Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สมาคมธนาคารไทยชี้ GDP ปี 68 พุ่ง 2.5% โตเกินคาด ปลุกเชื่อมั่นเศรษฐกิจฟื้นแรง

    สมาคมธนาคารไทยชี้ GDP ปี 68 พุ่ง 2.5% โตเกินคาด ปลุกเชื่อมั่นเศรษฐกิจฟื้นแรง

    สมาคมธนาคารไทยชี้ GDP ปี 68 พุ่ง 2.5% โตเกินคาด ปลุกเชื่อมั่นเศรษฐกิจฟื้นแรง

    ​นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า  เศรษฐกิจไทยช่วงปลายปี 2568 ขยายตัวดีกว่าที่ตลาดคาด แม้เผชิญความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงาน GDP ไตรมาส 4/2568 เติบโต 2.5% สูงกว่าที่คาดไว้ 1.3% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 เติบโต 2.4% สูงกว่ากรอบคาดการณ์เดิมที่ 2.0–2.2% และปรับเพิ่มประมาณการปี 2569 เป็น 1.5–2.5%

    สะท้อนถึงประสิทธิภาพการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ทำงานอย่างมืออาชีพ แม้ว่าจะเป็นในช่วงเวลาสั้นมากๆ โดยมีการประสานภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ทำให้มาตรการต่าง ๆ ออกแบบได้ตรงจุด โปร่งใส และเกิดผลจริง สอดคล้องกับแนวทาง Reinvent Thailand ที่เน้นการร่วมออกแบบและร่วมขับเคลื่อนอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมา มาตรการ “Quick Big Win” มีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจระยะสั้น พร้อมๆกับ การวางรากฐานในระยะยาว มีการกำหนดเจ้าภาพชัดเจน ตั้งเป้าหมายและกรอบเวลาที่วัดผลได้ ลดความซ้ำซ้อน และทำให้การดำเนินนโยบายเป็นเอกภาพมากขึ้น 

    ​นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย

    นอกจากนี้  ยังมีการสื่อสารเชิงนโยบายอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านวินัยการคลัง และกรอบการคลังระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน

    รวมถึงการยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ Connect the Dots เพื่อจัดการความเสี่ยงเชิงระบบ เช่น การติดตามเส้นทางการเงินและสินทรัพย์เสมือนเงิน ซึ่งช่วยลดปัญหาเงินเทา และแรงกดดันต่อค่าเงินบาท

    นายผยงกล่าวว่า โจทย์สำคัญจากนี้ไม่ใช่เพียงการรักษาอัตราการเติบโต แต่คือการสร้าง Trust and Confidence ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง โดย GDP ล่าสุด และผลการเลือกตั้งที่ออกมาในเชิง “Vote of Confidence” สะท้อนความคาดหวังต่อความต่อเนื่องของนโยบายและความมั่นคงของรัฐบาล

    ภาคธุรกิจจึงให้ความสำคัญกับความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาล การเร่งพิจารณางบประมาณปี 2570 และการเบิกจ่ายภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจ ซึ่งภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐอย่างเต็มที่

    โดยสมาคมธนาคารไทยร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เดินหน้าโครงการ PromptBiz ภาคเอกชน เพื่อลดต้นทุนการค้าในห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มสภาพคล่องด้วยเงื่อนไขที่เป็นธรรม ลดการใช้หลักประกัน และผลักดัน Financial Inclusion ในระบบเศรษฐกิจจริง 

    “การที่รัฐบาลได้มืออาชีพที่มีประสบการณ์ตรงเข้ามาบริหารงานและสามารถ Action ได้เลย ดังเช่น ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ และคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และการตัดสินใจที่ตั้งอยู่บนข้อมูล อยู่ในกรอบมาตรฐานที่นานาชาติยอมรับ ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าได้ภายใต้ภาวะความผันผวนและความท้าทายที่เกิดขึ้น”

    โมเมนตัมเศรษฐกิจปลายปี 2568 เชื่อว่าจะสามารถทำให้เกิด Positive Surprise ต่อเนื่องมาในปี 2569 และถือเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ ทั้งความเปราะบางของครัวเรือนจากหนี้สูง

    ความสามารถแข่งขันของ SME และการปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดช่องโหว่ทุจริต เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ เปิดตลาดใหม่ ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรม New S-Curve และพลิกฟื้นประเทศไทยให้กลับมาโดดเด่นในภูมิภาคอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/651733&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SMCZb6Hf5HzK7JlN5otGE

  • ทำความรู้จัก “คลองผิงลู่” ที่จะพลิกโฉมการเชื่อมต่อจีน-อาเซียน (คลิป) | เดลินิวส์

    ทำความรู้จัก “คลองผิงลู่” ที่จะพลิกโฉมการเชื่อมต่อจีน-อาเซียน (คลิป) | เดลินิวส์

    คลองผิงลู่ ได้รับการขนานนามว่าเป็น “โครงการวิศวกรรมแห่งศตวรรษ” ที่ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน มีความยาว 134 กิโลเมตร กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างอย่างรวดเร็ว คาดว่าจะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ด้านโลจิสติกส์ทางบกของจีน และเสริมสร้างการเชื่อมต่อระดับภูมิภาคกับประเทศในกลุ่มอาเซียน

    คลองนี้ทอดยาวจากอ่างเก็บน้ำซีจินในเมืองเหิงโจว ไปยังท่าเรือชินโจว จะช่วยให้สินค้าจากมณฑลกว่างซี ยูนนาน และกุ้ยโจว สามารถขนส่งตรงไปยังท่าเรือในอ่าวเป่ยปู้ของกว่างซีผ่านระบบแม่น้ำซีเจียง โดยไม่ต้องอ้อมผ่านมณฑลกวางตุ้งที่อยู่ใกล้เคียง การเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์นี้ คาดว่าจะช่วยลดระยะทางการขนส่งลงอย่างมากประมาณ 560 กิโลเมตร

    อนึ่ง คลองนี้จะใช้เงินทุนร่วม 72,700 ล้านหยวน (ประมาณ 330,800 ล้านบาท) ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว จะเชื่อมต่อทางรถไฟ ทางหลวง และการขนส่งทางเรือของกว่างซีเข้าด้วยกัน เป็นเครือข่ายโลจิสติกส์ที่ราบรื่น

    เครดิต China Media Group (CMG)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5610741/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RUxW90zzkDkzZBEDxa-rF

  • ละครชีวิต ‘ผู้กองยอดรัก’ ย้อน 3 เปลี่ยน ‘ชื่อ-พรรค-ชะตา’ บุรุษที่ใครก็ขาดไม่ได้ ?

    ละครชีวิต ‘ผู้กองยอดรัก’ ย้อน 3 เปลี่ยน ‘ชื่อ-พรรค-ชะตา’ บุรุษที่ใครก็ขาดไม่ได้ ?

    ความซับซ้อนของการเมืองไทยในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา มักจะก่อให้เกิดตัวละครทางการเมืองที่มีเอกลักษณ์และมีอิทธิพลต่อทิศทางของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ หนึ่งในบุคคลที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด ทั้งในฐานะ “ผู้จัดการรัฐบาล” – “มือประสานสิบทิศ” หรือแม้แต่ “เส้นเลือดใหญ่” ของขั้วอำนาจ คือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า บุรุษผู้มีเส้นทางชีวิตที่พลิกผันและเต็มไปด้วยสีสันราวกับบทละคร

    จากนายทหารหนุ่มผู้เติบโตใน ร.1 พัน.4 รอ. (ในขณะนั้น) สู่การเป็น “นักธุรกิจ-แวดวงผู้กว้างขวาง” ก้าวขึ้นเป็น “เสนาบดี” ผู้กุมชะตากรรมของพรรคร่วมรัฐบาลช่วง 7-8 ปีมานี้ ความน่าสนใจของ ร.อ.ธรรมนัส ไม่ได้อยู่ที่เพียงตำแหน่งทางการเมืองที่เขาได้รับ แต่อยู่ที่ความสามารถในการปรับตัวและรักษาสมดุลแห่งอำนาจ

    เส้นทางการเมืองของเขาเปรียบเดินบน “รอยแยกขั้วอำนาจ” เริ่มต้นจากร่มเงาของพรรคไทยรักไทย ก้าวผ่านมรสุมการรัฐประหาร 2549-2557 พลิกบทบาทมาเป็นขุนพลหลัก “พรรคพลังประชารัฐ” จนกระทั่งสร้างอาณาจักรของตนเองในนาม “พรรคกล้าธรรม” ซึ่งกลายเป็นพรรคลำดับที่ 4 ในการเลือกตั้งปี 2569

    การทำความเข้าใจตัวตนของ ร.อ.ธรรมนัส จึงไม่ใช่เพียงการศึกษารายบุคคล แต่คือการถอดรหัสโครงสร้างอำนาจนิยม เครือข่ายระบบอุปถัมภ์ และพลวัตของการเมืองไทย ที่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของกาลเวลา

    ธรรมนัส พรหมเผ่า

    ธรรมนัส พรหมเผ่า

    ปฐมบท แห่งการ “ผลัดผิว” การก่อร่างสร้างอัตลักษณ์-นามที่เปลี่ยนไป

    จุดเริ่มต้นของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เกิดขึ้นที่ จ.พะเยา เมื่อ 18 สิงหาคม 2508 ทว่าชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในภาคเหนือเท่านั้น ความพลิกผันครั้งแรกเริ่มต้นขึ้นเมื่อเขาได้รับการอุปการะจากครอบครัวใน อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงชื่อ-นามสกุล หลายครั้ง

    การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของความเชื่อทางโหราศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ในทางการเมืองและสังคม ชื่อที่เปลี่ยนไปสะท้อนถึงการ “เริ่มต้นใหม่” และการปรับเปลี่ยนสถานะในแต่ละช่วงของอำนาจ ไม่ว่าจะเป็น “ยุทธภูมิ โบพรหม” ชื่อดั้งเดิมที่ใช้ในช่วงวัยเยาว์และการย้ายไปเติบโตที่เบตง “พชร โบพรหม” ช่วงเข้าศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหารและเริ่มต้นชีวิตราชการทหาร “พชร พรหมเผ่า – มนัส พรหมเผ่า” ตลอดจน “ธรรมนัส พรหมเผ่า” ตามลำดับ

    เส้นทางสายเหล็ก จปร.36 และตำนาน “18 อรหันต์” แห่ง ร.1 พัน 4 รอ.

    รากฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของ ร.อ.ธรรมนัส คือเครือข่ายความสัมพันธ์ในกองทัพ เขาเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 25 (ตท.25) และเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ 36 (จปร.36)

    จปร.36 ถือเป็นรุ่นที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเมืองไทยยุคหลัง เนื่องจากมีเพื่อนนายทหารที่เติบโตขึ้นมาในสายคุมกำลังหลักหลายคน เช่น พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม (ผู้ล่วงลับ) และ พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือ “เสธ.หิ” ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรทางการเมืองที่คอยสนับสนุนกันมาโดยตลอด

    ชีวิตราชการทหารของเขาเริ่มต้นอย่างโดดเด่นที่ ร.1 พัน 4 รอ. จนได้รับฉายาว่ากลุ่ม “18 อรหันต์” การเติบโตในหน่วยงานนี้ทำให้เขาได้เรียนรู้วิธีการทำงานภายใต้ระบบสายบังคับบัญชาที่เข้มงวด ขณะเดียวกันก็ได้รู้จักนายทหารสายอื่นๆ เช่น “วงษ์เทวัญ” และ “ทหารเสือฯ”

    อย่างไรก็ตาม บุคลิกที่เป็นคนตรงและมีความเป็นอิสระสูง ทำให้เขาตัดสินใจก้าวออกจากระบบราชการ มาสู่โลกของธุรกิจและการเมือง การตัดสินใจลาออกจากราชการ ในขณะที่มียศ “ร้อยเอก” จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างอาณาจักรส่วนตัว

    พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม

    พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม

    ร่มเงาแห่ง “เสนาธิการ” จาก “เสธ.แอ๊ว” ถึง “เสธ.ไอซ์” และจุดเริ่ม “ยุทธจักรธุรกิจ”

    เมื่อก้าวพ้นรั้วกองทัพ ร.อ.ธรรมนัส ได้เข้าสู่ “ยุทธจักรเสนาธิการ” หรือกลุ่มนายทหารผู้กว้างขวางที่มีอิทธิพลนอกกองทัพ บุคคลสำคัญสองท่านที่เป็นเสมือน “แม่แบบ” และผู้ประสานทางให้อย่างยิ่งใหญ่คือ พล.อ.อัครเดช ศศิประภา (เสธ.แอ๊ว) – พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต (เสธ.ไอซ์)

    พล.อ.อัครเดช หรือ “เสธ.แอ๊ว” อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ถูกมองว่าเป็น “ก๊อดฟาเธอร์” ในวงการทหารและผู้กว้างขวางในพื้นที่กรุงเทพฯ และ จ.กาญจนบุรี 

    ร.อ.ธรรมนัส ได้ซึมซับวิธีการ “ประสานประโยชน์” และการจัดการปัญหาความขัดแย้งในสไตล์พี่ให้น้องจาก เสธ.แอ๊ว จนกลายเป็นคนนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ แต่ดุดันในการปฏิบัติการ 

    ต่อมาเมื่อ เสธ.แอ๊ว เกษียณฯ เขาได้ย้ายมาอยู่กับ พล.อ.ไตรรงค์ หรือ “เสธ.ไอซ์” ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมรักษาความปลอดภัย และ ที่ปรึกษา คนสนิทของนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร (เพื่อน ตท.10) ในขณะนั้น

    ความสัมพันธ์กับ เสธ.ไอซ์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาเข้าสู่โครงสร้างอำนาจของพรรคไทยรักไทย และเริ่มต้นธุรกิจรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มตัว ผ่านการก่อตั้ง “บริษัท ธรรมนัส การ์ด จำกัด” (เดิมชื่อ บริษัท โทนี่คอสโมอิมปอร์ตเอ็กซ์ปอร์ต จำกัด) 

    ซึ่งมี พล.อ.ไตรรงค์ ร่วมถือหุ้นในช่วงแรก ธุรกิจนี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้มหาศาล แต่ยังเป็นเครื่องมือในการสร้างเครือข่าย “กำลังพลนอกเครื่องแบบ” ที่มีความสำคัญต่อการเมืองภาคสนาม

    การบริหารธุรกิจเหล่านี้ควบคู่ไปกับการทำงานการเมือง ทำให้เขามี “ทุน” และ “ฐานมวลชน” ที่มั่นคง โดยเฉพาะการถือหุ้นในธุรกิจสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยสายสัมพันธ์กับฝ่ายการเมืองอย่างสูง ทำให้เขาได้รับฉายาว่าเป็นหนึ่งใน “ห้าเสือกองสลาก” ในยุคหนึ่ง

    พล.อ. อัครเดช ศศิประภา

    พล.อ. อัครเดช ศศิประภา

    ยุค “ไทยรักไทย-เพื่อไทย” ขุนพลพื้นที่และเงาของ “เจ๊แดง”

    ภายใต้ร่มเงาของ เสธ.ไอซ์ นั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญในพรรคไทยรักไทย โดยเฉพาะการดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ โดยใช้เครือข่ายธุรกิจรักษาความปลอดภัย-คอนเนกชันในกองทัพ เข้าถึงกลุ่มผู้กว้างขวางในพื้นที่-จัดตั้งเครือข่ายมวลชน จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นมือทำงาน หลังม่านของพรรค

    เมื่อพรรคไทยรักไทยถูกยุบและเปลี่ยนผ่านเป็น “พรรคเพื่อไทย” บทบาทของเขาขยายตัวไปสู่พื้นที่ภาคเหนือ ภายใต้การนำของ “เยาวภา วงศ์สวัสดิ์” หรือ “เจ๊แดง” แม่ทัพใหญ่กลุ่ม “วังบัวบาน” 

    ในช่วงเวลานี้ เขาได้สร้างรากฐานทางการเมืองที่แข็งแกร่งใน จ.พะเยา และ ภาคเหนือตอนบน โดยทำงานร่วมกับเครือข่ายของเจ๊แดงอย่างใกล้ชิด ในการเลือกตั้งปี 2557 เขาถูกวางตัวให้เป็นผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 55 ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่มีนัยสำคัญในฐานะขุนพลระดับปฏิบัติการ

    อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งในปี 2557 กลายเป็นโมฆะ และตามมาด้วยการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เหตุการณ์นี้ทำให้ ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งถูกมองว่าเป็นคนของฝ่ายชินวัตร 

    ตกเป็นเป้าหมายสำคัญของคณะรัฐประหาร เขาถูกเรียกรายงานตัวและถูกจัดอยู่ในบัญชีดำของ คสช. เนื่องจากมีความกังวลเรื่องการใช้อิทธิพลและเครือข่ายมวลชน

    เยาวภา วงศ์สวัสดิ์

    เยาวภา วงศ์สวัสดิ์

    พลิกกระดานอำนาจ จาก “บัญชีดำ คสช.” สู่ “เส้นเลือดใหญ่” พลังประชารัฐ

    ช่วงเวลาหลังรัฐประหารปี 2557 คือช่วงที่ ร.อ.ธรรมนัส ต้องใช้ความสามารถในการเจรจาและการปรับตัวสูงสุด จากบุคคลที่ถูก คสช. เพ่งเล็ง เขาสามารถ “เปลี่ยนสถานะ” มาเป็น “ผู้ประสานงาน” แทนได้ 

    ด้วยความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมรุ่น จปร.36 และความเข้าใจในเชิงลึกเกี่ยวกับขุมกำลังในพื้นที่ภาคเหนือ ทำให้กลุ่ม “3ป.บูรพาพยัคฆ์” (ประยุทธ์-ประวิตร-อนุพงษ์) เล็งเห็นถึงประโยชน์ในการดึงเขาเข้ามาร่วมงาน

    ในปี 2561 เมื่อมีการจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ร.อ.ธรรมนัส ได้เปิดตัวเป็นขุนพลหลักในฐานะประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งภาคเหนือ

    ภารกิจของเขาคือการ “ทลายกำแพง” ของพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งถูกมองว่าเป็นงานที่เป็นไปไม่ได้ ทว่าในการเลือกตั้งปี 2562 เขาสร้างปรากฏการณ์ด้วยการกวาด สส. ใน จ.พะเยา แบบยกจังหวัด และเจาะพื้นที่สำคัญอย่าง จ.พิจิตร – จ.ตากได้สำเร็จ

    ความสำเร็จนี้ส่งผลให้เขากลายเป็น “คิงเมกเกอร์ (ตัวแปรสำคัญ) และได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 

    บทบาทของเขาใน รัฐบาลประยุทธ์ 2 ไม่ได้อยู่เพียงแค่เรื่องการเกษตร แต่เขาทำหน้าที่เป็น “มือดีล” หรือที่ถูกสื่อตั้งฉายาว่า “คนเลี้ยงลิง” ที่คอยบริหารจัดการเสียงของพรรคเล็ก ให้สนับสนุนรัฐบาลที่มีเสียงปริ่มน้ำ จนเขาถึงกับระบุว่า “ผมคือเส้นเลือดใหญ่ ถ้าผมสั่นคลอน รัฐบาลก็สั่นคลอน”

    3 ป. (ประยุทธ์-ประวิตร-อนุพงษ์)

    3 ป. (ประยุทธ์-ประวิตร-อนุพงษ์)

    มหากาพย์ “ศึกซักฟอก” วาทะ “มันคือแป้ง” และ “วุฒิการศึกษา”

    เมื่อขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส ก็กลายเป็นเป้าหมายหลักของการอภิปรายไม่ไว้วางใจจากฝ่ายค้าน ประเด็นที่ถูกโจมตีรุนแรงที่สุดคือ คดีความในอดีตที่ประเทศออสเตรเลีย ในปี 2536 ซึ่งสื่อต่างประเทศและฝ่ายค้านนำเอกสารจากศาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ มาเปิดเผยว่า เขาเคยต้องโทษจำคุกในข้อหาสมรู้ร่วมคิดนำเข้ายาเสพติด (เฮโรอีน) น้ำหนัก 3.2 กิโลกรัม

    คำชี้แจงของ ร.อ.ธรรมนัส ในสภาเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2562 กลายเป็นตำนานเมื่อเขาปฏิเสธข้อหาค้ายาเสพติด โดยระบุว่าเป็นเรื่องของการ “อยู่ผิดที่ผิดเวลา” และสิ่งที่ตำรวจออสเตรเลียพบนั้น “มันคือแป้ง” 

    แม้คำชี้แจงนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคม แต่ในทางกฎหมายและมติในสภา เขายังคงได้รับการโหวตสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งต่อไป

    นอกจากนี้เขายังเผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องวุฒิการศึกษาปริญญาเอก “ปลอม” จาก California University FCE ซึ่งเขาได้นำหลักฐานมาชี้แจงว่าเป็นสถาบันที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา แม้จะมีข้อโต้แย้งจากนักวิชาการก็ตาม

    ความร้าวรานใน “พลังประชารัฐ” จาก “รังสำรอง” สู่การแยกทาง

    ความขัดแย้งระหว่าง ร.อ.ธรรมนัส กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงจุดเดือดในเดือนกันยายน 2564 เมื่อมีกระแสข่าวว่าเขาพยายามรวบรวมเสียง สส. เพื่อโหวตล้มนายกรัฐมนตรีในสภา เหตุการณ์นี้ส่งผลให้เขาถูกปลดจากตำแหน่งรัฐมนตรีทันที

    แม้เขาจะยังเป็นเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ แต่ความกดดันภายในทำให้เขาและกลุ่ม สส. 21 คน ถูกมติพรรคขับออกในเดือนมกราคม 2565

    เขาได้เข้ายึดพรรค “เศรษฐกิจไทย” เป็น “รังสำรอง” และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะโชว์ทักษะการเมืองขั้นสูงด้วยการกลับเข้าพรรคพลังประชารัฐอีกครั้งในปี 2566 เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งภายใต้การนำของ พล.อ.ประวิตร 

    หลังเลือกตั้ง 2566 เขาได้กลับมาผงาดในตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลของ “เศรษฐา ทวีสิน” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอำนาจต่อรองที่ยังไม่เสื่อมคลาย

    อย่างไรก็ตาม จุดแตกหักที่แท้จริงเกิดขึ้นในปี 2567 เมื่อเกิดความขัดแย้งในการจัดโควตารัฐมนตรีใน “รัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร” โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้นำ สส. ในสังกัดกว่า 20 คน ประกาศ “แยกทาง” กับ พล.อ.ประวิตร อย่างเป็นทางการ 

    โดยระบุว่า “พอแล้ว” กับการถูกครอบงำ เขาได้นำกลุ่ม สส. ของเขา ย้ายเข้าสู่ “พรรคกล้าธรรม” ซึ่งมี “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” เป็นหัวหน้าพรรค และเขานั่งในตำแหน่งประธานที่ปรึกษา

    พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

    พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

    ปรากฏการณ์ 2569 “พรรคกล้าธรรม” ในฐานะ “ขั้วที่ 4” ของการเมืองไทย

    การเลือกตั้งในปี 2569 คือบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของ “ธรรมนัสโมเดล” อย่างแท้จริง พรรคกล้าธรรมที่เขาเป็นแม่ทัพหลังม่าน สามารถกวาดที่นั่ง สส. เขตได้เกือบ 60 ที่นั่ง โดยเฉพาะการรักษาฐานที่มั่นในภาคเหนือและขยายอิทธิพลไปในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ 

    ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการระบุว่าพรรคกล้าธรรมก้าวขึ้นมาเป็น “พรรคลำดับที่ 4” ของประเทศ รองจากพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย

    ในยุคนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้เปลี่ยนบทบาทจากการเป็น “มือประสาน” มาเป็น “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” และเป็น ตัวแปรสำคัญ (Kingmaker) ในการจัดตั้งรัฐบาล 

    แม้เขาจะยังถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจในประเด็นใหม่ๆ เช่น การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ และข้อกล่าวหาเรื่อง “ทุนสีเทา” แต่เขาก็ใช้กลยุทธ์การสื่อสารที่ตรงไปตรงมา และเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อตอบโต้ฝ่ายค้าน

    จะเห็นได้ว่าตลอดเส้นทางชีวิตของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เราจะเห็นภาพสะท้อนของ “การเมืองไทยที่แท้จริง” ที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยเครือข่ายความสัมพันธ์-ทุน-การบริหารจัดการมวลชน 

    ความสามารถในการ “เปลี่ยนชื่อ-เปลี่ยนพรรค-เปลี่ยนแนวทาง” ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนในสายตาของนักเลือกตั้ง แต่มันคือ “ความยืดหยุ่น” ที่ทำให้เขาสามารถอยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์

    บทบาทของเขาในฐานะ “เสนาบดี” คือการเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่าง กลุ่มอำนาจเก่า (ทหาร/อนุรักษนิยม) และ กลุ่มอำนาจใหม่ (นักการเมืองจากการเลือกตั้ง) แม้เขาจะเผชิญกับข้อครหามากมายในอดีต แต่ผลการเลือกตั้งปี 2569 ที่พรรคกล้าธรรมกวาดที่นั่งมาได้ถึง 60 ที่นั่ง 

    คือคำตอบว่าประชาชนในพื้นที่ยังคงให้ความสำคัญกับ “การเข้าถึงปัญหา” และ “บารมีส่วนบุคคล” มากกว่าประเด็น “จริยธรรม” ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในสภา

    สุดท้ายนี้ เส้นทางของ ร.อ.ธรรมนัส คือ เครื่องเตือนใจว่า “การเมืองไทย” คือพื้นที่ “การเจรจา-การปรับตัว” ใครทำได้ทันสถานการณ์และมีรากฐานที่ลึกพอในมวลชน ผู้นั้นย่อมสามารถรักษาอำนาจไว้ได้ 

    อ้างอิง

    thematter / thestandard / thaipbs / thairath / today / thaipbs / thaipost / matichon / isranews / siamrath / one31 / bangkokbiznews /today / thestandard /

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/thammanat-slifehistory-17feb26&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09PG1X1dzO8uIyNtK-NDj1

  • เช็กเลย!  15 สิทธิคนไทยได้ฟรี รัฐจัดให้มีอะไรบ้าง หลายคนอาจยังไม่รู้

    เช็กเลย! 15 สิทธิคนไทยได้ฟรี รัฐจัดให้มีอะไรบ้าง หลายคนอาจยังไม่รู้

    สิทธิคนไทย 15 รายการที่รัฐจัดให้ฟรี! ครอบคลุมทั้งสุขภาพ การเงิน และความรู้ 

    คนไทยที่ถือสัญชาติไทยมีบัตรประชาชนคนไทย บางคนหรือหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าเรามีสิทธิอะไรบ้างที่ได้รับบริการฟรี มาดูกันเลยมีอะไรบ้างโดยแบ่งออกเป็น 4 หมวดหมู่หลัก 

    หมวดที่ 1: สุขภาพดีถ้วนหน้า (ป้องกัน-รักษา-คัดกรอง) ดูแลโดย: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ผ่านสิทธิบัตรทอง/30 บาท รักษาทุกที่

    กลุ่มนี้เน้นการดูแลตั้งแต่ก่อนป่วย ไปจนถึงการรักษาโรคซับซ้อน สามารถตรวจสอบสิทธิและนัดหมายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เมนู “กระเป๋าสุขภาพ”

    การป้องกันและตรวจเช็ก

    1. ตรวจสุขภาพประจำปีฟรี: สิทธิบัตรทองสามารถตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคเบาหวาน ความดัน และประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจได้ฟรีตามกลุ่มอายุที่หน่วยบริการปฐมภูมิ

    2. เอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray): สำหรับกลุ่มเสี่ยงวัณโรค หรือผู้ที่พักอาศัยร่วมกับผู้ป่วยวัณโรค สามารถขอรับการตรวจคัดกรองเอกซเรย์ปอดได้ฟรี (เช็กสิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง)

    3. รับวัคซีนขั้นพื้นฐาน: เด็กไทยทุกคนได้รับวัคซีนพื้นฐานฟรี และผู้ใหญ่กลุ่มเสี่ยง (เช่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง) สามารถรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลได้ฟรี

    1. ทำฟันฟรี (ไม่จำกัดวงเงิน): สิทธิบัตรทองคุ้มครองทันตกรรมพื้นฐาน ได้แก่ ขูดหินปูน, อุดฟัน, ถอนฟัน, ผ่าฟันคุด รวมถึงการทำฟันปลอมฐานพลาสติก (สำหรับผู้ที่สูญเสียฟัน) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามความจำเป็นทางการแพทย์

    2. รักษามะเร็งได้ทุกที่ (Cancer Anywhere): ผู้ป่วยมะเร็งสิทธิบัตรทอง หากได้รับการวินิจฉัยแล้ว สามารถเลือกเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลที่มีศักยภาพแห่งใดก็ได้ทั่วประเทศ ไม่ต้องใช้ใบส่งตัว เพื่อลดระยะเวลารอคอย

    3. เจ็บป่วยเล็กน้อย รับยาฟรี (32 อาการ): หากมีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดท้อง ปวดหัว ผื่นคัน สามารถยื่นบัตรประชาชนที่ “ร้านยาคุณภาพ” ที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อปรึกษาเภสัชกรและรับยาฟรี (ครอบคลุม 16-32 กลุ่มอาการ)

    สุขภาพทางเพศและผู้หญิง

    1. คัดกรองมะเร็งปากมดลูก: หญิงไทยอายุ 30-59 ปี ตรวจคัดกรองด้วยวิธี HPV DNA Test (แม่นยำสูง) ฟรีทุก 5 ปี

    2. คัดกรอง HIV: คนไทยทุกคน ทุกสิทธิการรักษา สามารถขอรับคำปรึกษาและตรวจเลือดหาเชื้อ HIV ได้ฟรี ปีละ 2 ครั้ง ที่โรงพยาบาลรัฐ เพื่อรู้เร็ว รักษาเร็ว

    3. รับยาเม็ดคุมกำเนิด: หญิงไทยวัยเจริญพันธุ์ (อายุ 15-59 ปี) รับยาคุมกำเนิดแบบเม็ดฟรี ครั้งละไม่เกิน 3 แผง (สูงสุด 13 แผง/ปี) จองสิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง

    4. รับถุงยางอนามัย: ชายและหญิงไทย รับถุงยางอนามัยฟรี ครั้งละ 10 ชิ้น/สัปดาห์ เลือกไซซ์ได้ ผ่านแอปฯ เป๋าตัง แล้วไปรับที่ร้านยาหรือหน่วยบริการที่เข้าร่วม

    หมวดที่ 2: สุขภาพใจ (Mental Health)

    1. ปรึกษาสุขภาพจิต สายด่วน 1323: บริการฟรีจากกรมสุขภาพจิต สำหรับผู้ที่มีความเครียด ซึมเศร้า หรือมีปัญหาทางใจ โทรปรึกษานักจิตวิทยาได้ตลอด 24 ชั่วโมง (หรือนัดหมายผ่าน Facebook: 1323 ปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต)

    หมวดที่ 3: อาหารสมองและการเรียนรู้ (Education)

    1. คอร์สเรียนออนไลน์ฟรี (ThaiMOOC): แพลตฟอร์มการศึกษาระบบเปิดเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (เว็บไซต์ thaimooc.org)

    2. อ่าน E-Book ฟรี (Hibrary / TK Park): ห้องสมุดออนไลน์ที่ให้คนไทยยืมอ่าน E-Book, นิตยสาร และหนังสือเสียงคุณภาพดีได้ฟรี เพียงดาวน์โหลดแอปฯ Hibrary

    หมวดที่ 4: ความมั่นคงชีวิต (กฎหมายและการเงิน)

    1. ปรึกษากฎหมายฟรี: หากไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือต้องการความรู้ทางกฎหมาย สามารถขอคำปรึกษาได้ฟรีที่:

      • สภาทนายความ: สายด่วน 1167

      • ศูนย์ดำรงธรรม: สายด่วน 1567

      • สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิฯ ประจำจังหวัดทั่วประเทศ

    2. ตรวจเครดิตบูโร (เช็กสุขภาพการเงิน):

      • สิทธิพื้นฐาน: ตามกฎหมาย หากคุณถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน คุณมีสิทธิขอดูรายงานข้อมูลเครดิตได้ “ฟรี” ภายใน 30 วันนับจากวันที่ถูกปฏิเสธ

      • การตรวจทั่วไป: สามารถตรวจได้ง่ายๆ ผ่านแอปธนาคาร (เช่น เป๋าตัง, KMA, Krungthai NEXT) โดยปกติจะมีค่าธรรมเนียมประมาณ 150 บาท (ยกเว้นบางช่วงที่มีแคมเปญตรวจฟรีตามงานมหกรรมการเงิน) แนะนำให้ตรวจปีละ 1 ครั้ง เพื่อเช็กหนี้สินและป้องกันภัยไซเบอร์

    วิธีใช้สิทธิให้คุ้มค่า

    • แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” คือกุญแจสำคัญ: โหลดติดเครื่องไว้ เข้าเมนู “กระเป๋าสุขภาพ” (Health Wallet) เพื่อเช็กสิทธิ นัดหมาย และรับคูปองบริการต่างๆ

    • พกบัตรประชาชน: คือเอกสารยืนยันตัวตนที่สำคัญที่สุดในการเข้ารับบริการทุกประเภท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9874058/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IOsqyTEdqPPo6OYWcXWul

  • จ.สุรินทร์ ให้การต้อนรับคณะกรรมการประเมินสถานศึกษา เพื่อรับรางวัลพระราชทาน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีการศึกษา 2568

    จ.สุรินทร์ ให้การต้อนรับคณะกรรมการประเมินสถานศึกษา เพื่อรับรางวัลพระราชทาน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีการศึกษา 2568

    จ.สุรินทร์ ให้การต้อนรับคณะกรรมการประเมินสถานศึกษา เพื่อรับรางวัลพระราชทาน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีการศึกษา 2568


    17/02/2569 | 11 |

    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00 น. นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ให้เกียรติกล่าวต้อนรับคณะกรรมการประเมินสถานศึกษา เพื่อรับรางวัลพระราชทาน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีการศึกษา 2568 ระดับประถมศึกษา (ขนาดใหญ่) ระดับกลุ่มจังหวัดที่ 11 ณ ห้องประชุมสระโบราณ โรงเรียนเมืองสุรินทร์ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

    ทั้งนี้ โรงเรียนเมืองสุรินทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ได้รับการประเมินสถานศึกษาเพื่อรับรางวัลพระราชทานดังกล่าว ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงคุณภาพการจัดการศึกษาและการพัฒนาผู้เรียนอย่างมีมาตรฐาน


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/477270&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y8x4af14lvULLfbJa7wii

  • วิทยุการบินฯ พร้อมรับมือเที่ยวบินช่วงตรุษจีน ทะลุสูงสุดวันละ 3,000 ไฟลท์ ส่งสัญญาณเชิงบวกท่องเที่ยวไทย | TOPNEWS

    วิทยุการบินฯ พร้อมรับมือเที่ยวบินช่วงตรุษจีน ทะลุสูงสุดวันละ 3,000 ไฟลท์ ส่งสัญญาณเชิงบวกท่องเที่ยวไทย | TOPNEWS

    วิทยุการบินฯ เตรียมมาตรการให้บริการจราจรทางอากาศ พร้อมรับมือปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นช่วงตรุษจีน คาดปริมาณเที่ยวบินจากจีนเข้า-ออกไทย ระหว่างวันที่ 17–26 กุมภาพันธ์ 2569 เฉลี่ยเกือบ 3,000 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.3% โดยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนเทศกาล สะท้อนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวไทยในภาพรวม

    นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เปิดเผยว่า บรรยากาศการเดินทางทางอากาศของประเทศไทยเริ่มกลับมาคึกคักต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีน เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา มีปริมาณเที่ยวบินที่ให้บริการ เฉลี่ยวันละ 2,895 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และในบางวันมีปริมาณเที่ยวบินสูงกว่า 3,000 เที่ยวบินต่อวัน ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าความต้องการเดินทางเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อนเทศกาล และขยายตัวต่อเนื่องเข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวของชาวจีน ระหว่างวันที่ 17–26 กุมภาพันธ์ 2569 รวม 10 วัน โดยคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณเที่ยวบิน รวมทั้งสิ้น 29,096 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ยวันละ 2,910 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ พบว่าเส้นทางประเทศไทย–จีน มีปริมาณสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง เฉลี่ยวันละประมาณ 330 เที่ยวบิน และมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ช่วงหลังเดือนมกราคม 2569 ขณะที่เส้นทางประเทศไทย–อินเดีย มีปริมาณเฉลี่ยวันละ 130 เที่ยวบิน และเส้นทางประเทศไทย–มาเลเซีย เฉลี่ยวันละ 98 เที่ยวบิน ซึ่งทั้งสองเส้นทาง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ส่วนสนามบินหลักของประเทศที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นในช่วงเทศกาลตรุษจีน  ได้แก่       ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฉลี่ยวันละ 1,150 เที่ยวบิน ท่าอากาศยานดอนเมือง เฉลี่ยวันละ 700 เที่ยวบิน ท่าอากาศยานภูเก็ต เฉลี่ยวันละ 380 เที่ยวบิน และท่าอากาศยานเชียงใหม่ เฉลี่ยวันละ 220 เที่ยวบิน ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดการเดินทางระหว่างประเทศ โดยคาดว่าเที่ยวบินจากประเทศจีนมายังประเทศไทยจะทยอยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะต่อไป

    นายสุรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า  วิทยุการบินฯ ได้ออกมาตรการและวิธีปฏิบัติการบริหารจราจรทางอากาศ รวมทั้งเตรียมพร้อมด้านอัตรากำลัง รวมถึงอุปกรณ์/เทคโนโลยี  โดยเข้าร่วมในคณะกรรมการจัดสรรตารางการบิน หรือ Slot Allocation ให้สอดคล้องกับค่าความสามารถในการรองรับ (Capacity) รวมทั้งกำหนดแนวทางการบริหารจัดการความคล่องตัวการจราจรทางอากาศ (Air Traffic Flow Management) มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ได้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกๆ ด้าน เพื่อรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มสูงในช่วงเทศกาล ซึ่งตัวเลขเที่ยวบินในช่วงตรุษจีนปีนี้ เป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนว่า การบินของไทยกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแรง โดยวิทยุการบินฯ ยืนยันว่าจะบริหารจัดการจราจรทางอากาศอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกเที่ยวบินที่เข้ามาในน่านฟ้าไทยให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความปลอดภัยสูงสุด พร้อมสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1490680&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wA3jr0n0x0eiPVfBtfcn6

  • สรุปภาพรวมธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 4 ปี 2568 และ ปี 2568

    สรุปภาพรวมธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 4 ปี 2568 และ ปี 2568

    ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง  สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ไตรมาส 4 ปี 2568 โดยรวมหดตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อนอยู่ที่ร้อยละ 1.1 จากระยะเดียวกันปีก่อน จากสินเชื่อธุรกิจ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่หดตัวต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่หดตัวเล็กน้อย ส่วนหนึ่งจากความต้องการสินเชื่อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ด้านคุณภาพสินเชื่อ NPL (Stage 3[1]) ไตรมาส 4 ปี 2568 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 536.0 พันล้านบาท จากการชำระคืนหนี้ และการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อ ส่งผลให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม ปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.84 สำหรับสินเชื่อ Stage 2[2] ปรับลดลง มาอยู่ที่ร้อยละ 7.07 จากการชำระคืนหนี้ได้ตามเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้เป็นสำคัญ นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ยังให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ปรับลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลง ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ ซึ่งสอดคล้องกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการปรับลดตามมาตรการคุณสู้ เราช่วยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากการหดตัวของสินเชื่อทั้งจากความต้องการสินเชื่อที่ชะลอลงและความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

    rn

     

    rn

    ในระยะต่อไป ยังต้องติดตามภาวะการเงินที่ตึงตัวต่อเนื่องและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง กอปรกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งส่งผลให้รายได้มีแนวโน้มชะลอลง ทั้งนี้ มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ไตรมาส 3 ปี 2568 ทรงตัวจากไตรมาสก่อน ขณะที่สินเชื่อภาคครัวเรือนหดตัวใกล้เคียงเดิม

    rn

     

    rn


    rnrn

    1) สินเชื่อด้อยคุณภาพ (non-performing loan: NPL หรือ stage 3)
    rn
    2) สินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (significant increase in credit risk: SICR หรือ stage 2)

    rn”}}” id=”anchor2″>

    ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง  สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ไตรมาส 4 ปี 2568 โดยรวมหดตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อนอยู่ที่ร้อยละ 1.1 จากระยะเดียวกันปีก่อน จากสินเชื่อธุรกิจ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่หดตัวต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่หดตัวเล็กน้อย ส่วนหนึ่งจากความต้องการสินเชื่อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ด้านคุณภาพสินเชื่อ NPL (Stage 3[1]) ไตรมาส 4 ปี 2568 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 536.0 พันล้านบาท จากการชำระคืนหนี้ และการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อ ส่งผลให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม ปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.84 สำหรับสินเชื่อ Stage 2[2] ปรับลดลง มาอยู่ที่ร้อยละ 7.07 จากการชำระคืนหนี้ได้ตามเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้เป็นสำคัญ นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ยังให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ปรับลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลง ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ ซึ่งสอดคล้องกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการปรับลดตามมาตรการคุณสู้ เราช่วยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากการหดตัวของสินเชื่อทั้งจากความต้องการสินเชื่อที่ชะลอลงและความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

    ในระยะต่อไป ยังต้องติดตามภาวะการเงินที่ตึงตัวต่อเนื่องและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง กอปรกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งส่งผลให้รายได้มีแนวโน้มชะลอลง ทั้งนี้ มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ไตรมาส 3 ปี 2568 ทรงตัวจากไตรมาสก่อน ขณะที่สินเชื่อภาคครัวเรือนหดตัวใกล้เคียงเดิม


    1) สินเชื่อด้อยคุณภาพ (non-performing loan: NPL หรือ stage 3)
    2) สินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (significant increase in credit risk: SICR หรือ stage 2)

    สอบถามเพิ่มเติม

    Tag ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260217.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20HwbMYujGU_mNsJQJmAtT

  • ส่องชัดๆ “เชียงใหม่โมเดล” ต้นแบบแก้ฝุ่นควันด้วยข้อมูลและนวัตกรรม

    ส่องชัดๆ “เชียงใหม่โมเดล” ต้นแบบแก้ฝุ่นควันด้วยข้อมูลและนวัตกรรม

    ส่องชัดๆ “เชียงใหม่โมเดล” ต้นแบบแก้ฝุ่นควันด้วยข้อมูลและนวัตกรรม

    “เชียงใหม่โมเดล” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นต้นแบบการแก้ปัญหาเชิงระบบที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ โดยมี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นแกนกลางทางวิชาการและนวัตกรรม โมเดลนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการลดค่าฝุ่นในระยะสั้น แต่ยกระดับการจัดการทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นเหตุของไฟป่า การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ การมีส่วนร่วมของชุมชน ไปจนถึงความมั่นคงปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

    ภาคเหนือของประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จากการพึ่งพาระบบข้อมูลดิจิทัลในระดับโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) จึงปรับบทบาทจากสถาบันการศึกษาและวิจัยสู่การเป็น “Regional Knowledge Hub” ที่ทำงานเชิงยุทธศาสตร์แบบบูรณาการ ภายใต้แนวคิด Digital–Environmental Nexus เพื่อเปลี่ยนการแก้ปัญหาแบบตั้งรับ (Reactive) ไปสู่การบริหารจัดการเชิงรุก (Proactive) อย่างเป็นระบบ

    ยุทธศาสตร์สำคัญของ มช. คือการสร้าง “System of Systems” ที่เชื่อมโยง 3 มิติหลัก ได้แก่ (1) การจัดการไฟป่าเชิงพื้นที่ (2) การตัดสินใจเชิงนโยบายบนฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ (3) ระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยดิจิทัล เพื่อให้ข้อมูลที่ใช้กำหนดนโยบายมีความแม่นยำ โปร่งใส และปลอดภัยสูงสุด แนวคิดนี้สะท้อนผ่านโครงการ “Air for All” ซึ่งยกระดับการบริหารจัดการอากาศสะอาดให้เป็นวาระเชิงโครงสร้างของภูมิภาค

    ส่องชัดๆ

    ในมิติ Data-Driven Policy มช. ได้พัฒนาระบบ PM2.5 Big Data Platform ที่บูรณาการข้อมูลฝุ่น PM2.5, PM10, จุดความร้อน (Hotspot) และข้อมูลสภาพภูมิอากาศจากหลายหน่วยงานเข้าสู่ฐานข้อมูลเดียว (Integrated Data Lake) พร้อมสร้าง Baseline Database ครอบคลุม 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เพื่อใช้เป็น Benchmark เชิงนโยบาย ระบบ Dashboard และแผนที่ภูมิสารสนเทศ (GIS) ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นภาพสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ลดความล่าช้าในการรายงาน และเพิ่มความแม่นยำระดับพิกัดผ่านการประมวลผลด้วย AI ส่งผลให้การจัดสรรทรัพยากรเป็นแบบ Targeted Intervention แทนการกระจายงบประมาณแบบหว่าน (Inefficient Allocation) ดังในอดีต

    ในระดับปฏิบัติการภาคสนาม มช. ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้แผนงาน P24 เพื่อพัฒนาโมเดลการจัดการไฟป่าเชิงรุกในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุย นวัตกรรมสำคัญ ได้แก่ ระบบ “ไฟดี (FireD)” สำหรับบริหารจัดการเชื้อเพลิงชีวมวลอย่างมีหลักวิทยาศาสตร์ ลดการสะสมของควันในสภาพอากาศปิด

    ระบบ “ไฟดี (FireD)” คือ นวัตกรรมการบริหารจัดการเชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass Management) และการควบคุมการเผาอย่างมีวิทยาศาสตร์ เพื่อป้องกันและลดความรุนแรงของไฟป่าและปัญหาฝุ่นควัน PM2.5

    พัฒนาโดยทีมวิจัยของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด “จัดการไฟเพื่อจัดการอากาศ” ระบบนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการดับไฟเมื่อเกิดเหตุเท่านั้น แต่เน้นการวางแผนเชิงรุกเพื่อลดการสะสมของเชื้อเพลิงในป่า ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของไฟป่าขนาดใหญ่

    แพลตฟอร์ม “Fireman” สำหรับติดตามตำแหน่งเจ้าหน้าที่และสถานการณ์ไฟแบบเรียลไทม์ เพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพการสั่งการ รวมถึงการใช้ UAV ร่วมกับ AI เพื่อตรวจจับจุดความร้อนก่อนเกิดการลุกลามเป็นวงกว้าง แนวทางนี้เปลี่ยนกระบวนทัศน์จาก “การดับไฟ” ไปสู่ “การบริหารจัดการอากาศ” ผ่านการควบคุมต้นเหตุ

    ขณะเดียวกัน มช. ยังให้ความสำคัญกับ Community Resilience หรือความยืดหยุ่นของชุมชน โดยติดตั้งระบบห้องปลอดฝุ่นและมุ้งความดันบวกในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกว่า 600 แห่งทั่วภาคเหนือ เพื่อคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง พร้อมพัฒนา CleanAirNET Dust Response Kit ซึ่งเป็นกล่องฟอกอากาศแบบ DIY ที่ชุมชนสามารถประกอบเองได้ในต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิภาพสูง ตลอดจนแพลตฟอร์ม “Air Quality by CMU” ผ่าน Line OA ที่สื่อสารข้อมูลคุณภาพอากาศที่ผ่านการตรวจสอบแล้วถึงประชาชนโดยตรง กลไกเหล่านี้ช่วยสร้าง Social Trust Architecture ที่ทำให้ข้อมูลภาครัฐและสถาบันการศึกษากลายเป็นเครื่องมือปกป้องสุขภาพสาธารณะ

    อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อมูลคุณภาพอากาศกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จึงมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ มช. ได้พัฒนา Trust Architecture ด้านดิจิทัลที่ครอบคลุมการคัดกรอง IP และ Ray ID เพื่อระบุแหล่งที่มาของการเข้าถึง การป้องกัน SQL Injection เพื่อลดความเสี่ยงต่อการบิดเบือนข้อมูล PM2.5 และการตรวจจับ Malformed Data ที่อาจทำให้ระบบล่มในช่วงวิกฤต พร้อมทั้งติดตั้ง Web Application Firewall (WAF), ระบบ Redundancy และ High Availability, Access Logging และ Data Encryption เพื่อคุ้มครอง Baseline Database จากการโจมตีหรือการเข้าถึงโดยมิชอบ แนวทางนี้สะท้อนว่าความปลอดภัยของข้อมูล (Data Integrity) คือหัวใจของความปลอดภัยสาธารณะ

    บทสรุปของโมเดล มช. แสดงให้เห็นว่าการแก้ปัญหาฝุ่นควันไม่สามารถอาศัยเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการ Data, Innovation, Community และ Security เข้าเป็นระบบเดียว ผ่านกระบวนการถอดบทเรียน After Action Review (AAR) และการใช้ Baseline Database เพื่อเตรียมความพร้อมเชิงกลยุทธ์ในฤดูกาลถัดไป นวัตกรรมของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงไม่เพียงตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม หากแต่ยกระดับสิทธิขั้นพื้นฐานเรื่อง “อากาศสะอาด” ให้เป็นวาระเชิงโครงสร้างของภูมิภาค และเป็นต้นแบบของการใช้เทคโนโลยีรับใช้สังคมอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล

    ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Evidence-based) ที่รองรับการกล่าวถึง “เชียงใหม่โมเดล” ว่าเป็นต้นแบบการแก้ปัญหาฝุ่นควันด้วยการบูรณาการข้อมูลและนวัตกรรม

    1. การใช้ระบบข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อจัดการฝุ่น

    • จังหวัดเชียงใหม่ถูกเลือกเป็น พื้นที่นำร่อง (pilot area) สำหรับดำเนินการ “data-driven environmental management” โดยใช้ระบบข้อมูลที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่นแบบ เรียลไทม์ และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายได้ทันการณ์ โดยร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาชน

    2. ผลลัพธ์ตัวเลขหลังใช้ระบบ Big Data

    • ตามรายงานข่าวกลางปี 2025 ที่เชียงใหม่เริ่มใช้แพลตฟอร์มข้อมูลออนไลน์ (Envi Link) ซึ่งเชื่อมข้อมูลกว่า 200 ชุดข้อมูลจากกว่า 30 หน่วยงาน พบว่า
    – มี การลดลงมากกว่า 60% ของจำนวนจุดเผาไหม้ (hotspot burning points)
    – ระดับ PM2.5 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกับ ลดจำนวนปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับมลพิษอากาศ ด้วย
    ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการข้อมูลสามารถผลักดันการจัดการฝุ่นให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    3. การสร้างฐานข้อมูลและ Dashboard วิเคราะห์

    • แพลตฟอร์ม Envi Link ไม่ได้แค่รวมค่าฝุ่นเท่านั้น แต่ยังรวมข้อมูลจุดความร้อน, พื้นที่ถูกเผา, permit การเผา, และข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษ ทำให้ผู้กำหนดนโยบายและหน่วยปฏิบัติการภาคสนามสามารถ
    – ดูแนวโน้มสถานการณ์
    – วิเคราะห์ผลลัพธ์ของมาตรการต่าง ๆ
    – วางแผนเชิงรุกได้ดีขึ้น
    ซึ่งเป็น “ข้อมูลเชิงประจักษ์” ว่าเชียงใหม่กำลังใช้งาน Big Data เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นอย่างมีระบบ

    4. การยอมรับแบบเป็นทางการ

    • สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)  ระบุว่าโครงการ AirForAll – ลดการเผาเพื่ออากาศสะอาด เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมงานวิจัยและภาคีความร่วมมือหลายฝ่าย ชี้ว่ามาตรการนี้เป็น “โครงการแก้ปัญหาฝุ่นแบบบูรณาการ” ไม่ใช่แค่โครงการทดลองเล็ก ๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/738123&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vjpRzLs0XOYRtpWt0yd9U

  • ผ่าเมกะโปรเจกต์ ขยายสนามบิน-จุดขายใหม่ท่องเที่ยว 8 แสนล้าน รอรัฐบาลใหม่ขับเคลื่อน

    ผ่าเมกะโปรเจกต์ ขยายสนามบิน-จุดขายใหม่ท่องเที่ยว 8 แสนล้าน รอรัฐบาลใหม่ขับเคลื่อน

    วันนี้ (วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569) การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่กำลังเกิดขึ้น ภายใต้แกนนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจ มีโครงการ เมกะโปรเจกต์ ด้านคมนาคมทางอากาศ ที่เกี่ยวกับการขยายสนามบิน ทั้งการลงทุนของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท. รวมถึงโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก และการสร้างจุดขายใหม่ ที่จะเป็นแม่เหล็กด้านการท่องเที่ยว อย่าง Disneyland และ สปอร์ต คอมเพล็กซ์ รวมมูลค่าการลงทุนกว่า 8 แสนล้านบาท ที่จะรอให้รัฐบาลใหม่ขับเคลื่อน

    ทอท.กางแผนพัฒนาสนามบิน 4 แสนล้าน

    ทั้งนี้แผนการพัฒนาสนามบินของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท. ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ ทอท.ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 4 แสนล้านบาท ในการขยายศักยภาพการรองรับ 6 สนามบินของทอท. ทั้งอยู่ระหว่างการศึกษาสร้าง 2 สนามบินใหม่ คือ ท่าอากาศยานล้านนา และท่าอากาศยานอันดามัน โดยมีโครงการต่างๆที่สำคัญ ดังนี้ 

    1.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 ซึ่งเดิมในอดีตขออนุมัติ ครม. ไว้ที่ 36,000 ล้านบาท มีการออกแบบมานานกว่า 8 ปีแล้ว ทำให้จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนบางส่วน เพื่อให้เป็นสนามบินที่รองรับผู้โดยสารใกล้เมืองอย่างแท้จริง เป็นจุดต่อการเดินทางทางอากาศกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ อาทิ รถไฟฟ้าสายสีแดง

    ผ่าเมกะโปรเจกต์ ขยายสนามบิน-จุดขายใหม่ท่องเที่ยว 8 แสนล้าน รอรัฐบาลใหม่ขับเคลื่อน

    โดยจะนำเสนอ ครม. เพื่อขอเปลี่ยนแปลงเนื้องานและวงเงินลงทุนใหม่ เป็น 6.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีเป้าหมายการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ขยายการรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มเป็น 40- 50 ล้านคนต่อปี และเพิ่มศักยภาพเป็นฮับการบิเนทั้งภายในประเทศเต็มรูปแบบ และฮับสายการบินต้นทุนต่ำระหว่างประเทศ 

    2. โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้แก่ โครงการก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) วงเงินลงทุน 13,520 ล้านบาท และการลงทุนพัฒนาสนามบินระยะที่ 3 วงเงินลงทุน 245,369  ล้านบาท เพิ่มการรองรับผู้โดยสาร เพิ่มจาก 60 ล้านคน เป็น 120 ล้านคน ตามแผนแม่บท (Master Plan) การพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยตัดโครงการก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่2 (SAT-2) ออก  เนื่องจากรวมพื้นที่เป็นอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ทั้งหมด

    ผ่าเมกะโปรเจกต์ ขยายสนามบิน-จุดขายใหม่ท่องเที่ยว 8 แสนล้าน รอรัฐบาลใหม่ขับเคลื่อน

    รวมถึงการขออนุมัติการลงทุนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) พื้นที่ 4 แสนตรม. แบ่งการพัฒนาเป็น 3 ระยะ พร้อมหลุมจอดประชิดอาคาร และการก่อสร้างทางวิ่ง (รันเวย์) ที่ 4  เพิ่มศักยภาพรองรับเที่ยวบินจาก 94 เที่ยวบินต่อชม.เป็น 120 เที่ยวบินต่อชม.

    ผ่าเมกะโปรเจกต์ ขยายสนามบิน-จุดขายใหม่ท่องเที่ยว 8 แสนล้าน รอรัฐบาลใหม่ขับเคลื่อน

    โดยตัดอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่2 (SAT-2) ออก  เนื่องจากรวมพื้นที่เป็นอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ และยังใช้รถไฟฟ้าไร้คนขับ APM เชื่อมอาคารผู้โดยสารหลังปัจจุบัน อาคาร SAT-1 เป็นต้น  

    ในขณะเดียวกัน AOT ยังมีแผนพัฒนาท่าอากาศยานอื่น ๆ อาทิ โครงการพัฒนาการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 วงเงิน 16,000 ล้านบาท, ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 วงเงิน 24,000 ล้านบาท , ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย ระยะที่ 1 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 และจะสามารถขออนุมัติโครงการได้ภายในปี 2570 ในส่วนของท่าอากาศยานหาดใหญ่  ปัจจุบัน อยู่ระหว่างทบทวนแผนแม่บท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2570

    ขณะที่แผนการสร้างสนามบินใหม่ 2 แห่ง ได้แก่  สนามบินอันดามัน ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา และท่าอากาศยานล้านนา  อ.บ้านธิ จ.ลำพูน  พื้นที่ 5-6 พันไร่  ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ และความคุ้มค่าการลงทุนเสร็จแล้ว งบประมาณก่อสร้างแห่งละประมาณ 8 หมื่นล้านบาท  เพื่อแบ่งเบาผู้โดยสารท่าอากาศยานภูเก็ต และเชียงใหม่ ในปีนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนการจ้างที่ปรึกษาออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และจะกำหนดแผนงานก่อสร้างและเปิดบริการต่อไป

    คิ๊กออฟพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา เฟส 1

    นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก บนพื้นที่กว่า 6,500 ไร่ จ.ระยอง มูลค่า 100,000 ล้านบาท โดยเริ่มสร้าง เฟส 1 ก่อน

    ดึงเงินลงทุน 3 แสนล้าน ผลักดัน Disneyland สปอร์ต คอมเพล็กซ์ 

    ด้าน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า แผนการพัฒนาจุดขายใหม่ด้านการท่องเที่ยวของไทย เพื่อยกระดับนักท่องเที่ยวสู่ 50–60 ล้านคนต่อปี และผลักดันให้เกิดแม่เหล็กในการดึงการเดินทางเข้าพื้นที่ พื้นที่ EEC รองรับทราฟฟิกในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก และรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่จะเกิดขึ้นไม่ได้มีแค่การผลักดันให้เกิดการลงทุน Disneyland เพียงอย่างเดียว แต่จะเป็น Mixed-Use ที่มีความหลากหลาย

    Disneyland

    ไม่ว่าจะเป็น Disneyland คาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 3 แสนล้านบาท บนที่ดิน 5,000 ไร่ ใน จังหวัดชลบุรี โดยตามแผนจะแบ่งเป็น Disneyland พื้นที่ 3,000 ไร่ มูลค่าลงทุนเกือบ 200,000 ล้านบาท รูปแบบการลงทุนจะเป็น PPP (Public-Private Partnership) โดยภาครัฐทำหน้าที่จัดหาที่ดิน ประสานการเจรจา Licensing กับ Disney และสนับสนุนด้านการอำนวยความสะดวก ขณะที่ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างและบริหารจัดการ เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐและเปิดทางให้มืออาชีพเข้ามาบริหารโครงการ

    โดยมีการประเมินว่า หากโครงการเกิดขึ้นจริง จะช่วยเพิ่มนักท่องเที่ยวได้เกือบ 20 ล้านคนต่อปี เกิดการจ้างงานกว่า 100,000 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าเศรษฐกิจราว 150,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมกระจายรายได้สู่พื้นที่รอบข้าง ทั้งทะเลภาคตะวันออกและกรุงเทพฯ

    อย่างไรก็ตาม โครงการยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ และการเจรจา Licensing กับ Disney โดยการผลักดันให้เกิดขึ้นจริงจำเป็นต้องอาศัยความต่อเนื่องเชิงนโยบาย และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในเสถียรภาพการพัฒนาในระยะยาว

    รวมถึงโครงการสปอร์ต คอมเพล็กซ์ พื้นที่รวมกัน 2,000 ไร่ ประกอบไปด้วย สนามกีฬาความจุ 80,000 ที่นั่ง ที่มีเทคโนโลยีปรับเปลี่ยนเป็น Concert Hall ขนาดใหญ่, ศูนย์กีฬาทางน้ำ, อินดอร์ สเตเดียม มูลค่าลงทุนกว่า 100,000 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/651787&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iVOIP-Sa3_h9O_ci52mDL

  • ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ลุยแก้ขยะป่าตอง พุ่งวันละ 200 ตัน | TOPNEWS

    ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ลุยแก้ขยะป่าตอง พุ่งวันละ 200 ตัน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 17/02/2026 21:58

    วันที่ 17 ก.พ. 2569 ที่สำนักงานเทศบาลเมืองป่าตอง นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การบริหารจัดการขยะในพื้นที่ป่าตอง โดยมีนายอัครพล สุทธิรักษ์ จิตต์สุภาพ นายอำเภอกะทู้ นางลลิตา มณีศรี นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง นายณัฐกฤษณ์ พลเพชร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดภูเก็ต นายวิมล หนูแก้ว ประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต นายวีรวิชญ์ เครือสมบัติ ประธานสภาเทศบาลเมืองป่าตอง พร้อมคณะผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    ปัจจุบันป่าตองมีปริมาณขยะสูงถึงประมาณ 200 ตันต่อวัน โดยเฉพาะลูกมะพร้าวราว 300 กิโลกรัมต่อวัน รวมถึงเปลือกหอยจากร้านอาหาร ซึ่งไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการกำจัดตามปกติได้ จำเป็นต้องเร่งหาแนวทางจัดการอย่างเป็นระบบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตกล่าวว่า แม้การจัดการขยะจะเป็นอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่หากสถานการณ์เกินศักยภาพ จังหวัดพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ พร้อมชื่นชมผู้ประกอบการและโรงแรมที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และบางแห่งมีรูปแบบบริหารจัดการขยะที่สามารถพัฒนาเป็นต้นแบบได้

    11

    638684334_944729327985183_7226649543544485227_n

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเพลิงศพ นางศศิพัชร สินสโมสร ผอ.โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

    ตำรวจ – ปกครอง หารือขับเคลื่อนโรงการ “ตำบลยั่งยืน” กวาดล้างยาเสพติดครบวงจร

    สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี วางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

    ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ลุยแก้ขยะป่าตอง พุ่งวันละ 200 ตัน

    สมุทรสงคราม///เปิดงานปิดทองหลวงพ่อใหญ่พร้อมเปิดงานซุ้มขนมไทยวัดบางกล้วย

    สืบบางละมุงรวบไรเดอร์แสบ ซุกสิ่งเสพติดใส่กล่องพัสดุ 17 กล่อง ส่งลูกค้าผ่านขนส่งเอกชน ขยายผลจับผู้ค้ารายใหญ่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1491020&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Cs_3IaOw3pDOLyQeIX8fP