Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กรมการพัฒนาชุมชน จัดการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่


    24/02/2569 | 36 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่

    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม 5001 ชั้น 5 กรมการพัฒนาชุมชน นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมฯ ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online ผ่านระบบ Cisco Webex Meetings เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานในพื้นที่เป้าหมาย

    ในการประชุมคณะกรรมการฯ ในครั้งนี้ ได้มีการติดตามผลการดำเนินงานและวางแนวทางการขับเคลื่อนโครงการต่อยอดพื้นที่ทฤษฎีใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ใน 3 พื้นที่หลัก โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

    – ศูนย์เรียนรู้ฯ จังหวัดยะลา (ศพช.ยะลา): ติดตามความสำเร็จการก่อสร้างอาคารโรงงานผลิตดินปลูก (Soil Compost) พร้อมจัดซื้อครุภัณฑ์สนับสนุน เช่น เครื่องผสมดินปลูกและเครื่องย่อยกิ่งไม้ เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้และสาธิตการทำวัสดุปลูกจากใบไม้แก่ประชาชนในพื้นที่

    – ศูนย์เรียนรู้ฯ จังหวัดอุดรธานี (ศพช.อุดรธานี): ติดตามความก้าวหน้าการก่อสร้างอาคาร Soil Compost ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามงวดงาน โดยมีแผนกำหนดส่งมอบงานภายในเดือนพฤษภาคม 2569 พร้อมวางแผนยกระดับเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาหลักสูตรปุ๋ย 3 สูตร เพื่อสร้างชุมชนต้นแบบเกษตรอินทรีย์

    – ศูนย์ส่งเสริมฯ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก: รายงานความก้าวหน้าการพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่ ทั้งงานระบบประปา ไฟฟ้า และอาคารเอนกประสงค์ รวมถึงการเตรียมพัฒนาพื้นที่ “โคก หนอง นา” 3 ไร่ โดยที่ผ่านมาได้จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพให้แก่ประชาชนในพื้นที่

    – การบูรณาการงบประมาณและภารกิจ: ประธานในที่ประชุมได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่มีภารกิจสอดคล้องกันร่วมกันขับเคลื่อนงานอย่างบูรณาการ เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณที่คุ้มค่าและบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กระทรวงมหาดไทยมอบหมาย

    – แผนการดำเนินงานระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2568 – 2572): พิจารณาแผนการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ที่จะมุ่งเน้นตั้งแต่การก่อสร้าง การจัดทำหลักสูตรฝึกอบรม การสร้างเครือข่ายปราชญ์ชุมชน ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างช่องทางตลาดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    ในการนี้ กรมการพัฒนาชุมชน มุ่งหวังให้การขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ที่ดำเนินการในทั้ง 3 พื้นที่ เป็นต้นแบบการเรียนรู้ที่มีชีวิตในการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่มาช่วยแก้ปัญหาความยากจนและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ชุมชน และพี่น้องประชาชน

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/327669&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ocuAFfnRpqFN_L_rFXz0m

  • คิมจองอึนวางเป้าหมายเศรษฐกิจระยะ 5 ปี เน้นเสถียรภาพ-เสริมแกร่ง-พัฒนาต่อเนื่อง

    คิมจองอึนวางเป้าหมายเศรษฐกิจระยะ 5 ปี เน้นเสถียรภาพ-เสริมแกร่ง-พัฒนาต่อเนื่อง

    เปียงยาง, 24 ก.พ. ซินหัว รายงานว่า — วันอังคาร (24 ก.พ.) สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) สื่อทางการของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) รายงานว่าคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ได้กำหนดเป้าหมายโดยรวมด้านเศรษฐกิจระดับชาติในช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างเสถียรภาพ การเสริมความแข็งแกร่ง และการพัฒนาเชิงคุณภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไป

    คิมจองอึน เลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี นำเสนอวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ณ การประชุมพรรคแรงงานเกาหลี ครั้งที่ 9 เมื่อวันจันทร์ (23 ก.พ.) โดยคิมจองอึนกล่าวว่าความสำเร็จของการประชุมพรรคฯ ขึ้นอยู่กับการกำหนดทิศทางการดำเนินงานในช่วง 5 ปีข้างหน้า การศึกษาและหารือเป้าหมายของแต่ละภาคส่วน รวมถึงการรับรองมติต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

    คิมจองอึนกล่าวว่าแผนพัฒนาระยะ 5 ปีฉบับใหม่จะเป็นเวทีสำหรับการสร้างเสถียรภาพและเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจของประเทศและนำมาซึ่งการพัฒนาเชิงคุณภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยกำหนดการหลักของการประชุมพรรคฯ คือการวางแผนระยะยาวสำหรับช่วง 5 ปีข้างหน้า และตัดสินใจเกี่ยวกับแผนการดังกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/67135&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FQDMu0mDcLhJpPzhsPUSJ

  • ชี้ ไลฟ์สดเหตุรุนแรงจี้รร. ละเมิดสิทธิเด็ก เร่งรัฐทำกลไกป้องกัน – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ชี้ ไลฟ์สดเหตุรุนแรงจี้รร. ละเมิดสิทธิเด็ก เร่งรัฐทำกลไกป้องกัน – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภค ชี้ไลฟ์สดเหตุรุนแรงบุกโรงเรียนในสงขลา ไร้การควบคุม กระทบความปลอดภัย ละเมิดสิทธิเด็ก เสนอ 4 แนวทางเร่งด่วนถึงแพลตฟอร์ม หน่วยงานรัฐ วางหลักเกณฑ์กำกับอย่างทันท่วงที 

    จากเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลายกรณี และมีการไลฟ์สดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์บุกยิงและจับตัวประกันภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จนมีผู้เสียชีวิต ล่าสุด เกิดเหตุชายถืออาวุธปืนขู่เข้าไปก่อเหตุในโรงเรียนย่านปทุมธานี และนนทบุรี ทำให้มีโรงเรียนสั่งปิดการเรียนจำนวน 17 แห่ง เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แม้เจ้าหน้าที่รัฐจะประกาศห้ามไลฟ์สด แต่ยังมีประชาชนบางส่วนฝืนคำสั่งแอบถ่ายทอดสด ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก และเสี่ยงต่อความปลอดภัยของนักเรียน สภาผู้บริโภค เสนอแนวทางปรับปรุงกลไกคุ้มครองความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน ทั้งระดับแพลตฟอร์ม หน่วยงานรัฐ ต้องระงับเหตุทันที ไม่ให้เกิดความรุนแรง

    นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ช่วงที่ผ่านมา เกิดเหตุความรุนแรงในโรงเรียนและมีการถ่ายทอดสดผ่านโซเชียลมีเดีย โดยขาดการกำกับดูแลที่ทันท่วงทีผ่านแพลตฟอร์ม เช่น ติ๊กต๊อก เฟซบุ๊ก และอินสตราแกรม ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความปลอดภัยและสิทธิของเด็ก เยาวชน รวมถึงผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ โดยเฉพาะกรณีอาชญากรรมที่อาจจะกระตุ้นให้สถานการณ์บานปลายมากขึ้น

    ในอดีต หากเกิดเหตุรุนแรงและมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ สำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สามารถสั่งระงับการออกอากาศได้ทันที แต่ปัจจุบันการสื่อสารย้ายสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ทุกคนสามารถรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทันที ผ่านโทรศัพท์มือถือ ขณะที่มาตรฐานแนวทางการกำกับดูแลชุมชนแพลตฟอร์ม (Community Guideline) ส่วนใหญ่เป็นการตรวจสอบย้อนหลัง จึงไม่สามารถยับยั้งเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์

    “ที่่ผ่านมาเกิดปัญหาความไม่ชัดเจนของเจ้าภาพในการดูแลเมื่อเกิดเหตุความรุนแรงในพื้นที่ เนื่องจากการกำกับดูแลโดยมาตรฐานชุมชนของแพลตฟอร์มยังไม่สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์สด (Live) ได้ทันท่วงที และขาดกลไกที่เชื่อมโยงระหว่าง “การทำผิดมาตรฐานชุมชน” กับ “การดำเนินคดีทางอาญาโดยหน่วยงานในพื้นที่ จึงควรหาแนวทางประสานงานและผลักดันให้เกิดกลไกการทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันความเสี่ยงและการละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนได้อย่างทันท่วงที”” นางสาวสุภิญญา กล่าว

    นางสาวสุภิญญา กล่าวว่า ได้เสนอแนวทางดำเนินการ 4 ด้านในการแก้ไขปัญหานี้ ได้แก่ 1. ข้อเสนอต่อผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม โดยแพลตฟอร์มควรมีทีมงานที่สามารถสั่งระงับการถ่ายทอดสดได้ทันที หากเนื้อหากระทบต่อเด็กหรือความปลอดภัย พร้อมพัฒนาระบบรับแจ้งรายงาน ให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงกำหนดบทลงโทษย้อนหลังกรณีบัญชีผู้ใช้กระทำผิดมาตรฐานชุมชนอย่างร้ายแรง เพื่อสร้างความรับผิดชอบที่ชัดเจน

    2. ข้อเสนอต่อหน่วยงานรัฐ ทั้ง กสทช. และ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กระทรวงดีอี ควรทำหน้าที่เป็นตัวกลางสร้างความร่วมมือ เชิญแพลตฟอร์มและภาคประชาสังคมร่วมทบทวนมาตรฐานชุมชน นำกรณีเหตุสะเทือนขวัญที่ผ่านมาเป็นบทเรียน เพื่อกำหนดแนวทางป้องกันในอนาคต 3. ข้อเสนอต่อหน่วยงานในพื้นที่ โรงเรียน จังหวัด และตำรวจ ควรทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในพื้นที่ หากเหตุการณ์เข้าข่ายความผิดทางอาญาหรือแพ่ง ควรเป็นผู้ตั้งเรื่องดำเนินคดี เพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชนในความดูแลอย่างเป็นรูปธรรม และ 4. เสนอให้จัดตั้งกลไกความร่วมมือ 3 ฝ่าย ระหว่างภาครัฐ แพลตฟอร์ม และภาคผู้บริโภคหรือหน่วยงานคุ้มครองเด็ก เพื่อสรุปบทเรียนและกำหนดมาตรฐานการทำงานร่วมกันให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น

    “สภาผู้บริโภคพร้อมเป็นตัวกลางประสานความร่วมมือกับทุกฝ่าย เพื่อทบทวนและยกระดับกลไกคุ้มครองผู้บริโภคโดยเฉพาะในการเผยแพร่ข้อมูลให้เท่าทันสถานการณ์ในอนาคต” นางสาวสุภิญญา กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญเหตุการณ์ความรุนแรงหลายครั้งที่สร้างความสูญเสียและความหวาดหวั่นให้กับสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะเหตุ “กราดยิง” ในพื้นที่สาธารณะ ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศ ตั้งแต่ปี 2563 เหตุกราดยิงในพื้นที่ จ.นครราชสีมา มีผู้เสียชีวิต 30 คน บาดเจ็บกว่า 50 คน ปี 2565 เกิดเหตุอดีตตำรวจกราดยิงที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.อุทัยสวรรค์ จ.หนองบัวลำภู และปี 2566 เกิดเหตุเยาวชนอายุ 14 ปี ก่อเหตุกราดยิงภายในห้างสรรพสินค้ากลางกรุง และล่าสุด เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เกิด 2 เหตุการณ์ไล่เลี่ยกัน ทั้งหมดตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับมาตรการป้องกัน ทั้งในเชิงความปลอดภัยทางกายภาพ และการจัดการข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะการไลฟ์สดหรือเผยแพร่ภาพเหตุการณ์รุนแรงแบบเรียลไทม์ ซึ่งอาจซ้ำเติมสถานการณ์ กระทบสิทธิและศักดิ์ศรีของเหยื่อ และสร้างความตื่นตระหนกในสังคมวงกว้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/live-stream-student-risk/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jF-HgT5f719xRkx2IdVc3

  • จุฬาฯ กระชับความร่วมมือทางวิชาการกับ HKUST

    จุฬาฯ กระชับความร่วมมือทางวิชาการกับ HKUST

    Skip to content

    ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ พร้อมด้วยผู้บริหารมหาวิทยาลัยเข้าร่วมการประชุมหารือกับ Prof. Nancy Ip, President of the Hong Kong University of Science and Technology (HKUST) เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ณ Council Chamber ชั้น 7 HKUST โดยมี ศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ รองอธิการบดี ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ รองอธิการบดี รศ.ดร.ปาลนี อัมรานนท์ รองอธิการบดีเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย
    การประชุมหารือในครั้งนี้มุ่งเน้นการยกระดับความร่วมมือระหว่างสองสถาบัน พร้อมหารือแนวทางการขยายความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนนิสิต การวิจัยร่วม การจัดการศึกษาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ตลอดจนการพัฒนาโครงการวิชาการแบบสหสาขาวิชา ทั้งสองสถาบันยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือและกลไกสนับสนุนการดำเนินงานระยะยาว เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางวิชาการอย่างยั่งยืน

    ภายหลังการหารือ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ และ Prof. Nancy Ip, President of the HKUST ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงการแลกเปลี่ยนนิสิต ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมความคล่องตัวทางวิชาการและประสบการณ์การเรียนรู้ในระดับนานาชาติ

    นอกจากนี้ ยังมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาฯ และคณะบริหารธุรกิจและการจัดการของ HKUST โดยมี ศ.ภญ.ร.ต.อ.หญิง ดร.สุชาดา สุขหร่อง ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมบูรณาการ จุฬาฯ และ Prof. Frederik Anseel, Dean of the HKUST School of Business and Management ร่วมลงนามในครั้งนี้ ทั้งนี้ อธิการบดีของทั้งสองมหาวิทยาลัยร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนเจตจำนงร่วมในการส่งเสริมความร่วมมือแบบสหวิทยาการในด้านธุรกิจ นวัตกรรม และสาขาที่เกี่ยวข้อง

    นอกจากนี้ คณะผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เยี่ยมชมพื้นที่ต่าง ๆ ภายใน HKUST พร้อมทั้งเข้าร่วมการประชุมย่อยระหว่างคณะ วิทยาลัย และสถาบันของจุฬาฯ กับหน่วยงานคู่ความร่วมมือของ HKUST เพื่อหารือโอกาสในการขยายความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยเพิ่มเติมในอนาคต
    การประชุมระดับผู้นำ การลงนามและหารือความร่วมมือในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ HKUST สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันในการขยายความร่วมมือทางวิชาการในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

    จุฬาฯ สนับสนุนให้อาจารย์ทำงานวิจัย นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากต่อทั้งอาจารย์ นิสิต รวมถึงภาคประชาสังคม

    รองศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/289066/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xPn2FvcfD2913QjKnyKTi

  • เปิดผลทดสอบ เครื่องฟอกอากาศ 15 รุ่น เสนอยกระดับ มาตรฐาน มอก. – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เปิดผลทดสอบ เครื่องฟอกอากาศ 15 รุ่น เสนอยกระดับ มาตรฐาน มอก. – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เปิดผลทดสอบ เครื่องฟอกอากาศ 15 รุ่น เสนอยกระดับ มาตรฐาน มอก.

    สภาผู้บริโภค ผนึก ฉลาดซื้อ เผยผลทดสอบ เครื่องฟอกอากาศ 15 ยี่ห้อ พบ 4 แบรนด์ มีค่าประสิทธิภาพกรองฝุ่น PM2.5 ไม่เป็นไปตามที่ระบุบนฉลาก เสนอยกระดับ มาตรฐาน มอก.

    วันนี้ (24 กุมภาพันธ์ 2569) สภาผู้บริโภค ร่วมกับศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และเครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยผลการทดสอบ เครื่องฟอกอากาศ โดยนำเครื่องฟอกอากาศที่จำหน่ายในท้องตลาดมาทดสอบประสิทธิภาพอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) หรือประสิทธิภาพการกรองฝุ่น PM 2.5 ตาม มาตรฐาน มอก. 3061-2563 และตรวจสอบการแสดงฉลากความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานบังคับ มอก. 60335 เล่ม 2 (65)-2564 เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศ

    ทั้งนี้ เป็นการสุ่มซื้อตัวอย่างจากท้องตลาด จำนวน 15 ยี่ห้อ ตามราคาจำหน่ายในท้องตลาด ช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2568 ในช่วงราคา 1,590 – 5,990 บาท ประกอบด้วย 1. Xiaomi รุ่น AC-M17-SC 2. Levoit รุ่น Core 200S 3. Philips รุ่น AC0650 4. Bwell รุ่น AP-M1536S 5. Smarthome รุ่น AP-180 6. Sharp รุ่น FP-J30TA-B 7. Hatari รุ่น AP12R1 8. Smartmi รุ่น ZMKQJHQP11 9. Tefal รุ่น PT2210TD 10. Samsung รุ่น AX32BG3100GB 11. Worldtech รุ่น WT-P50 12. Electrolux รุ่น EP32-26UGA 13. IRIS OHYAMA รุ่น AAP-S26B 14. Mazuma รุ่น NANO CATALYST PLUS 15. TOSHIBA รุ่น CAF-H20(W) ทดสอบโดยใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องฟอกอากาศ เฉพาะด้านประสิทธิภาพการลดฝุ่น PM2.5 (มอก. 3061 – 2563) ซึ่งจะทดสอบในห้องที่มีการควบคุมอัตราการแลกเปลี่ยนอากาศ และมีการควบคุมปริมาณฝุ่นละอองขนาด 0.3 µm (PM2.5)

    ดร.ไพบูลย์ ช่วงทอง เครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภค และที่ปรึกษาศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า การทดสอบเครื่องฟอกอากาศจำนวน 15 ตัวอย่างครอบคลุม 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1. การทดสอบและศึกษาค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) 2. การศึกษาและประเมินพื้นที่ใช้งานที่เหมาะสม (Application Area) ของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังสำรวจการแสดงฉลากระบุ ค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) เนื่องจากค่า CADR เป็นข้อมูลสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศของผู้บริโภค แต่ปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานบังคับให้ผู้ผลิตต้องระบุค่า CADR บนผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์

    ทั้งนี้ ผลการทดสอบพบว่า เครื่องฟอกอากาศที่ทดสอบแล้วมีค่าเป็นไปตามที่ระบุไว้บนฉลาก จำนวน 10 ยี่ห้อ ได้แก่ ยี่ห้อ Xiaomi, Philips, Sharp, Hatari, Smartmi, Tefal, Samsung, Electrolux, Mazuma และ TOSHIBA ส่วนยี่ห้อที่ทดสอบแล้วได้ค่าไม่เป็นไปตามที่ผู้ผลิตระบุหรือโฆษณาบนฉลาก จำนวน 4 ยี่ห้อ ได้แก่ Levoit, Smarthome, Worldtech และ IRIS OHYAMA โดยการทดสอบค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) ดำเนินการอย่างน้อย 1 ครั้ง และอาจทดสอบซ้ำเป็นครั้งที่ 2 ในกรณีที่ผลทดสอบแตกต่างจากค่าที่ผลิตภัณฑ์แสดงไว้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องขอข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมจากผู้ผลิต

    นอกจากนี้ยังมีเครื่องฟอกอากาศยี่ห้อ Bwell ที่ผู้ผลิตแสดงค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) บนผลิตภัณฑ์ แต่ระบุว่าเป็นการทดสอบตามมาตรฐาน AHAM ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งทดสอบประสิทธิภาพการกรองฝุ่นละอองหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ ควันบุหรี่ (ขนาด 0.10-1.0 ไมครอน) ฝุ่นละอองทั่วไป (ขนาด 0.5-3.0 ไมครอน) และละอองเกสรดอกไม้ (ขนาด 5.0-11.0 ไมครอน) จึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบโดยตรงกับการทดสอบตาม มอก. 3061-2563 ที่ใช้อณูฝุ่นขนาดเฉลี่ย 0.3 ไมครอน

    อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มยี่ห้อที่ผลทดสอบจัดว่าเป็นไปตามที่ระบุไว้ ยังพบปัญหาการไม่ระบุค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) บนผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคเห็นได้ง่าย ชัดเจน และสะดวก ได้แก่ ยี่ห้อ Philips, Smartmi และ Electrolux ที่ไม่ระบุบนผลิตภัณฑ์แต่แสดงไว้บนเว็บไซต์ของผลิตภัณฑ์ ยี่ห้อ Tefal ไม่ระบุบนผลิตภัณฑ์แต่ระบุไว้ในเว็บไซต์ของแหล่งจำหน่าย และยี่ห้อ Sharp ไม่พบการระบุข้อมูลทั้งบนผลิตภัณฑ์และเว็บไซต์ของผลิตภัณฑ์

    ดร.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า มาตรฐานของเครื่องฟอกอากาศมี 2 มาตรฐาน คือ มอก. 60335 เล่ม 2 (65)-2564 ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับด้านความปลอดภัยของเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับใช้ในที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นที่คล้ายกัน ซึ่งจะเห็นเครื่องหมาย มอก. บนผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะหากไม่แสดงฉลากบนผลิตภัณฑ์จะผิดกฎหมาย แต่สำหรับเครื่องฟอกอากาศ มาตรฐานบังคับฉบับนี้ไม่ได้ครอบคลุมเรื่องประสิทธิภาพในการกรองลดฝุ่น PM 2.5 และฝุ่นชนิดอื่น ๆ

    ส่วนด้านประสิทธิภาพจะอ้างอิงการทดสอบตามมาตรฐาน มอก. 3061-2563 ซึ่งเป็นมาตรฐานเฉพาะด้านประสิทธิภาพการลด PM 2.5 โดยปัจจุบันยังไม่เป็นมาตรฐานบังคับและเป็นไปตามความสมัครใจของผู้ผลิต จึงเห็นว่าหลายผลิตภัณฑ์ไม่ได้ระบุค่านี้ไว้ เพราะไม่ผิดกฎหมาย ทั้งที่ผู้บริโภคจำนวนมากใช้ข้อมูลค่า CADR เป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาเลือกซื้อ

    “เสนอให้ยกระดับมาตรฐาน มอก. 3061-2563 ให้การแสดงค่าประสิทธิภาพการกรองฝุ่น PM 2.5 และฝุ่นขนาดอื่น ๆ เป็นข้อบังคับ เพื่อให้ผู้ผลิตต้องระบุค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) อย่างชัดเจน และเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ปัจจุบันมีมาตรฐานจากต่างประเทศที่ใช้กับสินค้านำเข้าเป็นจำนวนมาก และแนวโน้มการนำเข้าเครื่องฟอกอากาศอาจเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ในประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกซื้อได้อย่างเข้าใจ สมอ. ควรทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ สื่อสารให้ชัดเจน และให้ความรู้กับประชาชนเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องมาตรฐานที่หลากหลาย” ดร.ไพบูลย์ กล่าว

    ด้าน ทัศนีย์ แน่นอุดร รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และบรรณาธิการนิตยสารฉลาดซื้อ กล่าวว่า การทดสอบเครื่องฟอกอากาศเกิดจากปัญหาฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นทุกปีและมีสถานการณ์ที่น่ากังวล ส่งผลให้ผู้บริโภคจำเป็นต้องซื้อเครื่องฟอกอากาศมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ผลิตในตลาดมีจำนวนเพิ่มขึ้น มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจึงเห็นความสำคัญของการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องจากการทดสอบครั้งที่ 1 ในปี 2563 และดำเนินการทดสอบครั้งนี้เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าและคุ้มครองผู้บริโภค ตามวัตถุประสงค์โครงการเฝ้าระวังสินค้าด้วยการทดสอบสินค้า ของสภาผู้บริโภค

    ขณะที่ โสภณ หนูรัตน์ หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิผู้บริโภค สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อย่างต่อเนื่องและยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เครื่องฟอกอากาศจึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและเป็นความหวังของผู้บริโภคในการช่วยลดความเสี่ยงจาก PM2.5 ดังนั้น การระบุค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) หรือข้อมูลด้านการกรองฝุ่น PM 2.5 บนผลิตภัณฑ์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง สภาผู้บริโภคจึงสนับสนุนการทดสอบครั้งนี้ เพราะจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค อีกทั้งค่า CADR ยังเป็นจุดขายของผู้ผลิตด้วย การสื่อสารผลทดสอบออกไปจึงเชื่อว่าจะช่วยผลักดันให้เกิดการปรับปรุงมาตรฐานที่ดีขึ้น

    โสภณ กล่าวต่อว่า เรียกร้องให้มาตรฐานผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าของประเทศยกระดับให้สูงขึ้นและก้าวไปข้างหน้า ไม่ควรมีเพียงมาตรฐานความปลอดภัยที่เป็นภาคบังคับอยู่แล้ว คือ มอก. 60335 เล่ม 2 (65)-2564 เพราะในปัจจุบัน มาตรฐานบังคับเพียงฉบับเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

    “ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศไม่ได้คาดหวังแค่ความปลอดภัยเท่านั้น แต่คาดหวังเรื่องประสิทธิภาพการกรองฝุ่นและคุณสมบัติอื่น ๆ ด้วย ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของผู้ผลิต เพราะคุณสมบัติเหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็นจุดขายและทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ดังนั้นการมีมาตรฐานภาคบังคับด้านประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องของความรับผิดชอบและไม่เอาเปรียบผู้บริโภค” โสภณ กล่าว

    แนวทางเพื่อยกระดับมาตรฐานและความคุ้มครองผู้บริโภค จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบาย ดังนี้ 1. สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ควรยกระดับมาตรฐานมอก. 3061 – 2563 ให้การแสดงค่าประสิทธิภาพการกรองฝุ่น PM 2.5 และฝุ่นขนาดอื่น ๆ เป็นการบังคับเพื่อให้ผู้ผลิตระบุ ค่าอัตราการส่งอากาศสะอาด (CADR) ที่ชัดเจน เพื่อความรู้ความเข้าใจต่อการเลือกซื้อและเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค

    2. ค่าอัตราการส่งมอบอากาศสะอาด (Clean Air Delivery Rate: CADR) เป็นตัวชี้วัดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเลือกเครื่องฟอกอากาศให้เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ใช้งาน เนื่องจากสะท้อนประสิทธิภาพการลดมลพิษทางอากาศภายในห้องอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นจึงควรมีการปรับปรุงมาตรฐานการทดสอบเครื่องฟอกอากาศของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ IEC และกำหนดให้มี การแสดงค่า CADR บนตัวผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์เป็นข้อกำหนดบังคับ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและเพิ่มความโปร่งใสในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์

    3. การคำนวณพื้นที่ใช้งานที่เหมาะสมตามบริบทของประเทศไทยมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาคารส่วนใหญ่ในประเทศไทยใช้อ้างอิงความสูงเพดานประมาณ 2.75 เมตร ซึ่งแตกต่างจากเกณฑ์อ้างอิงของหลายมาตรฐานสากล ดังนั้นจึงควรกำหนดให้มี การแสดงพื้นที่ใช้งานที่เหมาะสมตามวิธีการประเมินที่สอดคล้องกับบริบทประเทศไทยบนผลิตภัณฑ์หรือเอกสารประกอบของเครื่องฟอกอากาศทุกชนิด เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้งานได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคาร

    และ 4. สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ควรเร่งให้ความรู้กับภาคประชาชนเพื่อให้ประชาชนเกิดความรู้ ความเข้าใจต่อมาตรฐานประเภทต่าง ๆ ของก่อนเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ อีกทั้งควรประสานร่วมมือกับภาคผู้ผลิตให้มีการจัดทำข้อมูล เพื่อสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ง่ายและชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/air-purifier-test/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xFx4KCE2iIhktwWOvIBqm

  • “เอกนิติ” เปิดยุทธศาสตร์ “ธนู 3 ดอก” พลิกเศรษฐกิจไทยปี69 ฝ่ามรสุมโลกเดือด

    “เอกนิติ” เปิดยุทธศาสตร์ “ธนู 3 ดอก” พลิกเศรษฐกิจไทยปี69 ฝ่ามรสุมโลกเดือด

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกในงานสัมมนา POSTTODAY THAILAND ECONOMIC DRIVES 2026 ในหัวข้อฝ่ามรสุมปี 2569 ว่า ประเทศไทยฝ่ามรสุมมาโดยตลอดทั้งน้ำท่วม, ภัยแล้ง เรารู้อยู่แล้วว่าไทยมีมรสุมอะไรบ้าง 

    ในปี 2568 สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ในขณะนั้นเศรษฐกิจไทยเผชิญกับมรสุมหลายด้าน ทั้ง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

    ทีมเศรษฐกิจจึงได้ใช้เฟรมเวิร์ก “Quick Big Win Policy” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างเร่งด่วน เนื่องจากตัวเลขคาดการณ์ GDP ไตรมาส 4/2568 ในขณะนั้นอาจเหลือเพียง 0.3%

    ผลจากการดำเนินนโยบาย เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เน้นการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น โดยมีเงินหมุนเวียนในกรุงเทพฯ เพียง 15% ที่เหลือกระจายทั่วประเทศ ทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 4/2568 ฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 2.5% ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

    อย่างไรก็ตามเปรียบเทียบว่านี่เป็นเพียงการนำคนไทยออกจากห้อง ICU แต่ยังต้องทำให้ร่างกายแข็งแรงเพื่อที่จะวิ่งต่อไปได้ในระยะยาว

    3 มรสุมใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเผชิญในปี 2569

    ภายในปี 2569 จะมีมรสุมสำคัญ 3 ลูกที่ตั้งเค้าอยู่ ได้แก่ 

    1. มรสุม Geopolitics & Geo-economics ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศที่ผสมผสานกับนโยบายเศรษฐกิจ มีการใช้กำแพงภาษีและค่าธรรมเนียมเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งสร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจโล
    2. มรสุมภัยธรรมชาติ ปัญหาโลกร้อนที่นำไปสู่ภัยพิบัติ ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและงบประมาณภาครัฐที่ต้องนำไปเยียวยา
    3. มรสุมความอ่อนแอภายในประเทศ หนี้ครัวเรือนและโครงสร้างประชากร สังคมผู้สูงอายุทำให้กำลังการบริโภคภาคเอกชนลดลง การขาดการลงทุน ประเทศไทยไม่ได้ลงทุนใหญ่มานานนับตั้งแต่ปี 2540 ทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจไม่สมดุล ต้องพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวมากเกินไปจนเกิดความผันผวนตามเศรษฐกิจโลก

    ยุทธศาสตร์ “ธนู 3 ดอก” เพื่อปราบมรสุม

    เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว คุณเอกนิติได้นำเสนอแนวทาง “Big Wins” ผ่านธนู 3 ดอกที่จะทำงานร่วมกันในช่วง 4 ปีหลังจากนี้ นั่นก็คือ

    ดอกที่ 1 คือ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจสีเขียว 

    • พลังงานสะอาด มุ่งเน้นการลงทุนใน Green Energy เช่น Solar Farm, Floating Solar และการเปิด PPA ซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง เพื่อเป็นรากฐานของโลกยุคใหม่
    • การดึงดูด FDI ใช้ประโยชน์จากความเป็นกลางของไทยท่ามกลางความขัดแย้งโลกเพื่อดึงฐานการผลิตในกลุ่ม Smart Electronics, Smart Agriculture, Food Processing เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง, Wellness และ EV
    • ความร่วมมือรัฐ-เอกชน ส่งเสริมโครงการ PPP เพื่อลดการก่อหนี้สาธารณะ และผลักดัน Low Carbon City เช่น สระบุรีโมเดล เพื่อสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตให้ชุมชน

    ดอกที่ 2 คือ การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์

    • Transform การศึกษาด้วยดิจิทัลและAI ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทั้งระบบ ตั้งแต่ชาวบ้านจนถึงนักเรียนและครู
    • โครงการ Skill Bridge สร้างสะพานเชื่อมระหว่างการศึกษากับการทำงานจริง โดยให้เอกชนช่วยออกแบบหลักสูตรที่ตรงความต้องการของตลาดงานและรับเข้าทำงานทันที
    • Technology Transfer กำหนดเงื่อนไขให้บริษัทที่เข้ามาลงทุน (FDI) ต้องมีการฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้คนไทย

    ดอกที่ 3 คือ การปฏิรูปกฎหมายเพื่อปลดล็อกการลงทุน

    • ปลดล็อกอุปสรรครายวัน แก้ไขปัญหาเรื่องวีซ่าสำหรับแรงงานทักษะสูง (High Skill Labor) ให้ขอได้ง่ายขึ้น และแก้ปัญหากฎหมายที่ดินหรือข้อติดขัดเชิงเทคนิคที่ขวางการตั้งโรงงาน
    • Omnibus Law (กฎหมายรวบยอด) เสนอให้ออกกฎหมายที่รวบรวมขั้นตอนการอนุมัติการลงทุนจากหลายหน่วยงานเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิด Fast Track ในการทำธุรกิจ ลดระยะเวลาการพิจารณาจากปีเหลือเพียงไม่กี่เดือน

    อย่างไรก็ดี ตนเชื่อมั่นว่าหากทุกภาคส่วนร่วมมือกันใช้ธนูทั้ง 3 ดอกนี้ จะสามารถเปลี่ยนประเทศไทยจาก “คนป่วยแห่งเอเชีย” ให้กลับมาเป็น “คนที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย” ได้ภายในระยะเวลา 4 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/738443&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yTBfmRfIscDtUaPxw1RGW

  • สภากทม. เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษาหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่นที่ 3 พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้สำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต

    สภากทม. เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษาหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่นที่ 3 พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้สำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต

    ภายหลังจบการบรรยายคณะนักศึกษาได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับประธานและรองประธานสภากรุงเทพมหานคร ผ่านการถามตอบในประเด็นต่าง ๆ เช่น การบริหารจัดการงบประมาณ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร การบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกกทม. และการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นต้น จากนั้นคณะนักศึกษาได้แบ่งกลุ่มเข้าศึกษาภารกิจและการทำงานของหน่วยงานกรุงเทพมหานคร ดังนี้

    สภากทม. เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษาหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่นที่ 3 พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้สำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต

    สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง คณะเข้ารับฟังการบรรยายประเด็น “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงในการบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานคร” โดยมี นายอาสา ทองธรรมาชาติ ผู้อำนวยการสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง ร่วมบรรยายให้ความรู้

    สำนักการโยธา คณะเข้ารับฟังการบรรยายประเด็น “มาตราการควบคุมและตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ เพื่อป้องกันผลกระทบจากภัยพิบัติและรองรับแผ่นดินไหว” โดยมี นายพัฒนเทพ เครือชะเอม ผู้อำนวยการสำนักงานควบคุมอาคาร ร่วมบรรยายให้ความรู้ 

    สภากทม. เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษาหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่นที่ 3 พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้สำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต

    สำนักพัฒนาสังคม คณะเข้ารับฟังการบรรยายประเด็น “การบริหารจัดการโรงเรียนฝึกอาชีพของกรุงเทพมหานคร” โดยมี นางสาวรุ่งนภา ตรีแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานการส่งเสริมอาชีพ ร่วมบรรยายให้ความรู้

    สำนักการระบายน้ำ คณะเข้ารับฟังการบรรยายประเด็น “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงในการบริหารจัดการน้ำกรุงเทพมหานคร และเยี่ยมชมศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม” โดยมี นายเจษฎา จันทรประภา ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ และนางสาวเกศรัชฏา กลั่นกรอง รองผู้อำนวยการสำนัก ร่วมให้การต้อนรับ 

    ระหว่างการรับฟังบรรยายสรุปการดำเนินการของหน่วยงาน คณะได้มีการพูดคุยซักถามแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกับผู้บริหารหน่วยงาน ซึ่งจะได้ทราบถึงแนวทางการบริหารจัดการงาน จัดการความมั่นคงต่าง ๆ ของหน่วยงานภายในกรุงเทพมหานคร และสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้กับการบริหารองค์กรหรือหน่วยงานของตนเองได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862158&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UMoIuLDxCk8M_01xujs28

  • โรงเรียนจุมปีวนิดาภรณ์ (บ้านภูมินทร์) รับประเมินหลักสูตรผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศด้านภาษาอังกฤษ ปีการศึกษา 2568 | TOPNEWS

    โรงเรียนจุมปีวนิดาภรณ์ (บ้านภูมินทร์) รับประเมินหลักสูตรผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศด้านภาษาอังกฤษ ปีการศึกษา 2568 | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00–11.30 น. โรงเรียนจุมปีวนิดาภรณ์ เทศบาลเมืองน่าน (บ้านภูมินทร์) อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ให้การต้อนรับคณะกรรมการประเมินผลการดำเนินการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการ (ภาษาอังกฤษ) ประจำปีการศึกษา 2568 ณ ห้องประกันคุณภาพของโรงเรียน ในการนี้ นางพิลาสินี ถาริยะวงศ์วนิช ผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมด้วยคณะครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ร่วมให้การต้อนรับและนำเสนอผลการดำเนินงาน

    คณะกรรมการประเมินประกอบด้วย นางดลใจ หาญตระกูล ผู้อำนวยการกองการศึกษา เทศบาลเมืองน่าน, ผู้ช่วยศาสตราจารย์จุไรรัตน์ สวัสดิ์ ผู้ช่วยรองคณะบดีคณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน, นางสาวพิมพ์วลัญช์ ชัยชนะ ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ

    การประเมินครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนผลการดำเนินงาน ติดตามพัฒนา และยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการอย่างยั่งยืน

    ทางโรงเรียนจุมปีวนิดาภรณ์ (บ้านภูมินทร์) ได้กล่าวขอบพระคุณคณะกรรมการทุกท่านที่ให้เกียรติเข้าร่วมประเมิน พร้อมให้ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในครั้งนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1497685&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dF-Xp5-wzwCrI0DK3qSMK

  • วช. และ เครือข่ายวิจัยภูมิภาค: ภาคเหนือ ร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมดูแลผู้สูงอายุ “CG มือโปร” ณ จ.เชียงใหม่

    วช. และ เครือข่ายวิจัยภูมิภาค: ภาคเหนือ ร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมดูแลผู้สูงอายุ “CG มือโปร” ณ จ.เชียงใหม่

    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดกิจกรรม “CG มือโปร” และลงพื้นที่เยี่ยมชมและติดตามการดำเนินงานเครือข่ายวิจัยภูมิภาค: ภาคเหนือ พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ในการนี้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี และมี รองศาสตราจารย์ ดร.ยุทธนา พิมลศิริผล ประธานเครือข่ายวิจัยภูมิภาค: ภาคเหนือ พร้อมด้วย นางจีรพร หวันแดง นายกเทศมนตรีตำบลหนองหอย กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภารัตน์ วังศรีคูณ คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รังสิยา นารินทร์ หัวหน้าโครงการ กล่าวรายงานการดำเนินโครงการ และนางดรุณี สามใบ ผู้แทน Care giver เทศบาลตำบลหนองหอย กล่าวขอบคุณที่เห็นความสำคัญของ Caregiver ณ เทศบาลตำบลหนองหอย อ.เมือง จ.เชียงใหม่

    ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. มีพันธกิจสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม โดยเฉพาะในบริบทที่ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ การพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวและการยกระดับศักยภาพผู้ดูแลจึงเป็นภารกิจเร่งด่วน กิจกรรม “CG มือโปร” ในวันนี้นับเป็นตัวอย่างของการถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริง เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพและปลอดภัย โดย วช. พร้อมสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และสร้างระบบการดูแลที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และขยายผลได้ในระดับประเทศ

    รองศาสตราจารย์ ดร.ยุทธนา พิมลศิริผล ประธานเครือข่ายวิจัยภูมิภาค : ภาคเหนือ กล่าวว่า การจัดกิจกรรม ”CG มือโปร“ ในวันนี้ เป็นกิจกรรมสำคัญภายใต้งานของเครือข่ายวิจัยภูมิภาค: ภาคเหนือ เกิดจากความร่วมมือระหว่างคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานท้องถิ่น และชุมชน ในการร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ภาคเหนือโดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างชัดเจน การพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลในชุมชน และการนำองค์ความรู้กับเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ จึงเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ เครือข่ายวิจัยภูมิภาค : ภาคเหนือ จึงได้สนับสนุนโครงการที่เชื่อมโยงงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการพัฒนาทักษะผู้ดูแล การใช้เครื่องมือดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชัน Caregiver 4.0 และการสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของภาคีเครือข่าย การดำเนินงานนี้ไม่เพียงยกระดับความรู้ของผู้ดูแล แต่ยังเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อขยายผลองค์ความรู้สู่ชุมชนอื่นอย่างเป็นรูปธรรม

    นางจีรพร หวันแดง นายกเทศมนตรีตำบลหนองหอย กล่าวว่า เทศบาลหนองหอย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นการดูแลที่ปลอดภัย เหมาะสม และเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม การได้รับคัดเลือกเป็นพื้นที่ดำเนินการวิจัยถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพผู้ดูแล และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพื้นที่ต้นแบบอื่น ๆ ทั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน และต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภารัตน์ วังศรีคูณ คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า คณะพยาบาลศาสตร์ตระหนักถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงวัย จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายและหน่วยงานท้องถิ่น ดำเนินโครงการพัฒนาทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยใช้เทคโนโลยีสำหรับผู้ดูแลผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม การดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาโจทย์วิจัยที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น การกำกับติดตามคุณภาพงานวิชาการ ไปจนถึงการผลักดันผลการวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ทั้งในระดับชุมชนและเชิงนโยบาย ส่งผลให้เกิดรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง และมีศักยภาพในการขยายผลอย่างต่อเนื่องในอนาคต

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รังสิยา นารินทร์ หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า โครงการวิจัย “การพัฒนาทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมของผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver: CG) ในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชน” มุ่งพัฒนาสมรรถนะผู้ดูแลผู้สูงอายุทั้งในด้านทักษะการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ภายใต้หลักสูตรการบริบาลและดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) โดยได้บูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรม อาทิ แอปพลิเคชัน Caregiver 4.0 เพื่อสนับสนุนการทำงานและยกระดับคุณภาพการดูแลให้ครอบคลุมและปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยโครงการได้ดำเนินงานครอบคลุม 14 พื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ และขยายผลไปยัง 5 พื้นที่ ส่งผลให้เกิดศูนย์การเรียนรู้การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมผู้ดูแลผู้สูงอายุ รวมทั้งสิ้น 19 ศูนย์ กิจกรรม “CG มือโปร” ในวันนี้จึงเป็นเวทีติดตามผล ถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุอย่างยั่งยืนต่อไป

    นางดรุณี สามใบ ผู้แทน Care giver เทศบาลตำบลหนองหอย กล่าวขอบคุณ วช. คณะนักวิจัย และทุกภาคีเครือข่าย ที่ได้พัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการทำงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุ การได้เรียนรู้และใช้เครื่องมือ เช่น แอปพลิเคชัน Caregiver 4.0 ช่วยให้การดูแลผู้สูงอายุมีความเป็นระบบ มั่นใจ และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และพร้อมที่จะนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนให้ดียิ่งขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนของผู้สูงอายุในชุมชน

    นอกจากนี้ ภายในงานมีการมอบป้ายศูนย์เรียนรู้นวัตกรรมการดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 19 พื้นที่ ได้แก่ ตำบลป่าบง ป่าแดด เมืองแม่เหียะ สุเทพ ท่าศาลา สันผีเสื้อ หนองหอย ช้างเผือก ห้วยทราย แม่ริม สะลวง สันโป่ง ขี้เหล็ก โป่งแยง ท่ากว้าง ท่าวังตาล ดอนแก้ว ขัวมุง และสันทรายมหาวงค์ โดย วช. มุ่งหวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน และต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/999297&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33BVvnnwBB0NO85o90QRhB

  • “คุณานันท์” หวดฉลุย 16 คน ศึกเทนนิสรายการใหญ่ “ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์” | เดลินิวส์

    “คุณานันท์” หวดฉลุย 16 คน ศึกเทนนิสรายการใหญ่ “ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์” | เดลินิวส์

    ศึกเทนนิสเยาวชนนานาชาติ เก็บคะแนนสะสมอันดับเยาวชนโลก รายการ “ไอทีเอฟ จูเนียร์ส เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ เจ200 (1)” ที่ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 24 ก.พ.69 ประเภทชายเดี่ยว รอบ 2 (32 คน) “น้องพุฒิ” คุณานันท์ พันธราธร นักหวดไทย วัย 17 ปี มือ 47 เยาวชนโลก หวดชนะ คัง ไคเกาเกอ วัย 17 ปี จากจีน มือ 164 เยาวชนโลก ด้วยสกอร์ 6-7 ไทเบรก 2-7, 6-2 และ 4-1 Ret. (นักหวดจีนขอยอมแพ้ เนื่องจากมีอาการตะคริว) โดย “น้องพุฒิ” ผ่านเข้ารอบ 16 คนสุดท้าย ไปพบกับ พาเวล สควอร์ตคอฟ มือ 203 เยาวชนโลกจากรัสเซีย ต่อไป

    ผลคู่อื่น ๆ มีดังนี้ ชายเดี่ยว รอบ 2 อาร์นาฟ ปาปาร์การ์ (อินเดีย) ชนะ ราฟาเลนติโน อดิลา คอสต้า (อินโดนีเซีย) 6-1, 6-1, เคนตะ วาตานาเบะ (ญี่ปุ่น) ชนะ ซิน แฮง ทัม (ฮ่องกง) 6-4, 6-4 ไค ทอมป์สัน (ฮ่องกง) ชนะ คูเปอร์ โคเซ (ออสเตรเลีย) 6-4, 4-6, 6-3

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5631597/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0C-tDrUrkFPideiGhsmP9c