Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สจด. ร่วมกิจกรรม K.S. OPEN HOUSE เปิดบ้านวิชาการ สืบสานภูมิปัญญา พัฒนานวัตกรรมสู่อาชีพ ของโรงเรียนคุรุประชาสรรค์ ปีการศึกษา ๒๕๖๘ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ร่วมกิจกรรม K.S. OPEN HOUSE เปิดบ้านวิชาการ สืบสานภูมิปัญญา พัฒนานวัตกรรมสู่อาชีพ ของโรงเรียนคุรุประชาสรรค์ ปีการศึกษา ๒๕๖๘ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/120737/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dwMg96Tf0NHj283QnHlV_

  • ทรู หนุนเที่ยวไทยจัดเต็ม 5G “ทะเลบัวแดง” รับนักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ ตามรอย “ลิซ่า”

    ทรู หนุนเที่ยวไทยจัดเต็ม 5G “ทะเลบัวแดง” รับนักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ ตามรอย “ลิซ่า”

    ทรู คอร์ปอเรชั่น หนุนเที่ยวไทยจัดเต็ม5G “ทะเลบัวแดง” รองรับนักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ ตามรอย “ลิซ่า” ชูความเร็ว 5G เพิ่มกว่า 9 เท่า ครอบคลุมท่าเรือและจุดเช็กอินถ่ายภาพ เสริมสัญญาณแรงเต็มพิกัด การใช้งาน 5G พุ่งราว 40% พบ “จีน” ครองแชมป์ นทท. ต่างชาติมาเยือนสูงสุด

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทย เสริมประสิทธิภาพเครือข่าย 5G ที่ “ทะเลบัวแดง” อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เพื่อรองรับกระแสการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวแคมเปญโปรโมตประเทศไทยผ่าน “ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล” ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador อย่างเป็นทางการ ซึ่งหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวได้นำเสนอทะเลบัวแดง จ.อุดรธานี เป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงดอกบัวบานสะพรั่งสวยสุดระหว่างเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ และเป็นกระแสสุดฮิตนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติตามรอยอย่างล้นหลาม

    กระแส “ทะเลบัวแดง” ที่อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี กำลังได้รับความนิยมอย่างมากจากนักท่องเที่ยวชาวไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติ และกลุ่มแฟนคลับของลิซ่า สอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวในยุคดิจิทัลที่นิยมใช้มือถือถ่ายภาพ วิดีโอ แชร์คอนเทนต์ ไลฟ์สตรีม ใช้แอปแผนที่นำทาง และเข้าถึงบริการต่างๆ แบบเรียลไทม์ ส่งผลให้การใช้งานดาต้ามือถือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทรู คอร์ปอเรชั่น จึงเห็นความสำคัญและเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย 5G ในพื้นที่ เพื่อรองรับประสบการณ์การท่องเที่ยว พร้อมสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นและการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

    เพิ่มสัญญาณ 5G 2600 MHz ครอบคลุมทุกพื้นที่ทะเลบัวแดงรองรับเที่ยวไทย

    ทรู คอร์ปอเรชั่น รายงานข้อมูล Mobility data พบนักท่องเที่ยวต่างชาติ 5 อันดับแรกที่เดินทางมาทะเลบัวแดงมากที่สุด ได้แก่ 1.จีน 2.เนเธอร์แลนด์ 3.ออสเตรเลีย 4.ญี่ปุ่น และ 5.ลาว โดยการใช้งานอินเทอร์เน็ตมือถือของกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นราว 30% โดยภาพรวมมียอดการใช้งาน 5G เติบโตราว40% หลังเสริมเครือข่ายรองรับกระแสท่องเที่ยวทะเลบัวแดง

    ทรู หนุนเที่ยวไทยจัดเต็ม 5G “ทะเลบัวแดง” รับนักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ ตามรอย “ลิซ่า”

    นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า “เราได้ดำเนินการเพิ่มสัญญาณ 5G บนคลื่น 2600 MHz ทุกจุดสำคัญของพื้นที่ทะเลบัวแดง ได้แก่ ท่าบ้านเดียม (ท่าเรือหลักของทะเลบัวแดง)  ท่าบ้านแชแล ท่าบ้านดอนคง ท่าบ้านเชียงเหว โดยเพิ่มทั้งความครอบคลุมและความเร็วของสัญญาณ 5G พร้อมรองรับการใช้งานที่หนาแน่นในช่วงไฮซีซันของนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ โดยทั้งหมดครอบคลุมจุดไฮไลต์ถ่ายภาพและตามรอยเช็กอินลิซ่าจากแคมเปญ ททท.”

    ผลทดสอบเครือข่ายทรู คอร์ปอเรชั่น เพิ่มความเร็ว 5G มากกว่า 9 เท่า

    จากรายงานการทดสอบสัญญาณ 5G เปรียบเทียบก่อนและหลังการอัปเกรดในช่วงวันที่ 31 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า เครือข่าย 5G ของทรูมีความเร็วเพิ่มขึ้นทุกจุดของแหล่งท่องเที่ยวทะเลบัวแดงอย่างมีนัยสำคัญ โดยบางจุดสัญญาณแรงเพิ่มขึ้นสูงสุดมากกว่า 9 เท่า พร้อมขยายความครอบคลุมต่อเนื่องครบทั้งท่าเรือและจุดถ่ายภาพหลัก อาทิ

    • จุดถ่ายภาพบริเวณทะเลบัวแดง (จุดสุดฮิต) ความเร็ว 5G เพิ่มขึ้น 9.5 เท่า
    • ท่าเรือบ้านเดียม (ท่าหลัก) ความเร็ว5G เพิ่มขึ้น 4 เท่า
    • ท่าเรือบ้านแชแล ความเร็ว 5G เพิ่มขึ้น 5.6 เท่า
    • เกาะดอนหลวง กลางทะเลบัวแดง และเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ถ่ายทำละครเรื่อง ผาแดงนางไอ่ ความเร็ว5G เพิ่มมากกว่า 5 เท่า

    นอกจากนี้ ผลทดสอบในภาพรวมยังสะท้อนว่า หลังการอัปเกรดเครือข่าย 5G ของทรูสามารถครอบคลุมพื้นที่สำคัญของทะเลบัวแดงได้ครบถ้วนและต่อเนื่องยิ่งขึ้น รองรับการใช้งานของนักท่องเที่ยวได้ดีกว่าเดิมอย่างชัดเจน

    ทรู หนุนเที่ยวไทยจัดเต็ม 5G “ทะเลบัวแดง” รับนักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ ตามรอย “ลิซ่า”

    รองรับไลฟ์สไตล์ท่องเที่ยวแบบดิจิทัล แชร์-ไลฟ์-วิดีโอคอล UP สัญญาณความสุขต่อเนื่อง

    จากรายงานทรู คอร์ปอเรชั่น พบว่าการเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย 5G ครั้งนี้ จะช่วยรองรับพฤติกรรมการใช้งานของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะการใช้งานมือถือที่ต้องใช้ความเร็วและความเสถียรสูง

    อาทิ การอัปโหลดภาพและวิดีโอความละเอียดสูง การไลฟ์สตรีมมิ่งแบบเรียลไทม์ การวิดีโอคอลการใช้งานแอปพลิเคชันนำทางและบริการท่องเที่ยวต่าง ๆ การเสริมเครือข่าย 5G ดังกล่าวยังช่วยให้พื้นที่ท่องเที่ยวสามารถรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากในช่วงพีกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสนับสนุนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ได้อย่างราบรื่น

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ตอกย้ำมุ่งพัฒนาเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์ใช้งานของลูกค้าทรูมูฟ เอช และดีแทคทั่วประเทศ โดยบริหารคลื่นความถี่ทุกย่านทั้งคลื่นต่ำ กลาง และสูง ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพิ่มความครอบคลุมและคุณภาพสัญญาณทั้งในเขตเมือง อาคารสูง ชุมชน พื้นที่ภูมิภาค และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ พร้อมสนับสนุนการเข้าถึงบริการดิจิทัลอย่างเท่าเทียม และเสริมความแข็งแกร่งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทยในระยะยาว ตลอดจนสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/ai/1220970&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GaSR36ouRLw7ULInhmTnT

  • จี้รัฐบาลใหม่สางปม ‘คอร์รัปชัน-อำนาจรวมศูนย์’ อุปสรรคใหญ่ขวางเศรษฐกิจฟื้น!

    จี้รัฐบาลใหม่สางปม ‘คอร์รัปชัน-อำนาจรวมศูนย์’ อุปสรรคใหญ่ขวางเศรษฐกิจฟื้น!

    ‘เอกชน’ ประสานเสียง “รัฐบาลใหม่” เร่งสางสารพัดปัญหา โดยเฉพาะ “คอร์รัปชัน” อสังหาฯ ดันต่ออายุ LTV ชงโมเดลโครงสร้างสินเชื่อถาวรหนุน ‘แก้หนี้’ ท่องเที่ยวกระทุ้งตั้งรัฐบาลเร็ว อย่ายืดเยื้อ ส.โฆษณา ดันปฏิรูปการศึกษา วาระแห่งชาติ

    ปัจจัยเสี่ยงทั้งเศรษฐกิจโลก และประเทศไทยชะลอตัวต่อเนื่อง ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาษีการค้า โดยเฉพาะ “ปัญหาปากท้อง” หนี้ครัวเรือนไทยในระดับสูงเป็นโจทย์ยาก และท้าทาย “รัฐบาลใหม่”

    สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า วาระเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่ต้องเริ่มจากการ “แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน” อย่างยั่งยืน ผ่านการปรับโครงสร้างระบบสินเชื่อ ไม่ใช่มาตรการพักหนี้ระยะสั้นที่เพียงยืดเวลาออกไป แนวทางที่เสนอประกอบด้วยการรวมหนี้ระยะสั้น (Consolidated Debt) โดยใช้อสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน การใช้กลไก Mortgage Guarantee เพื่อค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย รวมถึงการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยง (Risk-based Interest) เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม

    จี้รัฐบาลใหม่สางปม ‘คอร์รัปชัน-อำนาจรวมศูนย์’ อุปสรรคใหญ่ขวางเศรษฐกิจฟื้น!

    “ความเชื่อมั่นต้องเริ่มจากภาครัฐ เพราะเป็นผู้กำหนดนโยบาย อำนาจ และงบประมาณ เมื่อรัฐชัด สถาบันการเงินจึงกล้าปล่อยสินเชื่อ และเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้จริง”

    ปัญหาเศรษฐกิจไทย ฝังรากอยู่ในโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์ และผูกโยงกับปัญหาคอร์รัปชัน มีการซื้อสิทธิขายเสียง บิดเบือนการทำหน้าที่ของผู้แทน ส่งผลให้การจัดสรรงบประมาณ การอนุมัติโครงการ และการใช้ผังเมืองต่างๆ  เอื้อกลุ่มผลประโยชน์มากกว่าประโยชน์สาธารณะ

    4 โจทย์โครงสร้าง “รัฐต้องเร่งปฏิรูป”

    โดยข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญประกอบด้วย 1.ปฏิรูประบบเลือกตั้งให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพิ่มบทลงโทษจริงจัง เปิดช่องร้องเรียน แต่ต้องมีกลไกป้องกันการกลั่นแกล้ง ครอบคลุมการเมือง ราชการ และเอกชน 2.กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เลือกตั้งผู้ว่าฯ หรือผู้บริหารจังหวัดในรูปแบบ “ซีอีโอมืออาชีพ” ไม่ยึดโยงพรรคการเมือง 

    3.เร่งสร้าง S-curve ใหม่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ ศูนย์กลางทางการแพทย์ และ 4.ปรับโครงสร้างภาษีลดความเหลื่อมล้ำ และแก้ปัญหาทุนผูกขาดอย่างเป็นระบบ

    สุนทร เสนอว่า รัฐส่วนกลางควรเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ลงมือทำ” เป็น “ผู้ออกแบบกติกา” เปิดทางให้จังหวัดมีแรงจูงใจพัฒนาพื้นที่ของตนเอง ลดกฎระเบียบซ้ำซ้อน ใช้ระบบดิจิทัลในการอนุญาต และกำกับดูแล เพื่อให้การตัดสินใจด้านเศรษฐกิจ และการพัฒนาเมืองเกิดขึ้นได้รวดเร็ว

    “รัฐที่เล็กลงแต่ฉลาด จะช่วยลดต้นทุนธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว รัฐบาลควรยึดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ เป็นเข็มทิศการทำงาน หลีกเลี่ยงนโยบายประชานิยมที่บิดเบือนกลไกตลาด ทำลายวินัยการคลัง และสร้างภาระให้คนรุ่นหลัง โดยเฉพาะนโยบายที่ขัดต่อศีลธรรม และวัฒนธรรมพื้นฐานของสังคมไทย เช่น การพนันทุกรูปแบบ”

    ต่ออายุ LTV-ลดดอกเบี้ย

    ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมธุรกิจอาคารชุดไทย กล่าวว่า 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์หลัก ได้แก่ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย และสมาคมอาคารชุดไทย เตรียมเสนอชุดมาตรการกระตุ้นตลาดทั้งระยะสั้น และระยะยาวต่อรัฐบาลใหม่ เพื่อประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569

    จี้รัฐบาลใหม่สางปม ‘คอร์รัปชัน-อำนาจรวมศูนย์’ อุปสรรคใหญ่ขวางเศรษฐกิจฟื้น!

    โดยระยะสั้น ภาคเอกชนเสนอให้ขยายอายุ 2 มาตรการสำคัญ ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.2569 ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 มิ.ย.2570 ได้แก่ มาตรการผ่อนคลายการควบคุมสินเชื่อ หรือLTV และมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน และจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยทุกระดับราคา

    “เพื่อสร้างความต่อเนื่องของตลาด และหลีกเลี่ยงภาวะสุญญากาศทางนโยบาย พร้อมเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หารือ กับธนาคารพาณิชย์ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงให้สอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)”

    ชง 8 มาตรการโครงสร้างฟื้นเศรษฐกิจ

    สำหรับระยะยาว 3  เสนอ 8 มาตรการหลัก เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่ 1.กำหนดมาตรการ LTV ระยะยาวให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และตลาดอสังหาริมทรัพย์ 2. อนุญาตสัญญาเช่าที่อยู่อาศัยไม่เกิน 60 ปี ทั้งคนไทย และต่างชาติ โดยจัดเก็บภาษี-ค่าธรรมเนียมจากต่างชาติ เข้ากองทุนสนับสนุนการมีบ้านของผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง 3.จัดระเบียบการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติ ให้อยู่ภายใต้การควบคุมของคนไทย ผ่านกฎหมายอาคารชุด และจัดสรร 4.สนับสนุนมอร์เกจอินชัวรันส์สำหรับบ้านหลังแรกจากภาครัฐ ลดรีเจกต์เรตในตลาดกลาง-ล่าง

    5. อนุมัติสินเชื่อตามความเสี่ยงผู้กู้ (Risk-based Lending) เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ 6.ใช้มาตรการ Debt Warehouse นำบ้านเป็นหลักประกัน แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบ 7.ผลักดันโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ หรือ Man-made Project ของไทย เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ โดยไม่มีกาสิโน เช่น ศูนย์กีฬา ศูนย์ประชุมนานาชาติ สวนสนุกระดับโลก และ 8.สร้างมูลค่าเพิ่มอสังหาริมทรัพย์ไทย ผ่านการเชื่อมโยงโครงการลงทุนภาครัฐ

    จี้รัฐบาลใหม่สางปม ‘คอร์รัปชัน-อำนาจรวมศูนย์’ อุปสรรคใหญ่ขวางเศรษฐกิจฟื้น!

    เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่-วางระบบใหม่

    สรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวว่า หลังการเลือกตั้งควรเร่งจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุดไม่เกิน 1 เดือน เพราะเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะเปราะบางมามากกว่า 3 ปี GDP หรือรายได้ของประชาชนไม่ขยับเขยื้อนมายาวนาน ขณะที่หนี้ครัวเรือนพุ่งไม่หยุด

    “หากการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อเกิน 1 เดือน จะมีผลต่อการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น”

    รัฐบาลใหม่ ต้องเร่งออกนโยบายในการหาเงินเข้าประเทศ เปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการใหม่จากแค่หยอดน้ำมันเครื่องใส่เครื่องจักรตัวเดิมที่ชำรุดเสียหายให้หมุนไปได้ แต่ใช้วิธีเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ วางระบบใหม่ ให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพเท่าเทียมกับเพื่อนบ้านในอาเซียนที่มีการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์มา 2 ปีแล้ว 

    นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ต้องกล้าตัดสินใจลดรายจ่ายงบประมาณประจำปีของประเทศไทยที่มีมากกว่า 60% โดยปรับโครงสร้างระบบราชการ ดูแลภาคธุรกิจ SMEs ให้แข็งแรงเติบโตมากขึ้น เพราะประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแรง จะมีฐานธุรกิจ SMEs ที่แข็งแรง

    เร่งแก้ ‘ปัญหาปากท้อง-ปฏิรูปการศึกษา’ พาไทยก้าวข้ามขีดจำกัด

    รติ พันธุ์ทวี นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย (AAT)กล่าวว่า ความหวังภาคเอกชนคือ การได้เห็นรัฐบาลมีเสถียรภาพ ซึ่งการเมืองไทย รัฐบาลในลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นนานแล้วที่พรรคการเมืองได้รับคะแนนเสียงจำนวนมาก จึงควรใช้ให้เกิดประโยชน์ในการบริหารบ้านเมือง 

    จี้รัฐบาลใหม่สางปม ‘คอร์รัปชัน-อำนาจรวมศูนย์’ อุปสรรคใหญ่ขวางเศรษฐกิจฟื้น!

    “การฟอร์มทีมรัฐบาลจะสูตรไหนก็ตาม ขอให้คำนึงถึงประโยชน์ประเทศชาติเป็นสำคัญ”

    ในฐานะภาคเอกชนต้องการเห็น 2 นโยบายเร่งด่วน ได้แก่ 1.เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะเรื่องปากท้องประชาชน ไม่ว่าจะการผลักดันผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ไทยให้แข็งแกร่ง การขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ ส่วนระยะยาว การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง การผลักดันขีดแข่งขันไทยในเวทีโลกทั้งมิติการท่องเที่ยว ซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหาร 

    “หลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเหมือนเดินหน้า 1 ก้าว แต่ถอยหลัง 5 ก้าว ทำให้ประเทศอื่นแซงไทย ซึ่งการที่รัฐบาลมีส่วนผสมที่ดีจากนักการเมืองที่เคยอยู่ในภาคธุรกิจ เคยเผชิญปัญหาเทาๆ ระบบราชการที่ล่าช้า หากนำขึ้นมาบนโต๊ะ ทำเป็นวาระแห่งชาติ การขจัดคอร์รัปชันต่างๆ ถือเป็นเรื่องดี”

    และ 2.การทำให้ประเทศไทยกลับมามั่งคั่งอีกครั้ง โดยเฉพาะการค้าขายระหว่างประเทศ การขายสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ข้าว สินค้าเกษตรต่างๆ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ต้องทำการค้าขายให้ดี ขณะที่ความมั่นคง ปัญหาพิพาทชายแดน เป็นหน้าที่ การจัดการของทหาร ซึ่งมีภารกิจชัดเจนอยู่แล้ว

    จี้รัฐบาลใหม่สางปม ‘คอร์รัปชัน-อำนาจรวมศูนย์’ อุปสรรคใหญ่ขวางเศรษฐกิจฟื้น!

    “เอกชนคาดหวังจะเห็นเสถียรภาพทางการเมืองครั้งนี้ รัฐบาลสามารถบริหารประเทศครบเทอม 4 ปี”

    อีกประเด็นสำคัญคือ การวางรากฐาน ปรับโครงสร้าง หรือปฏิรูประบบการศึกษาของประเทศไทยครั้งใหญ่ จากการเรียนการสอนที่เน้นการท่องจำ ทำให้เด็กไทยสู้ในเวทีโลกค่อนข้างยาก ทำอย่างไรให้มีการสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบมากขึ้น และสิ่งที่น่าเป็นห่วงว่าจะเป็นระเบิดเวลา บ่อนทำลายเศรษฐกิจไทยในอนาคตคือ “ทัศนคติคนรุ่นใหม่” บางส่วนที่ต้องการรวยเร็ว เป็นอินฟลูเอนเซอร์ ผู้นำทางความคิดบนโลกออนไลน์ ต้องการแค่ใช้ชีวิตสมดุล หรือ ไลฟ์ บาลานซ์ โดยไม่ทำงาน หรือเรียนรู้การทำงานหนักเพื่อจะประสบความสำเร็จ

    “การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องระยะยาวที่จำเป็น ต้องทำ ต้องปฏิวัติ ปฏิรูปใหญ่ คือ การศึกษา เพราะถือเป็นแกนสำคัญของประเทศชาติ คนที่จะมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษาธิการ สำคัญยิ่ง บุคลากร ครู อาจารย์ ต้องยกระดับความรู้ เพื่อนำไปปรับใช้ในการเรียนการสอน”

    ด้าน ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย(MAT) กล่าวว่า ภาระหน้าที่ของรัฐบาลใหม่คือ การขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวข้ามขีดจำกัด เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน และไม่ถูกใครทิ้งให้อยู่ข้างหลัง

    “รัฐบาลใหม่มีภาระขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวข้ามขีดจำกัด สร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน ประเทศไทยต้องมี Strategic Intent และ Speed of Action”

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์   ศิลาวงษ์  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1220899&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uEF4burICA1goTngEHm_V

  • ‘ทางหลวงชนบท’ หนุนเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อม ‘เสม็ดนางชี’

    ‘ทางหลวงชนบท’ หนุนเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อม ‘เสม็ดนางชี’

    ‘ทางหลวงชนบท’เดินหน้าส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในประเทศ พร้อมอำนวยความะดวกเส้นทางถนนสาย พง.1004 จังหวัดพังงา มุ่งหน้าสู่ท้องทะเลอันดามัน ชมวิวอ่าวพังงาที่ ‘เสม็ดนางชี’ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้ในท้องถิ่น

    12 ก.พ.2569-นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท(ทช.) เปิดเผยว่ากรมฯ ได้ส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในประเทศ ชวนออกเดินทางไปบนถนนทางหลวงชนบทสาย พง.1004 จังหวัดพังงา เพื่อสัมผัสเสน่ห์ทะเลอันดามันที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ พร้อมชมทัศนียภาพที่สวยงามของอ่าวพังงา ณ “เสม็ดนางชี” โดยได้ให้ความสำคัญกับเส้นทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวเพื่อยกระดับในการเดินทางของถนนสายรองให้ประชาชนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกรวดเร็วปลอดภัย

    ทั้งนี้ ยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจในชุมชน เสริมสร้างรายได้ในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนในพื้นที่อีกด้วย สำหรับในพื้นที่จังหวัดพังงา ทช. ขอเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเดินทางมายัง เสม็ดนางชี ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลคลองเคียน อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวพักผ่อน ชมธรรมชาติ มีจุดชมวิวที่อยู่บนยอดเขาสูงถึง 800 เมตร ให้ได้มองเห็นทัศนียภาพ 180 องศา มีภูเขาหินปูนเรียงราย รวมไปถึงเกาะน้อยใหญ่กลางอ่าวพังงาอีกด้วย

    นอกจากนี้ ยังมีจุดเด่นสำคัญคือการชมพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางหมู่เมฆมากมาย มีแสงแดดส่องสะท้อนบนผืนน้ำอย่างงดงาม ยิ่งในช่วงเวลากลางคืนยังสามารถชมท้องฟ้านอนมองดูดาวได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึง เดือนพฤษภาคม จะสามารถมองเห็นทางช้างเผือกได้อย่างสวยงามอีกด้วย ไม่เพียงเท่านี้ พื้นที่ใกล้เคียงของเสม็ดนางชียังมีจุดท่องเที่ยวน่าสนใจอีกมากมาย อาทิ ท่าเรือบ้านหินร่ม อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา เกาะตะปู ทะเลแหวกบ้านหินร่ม เกาะปันหยี และเกาะห้อง มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งร้านอาหาร ที่พัก ลานกางเต็นท์ ที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี

    สำหรับการเดินทางมายัง “เสม็ดนางชี” ทช. ขอแนะนำให้ใช้ถนนทางหลวงชนบทสาย พง.1004 โดยเริ่มต้นที่บริเวณบ้านหล่อยูง ซึ่งห่างจากตัวเมืองพังงาประมาณ 30 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายมาทางบ้านหล่อยูงขับตามเส้นทางไปประมาณ 24 กิโลเมตร จนถึงบ้านคลองเคียนและเลี้ยวซ้ายขับตามเส้นทาง 8 กิโลเมตร ก็จะถึง “เสม็ดนางชี” หากเดินทางโดยเครื่องบินจากท่าอากาศยานภูเก็ตสามารถเดินทางผ่านบ้านท่านุ่นจนถึงบ้านในหยงและขับตรงเข้าสู่ถนนทางหลวงชนบทสาย พง.1004 ทั้งนี้ ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แขวงทางหลวงชนบทพังงา โทรศัพท์ 076-460-604 หรือสายด่วนกรมทางหลวงชนบท โทร. 1146

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/946587/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0i6hD7qFz0LxEOTYLMVQcA

  • จังหวัดปราจีนบุรี แถลงข่าวยิ่งใหญ่ “เทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีน ครั้งที่ 40” เปิดเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา รอบรอยพระพุทธบาทคู่ เมืองอวัธยะปุระ สู่การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า | TOPNEWS

    จังหวัดปราจีนบุรี แถลงข่าวยิ่งใหญ่ “เทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีน ครั้งที่ 40” เปิดเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา รอบรอยพระพุทธบาทคู่ เมืองอวัธยะปุระ สู่การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า | TOPNEWS

    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 จังหวัดปราจีนบุรี โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี จัดงานแถลงข่าวการจัดงาน “เทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีน ครั้งที่ 40” ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “เส้นทางธรรมแห่งศรัทธา รอยพระพุทธบาทคู่ เมืองอวัธยะปุระ” ณ โบราณสถานสระมรกต อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี แหล่งอารยธรรมโบราณสำคัญของแผ่นดิน

    การแถลงข่าวครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก พระวชิราธิบดี ดร. เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วย นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี วัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี และผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานนครนายก) ร่วมแถลงข่าว

    นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า งานเทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีน เป็นประเพณีสำคัญที่จัดต่อเนื่องยาวนานถึง 40 ปี สะท้อนรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ ศาสนา และอัตลักษณ์ความเป็นเมืองโบราณของจังหวัดปราจีนบุรีอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอศรีมโหสถ ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีระดับประเทศ และเป็นที่ประดิษฐาน “รอยพระพุทธบาทคู่” ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย อันทรงคุณค่าทางพุทธศาสนาและประวัติศาสตร์

    การจัดงานในปีนี้ จังหวัดปราจีนบุรีได้ยกระดับแนวคิดการจัดงานให้เชื่อมโยงมิติศาสนา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงคุณค่าอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ควบคู่การปฏิบัติธรรม และการสืบสานประเพณีอันดีงามในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา สร้างประสบการณ์ “ศรัทธา” ที่สัมผัสได้จริงในพื้นที่ประวัติศาสตร์พันปี

    ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญหลากหลายรูปแบบ อาทิ

    • มหกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ “เส้นทางธรรมแห่งศรัทธา รอยพระพุทธบาทคู่ เมืองอวัธยะปุระ”

    • การแสดงแสง สี เสียง ย้อนรอยประวัติศาสตร์เมืองโบราณศรีมโหสถ

    • ตลาดวัฒนธรรมย้อนยุค และลานสาธิตมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น

    • การประกวดขบวนแห่พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์จากทั้ง 7 อำเภอ

    • เวทีเสวนาทางวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวัดปราจีนบุรี

    ไฮไลต์สำคัญของงาน คือ พิธีเวียนเทียนเนื่องในวันมาฆบูชา รอบรอยพระพุทธบาทคู่ ณ โบราณสถานสระมรกต ท่ามกลางบรรยากาศโบราณสถานอายุกว่าพันปีที่เปี่ยมด้วยมนต์ขลัง พุทธศาสนิกชนพร้อมใจแต่งกายชุดขาว จุดประทีปบูชา และอธิษฐานจิตเพื่อความเป็นสิริมงคล แสงเทียนนับพันดวงจะส่องสว่างทั่วพื้นที่โบราณสถาน สร้างภาพแห่งศรัทธาที่งดงามและตราตรึงใจผู้ร่วมงานจากทั่วประเทศ

    จังหวัดปราจีนบุรี มีความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้านการอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย และการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้งานครั้งนี้เป็นงานประเพณีที่ทรงคุณค่า ถ่ายทอดมิติทางจิตใจ สร้างพลังศรัทธา และต่อยอดสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

    ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ร่วมสัมผัส “เส้นทางธรรมแห่งศรัทธา” ในงานเทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีน ครั้งที่ 40 ระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 4 มีนาคม 2569 ณ โบราณสถานสระมรกต อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี

    ภาพ/ข่าว ณัฐวัฒน์ กุลเศรษฐ์สุวภา ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ปราจีนบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1486116&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Q7nf58W-6WM-qQG7y1cQe

  • หุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นโดดเด่นในรอบ 3 ปี มีปัจจัยอะไรที่ต้องจับตา | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    หุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นโดดเด่นในรอบ 3 ปี มีปัจจัยอะไรที่ต้องจับตา | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เริ่มต้นปี 2026 อย่างโดดเด่น โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงช่วงเดือน ก.พ. ตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นมาแล้วมากกว่า 10% ด้วยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 20% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

    หากพิจารณากระแสเงินทุน (Fund Flow) จะพบว่า นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้เข้ามาซื้อหุ้นไทยในปีนี้เป็นหลัก โดยยอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าช่วงขาลงของตลาดหุ้นไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2023 นั้น ในทุกปีจะพบว่าเกิดจากแรงขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติเป็นหลัก โดยเฉลี่ยปีละมากกว่า 1 แสนล้านบาท แต่ในปีนี้กลับพบว่ามีเม็ดเงินซื้อสุทธิในระดับที่มีนัยสำคัญตั้งแต่ต้นปี สวนทางกับภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนี้ที่ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตชะลอลงจากปีที่แล้ว โดยอาจโตต่ำกว่าระดับ 2%

    การเปลี่ยนแปลงปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคระหว่างประเทศในปีนี้ถือเป็นประเด็นหลักที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามอง โดยเฉพาะเรื่องของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Tension) นำโดยสหรัฐฯ กับประเทศสำคัญอื่นๆ โดยเฉพาะกับประเทศในฝั่งตะวันตก จึงมีการคาดหมายว่าประเทศในฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีความเป็นกลาง อาทิ ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจได้รับอานิสงค์จากการที่หลายประเทศต้องลดการพึ่งพิงสหรัฐฯ ลงเพื่อจุดประสงค์ในการกระจายความเสี่ยง ในแง่ของกระแสเงินทุนเองก็เช่นกัน โดยในตลาดมีการคาดหมายถึงแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงการลดการถือครองสินทรัพย์ในสกุลเงินดอลลาร์ฯ หลักจากนี้ โดยกระแสเงินทุนส่วนหนึ่งในปีนี้ได้เคลื่อนย้ายมายังตลาดหุ้นในประเทศเกิดใหม่อย่างมีนัยสำคัญ  รวมถึงสินทรัพย์ทางเลือกต่างๆ โดยเฉพาะทองคำ

    ในส่วนของตลาดหุ้นไทยเองก็มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัวเช่นกัน โดยจุดเด่นเรื่องของอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่จูงใจ โดยเฉพาะจากบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ซึ่งมีฐานะทางการเงินที่เข้มแข็ง พร้อมทั้งการประกาศซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียนในวงกว้าง รวมถึงระดับ Valuation ของ SET Index ในข่วงขาลงที่ผ่านมาที่ใกล้เคียงกับมูลค่าทางบัญชี ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงขาลงของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างจำกัด นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยยังสามารถคาดหวังความเสี่ยงขาขึ้น (Upside risk) จากปัจจัยเรื่องการเมืองในประเทศ หลังการเลือกตั้งทั่วไปที่ผลลัพธ์ออกมาทำให้ตลาดคาดการณ์ได้ว่าจะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ รวมถึงความพยายามในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทยผ่านนโยบายต่างๆ ของทั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้เป็นตามมาตรฐานสากลมากขึ้น ที่คาดว่าจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องการซื้อขายให้ปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต

    โดยสรุปแล้ว ในปีนี้ตลาดหุ้นไทยดูมีความน่าสนใจมากขึ้นหลังจากเผชิญกับภาวะขาลงมาหลายปี และเป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนจากปัจจัยนอกประเทศ รวมถึงปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัวดังที่กล่าวไปข้างต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/advisory/20260212-pvd-monthly-update&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-C-orf0xbNRDGtMLDljrB

  • ถ้าไม่เกิดความเชื่อมั่นสาธารณะในวันนี้ ก็ยากจะคาดหวังความสำเร็จ ในนโยบายสาธารณะในวันหน้า  

    ถ้าไม่เกิดความเชื่อมั่นสาธารณะในวันนี้ ก็ยากจะคาดหวังความสำเร็จ ในนโยบายสาธารณะในวันหน้า  

    Loading…

    ถ้าไม่เกิดความเชื่อมั่นสาธารณะในวันนี้ ก็ยากจะคาดหวังความสำเร็จ ในนโยบายสาธารณะในวันหน้า  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-286&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t9k6JZBfe54tvJAT77zEj

  • “อนุทิน” ไฟเขียว เสริมศักยภาพ”กองทัพ” แข็งแกร่ง เดินหน้าสร้างรั้วชายแดน ลุยยกเลิก MOU 44 | TOPNEWS

    “อนุทิน” ไฟเขียว เสริมศักยภาพ”กองทัพ” แข็งแกร่ง เดินหน้าสร้างรั้วชายแดน ลุยยกเลิก MOU 44 | TOPNEWS

    ​”อนุทิน” ไฟเขียวกองทัพเสริมแนวรั้วชายแดน-อาวุธ เพิ่มความแข็งแกร่งแล้ว ยันเหตุเหยียบระเบิดศรีสะเกษไม่ใช่การปะทะ ส่วนวัยรุ่นเขมรยั่วยุเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่เราลงนามระดับรัฐบาล ชี้ยกเลิก MOU44 ใช้อำนาจ ครม.ได้ ไม่ต้องผ่านสภา ส่วน MOU43 ถือว่ามีประโยชน์เรื่องปักปันเขตแดน แย้มปรับเปลี่ยนได้ แต่ตอนนี้อยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น

    ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีกลุ่มวัยรุ่นเขมรมายั่วยุตามบริเวณชายแดนทำให้เกิดความกังวลอาจจะมีการปะทะรอบ 3 นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้เราลงนามกันในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล ดังนั้นเรื่องการยั่วยุโดยประชาชน มันก็เกิดขึ้นได้เราก็ต้องอยู่ในเขตของเรา เพราะการยั่วยุก็เกิดขึ้นในโชเชียลมีเดียด้วย

    เมื่อถามว่าเราสามารถให้ความมั่นใจกับประชาชนได้ด้วยการสร้างรั้วแนวชายแดนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ใช่ดำเนินการแน่นอน รวมถึงการเสริมศักยภาพด้านอาวุธและความแข็งแกร่งของกองทัพ ซึ่งตนได้เห็นชอบในหลักการไปแล้ว ให้ไปดำเนินการได้เลย

    เมื่อถามว่า การศึกษายกเลิก MOU44 ได้กำหนดกรอบเวลาไว้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ได้สั่งการให้กระทรวงกลาโหม สภาความมั่นคงแห่งชาติ และกระทรวงการต่างประเทศไปดำเนินการแล้ว ซึ่งไม่ต้องมีกรอบเวลาอะไร ถ้ารัฐบาลก็ดูตามกฎหมาย ถ้ารัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วยกเลิกได้เลย ก็สามารถทำได้เลย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1485140&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17–SOvGi656nFHRObG3Cw

  • ‘ตรุษจีนปีม้า’ทอท.พร้อมรับนักเดินทาง     คาด 6 สนามบินรวม4.11 ล้านคน

    ‘ตรุษจีนปีม้า’ทอท.พร้อมรับนักเดินทาง คาด 6 สนามบินรวม4.11 ล้านคน

    ช่วงตรุษจีนระหว่างวันที่ 13-22 ก.พ. 2569 ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์สถานการณ์การเดินทางช่วงเทศกาลตรุษจีน ปี 2569 จะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศ ประมาณ 1.25 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10%

     มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้ามา ประมาณ 241,000 คน และผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทาง 2.30 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3% ก่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยว รวมประมาณ 42,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น13% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    ขณะที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) คาดการณ์ปริมาณการจราจรทางอากาศช่วงตรุษจีนมีแนวโน้มจำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินในเส้นทางจีนปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว เตรียมพร้อมอำนวยความสะดวก เน้นย้ำความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นผู้โดยสาร

    นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT กล่าวว่า AOT คาดว่าในช่วงเทศกาลตรุษจีน ระหว่างวันที่ 13 – 22 ก.พ. 2569 มีผู้โดยสารเดินทางผ่านท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ จำนวนกว่า 4.11 ล้านคน

    แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศประมาณ 2.6 ล้านคน และผู้โดยสารภายในประเทศประมาณ 1.51 ล้านคน ขณะที่เที่ยวบินรวมคาดว่าจะมีประมาณ 24,847 เที่ยวบิน แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศประมาณ 14,295 เที่ยวบิน และเที่ยวบินภายในประเทศประมาณ 10,552 เที่ยวบิน

    ทั้งนี้ เมื่อประเมินเฉพาะเส้นทางจีน พบว่ายังคงมีแนวโน้มจำนวนผู้โดยสารปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในภาพรวมของ AOT คาดการณ์ว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางในเส้นทางจีนประมาณ 679,259 คน เพิ่มขึ้น 8.1% เมื่อเทียบกับช่วงตรุษจีนปี 2568 และมีเที่ยวบินประมาณ 4,447 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น3.4% โดย ทสภ.ซึ่งมีเที่ยวบินระหว่างประเทศมากที่สุด มีผู้โดยสารในเส้นทางจีนประมาณ 444,255 คน เพิ่มขึ้น 24.2% และมีเที่ยวบินประมาณ 2,889 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 20.5 %(ข้อมูล ณ วันที่ 4 ก.พ.2569)

    นางสาวปวีณา กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อรองรับปริมาณการเดินทางที่เพิ่มขึ้น AOT ได้เตรียมความพร้อมของท่าอากาศยานในทุกมิติ โดยให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย และการสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้โดยสารแบบ World Class Hospitality เน้นให้บริการด้วยความอบอุ่น ใส่ใจ และเป็นมิตร สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยผ่านการบริการที่สุภาพ อ่อนน้อม และพร้อมอำนวยความสะดวกในทุกขั้นตอน รวมทั้งจัดเตรียมเจ้าหน้าที่ล่ามแปลภาษาเพื่อรองรับผู้โดยสารชาวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยลดระยะเวลาการรอคอย เพิ่มความคล่องตัว และยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้มีความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตลอดจนบริหารจัดการการจราจรในการเข้า-ออกท่าอากาศยานไม่ให้ติดขัด

    สำหรับมาตรการป้องกันไวรัสนิปาห์ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT ได้เพิ่มความเข้มงวดมาตรการคัดกรองและเฝ้าระวังไวรัส

    นิปาห์ โดยได้มีการประสานงานร่วมกับด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศในการติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการคัดกรองผู้โดยสารจากประเทศหรือพื้นที่เสี่ยง โดยเน้นการสังเกตอาการเจ็บป่วย ระบบคัดกรองสุขภาพ และการให้ข้อมูลคำแนะนำด้านสุขอนามัยแก่ผู้เดินทาง รวมทั้งยังเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วม รวมถึงเตรียมความพร้อมของบุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อยกระดับความปลอดภัยด้านสาธารณสุขและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้โดยสาร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220967&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AWFFZq7Uih5phJxdWqg1N

  • ปัวระเบิดความมันส์! เปิดศึกโมโตครอสชิงแชมป์ประเทศไทย บนยอดเขาแดนพนา | TOPNEWS

    ปัวระเบิดความมันส์! เปิดศึกโมโตครอสชิงแชมป์ประเทศไทย บนยอดเขาแดนพนา | TOPNEWS

    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 จังหวัดน่านเปิดฉากกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงกีฬาอย่างยิ่งใหญ่ กับงาน “มหกรรมความสุข และการแข่งขันรถจักรยานยนต์โมโตครอสชิงแชมป์ประเทศไทย 2569” ณ ยอดเขาแดนพนา อำเภอปัว แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่โอบล้อมด้วยขุนเขาและทัศนียภาพอันงดงามของจังหวัดน่าน

    นางวิไลวรรณ บุดาสา รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมีนายธงชัย วงษ์สวรรค์ นายกสมาคมกีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

    กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 15 กุมภาพันธ์ 2569 จากความร่วมมือของสมาคมกีฬาจังหวัดน่าน ชมรมแข่งขันรถจักรยานยนต์โมโตครอสจังหวัดน่าน สมาคมกีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทยจังหวัดน่าน รวมถึงเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่อำเภอปัว

    การจัดงานมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ควบคู่การนำเสนอเสน่ห์ของอำเภอปัวและยอดเขาแดนพนา ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้ง พร้อมเปิดพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะการขับขี่อย่างปลอดภัย และใช้กีฬาเป็นสื่อสร้างสรรค์สังคม

    นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ ร้านค้า และชุมชนโดยรอบ พร้อมยกระดับภาพลักษณ์จังหวัดน่านให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านกีฬาและการท่องเที่ยวคุณภาพ

    ภายในงาน นอกจากการแข่งขันรถจักรยานยนต์โมโตครอสชิงแชมป์ประเทศไทยแล้ว ยังมีกิจกรรมกีฬาและสันทนาการหลากหลาย อาทิ การแข่งขันเปตอง เซปักตะกร้อ มวยไทย และกิจกรรมนันทนาการ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความมีชีวิตชีวาให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนตลอดช่วงการจัดงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1485137&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uPerwB-BOy8h1MbRhpdFc