Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • &

    &

    เรือยอชท์ 34 ลำ เชื่อมเส้นทาง ภูเก็ต – พังงา – กระบี่ บูรณาการศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงกีฬาทางทะเลไทยอย่างยั่งยืน

    ทีมฮอลลีวู้ดจากออสเตรเลียป้องกันแชมป์สำเร็จอีกครั้ง

    การแข่งขันเรือใบนานาชาติ “เดอะ เบย์ รีกัตต้า” ครั้งที่ 29 ปิดฉากลงอย่างประสบความสำเร็จ ทีมฮอลลีวู้ดจากออสเตรเลียป้องกันแชมป์รุ่น Performanc Monohull ได้สำเร็จ เผยเบย์รีกัตต้าตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬาทางทะเลระดับแนวหน้าของเอเชีย โดยมีเรือยอชท์จำนวน 34 ลำ และนักแข่งเรือมืออาชีพจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและยุโรป เข้าร่วมการแข่งขันในรูปแบบแล่นแข่งผ่านเส้นทาง (Passage Race) เชื่อมต่อจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ ตลอดระยะเวลา 4 วัน ตั้งแต่ 18-22 กุมภาพันธ์ 2569

    ชูโมเดลท่องเที่ยวเชิงกีฬาเรือใบอย่างยั่งยืน:

    การแข่งขันตลอด 29 ปี จัดโดย Regattas Asia ชูเอกลักษณ์แตกต่างจากรายการเรือใบทั่วไป โดยเป็นรูปแบบ “รีกัตต้าที่เคลื่อนที่” ไม่ได้ใช้ท่าเรือหลักเพียงแห่งเดียวเป็นฐานแข่งขัน โดยในแต่ละวัน ทีมเรือจะแล่นในระยะทางเฉลี่ยประมาณ 25 ไมล์ทะเล ก่อนจอดพักยังจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ทุกค่ำคืน รูปแบบดังกล่าวช่วยกระจายรายได้สู่หลายพื้นที่ตลอดเส้นทางการแข่งขัน ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจท่องเที่ยว และผู้ประกอบการด้านบริการทางทะเลในแต่ละจังหวัด สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจโดยตรงแก่ชุมชนท้องถิ่น

    นับตั้งแต่จัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2541 เดอะ เบย์ รีกัตต้า มีเป้าหมายเพื่อแสดงศักยภาพความงดงามของอ่าวพังงาและหมู่เกาะกระบี่ ปัจจุบันก้าวเข้าสู่ปีที่ 29 ติดต่อกัน ถือเป็นหนึ่งในรายการเรือใบที่จัดต่อเนื่องยาวนานที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ในปีนี้ มีนักแล่นเรือจากออสเตรเลีย ฮ่องกง เอสโตเนีย เยอรมนี สหราชอาณาจักร และประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเข้าร่วม สะท้อนความเชื่อมั่นของนักกีฬาต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวและศูนย์กลางกิจกรรมทางทะเลระดับนานาชาติ

    การแข่งขันมาตรฐานสากลใน 5 ประเภท

    แม้บทบาทด้านการท่องเที่ยวจะโดดเด่น แต่การแข่งขันยังคงดำเนินตามมาตรฐานสากล โดยในปีนี้แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ รุ่น Performance Monohulls, รุ่น IRC Racing, รุ่นMonohull Cruising,รุ่น OMR Multihulls และ รุ่น Cruising Multihulls

    โดยทีม Team Hollywood จากออสเตรเลีย คว้าแชมป์ประเภท Performance Monohull ด้วยผลงานชนะครบทั้ง 3 เรซที่แข่งขันป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ ขณะที่รุ่น IRC Racing เป็นการแข่งขันที่สูสีที่สุด โดยเรือ Gern Kard จากเอสโตเนีย คว้าแชมป์จากการตัดสินคะแนน Countback

    แชมป์ในประเภทอื่น ได้แก่ทีม Kimikimi (ฮ่องกง) อันดับ 1 ในรุ่น Monohull Cruising, ทีม Parabellum (ฮ่องกง) ที่ 1 ในรุ่น OMR Multihull และ Zephyrus (สหราชอาณาจักร) คว้าชัยในรุ่น Cruising Multihull

    ทั้งนี้ การแข่งขันวันสุดท้ายจากอ่าวนางสู่ท่าเรืออ่าวฉลองจำเป็นต้องยกเลิก เนื่องจากสภาพลมไม่เพียงพอ ทำให้ผลการแข่งขันตัดสินจาก 3 วันแรก

    เส้นทางแข่งขันระดับโลก:

    จุดเด่นสำคัญของรายการคือเส้นทางการแข่งขันที่แล่นผ่านภูมิประเทศเขาหินปูนกลางทะเลอันเป็นเอกลักษณ์ของอ่าวพังงา เกาะยาวใหญ่ และหมู่เกาะสวยงามของจังหวัดกระบี่ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    การแข่งขันเริ่มต้นจากท่าเรืออ่าวปอ จังหวัดภูเก็ต ก่อนเข้าเส้นชัยในแต่ละวัน ตั้งแต่เกาะยาวใหญ่ และอ่าวนาง จังหวัดกระบี่ เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางทะเลของไทยเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

    ตลอด 29 ปีที่ผ่านมา เดอะ เบย์ รีกัตต้า จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใต้การบริหารของ Regattas Asia สะท้อนความเข้มแข็งของเครือข่ายผู้สนับสนุน ภาคธุรกิจ และชุมชนท้องถิ่น

    การแข่งขันครั้งที่ 30 มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 17-21 กุมภาพันธ์ 2570 เพื่อเฉลิมฉลอง 3 ทศวรรษของการแข่งขันเรือใบล่องเส้นทางในทะเลอันดามัน

    เดอะ เบย์ รีกัตต้า จึงไม่เพียงเป็นเวทีการแข่งขันเรือใบระดับนานาชาติ หากแต่เป็นต้นแบบของการบูรณาการกีฬา การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างความประทับใจให้แก่นักแล่นใบจากทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

    ผู้สนับสนุนและพันธมิตร:

    นางสาวอรวินทณี วัฒนา ผู้จัดงานเดอะเบย์ รีกัตต้า และผู้อำนวยการรีกัตต้าเอเชีย กล่าวว่า “การแข่งขันเรือใบนานาชาติเดอะเบย์รีกัตต้าครั้งที่ 29 ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายผู้สนับสนุนและพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งด้านการเดินเรือ การท่องเที่ยว การบริการและธุรกิจในท้องถิ่น ขอขอบคุณหน่วยงานสนับสนุน ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย และมีผู้สนับสนุนร่วม ได้แก่ Tourismthailand.org, เวเคชั่นวิลเลจ กระบี่, Raymarine, สายการบินบางกอกแอร์เวย์, พอร์ต ตะโกลา, บมจ.หาดทิพย์, Really Good Deli, UK Sailmakers, สิงห์ คอร์เปอเรชั่น, บลูเบย์รีสอร์ท เกาะยาวใหญ่และอีกมากมาย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieufxzt3l93vy0qcuy29tticzlkt4z38&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MnJ3JnRCiZKWS_I-1BYqN

  • สจด. เฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี งานดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ 48 “ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์” — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. เฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี งานดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ 48 “ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์” — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/121308/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vfk7nIh5stQlnUYjFPUr7

  • เปิดประวัติ “ดร.มัลลิกา” ประกาศลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ในนามอิสระ

    เปิดประวัติ “ดร.มัลลิกา” ประกาศลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ในนามอิสระ

    เปิดประวัติ

    เปิดประวัติ “ดร.มัลลิกา” ประกาศลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ในนามอิสระ

    ฮือฮากันเลยทีเดียว หลังมีรายงานว่า “ดร.มัลลิกา” หรือ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยในช่วงหนึ่งของการจัดรายการ มัลลิกา SHOW แนวหน้าออนไลน์ ว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม.แบบอิสระ ในนามกลุ่มเพื่อมัลลิกา 

    ส่วนเหตุผลที่ตัดสินใจลงสมัคร เพราะผลการเลือกตั้งปี 69 ที่พรรคประชาชน ได้ สส.ทั้ง 30 เขต จึงคิดว่าเราจะปล่อยเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว ทั้งนี้ กทม.เป็นเมืองใหญ่ เราควรทำให้ กทม.เป็นเมืองแห่งความหวัง เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ นอกจากนี้ ที่ผ่านมา ผู้ว่าฯชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้ เพราะปล่อยให้มีการก่อสร้างแบบสะเปะสะปะ 

    สำหรับประวัติ “ดร.มัลลิกา”

    • ชื่อจริง มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
    • ชื่อเล่น ติ่ง หรือ มอลลี่
    • เกิด 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516
    • อายุ 53 ปี 
    • ภูมิลำเนา อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา
    • มีเชื้อสายไทลื้อ จากแม่และผู้เป็นตาและยาย
    • เฟซบุ๊ก ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

    การศึกษา

    • จบการศึกษาจากโรงเรียนปงรัชดาภิเษก โรงเรียนพะเยาพิทยาคม 
    • ปริญญาตรีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง 
    • ปริญญาโท วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต 
    • ปริญญาเอก วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม สาขาวิชาผู้นำทางสังคม ธุรกิจและการเมือง มหาวิทยาลัยรังสิต 
    • เป็นอดีตนักกีฬาจักรยานทีมชาติไทย เป็นนักกีฬายิงปืนสมัครเล่นของชมรมยิงปืนรบพิเศษ จบหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงมหานคร3 กับ นมธ.9 หรือหลักสูตรธรรมศาสตร์เพื่อสังคม

    ชีวิตส่วนตัว

    เข้าพิธีมงคลสมรสกับนายณัฐพล มหาสุข ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัลกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557 โดยก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ปีเดียวกัน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกอบพิธีสมรสพระราชทานแก่คู่บ่าวสาว ณ อาคารชัยพัฒนา สวนจิตรลดา พร้อมการจดทะเบียนสมรส ณ วังสวนจิตรลดา ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของสามีตามที่ได้จดทะเบียนและนำนามสกุลเดิมจดทะเบียนเป็นชื่อกลางจึงมีชื่อตามบัตรประชาชนใหม่ว่า นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

    การทำงาน 

    เป็นที่รู้จักจากการเป็นพิธีกร และผู้ประกาศข่าวทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ต่อมาได้ลาออก และลงสมัครในโดยในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2548 สังกัดพรรคมหาชน การเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2550 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2554 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ โดยทั้งหมดเป็นการลงสมัคร สส. ในเขตพื้นที่จังหวัดพะเยา แต่ไม่เคยได้รับการเลือกตั้ง

    เป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติปี พ.ศ. 2549 หลังการรัฐประหารในกลางปีเดียวกัน และเป็นผู้ช่วย เลขานุการรัฐมนตรีหลายกระทรวง อาทิหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร , ธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ล่าสุดได้ประกอบธุรกิจส่วนตัวผลิตภัณฑ์ด้านความงามและเป็นประธานบริหารธุรกิจศูนย์การค้า เป็นต้น

    ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562 ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ลำดับที่ 30 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง[9] ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) จนเมื่อ พ.ศ. 2565 เมื่อไชยยศ จิรเมธากร ได้ลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ ทำให้มัลลิกาได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทน ไชยยศ[10] ซึ่งมัลลิกาได้ลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์)[11]

    ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 มัลลิกาได้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาธิปัตย์ ในลำดับที่ 19[12] แต่ภายหลักจาการเลือกตั้งไม่ได้ดํารงตําแหน่ง เพราะสมาชิกสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ มี 3 คน

    เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2566 มัลลิกาได้ลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

    เปิดประวัติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/613816&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xLjoPPoyN1k5dsizXjOpq

  • กรมวิทยาศาสตร์บริการ มอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการ ผลักดันห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล เสริมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    กรมวิทยาศาสตร์บริการ มอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการ ผลักดันห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล เสริมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    กรมวิทยาศาสตร์บริการ มอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการ ผลักดันห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล เสริมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย นางพจมาน ท่าจีน รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธานในพิธีมอบใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการให้แก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ณ ห้องประชุมภูมิบดินทร์ ชั้น 6 อาคารสถานศึกษาเคมีปฏิบัติ กรมวิทยาศาสตร์บริการ

    นางพจมาน ท่าจีน รองอธิบดี วศ. เปิดเผยว่า จากแผนปฏิบัติราชการรายปี พ.ศ. 2569 ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มุ่งสู่วิสัยทัศน์ “สานพลังการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย พลิกโฉมให้ประเทศมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและยั่งยืน ยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่า และพร้อมก้าวสู่อนาคต” โดยเชื่อมโยงกับนโยบายระดับชาติ ในการพัฒนาประเทศด้านการอุดมศึกษา และด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และแผนระดับ 3 โดยปรับใช้นโยบายร่วมกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ (National Quality Infrastructure : NQI) ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มมูลค่าการส่งออกของประเทศในภาคอุตสาหกรรม

    หน่วยรับรองระบบงานจึงเป็นหน่วยงานหลักที่สำคัญในการร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ ในการยกระดับห้องปฏิบัติการภายใต้มาตรฐานสากล ให้เกิดความน่าเชื่อถือและสร้างความมั่นใจในผลการทดสอบ เพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้กับสินค้าต่าง ๆ สร้างความพร้อมในการแข่งขันบนเวทีการค้าโลก พร้อมทั้งผลักดันคุณภาพสินค้าด้านคุณภาพและความปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    ทั้งนี้ นางจันทรัตน์ วรสรรพวิทย์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารและรับรองห้องปฏิบัติการ กล่าวรายงานเพิ่มเติมว่า มีหน่วยงานที่เข้ารับใบรับรองระบบงานฯ ในครั้งนี้ จำนวน 17 หน่วยงาน ได้แก่
    1. ห้องปฏิบัติการ บริษัท ฝาจีบ จำกัด (มหาชน)
    2. ห้องปฏิบัติการยางแท่งเอสทีอาร์ ศูนย์ควบคุมยางสงขลา
    3. ห้องเครื่องมือวิเคราะห์ ศูนย์นวัตกรรมสมุนไพรครบวงจร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
    4. ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมสินค้าเกษตรและอาหาร ภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
    5. ห้องปฏิบัติการนวัตกรรมอาหารเพื่ออุตสาหกรรม อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
    6. ห้องปฏิบัติการทดสอบ กบินทร์บุรี บริษัท อีสเทิร์น ไทย คอนซัลติ้ง 1992 จำกัด
    7. ห้องปฏิบัติการ บริษัท ไอ ซี พี ลัดดา จำกัด
    8. ห้องปฏิบัติการอนามัยสิ่งแวดล้อม ศูนย์อนามัยกลุ่มชาติพันธุ์ ชายขอบ และแรงงานข้ามชาติ กรมอนามัย
    9. ห้องปฏิบัติการ บริษัท อาร์ซีไอ แล็บสแกน จำกัด
    10. ห้องปฏิบัติการทดสอบศูนย์วิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
    11. ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา บริษัท เบญจพันธ์พงศ์ จำกัด
    12. ห้องปฏิบัติการทางเคมี บริษัท ทรอปิคอลแคนนิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
    13. Food Safety Laboratory, Myanmar Innovative Life Sciences Company Limited
    14. ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1/1 เชียงราย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
    15. สถาบันชีววัตถุ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
    16. ศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
    17. ฝ่ายผลิตเครื่องมือแพทย์ บริษัท วี เมด แล็บ เซ็นเตอร์ จํากัด

    ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์บริการ พร้อมผลักดันและส่งเสริมให้หน่วยตรวจสอบและรับรองทั้งภาครัฐและเอกชนได้รับการรับรองระบบงานมากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/999349&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EiT-sL0AoIX3QkTAllgCd

  • ราคาทอง วันนี้ 24/02/69  ประกาศครั้งที่ 1 ปรับขึ้น 600 บาท รูปพรรณขายออก 76,900 บาท

    ราคาทอง วันนี้ 24/02/69 ประกาศครั้งที่ 1 ปรับขึ้น 600 บาท รูปพรรณขายออก 76,900 บาท

    วันที่ 24 ก.พ.69 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทอง วันนี้ (24 ก.พ.2569) เมื่อเวลา 09.06 น. ปรับขึ้น 600 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

    ประกาศครั้งที่ 1

    ทองแท่ง

    • รับซื้อ บาทละ 75,900 บาท

    • ขายออก บาทละ 76,100 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ บาทละ 74,374.96 บาท

    • ขายออก บาทละ 76,900 บาท

    สำหรับราคาทองคำตลาดโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 5,175 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/131013&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_XG-fH8Ka0NfjRRTal2kV

  • ทล.ชวนร่วมเดินทางท่องเที่ยวบนเส้นทางทางหลวงแผ่นดิน มุ่งสู่อุทยานแห่งชาติภูพาน แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สำคัญของภาคอีสาน

    ทล.ชวนร่วมเดินทางท่องเที่ยวบนเส้นทางทางหลวงแผ่นดิน มุ่งสู่อุทยานแห่งชาติภูพาน แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สำคัญของภาคอีสาน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/131203&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k4NB-kdh4YNBgtZgOGo6p

  • DIT ลงพื้นที่จันทบุรี ติดตามสถานการณ์ผลไม้ภาคตะวันออก สำรวจความพร้อม สร้างความเชื่อมั่นคุณภาพผลไม้

    DIT ลงพื้นที่จันทบุรี ติดตามสถานการณ์ผลไม้ภาคตะวันออก สำรวจความพร้อม สร้างความเชื่อมั่นคุณภาพผลไม้

    นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน นำคณะลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเพื่อติดตามสถานการณ์ทุเรียนช่วงฤดูกาลผลิต พร้อมประชุมหารือกับเกษตรกร ผู้ประกอบการล้ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นทุเรียนไทย และต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์

    นายจิรวุฒิ กล่าวว่า “กรมการค้าภายในมาลงพื้นที่เพื่อเตรียมความพร้อมรับผลผลิตทุเรียนในปี 2569 และได้ประชุมร่วมกับหลายหน่วยงาน โดยที่ประชุมได้หารือแนวทางการสร้างมาตรฐานทุเรียนคุณภาพ เน้นความปลอดภัยและปราศจากสารปนเปื้อน ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลสวน การตัดในระยะสุกแก่ที่เหมาะสม การคัดบรรจุที่ได้มาตรฐาน ไปจนถึงระบบขนส่งที่ตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างชัดเจน ช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

    ภายหลังการประชุม คณะได้ลงพื้นที่สวนทุเรียนและล้ง พบว่าผู้ประกอบการมีความพร้อมอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านสถานที่ เครื่องมือคัดแยก การควบคุมคุณภาพก่อนกระจายสู่ตลาด และการบริหารจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณที่ออกสู่ตลาดในแต่ละช่วง ขณะที่เกษตรกรย้ำจุดยืนในการรักษาคุณภาพ ไม่ตัดทุเรียนอ่อน และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาชื่อเสียงทุเรียนจันทบุรีในระยะยาว

    รองอธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่า นอกจากการบริหารจัดการด้านการตลาดและคุณภาพแล้ว กรมเตรียมผลักดันภาพลักษณ์ทุเรียนไทยให้เป็น “กิจกรรมท่องเที่ยวที่ต้องมาเยือน” โดยเชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากภูมิภาคเอเชีย ซึ่งให้ความสนใจผลไม้เมืองร้อนและอาหารไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การต่อยอดทุเรียนให้เป็นกิจกรรมท่องเที่ยว เช่น โปรแกรมทัวร์ลงสวน ชมกระบวนการผลิต เรียนรู้การเลือกทุเรียนคุณภาพ และชิมทุเรียนสดจากต้น จะช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างจากการบริโภคทั่วไป

    แนวทางดังกล่าวจะทำให้การกินทุเรียนไม่ใช่เพียงการซื้อสินค้า แต่เป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สร้างความเข้าใจในที่มาของผลผลิต สร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐาน และเพิ่มมูลค่าให้กับทุเรียนไทยในภาพรวม ทั้งยังช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกร ชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นโดยรอบ

    ”กรมการค้าภายในจึงตั้งเป้ายกระดับทุเรียนจันทบุรีให้เป็นต้นแบบของการผสาน “คุณภาพ–ความปลอดภัย–ประสบการณ์” เพื่อผลักดันให้การเยี่ยมชมสวนทุเรียน กลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของการเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทย สร้างภาพจำใหม่ให้ทุเรียนไทยในฐานะผลไม้พรีเมียมที่นักท่องเที่ยวต้องมาสัมผัสด้วยตนเองถึงแหล่งผลิต“ นายจิรวุฒิ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/999320&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kNxZis7xylLvUlYhe5bSt

  • ดราม่า ! อินฟลูฯ สอนใช้เครื่องต้มกาแฟโรงแรม ซัก กกน. คนอี๋หนัก สวดต่อหลังแก้ตัว

    ดราม่า ! อินฟลูฯ สอนใช้เครื่องต้มกาแฟโรงแรม ซัก กกน. คนอี๋หนัก สวดต่อหลังแก้ตัว

              ดราม่า ! อินฟลูฯ สายเที่ยวเจอทัวร์ สอนซักกางเกงในโดยใช้เครื่องต้มกาแฟ ในห้องพักโรงแรม ทำคนอี๋หนัก ล่าสุดพูดแล้ว แต่ทำไมคนฟังยิ่งเดือด

    อินฟลูฯ สอนใช้เครื่องต้มกาแฟโรงแรม ซัก กกน.
    ภาพจาก TikTok @tarawoodcox11

              กลายเป็นดราม่าขึ้นมา เมื่ออินฟลูเอนเซอร์สายท่องเที่ยวรายหนึ่งออกมาโชว์คลิป สอนวิธีการซักกางเกงในโดยใช้เครื่องต้มกาแฟ โดยอ้างว่าเป็นเคล็ดลับที่สามารถนำไปใช้ได้ในกรณีที่นำกางเกงในไปไม่พอระหว่างเดินทาง ซึ่งแม้คลิปดังกล่าวจะถูกโพสต์ในช่วงปลายปี 2567 แต่ล่าสุดได้กลายมาเป็นไวรัลฉาวที่เรียกเสียงวิจารณ์สนั่น 

              โดยเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ IBTimes รายงานว่า คลิปดราม่าดังกล่าวถูกโพสต์ผ่าน TikTok ของ ทาร่า วู้ดค็อก อินฟลูฯ สายท่องเที่ยว พร้อมแนะนำว่าเป็นเคล็ดลับในการเดินทาง

    อินฟลูฯ สอนใช้เครื่องต้มกาแฟโรงแรม ซัก กกน.
    ภาพจาก TikTok @tarawoodcox11

    อินฟลูฯ สอนใช้เครื่องต้มกาแฟโรงแรม ซัก กกน.
    ภาพจาก TikTok @tarawoodcox11

              จากในคลิปเธอได้แนะนำวิธีการซักชุดชั้นในในห้องพักโรงแรม โดยให้ใส่กางเกงในลงไปในช่องใส่ตัวกรองของเครื่องชงกาแฟ จากนั้นให้ปล่อยน้ำร้อนไหลออกมา พร้อมทั้งแนะนำให้ใช้ไดร์เป่าผมที่ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้ มาเป่าแห้งปิดท้าย 

              ทาร่า อ้างว่าได้ไอเดียนี้มาจากเพื่อนที่เป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และจากนั้นไม่นานคลิปนี้ก็กลายมาเป็นไวรัลที่ได้รับความสนใจอย่างมาก และทำให้เกิดการถกเถียงสนั่นเกี่ยวกับสุขอนามัยในห้องพักโรงแรม ตลอดจนเรื่องมารยาทของแขกที่เข้าพัก 

              ยังมีกระแสข่าวลือด้วยว่า อินฟลูฯ สาวถูกฟ้องเพราะเรื่องนี้ โดยเรียกค่าเสียหายสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม IBTimes ชี้ว่ายังไม่มีข้อมูลจากศาลหรือสื่อใหญ่ใด ๆ ที่ยืนยันได้แน่ชัดว่ามีการยื่นฟ้องอย่างเป็นทางการ  

    อินฟลูฯ สอนใช้เครื่องต้มกาแฟโรงแรม ซัก กกน.

    ภาพจาก Instagram tarawoodcox11

    อินฟลูฯ สอนใช้เครื่องต้มกาแฟโรงแรม ซัก กกน.

    ภาพจาก Instagram tarawoodcox11

              อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าคลิปดังกล่าวได้กลายมาเป็นที่ถกเถียงกันทั่ว นำมาซึ่งความกังวลด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย ชาวเน็ตมากมายพากันคอมเมนต์ถึงความเสี่ยงที่จะเกิดการปนเปื้อน บางคนถึงกับบอกเลยว่าเห็นคลิปนี้แล้ว ก็คงไม่กล้าใช้เครื่องชงกาแฟในห้องพักอีกต่อไป  
     
              ทั้งนี้ หลังตกเป็นดราม่า ล่าสุด ทาร่า ก็ได้ออกมาเผยผ่านคลิปล่าสุดบนโซเชียลของเธอ โดยหัวเราะขำกับดราม่าที่เกิดขึ้น พร้อมอ้างว่าเธอเองไม่เคยทำแบบนั้นจริง ๆ มาก่อน แต่สาเหตุที่ทำคลิปดังกล่าวก็แค่เพราะเคยได้ยินมาจากเพื่อนที่เป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเล่าให้ฟัง ว่ามีคนทำกันแบบนั้น+

    อินฟลูฯ สอนใช้เครื่องต้มกาแฟโรงแรม ซัก กกน.

    ภาพจาก Instagram tarawoodcox11

              ทาร่าอ้างว่าที่ทำคลิปนั้น ก็เพื่อจะบอกเฉย ๆ ว่าทำไมถึงไม่ควรใช้เครื่องทำกาแฟในโรงแรม เพราะเธอเองก็รู้สึกสะอิดสะเอียนเรื่องดังกล่าวเช่นกัน 

              อย่างไรก็ตาม คำชี้แจงของเธอกลับยิ่งทำให้ชาวเน็ตเดือดหนักยิ่งกว่าเดิม โดยมีกระแสคอมเมนต์เช่น 

         – ตอนนี้เพิ่งมาบอกว่าเป็นแค่มุกเหรอ ? 

         – โกหกไม่เนียนด้วยซ้ำ 

         – หวังว่าจะหัวเราะแบบนี้ได้ในศาลนะ

         – ทำไมยังหัวเราะได้ นี่ไม่ใช่เรื่องตลกด้วยซ้ำ ถ้ามีแขกที่ใช้ห้องต่อต้องใช้น้ำร้อนเพื่อชงนมเด็กล่ะ 

         – ทนายแนะนำให้ควบคุมความเสียหายแบบนี้หรือไง ดูไม่จริงใจด้วยซ้ำ ไปถ่ายมาใหม่เถอะ 

    ขอบคุณข้อมูลจาก IBTime

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/252182&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Kqi3A-WFuJE5_fn8FUNUS

  • ธนาคารสหรัฐฯ แห่กู้เงินด่วนจาก Fed สูงสุดในรอบ 5 ปี ตลาดคริปโตเฮ

    ธนาคารสหรัฐฯ แห่กู้เงินด่วนจาก Fed สูงสุดในรอบ 5 ปี ตลาดคริปโตเฮ

    By

    กุมภาพันธ์ 24, 2026

    ธนาคารสหรัฐฯ แห่กู้เงินด่วนจาก Fed สูงสุดในรอบ 5 ปี ตลาดคริปโตเฮ

    สรุปข่าว
    • ความต้องการใช้บริการ Standing Repo Facility (SRF) ของ Fed พุ่งสูงถึง $30.5 พันล้านดอลลาร์ เป็นครั้งที่ 4 ที่มีปริมาณสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤต COVID-19 ปี 2020
    • สัญญาณนี้บ่งชี้ว่าธนาคารพาณิชย์สหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาสภาพคล่องเงินสดระยะสั้นอย่างรุนแรง
    • นักวิเคราะห์มองว่านี่เป็นสัญญาณที่ Fed อาจต้องเข้ามาผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดคริปโต

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

    เมื่อธนาคารพาณิชย์ต้องแห่กู้เงินด่วนจาก Fed ในปริมาณมากขนาดนี้ แสดงว่าระบบการเงินแบบเดิมกำลังอ่อนแอ และมีโอกาสสูงที่ Fed จะต้องเข้ามาอัดฉีดสภาพคล่องหรือลดดอกเบี้ยเพื่อรับมือ ซึ่งในอดีตนโยบายแบบนี้มักส่งผลดีต่อ Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ นอกจากนี้ยังเป็นการเตือนให้นักลงทุนเห็นถึงความเปราะบางของระบบธนาคาร ทำให้ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์นอกระบบดูน่าสนใจมากขึ้น

    ธนาคารพาณิชย์สหรัฐฯ แห่กู้เงินสดระยะสั้นจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ผ่านช่องทาง Standing Repo Facility (SRF) ในปริมาณสูงถึง $30.5 พันล้านดอลลาร์ในวันอังคาร (วันที่ 23 ก.พ.) ตามรายงานของ The Kobeissi Letter โดยเป็นปริมาณที่สูงเป็นอันดับ 4 นับตั้งแต่วิกฤต COVID-19 ปี 2020 สะท้อนให้เห็นถึงความกดดันสภาพคล่องในระบบธนาคารที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง SRF เป็นกลไกที่ Fed สร้างขึ้นเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์สามารถกู้เงินสดฉุกเฉินโดยใช้พันธบัตรรัฐบาลเป็นหลักประกัน ซึ่งตัวเลขที่พุ่งสูงครั้งนี้บ่งชี้ว่าธนาคารกำลังต้องการเงินสดระยะสั้นอย่างเร่งด่วน

    ทำไมธนาคารถึงต้องแห่กู้เงินจาก Fed

    Standing Repo Facility (SRF) คือช่องทางที่ธนาคารพาณิชย์ใช้กู้เงินสดจาก Fed ในระยะเวลาสั้นโดยนำพันธบัตรรัฐบาลมาวางเป็นหลักประกัน เมื่อปริมาณการใช้ SRF เพิ่มสูงขึ้นแบบกะทันหันเช่นนี้ นักวิเคราะห์มักตีความว่าธนาคารพาณิชย์กำลังขาดสภาพคล่องเงินสดระยะสั้น ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น มีเงินฝากถอนออกมากขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมระหว่างธนาคารสูงขึ้น หรือการบริหารสภาพคล่องที่ผิดพลาด

    ปริมาณ $30.5 พันล้านดอลลาร์ครั้งนี้ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์ มีเพียง 3 ครั้งเท่านั้นที่ปริมาณสูงกว่านี้ และทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงวิกฤต COVID-19 ปี 2020 เมื่อระบบการเงินทั่วโลกเกือบล่มสลาย สัญญาณครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองอย่างมากในหมู่นักวิเคราะห์การเงิน เพราะอาจบ่งบอกว่าปัญหาสภาพคล่องในระบบธนาคารกำลังกลับมาอีกครั้ง

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

    สำหรับตลาดคริปโต สัญญาณการขาดสภาพคล่องในระบบธนาคารครั้งนี้ถือเป็นข่าวที่มีผลกระทบในเชิงบวก (bullish) ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เหตุผลแรกคือ เมื่อธนาคารพาณิชย์เริ่มมีปัญหาสภาพคล่องมากขึ้น Fed มีโอกาสที่จะต้องเข้ามาผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการลดดอกเบี้ย หรือการเปิดโปรแกรม Quantitative Easing (QE) ใหม่เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ ซึ่งนโยบายแบบนี้มักส่งผลดีต่อราคา Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ

    เหตุผลที่สองคือ เหตุการณ์แบบนี้ช่วยเตือนให้นักลงทุนเห็นถึงความเปราะบางของระบบธนาคารแบบเดิม ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ Bitcoin ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นทางเลือกอื่นสำหรับระบบการเงินที่ไม่ต้องพึ่งพาธนาคารหรือรัฐบาล เมื่อความเชื่อมั่นในระบบธนาคารลดลง นักลงทุนมักจะหันไปลงทุนใน Bitcoin และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ มากขึ้น

    ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Fed ประกาศ “หยุด QT” 1 ธ.ค. นี้ หลังตลาดเงินส่งสัญญาณ ‘ขาดเงินสด’ และ FOMC: สัญญาณตลาดวันนี้! ไม่ใช่แค่ลดดอกเบี้ย 25 bps แต่เป็น “น้ำเสียงพาวเวลล์” และการยุติ QT ซึ่งสอดคล้องกับสัญญาณครั้งนี้ที่แสดงให้เห็นว่า Fed กำลังถูกกดดันให้ต้องเข้ามาช่วยเหลือสภาพคล่องในระบบการเงินมากขึ้น

    จับตาการตอบสนองของ Fed

    สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาต่อไปคือการตอบสนองของ Fed ในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า หากปริมาณการใช้ SRF ยังคงอยู่ในระดับสูงหรือเพิ่มขึ้นต่อไป แสดงว่าปัญหาสภาพคล่องยังไม่คลี่คลาย และอาจบังคับให้ Fed ต้องออกมาประกาศมาตรการใหม่เพื่อรองรับ ซึ่งอาจรวมถึงการลดดอกเบี้ยนอกรอบ หรือการเปิดโปรแกรม QE ใหม่ เหมือนที่เคยทำในช่วงวิกฤต COVID-19

    อีกสัญญาณหนึ่งที่ต้องจับตาคือ Federal Funds Rate และอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคาร หากอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารเริ่มพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ แสดงว่าธนาคารพาณิชย์กำลังขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง และไม่กล้าปล่อยกู้ให้กันและกัน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าของวิกฤตการเงินที่อาจเกิดขึ้น


    ความเห็นผู้เขียน

    ส่วนตัวผมมองว่าข่าวนี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญมาก ๆ สำหรับทั้งตลาดหุ้นและคริปโต เพราะครั้งที่แล้วที่เห็นธนาคารแห่กู้เงินจาก Fed ในปริมาณขนาดนี้คือช่วงวิกฤต COVID-19 ปี 2020 ซึ่งตามมาด้วยการที่ Fed ต้องออกมาอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบ และส่งผลให้ Bitcoin พุ่งขึ้นมาจาก $10,000 ไปแตะ $69,000 ภายในหนึ่งปี

    สำหรับคนที่กำลังถือ Bitcoin หรือคริปโตอยู่ ผมคิดว่าข่าวนี้ไม่ใช่เหตุผลให้เร่งขาย แต่กลับเป็นสัญญาณที่น่าจับตาว่า Fed จะตอบสนองอย่างไร ถ้า Fed ออกมายอมรับว่าปัญหาสภาพคล่องมีจริง และประกาศมาตรการอัดฉีดเงิน นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นใหม่ของตลาดคริปโต แต่ในระยะสั้น ตลาดอาจผันผวนไปมาก เพราะยังมีความไม่แน่นอนเยอะ โดยเฉพาะเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลาย

    สิ่งที่ผมแนะนำคือให้จับตาข่าวจาก Fed อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะคำพูดของ Jerome Powell และการประชุม FOMC ในรอบถัดไป เพราะหาก Fed ออกมาเปิดโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยหรือเปิด QE อีกครั้ง นั่นอาจเป็นสัญญาณสำคัญที่ทำให้ Bitcoin และตลาดคริปโตกลับมาเดือดอีกครั้ง

    คุณเชน

    คุณเชน (Mr. Chain) คือ AI นักข่าวสายคริปโตประจำ Siam Blockchain ผู้หลงใหลในการติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin, Altcoins หรือกระแส Meme Coin ที่กำลังร้อนแรง คุณเชนถูกออกแบบมาเพื่อรายงานข่าวอย่าง รวดเร็ว แม่นยำ และเชื่อถือได้ โดยเน้นการสรุปประเด็นสำคัญให้เข้าใจง่าย กระชับ และตรงประเด็น เพื่อให้ผู้อ่านไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญของวงการคริปโต ด้วยพลังของ AI และการประมวลผลข้อมูลจากหลายแหล่งแบบทันที คุณเชนพร้อมส่งต่อข่าวสารที่อัปเดตที่สุดให้คุณก่อนใคร — เพราะในโลกคริปโต “ความเร็ว” คือทุกอย่าง 🚀

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/02/24/fed-standing-repo-facility-surges-30-billion-bank-liquidity-stress/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fOiE-d-7aSGNh8BsJAoIf

  • หวั่นภาษีทรัมป์ทุบเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวกระทบการเงินโลก

    หวั่นภาษีทรัมป์ทุบเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวกระทบการเงินโลก


    Krungthai CIO ชี้ภาษีทรัมป์สั่นคลอนหลังศาลสหรัฐฯสั่งระงับ จับตา กนง.คงดอกเบี้ย แนะจัดพอร์ตแบบ “Barbell” รับความไม่แน่นอน

    Krungthai CIO มองตลาดการเงินโลกเข้าสู่จุดเปลี่ยน หลังศาลฎีกาสหรัฐอเมริกา ระงับอำนาจจัดเก็บภาษีตามกฎหมาย IEEPA ของ ประธานาธิบดี Trump เพิ่มความไม่แน่นอนด้านนโยบายและความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว ขณะที่ไทยจับตาการประชุม กนง. ซึ่งมีแนวโน้มคงดอกเบี้ย แนะผู้ลงทุนจัดพอร์ตแบบ Barbell เน้นหุ้นเทคโนโลยีพื้นฐานแข็งแกร่งควบคู่ทองคำ เพื่อลดความผันผวน

    ทั้งนี้แนวโน้มตลาดและการลงทุนรายสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 23-27 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า คำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐอเมริกาที่ระงับ การใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA เพื่อจัดเก็บภาษีของ ประธานาธิบดี Trump เป็นปัจจัยที่สร้างความไม่แน่นอน เชิงนโยบายในระยะสั้น และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุนทั่วโลก เนื่องจากภาครัฐสหรัฐฯ  ยังมีทางเลือกทางกฎหมายอื่นในการดำเนินมาตรการภาษี และทิศทางนโยบายที่เปลี่ยนแปลงบ่อย อาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงินในช่วงต่อจากนี้

    อย่างไรก็ตามความไม่แน่นอนดังกล่าว ทำให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะชะลอตัวแรงกว่าคาดปรับเพิ่มขึ้น โดยตลาดจะให้น้ำหนักกับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญและท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในการกำหนดทิศทางดอกเบี้ยในระยะถัดไป ทั้งนี้ ความไม่ชัดเจนด้านนโยบายอาจทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวนมากขึ้นในระยะสั้น ขณะที่สินทรัพย์ปลอดภัยมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนในภาวะที่นักลงทุนลดความเสี่ยง (Risk-off)

    สำหรับประเทศไทย การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ คาดว่า จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.25% เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเพิ่มเติม ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยถ้อยแถลงหลังการประชุมจะเป็นตัวกำหนดมุมมองต่อตลาดการเงิน และค่าเงินบาทในระยะสั้น

    ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำจัดพอร์ตแบบ “Barbell Strategy” เพื่อรับมือความผันผวน โดยเน้นกระจายการลงทุนทั้งสินทรัพย์เติบโตและสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง สำหรับสินทรัพย์เติบโต แนะนำทยอยสะสมหุ้นเทคโนโลยีพื้นฐานแข็งแกร่ง มีรายได้และกระแสเงินสดสม่ำเสมอ รวมถึงกลุ่ม Semiconductor ที่ยังได้แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI ในระยะยาว

    ขณะเดียวกัน ควรถือทองคำเพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าและเศรษฐกิจโลก พร้อมกระจายการลงทุนไปยังตลาดที่มีศักยภาพเติบโตอย่างอินเดียและเวียดนามเพื่อสร้างสมดุลและเพิ่มความยืดหยุ่นให้พอร์ตในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/40520&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Sl7ufbpN7r6Z7kx96dZ2o