Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “อนุทิน” ประชาสัมพันธ์เทศกาลตรุษจีน บอกม้ามาแล้วความสำเร็จเกิดขึ้น ชี้ตรงปีเกิดตัวเอง

    “อนุทิน” ประชาสัมพันธ์เทศกาลตรุษจีน บอกม้ามาแล้วความสำเร็จเกิดขึ้น ชี้ตรงปีเกิดตัวเอง


    “อนุทิน” ประชาสัมพันธ์เทศกาลตรุษจีน บอกม้ามาแล้วความสำเร็จเกิดขึ้น ชี้ตรงปีเกิดตัวเอง วันนี้รัฐมนตรี แจ้งลาประชุม ครม. 5 ราย 

    ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำนายจาง เจี้ยนเว่ย์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และคณะ เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 พร้อมมอบตุ๊กตาม้า และขนมมงคลจีนให้นายกฯ 

    ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมประชาสัมพันธ์ นายอนุทิน พานายจาง เจี้ยนเว่ย์ ไปถ่ายรูปให้เห็นฉากหลังตึกไทยคู่ฟ้า และเดินไปส่งนายจาง เจี้ยนเว่ย์ขึ้นรถ

    จากนั้นนายอนุทิน เดินมาถ่ายภาพบริเวณบูธจัดกิจกรรมหน้าตึกบัญชาการ 1 โดยนายอนุทิน กล่าวช่วงหนึ่งว่า ม้า มังกร มาแล้วมีพลัง ม้ามาแล้วความสำเร็จเกิดขึ้น พร้อมชี้ไปที่ตัวเองและกล่าวว่า “นี่ปีม้า” เมื่อถามว่าแสดงว่าปีม้าปีเกิดของตัวเองก็ฉลองความสำเร็จไปด้วยเลยใช่หรือไม่ นายกฯหัวเราะ จากนั้นเป็นประธานการประชุมครม. ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 

    ผู้สื่อข่าวรายงาน วันเดียวกันนี้มี ครม.แจ้งลาการประชุม 5 คน ได้แก่ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายอัครา พรหมเผ่า รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และจ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช.อุตสาหกรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/40154&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DbvCWhQyNcCv_PBcvKKIJ

  • โคราช ลงนาม ระหว่างธุรกิจด้านการแพทย์ นวัตกรรมสุขภาพ และการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    โคราช ลงนาม ระหว่างธุรกิจด้านการแพทย์ นวัตกรรมสุขภาพ และการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    ที่โรงแรม The Piano Resort เขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยนายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ อดีตอธิบดีกรมควบคุมโรค ดร.วัชรี ปรัชญานุสรณ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา และ ดร.วิโรจน์ วสุศุทธิกุลกานต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอ็มดี สัปปายะ จำกัด ได้ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างภาคธุรกิจด้านการแพทย์ นวัตกรรมสุขภาพ และภาคการท่องเที่ยว พร้อมขับเคลื่อนจังหวัดนครราชสีมาก้าวสู่พื้นที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีศักยภาพในระดับประเทศ และระดับนานาชาติ เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาโครงการด้านสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ งานวิจัย และการพัฒนานวัตกรรม รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ และเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาอย่างเป็นระบบ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทั้งเศรษฐกิจืและคุณภาพชีวิตของผู้คนได้อย่างยั่งยืน เป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนจังหวัดนครราชสีมา สู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพในอนาคต

    สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้ภาคการท่องเที่ยวได้เชื่อมโยงกับภาคการแพทย์ และนวัตกรรมสุขภาพ ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญของโลกในปัจจุบัน นำไปสู่การพัฒนาโครงการเชิงรูปธรรมทั้งในระยะเร่งด่วน ระยะปานกลาง และระยะยาว เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของจังหวัด นครราชสีมาให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เป็นการส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของจังหวัดนครราชสีมา ให้ก้าวสู่การเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวชั้นนำในระดับโลกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5587786/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XgCc2cRauNVBRFK4-KrMg

  • U

    U

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย มองว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วง “เปลี่ยนผ่าน” มากกว่าการฟื้นตัวตามวัฏจักรปกติ โดยมีปัจจัยสำคัญจากการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปใช้จริงในภาคธุรกิจ การฟื้นตัวที่ไม่สมดุลของเศรษฐกิจสหรัฐ และการปรับทิศทางของการลงทุนโลก

    UOB ชี้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ยุคใหม่ AI ขึ้นแท่นแรงขับเคลื่อนหลัก

    ยูโอบีระบุว่า บรรยากาศการลงทุนปรับดีขึ้นต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา จากผลประกอบการภาคธุรกิจที่ยังแข็งแกร่ง ทิศทางนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และการเร่งนำเทคโนโลยีมาใช้ ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อุตสาหกรรมต่างๆ เริ่มนำ AI มาใช้จริงมากขึ้น จากเดิมที่เน้นการทดลอง ทำให้ AI กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อผลิตภาพ การลงทุน และการเติบโตของผลประกอบการ ท่ามกลางการเติบโตเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง

    นายเอเบล ลิม Head of Deposit and Wealth Management ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เผยกลยุทธ์และโอกาสในการลงทุนปี 2569 ว่า “ปีนี้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นประเด็นหลักที่ต้องจับตา และกลายเป็นแกนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโต ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับคุณภาพ การกระจายความเสี่ยง และความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุน มากกว่าการไล่ตามกระแสระยะสั้น”

    สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐ ยูโอบีมองว่ายังคงขยายตัวต่อเนื่อง แต่ไม่ทั่วถึง โดยกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และกลุ่มผู้บริโภครายได้สูงยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมและกลุ่มรายได้ต่ำเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง สะท้อนภาพการฟื้นตัวแบบ “K-shaped” ที่ความแตกต่างเชิงโครงสร้างเด่นชัดขึ้น

    ขณะเดียวกัน AI กำลังก้าวจากการทดลองไปสู่การใช้งานจริงที่สามารถสร้างรายได้ การลงทุนจึงเริ่มหันไปให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่นำไปใช้ได้จริง เช่น ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ และยานยนต์ยุคใหม่ โดยแม้สหรัฐจะยังเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม แต่การสนับสนุนเชิงนโยบายของจีนในอุตสาหกรรม AI และเทคโนโลยีขั้นสูง กำลังช่วยเร่งโอกาสการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย

    จีนยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์การกระจายการลงทุนระดับโลก ด้วยบทบาทหลักในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การผลิตขั้นสูง และการสื่อสาร ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ของจีน ในดัชนี CSI 300 มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นแตะระดับร้อยละ 11 ช่วยลดการพึ่งพาตลาดภายในประเทศ และเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว

    สำหรับประเทศไทย เศรษฐกิจในปี 2569 ยังขับเคลื่อนหลักจากภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ขณะที่ภาคการผลิตเผชิญแรงกดดันให้เร่งปรับตัวสู่ “อุตสาหกรรมใหม่” หรือ New S-Curve เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI

    ด้านการส่งออกอาจชะลอลงหลังจากมีการเร่งส่งมอบล่วงหน้าก่อนการเปลี่ยนแปลงมาตรการทางการค้า ขณะที่เศรษฐกิจยังคงอ่อนไหวต่อความไม่แน่นอนด้านการค้า ความเสี่ยงจากภาวะเงินฝืด ภัยธรรมชาติ และปัจจัยทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง อย่างไรก็ดี การบริโภคภายในประเทศ การใช้จ่ายภาครัฐ และการท่องเที่ยวยังเป็นแรงพยุงสำคัญ โดยมีโอกาสที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงต้นปีจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัว

    ภายใต้ภาวะตลาดที่ผันผวน ยูโอบีแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ที่รอบคอบมากขึ้น ผ่านการกระจายการลงทุนในหลายภูมิภาคและหลายประเภทสินทรัพย์ เลือกลงทุนในบริษัทที่นำเทคโนโลยีไปใช้ได้จริงและสร้างมูลค่าได้ชัดเจน พร้อมเสริมพอร์ตด้วยสินทรัพย์ที่ให้รายได้สม่ำเสมอ เช่น ตราสารหนี้คุณภาพและหุ้นปันผล เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iewf32es9y5j18mbryxdvimszt08x7jr&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZlRBFAOmnIe0lwTh_QvZK

  • พรรคไทยก้าวใหม่ จัดทัพคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้าย ชูการศึกษาเปลี่ยนประเทศ

    พรรคไทยก้าวใหม่ จัดทัพคาราวานหาเสียงโค้งสุดท้าย ชูการศึกษาเปลี่ยนประเทศ

    Loading…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/fast/content/2912686&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LRjPsRUiixg2GJsr3SepS

  • ตลาดเชื่อมือรัฐบาล “อนุทิน 2” หุ้นไทยฟื้นรอบ 20ปี ดัชนีปีนี้ลุ้น 1,500 จุด

    ตลาดเชื่อมือรัฐบาล “อนุทิน 2” หุ้นไทยฟื้นรอบ 20ปี ดัชนีปีนี้ลุ้น 1,500 จุด

    ท่ามกลางความผันผวนที่กดทับเศรษฐกิจไทยมาหลายปี ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กลับจุดประกายความหวังรอบใหม่ให้ทั้งนักลงทุนและภาคธุรกิจอย่างชัดเจน

    เสียงสนับสนุนที่มั่นคงของรัฐบาลชุดใหม่ไม่เพียงสะท้อนเสถียรภาพทางการเมืองที่หายไปนาน แต่ยังกำลังถูกตีความว่าอาจเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญของตลาดทุนไทย 

    หลังดัชนีกลับมายืนเหนือระดับจิตวิทยาอีกครั้ง พร้อมความคาดหวังว่าชุดนโยบายเศรษฐกิจที่กำลังจะเดินหน้า อาจปลุกพลังการเติบโตของประเทศให้ฟื้นคืนในรอบทศวรรษ

    ไพบูลย์  นลินทรางกูร

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงหุ้นจะไปไกลแค่ไหน แต่คือรัฐบาลใหม่จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือไม่ ?

    “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ยอมรับว่าผลการนับคะแนนที่มีความชัดเจนมากขึ้น จากชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคภูมิใจไทยที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวกอย่างชัดเจน 

    ตลาดหุ้นไทยตอบรับผลการเลือกตั้งอย่างร้อนแรง ท่ามกลางความคาดหวังว่า จะเกิดเสถียรภาพทางการเมืองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และรัฐบาลใหม่จะสามารถจัดตั้งได้อย่างรวดเร็ว มั่นคง และมีศักยภาพเพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

    “ดัชนีกลับมายืนเหนือ 1,400 จุด เป็นสัญญาณที่ชัดเจนจากนักลงทุนว่ามีความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองที่จะกลับมา ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10-20 ปีที่ตลาดมองว่าความเสี่ยงทางการเมืองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากรัฐบาลมีเสียงสนับสนุนจำนวนมาก และมีทีมเศรษฐกิจที่ชัดเจนต่อเนื่องมาจากช่วงรักษาการ ทำให้ไม่ต้องรอลุ้นตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเหมือนครั้งก่อนๆ นักลงทุนจึงมองว่านี่คือการซื้ออนาคตและความคาดหวังว่ารัฐบาลจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างได้”

    อย่างไรก็ดี ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุดภายในปีนี้ หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่าเศรษฐกิจไทยมีศักยภาพกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ต่อปี ในช่วงถัดไป แทนการเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที นักลงทุนต้องการเห็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง

    โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง อัตราการออมต่ำ ลงทุนต่ำ และผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงนโยบายที่ช่วยยกระดับศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลใหม่ควรเร่งผลักดันการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการแพทย์ครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว 

    ที่สำคัญที่สุด คือ นโยบายที่ใช้ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยถือเป็นโจทย์เร่งด่วน

    โดยหนึ่งในแนวทางที่ตอบโจทย์ คือ “โครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account)” เพราะเป็นการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้แบบถาวรสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งการลงทุนโดยตรงในหุ้นรายตัว และการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวม

    อย่างไรก็ตาม การออกแบบโครงการจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจอย่างแท้จริง เข้าใจง่าย และไม่มีเงื่อนไขซับซ้อนจนเป็นข้อจำกัด โดยควรแยกวงเงินออกจากการออมเพื่อการเกษียณอายุเดิม และกำหนดวงเงินให้สูงพอที่จะจูงใจการลงทุน ในระยะแรกควรมุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่มีกำลังลงทุนสูง เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    “ผมเสนอ 5 เงื่อนไขของ TISA มาโดยตลอดเพื่อกระตุ้นตลาดอย่างแท้จริง นั่นก็คือ
    1. วงเงิน 5 แสนบาทต่อปี
    2. ในช่วง 2ปีแรกเพิ่มวงเงินพิเศษให้อีกปีละ 3 แสนบาท
    3. ลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน ถ้าลงทุนในหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET ESG หรือ ลงทุนในกองทุนรวมประเภท Thai ESG
    4. ลดหย่อนภาษีได้ 80% ถ้าลงทุนในหุ้นหรือกองทุนที่ไม่ใช่ ESG
    5. ระยะเวลาถือครอง 5 ปีเต็ม สามารถสลับเปลี่ยนหุ้นหรือกองทุนได้ แต่ห้ามเอาเงินออก”

    เมื่อตลาดหุ้นปรับตัวดีขึ้นจะทำให้คนรู้สึกมั่งคั่งขึ้นและกล้าออกมาใช้จ่าย ซึ่งช่วยกระตุ้นการบริโภคได้โดยรัฐบาลไม่ต้องใช้งบประมาณ ยกตัวอย่างหาก Market Cap ของไทยเพิ่มขึ้น 10% ส่วนของคนไทยประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท และเกิดการใช้จ่ายเพียง 5% จะมีเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจทันที 60,000 ล้านบาท

    เมื่อรวมผลของ Multiplier ตัวคูณทางเศรษฐกิจ อาจส่งผลให้ GDP เติบโตเพิ่มขึ้นได้ถึง 1% ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าหลายโครงการของภาครัฐ 

    นั่นหมายความว่า “รัฐบาลไม่ควรมองข้ามผลของ Wealth Effect จากตลาดหุ้น ซึ่งสามารถสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ.”

    ตลาดเชื่อมือรัฐบาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/737817&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XjhqlD7pBfji1hjiCy8y-

  • ส่องทรัพย์สิน ‘อิทธิพร’ หลังพ้นตำแหน่งประธานกกต. รวยเท่าไหร่…ดูเลย ? | เดลินิวส์

    ส่องทรัพย์สิน ‘อิทธิพร’ หลังพ้นตำแหน่งประธานกกต. รวยเท่าไหร่…ดูเลย ? | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 10 ก.พ. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหนี้สินของนายอิทธิพร บุญประคอง กรณีพ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2568 โดยนายอิทธิพรและนางสุธีรา คู่สมรสแจ้งมีทรัพย์สินรวม 48,589,273 บาท และ 14.84 ยูโร มีหนี้สินรวม 148,013 บาท

    เป็นทรัพย์สินของนายอิทธิพร 43,719,018 บาท 14.84 ยูโร ประกอบด้วยเงินฝากธนาคารในไทย 5,619,018 บาท และ 14.84 ยูโร ที่ฝากในธนาคาร ABN AMRO กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ ที่ดิน 3 แปลง ในจังหวัดชุมพร เชียงใหม่ และ กทม. รวมมูลค่า 34.5 ล้านบาท ซึ่งได้จากการให้ โดยในจำนวนนี้ 1 แปลง เนื้อที่ 68 ตารางวา ในซอยนราธิวาสราชนครินทร์ สาทร กรุงเทพฯ มูลค่า 24 ล้านบาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 3.5 ล้านบาท ยานพาหนะ 100,000 บาท และไม่มีแจ้งว่ามีทรัพย์สินอื่น แต่มีหนี้สินเป็นเงินเบิกเกินบัญชี 11,970 บาท

    นอกจากนี้แจ้งมีรายได้ต่อปีรวม 3,438,084 บาท แบ่งเป็นเป็นรายได้จากเงินเดือน 983,040 บาท เงินรับรอง 600,000 บาท เงินประจำตำแหน่ง 600,000 บาท เบี้ยประชุม กกต./ปี 208,000 บาท เบี้ยประชุมประธานกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง 102,000 บาท รายได้จากค่าเช่า 360,000 บาท เงินข้าราชการบำนาญ 567,044 บาท และแจ้งมีรายจ่ายต่อปีรวม 720,000 บาท โดยเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวทั้งหมด

    ส่วนนางสุธีรา มีทรัพย์สินรวมว่า 4,870,255 บาท โดยเป็นเงินฝากทั้งหมดและมีหนี้สินเป็นเงินเบิกเกินบัญชี 136,132 บาท ไม่แจ้งว่ามีรายได้ แต่แจ้งมีรายจ่ายต่อปี 840,000 บาท โดยเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว 480,000 บาท และค่าอุปการะมารดา 360,000 บาท

    นายอิทธิพร ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 12 ส.ค. 2561 ถึง 7 ธ.ค. 2568 โดยก่อนหน้านั้นดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตในหลายประเทศ และเคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายกระทรวงการต่างประเทศ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5588906/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UpbTZMfCngX6sX0Y9uKl5

  • นายกฯ พบเอกอัครราชทูตจีนฯ ยกระดับความสัมพันธ์ครบรอบ 51 ปี ไทย – จีน พร้อมเดินหน้าจัดเทศกาลตรุษจีน 2569 หนุนท่องเที่ยวไทย

    นายกฯ พบเอกอัครราชทูตจีนฯ ยกระดับความสัมพันธ์ครบรอบ 51 ปี ไทย – จีน พร้อมเดินหน้าจัดเทศกาลตรุษจีน 2569 หนุนท่องเที่ยวไทย

    นายกฯ พบเอกอัครราชทูตจีนฯ ยกระดับความสัมพันธ์ครบรอบ 51 ปี ไทย – จีน พร้อมเดินหน้าจัดเทศกาลตรุษจีน 2569 หนุนท่องเที่ยวไทย

    (10 ก.พ. 69) นายจาง เจี้ยนเว่ย์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และคณะ เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

    นายกฯ กล่าวว่า ปี 2569 เป็นวาระครบรอบ 51 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือระหว่างกัน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไทยพร้อมทำงานร่วมกับฝ่ายจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และความเชื่อมโยงประชาชนและวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า การจัดงานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนมายังประเทศไทย ทั้งในช่วงเทศกาลตรุษจีนและตลอดทั้งปี

    งานเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 จัดกิจกรรมหลักในกรุงเทพมหานคร 2 พื้นที่ ได้แก่ เยาวราช 7 ก.พ. – 1 มี.ค. 2569 และศูนย์การค้าสยามพารากอน 4 – 18 ก.พ. 69 รวมถึงที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 17–20 ก.พ. 69 และจังหวัดอื่น ๆ เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว สร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความเป็นสิริมงคลในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/66340&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S2e9kqyROlkyZZ3GW7BkM

  • รองผู้ว่าฯ เชียงใหม่ หารือหลายภาคส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    รองผู้ว่าฯ เชียงใหม่ หารือหลายภาคส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    รองผู้ว่าฯ เชียงใหม่ หารือหลายภาคส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับฐานรากสู่สากล

    วันนี้ ( 9 กุมภาพันธ์ 2569) ที่ห้องทำงานรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ประชุมหารือร่วมกับคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด โดยมี ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ พาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ และผู้แทนอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมหารือ

    โอกาสนี้ ทุกภาคส่วนได้ระดมความคิดเห็นและบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการส่งเสริมศักยภาพด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกับแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน และรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน ตลอดจนหาแนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคของผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางการทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานเศรษฐกิจหลัก (ท่องเที่ยวฯ, พาณิชย์ฯ, อุตสาหกรรมฯ) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเชื่อมโยงสู่ระดับสากล

    สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่
    ภาพ : หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่
    9 กุมภาพันธ์ 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3879810/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09E_UYB181deGby7X9RRsw

  • ‘เอกนิติ’ ยันวางระบบ ‘คนละครึ่ง พลัส’ พร้อมแล้ว กลุ่มตกหล่นเฮ!รับสิทธิ์ก่อน2,000-2,400บาท

    ‘เอกนิติ’ ยันวางระบบ ‘คนละครึ่ง พลัส’ พร้อมแล้ว กลุ่มตกหล่นเฮ!รับสิทธิ์ก่อน2,000-2,400บาท

    ‘เอกนิติ’ ฟุ้งวางระบบ ‘คนละครึ่ง พลัส’ พร้อมแล้ว คอนเฟิร์มตามนโยบายหาเสียงให้สิทธิ์กลุ่มตกหล่น 2,000-2,400 บาทก่อน มั่นใจเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/68 โตทะลุ 1.8% แจงถก ‘แบงก์ชาติ’ ใกล้ชิด กำชับดูแลค่าบาทต่อเนื่อง

    10 ก.พ. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการคนละครึ่ง พลัส ว่า ขณะนี้ได้หารือกับทีมงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามวางรายละเอียดและออกแบบรูปแบบของโครงการเพื่อเตรียมความพร้อมไว้ เมื่อหากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เรียบร้อยก็จะสามารถเดินหน้าโครงการได้ทันที ซึ่งยืนยันตามนโยบายที่ได้มีการหาเสียงไว้ว่า จะให้สิทธิ์กับกลุ่มที่ตกหล่นก่อน รายละ 2,000 บาท สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี และ 2,400 บาท สำหรับคนที่อยู่ในระบบภาษี

    ส่วนกลุ่มประชาชนทั่วไปอาจจะต้องมาทบทวนรายละเอียดอีกครั้ง จากแผนเดิมก่อนยุบสภาที่จะดำเนินการใน 2 ส่วน คือ กลุ่มตกหล่น และกลุ่มที่ได้รับสิทธิ์ 20 ล้านคน โดยต้องมีการรับข้อสังเกตจากหลายฝ่ายมาพิจารณาร่วม รวมถึงต้องดูปัจจัยและเงื่อนไขอื่น ๆ ประกอบ ทั้งเรื่องเม็ดเงินงบประมาณ และระยะเวลาในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ จึงมาพิจารณาอีกครั้งว่าจะสามารถเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมได้เท่าไหร่

    “ตอนนี้ต้องพูดตรง ๆ ว่า ตามแผนเดิมก่อนยุบสภามีการระบุไว้ว่าจะทำ 2 ส่วน คือ กลุ่มตกหล่น และคนที่ได้รับสิทธิ์อยู่แล้ว 20 ล้านคน ซึ่งอาจจะต้องขอทบทวนใหม่อีกครั้ง แต่ยืนยันว่าจะเปิดโอกาสให้กลุ่มตกหล่นก่อน เพราะมีหลายเงื่อนไขที่ต้องมาพจิารณา โดยเฉพาะเรื่องเม็ดเงินงบประมาณ และระยะเวลาในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่” นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ๆ ขณะนี้ต้องยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะต้องรอความชัดเจนเรื่องรัฐบาลใหม่ให้เรียบร้อยก่อน แต่วันนี้เศรษฐกิจรอไม่ได้ ดังนั้นก็จะเร่งขับเคลื่อนโครงการที่ได้มีการอนุมัติแล้วให้เดินหน้าต่อเนื่อง เช่น โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้, โครงการช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน การเข้มงวดในการเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้ตามเป้าหมาย ซึ่งคาดว่ายอดการเบิกจ่ายในไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2568 จะสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 5%, โครงการ Thailand Individual Saving Account (TISA) ที่เตรียมความพร้อมไว้แล้วและสามารถดำเนินการได้ทันที

    นอกจากนี้ จะเร่งรัดเรื่องการอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนเข้าระบบ โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุน กว่า 4.8 แสนล้านบาท 80 กว่าโครงการ ผ่านโครงการ Thailand FastPass ซึ่งเม็ดเงินลงทุนจะทยอยเข้าสู่ระบบตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีนี้ และมีการประเมินว่ายอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจะสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 9% ซึ่งถือว่าเยอะมาก เหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวต่อได้

    รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. กล่าวอีกว่า รัฐบาลจะพยายามประคับประคองเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ให้ขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 2% โดยกระทรวงการคลังวางเป้าหมายให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุน ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์​ ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2568 ที่กระทรวงการคลังประเมินว่าจะขยายตัวได้ที่ 1.8% นั้น ส่วนตัวมองว่ามีโอกาสที่จะเติบโตได้มากกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ได้เร่งดำเนินการตามแนวทาง Quick Big Win รวมถึงการส่งออกที่ฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนให้ตัวเลขเศรษฐกิจในปี 2568 น่าจะขยายตัวได้สูงกว่าที่ประเมินไว้ที่ 2.2%

    “สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ถือว่ามีข้อดีในเรื่องการบริหารด้านเศรษฐกิจจะมีความต่อเนื่อง เพราะทุกคนรู้ว่าขณะนี้ประเทศไทยต้องเน้นเรื่องการต่อเนื่องเพื่อรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะต่อ ๆ ไป และทุกคนรู้ดีกว่าเรายังต้องเน้นเรื่องการปรับโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรัฐบาลจะเดินหน้าอย่างเต็มที่ภายใต้การรักาษวินัยการคลังอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และต่างชาติเองก็จับตามองเรื่องนี้ โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ร่วมกับพรรคการเมืองที่ทำนโยบายประชานิยม” นายเอกนิติ กล่าว

    สำหรับเรื่องงบประมาณปี 2570 นั้น ได้มีการหารือกับสำนักงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วก็จะทำให้ความล่าช้าในส่วนนี้มีน้อยที่สุด แต่ก็ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ตั้งแต่ก่อนยุบสภาแล้ว ซึ่งยืนยันว่าจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อไม่ให้งบประมาณมีความล่าช้า

    อย่างไรก็ดี ยังได้มีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ธปท. ยินดีให้ความร่วมมือ และพร้อมประสานทุกนโยบายเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย ส่วนสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้นั้น ต้องไปดูว่ามาจากปัจจัยใด หากเป็นการแข็งค่าตามปัจจัยพื้นฐานก็ต้องมีการติดตามดู พร้อมทั้งยังได้กำชับให้ ธปท. ติดตามว่าเป็นผลมาจากการเก็งกำไรหรือไม่ ซึ่งต้องระวังเรื่องนี้อย่างมาก

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/945492/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38IH7f3lm29zfY71Sb_1Ig

  • ‘เอกนิติ’ เชื่อจีดีพีปี 68 โตเกิน 2% ชี้แผนเคลื่อนเศรษฐกิจช่วงรอตั้งรัฐบาล

    ‘เอกนิติ’ เชื่อจีดีพีปี 68 โตเกิน 2% ชี้แผนเคลื่อนเศรษฐกิจช่วงรอตั้งรัฐบาล

    ‘เอกนิติ’ เชื่อจีดีพีปี 68 โตเกิน 2% ชี้แผนเคลื่อนเศรษฐกิจช่วงรอตั้งรัฐบาล

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงรอยต่อของการจัดตั้งรัฐบาลนั้น ยังมีหลายโครงการที่สามารถผลักดันได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อพยุงจีดีพีและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ขณะเดียวกัน หากมีการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว เรื่องที่ต้องผลักดันเร่งด่วน ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง, TISA เป็นต้น 

    มาตรการแก้หนี้รายย่อย ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’

    สำหรับมาตรการที่ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ คือ โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วนกับการช่วยเหลือประชาชนที่เป็นหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท กับธนาคารพาณิชย์และบริษัทลูก ปัจจุบันมีผู้เข้าโครงการผ่านบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) แล้วแสนกว่าราย จากเป้าหมายทั้งหมด 1 ล้านราย ส่วนของหนี้ Non-bank นั้น ยังต้องรอรัฐบาลใหม่เนื่องจากต้องใช้เม็ดเงินงบประมาณรองรับ 

    เร่งสปีดการลงทุนผ่าน ‘BOI Fast Pass’

    เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นแต่ให้ผลยั่งยืน กระทรวงการคลังได้ประสานกับ BOI เพื่อปลดล็อกโครงการที่ยังติดขัดประมาณ 80 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนกว่า 480,000 ล้านบาท ผ่านโครงการ “BOI Fast Pass” โดยตั้งเป้าหมายให้การลงทุนจาก BOI ในปีนี้สูงกว่าปีที่แล้วประมาณ 9% เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ได้มีการขับเคลื่อนโครงการ SME Clinic Boost  โดยความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งใช้เงินจากกองทุน FIDF มาช่วยเหลือโดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน เพื่อให้ SME มีสภาพคล่องและสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

    การอัดฉีดเม็ดเงินผ่านงบลงทุนและโครงการกระตุ้นการบริโภค

    ทั้งนี้ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัว ซึ่งต้องรอติดตามตัวเลขทางการจากสภาพัฒน์ ที่จะแถลงข่าว 16 ก.พ.69 นี้ อย่างไรก็ตาม จากมาตรการ Quick Big Win กระทรวงการคลังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 จะฟื้นได้ดีกว่า 1.8% ที่หน่วยงานรัฐเคยคาดไว้ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง Plus โครงการเที่ยวดีมีคืน โครงการเที่ยวดีมีคืน และการย้ายการสัมมนาภาครัฐ ให้หน่วยงานราชการไปจัดสัมมนาในเมืองรองเพื่อกระจายรายได้ เป็นต้น

    “แม้จะมีข้อจำกัดในการออกนโยบายใหม่ในช่วงนี้ แต่การขับเคลื่อนโครงการที่อนุมัติไปแล้วยังคงเดินหน้าต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก และช่วงไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกโครงการต่างๆ เชื่อว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจไตรมาส 4 ขยายตัวกว่า 1.8% และทั้งปีอาจสูงกว่า 2.2% จากนโยบายที่ดำเนินการ ซึ่งจะเป็นส่งต่อเนื่องมายังปี 2569”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/651268&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23xIQPlsgGRQnS5ZSngE1O