Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘รัฐบาล’ เตรียมทำ ‘พิธีปักหมุดวางผัง’ เริ่มก่อสร้างพระเมรุมาศ 23 ก.พ.นี้

    ‘รัฐบาล’ เตรียมทำ ‘พิธีปักหมุดวางผัง’ เริ่มก่อสร้างพระเมรุมาศ 23 ก.พ.นี้

    บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ครั้งที่ 2/2569 โดยมีผู้บริหารของกรมศิลปากร กรมโยธาธิการและผังเมือง จิระเดช กรุณกฤตกุล รองปลัดกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม

    ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบรายงานของกรมศิลปากรเกี่ยวกับความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

    โดยขณะนี้ได้ดำเนินการเตรียมพื้นที่ก่อสร้างบริเวณท้องสนามหลวงแล้ว ทั้งการจัดทำรั้วพื้นที่ วางผังอาคารหลักและอาคารประกอบ กำหนดตำแหน่งพระเมรุมาศ พระที่นั่งทรงธรรม อาคารประกอบ และระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ รวมทั้งพิธีปักหมุดวางผังเพื่อเริ่มการก่อสร้างกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 23 ก.พ.2569 เวลา 13.30 น. โดยเป็นไปตามโบราณราชประเพณี จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างโครงสร้างหลัก งานสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และงานภูมิสถาปัตย์ ตามลำดับ

    ทั้งนี้ภาพรวมการดำเนินงานเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด โดยตั้งเป้าหมายให้งานก่อสร้างแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ต.ค.2569 เพื่อเตรียมความพร้อมในทุกด้านของพระราชพิธี

    สำหรับความคืบหน้าการบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศ และเครื่องประกอบในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ ได้เริ่มดำเนินการแล้ว ซึ่งแบ่งการทำงานเป็น 2 ส่วนหลัก คือ

    1.งานโครงสร้างและความมั่นคงแข็งแรง

    2.งานอนุรักษ์และศิลปกรรม

    ภาพรวมการดำเนินงานเป็นไปตามแผน โดยกำหนดให้ราชรถและพระยานมาศแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย.2569 เพื่อเตรียมการซักซ้อมริ้วขบวนพระราชพิธี จากนั้นรัฐบาลจะนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อกำหนดวันประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/queen-sirikit-17feb26&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iq8ryhYI6BHNT49SfqneD

  • นายกฯ เป็นประธานพระราชทานเพลิงศพ “ผอ.ศศิพัชร” ยกย่องครูผู้เสียสละ | TOPNEWS

    นายกฯ เป็นประธานพระราชทานเพลิงศพ “ผอ.ศศิพัชร” ยกย่องครูผู้เสียสละ | TOPNEWS

    นายกฯ เป็นประธานพระราชทานเพลิงศพ “ผอ.ศศิพัชร” ยกย่องครูผู้เสียสละ

    • เผยแพร่ : 17/02/2026 19:54

    วันที่ 17 ก.พ. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ณ วัดยูงทอง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุคนร้ายคลุ้มคลั่งใช้อาวุธปืนก่อเหตุภายในสถานศึกษา เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายพัฒนาพัฒน์ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยข้าราชการตุลาการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน และประชาชนเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าและอาลัย

    เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงศาลาบำเพ็ญกุศลศพ ได้ประกอบพิธีทอดผ้าไตรประทาน จำนวน 1 ไตร และผ้าไตรพระราชทาน จำนวน 5 ไตร จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เปิดโคมเพลิงพระราชทาน พร้อมเชิญดอกไม้จันทน์พระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และดอกไม้จันทน์ประทานของสมเด็จพระสังฆราช เข้าสู่พิธี โดยนายอนุทินได้ทำความเคารพเบื้องหน้าทิศที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับ ก่อนหยิบดอกไม้จันทน์พระราชทานจุดไฟหลวงจากโคมพระราชทาน วางบนพานรับเพลิง และวางดอกไม้จันทน์ประทานตามลำดับ ต่อมาพระสงฆ์ คณะรัฐมนตรี ข้าราชการ และผู้เข้าร่วมพิธี ได้ร่วมวางดอกไม้จันทน์เพื่อแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะ ได้มอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยสำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 1,000,000 บาท และเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา กระทรวงยุติธรรม จำนวน 200,000 บาท แก่ครอบครัวสินสโมสร เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ รวมทั้งบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นแก่ครอบครัวจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

    4111

    1

    สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี วางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

    ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ลุยแก้ขยะป่าตอง พุ่งวันละ 200 ตัน

    สมุทรสงคราม///เปิดงานปิดทองหลวงพ่อใหญ่พร้อมเปิดงานซุ้มขนมไทยวัดบางกล้วย

    สืบบางละมุงรวบไรเดอร์แสบ ซุกสิ่งเสพติดใส่กล่องพัสดุ 17 กล่อง ส่งลูกค้าผ่านขนส่งเอกชน ขยายผลจับผู้ค้ารายใหญ่

    ชปส.พัทลุงบุกทลายวงสิ่งเสพติด รวบ 6 รายคาบ้าน

    “แก้วตา” กระซวกซ้ำ “เจี๊ยบ อมรัตน์” โต้เถียงไม่ได้ ใช้วิธีกล่าวหาแบบล่าแม่มด ซัดพฤติกรรมขี้ขลาด ยันเดินหน้าฟ้องศาลป้องศักดิ์ศรี!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1490820&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ksJ8KzVvCj6kxYbbmHGlb

  • โครงการ “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” ปีที่ 20 รอบชิงชนะเลิศ 

    โครงการ “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” ปีที่ 20 รอบชิงชนะเลิศ 

    กลุ่มเอสซีบีเอกซ์โดยธนาคารไทยพาณิชย์ส่งเสริมเยาวชนนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาพัฒนาชุมชนและสถานประกอบการในโครงการ “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” ปีที่ 20

              กลุ่มเอสซีบีเอกซ์โดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาเยาวชนและส่งเสริมการเรียนรู้ จัดการแข่งขันโครงการ “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” ปีที่ 20 รอบชิงชนะเลิศ ระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา เพื่อพัฒนาศักยภาพและทักษะของเยาวชนในศตวรรษที่ 21 ผ่านการจัดทำโครงงานที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสถานประกอบการอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง ESG โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมสีเขียวสู่ความยั่งยืนในยุค AI” โดยมีนายสุธีรพันธุ์ สักรวัตร Chief Customer Office บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีเปิดและมอบรางวัล พร้อมด้วยคณะกรรมการตัดสิน ได้แก่ ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ นายศักดิ์สิทธิ์ ปิติพงศ์สุนทร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสายงานกิจกรรมเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) นายชัชวาล สังคีตตระการ วิศวกรวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ว่าที่ ร.ต.ปิยะพงษ์ ยงเพชร อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ และนายนเรศ หาญพันธ์พงษ์ Production Program Manager บริษัท อมรินทร์ เทเลวิชั่น จำกัด ซึ่งจัดขึ้น ณ ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่  

              นายศักดิ์สิทธิ์ ปิติพงศ์สุนทร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสายงานกิจกรรมเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงการ “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนที่สำคัญของธนาคาร ซึ่งจัดมาอย่างต่อเนื่อง ปีนี้เป็นปีที่ 20 มุ่งเน้นการสร้างคุณลักษณะที่สำคัญสำหรับเยาวชนในศตวรรษที่ 21 พัฒนาคุณลักษณะที่ดี 4 ด้าน (4 Cs) ประกอบด้วย ทักษะการคิดแบบมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) การสื่อสารเพื่อเข้าใจกลุ่มเป้าหมายและนำเสนอผลงาน (Communication) และการทำงานเป็นทีม (Collaboration) โดยระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา ในปีนี้มีสถาบันการศึกษาให้ความสนใจส่งโครงงานเข้าร่วมแข่งขันจำนวนมาก ซึ่งล้วนเป็นผลงานสร้างสรรค์ด้านนวัตกรรมที่น่าสนใจ นอกจากการแข่งขันแล้ว เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการยังได้เพิ่มพูนทักษะความรู้ที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต รวมถึงการพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสริมสร้างประสบการณ์นอกห้องเรียน สามารถนำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี จากในห้องเรียนมาประยุกต์ใช้ผ่านการลงมือปฏิบัติ ได้คิดสร้างสรรค์ ผ่านการจัดทำโครงงานเพื่อแก้ปัญหา รวมถึงตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนและสถานประกอบการ มีจิตสาธารณะและความเป็นพลเมืองที่ดีต่อสังคมส่วนรวม เป็นทั้งคนดีและคนเก่ง พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จ เติบโตไปเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญ และเป็นรากฐานในการนำพาประเทศสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป”

              ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประธานกรรมการตัดสิน กล่าวว่า “หลักการของการจัดทำโครงงานพัฒนาชุมชน คือ เยาวชนต้องเข้าใจโจทย์ของชุมชน เข้าใจปัญหา หาวิธีการแก้ไข ต้องแก้ปัญหาให้กับชุมชนด้วยวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เพียงแค่ความเชื่อ ความพิเศษของโครงการนี้ คือ สามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์โครงการ ฯ ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาของชุมชนไปพร้อมกับการพัฒนาทักษะให้กับเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาโครงการ ฯ ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน เริ่มต้นจากการเข้าค่ายเพื่อเสริมความรู้ มีกระบวนการติดตามความก้าวหน้า มีทีมพี่เลี้ยงที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ให้คำปรึกษากับทุกทีมอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งถึงวันแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้น เยาวชนสามารถคิด วิเคราะห์ ฝึกทักษะด้านวิทยาศาสตร์ และด้านสังคมศาสตร์ และเชื่อว่าน้อง ๆ จะสามารถนำประสบการณ์ครั้งนี้ไปพัฒนาตนเองต่อไปได้อย่างดี”

              ในปีนี้มีโครงงานส่งเข้าร่วมแข่งขัน จำนวน 473 โครงงาน จาก 224 สถาบันการศึกษา ซึ่งคณะกรรมการได้คัดเลือก 20 โครงงาน เพื่อเข้าค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างทักษะเยาวชน โดยทีมงานโครงการ “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจาก NECTEC ได้มีการให้คำแนะนำในการจัดทำโครงงานของแต่ละทีมอย่างใกล้ชิด และพิจารณาคัดเลือกโครงงานที่มีผลงานดีเด่น 8 โครงงาน (มัธยมศึกษา 4 โครงงาน และอาชีวศึกษา 4 โครงงาน) มานำเสนอผลงานในรอบชิงชนะเลิศ น้อง ๆ นำเสนอโครงงานได้อย่างน่าสนใจสามารถอธิบายหลักการ ตอบข้อซักถามจากคณะกรรมการ รวมถึงสามารถเชื่อมโยงถึงชุมชนและสถานประกอบการได้เป็นอย่างดี 

    ผลการแข่งขัน มีดังนี้

    ระดับมัธยมศึกษา

    • รางวัลชนะเลิศ: โครงงานนวัตกรรมการคาดการณ์การเตือนภัยน้ำท่วมล่วงหน้า ด้วยการเรียนรู้เชิงลึก จากโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย
    • รางวัลรองชนะเลิศ: โครงงานนวัตกรรม AI-WIDRS : ระบบตรวจจับสัตว์ป่าและแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์สำหรับพื้นที่ชุมชนเสี่ยง จากโรงเรียนศรียานุสรณ์ จ.จันทบุรี
    • รางวัลชมเชย: โครงงาน Cricket Home การพัฒนาฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีดอัจฉริยะด้วยจมูกอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันการสูญเสียผลผลิตและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย พิษณุโลก 
    • รางวัลชมเชย: โครงงานระบบอัจฉริยะสำหรับจัดการผำที่ตาย (WOLFFIA CLEANER SYSTEM) จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการปทุมธานี 

    ระดับอาชีวศึกษา 

    • รางวัลชนะเลิศ: โครงงาน HKA : เครื่องบริหารและกายภาพบำบัดสะโพก ข้อเข่า และข้อเท้าซ้ายหรือขวา แบบ CPM ระบบกึ่งอัตโนมัติ จากวิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญ
    • รางวัลรองชนะเลิศ: โครงงาน KUD KUT QUEEN เครื่องคัดแยกขนาดและระดับความสุกของผลมังคุดด้วยระบบ AI จากวิทยาลัยเทคนิคพัทลุง
    • รางวัลชมเชย: โครงงานเครื่องคัดขนาดและนับจำนวนลูกปลา จากวิทยาลัยการอาชีพกุมภวาปี จ.อุดรธานี
    • รางวัลชมเชย:โครงงานอุปกรณ์ต่อพ่วงรถเข็น สำหรับการเคลื่อนที่ของผู้ป่วยที่เข้ารับบริการโรงพยาบาลแม่อาย จากวิทยาลัยการอาชีพฝาง จ.เชียงใหม่ 

              ผลงานของเยาวชนทั้ง 8 โครงงานนี้ คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการพัฒนาตนเองของเยาวชน และนับเป็นอีกหนึ่งก้าวของความสำเร็จในการเรียนรู้เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา โครงการ “กล้าใหม่…ใฝ่รู้” ได้สร้างโอกาสแห่งการเรียนรู้ สร้างประสบการณ์และแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนทั่วประเทศ และยังคงทำหน้าที่สร้างพื้นที่แห่งโอกาสนี้ เพื่อพัฒนาเยาวชนไทยสืบไป ติดตามรายละเอียดได้ทาง Facebook : SCB Challenge “กล้าใหม่…ใฝ่รู้”   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.scb.co.th/th/about-us/news/feb-2569/csr-scb-challenge-20th-final-round.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nGumJOBPPv_IaN2XoR4e5

  • สพฐ.เร่งปรับโครงสร้างหนี้สิน พร้อมปรับวินัยทางการเงินครู

    สพฐ.เร่งปรับโครงสร้างหนี้สิน พร้อมปรับวินัยทางการเงินครู

    เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2569 นางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในช่วงระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ได้เร่งขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างเข้มข้น ทั้งในเชิงนโยบายและเชิงพื้นที่ โดยมีการประชุมติดตามผลการดำเนินงานควบคู่กับการลงพื้นที่จริง ได้แก่ สกลนคร มุกดาหาร นครพนม อุดรธานี ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ ยโสธร ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีครูและบุคลากรทางการศึกษาประสบปัญหาหนี้สินจำนวนมาก ซึ่งจากการดำเนินงานดังกล่าว สามารถให้ความช่วยเหลือครูและบุคลากรทางการศึกษาได้แล้วจำนวน 196 ราย คิดเป็นมูลหนี้รวมประมาณ 235 ล้านบาท โดยการช่วยเหลือเป็นไปในหลายรูปแบบ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ การรวมหนี้ และการลดภาระดอกเบี้ย ส่งผลให้ครูจำนวนหนึ่งสามารถลดภาระหนี้ได้บางส่วน และที่สำคัญคือมีเงินเดือนสุทธิคงเหลือเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิต มากกว่าร้อยละ 30 หรือประมาณ 6,000 บาทต่อเดือน

    “จากการลงพื้นที่ ทำให้ได้รับทราบปัญหาความเดือดร้อนของครูและบุคลากรทางการ โดยเฉพาะกลุ่มครูเกษียณอายุราชการที่มีเงินเหลือไม่พอใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน บางรายถึงขั้นเลือกจบชีวิตตัวเอง ดังนั้น สพฐ. จะเร่งผลักดัน ระเบียบศธ.ว่าด้วยการหักเงินเดือน เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเพื่อชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สวัสดิการภายในส่วนราชการและสหกรณ์ พ.ศ. 2551 ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีกรอบทางกฎหมายที่ชัดเจน “รองเลขาธิการกพฐ. กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามปัญหาหลักที่พบในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูในปัจจุบัน เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะความร่วมมือจาก สหกรณ์ออมทรัพย์ครู ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายสำคัญ สพฐ. เห็นว่าการคิดอัตราดอกเบี้ยควรอยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรม โดยไม่ควรสูงเกิน ร้อยละ 4.75 เพื่อไม่ให้ภาระดอกเบี้ยกลายเป็นวงจรหนี้ซ้ำซ้อน ขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าครูบางส่วนยังขาดวินัยทางการเงิน และยังไม่สามารถวางแผนการบริหารรายได้และหนี้สินได้อย่างเป็นระบบ ซึ่ง สพฐ. กำลังเร่งเสริมสร้างความรู้ด้านการเงินควบคู่ไปกับการแก้หนี้

    รองเลขาธิการกพฐ. กล่าวต่ออีกว่า สพฐ. กำหนดเป้าหมายการลดจำนวนครูที่มีภาระหนี้วิกฤตไว้เป็น 2 ระยะ คือ ภายใน 1 ปี จะมุ่งแก้ หนี้ในระบบที่เห็นชัดเป็นอันดับแรก ลดจำนวนครูที่ถูกหักเงินเดือนจนเหลือเงินต่ำกว่าร้อยละ 30 อย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการรวบรวมข้อมูลหนี้ครบทุกเขตพื้นที่ การคัดกรองกลุ่มหนี้วิกฤต และการปรับโครงสร้างหนี้รายบุคคล เพื่อให้ครูมีเงินเหลือสำหรับการดำรงชีพอย่างเหมาะสม ภายใน 3 ปี ตั้งเป้าให้ครูที่เคยอยู่ในกลุ่มหนี้วิกฤต หลุดออกจากภาวะเสี่ยง อย่างเป็นรูปธรรม กล่าวคือ จำนวนครูที่ถูกฟ้องคดีบังคับคดีหรือเสี่ยงถูกฟ้องลดลงอย่างต่อเนื่อง

    ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวและอ่านเพิ่มเติมได้จาก FOCUSNEWS วันที่ 16 ก.พ.2569 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93193&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32hXjpHQx0_sW0viFElXLK

  • ทำความรู้จักโครงสร้างการทำงาน กกต.

    ทำความรู้จักโครงสร้างการทำงาน กกต.

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-290&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AwdeO1bslsUwAm5FKuAvR

  • นายกฯ เป็น​ประธาน​พิธีพระราชทานเพลิงศพ​ ผอ. รร.พะตงประธานคีรีวัฒน์ สั่ง​ ศธ.ดูแลการศึกษาลูกจนจบ

    นายกฯ เป็น​ประธาน​พิธีพระราชทานเพลิงศพ​ ผอ. รร.พะตงประธานคีรีวัฒน์ สั่ง​ ศธ.ดูแลการศึกษาลูกจนจบ

    เมื่อเวลา 13.10 น. วันที่ 17 ก.พ. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย​ ออกเดินทางไปยัง จ.สงขลา เพื่อเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อํานวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ที่วัดยูงทอง อ.บางกลํา จ.สงขลา​ จากเหตุชายค​บุกจับเด็กนักเรียนเป็นตัวประกัน​ โดยมีนายบวร​ศักดิ์​ อุ​วรรณ​โณ​ รองนายก​รัฐมนตรี​ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​สาธารณสุข​ พล.อ.ชัยพฤกษ์​ ด้วง​ป​ระพัฒน์ เสนาธิการ​ทหารบก​ และนายวราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย(ภท.) ร่วมเดินทาง

    จากนั้นเวลา 15.00 น. นายกฯ และคณะเดินทางถึงท่าอากาศยานกองบิน 56 โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.

    คมนาคม​ นายอนุกูล​ พฤกษานุศักดิ์​  นายสมยศ​ พลายด้วง​ นายสรร​เพชร​ บุญ​ญา​มณี​  ว่าที่ สส.สงขลา​ ให้การต้อนรับ​ และเดินทางต่อไปยังวัดยูงทอง อ.บางกลํา จ.สงขลา​ เพื่อเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อํานวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

    โดยทันทีที่นายกฯ เดินทางมาถึงวัดยูงทอง​ นางนฤมล​ ภิญโญ​สิน​วัฒน์​ รมว.ศึกษาธิการ​ ​ได้​พาครอบครัวของผู้เสียชีวิต​ นายเจษฎา สินสโมสร ครูโรงเรียนพะตงวิทยามูลนิธิ สามี​ และบุตร​ 2 คน​ นายสุวิจักขณ์ สินสโมสร และ เด็กหญิงธัญธร สินสโมสร มาพบกับนายกฯ ก่อนที่จะเดินเข้ามายังศาลา​บำเพ็ญกุศล ​เพื่อเคารพศพ​ ก่อนที่จะเข้าไปให้กำลังใจมารดาผู้เสียชีวิต​ โดยระบุว่า​ ไม่ต้องห่วง​ ทำใจดี ๆ เดี๋ยวหลานดูแลต่อ​ และกราบไปที่ตักของมารดาผู้เสียชีวิต​ พร้อมกล่าวว่า​ “ขอภัยด้วย”  ก่อนที่นายกฯ จะเป็นประธานทอดผ้าไตร​พระราชทาน​ และวางดอกไม้จันทน์​

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างผู้ร่วมงานวางดอกไม้จันทร์ ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อํานวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ นางนฤมลได้มานั่งข้างๆ นายอนุทินและได้พูดคุยกัน ซึ่งคาดว่าจะเป็นการพูดคุยเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล

    สำหรับเงินช่วยเหลือของรัฐบาล นายบวร​ศักดิ์​ อุ​วรรณ​โณ​ รองนายก​ฯ ​ได้มอบเงินกองทุน​ เงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรีจำนวน 1 ล้านบาท และจากกองทุน ช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญากระทรวง​ยุติธรรม​ จำนวน 2​ แสนบาท โดยมีนายกฯ เป็นสักขีพยาน​ และนายกฯ ยังได้ให้กำลังใจบุตรผู้เสียชีวิต​ ว่า แม่ไปสบายแล้ว​ ไม่ต้องห่วง​ ซึ่งหลังจากนี้จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลและช่วยเหลือ ให้ลูกทั้งสองคนเข้ารับราชการ​ และเข้าถึงการศึกษา​ รวมถึงเูแลค่าเล่าเรียนจนจบการศึกษา

    ทั้งนี้นายบวรศักดิ์ ได้มอบนามบัตรให้กับสามีของผู้เสียชีวิต​ พร้อมกับกล่าวว่า​  เงินเขาโอนเข้าบัญชีไว้ให้แล้วนะ มีเรื่องอะไรของน้อง 2 คนที่จะให้ช่วยก็บอก​มา​โทรศัพท์มาได้ ผมก็เป็นคนสงขลาเหมือนกัน

    ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อสักครู่นายกฯ พูดคุยกับ นางมฤมล​ในเรื่องใด นายกฯ ปฏิเสธ​ที่จะตอบคำถาม​ก่อนจะเดินขึ้นรถไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/129798&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sIvL8VVd65jScNcrqptEG

  • นายกฯ เป็นประธานพระราชทานเพลิงศพ ผอ. รร. พะตงประธานคีรีวัฒน์

    นายกฯ เป็นประธานพระราชทานเพลิงศพ ผอ. รร. พะตงประธานคีรีวัฒน์

    วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) เวลา 15.00 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานกองบิน 56 โดยมีพิพัฒน์ รัชกฤตการณ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, อนุกูล พฤกษานุศักดิ์, สมยศ พลายด้วง และสรรเพชร บุญญามณี ว่าที่ ส.ส.สงขลา ให้การต้อนรับ

    จากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางไปยังวัดยูงทอง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา โดยอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุชายคลุ้มคลั่งบุกจับนักเรียนเป็นตัวประกัน

    ทันทีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงวัดยูงทอง นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้พาครอบครัวของผู้เสียชีวิต เจษฎา สินสโมสร ครูโรงเรียนพะตงวิทยามูลนิธิ และบุตร 2 คน ได้แก่ สุวิจักขณ์ สินสโมสร และธัญธร สินสโมสร ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา เข้าพบนายกรัฐมนตรี ก่อนจะเดินเข้าไปยังศาลาบำเพ็ญกุศลเพื่อเคารพศพ

    จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เข้าไปให้กำลังใจมารดาผู้เสียชีวิต พร้อมกล่าวว่า “ไม่ต้องห่วง ทำใจให้ดี เดี๋ยวหลานจะดูแลต่อ” ก่อนกราบที่ตักมารดาผู้เสียชีวิต พร้อมกล่าวว่า “ขออภัยด้วย”

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการฟังประวัติผู้วายชนม์ นายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกับสามีของผู้เสียชีวิตซึ่งนั่งอยู่ติดกันตลอด ก่อนจะเป็นประธานทอดผ้าไตรพระราชทาน และวางดอกไม้จันทน์

    ทั้งนี้ ในส่วนของเงินช่วยเหลือ ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบเงินกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 1 ล้านบาท และเงินจากกองทุนช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา กระทรวงยุติธรรม จำนวน 200,000 บาท โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นสักขีพยาน

    จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินเข้าไปหาบุตรทั้ง 2 คน พร้อมนำมือแตะไหล่ทั้งสองข้าง พูดคุยให้กำลังใจ ก่อนที่ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ จะมอบนามบัตรให้กับสามีของผู้เสียชีวิต พร้อมกล่าวว่า “เงินโอนเข้าบัญชีไว้ให้แล้วนะ หากมีเรื่องอะไรของน้องทั้ง 2 คน ที่ต้องการให้ช่วย โทรมาได้ ผมก็เป็นคนสงขลาเหมือนกัน”

    ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับ ได้ให้กำลังใจครอบครัวผู้เสียชีวิตว่า “แม่ไปสบายแล้ว ไม่ต้องห่วง” พร้อมเปิดเผยว่า หลังจากนี้จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลช่วยเหลือ ให้บุตรทั้งสองคนได้เข้ารับราชการ และเข้าถึงการศึกษา รวมถึงดูแลค่าเล่าเรียนจนจบการศึกษา

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการพูดคุยกับนฤมลก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะตอบคำถาม ก่อนจะเดินขึ้นรถเพื่อเดินทางไปประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงในทันที

    นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ 1นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ 2นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ 3นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ 4

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pm-anutin-cremation-student-care/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1teMx8jbTfKMbBy9V28O2p

  • สุราษฎร์ธานีเดินหน้าขับเคลื่อน “เกาะเต่า” สู่แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

    สุราษฎร์ธานีเดินหน้าขับเคลื่อน “เกาะเต่า” สู่แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

    ภูมิภาค

    สุราษฎร์ธานีเดินหน้าขับเคลื่อน “เกาะเต่า” สู่แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก

    วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.15 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2569) ณ ห้องประชุมตาปี ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี (หลังใหม่) นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานการประชุมหารือการขับเคลื่อนพัฒนาการท่องเที่ยวตำบลเกาะเต่า อำเภอเกาะพะงัน ตามหลักเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนระดับโลก (GSTC) โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนภาคเอกชน และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวเกาะเต่าเข้าร่วมประชุม
     
    ที่ประชุมรับทราบความเป็นมาและแนวทางการยกระดับเกาะเต่าเข้าสู่กระบวนการประเมินรางวัล Green Destinations Award พร้อมตั้งเป้าหมายผลักดันสู่การเป็น 1 ใน 100 แหล่งท่องเที่ยวระดับโลก (Sustainable Destination Top 100) ภายในปี 2569 โดยอ้างอิงเกณฑ์การประเมิน 6 หมวด 48 ข้อ ครอบคลุมด้านการจัดการแหล่งท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สังคม และการบริการ
     
    ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เน้นย้ำการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนเกาะเต่าให้เติบโตอย่างสมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่การเป็นต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนในระดับสากลอย่างเป็นรูปธรรม.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/466427&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CG1tigyIxy2c33CmDV1IY

  • อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) ประกาศยุทธศาสตร์ปี 2026 บุกตลาด SME เต็มสูบ ชูโซลูชัน WiFi อัจฉริยะ ลดต้นทุน-เพิ่มความปลอดภัย

    อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) ประกาศยุทธศาสตร์ปี 2026 บุกตลาด SME เต็มสูบ ชูโซลูชัน WiFi อัจฉริยะ ลดต้นทุน-เพิ่มความปลอดภัย

    บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญการด้านวางระบบ Network และ ไอที โซลูชันเต็มรูปแบบอย่างครบวงจรโดยได้การรับรองจาก ISO9001 : 2015 และ ISO27001 นำโดย นายโกวิท ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยนางวาณา ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด และนายพงศภัค ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ จัดงานแถลงข่าว “เปิดกลยุทธ์ EasyNet 2026: เพื่อนคู่คิดทางเทคโนโลยีของ SME” มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยผ่านโมเดล “เช่าระบบ WiFi พร้อมอุปกรณ์แบบครบวงจร” (WiFi as a Service) เพื่อทลายขีดจำกัดด้านงบประมาณและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการทุกระดับ

    นางวาณา ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่เรายืนหยัดในฐานะผู้นำด้านการวางระบบ Network เราได้เห็นความท้าทายของผู้ประกอบการไทยที่มักจะติดหล่มเรื่องการลงทุนด้านไอทีที่สูงเกินความจำเป็น จากการรายงานของนักวิเคราะห์อุตสาหกรรมไอที (source:Gartner,Krungsri Compass) คาดการณ์ว่ามูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีในประเทศไทยปี 2025 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 7.9% โดยมีมูลค่ารวมเกือบ 996,000 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มบริการไอที (IT Services) และระบบความปลอดภัย (Cybersecurity) ที่มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยกว่า 9-10% ต่อปี เพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยี AI และการบริหารจัดการข้อมูล อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเติบโตนี้ SME ไทยกว่า 3.2 ล้านราย ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณลงทุน (CAPEX) ที่สูงขึ้นตามราคาฮาร์ดแวร์ทั่วโลกในปีนี้ EasyNet จึงขอเป็นตัวเปลี่ยนเกม (Game Changer) ด้วยการเปลี่ยนค่าใช้จ่ายก้อนโตให้กลายเป็นรายจ่ายรายเดือนที่ควบคุมได้(OPEX) ภายใต้แนวคิด ‘ใช้แค่ไหน จ่ายแค่นั้น’ เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัด

    กลยุทธ์ในปี 2026 ของเราคือการเจาะกลุ่มผู้ประกอบการทั่วประเทศไทย โดยใช้จุดแข็งเรื่องการผสมผสานนวัตกรรม WiFi ให้เป็นเครื่องมือการตลาดที่ไร้ขีดจำกัด ก้าวต่อไปของเราคือการเป็น Digital Partner ที่ช่วยให้ทุกธุรกิจสามารถวิเคราะห์และวางแผนการสื่อสารกับลูกค้าได้แม่นยำขึ้น

    นายพงศภัค ธารีรัตนาวิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อีซี่ เน็ต (ไทยแลนด์) จำกัด เน้นย้ำความเชื่อมั่นด้านเทคโนโลยีว่า เทรนด์เทคโนโลยีในปี 2026 จะมุ่งไปที่ AI และ Hyper-Connectivity ซึ่งมาพร้อมกับความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น EasyNet จึงยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสู่ Zero Trust Architecture โดยเราติดตั้งระบบเฝ้าระวังภัยคุกคามเบื้องต้นตลอด 24 ชั่วโมง (Network Monitoring) และระบบยืนยันตัวตนที่สอดคล้องกับ พรบ. คอมพิวเตอร์อย่างเข้มงวด เรามั่นใจว่าระบบของเราจะเป็น ‘Safe Zone’ ให้กับผู้ประกอบการ ทำให้พวกเขาสามารถโฟกัสกับการดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการโจมตีจากแฮกเกอร์หรือความขัดข้องของระบบNetwork ภายในหรือภายนอกของธุรกิจของท่าน

    EasyNet นำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์สถานะทางการเงินของธุรกิจยุคใหม่ผ่าน 2 รูปแบบหลัก

    1. โมเดลเช่าระบบ (Monthly Rental):เปลี่ยนค่าใช้จ่ายก้อนโตให้กลายเป็นรายเดือนที่ควบคุมได้ (OPEX) ช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนอุปกรณ์ในครั้งเดียว

    2. โมเดลซื้อขาด (One-time Purchase):สำหรับธุรกิจที่ต้องการเป็นเจ้าของระบบอย่างเต็มตัว โดยยังคงได้รับการดูแลจากมืออาชีพที่เชี่ยวชาญผ่านการรับรองจากองค์กรระดับนานาชาติ

    บริษัทฯ มุ่งเน้นการให้บริการแบบ Full Service ตั้งแต่การจัดหาอุปกรณ์ไปจนถึงการตรวจสอบดูแล ได้แก่

     ระบบ WiFi Rental พร้อมอุปกรณ์: บริการเช่าระบบ WiFi ครบวงจรที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และประเภทธุรกิจ

     IT Consulting & Design:การให้คำปรึกษา ออกแบบ และกำหนดสเป็คอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมโดยวิศวกรผู้ชำนาญการ

     Cybersecurity Excellence:ระบบความปลอดภัยไซเบอร์ขั้นสูงเพื่อป้องกันภัยคุกคามดิจิทัลในทุกรูปแบบ

     Smart Monitoring:บริการดูแลและสังเกตการณ์ระบบโดยแผนก IT มืออาชีพ ช่วยให้เจ้าของธุรกิจวางใจได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    นอกจากการดำเนินธุรกิจ EasyNet ยังยึดถือหลักธรรมาภิบาลผ่านโครงการ “EasyNet: WiFiis Chances” โดยตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป เมื่ออุปกรณ์ที่เช่าครบอายุสัญญา 48 เดือน บริษัทฯ จะนำอุปกรณ์ที่ยังคงสภาพดีไปส่งต่อให้กับโรงเรียนหรือชุมชนที่ขาดแคลนและเข้าถึงยาก เพราะเราเชื่อว่า “การศึกษาคือพื้นฐานของชีวิต” และต้องการหยิบยื่นโอกาสให้แก่เยาวชนผ่านเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจหลักของเรา

    สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรับบริการการวางระบบ WiFi และโซลูชันด้านไอที สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม    หรือรับคำปรึกษาได้ที่ เว็บไซต์: www.easynet.co.th, Facebook: EasyNet Thailand, TikTok: Easynet_thailand และ Line ID: @easynet

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1559932&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zg9PBu6COxKworlwsok6i

  • เปิดโผ 5 กลุ่มธุรกิจดาวรุ่ง ปี 2569 ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

    เปิดโผ 5 กลุ่มธุรกิจดาวรุ่ง ปี 2569 ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

    เปิดโผ 5 ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโต ปี 2569 จากข้อมูลจดทะเบียนใหม่เดือนมกราคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าชี้ “เทคโนโลยี–พลังงาน–สุขภาพ” มาแรง

    ต้นปีมักเป็นช่วงเวลาที่นักธุรกิจใช้มองเข็มทิศเศรษฐกิจว่า “กระแสไหนกำลังมา” และ “โอกาสอยู่ตรงไหน” ตัวเลขการจดทะเบียนธุรกิจใหม่จึงไม่ใช่แค่สถิติบนกระดาษ แต่เป็นสัญญาณของการเคลื่อนไหวในโลกการค้า 

    ปี 2569 ก็เช่นกันแม้ภาพรวมการตั้งธุรกิจใหม่จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะชี้ว่า ชะลอลงเล็กน้อย แต่ภายใต้ตัวเลขนั้นกลับสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่เทคโนโลยี พลังงาน สุขภาพ ไปจนถึงเกษตรมูลค่าสูง

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดข้อมูลล่าสุดที่ไม่เพียงบอกว่า “ใครกำลังลงทุน” แต่ยังชี้ชัดว่า 5 ธุรกิจใดกำลังจะกลายเป็นดาวรุ่งของปี ธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมเมกะเทรนด์โลก และอาจเป็นคำตอบของผู้ประกอบการที่กำลังมองหาจังหวะก้าวต่อไป

    นายพูนพงษ์ เปิดเผยการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ เดือน ม.ค.2569 มีจำนวน 8,418 ราย ลดลง 5.01% มีทุนจดทะเบียน 24,375 ล้านบาท ลดลง 2.30% โดยเดือนนี้ มีนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 2 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน รวมทั้งสิ้น 9,050 ล้านบาท คือ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 5,050 ล้านบาท ประกอบธุรกิจวิจัยและพัฒนาเชิงทดลองด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และบริษัท ทวีลาภ 698 จำกัด ทุนจดทะเบียน 4,000 ล้านบาท ประกอบธุรกิจพลังงานไฟฟ้า ซื้อขาย จัดส่ง จัดหา สำรวจ พัฒนา แปรสภาพ และวางแผน

    ทั้งนี้ ในเดือน ม.ค.2569 มีธุรกิจตั้งใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ คือ

    • ธุรกิจบริการอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งไม่ได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น มีจำนวน 238 ราย เพิ่มขึ้น 453.49% ทุนจดทะเบียน 118.30 ล้านบาท
    • ธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร มีจำนวน 398 ราย เพิ่มขึ้น 18.45% ทุนจดทะเบียน 626.49 ล้านบาท
    • ธุรกิจเกี่ยวกับบัญชีการทำบัญชีและการตรวจสอบบัญชี การให้คำปรึกษาด้านภาษี มีจำนวน 177 ราย เพิ่มขึ้น 35.11% ทุนจดทะเบียน 99.15 ล้านบาท

    ส่วนการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ เดือน ม.ค.2569 มีจำนวน 1,252 ราย ลดลง 12.51% มีทุนจดทะเบียนเลิก 13,267 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 188.36% โดยในนี้ มีนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 1 ราย คือ บริษัท พิษณุโลก บิ๊กซี 2015 จำกัด ทุนจดทะเบียน 10,478 ล้านบาท ประกอบธุรกิจดิสเคาท์สโตร์ ซุปเปอร์เซ็นเตอร์

    5 ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโต

    นายพูนพงษ์กล่าวว่า จากการประเมินการจดตั้งบริษัทใหม่ในปี 2569 พบว่า มี 5 ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโต ได้แก่ 

    1.ธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม

    ที่สอดรับการการที่องค์กรต่าง ๆ หันมาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน การขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Center) และ Cloud Computing ที่ไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Destination) การสร้างความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) ที่มีความซับซ้อนสูงรองรับความปลอดภัยของข้อมูลขนาดใหญ่

    2.ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โซลาร์และระบบกักเก็บพลังงาน

    ปัจจุบันมีการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement : Direct PPA) ทำให้ธุรกิจโซลาร์เซลล์เปลี่ยนจากการติดตั้งเพื่อลดค่าไฟ สู่การส่งออกตามมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2569 ที่ผ่านมา ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี (Battery Energy Storage System : BESS) จึงเข้ามาช่วยเก็บไฟไว้ใช้ช่วงพีคหรือช่วงที่ผลิตได้น้อย และใช้ AI มาช่วยบริหารพลังงานให้มีประสิทธิภาพ

    3.ธุรกิจสุขภาพและยา

    การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางสังคมที่เข้าสู่สังคมสูงวัย หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโตตามไปด้วย ซึ่งธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวตามไปด้วยให้สอดรับกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ในราคาที่เหมาะสม หรือมีบริการเสริมอื่นๆ เพื่อเชื่อมโยงผู้บริโภคให้เข้ามาสู่สินค้าของตนเอง เกิดการทดลองใช้และกลายเป็นความจงรักภักดีต่อสินค้าตามมา

    4.ธุรกิจท่องเที่ยวและนันทนาการ

    ถือเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยยังมีแรงวิ่ง ขณะที่ไทยมีโอกาสในตลาดที่ดี โดยผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างการบริการในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่จะเกิดความประทับใจให้ฝังอยู่ในความรู้สึกของนักท่องเที่ยวจนเกิดการบอกต่อ และกลับมาเที่ยวซ้ำ

    รวมถึงบริการ wellness ที่ครบวงจร ซึ่งผู้ประกอบการไทยมีความถนัดอยู่แล้ว อาทิ สปา ฟื้นฟูสุขภาพ โภชนาการ โปรแกรมพักผ่อนเชิงป้องกันโรค และการบริการที่เป็นมิตรกับครอบครัวและผู้สูงวัย

    อีกทั้ง หากผู้ประกอบการสามารถทำแพกเกจให้เลือกได้ตามงบประมาณ และใช้การรีวิวเป็นมาตรฐานบริการเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ก็จะช่วยดึงลูกค้าจากทั่วโลกได้

    5.ธุรกิจเกษตรอัจฉริยะ

    อาหารมูลค่าสูงและความปลอดภัยอาหาร มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น โดยภาคเกษตรอัจฉริยะจะขับเคลื่อนด้วยการลดต้นทุนและลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวน อาทิ การจัดการน้ำ ปุ๋ย และโรคพืช แบบแม่นยำ ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่และทำให้รายได้สม่ำเสมอขึ้น 

    ขณะที่อาหารมูลค่าสูงจะโตจากเทรนด์สุขภาพ สังคมสูงวัย และความต้องการอาหารเฉพาะกลุ่ม อาทิ โปรตีนทางเลือก อาหารเสริม โภชนาการเฉพาะบุคคล โดยสินค้าจะเน้นที่คุณภาพ และความปลอดภัยของอาหารที่ตรวจสอบย้อนกลับถึงต้นทางได้มากกว่าเลือกเพราะราคาถูกเพียงอย่างเดียว และเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะนำพาสินค้าเกษตรของไทยเข้าสู่ตลาดพรีเมียมในระดับโลกได้

    ข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค.2569 มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,058,497 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 31.95 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 974,255 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.47 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 775,946 ราย คิดเป็น 79.65% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 17.46 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 196,803 ราย คิดเป็น 20.20% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,506 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.58 ล้านล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/738120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nSSGS2saBvnBGr2YW5U14