Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เศรษฐกิจไทยเปราะบาง โตต่ำสุดรอบหลายทศวรรษ TISCO จี้ เร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    เศรษฐกิจไทยเปราะบาง โตต่ำสุดรอบหลายทศวรรษ TISCO จี้ เร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยมุมมองว่า ภายหลังผลการเลือกตั้ง ตลาดทุนไทยมีความคาดหวังค่อนข้างมาก เนื่องจากนักลงทุนมองเห็นโอกาสที่จะได้รัฐบาลที่มีเอกภาพ และมีทีมเศรษฐกิจที่สามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างจริงจัง ซึ่งเป็นภาพที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

    โดยเฉพาะกรณีที่พรรคแกนนำมีโอกาสกำกับดูแลกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญหลายกระทรวง และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจมาจากพรรคเดียวกัน

    ทิสโก้
    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด

    จะช่วยให้การส่งต่อนโยบายและการทำงานระหว่างกระทรวงเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดทุนมีความหวังว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะถัดไป

    สำหรับเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจไทยนั้น จำเป็นต้องเพิ่มศักยภาพให้สามารถกลับมาเติบโตที่ระดับประมาณ 4% ต่อปี โดยเห็นว่าอัตราดังกล่าวไม่ใช่เป้าหมายที่สูงเกินไป แต่เป็นระดับขั้นต่ำที่ควรทำให้ได้ เนื่องจากประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียนยังคงเติบโตในระดับที่สูงกว่า ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซียที่เติบโตประมาณ 6% มาเลเซียเกือบ 5% และเวียดนามที่เติบโตถึง 8% หากไทยต้องการช่วงชิงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

    โดยเฉพาะการลงทุนที่มาพร้อมเทคโนโลยีและองค์ความรู้ นักลงทุนย่อมเลือกประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่า ดังนั้น การตั้งเป้าเพียง 3% จึงอาจไม่เพียงพอในการสร้างความโดดเด่นและความเชื่อมั่น ขณะที่ 4% จะเป็นระดับที่ช่วยส่งสัญญาณว่าไทยมีศักยภาพและความตั้งใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

    ทั้งนี้ หากรัฐบาลชุดใหม่ สามารถอยู่ครบวาระ 4 ปี โอกาสในการผลักดันเศรษฐกิจไปสู่ระดับดังกล่าวมีความเป็นไปได้ โดยเงื่อนไขสำคัญ คือ รัฐบาลต้องไม่มุ่งเน้นนโยบายระยะสั้น เพื่อหวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียว เช่น นโยบายการแจกเงิน แต่ควรหันมาแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ทั้งประสิทธิภาพการผลิตที่อยู่ในระดับต่ำ การใช้เทคโนโลยีในภาคการผลิตที่ยังจำกัด อัตราการออมที่ต่ำ ปัญหาหนี้ในทุกภาคส่วน รวมถึงการลงทุนที่ยังไม่เพียงพอ พร้อมทั้งต้องมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน มีตัวชี้วัดและกรอบเวลาที่แน่นอน เพื่อให้ประชาชนและนักลงทุนสามารถติดตามความคืบหน้าได้

    ดัชนีมีลุ้นแตะ 1,500 จุดในปีนี้

    ส่วนในมุมมองต่อตลาดทุน ประเมินว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุดภายในปี  2569 นี้ หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่า เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ต่อปีในระยะถัดไป แม้เศรษฐกิจในปีนี้อาจเติบโตได้เพียงราว 2% ซึ่งยังไม่เพียงพอที่จะผลักดันดัชนีจากปัจจัยพื้นฐานโดยตรง แต่การปรับขึ้นของตลาดในระยะนี้สะท้อนความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอนาคต

    ย้ำว่า นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ จำเป็นต้องมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง อัตราการออมและการลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจที่ยังไม่สูงพอ ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่

    เร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการแพทย์ครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว พร้อมทั้งใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการฟื้นฟูสภาพคล่องในตลาดหุ้นอย่างยั่งยืน

    ในส่วนของแนวทางด้านตลาดทุน เสนอให้เร่งผลักดันโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) ซึ่งเป็นการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้แบบถาวรสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งการลงทุนโดยตรงและผ่านกองทุนรวม โดยการออกแบบโครงการควรเข้าใจง่าย แรงจูงใจชัดเจน แยกวงเงินออกจากการออมเพื่อเกษียณเดิม และกำหนดวงเงินให้สูงพอ เพื่อกระตุ้นการลงทุนในช่วงเริ่มต้น พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับผลของ Wealth Effect จากตลาดหุ้น ที่จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

    อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า ประเด็นความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล นายไพบูลย์ มองว่า แม้จะมีความเสี่ยงจากความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล หรือ การตรวจสอบผลการเลือกตั้ง แต่ด้วยคะแนนเสียงของพรรคอันดับ 1 ที่ทิ้งห่างพรรคอันดับ 2 อย่างชัดเจน ทำให้นักลงทุนไม่ได้กังวลต่อการเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมือง ความเสี่ยงหลักจึงอยู่ที่จังหวะเวลาในการจัดตั้งรัฐบาลมากกว่า ซึ่งประเมินว่าไม่น่าจะล่าช้ามาก

    นอกจากนี้ ยังเห็นว่านักลงทุนรอความชัดเจนเกี่ยวกับหน้าตาของรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการมีทีมเศรษฐกิจที่ครบถ้วน มีผู้เชี่ยวชาญเชิงเทคนิคเข้ามาเสริม จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนมากขึ้น ขณะที่กระแสข่าวการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคร่วมต่าง ๆ ถือเป็นเรื่องปกติของการเมืองไทย และไม่น่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการลงทุนในระยะสั้น รวมถึงความเสี่ยงจากการชุมนุมหรือการเลือกตั้งเป็นโมฆะที่ประเมินว่าอยู่ในระดับต่ำ

    ทิสโก้
    นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้

    เศรษฐกิจไทยเปราะบางโตต่ำสุดรอบหลายทศวรรษ

    ด้านนายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ หรือ TISCO ESU กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.6% ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษนอกเหนือช่วงวิกฤต สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ภาคการผลิตและท่องเที่ยวชะลอ สังคมสูงวัย และการขาดแคลนแรงงานทักษะ ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงเหลือราว 2.3% ท่ามกลางความเสี่ยงจากภายนอกทั้งนโยบายการค้าสหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาชายแดน

    โดยปัจจัยกดดันหลักมาจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยว การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงจากระดับ 7.3% ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง เหลือเพียง 2.3% ในปัจจุบัน ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกที่ยังไม่เอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาข้อพิพาทชายแดน

    อย่างไรก็ตาม ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้ง สร้างความคาดหวังว่านโยบาย “10+” จะช่วยยกระดับการเติบโตกลับสู่ระดับใกล้ 3% ผ่านการปฏิรูประบบราชการ แก้ปัญหาหนี้ ฟื้นขีดความสามารถภาคธุรกิจ เพิ่มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ลดค่าครองชีพ และพัฒนาการศึกษา พร้อมดูแลเศรษฐกิจระยะสั้นด้วยโครงการคนละครึ่งพลัส

    ขณะเดียวกัน การดำเนินนโยบายต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านการคลัง หลังหนี้สาธารณะอยู่ใกล้เพดาน 70% ต่อจีดีพี จึงจำเป็นต้องปฏิรูปการคลังควบคู่ ทั้งเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บรายได้ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และขยายฐานภาษี 

    คนละครึ่งพลัส 2 ดัน GDP โต 1.8%

    นอกจากนี้ การดูแลและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแอถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยคาดว่ารัฐบาลยังมีงบประมาณในงบกลางเหลืออยู่ราว 2.7 หมื่นล้านบาท แม้จะไม่ใช่วงเงินขนาดใหญ่ แต่ยังเพียงพอสำหรับการดำเนินโครงการคนละครึ่งเฟสสองตามที่เคยประกาศไว้ ซึ่งหากสามารถเดินหน้าได้ทันท่วงที คาดว่าจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีกว่าคาด จาก 1.6% เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.8%

    สำหรับภาพระยะยาว TISCO ESU มองว่า การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างยังต้องใช้เวลา รวมถึงต้องอาศัยนโยบายที่ตอบโจทย์ แผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ตัวชี้วัดที่จับต้องได้ และคนทำงานที่จริงจัง หากองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน จะช่วยดึงความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และนักลงทุนต่างชาติ ให้กลับมามองประเทศ และตลาดทุนไทยอย่างมีความหวังได้อีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/268306&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1STdvDN9dSUFvRGGM1PZYj

  • กัมพูชาเลิกพึ่งพาเศรษฐกิจไทยหันมาโหนเวียดนาม แต่จะเสียอิสรภาพในเชิงยุทธศาสตร์ 

    กัมพูชาเลิกพึ่งพาเศรษฐกิจไทยหันมาโหนเวียดนาม แต่จะเสียอิสรภาพในเชิงยุทธศาสตร์ 

    สำนักข่าว VOD ของกัมพูชารายงานว่า ความขัดแย้งเรื่องพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชากำลังเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจของกัมพูชาจากเดิมที่คอยพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจำเป็นจากไทย ก็หันมานำเข้าจากเวียดนามและจีนแทน 

    ความขัดแย้งกับไทยทำให้เกิดวิกฤตด้านโลจิสติกส์ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคเกษตรกรรมและภาคก่อสร้าง และจากรายงานเศรษฐกิจของธนาคารโลก การหยุดชะงักบริเวณชายแดน ประกอบกับภาวะซบเซาในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ได้ทำให้การเติบโตของ GDP ของกัมพูชาชะลอตัวลงเหลือ 4.8% ในปี 2025 เมื่อเทียบกับ 6% ในปี 2024

    เมื่อพรมแดนถูกปิดอย่างกะทันหัน การหยุดชะงักของการค้าข้ามพรมแดนทำให้โรงงานต่างๆ ต้องเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งสินค้าผ่านเวียดนามและลาว ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งพุ่งสูงขึ้น 25% ถึง 40% 

    “ในช่วงต้นปี 2026 กัมพูชาได้ก้าวพ้นวิกฤตนี้ไปได้โดยการเปลี่ยนจากการพึ่งพาประเทศไทยมาเป็นการพึ่งพาการลงทุนจากจีนและการขนส่งจากเวียดนามควบคู่กันไป การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์นี้ แม้จะช่วยให้เศรษฐกิจอยู่รอดได้ในระยะสั้น แต่ก็เผยให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างการพัฒนาภายในประเทศ ทำให้ดูเหมือนว่ากัมพูชากำลังเปลี่ยนจากการพึ่งพาแหล่งเดียวไปเป็นการพึ่งพาอีกสองแหล่งในแต่ละครั้งเท่านั้น” สำนักข่าว VOD กล่าว

    โดยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ด่านชายแดนระหว่างประเทศปอยเปต-คลองเล็กทำหน้าที่เป็นเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของกัมพูชา โดยนำเข้าเชื้อเพลิงเกือบ 90% และสินค้าจำเป็นเกือบทั้งหมดจากประเทศไทย

    เมื่อน้ำมันจากประเทศไทยถูกตัดขาด เวียดนามจึงกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจกัมพูชาอย่างรวดเร็ว จากรายงานของเอกอัครราชทูตเวียดนาม เหงียน มินห์ วู๋ ในเดือนมกราคม 2026 การค้าทวิภาคีระหว่างสองประเทศพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 11.33 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025

    “แต่ในขณะที่การนำเข้าน้ำมันและปุ๋ยจากเวียดนามช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเกษตรได้ ก็ยังชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนที่กัมพูชายังคงเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบสำหรับการแปรรูป และความมั่นคงด้านพลังงานของกัมพูชาอยู่ในมือของเวียดนามอย่างเต็มตัว ทำให้กัมพูชาต้องทบทวนความเป็นอิสระด้านพลังงานของตนเองอีกครั้ง” สำนักข่าว VOD กล่าว

    สื่อของกัมพูชาชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจของกัมพูชาที่หันเหจากการพึ่งพาประเทศไทยไปสู่การพึ่งพาจีนและเวียดนามมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังวิกฤตพรมแดนปี 2025 จะส่งผลกระทบในระยะยาวอย่างลึกซึ้งและหลากหลาย

    สำนักข่าว VOD กล่าวว่าในด้านบวก การที่กัมพูชามีความใกล้ชิดกับเวียดนามมากขึ้นผ่านทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) จะช่วยให้กัมพูชามีทางเลือกด้านโลจิสติกส์ที่หลากหลายมากขึ้น ลดความเสี่ยงในการดำเนินงานผ่านด่านชายแดนทางบก แต่ผลด้านลบระยะยาวที่น่ากังวลที่สุดคือ การขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นและการสูญเสียดุลยภาพในการต่อรอง

    “ในระยะยาว กัมพูชาอาจเผชิญกับความเสี่ยงที่จะสูญเสียความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งหมายความว่าการตัดสินใจเชิงนโยบายที่สำคัญทั้งหมดจะต้องมีการปรึกษาหารือหรือตกลงร่วมกันโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทั้งเจ้าหนี้และนักลงทุนรายใหญ่” สำนักข่าว VOD กล่าวและเสริมว่า “หากกัมพูชาไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศในช่วงเวลานี้ได้ การพลิกฟื้นเศรษฐกิจในปี 2025 ก็จะเป็นเพียงการพลิกผันชั่วคราว และความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจที่แท้จริงก็จะยังคงเป็นเพียงความฝันที่ไม่อาจเอื้อมถึง”

    โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo – ชายคนหนึ่งกำลังตากผ้าอยู่ที่ค่ายพักชั่วคราวในจังหวัดอุดรเมียนชัย ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2025 ท่ามกลางการปะทะกันตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย (Photo by TANG CHHIN SOTHY / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/40197&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nRst3F4a8gQ7smtMOohsB

  • โพลหอการค้าฯ ชี้ปชช.มองเศรษฐกิจไทยยัง “แย่” หวังรัฐบาลใหม่กระตุ้นกำลังซื้อ-เร่งลงทุน : อินโฟเควสท์

    โพลหอการค้าฯ ชี้ปชช.มองเศรษฐกิจไทยยัง “แย่” หวังรัฐบาลใหม่กระตุ้นกำลังซื้อ-เร่งลงทุน : อินโฟเควสท์

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ สำรวจความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่ว่ามุ่งเน้นแนวทางเศรษฐกิจลักษณะใด กลุ่มตัวอย่างมองว่า อยากให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจฐานราก 24.5% รองลงมาคือกระตุ้นกำลังซื้อและการใช้จ่ายของประชาชน 22.8% และปฏิรูปกฎระเบียบและเพื่อสร้างความโปร่งใส 20.8%

    ส่วนรัฐบาลชุดใหม่ควรสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านวิธีการใดเป็นหลัก กลุ่มตัวอย่าง 35.6% บอกว่า ผสมผสานทุกแนวทางอย่างสมดุล 27.4% สร้างอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มผลิตภาพ และ 14.5% พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและท่องเที่ยวในภูมิภาค

    สำหรับการขยายตัวของภาวะเศรษฐกิจไทย กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มองว่า ไตรมาส 1/69 จะโต 1.25-1.50% ส่วนทั้งปี 69 มองว่าจะโต 1.51-1.75%

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกแปลกใจผลโพลที่ประชาชนตอบเหมือนนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งตีความได้คือกลุ่มตัวอย่างไม่ได้มาจากทั่วประเทศ แต่กลุ่มตัวอย่างน่าจะได้รับข้อมูลข่าวสารที่ชี้ประเด็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังป่วยเป็นผู้ป่วยของอาเซียน ทำให้คำตอบประเด็นเรื่องการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไปในแนวทางที่ประชาชนห่วงภาพเศรษฐกิจในอนาคต ทั้งนี้ เชื่อว่านโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องมีแน่นนอนตามนโยบายของรัฐ ซึ่งเป็นการพยุงเศรษฐกิจ แต่ประชาชนต้องการเห็นการเติบโตระยะยาว ที่เศรษฐกิจไทยต้องเติบโตเกิน 2% ให้ได้

    ขณะเดียวกัน จากผลสำรวจยังพบว่า กลุ่มตัวอย่างมองว่าเศรษฐกิจไม่ดี ทุกภาคตอบเหมือนกันว่าแย่มากกว่าดี สะท้อนว่าบรรยากาศเศรษฐกิจยังไม่โดดเด่น โดยมองว่ามาจาก 5 ปัจจัย คือ

    1. สินค้าเกษตรส่วนใหญ่ราคาตกหมด ทำให้กำลังซื้อของทั้งประเทศซึมตัว

    2. การส่งออกน่าจะไม่โดดเด่น ทิศทางการส่งออกย่อลง

    3. การท่องเที่ยวช่วงเดือนธ.ค. 68-ม.ค. 69 เริ่มกลับมาดี แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวยังติดลบอยู่เมื่อเทียบกับต้นปี 68 ทั้งนี้ จุดที่น่าสังเกตคือนักท่องเที่ยวจีนมามากขึ้น บรรยากาศคึกคัก สะท้อนว่าเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยว 35 ล้านคนจะเริ่มกลับมา ดังนั้น บรรยากาศการท่องเที่ยวยังไม่โดดเด่นแต่มีแนวโน้มฟื้น

    4. รัฐบาลรักษาการยังไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ เพราะยังต้องใช้งบประมาณประจำไปพลางก่อน ดังนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่ทำอะไรเพิ่มเติม จึงทำให้เม็ดเงินที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงรัฐบาลรักษาการ ทำได้ไม่โดดเด่น ซึ่งทำให้งบลงทุนไม่ลงมาในระบบเศรษฐกิจจนกว่าจะมีรัฐบาลตัวจริง

    5. สถาบันการเงินยังปล่อยสินเชื่อให้ SME และธุรกิจในอัตราติดลบอยู่ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่าการขยายตัวของสินเชื่อของ SME ติดลบต่อเนื่อง 13 ไตรมาส

    ดังนั้น บรรยากาศเหล่านี้ยังดำเนินอยู่ และยังไม่คลี่คลายในไตรมาส 2/69 เพราะกว่าที่สภาฯ จะเลือกนายกรัฐมนตรี จะคัดสรรคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเริ่มทำงาน คาดว่าจะเริ่มทำงานได้ในเดือนพ.ค. 69 ที่จะเริ่มขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ดังนั้น ในไตรมาส 2/69 ทำให้มองว่าความหวังจะต้องถูกกระตุ้นทันทีด้วยมาตรการคนละครึ่งพลัส ซึ่งเป็นวิธีที่เร็วที่สุด เพราะยังไม่รู้ว่าการท่องเที่ยวจะกลับมาได้เท่าไร ส่งออกจะซึมหรือไม่ สินค้าเกษตรยังไม่โดดเด่นเพียงพอ และงบลงทุนระยะยาวของรัฐบาลยังไม่เด่นชัด จึงต้องใช้มาตรการคนละครึ่งไปพลางก่อน

    นายธนวรรธน์ มองว่า สิ่งที่รัฐบาลควรวางโครงคือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น เชื่อว่ารัฐบาลจะใช้งบกับมาตรการคนละครึ่งพลัสในอัตราที่เหมาะสม ซึ่งมองว่า 4-5 หมื่นล้านบาทน่าจะเพียงพอในการพยุงเศรษฐกิจ และใช้งบประมาณแผ่นดินในส่วนของงบประมาณขาดดุลในส่วนที่เหลือ ไปลงทุนเพื่ออนาคต เพราะเรามีปัญหาอุปสรรคในเรื่องการเก็บภาษี ดังนั้น จากผลสำรวจจึงไม่แปลกที่ประชาชนมองว่าเศรษฐกิจจะฟื้นในไตรมาส 3/69

    “สัญญาณที่เห็นคือไตรมาส 1/69 เป็นสัญญาณประคอง ไตรมาส 2/69 เป็นตัวชี้วัดของเศรษฐกิจไทยว่าจะขยายตัวเด่นหรือไม่ เพราะครม. จะเริ่มทำงาน นโยบายของรัฐบาลเริ่มแถลงต่อสภาฯ สิ่งที่เป็นเมกะโปรเจกต์ของพรรคภูมิใจไทย คือแลนด์บริดจ์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่รู้ว่าจะมีนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลมาผสมผสานอย่างไร แต่เชื่อว่าพื้นที่ EEC เป็นพื้นที่หลัก สัญญาณที่ภาคเอกชนเห็นคือต่างชาติเริ่มสนใจลงทุนในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะดาต้าเซนเตอร์ จะเริ่มเห็นการลงทุน บรรยากาศต่าง ๆ ที่เข้ามาจากการวางนโยบาย และไตรมาส 3/69 น่าจะเห็นบรรยากาศการลงทุนจากต่างประเทศ ถ้ารัฐบาลประกาศออกมา ทีมเศรษฐกิจเห็นได้ชัดอยู่แล้ว นโยบายที่ทำมาเช่น Quick Win ก็จะมีแนวต่อเนื่อง ดังนั้น จะเคาะสัญญาณสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนน่าจะทำได้ต่อเนื่อง รัฐบาลรักษาการภท. เป็นคนทำงบประมาณแผ่นดินปี 70 ดังนั้น เมื่อเข้ามาต่อยอดการทำงบประมาณแผ่นดินปี 70 จะทำได้เร็ว น่าจะนำเสนอต่อสภาช่วงมิ.ย.-ก.ค. 69 ทำให้การใช้งบประมาณทำได้ต่อเนื่องและในเดือนต.ค. 69 ไม่น่าจะล่าช้า” นายธนวรรธน์ กล่าว

    ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลจะมีความล่าช้าหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้มีการประท้วงเรื่องผลการเลือกตั้งหลายแห่ง หรืออาจนำไปสู่การนับคะแนนใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ นายธนวรรธน์ กล่าวว่า การประท้วงโดยภาคประชาชนหรือการแสดงความเห็นเกี่ยวกับความไม่ชัดเจนในการนับคะแนนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่การสงสัยมีมูลหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อยู่ระหว่างการพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ

    “วิธีง่าย ๆ คือพิสูจน์ นับคะแนนใหม่เป็นเขตได้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องนับใหม่ทั้งประเทศ เพราะไม่มีมูลเหตุ ซึ่งมูลเหตุตัดสินด้วยกฎหมายและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และยังไม่เห็นภาพมูลเหตุที่ชี้ว่าจะต้องเลือกตั้งใหม่หรือนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ ขณะเดียวกัน ยังไม่เห็นว่าจะมีปัญหาเรื่องการตั้งรัฐบาลล่าช้า เพราะน่าจะสามารถเคลียร์ปัญหาได้ใน 1 เดือน และยังไม่เห็นว่าความเชื่อมั่นจะหายไป” นายธนวรรธน์ กล่าว

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องทำ คือการประกาศขจัดคอร์รัปชัน และต่อต้านสแกมเมอร์ โดยมองว่าเป็นประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจ เพราะถ้ามีสแกมเมอร์ ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจะหายไป การท่องเที่ยวจะฟื้นช้า

    “หลังเลือกตั้ง พรรคภท. ได้เสียงเกือบ 200 เสียง ส่งผลให้หุ้นขึ้น และเงินบาทแข็งค่า เนื่องจากคนมีความมั่นใจว่า พรรคแกนนำที่มีคะแนน 200 เสียง การเลือกพรรคร่วมรัฐบาล พรรคภท. มีทางเลือกหากมีพรรคใดมีปัญหาก็สามารถเลือกพรรคใหม่ได้ ดังนั้น รัฐบาลชุดใหม่มีเสถียรภาพอย่างน้อย 2 ปี ง่าย ๆ และนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ยังใช้คำว่า 4+4 คือ 4 เดือนที่เป็นรัฐบาลรักษาการ และ 4 ปี ดังนั้น ด้วยคะแนนเสียงทางการเมืองมีโอกาสที่รัฐบาลจะใกล้ครบเทอมได้ง่าย” นายธนวรรธน์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ก.พ. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/568314&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2F5A1t30vCLW2cv4cLFUoT

  • สกร. ลดความเหลื่อมล้ำการศึกษา เดินหน้า “เติมรัก เติมรู้ สู่น้องตชด.” | เดลินิวส์

    สกร. ลดความเหลื่อมล้ำการศึกษา เดินหน้า “เติมรัก เติมรู้ สู่น้องตชด.” | เดลินิวส์

    กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) นำโดย ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสร้างโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผ่านโครงการ “เติมรัก เติมรู้ สู่เยาวชนกลุ่มเป้าหมาย” โดยจัดกิจกรรม “เติมรัก เติมรู้ สู่น้อง…ตชด.” เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ในพื้นที่ห่างไกลและชายแดน ได้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พร้อมเสริมสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21

    ทั้งนี้ สกร. ได้เริ่มต้นขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวผ่านกิจกรรม Kick Off อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) ก่อนหน้านี้ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการขยายโอกาสการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์สู่เยาวชนกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ชายแดน พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเครือข่ายศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศให้ดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระบบ

    ปัจจุบันกิจกรรม “เติมรัก เติมรู้ สู่น้อง…ตชด.” ได้เริ่มดำเนินการแล้วอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการจัดกิจกรรมในหลายพื้นที่นำร่อง อาทิ การนำนักเรียน ตชด. เข้าร่วมเรียนรู้และรับชมการแสดงท้องฟ้าจำลอง ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ การจัดกิจกรรมฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงทดลอง ณ อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ รวมถึงการดำเนินกิจกรรมผ่านศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาในภูมิภาค เช่น จังหวัดนครราชสีมา พิษณุโลก ขอนแก่น และอุบลราชธานี ซึ่งได้รับความสนใจจากนักเรียนและครูผู้ควบคุมดูแลเป็นอย่างมาก สะท้อนถึงความสำเร็จของการสร้างพื้นที่แห่งโอกาสทางการเรียนรู้ให้เข้าถึงได้จริง

    กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นตลอดเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือนแห่งความรัก โดยมุ่งผสานการ “เติมความรู้” ควบคู่กับการ “เติมกำลังใจ” ให้กับเยาวชน ตชด. ผ่านการเข้าชมนิทรรศการวิทยาศาสตร์ การทำกิจกรรมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ และการชมการแสดงท้องฟ้าจำลอง ซึ่งแต่ละศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาได้ออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการเรียนรู้ และสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายต่อผู้เข้าร่วมกิจกรรม

    สำหรับปีนี้ มีโรงเรียนในความดูแลของ กก.ตชด. จำนวน 11 แห่ง เข้าร่วมกับ 10 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา มีนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 934 คน และครูผู้ควบคุมดูแล 130 คน โดยจัดกิจกรรม ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาในจังหวัดนครศรีธรรมราช ตรัง นครราชสีมา พิษณุโลก นครพนม ขอนแก่น อุบลราชธานี และสระแก้ว

    โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) และเครือข่ายศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ รวม 20 แห่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการกระจายโอกาสทางการเรียนรู้สู่เยาวชนกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ โดยมีนักเรียนจากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเป็นกลุ่มเป้าหมายแรก และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 10,000 คน

    กรมส่งเสริมการเรียนรู้เชื่อมั่นว่า โครงการ “เติมรัก เติมรู้ สู่น้อง…ตชด.” จะเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน พร้อมวางรากฐานการพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในอนาคตอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5592842/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ccWMpAb-um3c_DcX3OPvQ

  • “นฤมล” สั่งด่วน ให้ ศธ. เกาะติดเหตุบุกจับครู-นักเรียนเป็นตัวประกันที่หาดใหญ่

    “นฤมล” สั่งด่วน ให้ ศธ. เกาะติดเหตุบุกจับครู-นักเรียนเป็นตัวประกันที่หาดใหญ่

    “รมว.นฤมล” สั่ง สพฐ.เกาะติดสถานการณ์ คลั่งบุก รร.กลางหาดใหญ่ จับนักเรียน-ครูเป็นตัวประกัน ยัน ศธ.พร้อมช่วยเหลือเต็มที่ เร่งยกระดับมาตรการความปลอดภัยเข้มทั่วประเทศ

    วันที่ 11 ก.พ. 2569 เวลา 16.45 น.จากกรณีเหตุคนร้ายคลุ้มคลั่งบุกเข้าไปภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนใช้อาวุธก่อเหตุจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ และจับนักเรียนกับครูเป็นตัวประกัน สร้างความตื่นตระหนกให้กับครู นักเรียน และผู้ปกครองในพื้นที่เป็นอย่างมากนั้น

    ล่าสุด ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว และมีความห่วงใยต่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทุกคนอย่างยิ่ง โดยได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประสานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ พร้อมด้วยศึกษาธิการจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน

    โดยเบื้องต้นจากรายงานพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การก่อการร้าย แต่เป็นเหตุบุคคลคลุ้มคลั่งก่อเหตุจับนักเรียนและครูเป็นตัวประกัน อย่างไรก็ตาม จะมีการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดรอบด้านอีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน โดยขอให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนกฎหมาย

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวย้ำว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือนักเรียน ครู ผู้บริหาร และบุคลากรที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ทั้งด้านความปลอดภัยและการเยียวยาสภาพจิตใจ เพื่อให้ทุกคนกลับมามีขวัญและกำลังใจโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ เท่าที่ได้รับรายงาน โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์มีแผนเผชิญเหตุและมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยคณะผู้บริหารและครูได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างรัดกุมในระหว่างเกิดเหตุ ซึ่งหลังจากนี้กระทรวงศึกษาธิการจะร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทบทวนและยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในโรงเรียนทั่วประเทศให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

    “มาตรการที่เตรียมดำเนินการเพิ่มเติม ได้แก่ การเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองบุคคลเข้า-ออกสถานศึกษา การซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ การจัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างใกล้ชิด ตลอดจนสร้างกลไกสนับสนุนด้านจิตวิทยา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ครู นักเรียน และผู้ปกครองว่า โรงเรียนยังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันว่า จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินการทุกมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2913662&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U5jxnSdEfscbvIRy8oZPG

  • ปฏิวัติวงการ! ส.บอลไทยฯ จับมือ กสศ. ปั้นบิ๊กโปรเจกต์ฟุตบอลโมเดลระดับชาติ

    ปฏิวัติวงการ! ส.บอลไทยฯ จับมือ กสศ. ปั้นบิ๊กโปรเจกต์ฟุตบอลโมเดลระดับชาติ

    ปฏิวัติวงการ! ส.บอลไทยฯ จับมือ กสศ. ปั้นบิ๊กโปรเจกต์ฟุตบอลโมเดลระดับชาติ

    สมาคมลูกหนังไทยฯ ร่วมกับ กสศ. เตรียมบูรณาการการศึกษาแบบยืดหยุ่น สร้างอาชีพครบวงจรจากสนามสู่ระดับชาติ หวังขยายโอกาสเด็กไทยทั่วประเทศ ต่อยอดระบบนิเวศฟุตบอลอาชีพ!!

    เมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ฝ่ายเทคนิค สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จัดการประชุมร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อเตรียมจัดทำหลักสูตรบูรณาการฟุตบอล การศึกษาแบบยืดหยุ่น

    การประชุมในครั้งนี้นำโดย ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน อุปนายกสมาคมฯ ในฐานะประธานจัดทำหลักสูตรบูรณาการฟุตบอล การศึกษาแบบยืดหยุ่น พร้อมด้วย คุณผลิพร ธัญอนันต์ผล ผู้อำนวยการสำนักสื่อสาธารณะ และคณะทำงาน เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค สมาคมฯ

    การจัดทำหลักสูตรบูรณาการฟุตบอล โดยมีเนื้อหาหลักครอบคลุม 4 ด้าน ประกอบไปด้วย สนาม, สโมสร, สปอนเซอร์ และ การสื่อสาร โดยมีเป้าหมายคือการพัฒนา และควบคุมฟุตบอลภายในประเทศทั้งระบบทางด้านการศึกษา ในการใส่คอร์สอบรม ส่งเสริมพัฒนาสโมสร สมาชิก รวมถึง อคาเดมี และต่อยอดมาถึงระดับชาติ ที่ไม่ใช่แค่นักกีฬา แต่รวมถึงการจัดการแข่งขัน  

    สำหรับ หลักสูตรฟุตบอลดังกล่าว กสศ.จะนำไปเผยแพร่หลักสูตร ให้กับการศึกษาและหน่วยงานที่จับคู่เป็นเครื่อข่าย เพื่อขยายโอกาสให้เยาวชนเข้าถึงหลักสูตร ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักของหลักสูตรนี้คือการพัฒนาเยาวชนที่สนใจกีฬาฟุตบอลให้ได้รับการศึกษา และมีมาตรฐานในการเรียนอย่างถูกต้องและเข้าถึงประสบการณ์ จนสามารถนำไปต่อยอดในการประกอบอาชีพ เพื่อสร้างระบบนิเวศน์ของฟุตบอล

    โดยหลังจากนี้ ทาง กสศ. จะประสานงานกับ ผู้เชี่ยวชาญ และ ผู้ชำนาญการ เพื่อจัดหมวดหมู่เนื้อหา และวางแผนชั่วโมงการสอนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อสรุปเนื้อหาอีกครั้ง ในวันที่ 31 มีนาคม 2569

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/football-thailand/thai-national/99729/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OKj16yZAAjSTCYQlrlaP5

  • กทพ.จัดรับฟังความคิดเห็นโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

    กทพ.จัดรับฟังความคิดเห็นโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

    เศรษฐกิจ

    กทพ.จัดรับฟังความคิดเห็นโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

    วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.04 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    กทพ.จัดรับฟังความคิดเห็นโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

    นายสุวัฒน์  จันทร์สุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และนางสาวณัฐฐา กาสี รองผู้ว่าการ (การเงิน บัญชี และพัฒนาธุรกิจ) ร่วมเป็นประธานเปิดการประชุมฯ สำหรับงานศึกษาของโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยนี้เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนผู้ใช้ทางได้รับความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางสู่เกาะสมุย รวมไปถึงเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านการคมนาคมและเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง      ไปยังเกาะสมุย และส่งเสริมการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น โดย กทพ. ได้มอบหมายให้กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย    บริษัท เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด บริษัท เอ็ม เอ เอ คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท เอพซิลอน จำกัด และบริษัท เทสโก้ จำกัด ดำเนินการศึกษาฯ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2566 มีระยะเวลาดำเนินการศึกษา 36 เดือน (1,080 วัน) โดยได้ดำเนินการแล้วเสร็จตามแผนงาน และได้นำมาจัดการประชุมเพื่อเสนอสรุปผลการศึกษาเพื่อรับฟังความคิดเห็น จากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผลการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ และการเงิน ผลการสำรวจและออกแบบกรอบรายละเอียด งานศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม งานวิเคราะห์ความเหมาะสมการให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการ

    สำหรับการคัดเลือกเส้นทางที่เหมาะสมที่สุดจากทั้งหมด 7 แนวสายทางเลือก ร่วมกำหนดแนวเส้นทาง รูปแบบของโครงการฯ พิจารณามาตรการสำหรับการพัฒนาโครงการฯ จนได้ข้อสรุปผลแนวเส้นทางและรูปแบบของโครงการฯ ที่มีความเหมาะสมที่สุด ทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจการลงทุน และสิ่งแวดล้อม โดยสรุปแนวเส้นทางโครงการฯ มีจุดเริ่มต้น โครงการฯ บริเวณ กม.14+500 ของทางหลวงหมายเลข 4142 ในพื้นที่ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผ่านพื้นที่ตำบลควนทอง ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช และไปสิ้นสุดโครงการฯ โดยเชื่อมต่อกับทางหลวง หมายเลข 4170 ที่ กม.9+000 บริเวณ ตำบลตลิ่งงาม อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระยะทางรวม 37.41 กิโลเมตร รูปแบบของถนนในโครงการฯ เป็นทางพิเศษขนาด 4 ช่องจราจรระดับดิน มีระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร บนเขตทางกว้าง 40 เมตร มีรั้วกั้นตลอดแนวเส้นทางโครงการทั้งสองฝั่ง เพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ทางพิเศษ มีทางบริการทั้ง 2 ด้าน เพื่ออำนวยความสะดวกจะใช้เขตทางรวม 70 เมตร มีทางเข้า-ออก

    3 แห่ง สำหรับโครงสร้างสะพานข้ามทะเล มีระยะทางประมาณ 22 กิโลเมตร ใช้วิธีก่อสร้างเป็นชิ้นส่วนหล่อสำเร็จให้มากที่สุด เพื่อลดกิจกรรมการก่อสร้างในทะเลให้น้อยที่สุด และจะมีช่วงก่อสร้างสะพานขึง (Cable-stayed Bridge) ที่มีเสา สูงประมาณ 135 เมตร ซึ่งจะมีความสูงของช่องลอดใต้ช่วงกลางไม่น้อยกว่า 50 เมตรจากความสูงระดับน้ำทะเลปานกลาง เพื่อให้เรือขนาดใหญ่สามารถลอดผ่านได้อย่างปลอดภัย โดยการออกแบบตามมาตรฐานสากลให้มีเสถียรภาพมากที่สุดภายใต้แรงลมและแรงแผ่นดินไหว

    สรุปผลการศึกษาด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ฝั่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี และเกาะสมุย ทำให้โครงการฯ นี้เป็นทางพิเศษเชื่อมแผ่นดินกับเกาะที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อโครงข่ายการเดินทางที่มีประโยชน์สูงสุด เป็นที่ยอมรับของผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งยังเป็นทางพิเศษโครงการฯ แรกที่มีการบูรณาการความร่วมมือของหน่วยงานสาธารณูปโภคในการที่จะนำระบบไฟฟ้า ประปา และสื่อสารข้ามทะเลมายังเกาะสมุยบนโครงสร้างทางพิเศษ ซึ่งจะทำให้ระบบเหล่านั้นมีความมั่นคงสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในพื้นที่ สนับสนุนการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้เต็มประสิทธิภาพ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/465748&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Pb-_9FslXBuB1dlimtTGM

  • ศธ. เปิดโครงการ “เติมรัก เติมรู้ สู่น้อง ตชด.” ขยายโอกาสสู่พื้นที่ห่างไกล

    ศธ. เปิดโครงการ “เติมรัก เติมรู้ สู่น้อง ตชด.” ขยายโอกาสสู่พื้นที่ห่างไกล

    11 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงศึกษาธิการ นำโดย นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสร้างโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผ่านโครงการ “เติมรัก เติมรู้ สู่เยาวชนกลุ่มเป้าหมาย” โดยจัดกิจกรรม “เติมรัก เติมรู้ สู่น้อง…ตชด.” เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ในพื้นที่ห่างไกลและชายแดน ได้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พร้อมเสริมสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21

    ทั้งนี้ ได้เริ่มต้นขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวผ่านกิจกรรม Kick Off อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) ก่อนหน้านี้ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการขยายโอกาสการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์สู่เยาวชนกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ชายแดน พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเครือข่ายศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศให้ดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระบบ

    ปัจจุบันกิจกรรม “เติมรัก เติมรู้ สู่น้อง…ตชด.” ได้เริ่มดำเนินการแล้วอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการจัดกิจกรรมในหลายพื้นที่นำร่อง อาทิ การนำนักเรียน ตชด. เข้าร่วมเรียนรู้และรับชมการแสดงท้องฟ้าจำลอง ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ การจัดกิจกรรมฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เชิงทดลอง ณ อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ รวมถึงการดำเนินกิจกรรมผ่านศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาในภูมิภาค เช่น จังหวัดนครราชสีมา พิษณุโลก ขอนแก่น และอุบลราชธานี ซึ่งได้รับความสนใจจากนักเรียนและครูผู้ควบคุมดูแลเป็นอย่างมาก สะท้อนถึงความสำเร็จของการสร้างพื้นที่แห่งโอกาสทางการเรียนรู้ให้เข้าถึงได้จริง

    กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นเดือนแห่งความรัก โดยมุ่งผสานการ “เติมความรู้” ควบคู่กับการ “เติมกำลังใจ” ให้กับเยาวชน ตชด. ผ่านการเข้าชมนิทรรศการวิทยาศาสตร์ การทำกิจกรรมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ และการชมการแสดงท้องฟ้าจำลอง ซึ่งแต่ละศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาได้ออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการเรียนรู้ และสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายต่อผู้เข้าร่วมกิจกรรม

    สำหรับปีนี้ มีโรงเรียนในความดูแลของ กก.ตชด. จำนวน 11 แห่ง เข้าร่วมกับ 10 ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา มีนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 934 คน และครูผู้ควบคุมดูแล 130 คน โดยจัดกิจกรรม ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาในจังหวัดนครศรีธรรมราช ตรัง นครราชสีมา พิษณุโลก นครพนม ขอนแก่น อุบลราชธานี และสระแก้ว

    โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) และเครือข่ายศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ รวม 20 แห่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการกระจายโอกาสทางการเรียนรู้สู่เยาวชนกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ โดยมีนักเรียนจากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเป็นกลุ่มเป้าหมายแรก และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 10,000 คน

    ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า โครงการ “เติมรัก เติมรู้ สู่น้อง…ตชด.” จะเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน พร้อมวางรากฐานการพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในอนาคตอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/education/128768&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oNWW6-1_SqtshExJ6ITHh

  • สาวอินฟลูฯ คนดัง “คลอดในน้ำ” ทารกเสียชีวิตสลด หลังลืมตาดูโลกแค่ 1 ชั่วโมง

    สาวอินฟลูฯ คนดัง “คลอดในน้ำ” ทารกเสียชีวิตสลด หลังลืมตาดูโลกแค่ 1 ชั่วโมง

    อินฟลูฯ คนดัง “คลอดในน้ำ” ทารกลืมตาดูโลกได้แค่ 1 ชั่วโมง เสียชีวิตสลด ตำรวจรวบผู้เชี่ยวชาญด้านการทำคลอด พบความจริงช็อกทั้งวงการ

    ความพยายามสร้างประสบการณ์การคลอดที่แสนอบอุ่นกลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่มีวันลืม ไอชา ชิกกา (Aisha Chigga) หรือชื่อจริงคือ ไอชา รากาเอวา นางแบบและอินฟลูเอนเซอร์สาวชาวรัสเซียวัย 27 ปี ผู้มียอดผู้ติดตามกว่า 1.5 ล้านคน ต้องสูญเสียลูกน้อยไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากพยายามทำ “คลอดในน้ำ” (Water Birth) ภายในสระน้ำเป่าลมที่บ้านของตนเอง เมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยทารกเพศชายเสียชีวิตหลังจากลืมตาดูโลกได้เพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

    จากการรายงานของสื่อต่างประเทศและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ผลการตรวจสอบเบื้องต้นระบุว่า สาเหตุการเสียชีวิตของทารกคาดว่าเกิดจากการสำลักน้ำคร่ำขณะอยู่ในน้ำ จนนำไปสู่ภาวะขาดอากาศหายใจ ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการช่วยเหลือจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที

    แฉ “ผู้เชี่ยวชาญกำมะลอ” ไร้ใบประกอบวิชาชีพทำคลอด

    ผู้ที่ทำหน้าที่ช่วยคลอดในครั้งนี้คือ นาตาเลีย คอตลาร์ (Natalia Kotlar) หญิงวัย 59 ปี ที่อ้างตัวว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านการคลอดในน้ำ” มาอย่างยาวนาน เธอมีการเขียนหนังสือและเปิดหลักสูตรที่ชื่อว่า “Gentle Birth” (การคลอดอย่างอ่อนโยน) โดยอ้างว่าตนเองมีประสบการณ์สูงและมีความรู้ทางจิตวิทยา

    อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสืบสวนแห่งรัสเซีย ตรวจพบความจริงที่น่าตกใจว่า นาตาเลียไม่มีวุฒิการศึกษาทางการแพทย์หรือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสูตินรีเวชใดๆ ซึ่งถือเป็นการประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยผิดกฎหมาย ล่าสุดศาลมอสโกได้สั่งควบคุมตัวเธอเป็นเวลา 2 เดือน เพื่อดำเนินคดีในข้อหาให้บริการทางการแพทย์ที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

     ไอชา ชิกกา (Aisha Chigga)

    ความเสี่ยงของการคลอดในน้ำที่บ้าน: ทำไมถึงอันตราย?

    แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวช ระบุว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากการขาดความรู้ด้านสรีรวิทยาและการฝึกฝนด้านการกู้ชีพของผู้ทำคลอด โดยปกติทารกในครรภ์จะได้รับออกซิเจนผ่านทางสายสะดือ และปอดจะเต็มไปด้วยน้ำ จนกว่าจะคลอดออกมาสัมผัสอากาศภายนอกจึงจะเริ่มหายใจด้วยตนเอง

    • ภาวะแทรกซ้อน: หากเกิดเหตุไม่คาดคิด เช่น ทารกสูดหายใจเร็วเกินไปขณะยังอยู่ในน้ำและสำลักน้ำคร่ำที่มีขี้เทาปนอยู่ หรือของเหลวในปอดไม่ถูกดูดซึมตามปกติ ทารกจำเป็นต้องได้รับการดูดเสมหะและให้เครืองช่วยหายใจโดยแพทย์ทันที
    • การช่วยเหลือที่ล่าช้า: ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่า หากเคสนี้เกิดขึ้นในสถานพยาบาลที่มีเครื่องมือครบถ้วน แพทย์จะมีโอกาสสูงมากในการเข้าแทรกแซงและรักษาชีวิตของทารกไว้ได้

    คำเตือนจากวงการแพทย์ถึงคุณแม่ยุคใหม่

    แม้ว่าราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งสหราชอาณาจักร (RCOG) จะระบุว่าการคลอดที่บ้านอาจเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคุณแม่ที่มีความเสี่ยงต่ำและเคยผ่านการคลอดมาแล้ว แต่สำหรับ “คุณแม่ท้องแรก” การคลอดที่บ้านมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ

    ไอชาได้โพสต์ข้อความผ่าน Telegram บรรยายถึงความเจ็บปวดที่แสนสาหัสที่สุดในชีวิต ทั้งจากการสูญเสียลูก การรักษาตัวในโรงพยาบาล และการต้องเผชิญกับการสอบสวนทางกฎหมายและการจัดงานศพ เหตุการณ์นี้จึงเป็นอุทาหรณ์สำคัญให้คุณแม่ทุกคนตรวจสอบคุณสมบัติและใบอนุญาตทางการแพทย์ของผู้ทำคลอดอย่างถี่ถ้วน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งแม่และลูก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9872886/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fJY81tNEwRvL081Lroi3n

  • สั่งครม.ศึกษาเลิกMOU ลุยสร้างรั้วชายแดนไทย

    สั่งครม.ศึกษาเลิกMOU ลุยสร้างรั้วชายแดนไทย

    “อนุทิน” สั่ง ครม.เร่งศึกษาเลิก  MOU 44 เป็นประธานวันครบรอบ 72 ปีกองอาสารักษาดินแดน ขอให้น้อมนำพระราชปณิธานแห่งพระมหากษัตริย์ 2 รัชกาลขับเคลื่อนภารกิจ ย้ำ อส.คือแนวหลังสำคัญของประเทศ  รบ.พร้อมเสริมศักยภาพ-สวัสดิการ ยืนยันรั้วชายแดนเริ่มสร้างได้ทันที “บิ๊กเล็ก” เสนอ ครม.รับทราบกฎหมายสกัดนำเข้าซ่อมแซมตึกสแกมเมอร์

    ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 10 กุมภาพันธ์  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีประกาศว่าจะยกเลิกเอ็มโอยู 44   ว่า วันเดียวกันนี้ (10 ก.พ.) จะสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการเพื่อประกาศยกเลิก แต่ยังไม่ใช่รัฐบาลนี้ เพียงแต่ต้องเตรียมการไว้เพื่อยกเลิกเอ็มโอยู 44 เนื่องจากเห็นว่าไม่มีความคืบหน้าเลยแม้แต่น้อย และไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บไว้ ซึ่งทุกอย่างเป็นตามกฎหมาย

     มีรายงานว่า ในการประชุม ครม. นายอนุทินสั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหมศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจเอ็มโอยู  44 โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญสูงสุด

    ที่อาคารศูนย์พัฒนาบุคลากร วิทยาลัยการปกครอง จ.ปทุมธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการกองอาสารักษาดินแดน เป็นประธานในพิธีสดุดีกองอาสารักษาดินแดน (อส.) และพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนต่อธงประจำกองอาสารักษาดินแดน เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน ครบรอบ 72 ปี ประจำปี 2569 โดยเจ้าหน้าที่และสมาชิก อส. 1,100 นาย ร่วมงาน โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีมอบเครื่องหมาย “รักษาดินแดนยิ่งชีพ” และเข็มอาสารักษาดินแดนสดุดี รางวัลกองร้อยอาสารักษาดินแดนดีเด่น กองร้อยมาตรฐานและรางวัลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ผู้ปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2568

    นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับเครื่องหมายรักษาดินแดนยิ่งชีพ เข็มอาสารักษาดินแดนสดุดี รางวัลกองร้อยอาสารักษาดินแดน ที่มีผลงานดีเด่น และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ผู้ปฏิบัติงานดีเด่น กองอาสารักษาดินแดนกำเนิดขึ้นจากพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทอันทรงคุณค่า ความว่า

     “ขอให้เจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน ได้ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ โดยพยายามฝึกสอนอบรมประชาชน ให้เข้าใจกิจการในหน้าที่ของตน ทั้งในส่วนตัวของบุคคล ของครอบครัว ของหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่ ตลอดจนชาติบ้านเมืองในที่สุด เพื่อได้มีความสามัคคี ร่วมมือร่วมใจกัน ที่จะช่วยป้องกันภัยอันตราย และรักษาความสงบในท้องถิ่นของตน ด้วยความองอาจ กล้าหาญ และซื่อสัตย์สุจริต เพื่อชาติบ้านเมือง และความเป็นเอกราชของเราจะได้วัฒนาถาวร”

    นายกฯ กล่าวว่า พร้อมทั้งในรัชสมัยปัจจุบัน  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชปณิธานในการสืบสาน  รักษา และต่อยอดภารกิจด้านความมั่นคงของชาติ และการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้แก่พสกนิกรชาวไทย

     “ในปี 2569 นี้ ขอให้ผู้บังคับบัญชา เจ้าหน้าที่ และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนทุกท่าน ได้น้อมนำพระบรมราโชวาท และพระราชปณิธานแห่งพระมหากษัตริย์ทั้งสองรัชกาล ขับเคลื่อนภารกิจของกองอาสารักษาดินแดน การรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงภายใน การเตรียมความพร้อมการบรรเทาภัยธรรมชาติ หรือการดำเนินการ ตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ทั้งในสถานการณ์ปกติ และสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดน การจัดระเบียบสังคม การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยขอให้ยึดหลัก ทันโลก ทันสมัย ทันท่วงที เป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชน ที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด คือการดำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ  ศาสนา และพระมหากษัตริย์ของประเทศชาติสืบไป” นายกฯ กล่าว

    จากนั้นนายกฯ ได้นำผู้บังคับบัญชา เจ้าหน้าที่และสมาชิก อส. กล่าวคำปฏิญาณตนต่อธงประจำ อส. โดยขอให้น้อมนำพระบรมราโชวาทและพระราชปณิธานแห่งพระมหากษัตริย์มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่

    นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงการเพิ่มเติมเสริมศักยภาพและขวัญกำลังใจให้กับ อส.ว่า จะมีการเสริมทักษะ ศักยภาพให้กับสมาชิก อส.ตลอดเวลา ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย จะมีหน่วยงานเฉพาะที่คอยดูแล และยังมีการร่วมฝึกกับกองทัพบก โดยเฉพาะอาสาที่ประจำอยู่ตามสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้มีความชำนาญ เชี่ยวชาญด้านการข่าว การสู้รบ และการดูแลประชาชน ซึ่งมีแผนดั้งเดิมที่นำมาปรับใช้ตั้งแต่สมัยรัฐบาล คสช. และในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งเป็น รมว.มหาดไทย ได้ดูแลเน้นย้ำในเรื่องของสวัสดิการต่างๆ ของอาสาสมัคร

    เมื่อถามถึงการสร้างรั้วแนวชายแดนหลังชาวบ้านพื้นที่ชายแดนมีการทวงถาม นายอนุทินกล่าวว่า หน่วยงานหลักที่ดูแลเรื่องนี้คือกองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้รายงานเข้ามาว่าจะเริ่มดำเนินการในพื้นที่ที่สามารถก่อสร้างได้โดยทันที ในส่วนของงบประมาณมีการจัดสรรไว้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังมีเงินบริจาคเข้ามาจำนวนมาก รวมถึงเงินพระราชทานจากราชวงศ์ ที่ให้มาจัดสรรในการดูแลป้องกันแนวชายแดนให้ประชาชนมีความปลอดภัย ส่วนประชาชนจะไม่ต้องกังวล

    เมื่อถามว่า หลังเลือกตั้งทางกัมพูชามีติดต่อเข้ามาหรือไม่ที่จะขอเจรจากับประเทศไทย  นายกฯ กล่าวว่า ทุกอย่างมีขั้นตอนในการติดต่อพูดคุย ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำร่วมกัน ทั้งการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในแต่ละฝั่งของประเทศตนเองใครรับผิดชอบในพื้นที่ใดต้องดำเนินการในฝั่งของตัวเอง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม

    พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม  เปิดเผยก่อนประชุม ครม.ว่า กระทรวงกลาโหมจะเสนอกฎหมายควบคุมสินค้าส่งออกตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเพิ่มเติมให้ ครม.รับทราบ ซึ่งเป็นเรื่องเก่า เพราะที่ผ่านมาปัญหาฝั่งตะวันตก (ไทย-เมียนมา) และฝั่งตะวันออก (ไทย-กัมพูชา) ไม่เหมือนกัน จึงต้องปรับปรุงให้เกิดความทันสมัย ส่วนการควบคุมอุปกรณ์สิ่งก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็ก มีอยู่แล้ว เพียงแต่ไปปรับให้เหมือนกัน อย่างกรณีฝั่งตะวันตกก่อนหน้านี้มีการควบคุมเรื่องสแกมเมอร์ แต่ฝั่งตะวันออกยังไม่มี และใช้ระเบียบเก่าอยู่ รวมถึงเรื่องน้ำมันต่างๆ

    น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าการซ่อมแซมปราสาทตาควายว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสำรวจและเตรียมเข้าที่ประชุมคณะกรรมการวันพุธนี้ ว่าการซ่อมแซมบูรณะจะเริ่มจากตรงไหนอย่างไร ส่วนช่วงเวลาในการเริ่มดำเนินการนั้น ที่ผ่านมาได้มีการปรึกษากระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานความมั่นคง รวมถึงการวางงบประมาณ ซึ่งมองว่าต้องรอ ครม.ชุดใหม่จึงจะเริ่มดำเนินการได้ เพราะต้องอนุมัติงบ แต่ยอมรับว่าต้องเร่งดำเนินการให้เร็ว เพื่อป้องกันการพังทลายลงมา  โดยอธิบดีกรมศิลปากรและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่าจากการสำรวจซ่อมง่ายกว่าที่คาดการณ์ไว้

    ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พล.ต.สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี, พ.อ.เกียรติศักดิ์ พรมตวง ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 54 ร่วมให้การต้อนรับ พล.อ.Romeo S. Brawner Jr. เสนาธิการทหารกองทัพฟิลิปปินส์ (เทียบเท่าผู้บัญชาการทหารสูงสุดฟิลิปปินส์) และคณะ ลงพื้นที่รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน รวมถึงปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์และการหลอกลวงออนไลน์ (Cyber Crime/Scammer) พร้อมทั้งตรวจภูมิประเทศและแนวทางการปฏิบัติงานของหน่วยในพื้นที่จริง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และแนวทางการประสานความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ

    โดยในการบรรยายช่วงหนึ่ง ฝ่ายไทยได้ชี้ให้เห็นพื้นที่โอร์เสม็ด รีสอร์ต รอยัลฮิลล์ รีสอร์ต จ.อุดรมีชัย อยู่ห่างจากจุดผ่านแดนถาวรช่องจอมเพียง 500 เมตร โดยทหารกัมพูชาได้ใช้อาคารเป็นฐานบัญชาการปล่อยโดรนพลีชีพกว่า 100 ลำ โจมตีทหารจนได้รับบาดเจ็บหลายรายในการปะทะรอบล่าสุด

    พบว่า ภายในอาคาร 6 ชั้น ยังถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการสแกมเมอร์หลอกลวงคนทั่วโลก มีการตกแต่งห้องต่างๆ ให้เป็นสถานีตำรวจของนานาประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ ออสเตรเลีย บราซิล เวียดนาม

    นอกจากนี้ ยังพบกระดานที่มีข้อความภาษาอินโดนีเซีย ซึ่งเข้าใจว่ามีคนอินโดนีเซียส่วนหนึ่งเป็นเหยื่อของพวกแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ รวมไปถึงมีการตกแต่งเลียนแบบธนาคาร ซึ่งเป็นพฤติกรรมมิจฉาชีพ-สแกมเมอร์.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/945565/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jt_h5I_3f5MnrtNjGFbAW