Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • พราวพุธ ลิปตพัลลภ ปั้นการท่องเที่ยวไทย จากปริมาณสู่ “แพลตฟอร์มเศรษฐกิจโลก”

    พราวพุธ ลิปตพัลลภ ปั้นการท่องเที่ยวไทย จากปริมาณสู่ “แพลตฟอร์มเศรษฐกิจโลก”

    พราวพุธ ลิปตพัลลภ ปั้นการท่องเที่ยวไทย จากปริมาณสู่ “แพลตฟอร์มเศรษฐกิจโลก”

    เมื่อ “การท่องเที่ยว” ไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่คือเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนอนาคตไทย

    ในเวทีสัมมนา Thailand Economic Drive 2026 ภายใต้หัวข้อ “ไทยมองไทย” จัดโดยโพสต์ทูเดย์ มุมมองจากภาคเอกชนที่คลุกคลีอยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีอย่าง พราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหารกลุ่มบริษัทพราว และบริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) ได้ฉายภาพอนาคตที่ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวจากการเป็นเพียง “จุดหมายปลายทางยอดนิยม” สู่การเป็น “แพลตฟอร์มเศรษฐกิจ” ที่แข็งแกร่ง
     

    วิกฤตในความเปราะบาง: โจทย์ใหม่ที่ต้องแก้ด้วย “คุณภาพ”

    แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจะกลับมาคึกคัก แต่คุณพราวพุธชี้ให้เห็นถึง “จุดเปราะบาง” ที่ซ่อนอยู่ คือค่าใช้จ่ายต่อหัวที่ลดลงประมาณ 4% ในปีที่ผ่านมา และหากคำนวณตามอัตราเงินเฟ้อย้อนหลัง 6 ปี ตัวเลขนี้อาจดิ่งลึกลงถึง 12-13% ประกอบกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกและภูมิรัฐศาสตร์ที่ควบคุมไม่ได้

    “เราพึ่งพาการท่องเที่ยวสูงมาก แต่เรายังใช้ประโยชน์จากมันได้ไม่เต็มที่ ถึงเวลาที่เราต้องเลิกวิ่งไล่ล่าแค่จำนวน แล้วหันมาสร้าง Value เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นกลไกที่มั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง”

    Migration Reforming: ดึงนักท่องเที่ยวให้เป็น “พลเมืองคุณภาพ”

    กลยุทธ์สำคัญที่คุณพราวพุธเสนอคือการทำ Migration Reforming หรือการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มที่พำนักระยะยาว 3-5 เดือน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มหนีหนาวจากยุโรป สแกนดิเนเวีย หรือกลุ่ม Digital Nomads นักท่องเที่ยวเหล่านี้มีพลังจับจ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 3 เท่า และยังเป็นตัวช่วยพยุงธุรกิจในช่วง Low Season

    การพำนักที่ยาวขึ้นยังหมายถึงโอกาสของอุตสาหกรรมข้างเคียง เช่น อสังหาริมทรัพย์และบริการทางการแพทย์ (Healthcare) โดยเฉพาะเมื่อโลกก้าวสู่สังคมสูงวัย (Aging Population) ซึ่งไทยมีจุดแข็งด้านบริการและค่าครองชีพที่คุ้มค่า พราวพุธ ลิปตพัลลภ ปั้นการท่องเที่ยวไทย จากปริมาณสู่

    จาก Soft Power สู่ Ecosystem ที่กินได้จริง

    อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญของการท่องเที่ยว ทางกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทพราว ได้เปรียบเทียบการสร้างจุดหมายปลายทางของไทยกับโมเดล “Disneyland” ที่สร้างรายได้จากตัวละคร (Character) โดยเสนอให้ไทยนำ Soft Power เช่น มวยไทย อาหาร หรือแฟชั่น มาสร้างเป็น IP-Based Destination

    “Soft Power ของเราต้องไม่ใช่แค่การตลาด แต่มันต้องสร้าง GDP ได้โดยตรง เช่น การสร้าง ‘Thai Boxing Chateaux’ ที่รวมทั้งสถาบันมวย ศูนย์สุขภาพ และโรงแรมเข้าด้วยกัน เพื่อดึงให้คนอยู่ยาวขึ้นและจ่ายมากขึ้น”  พราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหารกลุ่มบริษัทพราว และบริษัท พราว เรียล เอสเตท  เสริม

    โครงสร้างพื้นฐาน: กระดูกสันหลังของการเติบโต

    ท้ายที่สุด วิสัยทัศน์ทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดโครงสร้างพื้นฐานที่ไร้รอยต่อ คุณพราวพุธเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการขยายขีดความสามารถของสนามบิน และการเชื่อมโยงการคมนาคม รถ-เรือ-ราง ไปยังเมืองรองอย่างมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือ

    การท่องเที่ยวไทยในปี 2026 จึงไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมบริการแบบเดิม แต่คือ “ยุทธศาสตร์ชาติ” ที่ต้องบูรณาการทั้งทุน โครงสร้างพื้นฐาน และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เพื่อเปลี่ยนให้นักท่องเที่ยวกลายเป็น “นักลงทุน” และผู้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในศตวรรษหน้าอย่างยั่งยืน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/738450&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39ChPxQSv45hYnNS6wt6cS

  • ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล วันที่ 24/02/69   

    ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล วันที่ 24/02/69  

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/131029&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Few_bJ37zyKaKtgQmNJyi

  • “เอกนิติ” งัดธนู 3 ดอก ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ หวังพลิกไทยพ้น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ดันลงทุน-ปฏิรูปคลัง

    “เอกนิติ” งัดธนู 3 ดอก ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ หวังพลิกไทยพ้น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ดันลงทุน-ปฏิรูปคลัง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/131145&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AnJysCFevh4xmkqUvs3zi

  • ภาพข่าวสังคม : 25 กุมภาพันธ์ 2569 – แนวหน้า

    ภาพข่าวสังคม : 25 กุมภาพันธ์ 2569 – แนวหน้า

    ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศ… ร่วมไว้อาลัย : วรพจน์ เพียรอภิธรรม นายกสมาคมไหหนำแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการและสมาชิก สมาคมการค้า …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/gallery/11663&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Qgn2DJIjUGXDTtwmuQZCy

  • กราฟความแซ่บพุ่งทะลุจอ! “น้ำตาล-ฟิล์ม-มิ้ลค์-เลิฟ-วิว-มิ้ม” ประชันเสน่ห์ สาดจริตพิชิตใจ!! ในซีรีส์ “GIRL …

    กราฟความแซ่บพุ่งทะลุจอ! “น้ำตาล-ฟิล์ม-มิ้ลค์-เลิฟ-วิว-มิ้ม” ประชันเสน่ห์ สาดจริตพิชิตใจ!! ในซีรีส์ “GIRL …

    กราฟความแซ่บพุ่งทะลุจอ! “น้ำตาล-ฟิล์ม-มิ้ลค์-เลิฟ-วิว-มิ้ม” ประชันเสน่ห์ สาดจริตพิชิตใจ!! ในซีรีส์ “GIRL RULES กฎหลัก…ห้ามรักเธอ” เริ่มตอนแรก 9 มี.ค.นี้ ทางช่อง GMM25.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieufxzsrh60v2dfoehoe1uvl5y5hg8qw&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WFuWORUNtw9ISZw7GbXMb

  • กราฟความแซ่บพุ่งทะลุจอ! “น้ำตาล-ฟิล์ม-มิ้ลค์-เลิฟ-วิว-มิ้ม” ประชันเสน่ห์ สาดจริตพิชิตใจ!! ในซีรีส์ “GIRL …

    กราฟความแซ่บพุ่งทะลุจอ! “น้ำตาล-ฟิล์ม-มิ้ลค์-เลิฟ-วิว-มิ้ม” ประชันเสน่ห์ สาดจริตพิชิตใจ!! ในซีรีส์ “GIRL …

    “น้ำตาล-ฟิล์ม-มิ้ลค์-เลิฟ-วิว-มิ้ม” ประชันเสน่ห์ สาดจริตพิชิตใจ!! ในซีรีส์ “GIRL RULES กฎหลัก…ห้ามรักเธอ” เริ่มตอนแรก 9 มี.ค.นี้ ทางช่อง GMM25.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipr.net/entertain/3696371&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JkneyXd-KLC7oj8w3GEV7

  • ไทยมี ‘คนจน’ เพิ่ม 1 ล้านคน สภาพัฒน์บอก ความเหลื่อมล้ำฝังรากลึก ความเจริญกระจุกอยู่แค่ในกรุงเทพฯ

    ไทยมี ‘คนจน’ เพิ่ม 1 ล้านคน สภาพัฒน์บอก ความเหลื่อมล้ำฝังรากลึก ความเจริญกระจุกอยู่แค่ในกรุงเทพฯ

    ก่อนจะไปตะโกนกันว่า “รวยไม่ไหวแล้ววว” รู้หรือไม่? ในปี 2024 ประเทศไทยมี ‘คนจน’ เพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน คิดเป็น 4.89% ของประชากรทั้งหมด

    poverty

    ‘สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ’ (สภาพัฒน์) รายงานว่า ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากปี 2023 ถึง 1.09 ล้านคน โดยมีการปรับเส้นความยากจนสูงขึ้นเป็น 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิม 3,043 บาทต่อคนต่อเดือน

    ความยากจนยังสามารถแบ่งได้ตามระดับความรุนแรง ซึ่ง ‘สภาพัฒน์’ เผยว่า จำนวนคนจนในทุกระดับเพิ่มสูงขึ้นในปี 2024 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดย

    • ‘คนจนมาก’ (ระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคต่ำกว่าเส้นความยากจนเกิน 20%): เพิ่มขึ้นจาก 6.28 แสนคน เป็น 8.79 แสนคน หรือราว 1.25% ของประชากรไทยทั้งหมด
    • ‘คนจนน้อย’ (ระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคต่ำกว่าเส้นความยากจนไม่เกิน 20%): เพิ่มขึ้นจาก 1.76 ล้านคน เป็น 2.55 ล้านคน หรือราว 3.64% ของประชากรไทยทั้งหมด
    • ‘คนเกือบจน’ (ระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคสูงกว่าเส้นความยากจนไม่เกิน 20%): เพิ่มขึ้นจาก 3.79 ล้านคน เป็น 4.29 ล้านคน หรือราว 6.1% ของประชากรไทยทั้งหมด

    จากข้อมูลดังกล่าวส่งผลให้ ‘ระดับความรุนแรงของปัญหาความยากจน’ เพิ่มขึ้นจาก 0.08 เป็น 0.15 โดยตัวเลขนี้เป็นการคำนวณค่าเฉลี่ยความแตกต่างกำลังสองระหว่างเส้นความยากจนกับรายจ่ายต่อคนต่อเดือนของคนจน ซึ่งยิ่งตัวเลขสูงเท่าไร ความรุนแรงก็จะมากขึ้นตาม

    แม่ฮ่องสอน สามจังหวัดชายแดน อุบล ครองตำแหน่งสัดส่วนคนจนสูงสุด 

    poverty

    เมื่อแบ่งสัดส่วนคนจนตามภูมิศาสตร์แล้ว สภาพัฒน์พบว่า ‘ภูมิภาค’ ที่มีสัดส่วนประชากรยากจนสูงสุดในประเทศเป็น 3 อันดับแรก ได้แก่ ภาคใต้ (9.43%), ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (6.56%) กับภาคเหนือ (5.75%) ซึ่งเกิดจากปัจจัยด้านข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม ไปจนถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติต่างๆ

    หากแยกเป็นรายจังหวัด สภาพัฒน์รายงานว่า 10 อันดับแรกที่มีสัดส่วนประชากรยากจนสูงสุดในประเทศไทยคือ

    1. แม่ฮ่องสอน 25.69%
    2. ยะลา 25.41%
    3. ปัตตานี 25.39%
    4. นราธิวาส 21.17%
    5. อุบลราชธานี 20.34%
    6. สระแก้ว 16%
    7. พัทลุง 15.74%
    8. ศรีสะเกษ 14.08%
    9. เชียงราย 13.69%
    10. ตาก 13.37%

    สภาพัฒน์กล่าวว่า ในปี 2024 ภาพรวมสถานการณ์ความยากจนระดับจังหวัดแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีเพียง 15 จังหวัดเท่านั้นที่มีสัดส่วนคนจนน้อยลง ประกอบด้วย ประจวบคีรีขันธ์ สุพรรณบุรี ตราด พังงา สุราษฎร์ธานี กำแพงเพชร นครราชสีมา เพชรบุรี จันทบุรี เพชรบูรณ์ อุดรธานี กาญจนบุรี อุตรดิตถ์ พิจิตร และยโสธร

    ความเจริญกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ กับภาคกลาง ส่วนภาคอื่นยังพึ่งเกษตรกรรมเป็นหลัก

    แน่นอนว่า ความเจริญของประเทศนี้ยังคงกระจุกตัวอยู่แค่ที่ ‘กรุงเทพมหานคร’ กับ ‘ภาคกลาง’ โดยกรุงเทพฯ มีแรงงานถึง 25.48% ที่อยู่ในภาคบริการสมัยใหม่ เช่น การขนส่ง การสื่อสาร การเงิน และการแพทย์

    ขณะเดียวกัน ภาคกลางยังคงทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมหลักของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ ‘โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก’ ที่สามารถดึงดูดเงินลงทุนและแรงงานจำนวนมาก ทำให้เกิดข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างกว่าภูมิภาคอื่นๆ

    กลับกัน แม้ภาคอีสาน ภาคเหนือ กับภาคใต้จะมีโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษเช่นกัน แต่โครงสร้างเศรษฐกิจของภูมิภาคเหล่านี้ยังพึ่งพา ‘เกษตรกรรม’ เป็นหลัก โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 

    ด้วยเหตุนี้ ครัวเรือนในภูมิภาคดังกล่าวจึงมีความเปราะบางทางเศรษฐกิจและเสี่ยงยากจนสูง เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอก เช่น ภัยธรรมชาติ หรือความผันผวนของราคาผลผลิต ได้ 

    นอกจากนั้น ภาคเหนือและภาคอีสานยังมีประชากร ‘ผู้สูงวัย’ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) มากกว่าค่าเฉลี่ยประเทศด้วย ซึ่งอาจนำไปสู่ความท้าทายด้านตลาดแรงงาน ไปจนถึงการเพิ่มภาระการดูแลในระยะยาว ต่างจากกรุงเทพฯ ที่มีสัดส่วนประชากรวัยแรงงานสูงที่สุด อันเป็นผลมาจากการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ที่สามารถดึงดูดแรงงานจากทุกภูมิภาคมาได้

    ทั้งนี้ ภาคใต้และภาคอีสานก็มีข่าวดีอยู่เช่นกัน เพราะเป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนประชากรวัยเด็กสูงที่สุดในประเทศ ทำให้ในอนาคตยังคงมีศักยภาพด้านทุนมนุษย์ในระยะยาว หากรู้จักลงทุนด้านการศึกษากับการพัฒนาทักษะอย่างเหมาะสม

    คนไทยยากจนส่วนใหญ่เรียนจบไม่เกินประถม ภาระค่าเดินทางยังเป็นปัญหาหลัก 

    แม้วุฒิการศึกษาในประเทศอื่นอาจไม่สำคัญต่อรายได้เท่าไร แต่สำหรับไทยแล้ว ประชากรที่มีระดับการศึกษาต่ำ ยังคงเป็นกลุ่มที่เผชิญปัญหาความยากจนมากที่สุด

    สภาพัฒน์วิเคราะห์ว่า หากลองจำแนกสัดส่วนคนจนอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปตามระดับการศึกษาแล้ว จะพบว่าคนจนราว 73.5% เรียนจบในระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่านั้น ตามด้วย

    • มัธยมต้น 15.89%
    • มัธยมปลาย 8.81%
    • อนุปริญญาขึ้นไป 1.79%

    ในปี 2024 อัตราการเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาของครัวเรือนยากจนไทยยังอยู่ที่แค่ 8.07% สะท้อนปัญหาการเข้าถึงการศึกษาระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญ

    แม้รัฐบาลจะมีนโยบายพยายามให้เด็กไทยเข้าถึงระบบการศึกษา แต่ปัญหา ‘ค่าเดินทางไปเรียน’ ยังคงเป็นภาระหลักของนักเรียนยากจนเกือบทุกระดับชั้น เนื่องจาก 41.03% ของค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาถูกใช้ไปกับเรื่องนี้ นับเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าค่าเล่าเรียนเสียอีก

    สำหรับนักเรียนยากจนในระดับอุดมศึกษา ค่าใช้จ่ายสูงสุดยังคงเป็นค่าเล่าเรียน โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 54.88% แต่ค่าเดินทางก็ยังเป็นภาระอันหนักอึ้งอยู่ดี

    Brand Inside มองว่า รายงานจากสภาพัฒน์ฉบับนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาความยากจนที่เพิ่มขึ้น แต่แสดงให้เห็นด้วยว่า ความเหลื่อมล้ำเชิงภูมิภาคของไทยยังคงเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกลงไปในโครงสร้างสังคม

    ในเมื่อภูมิภาคส่วนใหญ่ไม่มี ‘โอกาส’ เท่ากรุงเทพฯ และภาคกลาง คนต่างจังหวัดก็คงต้องย้ายถิ่นฐานเพื่อหารายได้ต่อไป

    เช่นนั้น ภูมิภาคอื่นมีหน้าที่แค่ผลิตประชากรส่งเข้าตลาดแรงงานภาคกลางงั้นหรือ? แล้วเราจะหวังให้กรุงเทพฯ เป็นตัวชี้วัดความเจริญบ้านเมืองเพียงจุดเดียวไปอีกนานเท่าไร? นี่คือคำถามที่ทุกภาคส่วนในไทยควรเข้ามาหาคำตอบด้วยกัน

    ที่มา: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/thailand-poverty-nesdc-report/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rKpMcszTnboMbQ4ePG_Rs

  • จุฬาฯ-มหาวิทยาลัยฮ่องกงลงนามความร่วมมือทางวิชาการด้านไทยศึกษา

    จุฬาฯ-มหาวิทยาลัยฮ่องกงลงนามความร่วมมือทางวิชาการด้านไทยศึกษา

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    จุฬาฯ และมหาวิทยาลัยฮ่องกงลงนามความร่วมมือด้านไทยศึกษาและพุทธศาสนศึกษา

    รศ.ดร.ฤทธิรงค์ จิวากานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Prof.Georgios T. Halkias, Director of the Centre of Buddhist Studies, the University of Hong Kong ร่วมพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Centre of Buddhist Studies, The University of Hong Kong เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

    ทั้งนี้ คณะผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนำโดย ศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ รองอธิการบดี พร้อมด้วย ผศ.ดร.เทวฤทธิ์ สะระชนะ ผู้ช่วยอธิการบดี ผศ.ดร.ณภัทร ชัยมงคล ผู้ช่วยอธิการบดี อ.นพ.วรพล จรูญวณิชกุล ผู้ช่วยอธิการบดี และ ผศ.ดร.เปรม สวนสมุทร รองผู้อำนวยการสถาบันไทยศึกษา จุฬาฯ ร่วมในพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการดังกล่าว

    ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ The University of Hong Kong ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานทางวิชาการร่วมกัน อาทิ การแลกเปลี่ยนอาจารย์และนักวิจัย การทำวิจัยร่วม การจัดทำผลงานตีพิมพ์ทางวิชาการ การจัดการประชุมวิชาการ สัมมนา และกิจกรรมทางวัฒนธรรม ตลอดจนความร่วมมือด้านการเรียนการสอนในสาขาไทยศึกษา พุทธศาสนศึกษา และสหสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายนักวิชาการ และพัฒนาความร่วมมือเชิงสถาบันอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/289069/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EoP3d-lPcZCo1piIJ9Oj_

  • No Smile Left Behind กรมอนามัย จับมือรัฐ-เอกชน เดินหน้าเติมรอยยิ้มกลุ่มเปราะบาง – อนามัยมีเดีย

    No Smile Left Behind กรมอนามัย จับมือรัฐ-เอกชน เดินหน้าเติมรอยยิ้มกลุ่มเปราะบาง – อนามัยมีเดีย

             #ANAMAINEWS ด้วยวันที่ 20 มีนาคมของทุกปี เป็น“วันสุขภาพช่องปากโลก” กรมอนามัยร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพช่องปากที่ดี และแสดงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานเพื่อให้คนไทยทุกคนมีสิทธิในการมีสุขภาพช่องปากที่ดี และสามารถเข้าถึงบริการทันตกรรมอย่างครอบคลุมและมีคุณภาพ

             วันนี้ (24 กุมภาพันธ์ 2569) ดร.นายแพทย์ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่าจากโครงการรณรงค์เทิดพระเกียรติ 125 ปี แห่งการพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้แสดงถึงพลังแห่งความร่วมมือของทันตบุคลากรจากทั้ง 76 จังหวัด ที่ผนึกกำลังร่วมกันในการพัฒนาระบบบริการทันตกรรมให้ประชาชนกลุ่มเปราะบาง จำนวน 26,589 คนได้รับบริการส่งเสริมป้องกันด้านสุขภาพช่องปากเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และเนื่องในวันสุขภาพช่องปากโลก ปี 2569 นี้ เป็นโอกาสอันดีที่ทุกภาคส่วนจะร่วมกันสานต่อและขยายพลังแห่งความเสมอภาคดังกล่าวให้ครอบคลุมถึงเด็ก ๆ ที่มีความต้องการพิเศษอย่างทั่วถึง เพื่อให้การมีสุขภาพช่องปากที่ดี เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างแท้จริง

            ทันตแพทย์ดำรง ธำรงเลาหะพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักทันตสาธารณสุข กล่าวเพิ่มเติมว่า คนพิการได้รับบริการทันตกรรมเพียงร้อยละ 26 การทำให้คนกลุ่มนี้มีสุขภาพช่องปากที่ดีมีความท้าทายหลายประการ แม้ว่าจะมีการพัฒนาบริการสุขภาพช่องปากในหลาย ๆ ด้าน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดทั้งทางด้านร่างกาย และการสื่อสาร การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในการดูแลสุขภาพ ช่องปากของกลุ่มเปราะบาง โดยได้รับการสนับสนุน รถทันตกรรมเคลื่อนที่จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หน่วยทันตกรรมอาสาตามรอยพ่อ และบริษัทคอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด ในการตรวจสุขภาพช่องปากและจัดบริการทันตกรรม นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการให้ทันตสุขศึกษา และโภชนาการในรูปแบบ Health Station รวมทั้งบูธนิทรรศการสื่อนวัตกรรมสำหรับกลุ่มเปราะบาง

                 ด้าน คุณเบญจมาส แก่นเมือง รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวว่า สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ เป็นหน่วยงานที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการและเด็กที่มีความต้องการพิเศษอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสุขภาพ การศึกษา สังคม และการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี การจัดกิจกรรมในวันนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้น ในการส่งเสริมให้คนพิการและกลุ่มเปราะบาง ได้รับโอกาสในการเข้าถึงบริการสุขภาพช่องปากอย่างเท่าเทียม ขอขอบคุณ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ บริษัทคอลเกต – ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล มูลนิธิทันตนวัตกรรม หน่วยทันตกรรมอาสาตามรอยพ่อ ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ได้เล็งเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพช่องปากในเด็กพิการและกลุ่มเปราะบางซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังประสบข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทันตกรรม

    ***

    กรมอนามัย / 24 กุมภาพันธ์ 2569

    ภาพเพิ่มเติม :  https://www.anamai.moph.go.th/th/news-anamai/44811

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/2402692/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y-akFb2uKnyT0ZPv7GtvE

  • จัดการประชุมพัฒนาเครือข่ายการศึกษายืดหยุ่นหยุดวงจรเด็กนอกระบบ จ.แม่ฮ่องสอน Zero Dropout | เดลินิวส์

    จัดการประชุมพัฒนาเครือข่ายการศึกษายืดหยุ่นหยุดวงจรเด็กนอกระบบ จ.แม่ฮ่องสอน Zero Dropout | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ณ ห้องประชุมบ้านไร่ไผ่หวาน อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดการประชุมพัฒนาเครือข่ายการศึกษาที่ยืดหยุ่นหยุดวงจรเด็กนอกระบบ จังหวัดแม่ฮ่องสอน หรือ “แม่ฮ่องสอน Zero Dropout”

    นางสาวนรีพัฒน์ ณรุจวรกิตติ์ รองศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 ที่เห็นชอบมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศฯ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กับกรมการปกครอง พบว่ามีเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 3-18 ปี ทั่วประเทศ ที่ไม่มีชื่อในระบบการศึกษากว่า 328,304 คน

    สำหรับจังหวัดแม่ฮ่องสอน พบข้อมูลเบื้องต้นมีเด็กและเยาวชนอยู่นอกระบบการศึกษาจำนวน 16,171 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่รอการกลั่นกรองและพิสูจน์ทราบในระดับพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นภูเขาสูงมี “หย่อมบ้านกระจัดกระจายห่างไกล รวมถึงประเด็นความละเอียดอ่อนของกลุ่มเปราะบางในศูนย์พักพิงชั่วคราว ทำให้การเข้าถึงเด็กกลุ่มนี้มีความท้าทายอย่างยิ่ง

    สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงได้จัดทำโครงการสนับสนุนคณะทำงานจังหวัดเพื่อพัฒนากลไกขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา เพื่อพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล ให้เป็นกลไกหลักในการค้นหาและช่วยเหลือเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ  บูรณาการฐานข้อมูลผ่านระบบสารสนเทศ Thailand Zero Dropout (TZD) เชื่อมโยงทุกหน่วยงานให้เป็นหนึ่งเดียว

    การประชุมในวันนี้ มิใช่เพียงการสร้างการรับรู้ แต่เป็นการร่วมกัน”หาทางออก” ผ่านโมเดลการศึกษาที่ยืดหยุ่น (Flexible Learning) เพื่อหยุดวงจรการหลุดออกจากระบบ โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย เพื่อให้เด็กแม่ฮ่องสอนทุกคนไม่ “สูญหาย” ไปจากระบบการดูแลของรัฐใน 4 มาตรการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ภายใต้นโยบาย Thailand Zero Dropout โดยนายนายอิษฏ์ ปักกันต์ธร รักษาการผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

    แนวทางการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ด้วยหนึ่งโรงเรียนสามรูปแบบ ห้องเรียนดิจิตอลในสถานการณ์ที่ต้องปิดโรงเรียน ในสภาวะวิกฤตการณ์ต่างๆ ภายใต้โครงการพาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง (OBEC Zero Dropout) โดย นายนรินธรณ์ เซ่งล้ำ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการ /การศึกษาขั้นพื้นฐาน ผ่าน โปรแกรม Zoom Meeting พร้อมคณะทำงาน 4 มาตรการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบการศึกษา ภายใต้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ครู ชุมชน อปท.พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ผู้เรียนเสี่ยงออกกลางคัน-ออกกลางคันในโรงเรียน และเด็กนอกระบบการศึกษาในชุมชนตำบลต่างๆ รวมทั้งเล่าต้นทุนในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนโมเดล ตำบลต้นแบบ Zero Dropout /พัฒนาแผนความร่วมมือการขับเคลื่อนนวัตกรรมการแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างสถานศึกษาและ อปท. และหุ้นส่วนการศึกษาในพื้นพื้นที่ และสรุปแนวทางการดำเนินงานระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5630523/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WYwU0bSIKdpwsju2I9U4n