Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • บล.พาย คาด เศรษฐกิจไทยโต 2%YoY บริโภคเด่น หนุนค้าปลีก มาตรการรัฐกระตุ้น

    บล.พาย คาด เศรษฐกิจไทยโต 2%YoY บริโภคเด่น หนุนค้าปลีก มาตรการรัฐกระตุ้น

    บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์หุ้นวันนี้ ประเมิน SET Index เคลื่อนไหวในกรอบ 1430 – 1450 อาจพักฐานบ้างจากการ Rally มาต่อเนื่องประกอบกับเริ่มมีแรงซื้อจากต่างชาติที่น้อยลงเป็นปัจจัยกดดันเชิงจิตวิทยา ทั้งนี้กลยุทธ์การลงทุน SET Index เริ่มมี PE ไม่ถูกจึงเน้นควบคุมความเสี่ยง ระยะสั้นเน้นเก็งกำไรหุ้นได้ประโยชน์ช่วงตรุษจีน อาทิ ท่องเที่ยว (AOT CENTEL MINT) ค้าปลีก (BJC CPALL HMPRO) ศูนย์การค้า (CPN)

    หลังมีการประกาศตัวเลข การเติบโตทางเศรษฐกิจ จากสภาพัฒน์ว่า ขยายตัวได้ 2.5%YoY ดีกว่า Bloomberg consensus คาดการณ์ไว้ที่ 1.3%YoY การขยายตัวเด่นมาจากการลงทุนรวม (+8%YoY) เร่งจากการลงทุนภาครัฐ (+13%YoY) สภาพัฒน์ ระบุว่า การลงทุนภาครัฐขยายตัวจากหมวดก่อสร้าง (+15%YoY) การบริโภคขยายตัวได้ดีจากรถยนต์ EV ที่เร่งซื้อก่อนจะหมดมาตรการ EV 3.0 พร้อมกับการใช้จ่ายในหมวดบริการที่ขยายตัว 3%YoY แต่หลักๆ เป็นเพราะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและขนส่งเป็นสำคัญ

    ในฝั่งของการส่งออกขยายตัวได้ 9%YoY ตามการส่งออกสินค้า Technology เป็นสำคัญ (อุปกรณ์สื่อสารและโทรคมนาคม +83%YoY , ชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ +30%YoY) แต่สวนทางกับการส่งออกภาคบริการที่ -7%YoY เป็นไปตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง

    เมื่อมองไปข้างหน้าแล้วสภาพัฒน์คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 26 จะขยายตัวในค่าเฉลี่ย 2%YoY และการขยายตัวของหลายๆเครื่องยนต์เศรษฐกิจพบว่าค่อนข้างต่ำอยู่ในระดับเพียง 1-3%YoY อย่างการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวเด่นในช่วง 4Q25 ทั้งปี 26 คาดเพียง 1.7%YoY การบริโภคก็ขยายตัวเพียง 2.1%YoY แต่หากมองหุ้นได้ประโยชน์จะประกอบไปด้วยกลุ่มอิงการบริโภคเช่นค้าปลีก (BJC CRC CPALL HMPRO) ศูนย์การค้า (CPN) เครื่องดื่ม (ICHI CBG)

    ส่วนปัจจัยระยะสั้นนักลงทุนจะจับตารอดูช่วงเทศกาลตรุษจีน ทาง ATTA เผยว่าในช่วง 13 – 22 ก.พ. นักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางเข้าไทยเฉลี่ยวันละ 2.8 หมื่นรายมากกว่าช่วงปกติที่ 1.3 หมื่นรายต่อวันหากเป็นเช่นนี้จริงมองเป็นสัญญาณเชิงบวกเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไทยและหุ้นที่ได้ประโยชน์อย่างพวกค้าปลีก โรงแรม สนามบิน ประเมินข่าวกดดันต่างๆที่เคยเป็นประเด็นก่อนหน้านี้น่าจะคลายกังวลลงไปบ้างแล้วเช่นความปลอดภัย เรื่องของดาราที่เคยหายตัวไป

    วันนี้รอติดตามการประกาศตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและคืนนี้สหรัฐฯรอติดตามตัวเลขภาคผลิต Bloomberg consensus คาดการณ์ไว้ที่ 6.4 (Index)

    หุ้นสหรัฐฯและสินค้าโภคภัณฑ์ปิดทำการเนื่องในวันประธานาธิบดี ส่วนเศรษฐกิจไทยปีนี้คาดการณ์จะขยายตัวเพียง 2%YoY ค่อนข้างต่ำและไม่จูงใจมากนัก มองการบริโภคขยายตัวเด่นสุดราว 2.1%YoY ดีกับหุ้นกลุ่มค้าปลีกและยังมีปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นบริโภคของภาครัฐหลังจากจัดตั้งรัฐบาล ส่วนเทศกาลตรุษจีน ATTA ประเมินว่านักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางเข้าไทยเฉลี่ย 2.8 – 3 หมื่นราย เร่งขึ้นจากช่วงปกติที่ 1.3 หมื่นราย มองเป็นปัจจัยเชิงบวกระยะสั้นต่อกลุ่มท่องเที่ยวและค้าปลีก วันนี้เลือก AWC , CPALL เป็น Top Pick

    ตลาดหุ้น Dow Jones และสินค้าโภคภัณฑ์ปิดทำการเนื่องในวันประธานาธิบดี ฝั่งตลาดหุ้นยุโรปพบว่าผสมผสานกล่าวคือมีทั้งบวกและลบสลับกัน สะท้อนถึงภาวะที่ไร้ปัจจัยใหม่ๆในการลงทุน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/268698&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CVCm8Mv2xc47sXu_63PQG

  • เศรษฐกิจลาวฟื้นตัวดี จีดีพีโต 4.2% แม้ธุรกิจยังขาดแคลนคนงาน | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจลาวฟื้นตัวดี จีดีพีโต 4.2% แม้ธุรกิจยังขาดแคลนคนงาน | เดลินิวส์

    สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากนครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ว่าขณะเดียวกัน ทั่วทั้งเมืองหลวง ธุรกิจขนาดเล็กต่างติดป้าย “ด่วน! ต้องการพนักงาน”

    ขณะที่เจ้าของร้านกาแฟ ร้านซ่อม และสตูดิโอการตลาดต่างกล่าวว่า พวกเขากำลังดิ้นรนหาคนงาน สวนทางกับตัวเลขของรัฐบาล ที่สะท้อนถึงแนวโน้มที่ดี

    การเติบโตในปัจจุบันส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การส่งออกเหมืองแร่และพลังงาน ที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ของประเทศ อย่างไรก็ตาม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ยังคงไม่รู้สึกถึงแรงผลักดันดังกล่าว

    แม้อัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัวลง แต่ราคาสินค้ายังคงสูงอยู่ โดยดัชนีราคาผู้บริโภคของลาวแตะระดับ 256.8 จุดในเดือน ม.ค. 2569 เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 244.2 จุดในปีก่อนหน้า โดยสำหรับคนงานจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายรายวัน ตั้งแต่ค่าอาหารไปจนถึงค่าสาธารณูปโภค ยังคงสูงกว่าช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจอย่างมาก

    ในเดือน ต.ค. 2567 รัฐบาลได้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 2.5 ล้านกีบ (ราว 3,635 บาท) แต่ค่าใช้จ่ายที่ยังคงสูงขึ้น ได้ทำให้หนุ่มสาวจำนวนมากมองหางานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศไทย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ขณะที่ธุรกิจบางแห่งประสบปัญหาในการหาแรงงานฝีมือ และต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศด้วยต้นทุนที่สูงกว่า.

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5609654/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29Oq1gxnO9J7m0Vos_OA6D

  • ‘เบญจรงค์’ ชี้ GDP ไตรมาส 4 สัญญาณแรง ‘เร่งตัว’ 1.9% สูงสุดรอบ 4 ปี

    ‘เบญจรงค์’ ชี้ GDP ไตรมาส 4 สัญญาณแรง ‘เร่งตัว’ 1.9% สูงสุดรอบ 4 ปี

    นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ว่าเติบโตต่ำสุดในภูมิภาคอาเซียน โดยระบุว่าการวิเคราะห์ตัวเลขเศรษฐกิจสามารถมองได้หลายมิติ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญความเสี่ยง สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุด (Bottom) ไปแล้วหรือไม่ และสัญญาณการฟื้นตัวมีความชัดเจนเพียงใด ซึ่งความแตกต่างสำคัญอยู่ที่การวัดว่าเศรษฐกิจ “โตเร็ว” หรือเศรษฐกิจ “เร่งตัว”

    จากการแถลงตัวเลขของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อวันที่ 16 ก.พ.2569 พบว่ามีตัวเลขสำคัญ 2 ด้าน คือ การเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 2.5% ซึ่งอาจทำให้ดูเหมือนไทยเติบโตไม่สูงนักเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน

    แต่หากพิจารณาตัวเลขการเติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่มีการปรับฤดูกาลแล้ว พบว่าเศรษฐกิจไทย “เร่งตัว” ได้สูงถึง 1.9% ถือเป็นการเติบโตรายไตรมาสที่สูงสุดในรอบ 16 ไตรมาส หรือในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2564 ที่เคยทำได้ 2.5% สะท้อนให้เห็นว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยกำลังเริ่มออกตัวอย่างรวดเร็ว

    นายเบญจรงค์ ระบุว่า หากนำอัตราการเร่งตัวที่ 1.9% ในไตรมาสเดียวมาคำนวณเป็นอัตราการเติบโตต่อปี จะพบว่าถ้าเศรษฐกิจไทยสามารถรักษาแรงส่งนี้ไว้ได้ต่อเนื่องทั้ง 4 ไตรมาส เศรษฐกิจไทยจะมีศักยภาพในการเติบโตได้สูงถึง 7.8% ต่อปี

    นอกจากนี้ เมื่อนำอัตราเร่งดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนในไตรมาสเดียวกัน พบว่าไทยมีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นกว่าหลายประเทศ โดยมาเลเซียเติบโต 0.8% อินโดนีเซียเติบโต 1.5% และเวียดนามเติบโต 1.8% ดังนั้นในแง่ของ “อัตราเร่ง” ประเทศไทยจึงถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของภูมิภาค

    ‘เบญจรงค์’ ชี้ GDP ไตรมาส 4 สัญญาณแรง ‘เร่งตัว’ 1.9% สูงสุดรอบ 4 ปี

    อย่างไรก็ตาม นายเบญจรงค์ ยอมรับว่าประเทศไทยยังคงมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องจัดการ โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างในหลายมิติ ขณะที่ในปี 2569 ยังมีความเสี่ยง และความท้าทายที่ต้องบริหารจัดการอีกมาก

    แต่เมื่อชีพจรเศรษฐกิจเริ่มกลับมาเร่งตัวขึ้นแล้ว จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะต้องส่งต่อโมเมนตัมนี้ให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อไปได้อย่างกระจายตัว มีคุณภาพ และเต็มศักยภาพ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการผลักดันนโยบายต่างๆ ให้สัมฤทธิผล

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1221587&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26gZfwSL9VuniJ3vY-LIGD

  • ตัวเลข ‘จีดีพี’ ที่ดูมีความหวังท่ามกลางศก.ไทยที่ไร้ทางออก

    ตัวเลข ‘จีดีพี’ ที่ดูมีความหวังท่ามกลางศก.ไทยที่ไร้ทางออก

    ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ “สภาพัฒน์” แถลงว่า ปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 2.4% หลังไตรมาส 4 เติบโต 2.5% และคาดการณ์ปี 2569 จะโตได้ราว 2% นั้น

    หากมองเพียงผิวเผินอาจถือเป็นสัญญาณประคองตัวในภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน ขณะที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็มองว่าเศรษฐกิจไทยสามารถ “พ้นจากหล่ม” ได้แล้ว และไม่เป็นคนป่วยแห่งเอเชีย เพราะออกจากไอซียูแล้ว รอฟื้นตัวกลับมาแข็งแรง
        

    หากคำถามสำคัญยังคงวนเวียน คือ ตัวเลขหรือคำพูดดังกล่าวนั้นสะท้อน “ความแข็งแรง” ที่แท้จริงของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยแล้วหรือยัง หรือเป็นเพียงการประมาณการบนสมมติฐานที่ตั้งอยู่บน “ความหวัง” มากกว่า “ความเป็นจริง” เพราะเมื่อพิจารณา “ไส้ใน” ตัวเลขจะพบว่าแรงขับเคลื่อนหลักยังกระจุกตัวในภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ภาคส่งออก ยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวอย่างเปราะบาง และกำลังซื้อของครัวเรือน ถูกบั่นทอนจากภาระหนี้ในระดับสูง การเติบโตระดับ 2% กว่าๆ จึงอาจเป็นเพียงการ “ทรงตัวต่ำ” มากกว่าการ “ฟื้นตัวแรง” และยังห่างไกลจากศักยภาพที่เศรษฐกิจไทยเคยทำได้ในอดีต

    ยิ่งช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของ “การจัดตั้งรัฐบาล” ความเชื่อมั่นเป็นตัวแปรสำคัญ เสียงสนับสนุนที่ดูมั่นคงและภาพลักษณ์รัฐบาลที่ดูจะแข็งแกร่ง อาจช่วยประคองบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้นได้ระดับหนึ่ง นักลงทุนต้องการเสถียรภาพและความชัดเจนเชิงนโยบาย ภาพรวมทางการเมืองครั้งนี้อาจพอสร้างความหวังได้ หากแต่ความหวังนั้นจะยั่งยืนหรือไม่ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพ” ของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมากกว่า “ปริมาณ” ของเสียงสนับสนุน

    โจทย์ใหญ่จึงตกอยู่กับรัฐมนตรีและ “ทีมงานด้านเศรษฐกิจเพียงไม่กี่คน” ที่ต้องแบกรับภารกิจพลิกฟื้นประเทศท่ามกลางข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งปัญหาผลิตภาพแรงงานที่ชะงักงัน การแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่ไทยตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน และระบบราชการที่ยังขาดความคล่องตัว คำถามคือ บุคลากรชุดเล็กๆ จะเพียงพอหรือไม่ในการเร่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจทั้งระบบ หรือรัฐบาลจำเป็นต้องดึงมืออาชีพจากภายนอกเข้ามาเสริมทัพอย่างจริงจัง มากกว่าการจัดสรรตำแหน่งตามสมดุลทางการเมือง
        

    กระนั้นก็ตาม ต่อให้ได้ “ทีมในฝัน” ที่เปี่ยมประสบการณ์และวิสัยทัศน์ หากการปฏิรูปเชิงลึกยังต้องเผชิญกลไกบางอย่างในระบบการเมืองแบบไทยๆ ทั้งแรงต้านจากกลุ่มผลประโยชน์ การต่อรองเชิงอำนาจ วัฒนธรรมการบริหารที่มักให้ความสำคัญกับความอยู่รอดทางการเมืองมากกว่าความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ การเติบโตเชิง “ปริมาณ” ไม่อาจทดแทน “คุณภาพ” ของการพัฒนาได้

    หาก”จีดีพี“ขยายตัว แต่ความเหลื่อมล้ำยังฝังลึก ธุรกิจขนาดกลางและเล็กยังเข้าถึงทุนได้ยาก คนรุ่นใหม่ยังมองไม่เห็นโอกาสในประเทศ ตัวเลขคาดการณ์ก็เป็นเพียง “แค่สถิติ” มากกว่าจะเป็นความหวังที่จับต้องได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1221481&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jmm4uZBLiGfopdPB89zbV

  • วิจัยกรุงศรี ชี้ เศรษฐกิจไทยQ4/68 โต2.5% ดีกว่าคาด เล็งปรับเพิ่มคาดการณ์ ปี69

    วิจัยกรุงศรี ชี้ เศรษฐกิจไทยQ4/68 โต2.5% ดีกว่าคาด เล็งปรับเพิ่มคาดการณ์ ปี69

    วิจัยกรุงศรี รายงาน ภาวะเศรษฐกิจและการเงินสัปดาห์นี้ โดย สหรัฐฯ : ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนมกราคมดีกว่าที่ตลาดคาด สะท้อนว่าเฟดมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในระยะอันใกล้นี้ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดแรงงานมีทิศทางชะลอตัวสะท้อนจากอัตราส่วนตำแหน่งงานว่างต่อจำนวนผู้ว่างงานที่ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 ค่าจ้างรายชั่วโมงที่ชะลอตัวมากสุดในรอบ 18 เดือน 

    ขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ที่ 2.4% YoY แม้ยังสูงกว่าเป้าหมายเฟดที่ 2% ข้อมูลดังกล่าวเปิดทางให้เฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอีก 1-2 ครั้ง นับจากช่วงกลางปีนี้

    ยุโรป: รัฐสภายุโรปได้กลับมาเดินหน้าพิจารณาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีทรัมป์ยกเลิกแผนการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากยุโรป ขณะเดียวกัน ข้อตกลงการค้าระหว่างยุโรปกับอินเดียคาดส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจจำกัดจากสัดส่วนการค้าของอินเดียที่ต่ำเพียง 2.0% ของการส่งออกทั้งหมดของสหภาพยุโรป

    จีน: ภาวะอุปทานส่วนเกินยังกดดันเศรษฐกิจต่อเนื่อง แม้ดัชนีราคาผู้ผลิตในภาพรวมหดตัวชะลอลง แต่การลดลงของราคาสินค้าขั้นสุดท้ายมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นสวนทางกับราคาวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า อุตสาหกรรมปลายน้ำเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง และอุปทานส่วนเกิน ขณะที่ความอ่อนแอด้านอุปสงค์จำกัดความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค ปัจจัยทั้งหมดนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่กดดันให้กำไรในหลายอุตสาหกรรมลดลงต่อเนื่อง

    ไทย: GDP ไตรมาส 4 ปี 2568 โตเกินคาด แต่แรงส่งการเติบโตอาจแผ่วลงในปี 2569 สภาพัฒน์ฯ รายงานเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ขยายตัว 2.5% YoY เร่งขึ้นจาก 1.2% ในไตรมาส 3 และเติบโตดีกว่าที่วิจัยกรุงศรีและตลาดคาดไว้ที่ 1.2% และ 1.3% ตามลำดับ แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการบริโภคและการลงทุนของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้น ขณะที่การส่งออกสินค้าและบริการชะลอตัวลง สำหรับในปี 2569 สภาพัฒน์ฯ ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP เติบโตที่ 1.5-2.5% (ค่ากลางที่ 2.0%) จาก 1.2-2.2% (ค่ากลางที่ 1.7%)

    ตัวเลข GDP ในไตรมาส 4 ที่ดีเกินคาดได้รับแรงหนุนปัจจัยบวกชั่วคราว อาทิ 1. มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ โดยเฉพาะมาตรการคนละครึ่งพลัส 2. การเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตใประเทศก่อนที่มาตรการอุดหนุนจะสิ้นสุดลง 3. การเร่งรัดเบิกจ่ายภาครัฐ และ 4. การสะสมสินค้าคงคลัง สำหรับในระยะข้างหน้า คาดว่าแรงส่งการเติบโตจะชะลอลง เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทยอยหมดลง การใช้จ่ายภาครัฐที่ค่อนข้างจำกัดในช่วงรัฐบาลรักษาการ และผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ 

    ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีกำลังทบทวนประมาณการ GDP ปี 2569 ซึ่งเดิมคาดไว้ที่ 1.8% (มีกำหนดเผยแพร่วันที่ 26 กุมภาพันธ์) โดยมีแนวโน้มปรับเพิ่มเล็กน้อย เนื่องจากฐาน GDP ในไตรมาส 4 ที่ดีกว่าคาด ผนวกกับความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหากสถานการณ์การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/268722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dVQxP6m61tuBwFfWgNXwt

  • ‘ธนิต โสรัตน์’ ชวนคิด กดดันเลือกตั้งโมฆะ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหายนะแน่

    ‘ธนิต โสรัตน์’ ชวนคิด กดดันเลือกตั้งโมฆะ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหายนะแน่

    17 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยบทความพิเศษเรื่อง ผลเลือกตั้งออกมาแล้วกดดันให้โมฆะ ระยะเวลาที่รอคือความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจว่า 

    การเลือกตั้งทั่วไปของไทยจบไปแล้วตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เสียงส่วนใหญ่เทให้กับพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงทิ้งขาด แนวโน้มนายอนุทิน ชาญวีระกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เบื้องต้นเข้าใจว่ามีการเจรจากับพรรคเพื่อไทยและพรรคเล็กพรรคน้อยเสียงรวมกันเกินครึ่งไปมาก 

    การเมืองไทยไม่มีใครอยากถูกทิ้งเป็นฝ่ายค้าน ช่วงนี้เริ่มมีข่าวพรรคกล้าธรรมอาจเข้ามาร่วมจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพเสียงข้างมากท่วมท้นสภา สำหรับพรรคใดจะได้โควตารัฐมนตรีกระทรวงอะไร พวกเขาคงตกลงกันได้ลงตัว เนื่องจากลงทุนไปเยอะ ไม่มีใครอยากตกขบวน การตั้งรัฐบาลรอบนี้อาจต้องใช้เวลานาน เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้งอาจกลายเป็นปัญหาเสียเอง

    ฉากทัศน์ที่ควรจะเป็นคือ “กกต.” ภารกิจเร่งตรวจสอบประกาศรับรอง ส.ส. หลังจากนั้นประเทศไทยจะได้รัฐบาล หากเป็นไปตามที่คาด “Dream Team” คงไม่พ้น เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์

    แต่ละท่านควบรองนายกและกระทรวงสำคัญ เพื่อเดินหน้าประเทศไปตามโรดแมป ปัญหาของประเทศรอแก้มีมากมายทั้งด้านเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังซื้ออ่อนแอจากสภาพคล่อง ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ไม่เอื้ออาจกระทบส่งออก เกี่ยวข้องกับการจ้างงานหลักของประเทศ รวมถึงปัญหาความมั่นคงชายแดนด้านกัมพูชาคงไม่จบ ยังเลียแผลแค้นไม่เลิก อาจมีสงครามรอบสาม

    หลังเลือกตั้งภาพที่ควรจะเป็นคือการตั้งรัฐบาลและเดินหน้าแก้ปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะเกี่ยวกับปากท้องและการทำมาหากินซึ่งอยู่ในช่วงฝืดเคือง ภายใต้การเล่นเกมทางการเมืองใช้อัตตาของตนเหนือผลประโยชน์ประเทศ ซึ่งเป็นรากเหง้าทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำสุดของอาเซียนและภูมิภาคต่อเนื่องมาเป็นทศวรรษ 

    ปรากฏการณ์ที่เป็นอยู่คือมีความพยายามโยงการทำงานของ “กกต.” จากการเลือกตั้งที่ผ่านมาที่มีช่องว่างให้โจมตี ทั้งการนับคะแนนบางเขตและบาร์โค้ดที่บัตรเลือกตั้ง

    หาก กกต. ผิดกฎหมายเลือกตั้งจริง ควรเล่นงานเฉพาะ กกต. ไม่ควรโยงไปจนต้องเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากไม่มีผลต่อคะแนนเสียงรวมของประเทศและประชาชนที่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เลือกคนและพรรคที่เขาชอบ ทำไมต้องไปเลือกใหม่ เรื่องนี้ผลจะออกมาเป็นอย่างไรคงต้องไปว่าตามกลไกที่มีอยู่

    ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ หากเลือกตั้งโมฆะต้องเลือกใหม่ ขั้นตอนตั้งแต่ กกต.ชุดใหม่ กระบวนการเตรียมการเลือกตั้ง การสรรหางบประมาณที่ต้องใช้มากกว่า 7,800 ล้านบาท ระยะเวลาประกาศผลเลือกตั้ง จนสามารถฟอร์มรัฐบาลชุดใหม่ใช้เวลารวมกันมากกว่า 4 – 5 เดือน หรือกว่าจะได้รัฐบาลใหม่ต้องทอดยาวไปถึงเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม 

    ถึงแม้รัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงสามารถรักษาการณ์ได้ แต่มีอำนาจจำกัดช่วงที่รอผล จะทำให้มีความไม่แน่นอนทางการเมืองเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นว่าพรรคใดหรือใครจะเข้ามาบริหารประเทศ ระยะเวลาที่ต้องรอคือความเสียหายของประเทศไทย

    สภาวะทางการเมืองหากถึงขั้นเลือกตั้งใหม่ เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่มีความเปราะบาง วิเคราะห์จากข้อมูลของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเศรษฐกิจ GDP มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 2.4 สูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า เนื่องจากได้รับอานิสงค์จากภาคการส่งออก ถึงแม้ว่าเงินบาทแข็งค่าสามารถขยายตัวเชิงดอลลาร์สหรัฐร้อยละ 12.7 หากเป็นเชิงเงินบาทขยายตัวร้อยละ 5.52 มูลค่าส่งออกปีที่ผ่านมา ขยายตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 

    ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 2.7 สูงสุดในรอบ 10 ปี โดยมูลค่าการขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 1.867 ล้านล้านบาท โครงการที่ได้รับอนุมัติ 1.152 ล้านล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 36 สูงเป็นประวัติการณ์เช่นกัน 

    ประเด็นที่น่ากังวลด้านเศรษฐกิจ เกี่ยวข้องกับปากท้องประชาชนคือ การบริโภคเอกชนปีที่แล้ววูบ ขยายตัวได้เพียงร้อยละ 2.7 จากปี 2567 ขยายตัวร้อยละ 4.4 ปี 2566 ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 6.9 และปีนี้คาดว่าจะขยายตัวลดลงเหลือร้อยละ 2.1 ตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

    การบริโภคเอกชนขยายตัวลดลงต่อเนื่อง เป็นผลจากการขาดสภาพคล่องทั้งครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะรายย่อยและรายเล็ก รากเหง้าของปัญหาคือ หนี้ครัวเรือนของไทยสูงถึงร้อยละ 86 เปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียนค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 63 โดยเป็นหนี้เสียและหนี้ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (SM) รวมกันประมาณ 2.0 ล้านล้านบาท 

    ช่วงที่เหลือรัฐบาลต้องเร่งสานต่อ “โครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และให้มีการซื้อหนี้เสียโดย AMC : Asset Management Company ที่ครม.อนุมัติไปก่อนหน้านี้ โดยมีมาตรการเร่งแก้หนี้ทั้งระบบ ซึ่งเป็นความท้าทายสูง ฝากรัฐมนตรีคลังหากสามารถอยู่ต่อควรหานายแบงค์เก่ง ๆ รู้ปัญหาจริงให้เข้ามาช่วย

    สำหรับที่มีการกล่าวว่าเศรษฐกิจไทยหลุดพ้นเหวลึกแล้ว คงยังเร็วเกินไปที่จะกล่าว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยอิงกับเศรษฐกิจโลกที่มีความอ่อนแอ รวมทั้งการขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์และโลกเปลี่ยนขั้วอำนาจ ไทยเป็นประเทศพึ่งพาส่งออกและท่องเที่ยวประมาณการตัวเลขปีนี้ไม่ค่อยสวยส่งออกอาจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 2

    การลงทุนเอกชนขยายตัวเพียงร้อยละ 1.9 และการใช้จ่ายภาครัฐอาจมีเงินไม่มากที่จะใช้จ่ายโดยเฉพาะหากการตั้งรัฐบาลล่าช้า จะมีปัญหาการพิจารณางบประมาณปีหน้า 

    ปัจจัยสำคัญที่สะท้อนความเป็นอยู่ของชาวบ้านคือ การจับจ่ายใช้สอยในรูปของการบริโภคปีนี้ การขยายตัวจะลดต่ำกว่าปีที่แล้วเหลือร้อยละ 2.1 สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องแสดงว่าระดับราคาสินค้า-บริการไม่ขยับ ปัจจัยสำคัญมาจากกำลังซื้ออ่อนแอ ทำให้ภาคธุรกิจเพื่อการอยู่รอดต้องแข่งขันด้านราคา ทำให้กำไรน้อยหรือบางรายขาดทุน 

    ผลที่ตามมาคือสภาพคล่องลดลงและสินค้าคงคลังสูงเพราะขายไม่ออก ต้องแบกทั้งหนี้และดอกเบี้ย กระทบไปถึงความเสี่ยงการจ้างงานใหม่และขีดความสามารถในการปรับขึ้นค่าแรง/ค่าจ้าง

    ภาวะเช่นนี้เป็นแรงสะท้อนกลับไปที่การบริโภคและ GDP ปี 2569 คาดว่าอาจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 2.0 ยิ่งเป็นการซ้ำเติมหนี้ครัวเรือนเป็นการกดดันให้สถาบันการเงินหรือแบงค์ ลดความเสี่ยงด้วยการชะลอปล่อยสินเชื่อจนหดตัวต่อเนื่องกระทบเป็นลูกโซ่ 

    ความหวังคือ การรอมาตรการของรัฐที่จะต้องเร่งออกมา ทั้งด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว หากการเมืองไทยเล่นกันแรงมุ่งแต่เอาชนะเลือกตั้ง แล้วผลออกมาไม่ถูกใจ กดดันให้โมฆะเพื่อเลือกตั้งใหม่ ใครได้ใครเสียคิดเอาเองแล้วกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/651781&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kUEj32uqre_sChMsSs_mB

  • วิทยุการบินฯ พร้อมรับมือเที่ยวบินช่วงตรุษจีน สูงสุดวันละ 3,000 ไฟลท์ ส่งสัญญาณบวกท่องเที่ยวไทย

    วิทยุการบินฯ พร้อมรับมือเที่ยวบินช่วงตรุษจีน สูงสุดวันละ 3,000 ไฟลท์ ส่งสัญญาณบวกท่องเที่ยวไทย

    วิทยุการบินฯ เตรียมมาตรการให้บริการจราจรทางอากาศ พร้อมรับมือปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นช่วงตรุษจีน คาดปริมาณเที่ยวบินจากจีนเข้า-ออกไทย ระหว่างวันที่ 17–26 กุมภาพันธ์ 2569 เฉลี่ยเกือบ 3,000 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.3% โดยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนเทศกาล สะท้อนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวไทยในภาพรวม 

    นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) เปิดเผยว่า บรรยากาศการเดินทางทางอากาศของประเทศไทยเริ่มกลับมาคึกคักต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีน เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา มีปริมาณเที่ยวบินที่ให้บริการ เฉลี่ยวันละ 2,895 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และในบางวันมีปริมาณเที่ยวบินสูงกว่า 3,000 เที่ยวบินต่อวัน ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าความต้องการเดินทางเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อนเทศกาล และขยายตัวต่อเนื่องเข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวของชาวจีน ระหว่างวันที่ 17–26 กุมภาพันธ์ 2569 รวม 10 วัน โดยคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณเที่ยวบิน รวมทั้งสิ้น 29,096 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ยวันละ 2,910 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 

    สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ พบว่าเส้นทางประเทศไทย–จีน มีปริมาณสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง เฉลี่ยวันละประมาณ 330 เที่ยวบิน และมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ช่วงหลังเดือนมกราคม 2569 ขณะที่เส้นทางประเทศไทย–อินเดีย มีปริมาณเฉลี่ยวันละ 130 เที่ยวบิน และเส้นทางประเทศไทย–มาเลเซีย เฉลี่ยวันละ 98 เที่ยวบิน ซึ่งทั้งสองเส้นทาง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ส่วนสนามบินหลักของประเทศที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นในช่วงเทศกาลตรุษจีน  ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฉลี่ยวันละ 1,150 เที่ยวบิน ท่าอากาศยานดอนเมือง เฉลี่ยวันละ 700 เที่ยวบิน ท่าอากาศยานภูเก็ต เฉลี่ยวันละ 380 เที่ยวบิน และท่าอากาศยานเชียงใหม่ เฉลี่ยวันละ 220 เที่ยวบิน ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดการเดินทางระหว่างประเทศ โดยคาดว่าเที่ยวบินจากประเทศจีนมายังประเทศไทยจะทยอยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะต่อไป

    นายสุรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า  วิทยุการบินฯ ได้ออกมาตรการและวิธีปฏิบัติการบริหารจราจรทางอากาศ รวมทั้งเตรียมพร้อมด้านอัตรากำลัง รวมถึงอุปกรณ์/เทคโนโลยี  โดยเข้าร่วมในคณะกรรมการจัดสรรตารางการบิน หรือ Slot Allocation ให้สอดคล้องกับค่าความสามารถในการรองรับ (Capacity) รวมทั้งกำหนดแนวทางการบริหารจัดการความคล่องตัวการจราจรทางอากาศ (Air Traffic Flow Management) มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ได้เตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกๆ ด้าน เพื่อรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มสูงในช่วงเทศกาล ซึ่งตัวเลขเที่ยวบินในช่วงตรุษจีนปีนี้ เป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนว่า การบินของไทยกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแรง โดยวิทยุการบินฯ ยืนยันว่าจะบริหารจัดการจราจรทางอากาศอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกเที่ยวบินที่เข้ามาในน่านฟ้าไทยให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความปลอดภัยสูงสุด พร้อมสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวไทย

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2914787&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dj5Tk10BrwfBkCI9F8PVF

  • เที่ยวไทย! “จีน” พุ่งอันดับ 1 ยอดต่างชาติเดือนครึ่ง ทะลุ 5 ล้านคน

    เที่ยวไทย! “จีน” พุ่งอันดับ 1 ยอดต่างชาติเดือนครึ่ง ทะลุ 5 ล้านคน

    เมื่อวันที่ 17 ก.พ.69 น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (9-15 ก.พ. 69) พบว่า จากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน ที่ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยวนั้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul) โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียตะวันออก เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยนักท่องเที่ยวตลาดจีนเดินทางเข้ามาแตะระดับ 2 แสนคนในสัปดาห์นี้ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 32% และนักท่องเที่ยวตลาดฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวมีจำนวนรวมกันกว่า 1 แสนคน

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 882,556 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 85,578 คน หรือ 10.74% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 126,079 คน โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ จีน 200,440 คน มาเลเซีย 83,882 คน รัสเซีย 56,190 คน อินเดีย 48,078 คน และเกาหลีใต้ 41,948 คน

    “นักท่องเที่ยวมาเลเซีย จีน และเกาหลีใต้ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 33.69% 31.88% และ 24.07% ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย และอินเดีย ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 4.67% และ 0.66% ตามลำดับ” น.ส.นัทรียา ระบุ

    สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในสัปดาห์นี้ (16-22 ก.พ. 69) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ย้ายหมุดหมายจากประเทศญี่ปุ่น เป็นเกาหลีใต้ และอาเซียน การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงการกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    ส่วนภาพรวมการท่องเที่ยวของประเทศไทย มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-15 ก.พ. 69 รวมทั้งสิ้น 5,067,847 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว ประมาณ 250,590 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 770,427 คน มาเลเซีย 461,742 คน รัสเซีย 396,808 คน อินเดีย 333,845 คน และเกาหลีใต้ 249,305 คน

    #เที่ยวไทย #นักท่องเที่ยวต่างชาติ #ท่องเที่ยวไทย2569 #จีนเที่ยวไทย #ข่าวท่องเที่ยววันนี้ #เศรษฐกิจท่องเที่ยว #TrustedThailand #กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าววันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/129741&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38SYpb-zJMZc7AUITnW6hW

  • พ่อเมืองศรีสะเกษ ลั่นกลองเปิดงานมหกรรมของดีกันทรารมย์ ส่งเสริมการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    พ่อเมืองศรีสะเกษ ลั่นกลองเปิดงานมหกรรมของดีกันทรารมย์ ส่งเสริมการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอกันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผวจ.ศรีสะเกษ เป็นประธานในพิธีเปิดงานแสดงผลิตภัณฑ์ชุมชน พืชผลทางการเกษตร  เชื่อมโยงกิจกรรมท่องเที่ยว อำเภอกันทรารมย์ ประจำปี 2569 โดยมี นายนพนันท์ บุญคล้าย  นายอำเภอกันทรารมย์ พร้อมด้วย นางนิศาชล บุญคล้าย ประธานแม่บ้านมหาดไทย อำเภอกันทรารมย์ หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน  ผู้ใหญ่บ้าน และพี่น้องประชาชนชาว อ.กันทรารมย์ ให้การต้อนรับและร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก 

    นายนพนันท์ บุญคล้าย นายอำเภอกันทรารมย์ กล่าวว่า อ.กันทรารมย์ เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงด้านการเกษตร โดยมีพืชเศรษฐกิจสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์ คือ พริก หอมแดง และกระเทียม ซึ่งมีการผลิตที่ได้รับมาตรฐานและเป็นที่ต้องการของตลาด นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) ที่โดดเด่นเช่น ผ้าไหมทอมือ และสินค้าแปรรูปต่างๆ รวมถึงมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอย่างหลวงปู่หมุน ฐิตสีโล วัดบ้านจาน หาดนางเหงา และเขื่อนหัวนา ซึ่งเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตชาวไทยสี่เผ่า 

    ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์และขยายตลาดผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะ พริก หอมแดง และกระเทียม ของดีอำเภอกันทรารมย์ เพื่อส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและผู้ผลิตสินค้า OTOP ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อเชื่อมโยงกิจกรรมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในระดับท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีและสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาวอำเภอกันทรารมย์ 

    โดยภายในงานมีกิจกรรมประกอบด้วย ขบวนแห่ของดีประจำตำบล จำนวน 16 ตำบล 17 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ตกแต่งด้วยผลผลิตทางการเกษตรอย่างสวยงาม  การประกวดลิตผลทางการเกษตร และการจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพดีราคาถูก  การจัดบูธนิทรรศการแสดงนวัตกรรมทางการเกษตรและสินค้า OTOP การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน การประกวดร้องเพลง และกิจกรรมบันเทิงต่างๆ ตลอดการจัดงานอีกด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5610471/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JSp3vj2r61Do-tLQ3-CdH

  • ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 5 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    ต่างชาติเที่ยวไทยทะลุ 5 ล้านคนแล้ว เปิด 5 ชาติเข้าไทยสูงสุด

    วันนี้ (วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ อัปเดท สถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 15 ก.พ. 2569 พบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย แล้วทั้งสิ้น 5,067,847 คน ลดลง 7.59 % สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 250,590 ล้านบาท

    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    • อันดับ 1 จีน 770,427 คน
    • อันดับ 2 มาเลเซีย 461,742 คน
    • อันดับ 3 รัสเซีย 396,808 คน
    • อันดับ 4 อินเดีย 333,845 คน
    • อันดับ 5 เกาหลีใต้  249,305 คน

    ต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงผลการประเมินจำนวนนักท่องเที่ยว พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 15 ก.พ. 69 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาสะสมแล้วกว่า 5 ล้านคน สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจากการออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2569 ที่ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยวนั้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short haul)

    โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียตะวันออกเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาแตะระดับ 2 แสนคนในสัปดาห์นี้ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 32 % และนักท่องเที่ยวตลาดฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวมีจำนวนรวมกันกว่า 1 แสนคน

    ส่งผลให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้ ระหว่างวันที่ 9 -15 กุมภาพันธ์ 2569 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 882,556 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 85,578 คน หรือ 10.74 %  คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 126,079 คน

    นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก

    โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ นักท่องเที่ยวจีน 200,440 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 31.88 % นักท่องเที่ยวมาเลเซีย 83,882 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 33.69 % นักท่องเที่ยวรัสเซีย 56,190 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 4.67 %  นักท่องเที่ยวอินเดีย 48,078 คน มีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า 0.66 %  และนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ 41,948 คน มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า 24.07 %

    สําหรับในสัปดาห์ถัดไป คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาทรงตัว จากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง ได้แก่ การท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนที่ย้ายหมุดหมายจากประเทศญี่ปุ่น เป็นเกาหลีใต้และอาเซียน การมีมาตรการส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย Trusted Thailand

    การมีมาตรการ Ease of traveling ของรัฐบาลที่ช่วยเพิ่มการอํานวยความสะดวกในการเดินทางสู่ไทย การยกเว้นบัตรตม.6 รวมถึงการกระตุ้น และส่งเสริมให้สายการบินเพิ่มจํานวนเที่ยวบินมากยิ่งขึ้น

    นางสาวนัทรียา  กล่าวต่อว่า จากสถิติย้อนหลังไปถึงปลายปีที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวมีอัตราเดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นในทุกกลุ่มประเทศ ทำให้ยอดนักท่องเที่ยวแตะหลักแสนตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาและยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในช่วงนี้มีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเดินทางเข้าประเทศไทยแตะ 130,000 กว่าราย

    ตรุษจีน 2569

    อีกทั้งจากการประเมินสถานการณ์และจำนวนนักท่องเที่ยว  เป็นผลมาจากการ ดำเนินมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในลักษณะเฉพาะกลุ่มตามพฤติกรรมนักท่องเที่ยวแต่ละประเทศและแต่ละกลุ่ม รวมทั้งการเข้มงวดในเรื่องของมาตรการรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวได้ในระดับที่น่าพอใจ

    ที่สำคัญจากที่หลายฝ่ายกังวลเรื่องของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่ช่วงปีที่แล้วมีจำนวนต่ำลง ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้นอนใจ ประเมินสาเหตุและปัจจัยโดยรอบ สรุปเบื้องต้นได้ว่าเป็นเรื่องของ นโยบายของจีนที่สนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ และเรื่องของความปลอดภัยตามที่มีข่าวปรากฏ ทำให้นักท่องเที่ยวลังเลที่จะเดินทางมาประเทศไทย

    แต่หลังจากรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการทุกด้าน ทั้งการส่งเสริมการท่องเที่ยว การตลาด การศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยว และยกระดับมาตรฐานรักษาความปลอดภัย ส่งผลให้นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางกลับมาท่องเที่ยวประเทศไทย โดยมีอัตราเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่องจาก 10,000 ราย เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันแตะเกือบ 30,000 คนต่อวัน ซึ่งถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่การท่องเที่ยวไทยจะกลับมาเติบโตและเป็นหนึ่งในภูมิภาค

    ต่างชาติเที่ยวไทย

    ทั้งนี้  รัฐบาลได้ปรับกลยุทธ์และปรับฐานนักท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นไปที่เชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ เพื่อให้การเติบโตด้านการท่องเที่ยวเป็นไปอย่างยั่งยืนและมีรายได้ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่โดยเฉพาะในเมืองลองที่มีศักยภาพ การมุ่งเน้น high-value tourism and seamless travel experience จะเป็นกลไกให้ไทยสามารถแข่งขันในตลาดอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตามบริบทการท่องเที่ยวโลกได้อย่างมั่นคงร่วม รวมทั้งการร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในห่วงโซ่อุปทานของการท่องเที่ยว

    ในปีนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้วางแผนจัด จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี เพื่อไม่ให้ขาดช่วง สำหรับในด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสินค้าและบริการก็ได้ดำเนินการไปควบคู่กันเพื่อยกระดับให้ได้มาตรฐานสากล ซึ่งเชื่อว่าในปีใครจะประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/651749&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_ySn8wjMDdZCqb7lm1qRr