Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “เอกนิติ” ไฟเขียวตลาดทุนสีเขียว อนุญาตคาร์บอนเครดิต เป็นสินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์

    “เอกนิติ” ไฟเขียวตลาดทุนสีเขียว อนุญาตคาร์บอนเครดิต เป็นสินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์

    “เอกนิติ” ไฟเขียวตลาดทุนสีเขียว อนุญาตคาร์บอนเครดิต เป็นสินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์

    วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.12 น.

    กระทรวงการคลังพร้อมเดินหน้ายกระดับ“ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (TFEX)” ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกการเงินการลงทุน และตอบโจทย์ “วิสัยทัศน์เศรษฐกิจใหม่ของไทย” ที่ต้องขับเคลื่อนด้วยหลายมิติอย่างรอบด้าน โดยการยกระดับครั้งนี้มุ่งเสริมมิติเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจดิจิทัลให้ชัดเจนและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ผ่านการปรับปรุงและเพิ่มเติม “สินค้าอ้างอิง/ตัวแปรอ้างอิง” ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 เพื่อให้ตลาดอนุพันธ์ไทยมีความหลากหลาย ครอบคลุม และดึงดูดนักลงทุน โดยอยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแลที่รัดกุมคุ้มครองผู้ลงทุนมากยิ่งขึ้น 

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า “วันนี้ ตลาดอนุพันธ์ทั่วโลกไม่ได้จำกัดอยู่แค่สินค้าแบบเดิม แต่พัฒนาไปสู่สินทรัพย์ใหม่ ๆ ที่สะท้อน “โลกเศรษฐกิจจริง” และ “ความเสี่ยงรูปแบบใหม่” ตั้งแต่คาร์บอน ไปจนถึงสินทรัพย์ดิจิทัล ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจดิจิทัล การมีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงและผลิตภัณฑ์ที่ตอบรับโอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่จึงเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน” ที่สำคัญ กระทรวงการคลังจึงร่วมกับ ก.ล.ต. ยกระดับกรอบสินค้าและตัวแปรอ้างอิงให้ทันสากล โปร่งใส และคุ้มครองผู้ลงทุน เพื่อให้ประเทศไทยแข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืน

    ภายใต้หลักการปรับปรุงครั้งนี้ กระทรวงการคลังและ ก.ล.ต. เห็นพ้องในการยกระดับ TFEX ให้รองรับผลิตภัณฑ์สำคัญของอนาคต**

    1. ยกระดับ “คาร์บอนเครดิต” จากเดิมเป็นตัวแปรอ้างอิง ให้เป็น “สินค้าอ้างอิงที่สามารถส่งมอบได้”เพื่อรองรับการซื้อขายได้ทั้งแบบส่งมอบจริงและชำระราคาเป็นส่วนต่าง (cash settlement) ทำให้ “คาร์บอน” ขยับจากแนวคิดเชิงนโยบายไปสู่กลไกตลาดที่ใช้งานได้จริง 

    2. เพิ่ม “สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Allowance)” และ “ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC)” เป็นสินค้าอ้างอิง เพื่อหนุนการมุ่งสู่ Net Zero และขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นระบบ 

    3. เพิ่ม “สินทรัพย์ดิจิทัล (คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล)” เป็นสินค้าอ้างอิง เพื่อให้การกำกับดูแลธุรกิจที่เกี่ยวข้องครอบคลุม รองรับการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศตามการเติบโตของตลาด 

    4. เพิ่มดัชนีบนตัวแปรอ้างอิง (FX, อัตราดอกเบี้ย, ค่าระวาง) และดัชนีบนสินค้าอ้างอิง เพื่อให้ครอบคลุมดัชนีที่เกี่ยวข้องครบถ้วนและสะท้อนสภาพตลาดได้ดียิ่งขึ้น 

    5. ปรับปรุงขอบเขตสินค้าอ้างอิงบางรายการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น (เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์จากการกลั่นน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ หรือปิโตรเคมี) เพื่อสอดคล้องกับโครงสร้างสินค้าในตลาดจริง 

    การปรับปรุงดังกล่าวจะช่วยให้ศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย สอดคล้องมาตรฐานสากลและความต้องการของผู้ลงทุน ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. จะสามารถติดตาม ตรวจสอบ และกำกับดูแลศูนย์ซื้อขายและผู้ประกอบธุรกิจ รวมถึงกำหนดรายละเอียดแบบและข้อความของสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (contract specification) ได้เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบต่อผู้ลงทุนและตลาดทุนโดยรวม

    -032

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/946337&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31gOAZ1Y6r_35d6PhubHt8

  • 5 อาชีพดาวรุ่งสำหรับบัณฑิตคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุมปี 2025 – คณะศิลปศาสตร์

    5 อาชีพดาวรุ่งสำหรับบัณฑิตคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุมปี 2025 – คณะศิลปศาสตร์

    ใครว่าจบศิลปศาสตร์แล้วหางานยาก? บอกเลยว่าไม่จริง! โลกยุคใหม่ต้องการทักษะรอบด้านที่ชาว คณะศิลปศาสตร์ ของเรามีเต็มเปี่ยม! มาดูกันเลยว่าบัณฑิตจาก มหาวิทยาลัยศรีปทุม อย่างเราจะไปเฉิดฉายในอาชีพไหนได้บ้างในปี 2025 นี้!

    เปิดโผ 5 อาชีพสุดปัง! สำหรับชาวคณะศิลปศาสตร์ SPU

    ทักษะด้านภาษา การสื่อสาร ความเข้าใจในวัฒนธรรม และการคิดวิเคราะห์ คือขุมทรัพย์ที่บัณฑิต คณะศิลปศาสตร์ SPU ทุกคนมี! และนี่คือ 5 สายงานที่ต้องการขุมทรัพย์เหล่านี้สุดๆ

    1. Digital Content Creator / Content Strategist (นักสร้างสรรค์และวางกลยุทธ์คอนเทนต์) ✍️

    โลกออนไลน์ขับเคลื่อนด้วยคอนเทนต์! อาชีพนี้ไม่ใช่แค่การเขียนแคปชั่น แต่คือการเล่าเรื่อง (Storytelling) การวางแผนคอนเทนต์ให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาต่อยอด ทักษะการสื่อสารและการจับประเด็นที่เรียนมาได้ใช้เต็มๆ แน่นอน เด็ก คณะศิลปศาสตร์ ถนัดเรื่องนี้ที่สุด!

    2. UX Writer / UX Researcher (นักเขียนและนักวิจัยประสบการณ์ผู้ใช้) 📱

    เคยสงสัยไหมว่าทำไมแอปฯ บางตัวใช้งานง่ายจัง? เบื้องหลังคือ UX Writer ที่ใช้ทักษะทางภาษาออกแบบ “ทุกคำ” บนหน้าจอให้คนเข้าใจง่ายที่สุด และ UX Researcher ที่ใช้ความเข้าใจในพฤติกรรมมนุษย์เพื่อพัฒนาระบบให้ดีขึ้น เป็นการผสมผสานศาสตร์และศิลป์ที่บัณฑิต คณะศิลปศาสตร์ ทำได้ดีเยี่ยม

    3. HR Specialist (ฝ่ายบุคคลยุคใหม่) 🤝

    HR ไม่ได้มีแค่เรื่องเอกสารอีกต่อไป! HR ยุคใหม่ต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กร ดูแลความสุขของพนักงาน (Employee Engagement) และสร้างความหลากหลายในที่ทำงาน (Diversity & Inclusion) ซึ่งต้องอาศัยทักษะการสื่อสาร ความเข้าอกเข้าใจ และการจัดการความสัมพันธ์ที่ชาวศิลปศาสตร์ได้เรียนรู้จาก หลักสูตรของมหาวิทยาลัยศรีปทุม โดยตรง

    4. International Coordinator / Customer Success (ผู้ประสานงานระหว่างประเทศ / ผู้ดูแลความสำเร็จลูกค้า) 🌏

    สำหรับน้องๆ ที่เรียนด้านภาษาโดยเฉพาะ อาชีพนี้คือดาวรุ่งพุ่งแรง! ไม่ว่าจะเป็นการประสานงานกับสาขาต่างประเทศ หรือการดูแลลูกค้าต่างชาติในบริษัทเทคโนโลยี ทักษะด้านภาษาและความเข้าใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรมคือใบเบิกทางชั้นดีสู่เวทีระดับโลก การเรียนที่ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่มีเพื่อนๆ หลากหลายจะช่วยเสริมทักษะนี้ได้มาก

    5. Marketing Communications (MarCom) Specialist (ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารการตลาด) 📣

    การตลาดไม่ใช่แค่การขายของ แต่คือการ “สื่อสาร” คุณค่าของแบรนด์ไปให้ถึงใจลูกค้า MarCom คือคนวางแผนกลยุทธ์การสื่อสารทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นงาน PR, Social Media, Event หรือแคมเปญต่างๆ ต้องใช้ทั้งความคิดสร้างสรรค์และการวางแผนอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นทักษะที่ชาว SPU ได้ฝึกฝนมาอย่างดี

    เห็นไหมว่าเส้นทางของบัณฑิต คณะศิลปศาสตร์ นั้นสดใสและกว้างขวางกว่าที่คิด! ทักษะที่เรามีคือที่ต้องการของตลาดมากๆ แค่ต้องรู้จักนำเสนอและประยุกต์ใช้ให้ถูกที่ถูกทางเท่านั้นเอง ลองเข้าไป ค้นหาตำแหน่งงานที่น่าสนใจจาก JobsDB เพื่อดูโอกาสใหม่ๆ ได้เลย!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/liberal-arts/news-activity/24253/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dvI6xU-3S2viTJ7jIdGph

  • ทำเพื่ออะไร? ‘สรวงศ์’ เล็งฟ้องสื่อเสนอข้อมูลเท็จ ยันลาประชุมสภาฯ 12 ครั้ง ไปทำหน้าที่รัฐมนตรี

    ทำเพื่ออะไร? ‘สรวงศ์’ เล็งฟ้องสื่อเสนอข้อมูลเท็จ ยันลาประชุมสภาฯ 12 ครั้ง ไปทำหน้าที่รัฐมนตรี

    ทำเพื่ออะไร? ‘สรวงศ์’ เล็งฟ้องสื่อเสนอข้อมูลบิดเบือนสถิติเข้าประชุมสภาฯของตนเอง ยืนยันลาประชุม 12 ครั้ง เพื่อไปทำหน้าที่รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    สรวงศ์ เทียนทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียวันนี้ (10 กุมภาพันธ์ 2569) ว่า คุณทำเพื่ออะไร? เอาข้อมูลมาจากไหน? ที่สำคัญที่สุดคือคุณทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่าผมไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายมา เตรียมตัวนะครับและขอเรียกร้องให้ สส. ทุกท่านที่ถูกนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จนี้ออกมาดำเนินคดีกับสื่อช่องนี้ให้ถึงที่สุดครับ

    จากการประชุมทั้งหมด 183 ครั้ง

    เข้าร่วมประชุม 171 ครั้ง

    ลาประชุม 12 ครั้ง (ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)

    #epigram #สรวงศ์เทียนทอง

    631577933_1246137490973350_8489814664359954360_n.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/miQthF9Tq&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SyfNvrWgXIXXSFljOdnLm

  • สมุทรสงคราม/// จัดงาน“ส้มโอขาวใหญ่” รับตรุษจีน ดันสินค้า GI กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน | TOPNEWS

    สมุทรสงคราม/// จัดงาน“ส้มโอขาวใหญ่” รับตรุษจีน ดันสินค้า GI กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน | TOPNEWS

    สมุทรสงคราม จัดงาน“ส้มโอขาวใหญ่” รับตรุษจีน ดันสินค้า GI กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน


    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธาน เปิดงาน “ส้มโอขาวใหญ่และของดีสมุทรสงคราม” ภายใต้แนวคิด “กินส้มโอดี มีเฮง มหามงคล ปีม้าทอง” ที่กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 10 ถึง 14 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ท้องถิ่น ควบคู่กับการกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน


    จากนั้นได้มอบรางวัลการประกวดส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม ประจำปี 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานผลผลิตและสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ผลปรากฎว่า 1. ประเภทน้ำหนัก 1.40 – 1.60 กิโลกรัม ชนะเลิศ ได้แก่ นางสมบุญ ภู่ศรี, รองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ นางจำปี คล้ายประยงค์, รองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ นางราตรี สังข์กระแสร์, ชมเชย ได้แก่ นายธีระพงษ์ ศิริบุญญาวงศ์ และ นายคำรณ คล้ายประยงค์, 2. ประเภทน้ำหนัก 1.61 – 2.00 กิโลกรัม

    ชนะเลิศ ได้แก่ นางจำปี คล้ายประยงค์, รองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ นายคำรณ คล้ายประยงค์, รองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ นางสาวกัญญาภัค พวงมาลัย และ รางวัลชมเชย ได้แก่ นางสมบุญ ภู่ศรี และ นายอรรถพล กรรมาชีพ


    สำหรับภายในงานมีร้านจำหน่ายส้มโอขาวใหญ่จากเกษตรกรในพื้นที่กว่า 50 ร้าน มีปริมาณส้มโอออกจำหน่ายตลอดทั้ง 5 วันไม่น้อยกว่า 20 ตัน นอกจากนี้ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดยังนำสินค้าจากกลุ่มโอทอปและวิสาหกิจชุมชนกว่า 40 ร้านเข้าร่วมจำหน่าย เสริมมิติการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจฐานราก พร้อมการสาธิตและจำหน่ายเมนูแปรรูปจากส้มโอและวัตถุดิบท้องถิ่น อาทิ ยำส้มโอ ส้มโอลอยแก้ว และเมนูอาหารจากมะพร้าวน้ำหอม

    นายชยชัย กล่าวว่า จังหวัดสมุทรสงครามเป็นแหล่งปลูกส้มโอขาวใหญ่ที่สำคัญของประเทศ ถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรจำนวนมาก และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 สะท้อนถึงคุณภาพ มาตรฐาน และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของจังหวัด ปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 12,204 ไร่ ให้ผลผลิตออกสู่ตลาดตลอดทั้งปีมากกว่า 17,793 ตัน ในด้านเศรษฐกิจสามารถสร้างรายได้ให้กับจังหวัดปีละไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท

    สำหรับการจัดงานตลอด 5 วันนี้ ทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัดคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนเฉพาะภายในงานประมาณ 2-3 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดมุ่งหวังผลลัพธ์ในภาพรวมมากกว่าตัวเลขภายในงาน โดยต้องการดึงดูดกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยว ทั้งจากกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ ทั้งร้านอาหาร สถานีบริการน้ำมัน และที่พัก

    เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดสมุทรสงครามให้คึกคัก “การจัดงานครั้งนี้เป็นการชูจุดเด่นสินค้า GI ของจังหวัด เปิดโอกาสให้เกษตรกรนำผลผลิตคุณภาพออกจำหน่ายโดยตรงถึงผู้บริโภค ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และสร้างรายได้อย่างเป็นธรรม คาดว่าจะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหลายสิบล้านบาท” ผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าว

    ทั้งนี้ เดือนกุมภาพันธ์เป็นช่วงที่ส้มโอขาวใหญ่ให้ผลผลิตปริมาณมาก ประกอบกับเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งชาวไทยเชื้อสายจีนมีความเชื่อว่าส้มโอเป็นผลไม้มงคล สื่อถึงความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ และความเป็นสิริมงคล

    จึงนิยมนำไปกราบไหว้บรรพบุรุษ จังหวัดจึงใช้โอกาสดังกล่าวจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายและการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ จังหวัดสมุทรสงครามคาดหวังว่างาน “ส้มโอขาวใหญ่และของดีสมุทรสงคราม” จะช่วยยกระดับรายได้เกษตรกร กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และตอกย้ำภาพลักษณ์จังหวัดในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืนในระยะยาว


    จึงขอเชิญชวนประชาชนมาเที่ยวชมงาน พร้อมทั้งแวะเยี่ยมเยือนแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสมุทรสงคราม อาทิ วัดวาอาราม คาเฟ่ วิถีชีวิตชุมชน ตลาดร่มหุบ ตลาดน้ำอัมพวา และดอนหอยหลอด

    นพพร บุญทนาวงศ์ ผู้สื่อข่าวTopnewsทั่วไทย จ.สมุทรสงคราม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1483479&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CCa3nty5YZIelUutyrxQO

  • สมุทรสงคราม/// จัดงาน“ส้มโอขาวใหญ่” รับตรุษจีน ดันสินค้า GI กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน | TOPNEWS

    สมุทรสงคราม/// จัดงาน“ส้มโอขาวใหญ่” รับตรุษจีน ดันสินค้า GI กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน | TOPNEWS

    สมุทรสงคราม จัดงาน“ส้มโอขาวใหญ่” รับตรุษจีน ดันสินค้า GI กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว สร้างรายได้ชุมชน


    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธาน เปิดงาน “ส้มโอขาวใหญ่และของดีสมุทรสงคราม” ภายใต้แนวคิด “กินส้มโอดี มีเฮง มหามงคล ปีม้าทอง” ที่กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 10 ถึง 14 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ท้องถิ่น ควบคู่กับการกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน


    จากนั้นได้มอบรางวัลการประกวดส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม ประจำปี 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานผลผลิตและสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ผลปรากฎว่า 1. ประเภทน้ำหนัก 1.40 – 1.60 กิโลกรัม ชนะเลิศ ได้แก่ นางสมบุญ ภู่ศรี, รองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ นางจำปี คล้ายประยงค์, รองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ นางราตรี สังข์กระแสร์, ชมเชย ได้แก่ นายธีระพงษ์ ศิริบุญญาวงศ์ และ นายคำรณ คล้ายประยงค์, 2. ประเภทน้ำหนัก 1.61 – 2.00 กิโลกรัม

    ชนะเลิศ ได้แก่ นางจำปี คล้ายประยงค์, รองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ นายคำรณ คล้ายประยงค์, รองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ นางสาวกัญญาภัค พวงมาลัย และ รางวัลชมเชย ได้แก่ นางสมบุญ ภู่ศรี และ นายอรรถพล กรรมาชีพ


    สำหรับภายในงานมีร้านจำหน่ายส้มโอขาวใหญ่จากเกษตรกรในพื้นที่กว่า 50 ร้าน มีปริมาณส้มโอออกจำหน่ายตลอดทั้ง 5 วันไม่น้อยกว่า 20 ตัน นอกจากนี้ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดยังนำสินค้าจากกลุ่มโอทอปและวิสาหกิจชุมชนกว่า 40 ร้านเข้าร่วมจำหน่าย เสริมมิติการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจฐานราก พร้อมการสาธิตและจำหน่ายเมนูแปรรูปจากส้มโอและวัตถุดิบท้องถิ่น อาทิ ยำส้มโอ ส้มโอลอยแก้ว และเมนูอาหารจากมะพร้าวน้ำหอม

    นายชยชัย กล่าวว่า จังหวัดสมุทรสงครามเป็นแหล่งปลูกส้มโอขาวใหญ่ที่สำคัญของประเทศ ถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรจำนวนมาก และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 สะท้อนถึงคุณภาพ มาตรฐาน และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของจังหวัด ปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 12,204 ไร่ ให้ผลผลิตออกสู่ตลาดตลอดทั้งปีมากกว่า 17,793 ตัน ในด้านเศรษฐกิจสามารถสร้างรายได้ให้กับจังหวัดปีละไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท

    สำหรับการจัดงานตลอด 5 วันนี้ ทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัดคาดการณ์ว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนเฉพาะภายในงานประมาณ 2-3 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดมุ่งหวังผลลัพธ์ในภาพรวมมากกว่าตัวเลขภายในงาน โดยต้องการดึงดูดกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยว ทั้งจากกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ ทั้งร้านอาหาร สถานีบริการน้ำมัน และที่พัก

    เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดสมุทรสงครามให้คึกคัก “การจัดงานครั้งนี้เป็นการชูจุดเด่นสินค้า GI ของจังหวัด เปิดโอกาสให้เกษตรกรนำผลผลิตคุณภาพออกจำหน่ายโดยตรงถึงผู้บริโภค ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และสร้างรายได้อย่างเป็นธรรม คาดว่าจะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหลายสิบล้านบาท” ผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าว

    ทั้งนี้ เดือนกุมภาพันธ์เป็นช่วงที่ส้มโอขาวใหญ่ให้ผลผลิตปริมาณมาก ประกอบกับเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งชาวไทยเชื้อสายจีนมีความเชื่อว่าส้มโอเป็นผลไม้มงคล สื่อถึงความมั่งคั่ง ความอุดมสมบูรณ์ และความเป็นสิริมงคล

    จึงนิยมนำไปกราบไหว้บรรพบุรุษ จังหวัดจึงใช้โอกาสดังกล่าวจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายและการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ จังหวัดสมุทรสงครามคาดหวังว่างาน “ส้มโอขาวใหญ่และของดีสมุทรสงคราม” จะช่วยยกระดับรายได้เกษตรกร กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และตอกย้ำภาพลักษณ์จังหวัดในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืนในระยะยาว


    จึงขอเชิญชวนประชาชนมาเที่ยวชมงาน พร้อมทั้งแวะเยี่ยมเยือนแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสมุทรสงคราม อาทิ วัดวาอาราม คาเฟ่ วิถีชีวิตชุมชน ตลาดร่มหุบ ตลาดน้ำอัมพวา และดอนหอยหลอด

    นพพร บุญทนาวงศ์ ผู้สื่อข่าวTopnewsทั่วไทย จ.สมุทรสงคราม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1483479&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CCa3nty5YZIelUutyrxQO

  • ไทยเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ ใกล้เป็นรัฐล้มเหลว ปฏิรูปยกเครื่องประเทศใหม่ คือทางรอดของชาติ

    ไทยเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ ใกล้เป็นรัฐล้มเหลว ปฏิรูปยกเครื่องประเทศใหม่ คือทางรอดของชาติ

    วันนี้ประเทศของเราเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งวิกฤติในประเทศต่างประเทศและโจทย์อนาคตที่ท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัย เทคโนโลยีดิสรัปชั่น การกีดกันทางการค้า และโลกร้อนโลกรวน

    วิกฤติที่ประเทศเผชิญเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่บ่อนทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยในปี 2568 ถดถอยลงอย่างรุนแรง ร่วงลง 5 อันดับในปีเดียว มาอยู่อันดับที่ 30 จาก 67 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งไอเอ็มดี.ระบุสาเหตุว่า เป็นผลมาจากประสิทธิภาพภาครัฐที่ลดลงอย่างมาก โครงสร้างเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ การขาดแคลนพลังงานและความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 2% ในปีล่าสุด รั้งท้ายกลุ่มประเทศอาเซียน
    เมื่อรายได้ไม่พอรายจ่ายทั้งภาครัฐและประชาชน ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 16 ล้านล้าน หรือ 90% ของ GDP ขณะที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นถึง 12 ล้านล้าน และจะถึง 70% ของจีดีพี.ในปีงบประมาณหน้า
    การที่รายได้ภาครัฐต่ำกว่ารายจ่ายมาก ทำให้ต้องกู้เงินเพื่อปิดงบประมาณยาวนานต่อเนื่อง 19 ปี รวมถึงปีงบประมาณหน้า โดยเฉพาะปีงบประมาณนี้ วงเงิน 3.78 ล้านบาท ยังเป็นงบประมาณขาดดุล โดยกู้ชดเชยงบขาดดุลสูงถึง 860,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน การคอรัปชั่นก็เข้าขั้นวิกฤติทุจริต ฉ้อราษฎรบังหลวงทั้งระดับท้องถิ่นถึงระดับชาติ ทั้งในตลาดหลักทรัพย์และบริษัทยักษ์ใหญ่สูงถึง 500,000ล้านต่อปี  ซ้ำเติมประเทศให้วิกฤติยิ่งขึ้นไปอีก 
    นอกจากนี้ยังปล่อยให้สินค้าจากต่างประเทศเข้ามาทำลายเอสเอ็มอีและโรงงานอุตสาหกรรมไทยอีกหลายแสนล้านบาทต่อปี เป็นวิกฤติธุรกิจรากหญ้า รวมทั้งวิกฤติทุนเทา สแกมเมอร์ คอลเซนเตอร์และการฟอกเงิน จนทำให้ประเทศไทยถูกตราหน้าว่าเป็นศูนย์กลางการฟอกเงิน กระทบภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นที่นานาประเทศมีต่อประเทศไทยอย่างรุนแรง

    คอร์รัปชั่น

    ถ้าไม่เริ่มนับหนึ่งในการแก้วิกฤติ เราจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว (Failed State) เพราะมี 5 สัญญานเตือน

    1. ทุนเทาครอบงำ (State Capture) ทุนเทา ทุนคอรัปชั่น เข้าแทรกแซงและครอบงำระบบราชการ กระบวนการยุติธรรมและการเมือง ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจของประเทศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
    2. กฎหมายสองมาตรฐาน (Erosion of Rule of Law) คดีทุจริตรายใหญ่ใช้เวลาตรวจสอบเฉลี่ยกว่า 5-10 ปี และมักหลุดคดีในที่สุดหรือพ้นข้อกล่าวหาตั้งแต่ต้นทางด้วยการซื้อคดี ทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรม
    3. จำยอมกับการคอรัปชั่น (Normalization of Corruption) ผลการสำรวจและวิจัยรายงานว่า เอสเอ็มอี.กว่า 60% จำยอมต้องจ่ายส่วย จ่ายสินบน จ่าย “ค่าธรรมเนียมสีเทา” เพื่อความอยู่รอด รวมทั้งนักลงทุนและนักธุรกิจต่างชาติ
    4. ความไม่เสมอภาคสุดขั้ว (Extreme Inequality) คอรัปชั่นทำให้งบพัฒนาหายไป 3 แสนล้านบาทต่อปี ทำคนจนพุ่งสูงขึ้น ขณะที่กลุ่มอิทธิพลร่ำรวยผิดปกติ
    5. ระบบตรวจสอบไม่ทำงาน (Dysfunctional Oversight) กลไกตรวจสอบเป็นอัมพาต ถูกแทรกแซงโดยอำนาจการเมือง

    เศรษฐกิจไทยปี 2569

    คำถาม? จะแก้ไขได้อย่างไร

    ระบบเศรษฐกิจ ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอ่อนแอ ประสิทธิภาพภาครัฐต่ำลงจนยากจะเยียวยา หากไม่เร่งแก้ปัญหาวันนี้ด้วยแนวทางการเมืองสุจริต ปราบปรามการทุจริตและทุนเทาอย่างเฉียบขาด ไม่ลูบหน้าปะจมูก ใช้เทคโนโลยีเอไอ.และแพลตฟอร์มดิจิตอลมาเป็นเครื่องมือสนับสนุน ภาคเอกชน ภาคประชาชน มาร่วมทำงานทั้งแจ้งเบาะแสและไม่จ่ายส่วยจ่ายสินบน ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง
    นอกจากนี้ ต้องปฏิรูปยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่ให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโต 5% ด้วยระบบเศรษฐกิจใหม่ สร้างรายได้ใหม่และตอบโจทย์อนาคต เสมือนเครื่องยนต์ตัวใหม่แทนเครื่องยนต์ตัวเก่า เช่น เศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) และเศรษฐกิจภูมิอากาศ (Climate Economy) ฯลฯ พร้อมกับการปลดล็อคยกเลิกกฎหมายกฎระเบียบที่ล้าหลัง เป็นอุปสรรคของการลงทุน ธุรกิจการค้าและการบริการประชาชน โดยเร็วที่สุด 
    สำคัญที่สุดคือ หากได้รัฐบาลที่ดี สภาผู้แทนที่ดี จึงจะสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประเทศ นำพาประเทศออกจากวิกฤติไปได้

    เรื่องโดย : อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. และอดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ


    Post Views: 128

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/02/10/thailand-is-facing-a-crisis-and-is-on-the-verge-of-becoming-a-failed-state/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I67qmvAqcvByR5cQyTDSA

  • ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนชิลี เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในภูมิภาคลาตินอเมริกา  – กระทรวงการต่างประเทศ

    ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนชิลี เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในภูมิภาคลาตินอเมริกา – กระทรวงการต่างประเทศ

    ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนชิลี เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในภูมิภาคลาตินอเมริกา

    ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยือนชิลี เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในภูมิภาคลาตินอเมริกา

    วันที่นำเข้าข้อมูล 10 ก.พ. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 10 ก.พ. 2569

    | 47 view

    เมื่อวันที่ 2 – 3 กุมภาพันธ์ 2569 นายกานต์ คฤหเดช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นำคณะผู้แทนไทยเดินทางเยือนสาธารณรัฐชิลี เพื่อพบหารือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของสาธารณรัฐชิลี

    ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ และคณะ พร้อมด้วยนางสาววิมลพัชระ รักษาเกียรติ เอกอัครราชทูต ณ กรุงซันติอาโก พบหารือกับ นาย Ricardo Mayer อธิบดีกรมเศรษฐกิจทวิภาคี กระทรวงการต่างประเทศชิลี โดยฝ่ายไทยแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ไฟป่าครั้งใหญ่ในแคว้น Biobío และ Ñuble ของชิลี พร้อมแจ้งการสนับสนุนเงินบริจาคจำนวน 1 ล้านบาท จากรัฐบาลไทยเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ขณะที่ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการกระชับความสัมพันธ์ไทย – ชิลี โดยเห็นพ้องถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย – ชิลี และการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพและเป็นประโยชน์ร่วมกัน อาทิ ภาคการเกษตรและแร่ธาตุสำคัญ รวมทั้งการกระชับความร่วมมือด้านการค้า ซึ่งฝ่ายชิลีได้แสดงเจตจำนงในการเข้าเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) รวมถึงสนับสนุนประเทศไทยในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD)

    นอกจากนี้ คณะฯ ยังพบหารือกับผู้แทนระดับสูงจากธนาคารกลางสาธารณรัฐชิลี InvestChile สมาคมฟินเทคแห่งชิลี (Chilean Fintech Association: FinteChile) และคณะกรรมาธิการกำกับดูแลตลาดการเงิน (Financial Market Commission) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ และแนวทางปฏิบัติที่ดีด้านการเงินและการคลัง พร้อมสำรวจแนวทางความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงิน ตลอดจนการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับชิลีให้ใกล้ชิดและก้าวหน้ายิ่งขึ้น 

    การเยือนครั้งนี้มีส่วนช่วยเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐกัยภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี ตลอดจนเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจไทยขยายตลาดและการลงทุนในภูมิภาคลาตินอเมริกา โดยไทยสามารถใช้ประโยชน์จากศักยภาพของชิลี ซึ่งเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มีความเปิดกว้างด้านการค้าระหว่างประเทศ และมีทรัพยากรและเทคโนโลยีที่หลากหลาย เพื่อสนับสนุนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีระหว่างประเทศ และเชื่อมโยงไทยสู่โอกาสใหม่ ๆ ในภูมิภาคลาตินอเมริกาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/advisor-to-the-fm-pays-a-visit-to-chile%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3d815e39c306002aac5&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vnFqeP8QQTgNdOYmYC4VI

  • เอกนิติ กระตุ้นเศรษฐกิจทันที หลังตั้งรัฐบาล ฟื้น GDP ปี69 โต 3% plus

    เอกนิติ กระตุ้นเศรษฐกิจทันที หลังตั้งรัฐบาล ฟื้น GDP ปี69 โต 3% plus

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า  ในปี 2569 ยังต้องรอการจัดตั้งรัฐบาลให้เสร็จสิ้นก่อน ทำให้ยังไม่สามารถออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ได้ แต่ยืนยันว่า จะผลักดันนโยบายที่เคยอนุมัติไว้ก่อนยุบสภา

    เพื่อประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้ก่อน ทั้งมาตรการปิดหนี้ไวไปต่อได้ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนรายย่อย และโครงการ Credit Boost ที่เข้ามาเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจ SME

    กระทรวงการคลัง
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    รวมถึงจะเร่งรัดการลงทุนมูลค่า 480,000 ล้านบาท ที่ผ่านการอนุมัติของ BOI ให้เกิดการลงทุนจริงอย่างรวดเร็ว ตามนโนยายที่สนับสนุนให้ปี 2569 เป็นปีแห่งการลงทุน ซึ่งหากทำได้ตามเป้าหมายก็คาดว่าจะทำให้ เม็ดเงินลงทุนของ BOI ที่เกิดขึ้นจริงเพิ่มขึ้นมากกว่า 9% 

    และจะเร่งจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้ล่าช้าน้อยที่สุด เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทย ปี 2569 โตได้มากกว่า 3% (3 plus) ตามที่เคยหาเสียงไว้ 

    นอกจากนี้ เมื่อจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น ยืนยันว่า จะเร่งดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทันที ตามที่ได้หาเสียงไว้ ทั้งเสาหลัก 10 ด้าน เช่น การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันเรื่องการลงทุน เศรษฐกิจสีเขียว เสริมทักษะคน และการปรับกฎหมายและกติกาการประกอบธุรกิจต่างๆให้เกิดการกระจายตัว

    ส่วนโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการทบทวนของรายละเอียดเพิ่มเติม แต่รูปแบบการจ่ายเงินจะยังคง ให้กับประชาชนกลุ่มเดิมคือ กลุ่มผู้ยื่นแบบเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2,400 บาทและกลุ่มบุคคลทั่วไป 2,000 บาท ที่เคยลงทะเบียนไว้ ส่วน ผู้ที่ยังไม่เคยลงทะเบียนขณะนี้อยู่ระหว่างการทบทวนรายละเอียดหลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการใหม่อีกครั้ง รวมถึงจะปรับปรุงระบบการลงทะเบียนให้ง่ายยิ่ง 

    อย่างไรก็ตาม ต้องมีการรับข้อเสนอจากหลายฝ่ายมาพิจารณาร่วมด้วย รวมถึงต้องดูปัจจัยและเงื่อนไขอื่น ๆ ประกอบการจัดทำโครงการ ทั้งเรื่องเม็ดเงินงบประมาณที่จะนำมาใช้ และระยะเวลาในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ซึ่งต้องมาพิจารณาอีกครั้งว่าจะสามารถเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมได้เมื่อไหร่

    ทั้งนี้ แม้รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายโครงการ แต่ยืนยันว่า จะรักษาวินัยการเงินการคลังให้เป็นไปตามกรอบกฎหมาย เพื่อไม่ให้หนี้สาธารณะเกิน 70% ของ GDP เนื่องจากต่างชาติจับตาดูอยู่ 

    ส่วนกรณีที่ตลาดหุ้นไทยตอบรับผลการเลือกตั้ง ที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) ในช่วงสองวันที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นมาก โดย SET Index วันนี้ปิดตลาดที่ 1,410.44 จุด โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากเงินไหลเข้า (Fund Flow) จากนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วย

    นายเอกนิติ กล่าวว่า หากการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทสอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจไทย หรือมาจากการไหลเข้าของเงินทุน ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่ได้กำชับให้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ติดตามเรื่องของการเกร็งกำไรค่าเงินที่ผิดปกติอย่างใกล้ชิดด้วย เพื่อไม่ให้การเคลื่อนไหวของเงินบาทผิดปกติ

    ทั้งนี้ จะมีการส่งเสริมการลงทุนในตลาดทุนไทย ผ่านโครงการ Thailand Individual Saving Account (TISA) ที่กระทรวงการคลังได้เตรียมความพร้อมไว้แล้วและสามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งจะเดินหน้าต่ออย่างแน่นอน และเป็นเรื่องที่หลายคนตอบรับดี โดยรอบนี้จะมีการสื่อสารให้ชัดเจน เข้าใจ และเชื่อว่าจะช่วยตลาดทุน ให้คนมีเงินออม และทำให้ตลาดมีความคึกคักมากขึ้นได้ด้วย

    ขณะที่ GDP ไทย ไตรมาส 4 ปี 2568 จะโตมากกว่า 1.8% ตามที่กระทรวงการคลังเคยคาดไว้ และ GDP ทั้งปี 2568 จะสูงมากกว่า 2.2% โดยได้รับ อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ทั้ง จากโครงการคนละครึ่ง พลัส และ เที่ยวดีมีคืน รวมถึงการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ และงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ อีกทั้ง ยังมีการเร่งคืนภาษีให้กับธุรกิจ SME จำนวน 60,000 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 4 

    นายเอกนิติ ยืนยันว่า มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลได้ดำเนินการมา มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทย ไตรมาส 4 พ้นจากการติดลม เนื่องจากก่อนที่รัฐบาลจะออกมาตรการมานั้น มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 จะเติบโตเพียง 0.3% เท่านั้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/268214&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25BqRasjxSzk1ubLjW61lx

  • UOB มองไทยหลังเลือกตั้ง ‘หนี้สาธารณะ’ จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะกระตุ้นอะไรก็ลำบาก

    UOB มองไทยหลังเลือกตั้ง ‘หนี้สาธารณะ’ จ่อเพดาน รัฐบาลใหม่จะกระตุ้นอะไรก็ลำบาก

    ‘เอเบล ลิม’ Head of Deposit & Wealth Management ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย (UOB) ให้สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับมุมมองเศรษฐกิจโลก-ไทย โดยมองว่าประเทศไทยยังต้องพึ่งพาภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวต่อไปในปี 2569

    ขณะที่ภาคการผลิตเผชิญแรงกดดันให้เร่งปรับตัวสู่ ‘อุตสาหกรรมใหม่’ หรือ New S-Curve เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI

    ในด้านการส่งออก ‘เอเบล ลิม’ มองว่า อาจชะลอลงหลังจากมีการเร่งส่งมอบล่วงหน้าก่อนการเปลี่ยนแปลงมาตรการทางการค้า ขณะที่เศรษฐกิจยังคงอ่อนไหวต่อความไม่แน่นอนด้านการค้า

    อย่างไรก็ดี การบริโภคภายในประเทศ การใช้จ่ายภาครัฐ และการท่องเที่ยวยังเป็นแรงพยุงสำคัญ โดยมีโอกาสที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงต้นปีจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัว

    UOB มองเศรษฐกิจไทย 2569

    หนึ่งในคำถามที่หลายคนสนใจ คือเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา 

    ‘เอเบล ลิม’ มองว่าปี 2569 ประเทศไทยจะเติบโตได้ 1.8% ต่ำกว่าศักยภาพเติบโตที่ 2.7% และยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก

    UOB

    นอกจากนี้ UOB ยังคาดว่าไทยจะมีอัตราเงินเฟ้อที่ -0.3% (เงินฝืด) ต่ำกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์เอาไว้ ซึ่ง ‘เอเบล ลิม’ ระบุว่าไม่ดีเพราะสะท้อนภาพรายได้และการบริโภคที่ติดขัด

    แปลว่าประเทศไทยจะลำบากทั้งในขา ‘อัตราการเติบโต’ และ ‘เงินเฟ้อ’

    ประเทศไทยหลังเลือกตั้ง

    ผลการเลือกตั้งล่าสุด ‘ภูมิใจไทย’ นำมาเป็นอันดับ 1 ที่ 193 ที่นั่ง ตามมาด้วย ‘ประชาชน’ อันดับ 2 ที่ 118 ที่นั่ง และ ‘เพื่อไทย’ อันดับ 3 ที่ 74 ที่นั่ง จากผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของกกต.⁣ (นับแล้ว 94%)

    จากผลอย่างไม่เป็นทางการนี้ ก็ค่อนข้างชัดว่า ‘ภูมิใจไทย’ จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง โดย ‘เอเบล ลิม’ ยังมองบวกโดยเฉพาะในภาคบริการและการท่องเที่ยว และคิดว่านโยบายกระตุ้นในอุตสาหกรรมดังกล่าวจะเป็นปัจจัยบวกได้เพิ่มเติม

    ซึ่งหากรัฐบาลส่งผ่านนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม เศรษฐกิจประเทศก็อาจจะโตได้มากกว่าที่ UOB คาดเอาไว้

    ข้อมูลหนี้สาธารณะคงค้าง ธ.ค. 2568 โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)

    อย่างไรก็ตาม ‘เอเบล ลิม’ มองว่างานของรัฐบาลใหม่นั้นจัดได้ว่าท้าทาย เพราะตอนนี้หนี้สาธารณะอยู่ที่ 66% ของ GDP ใกล้จะจรดเพดานที่ 70% ซึ่งถ้าจำกันได้ ‘ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยออกมาบอกว่าจะรักษา ‘วินัยการคลัง’ เอาไว้

    เศรษฐกิจโลกในปี 2569

    สำหรับภาพในระดับโลก  ‘เอเบล ลิม’ มองว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน มากกว่าการฟื้นตัวตามวัฏจักรปกติ โดยมีปัจจัยสำคัญจากการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปใช้จริงในภาคธุรกิจ การฟื้นตัวที่ไม่สมดุลของเศรษฐกิจสหรัฐ และการปรับทิศทางของการลงทุนโลก 

    สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐ UOB มองว่ายังคงขยายตัวต่อเนื่อง แต่ไม่ทั่วถึง โดยกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และกลุ่มผู้บริโภครายได้สูงยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมและกลุ่มรายได้ต่ำเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง สะท้อนภาพการฟื้นตัวแบบ K-shaped ที่ความแตกต่างเชิงโครงสร้างเด่นชัดขึ้น

    ขณะเดียวกัน AI กำลังก้าวจากการทดลองไปสู่การใช้งานจริงที่สามารถสร้างรายได้ การลงทุนจึงเริ่มหันไปให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่นำไปใช้ได้จริง เช่น ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ และยานยนต์ยุคใหม่

    จีนยังคงมีบทบาทหลักในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมไฮเทค เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า การผลิตขั้นสูง และการสื่อสาร ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ของจีน ในดัชนี CSI 300 มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นแตะระดับร้อยละ 11 ช่วยลดการพึ่งพาตลาดภายในประเทศ และเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/uob-outlook-2569/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LsHmWxsSQMw9nCnnsVHVt

  • คุณภาพครู ปัญหาการศึกษาไทย | คมคุยคมคิด

    คุณภาพครู ปัญหาการศึกษาไทย | คมคุยคมคิด

    คุณภาพครู ปัญหาการศึกษาไทย | คมคุยคมคิด

    เผยแพร่:

    การศึกษาไทยใช้คนจบครูสอน แต่การศึกษาอเมริกาใช้คนจบเฉพาะด้านมาสอน Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/zPqRYYMybHs&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ygtCw7HCYJOpBM-64YJl3