรัฐอเมริกา: 120,284 คน
    8. เยอรมนี: 115,700 คน
    9. ฝรั่งเศส: 114,111 คน
    10. ไต้หวัน: 99,232 คน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/737899&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FMP4p_9GHqcTQ1XM1a8lU

  • เปิดสถิติ นักท่องเที่ยวต่างชาติ เดือน ม.ค. 2569 เดินทางเข้าไทย 3.27 ล้านคน ติดลบ 11%

    เปิดสถิติ นักท่องเที่ยวต่างชาติ เดือน ม.ค. 2569 เดินทางเข้าไทย 3.27 ล้านคน ติดลบ 11%

    กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในเดือน ม.ค. 2569 สะสม 3.27 ล้านคน ติดลบ 11% ตลาดจีนเบียดแซงมาเลเซียขึ้นอันดับ 1

    รายงานข่าวจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า สถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยในช่วง 1 เดือนแรกของปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ม.ค. พบว่ามีจำนวนสะสม 3,277,908 คน ลดลง 11.63% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 161,838 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.23%

    โดยตลาดนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมากเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือมาเลเซีย รัสเซีย ซึ่งเป็นตลาดระยะไกลที่แข็งแกร่ง ตามด้วยอินเดีย และเกาหลีใต้

    10 อันดับแรกของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในวันที่ 1-31 ม.ค. 2569

    1. จีน                           400,321 คน

    2. มาเลเซีย                  303,329 คน

    3. รัสเซีย                      272,959 คน

    4. อินเดีย                      231,184 คน

    5. เกาหลีใต้                  168,222 คน

    6. สหราชอาณาจักร       128,575 คน

    7. สหรัฐ                       120,284 คน

    8. เยอรมนี                    115,700 คน

    9. ฝรั่งเศส                    114,111 คน

    10. ไต้หวัน                     99,232 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1220885&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ie0o0aVBlX8Fr4uFJ83Yg

  • นร.กรุง ลงพื้นที่ดอนหอยหลอด สร้างบ้านปลา หนุนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เศรษฐกิจชุมชนชายฝั่ง | เดลินิวส์

    นร.กรุง ลงพื้นที่ดอนหอยหลอด สร้างบ้านปลา หนุนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เศรษฐกิจชุมชนชายฝั่ง | เดลินิวส์

    ที่บริเวณชายทะเลดอนหอยหลอด แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติสำคัญของจังหวัดสมุทรสงคราม คึกคักไปด้วยพลังของเยาวชน เมื่อ นางสุภาพ คงรักษา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ตำบลบางจะเกร็ง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ทำหน้าที่วิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ พร้อมนำคณะนักเรียนร่วมกิจกรรม “สร้างบ้านปลา” เพื่อจัดทำแหล่งอาศัยให้สัตว์น้ำและร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน

    กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเรียนรู้ภาคสนามของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 ห้อง Active Citizen Studio โรงเรียนรุ่งอรุณ กรุงเทพมหานคร นำโดย นายธนโชติ เรืองโรจน์ หรือ “ครูต้า” ซึ่งมุ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงนอกห้องเรียน เพื่อปลูกฝังความเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ควบคู่กับความเข้าใจบริบทสังคมและสิ่งแวดล้อม

    การลงพื้นที่ครั้งนี้ นักเรียนได้ร่วมกันจัดทำ “บ้านปลา” จากวัสดุที่เหมาะสมกับระบบนิเวศชายฝั่ง เพื่อเป็นแหล่งหลบภัยและขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำวัยอ่อน อันจะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ทะเลและส่งผลดีต่ออาชีพประมงพื้นบ้านในระยะยาว นางสุภาพกล่าวว่า การมีส่วนร่วมของเยาวชนถือเป็นพลังสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ เพราะทรัพยากรชายฝั่งไม่เพียงเป็นแหล่งอาหาร แต่ยังเป็นรากฐานเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัด

    นอกจากการลงมือปฏิบัติ นักเรียนยังได้ฝึกตั้งคำถามและค้นหาคำตอบเกี่ยวกับที่มาของอาหารทะเล ศึกษาข้อดีและข้อจำกัดของการใช้ประโยชน์พื้นที่ชายฝั่ง วิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยบูรณาการความรู้ด้านภูมิศาสตร์เข้ากับสภาพจริงของพื้นที่ดอนหอยหลอด ซึ่งเป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและพื้นที่ทำกินของชุมชน

    การเชื่อมโยงห้องเรียนกับชุมชนครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเท่านั้น หากยังสะท้อนแนวทางพัฒนาการศึกษาเพื่อสังคม สร้างความตระหนักรู้ด้านทรัพยากร ควบคู่การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับท้องถิ่นและประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5595296/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RxTT_f_GzFSGOfxNqnziD

  • “ทางหลวงชนบท”  ปักหมุดเส้นทางท่องเที่ยว สู่ “เสม็ดนางชี”

    “ทางหลวงชนบท”  ปักหมุดเส้นทางท่องเที่ยว สู่ “เสม็ดนางชี”

    เศรษฐกิจ

    “ทางหลวงชนบท”  ปักหมุดเส้นทางท่องเที่ยว สู่ “เสม็ดนางชี”

    วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.58 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    “ทางหลวงชนบท”  ปักหมุดเส้นทางท่องเที่ยว สู่ “เสม็ดนางชี”

     นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เปิดเผยว่า ทช.ได้ส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในประเทศ โดยให้ความสำคัญกับเส้นทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวเพื่อยกระดับในการเดินทางของถนนสายรองให้ประชาชนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกรวดเร็วปลอดภัย รวมทั้งเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจในชุมชน เสริมสร้างรายได้ในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนในพื้นที่อีกด้วย สำหรับในพื้นที่จังหวัดพังงา ทช. ขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเดินทางมายัง “เสม็ดนางชี” ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลคลองเคียน อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวพักผ่อน ชมธรรมชาติ มีจุดชมวิวที่อยู่บนยอดเขาสูงถึง 800 เมตร ให้ได้มองเห็นทัศนียภาพ 180 องศา มีภูเขาหินปูนเรียงราย รวมไปถึงเกาะน้อยใหญ่กลางอ่าวพังงาอีกด้วย 

    นอกจากนี้ ยังมีจุดเด่นสำคัญคือการชมพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางหมู่เมฆมากมาย มีแสงแดดส่องสะท้อนบนผืนน้ำอย่างงดงาม ยิ่งในช่วงเวลากลางคืนยังสามารถชมท้องฟ้านอนมองดูดาวได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึง เดือนพฤษภาคม จะสามารถมองเห็นทางช้างเผือกได้อย่างสวยงามอีกด้วย 

    ไม่เพียงเท่านี้ พื้นที่ใกล้เคียงของเสม็ดนางชียังมีจุดท่องเที่ยวน่าสนใจอีกมากมาย อาทิ ท่าเรือบ้านหินร่ม อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา เกาะตะปู ทะเลแหวกบ้านหินร่ม เกาะปันหยี และเกาะห้อง มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งร้านอาหาร ที่พัก ลานกางเต็นท์ ที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี 

    ส่วนการเดินทางมายัง “เสม็ดนางชี” ทช. ขอแนะนำให้ใช้ถนนทางหลวงชนบทสาย พง.1004 โดยเริ่มต้นที่บริเวณบ้านหล่อยูง ซึ่งห่างจากตัวเมืองพังงาประมาณ 30 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายมาทางบ้านหล่อยูงขับตามเส้นทางไปประมาณ 24 กิโลเมตร จนถึงบ้านคลองเคียนและเลี้ยวซ้ายขับตามเส้นทาง 8 กิโลเมตร ก็จะถึง “เสม็ดนางชี” หากเดินทางโดยเครื่องบินจากท่าอากาศยานภูเก็ตสามารถเดินทางผ่านบ้านท่านุ่นจนถึงบ้านในหยงและขับตรงเข้าสู่ถนนทางหลวงชนบทสาย พง.1004 

     ทั้งนี้ ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แขวงทางหลวงชนบทพังงา โทรศัพท์ 076-460-604 หรือสายด่วนกรมทางหลวงชนบท โทร. 1146

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/465855&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LBrP353Ihr5QOOGHtykwc

  • ป่าเปลี่ยนสี คลองลาน 2569 ใบไม้แดงส้มเหลือง สวยหนึ่งปีมีครั้ง

    ป่าเปลี่ยนสี คลองลาน 2569 ใบไม้แดงส้มเหลือง สวยหนึ่งปีมีครั้ง

              ป่าเปลี่ยนสี อุทยานแห่งชาติคลองลาน เมื่อผืนป่าเขียวขจีค่อย ๆ แต่งแต้มด้วยเฉดแดง ส้ม และเหลืองสุดละมุน เหมาะแก่การเดินชมธรรมชาติและเก็บภาพความประทับใจ

              อุทยานแห่งชาติคลองลานเป็นจุดหมายที่เหมาะสำหรับการออกไปสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางผืนป่ากว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วยความร่มรื่นและความสงบ พร้อมเสน่ห์ของป่าเปลี่ยนสีที่ช่วยแต่งแต้มบรรยากาศให้สวยงามและน่าประทับใจยิ่งขึ้น สำหรับปี 2569 ใบไม้เปลี่ยนสีให้เห็นแล้ว แถมแอบแระซิบนิดหนึ่งว่า ช่วงเวลานี้ไม่ได้อยู่นานด้วยนะ ว่าแล้วเราเลยว่าจะพาไปชมบรรยากาศกันเสียหน่อย เผื่อใครสนใจจะได้จัดทริปไปเที่ยวกัน

    ป่าเปลี่ยนสี
    อุทยานแห่งชาติคลองลาน 2569

    ป่าเปลี่ยนสี อุทยานแห่งชาติคลองลาน 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติคลองลาน – Khlong Lan National Park

    ป่าเปลี่ยนสี คลองลาน 2569 อัปเดต

              ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติคลองลาน – Khlong Lan National Park เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ได้เผยภาพควมสวยงามของป่าเปลี่ยนสี ณ จุดชมวิวกิ่วงวงช้าง ที่ตอนนี่เปลี่ยนผืนป่าสีเขียวให้กลายเป็นสีแดงสะพรั่งไปทั่วทั้งหุบเขา

    ป่าเปลี่ยนสี อุทยานแห่งชาติคลองลาน 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติคลองลาน – Khlong Lan National Park

    ป่าเปลี่ยนสี อุทยานแห่งชาติคลองลาน 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติคลองลาน – Khlong Lan National Park

    ป่าเปลี่ยนสี คลองลาน มีจุดชมไหนบ้าง

              จุดชมป่าเปลี่ยนสี อุทยานแห่งชาติคลองลาน หลัก ๆ จะกระจายอยู่ตามจุดชมวิวและบริเวณน้ำตกที่สามารถเห็นผืนป่าได้กว้าง โดยจุดที่นิยมไปชมมีดังนี้

    • จุดชมวิวกิ่วงวงช้าง ถือเป็นไฮไลต์ของการชมป่าเปลี่ยนสีในอุทยานฯ เพราะเป็นจุดชมวิวที่มองเห็นผืนป่าและภูเขาโดยรอบได้กว้าง เหมาะสำหรับชมสีสันของใบไม้ที่ไล่เฉดทั่วทั้งแนวเขา และเป็นจุดที่มีการพูดถึงบ่อยในข่าวและการท่องเที่ยวของพื้นที่

    ป่าเปลี่ยนสี อุทยานแห่งชาติคลองลาน 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติคลองลาน – Khlong Lan National Park

    ป่าเปลี่ยนสี อุทยานแห่งชาติคลองลาน 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติคลองลาน – Khlong Lan National Park

    • เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วงวงช้าง บริเวณเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติจะมีจุดพักและจุดชมวิวหลายจุด สามารถมองเห็นทั้งน้ำตกคลองลานและผืนป่าด้านล่าง ทำให้เห็นสีสันของต้นไม้ได้ชัดในมุมสูง เหมาะกับสายเดินป่าและสายถ่ายภาพธรรมชาติ

    • บริเวณน้ำตกคลองลาน อีกจุดที่นิยมคือบริเวณลำธารและโขดหินรอบน้ำตก ซึ่งจะมีใบไม้สีสันต่าง ๆ ร่วงหล่นปกคลุม ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูสวยแปลกตา เหมาะสำหรับเดินเล่นและถ่ายภาพธรรมชาติใกล้ชิด

    ป่าเปลี่ยนสี อุทยานแห่งชาติคลองลาน 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติคลองลาน – Khlong Lan National Park

    ป่าเปลี่ยนสี อุทยานแห่งชาติคลองลาน 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติคลองลาน – Khlong Lan National Park

    ป่าเปลี่ยนสี คลองลาน ความน่าสนใจ

              ป่าเปลี่ยนสีที่อุทยานแห่งชาติคลองลานจะเกิดขึ้นเพียงปีละครั้ง เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่เกิดจากต้นไม้บางชนิดผลัดใบในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้สีของใบไม้ค่อย ๆ เปลี่ยนพร้อมกันจนเห็นเป็นสีสันทั่วทั้งผืนป่า อย่างไรก็ตาม ความสวยงามและช่วงเวลาที่เห็นชัดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละปี ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและปริมาณฝนในช่วงก่อนหน้า จึงควรติดตามอัปเดตจากอุทยานก่อนวางแผนเดินทางทุกครั้ง

    ป่าเปลี่ยนสี อุทยานแห่งชาติคลองลาน 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติคลองลาน – Khlong Lan National Park

    ป่าเปลี่ยนสี คลองลาน 2569 มีถึงเมื่อไหร่

              สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากมาชมป่าเปลี่ยนสี อุทยานแห่งชาติคลองลาน 2569 โดยทั่วไปยังสามารถชมความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสีได้จนถึงช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้ความสวยงามอาจแตกต่างกันไปในแต่ละช่วง ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและธรรมชาติในแต่ละปี ควรติดตามอัปเดตจากอุทยานฯ ก่อนเดินทางเพื่อให้ได้ชมบรรยากาศที่สวยที่สุด

    ป่าเปลี่ยนสี อุทยานแห่งชาติคลองลาน 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติคลองลาน – Khlong Lan National Park

    ป่าเปลี่ยนสี อุทยานแห่งชาติคลองลาน 2569

    ภาพจาก : เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติคลองลาน – Khlong Lan National Park

              หากใครกำลังมองหาที่เที่ยวธรรมชาติบรรยากาศสงบ พร้อมชมความสวยงามของป่าเปลี่ยนสี อุทยานแห่งชาติคลองลานถือเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่ไม่ควรพลาด ^ ^ (สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก อุทยานแห่งชาติคลองลาน – Khlong Lan National Park โทรศัพท์ 08 8407 9915)

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ อุทยานแห่งชาติคลองลาน เที่ยวอุทยานแห่งชาติ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view298728.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CKRTID9iv90TCUaonw2Li

  • TRUE ยกระดับ 5G หนุนเที่ยว “ทะเลบัวแดง” รับกระแสตามรอย “ลิซ่า” ชูเน็ตแรง 9 เท่า

    TRUE ยกระดับ 5G หนุนเที่ยว “ทะเลบัวแดง” รับกระแสตามรอย “ลิซ่า” ชูเน็ตแรง 9 เท่า

    บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทย โดยล่าสุดได้เสริมประสิทธิภาพเครือข่าย 5G ณ “ทะเลบัวแดง” อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เพื่อรองรับกระแสการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายหลังจากที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เปิดตัวแคมเปญโปรโมตประเทศไทยผ่าน “ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล” ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador อย่างเป็นทางการ ซึ่งทะเลบัวแดง จ.อุดรธานี ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญที่ถูกนำเสนอในช่วงฤดูกาลดอกบัวบานสะพรั่งระหว่างเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ และกลายเป็นกระแสยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติตามรอยอย่างล้นหลาม

    ทั้งนี้ กระแสความนิยมของ “ทะเลบัวแดง” ที่ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวต่างชาติ และแฟนคลับของลิซ่า สอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวในยุคดิจิทัลที่นักท่องเที่ยวนิยมใช้โทรศัพท์มือถือในการถ่ายภาพ วิดีโอ แชร์คอนเทนต์ ไลฟ์สตรีม รวมถึงการใช้แอปพลิเคชันแผนที่นำทางและเข้าถึงบริการต่างๆ แบบเรียลไทม์ ส่งผลให้ปริมาณการใช้งานดาต้ามือถือในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้น ทรู คอร์ปอเรชั่น จึงได้เร่งเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย 5G เพื่อรองรับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เหนือระดับ พร้อมสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นและการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

    จากการรายงานข้อมูล Mobility data ของ ทรู คอร์ปอเรชั่น พบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติ 5 อันดับแรกที่เดินทางมาเยือนทะเลบัวแดงมากที่สุด ได้แก่ 1. จีน 2. เนเธอร์แลนด์ 3. ออสเตรเลีย 4. ญี่ปุ่น และ 5. ลาว โดยพบว่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตมือถือของกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นราว 30% และในภาพรวมมียอดการใช้งาน 5G เติบโตขึ้นราว 40% หลังจากที่มีการเสริมเครือข่ายเพื่อรองรับกระแสการท่องเที่ยวดังกล่าว

    นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ดำเนินการเพิ่มสัญญาณ 5G บนคลื่นความถี่ 2600 MHz ในทุกจุดสำคัญของพื้นที่ทะเลบัวแดง ได้แก่ ท่าบ้านเดียม (ท่าเรือหลัก), ท่าบ้านแชแล, ท่าบ้านดอนคง และท่าบ้านเชียงเหว โดยมุ่งเน้นเพิ่มทั้งความครอบคลุมและความเร็วของสัญญาณ เพื่อรองรับการใช้งานที่หนาแน่นในช่วงไฮซีซัน ครอบคลุมจุดไฮไลต์ถ่ายภาพและจุดเช็กอินตามรอยลิซ่าจากแคมเปญ ททท.

    สำหรับผลการทดสอบสัญญาณ 5G เปรียบเทียบก่อนและหลังการอัปเกรดในช่วงวันที่ 31 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า เครือข่าย 5G ของทรูมีความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในทุกจุด โดยบางจุดมีความแรงสัญญาณเพิ่มขึ้นสูงสุดมากกว่า 9 เท่า อาทิ จุดถ่ายภาพบริเวณทะเลบัวแดง (จุดยอดนิยม) ความเร็วเพิ่มขึ้น 9.5 เท่า, ท่าเรือบ้านเดียม ความเร็วเพิ่มขึ้น 4 เท่า, ท่าเรือบ้านแชแล ความเร็วเพิ่มขึ้น 5.6 เท่า และบริเวณเกาะดอนหลวง กลางทะเลบัวแดง ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำละครเรื่อง “ผาแดงนางไอ่” ความเร็วเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า สะท้อนให้เห็นว่าการอัปเกรดเครือข่ายสามารถครอบคลุมพื้นที่สำคัญได้อย่างครบถ้วนและต่อเนื่อง

    การเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย 5G ในครั้งนี้ จะช่วยรองรับไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวแบบดิจิทัลได้อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการอัปโหลดภาพและวิดีโอความละเอียดสูง, การไลฟ์สตรีมมิ่งแบบเรียลไทม์, การวิดีโอคอล รวมถึงการใช้งานแอปพลิเคชันนำทางและบริการท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งช่วยให้พื้นที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากในช่วงพีกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเชื่อมต่อโลกออนไลน์ได้อย่างราบรื่น

    อย่างไรก็ตาม ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าทรูมูฟ เอช และดีแทคทั่วประเทศ โดยมีการบริหารจัดการคลื่นความถี่ทุกย่านทั้งคลื่นต่ำ กลาง และสูง ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเพิ่มความครอบคลุมและคุณภาพสัญญาณทั้งในเขตเมือง อาคารสูง ชุมชน พื้นที่ภูมิภาค และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการดิจิทัลอย่างเท่าเทียม และเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยในระยะยาว ตลอดจนร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศต่อไป

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/812852&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xUJbQAnUB2DPHHaurWKqe