Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘เผด็จการจงพินาศ’ นักศึกษาอิหร่านประท้วงไล่รัฐบาลเข้าสู่วันที่ 3 ขณะที่สหรัฐฯ เดินหน้ากดดันเรื่องนิวเคลียร์

    ‘เผด็จการจงพินาศ’ นักศึกษาอิหร่านประท้วงไล่รัฐบาลเข้าสู่วันที่ 3 ขณะที่สหรัฐฯ เดินหน้ากดดันเรื่องนิวเคลียร์

    เมื่อวานนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2026) นิสิตนักศึกษาอิหร่านในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ รวมตัวกันประท้วงขับไล่รัฐบาลเข้าสู่วันที่ 3 หลังเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่รัฐปราบปรามผู้ชุมนุม ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะที่สหรัฐฯ ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตีอิหร่าน หากรัฐบาลอิหร่านไม่ยอมตกลงในประเด็นเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์ด้วย

    การประท้วงในครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังมหาวิทยาลัยกลับมาเปิดการเรียนการสอนในภาคการศึกษาใหม่ ขณะเดียวกันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุสังหารระหว่างการประท้วงเมื่อเดือนก่อน ได้จัดพิธีรำลึกครบรอบ 40 วัน ให้แก่ผู้เสียชีวิต ซึ่งส่งผลให้เกิดการรวมตัวประท้วงเพิ่มมากขึ้น 

    จุดเริ่มต้นของการประท้วงใหญ่ภายในประเทศอิหร่านเกิดขึ้น หลังประเทศเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและค่าเงินอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดกระแสความไม่พอใจในหมู่นักศึกษาและประชาชน จนนำไปสู่การชุมนุมประท้วงในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2025 ก่อนที่กระแสดังกล่าวจะขยายวงกว้างไปทั่วประเทศในเวลาต่อมา จนกระทั่งเกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 7,000 คน

    สำนักข่าว Reuters รายงานว่า การประท้วงเกิดขึ้นที่ Tehran University, Al-Zahra University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสตรีในอิหร่าน, Amir Kabir University และอีกหลายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ซึ่งนักศึกษาหลายคนถือป้ายประท้วงระบุข้อความว่า ‘เผด็จการจงพินาศ’ ‘ความตายจงเกิดแก่คาเมเนอี’ ขณะที่นักศึกษาหญิงหลายคนเข้าร่วมการประท้วง โดยไม่ได้ใส่ผ้าคลุมศีรษะและถือป้ายประท้วงข้อความว่า ‘อิสรภาพจงเกิดแก่ผู้หญิงในอิหร่าน’ พร้อมทั้งมีการจุดไฟเผาธงชาติของอิหร่านเช่นกัน

    นอกจากนี้ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่า เกิดการปะทะกันระหว่างนักศึกษากับเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาควบคุมสถานการณ์ ส่งผลให้นักศึกษาบางส่วนได้รับบาดเจ็บ ขณะเดียวกันนักศึกษาบางรายถูกมหาวิทยาลัยสั่งห้ามเข้าพื้นที่สถานศึกษาและถูกดำเนินการทางวินัยเพิ่มเติม

    สำหรับพิธีรำลึกครบรอบ 40 วัน ให้แก่ผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ประท้วงใหญ่ เมื่อเดือนที่ผ่านมา ครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตได้เปิดเพลงเต้นรำภายในพื้นที่มัสยิดและสุสาน เพื่อแสดงการรำลึกถึงผู้เสียชีวิต

    ญาติของผู้เสียชีวิตรายหนึ่งกล่าวว่า เขาเลือกที่จะเต้นรำเพื่อแสดงความอาลัยต่อผู้เสียชีวิตที่อายุยังน้อย ที่ควรจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อไป แต่กลับต้องมาเสียชีวิตลงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

    นอกจากนี้ การเต้นรำยังเป็นการแสดงออกถึงการต่อต้านผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เนื่องจากภายใต้รัฐศาสนา การเต้นรำมักถูกมองว่า เป็นพฤติกรรมต้องห้ามและผิดบาป โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นภายในพื้นที่มัสยิด ซึ่งถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา

    ในขณะเดียวกัน โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งสหรัฐฯ เชื่อว่า โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างระเบิดปรมาณู ซึ่งเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่า ‘เรื่องเลวร้ายจะเกิดขึ้น’ หากการเจรจาระหว่างทั้ง 2 ประเทศล้มเหลวและไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ โดยการเจรจารอบต่อไปจะเกิดขึ้นในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ณ กรุงเจนีวา

    อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ให้ข้อมูลกับสำนักข่าว Reuters ว่า สหรัฐฯ เริ่มถอนเจ้าหน้าที่และครอบครัวของนักการทูตออกจากสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอนแล้ว

    “เราประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องและจากการประเมินล่าสุด เราตัดสินใจที่จะลดจำนวนบุคลากรลง โดยเหลือไว้เพียงแค่เจ้าหน้าที่ที่จำเป็นเท่านั้น” เจ้าหน้าที่กล่าว

    นอกจากนี้เมื่อวานนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2026) สหรัฐฯ ยังได้ออกประกาศเตือนพลเมืองของตนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศเลบานอนและพื้นที่ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งเริ่มจำกัดการเดินทางของเจ้าหน้าที่ทางการทูต ขณะเดียวกันสหรัฐฯ เริ่มทยอยเสริมกองกำลังทางการทหารและเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง

    ที่มา:

    https://www.reuters.com/world/middle-east/iranian-students-protest-third-day-us-pressure-mounts-2026-02-23/ 

    https://abcnews.com/International/protests-resurging-iranian-universities-families-mourn-massacre-victims/story?id=130408894

    https://www.theguardian.com/world/2026/feb/23/death-to-dictator-iranian-students-protests-third-day

    Tags: , , , , , ,

    Author

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-iranian-students-protest-on-third-day/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B1UuYUr2PG_UxV7BfkD4E

  • TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต ลดเด็กหลุดจากระบบการศึกษาไทย

    TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต ลดเด็กหลุดจากระบบการศึกษาไทย

    บอร์ดระดับชาติ TZD ไฟเขียว! เปลี่ยนบัตรปชช.เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต สร้างระบบการเรียนยืดหยุ่น  สานต่อความสำเร็จเด็กหลุกจากระบบการศึกษาลดเหลือ 6 แสนคนจากตัวกว่า 1 ล้านคนในปี 2566

    คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ (Thailand Zero Dropout – TZD) มีมติเห็นชอบแนวนโยบายการศึกษาแบบยืดหยุ่น (Flexible Learning) ผลักดันโครงการ ‘Learning Passport’ เปลี่ยนบัตรประชาชนให้เป็นบัญชีคลังหน่วยกิตชีวิต (ILA) เผยความสำเร็จในการดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบได้ลดลงเกือบครึ่ง พร้อมยกระดับแผนงานปี 2569 เดินหน้าเชื่อมฐานข้อมูลรัฐ ขยายการช่วยเหลือครอบคลุมเด็กศูนย์การเรียนรู้ ม.12 และกลุ่มเสี่ยงวิกฤต (Crisis PLUS)

    พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาคือวาระสำคัญที่รัฐบาลผลักดันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความร่วมมือจากทุกภาคส่วนส่งผลให้ตัวเลขเด็กนอกระบบลดลงอย่างเป็นรูปธรรม จาก 1.02 ล้านคนในปี 2566 ล่าสุด (ข้อมูล ณ พ.ย. 2568) ตัวเลขเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาลดลงเหลือ 603,095 คน เพื่อสานต่อความสำเร็จดังกล่าว ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบแนวทาง Flexible Learning และ Learning Passport โดยขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ที่ไม่ยึดติดกับห้องเรียน แต่มุ่งสร้างทักษะพื้นฐานชีวิต (Foundational Skills) จากงานวิจัยของกสศ. ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ทักษะดิจิทัล 2) ทักษะทางอารมณ์และสังคม และ 3) ทักษะผู้ประกอบการ 

    “การขับเคลื่อนดังกล่าวจะดำเนินการผ่านการพัฒนาบัญชีการเรียนรู้สำหรับแต่ละบุคคล (Individual Learning Accounts – ILA) โดยใช้บัตรประชาชนใบเดียวให้เป็น Learning Passport ซึ่งทำหน้าที่เป็นระบบสะสมหน่วยกิต มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมคือ สามารถเทียบโอนเพื่อศึกษาต่อได้ ในระดับต่าง ๆ อาทิ ระดับอุดมศึกษา โดยความร่วมมือกับกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการศึกษา พร้อมทั้งสามารถนำไปใช้สมัครงานได้ทันที เนื่องจากข้อมูลสมรรถนะจะได้รับการรับรองมาตรฐาน เพื่อใช้เป็นโปรไฟล์ยืนยันทักษะกับสถานประกอบการ นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Mobile School (กสศ.) หรือ EWE platform (สคช.) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere, Anytime)” พล.ต.อ. เพิ่มพูน กล่าว  

    ในที่ประชุมยังมีการยกตัวอย่างจังหวัดที่ดำเนินการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ ดำเนินงานโดยสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จังหวัดบุรีรัมย์ ผ่านโครงการ BURIRAM ZERO DROPOUT (BZDM) เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายหลักคือการทำให้ตัวเลขเด็กหลุดระบบกลายเป็นศูนย์ ผ่านกลไกการทำงาน 4 แนวทางหลักคือ 1.ป้องกัน 2.แก้ไข 3.ส่งต่อ และ 4.ติดตามดูแล เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจำนวน 17,401 คน (ช่วงอายุ 3-18 ปี) ขณะเดียวกันยังผนึกกำลังภาคีเครือข่าย “ค้นหาและติดตามเชิงรุก” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกับเครือข่ายในท้องถิ่น ทั้งผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) เพื่อสำรวจข้อมูลเชิงลึกถึงสภาพความเป็นอยู่และสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เด็กหลุดออกจากระบบ และการสนับสนุนจากหน่วยงานภาคีเพื่อสนับสนุนอุปกรณ์การเรียน ปัจจัยพื้นฐาน การดูแลสุขภาพ และการแนะแนวอาชีพตามสภาพปัญหาของแต่ละบุคคล

    ขณะที่จังหวัดสงขลา โดยคณะกรรมการจังหวัด และคณะกรรมการตำบล ได้ดำเนินงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Thailand Zero Dropout หรือ “สงขลาโมเดล 2569” โดยเป็นการประสานพลังร่วมกันระหว่างสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสงขลา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สมาคมอาสาสร้างสุข และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ยุทธศาสตร์นี้มุ่งเน้นการดึงเด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านระบบที่ยืดหยุ่นให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยใช้กลไกการทำงานบูรณาการผ่านคณะกรรมการระดับอำเภอทั้ง 16 อำเภอ และคณะกรรมการปฏิบัติการระดับตำบล 127 แห่ง เพื่อการเข้าถึงและติดตามเด็กอย่างใกล้ชิด 

    หัวใจสำคัญของการดำเนินงานคือยุทธศาสตร์ “ค้นหา-ช่วยเหลือ-ดูแล-ส่งต่อ” ซึ่งปรากฏผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมผ่าน “สทิงพระโมเดล” พื้นที่ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการนำเด็กกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสม ความสำเร็จนี้เกิดจากการปรับเปลี่ยนแนวคิด “เปลี่ยนชุมชนให้เป็นห้องเรียน” ผ่านการจัดการเรียนรู้ 3 ฐาน ได้แก่ วิชาชีวิต วิชาการ และวิชาอาชีพ เพื่อให้บทเรียนตอบโจทย์วิถีชีวิตจริงและสร้างรายได้ได้จริง เช่น การเรียนรู้ภูมิปัญญาการทำน้ำตาลโตนด และศิลปะการแสดงโนราห์ นอกจากนี้ จังหวัดยังขยายผลผ่านนโยบาย “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนทั้งภาครัฐและเอกชนปรับตัวสู่การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ รองรับความหลากหลายของผู้เรียนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

    เช่นเดียวกับจังหวัดพิษณุโลก โดยความร่วมมือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดพิษณุโลก สมาคมสุขปัญญา และกสศ. ที่สามารถติดตามเด็กตามรายชื่อ TZD ได้แล้วถึง 7,178 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 99.61 ผ่านกลไกการทำงานที่เน้นความยืดหยุ่นและการบูรณาการทุกภาคส่วน  เช่น มาตรการ กลไก “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ”เพื่อปรับการเรียนการสอนในสถานศึกษาให้ตอบสนองปัญหาของเด็กรายบุคคล ช่วยป้องกันกลุ่มเสี่ยงไม่ให้หลุดออกจากระบบ  และ One Stop Serviceในการรับเรื่อง ช่วยเหลือ และส่งต่อเด็กอย่างรวดเร็ว  

    รวมถึงยุทธศาสตร์  “ตาข่ายการศึกษา” 3 ชั้น คือ ตาข่ายที่ 1 ปรับสถานศึกษาให้ยืดหยุ่น ตาข่ายที่ 2 รองรับเด็กที่ตกหล่นด้วย “ศูนย์การเรียนมาตรา 12” และรูปแบบโรงเรียนมือถือ (Mobile School) และตาข่ายที่ 3 ขับเคลื่อนระดับตำบล โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน และส่งเสริมการเรียนรู้ตามวิถีชีวิต  นอกเหนือจากนั้นยังมีการ

    บูรณาการเครือข่ายทุกภาคส่วนในจังหวัดทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม ในการร่วมกันแก้ปัญหา

    นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ TZD ยังได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 เพื่อขจัดความซ้ำซ้อนและอุดช่องโหว่ของระบบ ผ่าน 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 

    1. เชื่อมโยงข้อมูลสิทธิสวัสดิการข้ามกระทรวง: บูรณาการข้อมูลกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  เพื่อออกแบบแผนช่วยเหลือเด็กเป็นรายบุคคล (Case Management)

    2. ขยายเป้าหมายคุ้มครองกลุ่มเปราะบางซ่อนเร้น: พัฒนาฐานข้อมูลกลุ่มที่ยังไม่มีระบบรองรับ เช่น เยาวชนในกระบวนการยุติธรรม แรงงานนอกระบบ และโดยเฉพาะเด็กในศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิเงินอุดหนุน นม และอาหารกลางวัน

    3. ดูแลกลุ่ม ‘Crisis PLUS’ (หลุดระบบชั่วคราว): ป้องกันเด็กและเยาวชนที่เผชิญวิกฤตอุทกภัย (เช่น น้ำท่วมขังภาคกลาง, น้ำท่วมฉับพลันภาคใต้) โรคระบาด หรือภัยสงคราม ไม่ให้กลายเป็นกลุ่มที่หลุดออกจากระบบอย่างถาวร

    ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเชิดชูยกย่องเกียรติหน่วยงานทุกภาคส่วนที่ร่วมขับเคลื่อนภารกิจ Thailand Zero Dropout เข้าสู่ปีที่ 3 อย่างเข้มแข็ง ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ในปี 2569 มีการมอบรางวัล Prime Minister TZD+ Awards  ซึ่งเป็นโล่เกียรติยศจากนายกรัฐมนตรี เพื่อมอบให้แก่หน่วยงานต้นแบบที่มีผลงานโดดเด่นในการสร้างตาข่ายรองรับเด็กไทย ไม่ให้มีใครต้องร่วงหล่นจากระบบการศึกษาอีกต่อไป

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2916043&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mcK4opL2eaPsEOoSd7KTz

  • แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ มอบทุนการศึกษาและทุนพัฒนาโครงการสงขลา 2,500,000 บาท ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิ EDF – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ มอบทุนการศึกษาและทุนพัฒนาโครงการสงขลา 2,500,000 บาท ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิ EDF – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บริษัท แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท พลังโสภณ จำกัด ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิ EDF (มูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อการพัฒนา) มอบทุนการศึกษา 2,500,000 บาท (สองล้านห้าแสนบาท) โครงการทุนบูรณาการเพื่อเด็ก โรงเรียน และชุมชน จังหวัดสงขลา ติดต่อกันเป็นปีที่ 13  แก่นักเรียนลูกหลานชาวประมงจำนวน 200 ทุน พร้อมทั้งมอบทุนสนับสนุนโครงการพัฒนาศักยภาพนักเรียนและโรงเรียนใน 15 โรงเรียน และโครงการพัฒนาชุมชน 5 ชุมชน `โดยโครงการทุนบูรณาการเพื่อเด็ก โรงเรียน และชุมชน มุ่งหวังสนับสนุนทุนการศึกษา พัฒนาโรงเรียนและชุมชน เสริมทักษะอาชีพและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความยั่งยืน สร้างอนาคตที่ดีให้เยาวชนของชาติ โรงเรียน และชุมชน

    เด็กหญิงนูรีซัน คล้ายเพ็ชร์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดสถิตย์ชลธาร อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ตัวแทนนักเรียนที่รับทุนการศึกษากล่าวว่า “หนูขอขอบคุณบริษัทแวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัทพลังโสภณ จำกัด ที่มอบทุนการศึกษาให้หนูและเพื่อน ๆ และขอบคุณมูลนิธิ EDF ที่ประสานงานระหว่างบริษัทและโรงเรียนและช่วยให้หนูและเพื่อน ๆ ให้ได้รับทุนการศึกษา ทุนการศึกษาที่หนูได้รับมีประโยชน์อย่างมากเพราะฐานะทางบ้านของหนูยากจน หนูได้ใช้ทุนการศึกษาที่ได้รับเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา หนูขอสัญญาว่าจะเป็นเด็กดี คนดีของสังคม และช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อมีโอกาสในอนาคตค่ะ”

    สำหรับมูลนิธิ EDF เป็นองค์กรสาธารณกุศลลำดับที่ 255 ของประเทศไทย ที่ดำเนินงานตั้งแต่ พ.ศ.2530 เป็นต้นมา มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการศึกษาและคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทยที่ยากจน รวมทั้งร่วมกับองค์กรต่าง ๆ จัดกิจกรรมซีเอสอาร์พัฒนาโรงเรียน และชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทย การดำเนินงานของมูลนิธิได้รับการยอมรับจากองค์กรต่าง ๆ และได้รับรางวัล เช่น รางวัลยอดเยี่ยมองค์กรพัฒนาเอกชนแห่งประเทศไทยประเภทองค์กรขนาดใหญ่จากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์  สถาบันคีนันแห่งเอเชีย  และ เดอะ รีซอร์ส  อัลลิอันซ์ รางวัลประกาศนียบัตรองค์กรสาธารณกุศลระดับ  5 ดาว ในการดำเนินงานและบริหารงานด้วยหลักธรรมาภิบาล มีประสิทธิภาพทางการเงิน และมีความโปร่งใสจากสมาคมกิฟวิ่ง แบค และประกาศนียบัตรรับรองการดำเนินงานด้านองค์กรที่ดำเนินงานโดยไม่แสวงผลกำไรจาก Charity Aids Foundation Group (CAF America) ซึ่งมอบให้องค์กรสาธารณกุศลทั่วโลกที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานการดำเนินงานครอบคลุมหลักธรรมาภิบาล  จดทะเบียนถูกต้อง รายงานการเงินประจำปีมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งเงินบริจาคและเงินสนับสนุนที่ส่งมอบให้มูลนิธิได้รับการนำไปใช้อย่างถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์เพื่อสาธารณกุศลอย่างแท้จริง เป็นต้น

    หน่วยงานและผู้สนใจทำกิจกรรมซีเอสอาร์ หรือมอบทุนการศึกษาให้นักเรียนที่ขาดแคลนร่วมกับมูลนิธิ EDF สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล public@edfthai.org โทรศัพท์ 02-579-9209-11 (จันทร์-ศุกร์ 09.00-16.30 น.) หรือ Line: @edfthai รวมทั้งติดตามกิจกรรมการดำเนินงานได้ที่เฟสบุ๊กแฟนเพจ www.facebook.com/edfthai เอ็กซ์ https://x.com/EDFFoundation เว็บไซต์ www.edfthai.org อินสตราแกรมภาษาไทยและภาษาอังกฤษ https://www.instagram.com/edfthailand/ และอินสตราแกรมภาษาญี่ปุ่น https://www.instagram.com/edfthai.jp/

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/24/619622/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rtniC1q_VCEfqzEg-dF-M

  • วันสิทธิผู้บริโภค 2026 ลดช่องว่างกฎหมาย ยกระดับ ‘สินค้าปลอดภัย’ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    วันสิทธิผู้บริโภค 2026 ลดช่องว่างกฎหมาย ยกระดับ ‘สินค้าปลอดภัย’ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    วันสิทธิผู้บริโภค 2026 ลดช่องว่างกฎหมาย ยกระดับ ‘สินค้าปลอดภัย’

    วันสิทธิผู้บริโภคสากล 2526 ชู “สินค้าปลอดภัย ผู้บริโภคเชื่อมั่น” ดันไทยสู่มาตรฐาน OECD พร้อมปรับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคให้เท่าทันโลกดิจิทัล

    วันที่ 15 มีนาคมของทุกปี คือ “วันสิทธิผู้บริโภคสากล” (World Consumer Rights Day) โอกาสสำคัญที่เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคทั่วโลกทั่วโลกจะออกมารณรงค์และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิของผู้บริโภค สำหรับปี 2569 สหพันธ์ผู้บริโภคสากล (Consumers International : CI) ได้กำหนดธีมรณรงค์ “Safe Products, Confident Consumers” หรือ “สินค้าปลอดภัย ผู้บริโภคเชื่อมั่น” เพื่อตอกย้ำว่าความปลอดภัยต้องเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของตลาด ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาย้อนกลับไปเมื่อปี 2502 แนวคิดเรื่องสิทธิผู้บริโภคได้รับการกล่าวถึงอย่างเป็นทางการครั้งแรกโดย จอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ก่อนจะกลายเป็นกระแสเคลื่อนไหวที่เกิดเป็นรูปธรรมเมื่อเครือข่ายภาคประชาชนรณรงค์และเรียกร้องสิทธิจนเกิดวันสิทธิผู้บริโภคสากลขึ้นครั้งแรก ในวันที่ 15 มีนาคม 2526

    ปัจจุบัน พลังของ “คนตัวเล็ก” ได้ถูกยกระดับผ่านสมาชิกกว่า 200 องค์กรใน 115 ประเทศ รวมถึงองค์กรผู้บริโภคในประเทศไทยอย่าง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และ สภาองค์กรของผู้บริโภค ที่เป็นหนึ่งในสมาชิกของ สหพันธ์ผู้บริโภคสากล (Consumers International : CI) ร่วมกันสะท้อนและตอกย้ำว่าผู้บริโภคคือกลุ่มเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่บ่อยครั้งกลับเป็นกลุ่มที่มีคนรับฟังเสียงน้อยที่สุด

    สินค้าออนไลน์กับโจทย์ความปลอดภัยที่รอคำตอบ

    15 มีนาคม 2569 “วันสิทธิผู้บริโภคสากล” (World Consumer Rights Day) ในปีนี้ สหพันธ์ผู้บริโภคสากล (Consumers International : CI) ได้กำหนดธีมรณรงค์ “Safe Products, Confident Consumers” หรือ “สินค้าปลอดภัย ผู้บริโภคเชื่อมั่น” เพื่อผลักดันให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต้องรับผิดชอบต่อมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้า

    ทั้งนี้ ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD)  ระบุว่า มีสินค้าที่ถูกสั่งห้ามจำหน่ายหรือเรียกคืนเนื่องจากอันตรายถึง 87% ที่ถูกนำกลับมาวางขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ตัวเลขนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบกำกับดูแลในยุคดิจิทัล ซึ่งไม่เพียงเป็นความบกพร่องในเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อสุขภาพของผู้คน โดยเฉพาะผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางและในกลุ่มประเทศรายได้น้อย อีกทั้งยังเพิ่มความท้าทายในการจัดการขยะ และปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย

    หัวข้อหลักในการรณรงค์ขององค์กรผู้บริโภคทั่วโลกในปีนี้ จึงมุ่งผลักดันการลดช่องว่างทางกฎหมาย และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสินค้าในระดับสากล โดยเชื่อมโยงกับความพยายามผลักดัน “มติสหประชาชาติว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าโลก” เพื่อให้ระบบนิเวศการค้าดิจิทัลไม่กลายเป็นช่องทางแพร่กระจายสินค้าด้อยคุณภาพที่กระทบทั้งชีวิตผู้คนและทรัพยากรของโลก

    เป้าหมายสำคัญของแคมเปญคือการผลักดันให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ผลิตและแพลตฟอร์มออนไลน์ ต้องรับผิดชอบต่อสินค้าที่ไม่ปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการกระตุ้นให้หน่วยงานกำกับดูแลของรัฐยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้สอดคล้องกับบริบทการค้าโลกยุคใหม่ พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพผู้บริโภคให้มีความรู้ เครื่องมือ และข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจ เพื่อเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้เสียหาย” ไปสู่ “ผู้บริโภคที่ตระหนักในสิทธิของตัวเอง”

    เพราะท้ายที่สุด ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไม่ได้เกิดจากคำโฆษณา แต่เกิดจากความมั่นใจว่าสินค้าที่ซื้อผ่านออนไลน์นั้น ปลอดภัยต่อชีวิตอย่างแท้จริง

    ไทยเดินหน้า สู่เป้าหมายสมาชิก OECD

    สำหรับประเทศไทย หนึ่งในเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของปี 2569 คือการสนับสนุนการยกระดับประเทศสู่การเข้าเป็นสมาชิกของ OECD ซึ่งถือเป็นกลุ่มประเทศที่มีมาตรฐานด้านเศรษฐกิจ ธรรมาภิบาล และการคุ้มครองผู้บริโภคในระดับสูง

    การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้เป็นเพียงสถานะเชิงสัญลักษณ์ หากแต่เป็นการยืนยันว่าประเทศนั้นมีระบบกฎหมายและกลไกกำกับดูแลที่สอดคล้องกับหลักสากล ทั้งด้านการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม ความโปร่งใสในการดำเนินนโยบายสาธารณะ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และมาตรฐานความปลอดภัยสินค้าและบริการในตลาด

    ทั้งยังช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและคู่ค้าระหว่างประเทศ สะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศที่ยึดหลักนิติธรรมและการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการคุ้มครองผู้บริโภคให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ

    ในอีกมิติหนึ่ง มาตรฐานของ OECD ยังทำหน้าที่เป็นกรอบอ้างอิงสำคัญในการพัฒนานโยบายภายในประเทศ การยกระดับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว จึงไม่เพียงตอบโจทย์ภายใน แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อประชาคมโลกว่า ประเทศไทยพร้อมก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน

    ช่องว่างกฎหมายไทย กับข้อเสนอเพิ่มสิทธิผู้บริโภค

    อีกปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยยกระดับความปลอดภัยของสินค้าไทยได้คือการปรับแก้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค แม้ประเทศไทยจะมีการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาอย่างยาวนาน แต่สิทธิที่รับรองไว้ยังจำกัดเพียง 5 ประการ ขณะที่ในระดับสากล สหประชาชาติได้รับรองสิทธิผู้บริโภคพื้นฐาน 8 ประการตั้งแต่ปี 2528 ซึ่งครอบคลุมประเด็นร่วมสมัย เช่น การบริโภคอย่างยั่งยืน การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และความปลอดภัยในโลกดิจิทัล

    จากช่องว่างทางกฎหมายดังกล่าว สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคฉบับใหม่ เพิ่มความหมาย “ผู้บริโภค” “ผู้ประกอบธุรกิจ” ให้เท่าทันยุคสมัย โดยเพิ่มนิยามของคำว่า “ผู้บริโภค” ให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบธุรกิจรายย่อยที่ซื้อสินค้ามาเพื่อจำหน่ายต่อ และผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการประกอบธุรกิจด้วย ส่วนคำว่า “ผู้ประกอบธุรกิจ” นั้นให้หมายความรวมถึง ผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้ที่ขายสินค้าหรือบริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล อีกทั้งยังเสนอให้เพิ่มนิยามของคำว่า “องค์กรผู้บริโภค” อีกด้วย

    นอกจากนี้ยังเสนอให้ ขยายการรับรองสิทธิเป็น 10 ประการ เพื่อให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงจากตลาดดั้งเดิมสู่ตลาดแพลตฟอร์มดิจิทัล ครอบคลุมสิทธิในการได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าและบริการ สิทธิในการเลือกโดยเสรี สิทธิในความปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการ และสิทธิในความเป็นธรรมทางสัญญา ควบคู่กับการเน้นย้ำสิทธิในการได้รับความรู้เพื่อการบริโภคอย่างเท่าทัน การส่งเสริมการบริโภคที่ยั่งยืน การคุ้มครองความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคล การรวมกลุ่มจัดตั้งองค์กรผู้บริโภค การเข้าถึงสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ตลอดจนสิทธิในการได้รับการพิจารณาเรื่องร้องเรียนและการชดเชยความเสียหายอย่างเป็นธรรม

    การขยายขอบเขตสิทธิเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มถ้อยคำในกฎหมาย หากเป็นการปรับโครงสร้างการคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้เท่าทันโลกที่หมุนเร็วกว่าเดิม

    ทั้งนี้ เนื่องในโอกาสวันสิทธิผู้บริโภคสากล ปี 2569 สภาผู้บริโภค ขอเชิญชวนผู้บริโภคติดตามงานภายใต้หัวข้อ “สินค้าที่จำหน่ายบนแพลตฟอร์ม ต้องมีความปลอดภัยและมีมาตรฐาน” ในวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 – 12.00 น. ถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจสภาองค์กรของผู้บริโภค และยูทูบ tccthailand


    อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้องได้

    World Consumer Rights Day 2026 to focus on ‘Safe Products, Confident Consumers’

    ปรับเพื่อเปลี่ยน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/240269_wcrd2026_article/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sYb3nbWGn3BQ-09fyZVT9

  • UOB ประเทศไทย ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษาไทย จาก “การเข้าถึง” สู่ “ศักยภาพการใช้งาน” – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    UOB ประเทศไทย ยกระดับห้องเรียนดิจิทัล ตอบโจทย์การศึกษาไทย จาก “การเข้าถึง” สู่ “ศักยภาพการใช้งาน” – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กรุงเทพ, 24 กุมภาพันธ์  2569 – ในขณะที่โรงเรียนไทยส่วนใหญ่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้แล้ว ความท้าทายด้านการศึกษาได้ขยับจาก “การเข้าถึง” ไปสู่ “การพัฒนาศักยภาพการใช้เทคโนโลยีและความรู้ทางการเงินของเยาวชน” แม้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในโรงเรียนจะครอบคลุมมากขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำด้านอุปกรณ์และการบูรณาการเทคโนโลยียังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยรายงานปี 2568 จากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่า โรงเรียนไทยโดยเฉลี่ยมีนักเรียนถึง 17 คนต่อคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง สะท้อนความแตกต่างด้านคุณภาพการเข้าถึงอุปกรณ์และโอกาสในการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เดินหน้าขยายโครงการ UOB My Digital Space (MDS) ครอบคลุม 10 โรงเรียนทั่วประเทศ สนับสนุนห้องเรียนดิจิทัลและหลักสูตรความรู้ทางการเงินให้แก่นักเรียนกว่า 5,500 คนแห่งทั่วประเทศ เพื่อลดช่องว่างด้านอุปกรณ์และยกระดับศักยภาพการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนไทย โดยครูผู้สอนระบุว่า นักเรียนมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น, สามารถฝึกทำแบบฝึกหัดออนไลน์ด้วยตนเอง และลดข้อจำกัดจากการต้องใช้อุปกรณ์ร่วมกันหลายคน

    โครงการ UOB My Digital Space มุ่งแก้ไขช่องว่างดังกล่าวผ่านการจัดตั้ง “ห้องเรียนดิจิทัล” พร้อมอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ตามหลักสูตร เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ รวมถึงการสอดแทรกหลักสูตรการเงินออนไลน์ UOB Money 101: Teen Edition วัยรุ่นเก่งการเงิน ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อเสริมทักษะด้านการบริหารเงินและความปลอดภัยดิจิทัล นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุนการอบรมครู การพัฒนานักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 และจัดกิจกรรมด้านความปลอดภัยไซเบอร์และทักษะชีวิตโดยพนักงานอาสาสมัครของยูโอบี

    การขยายโครงการในปีนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของโรงเรียนต้นแบบ 3 แห่งที่ยูโอบีสนับสนุนตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งได้รับอุปกรณ์ดิจิทัล เครื่องมือการเรียนรู้ และการพัฒนาศักยภาพครูอย่างครบวงจร ตลอด 3 ปีการศึกษา โรงเรียนเหล่านี้พบการพัฒนาทักษะในวิชาหลักอย่างมีนัยสำคัญ โดยโรงเรียนหนึ่งมีสัดส่วนของนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มผลการเรียนสูงเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31 เป็นร้อยละ 62 ขณะที่กลุ่มผลการเรียนต่ำลดลงจากร้อยละ 32 เหลือร้อยละ 10 ตามผลการประเมินหลังเรียนของสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ

    นายริชาร์ด มาโลนี่ย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อมีความพร้อมมากขึ้น สิ่งสำคัญคือการสร้างความสามารถให้นักเรียนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิผล และบริหารจัดการการเงินได้อย่างรอบคอบ ผลลัพธ์จากโรงเรียนต้นแบบสะท้อนว่าการเข้าถึงอุปกรณ์ เครื่องมือดิจิทัล และการเรียนรู้เรื่องการเงินอย่างเป็นระบบ สามารถช่วยเสริมศักยภาพนักเรียนได้จริง การขยายโครงการนี้ทำให้เราเข้าถึงนักเรียนกลุ่มกว้างขึ้น และช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะสำคัญที่จำเป็นต่ออนาคต”

    นางสาวกนกวรรณ โชว์ศรี ผู้อำนวยการโครงการร้อยพลังการศึกษา มูลนิธิยุวพัฒน์ กล่าวว่า “การสร้างผลกระทบที่ยั่งยืนต้องมองไกลกว่าเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การบูรณาการเทคโนโลยีในการเรียนรู้ประจำวัน ควบคู่กับการเสริมความรู้ทางการเงินที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดช่องว่างเชิงคุณภาพและเสริมโอกาสระยะยาวของนักเรียน”

    ผู้อำนวยการโรงเรียนจากโรงเรียนคลองยางประชานุสรณ์และโรงเรียนด่านช้างวิทยา ระบุว่า ห้องเรียนดิจิทัลได้ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างสม่ำเสมอ ลดการพึ่งพาอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานร่วมกัน และช่วยวางรากฐานความรู้ด้านการเงินอย่างเป็นระบบภายในห้องเรียน

    โครงการ UOB My Digital Space เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของธนาคาร ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการเข้าถึงดิจิทัลและเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชน ผ่านรูปแบบการพัฒนาศักยภาพที่ออกแบบให้ขยายผลได้อย่างเป็นระบบทั่วประเทศ โครงการนี้เริ่มต้นในประเทศสิงคโปร์ ก่อนขยายมายังประเทศไทยซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างโดดเด่น และต่อยอดสู่ประเทศอินโดนีเซียในลักษณะโครงการระยะหลายปี ปัจจุบัน UOB My Digital Space ช่วยยกระดับทักษะ ความรู้ และการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับนักเรียนกว่า 100,000 คนทั่วภูมิภาค เพื่อเตรียมเยาวชนสู่โลกอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/02/24/619833/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UUU5jrCzrY2tKiFQ4l_Ap

  • เปิดแฟ้ม ครม.24 ก.พ.คลัง ชงแก้แผนบริหารหนี้สาธารณะ-พาณิชย์ รายงานปัญหานอมินีถือครองอสังหาฯ

    เปิดแฟ้ม ครม.24 ก.พ.คลัง ชงแก้แผนบริหารหนี้สาธารณะ-พาณิชย์ รายงานปัญหานอมินีถือครองอสังหาฯ

    เปิดแฟ้ม ครม.วันนี้คลังชงแก้ไขแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปี 2569 พร้อมชงร่างความตกลงมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี เพิ่มความสามารถบริหารการเงินในภูมิภาค พาณิชย์ชงรายงานผลการวินิจฉัยกรณีปัญหานอมินีต่างด้าวถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ 24 ก.พง 2569 มีวาระการประชุมที่สำคัญหลายเรื่อง โดยมีวาระที่น่าสนใจดังนี้

    ส่วนของเรื่องเพื่อพิจารณา กระทรวงการคลัง ได้เสนอวาระสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ การปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1 ซึ่งเสนอโดยคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ และเสนอร่างความตกลงมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี (CMIM Agreement) ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการการเงินในภูมิภาค

    สำหรับเรื่องเพื่อทราบ มีประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่ ในด้านการศึกษาและสังคม: การเสนอร่างประกาศกระทรวงอุดมศึกษาวิจัย และนวัตกรรม (อว.) เสนอยกเลิกการใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 39/2559 เกี่ยวกับธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา แก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และข้อเสนอแนะในการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

    ในส่วนวาระที่เกี่ยวข้องกับด้านการทุจริตและกฎหมายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอมาตรการป้องกันความเสี่ยงต่อการทุจริตในโครงการอาหารกลางวันนักเรียน

    กระทรวงพาณิชย์ เสนอรายงานผลการวินิจฉัยกรณีปัญหานอมินีต่างด้าวถือครองที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาข้อเสนอแนะเรื่องการแก้ไขกฎหมายบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด และโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง

    กระทรวงวัฒนธรรม เสนอรายงานการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญ ในเรื่องแนวทางการอนุรักษ์ฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ และวัฒนธรรม

    สำหรับเรื่องเพื่อทราบและวาระอื่นๆ ที่น่าสนใจได้แก่ ครม. จะรับทราบรายงานสถานะทางการเงิน ได้แก่ รายงานประจำครึ่งปีของธนาคารแห่งประเทศไทย และรายงานการเงินของเงินทุนหมุนเวียนเพื่อช่วยเหลือหนี้สินข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงสรุปผลการเรื่องร้องทุกข์จากประชาชนในไตรมาสที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2569

    นอกจากนี้ ครม. ยังเตรียมรับทราบผลการพิจารณาของ กกต. ที่อนุมัติให้กระทรวงมหาดไทยใช้งบกลางปี 2569 จำนวนกว่า 2,203 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 และรับทราบการแต่งตั้งข้าราชการระดับทรงคุณวุฒิในสังกัดกระทรวง อว. และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ซึ่ง กกต.ได้เห็นชอบแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1222408&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hgu8ElAoMNaF276xB5sFO

  • นายก อบต.นรสิงห์ แถลงนโยบายต่อสภา ชูพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน-คุณภาพชีวิตประชาชน

    นายก อบต.นรสิงห์ แถลงนโยบายต่อสภา ชูพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน-คุณภาพชีวิตประชาชน

    นายก อบต.นรสิงห์ แถลงนโยบายต่อสภาฯ ก่อนเข้ารับตำแหน่ง เดินหน้าพัฒนาท้องถิ่นครบทุกมิติ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน อาชีพ การศึกษา ผู้สูงอายุ และการบริหารโปร่งใส เปิดโอกาสประชาชนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนพื้นที่อย่างยั่งยืน

    วันที่ 24 ก.พ.69 สภาองค์การบริหารส่วนตำบลนรสิงห์ นำโดย นายลมัย นกขุนทอง ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลนรสิงห์ พร้อมสมาชิกสภาฯ คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และหน่วยงานราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ตำบลนรสิงห์ ได้เข้าร่วมประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลนรสิงห์ สมัยสามัญ สมัยที่ 1 ครั้งที่ 1/2569 ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลนรสิงห์ เพื่อให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนรสิงห์แถลงนโยบายและพิจารณาเรื่องอื่นๆ ตามอำนาจหน้าที่

    โดยการแถลงนโยบายครั้งนี้ ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาท้องถิ่นอย่างชัดเจน ครอบคลุมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน การส่งเสริมอาชีพและรายได้ การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม ตลอดจนการดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส พร้อมเน้นย้ำการบริหารงานด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่

    นายไพรัตน์ ทองหยอด นายก อบต.นรสิงห์ กล่าวว่า พร้อมทำงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น และขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมกันขับเคลื่อนตำบลนรสิงห์ให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/local-politics/131093&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BlIfAkgvj5gonz_8J7IbI

  • “ของแพง-ถูกปรับขึ้นภาษี” ผลกระทบต่อชาวรัสเซียหลัง 4 ปีที่ก่อสงครามในยูเครน  – BBC News ไทย

    “ของแพง-ถูกปรับขึ้นภาษี” ผลกระทบต่อชาวรัสเซียหลัง 4 ปีที่ก่อสงครามในยูเครน – BBC News ไทย

    คำบรรยายภาพ, โปสเตอร์เสนอเงินจำนวนมากสำหรับการเข้าร่วมกองทัพมีอยู่ทุกที่ในรัสเซีย
      • Author, สตีฟ โรเซนเบิร์ก
      • Role, บรรณาธิการแผนกรัสเซีย ประจำลีเปตสก์
    • เวลาอ่าน: 9 นาที

    เมื่อมองอย่างผิวเผิน ฤดูหนาวในเมืองเยเลตส์เสมือนบางสิ่งที่มาจากเทพนิยายรัสเซีย

    จากคันกั้นแม่น้ำผมมองเห็นโดมสีทองของโบสถ์ออร์โธดอกซ์ และเมื่อไล่สายตาลงมามีเหล่าชาวประมงกระจายตัวกันเจาะช่องตกปลาอยู่ตลอดแนวแม่น้ำที่เยือกแข็ง

    แต่ในเมืองแห่งนี้ที่อยู่ห่างจากมอสโกมาทางตอนใต้ราว 350 กิโลเมตร ความรู้สึกราวกับเทพนิยายเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น

    ณ ริมฝั่งแม่น้ำ ผมเห็นป้ายโฆษณารับสมัครคนเข้ากองทัพ โดยสัญญาว่าจะให้เงินก้อนเทียบเท่ากับ 15,000 ปอนด์ (กว่า 628,000 บาท) ให้กับใครก็ตามที่สมัครเข้าร่วมรบในยูเครน

    ใกล้ ๆ กันมีภาพโปสเตอร์อีกใบ เป็นภาพทหารรัสเซียนายหนึ่งกำลังเล็งเป้าด้วยปืนคาลาชนิคอฟ

    “เราอยู่ในที่ที่เราจำเป็นต้องไป” คือสโลแกนที่อยู่บนโปสเตอร์ใบนั้น

    ทางการรัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนอย่างเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2022 มันถูกมองจากภายนอกรัสเซียว่าเป็นความพยายามที่จะบังคับให้ยูเครนตกอยู่ภายใต้อาณัติของรัสเซีย และล้มล้างความมั่นคงทางสถาปัตยกรรมทั้งหมดในยุโรปที่สั่งสมมาในยุคหลังสงครามเย็น

    ผู้นำรัสเซียคาดการณ์ถึงปฏิบัติการทางทหารที่สั้นและประสบความสำเร็จ แต่มันไม่ได้เป็นไปตามแผน

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    4 ปีต่อมา สงครามที่รัสเซียก่อกับยูเครนยังดำเนินต่อ มันกินเวลายาวนานกว่าสงครามอันโหดร้ายที่นาซีเยอรมนีเคยก่อกับสหภาพโซเวียตซึ่งรู้จักกันในชื่อ “มหาสงครามของผู้รักชาติ” (Great Patriotic War)

    และคุณสามารถมองเห็นผลกระทบบางอย่างจากในเมืองนี้ได้

    ภาพจิตรกรรมฝาผนังขนาดยักษ์ที่ถูกวาดเต็มด้านหนึ่งของอาคารอะพาร์ตเมนต์เก้าชั้นในเมืองเยเลตส์ เป็นภาพใบหน้าของนายทหารรัสเซียห้านาย ซึ่งเป็นคนท้องถิ่นที่เสียชีวิตจากการสู้รบในยูเครน

    “เกียรติยศแด่วีรบุรุษของรัสเซีย!” ข้อความนี้ถูกวาดไว้ที่ด้านบนสุดของภาพ

    คำบรรยายภาพ, แผนที่แสดงส่วนหนึ่งของรัสเซีย ยูเครน และเบลารุส โดยแสดงตำแหน่งที่ตั้งของกรุงมอสโกอยู่ทางตอนเหนือ ส่วนเมืองเยเลตส์และลีเปตสก์อยู่ทางตอนใต้ลงมา โดยทั้งสองเมืองอยู่ห่างจากยูเครนไม่ถึง 300 กม.

    ทางการรัสเซียไม่เปิดเผยจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ปฏิบัติการทางการทหารพิเศษ” (special military operation) แต่เป็นที่รู้กันว่ารัสเซียประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ในสนามรบ มีหลากหลายเมืองและหมู่บ้านเหลือเกินที่ผมได้ไปเยี่ยมเยือนในช่วงสองปีที่ผ่านมา หมู่บ้านและเมืองเหล่านั้นมีพิพิธภัณฑ์และอนุสาวรีย์อุทิศแด่ทหารที่สิ้นชีวิตในยูเครน ไปจนถึงสุสานที่แยกโซนไว้ต่างหากสำหรับการเสียชีวิตจากสงครามนี้ในท้องถิ่นต่าง ๆ

    “สามีของเพื่อนฉันถูกสังหารจากการสู้รบที่นั่น ลูกชายของญาติฉัน และหลานชายของฉันด้วย” อิรินาหยุดคุยกับผมบริเวณฝั่งตรงข้ามของภาพจิตรกรรมฝาผนัง

    “มีคนถูกสังหารมากมาย ฉันรู้สึกสงสารเด็กเหล่านี้”

    อิรินาเป็นพนักงานตรวจตั๋วโดยสารที่สถานีรถประจำทาง เธอประสบกับความยากลำบากในการหาเลี้ยงชีพ

    “ค่าสาธารณูปโภคทำให้เราหายใจไม่ออก ราคาข้าวของกำลังบดขยี้เราซ้ำ มันยากมากที่จะผ่านไปได้”

    แม้ว่าเงินที่มีจะแทบไม่เหลือ แต่อิรินาก็ยังช่วยรวบรวมสิ่งของช่วยเหลือส่งไปให้ทหารรัสเซียที่แนวหน้า เธอไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์สงครามในยูเครน แต่เธอรู้สึกสับสน

    “ในมหาสงครามของผู้รักชาติ เรารู้ว่าเรากำลังสู้รบเพื่ออะไร” อิรินากล่าว “ฉันไม่แน่ใจว่าตอนนี้เรากำลังต่อสู้เพื่ออะไรอยู่”

    พรมแดนยูเครนอยู่ห่างจากที่นี่ออกไป 250 กิโลเมตร แต่บางครั้งก็ให้ความรู้สึกเหมือนแนวหน้าอยู่ใกล้เข้ามากว่านั้น ที่นี่เป็นส่วนหนึ่งในภูมิภาคลีเปตสก์ของรัสเซียซึ่งเคยถูกโจมตีด้วยโดรนของยูเครน เจ้าหน้าที่ทางการได้ติดตั้งที่หลบภัยฉุกเฉินรอบเมืองเยเลตส์ไว้หลายแห่ง ผมเห็นที่หนึ่งอยู่ตรงป้ายโดยสารรถประจำทาง และอีกที่อยู่ในสวน

    โครงสร้างคอนกรีตเหล่านี้ตั้งตระหง่านราวกับเป็นอนุสาวรีย์ “ปฏิบัติการทางการทหารพิเศษ” ของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ก่อนทางการรัสเซียจะรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ ที่หลบภัยเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งจำเป็นเลย เพราะไม่เคยมีการโจมตีด้วยโดรนเข้ามายังรัสเซีย

    อาคารแฟลตต่าง ๆ ในเมืองเยเลตส์ถูกกำหนดให้ต้องจัดที่หลบภัยในห้องใต้ดินด้วยเช่นกัน

    “เสียงไซเรนดังเกือบทุกคืน” อิรินาอธิบาย “แต่ฉันไม่ได้ออกจากอาคารหรอก เราก็แค่เข้าไปในทางเดินที่ไม่มีทางต่าง”

    คำบรรยายภาพ, ก่อนรัสเซียจะรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ ที่หลบภัยเช่นนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรัสเซีย

    ในเมืองเยเลตส์ คุณสามารถพบเห็นสัญลักษณ์ของสงครามได้แม้ในสถานที่ที่ไม่คาดคิด ผมสังเกตเห็นว่าชื่อร้านแพนเค้กท้องถิ่นแห่งหนึ่งมีตัวอักษร V และ Z ในภาษาละติน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ “ปฏิบัติการทางการทหารพิเศษ” ประกอบอยู่ด้วย

    ป้ายด้านนอกร้านระบุว่า “คว้าแพนเค้กก่อน จากนั้นค่อยคว้าโลกทั้งใบ”

    ผมประหลาดใจ แต่แล้วผมก็นึกขึ้นได้ถึงสิ่งที่วลาดิเมียร์ ปูตินเคยกล่าวไว้

    “ที่ใดที่เท้าของทหารรัสเซียเหยียบไปถึง นั่นคือที่ของเรา” เขาประกาศที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อปีที่แล้ว

    สองปีก่อนหน้านี้ที่กรุงมอสโก ผมเห็นป้ายบิลบอร์ดอิเล็กทรอนิกส์ที่แสดงคำพูดของปูตินว่า “พรมแดนของรัสเซียไม่ได้สิ้นสุดลง ณ ที่ใด ๆ”

    สงครามคือการล้างผลาญทางการเงิน ด้วยการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจที่ซบเซาในรัสเซีย ทำให้รัฐบาลขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 20% เป็น 22% โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นจะถูกใช้ในด้าน “กลาโหมและความมั่นคง”

    สถานีโทรทัศน์ของทางการรัสเซียเองก็โน้มน้าวให้สาธารณชนเข้าใจ

    “เรามีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาของสงคราม สงครามที่ตะวันตกบีบบังคับเรา” ดมิตรี คิเซเลฟ ผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์บอกกับผู้ชม “เราต้องชนะมัน และเราไม่สามารถทำได้หากขาดงบประมาณสงคราม”

    ธุรกิจขนาดเล็กต่าง ๆ กำลังรู้สึกถึงแรงบีบนี้ ที่ร้านเบเกอรีในเมืองเยเลตส์ กลิ่นของขนมปังลูกเกด สโคน และขนมไส้ครีมที่เพิ่งอบสดใหม่นั้นหอมเย้ายวน แต่ร้านนี้ได้รับผลกระทบจากความถดถอยทางเศรษฐกิจและการขึ้นภาษีของรัสเซีย

    “เราจำเป็นต้องขึ้นราคา” อนาสเตเซีย บูโกวา เจ้าของร้านบอก “เพราะค่าสาธารณูปโภค ค่าเช่า และภาษีต่างก็ขึ้นกันทั้งหมด และการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มก็ทำให้วัตถุดิบของเรามีราคาแพงขึ้น”

    “ลองจินตนาการว่าเราต้องปิดกันหมดสิ ร้านเบเกอรีของเรา และร้านอาหารฝั่งตรงข้าม เราพยายามจะทำให้เมืองของเราดูดีอยู่ แต่ถ้าเราปิดแล้วจะเหลืออะไร แค่พื้นที่สีเทาเข้มเท่านั้นแหละ”

    คำบรรยายภาพ, “ปฏิบัติการทางการทหารพิเศษนั้นยอดเยี่ยม แค่ราคาข้าวของต่าง ๆ แพงขึ้นเท่านั้นเอง” แม้แต่ชาวรัสเซียที่สนับสนุนการรุกรานก็กำลังรู้สึกถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ

    ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์หนึ่งชั่วโมงจากเมืองเยเลตส์ ในเมืองหลวงของภูมิภาคลีเปตสก์ ผมเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่ย้ำเตือนเกี่ยวกับสงครามมากขึ้น ทั้งโปสเตอร์ทหารที่มากขึ้น และที่หลบภัยที่มีหลายจุดมากขึ้น

    แต่ที่บันไดของอาคารอะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง อีวาน ปาฟโลวิช กำลังกังวลกับท่อประปาที่กำลังรั่ว น้ำแข็งที่เกาะผนังอาคาร และลิฟต์ที่ไม่ทำงานมากกว่า

    ข้าราชการบำนาญรายนี้กำลังหัวเสียที่ไม่มีใครเข้ามาซ่อมมัน และเขาก็บ่นถึงราคาข้าวของแพงกับค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มสูงขึ้น

    แต่เขาคิดว่าต้องโทษสงครามหรือเปล่า ?

    “ถ้าผมยังเด็กกว่านี้ ผมจะไปร่วมรบที่นั่น” อีวานบอกกับผม “ปฏิบัติการทางการทหารพิเศษนั้นยอดเยี่ยม แค่ราคาข้าวของต่าง ๆ แพงขึ้นเท่านั้นเอง เงินบำนาญก็เพิ่มขึ้น แต่ราคาของแพงขึ้นไปกว่านั้นอีก ดังนั้นผมได้อะไรน่ะหรือ ไม่ได้สักอย่าง”

    “แน่นอน เราจะอยู่อย่างสุขสบายกว่านี้ถ้าไม่มีปฏิบัติการพิเศษทางการทหาร” เขากล่าวเสริม “พวกเขาใช้เงินไปกับมันมาก ผู้คนก็ให้ในสิ่งที่พวกเขาให้ได้ เราจำเป็นต้องช่วย ผมไม่บ่นหรอก”

    ชาวรัสเซียรู้สึกว่าชีวิตของพวกเขายากลำบากขึ้น มีน้อยคนที่เชื่อว่าพวกเขามีอำนาจที่จะเปลี่ยนมันได้ เมื่อสงครามล่วงเข้าสู่ปีที่ 5 น้อยคนนักที่จะยังมองโลกในแง่ดี หลายคนที่นี่ก็แค่ก้มหน้ารอและหวังว่าจะมีช่วงเวลาที่ดีกว่านี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/clyzjj1yy4ro.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rH81y6GUbWR6rvTvVKaJC

  • “เอกนิติ” เตรียมงัดธนู 3 ดอกฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ พาไทยพ้น “คนป่วยแห่งเอเชีย”

    “เอกนิติ” เตรียมงัดธนู 3 ดอกฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ พาไทยพ้น “คนป่วยแห่งเอเชีย”

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ก.พ. 69)

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Fiscal Transformation : ปฏิรูปการคลัง เพิ่มรายได้รัฐ เป็นเกราะป้องกันมรสุมโลก” ในงาน Thailand Economic DRIVES 2026 : ฝ่ามรสุม 69 ว่า ปีนี้ ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับ “มรสุมเศรษฐกิจ” ใน 3 ลูกสำคัญที่กำลังตั้งเค้ารออยู่

    มรสุมลูกแรก คือ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความขัดแย้งทางการเมืองที่โยงต่อเนื่องไปถึงเรื่องเศรษฐกิจ มรสุม ลูกที่ 2 คือ ปัญหาภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติ หากบริหารจัดการไม่ดี ก็จะกระทบกับประชาชน และรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการดูแลเยียวยา และมรสุมลูกที่ 3 คือ ปัญหาภายในประเทศ จากทั้งความอ่อนแอของการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาโครงสร้างประชากร จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยที่ทำให้รายได้หายไป และปัญหาการลงทุนในประเทศที่ชะลอตัวมาเป็นเวลานาน

    โดยตั้งแต่ปี 2540 ประเทศไทยเคยมีการลงทุนสูงถึง 40% ของ GDP แบ่งเป็นการลงทุนภาครัฐ 10% และการลงทุนภาคเอกชน 30% ของ GDP แต่วันนี้การลงทุนของประเทศลดลงเหลือ 24% ของ GDP โดยเป็นการลงทุนภาครัฐเพียง 6% และภาคเอกชนเหลือ 18% ของ GDP เท่านั้น อีกทั้งเศรษฐกิจไทยที่หันไปพึ่งพาการส่งออกสินค้าถึง 60% ของ GDP และการบริการ 10% ของ GDP เมื่อเศรษฐกิจโลกเกิดปัญหา จึงดึงให้เศรษฐกิจไทยผันผวนไปด้วย ทั้งหมดนี้เป็นมรสุมจากความอ่อนแอภายในประเทศ ที่สะท้อนว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยไม่สมดุล

    “โจทย์ปีนี้ มีมรสุม 3 ลูกที่ตั้งเค้ารออยู่ เราจะทำอย่างไร สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ เปลี่ยนนโยบายจาก Quick Big Win เป็น Big Win เป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันในฐานะคนไทย เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยที่ถูกยกออกจากหล่มแล้ว ยังโตต่อเนื่อง สามารถกลับมาแข่งขันกับนานาชาติได้ เปลี่ยนจากคนป่วยแห่งเอเชีย กลับมาเป็นคนที่แข็งแรง

    แต่การจะเป็นคนป่วยที่ออกจากห้อง ICU แล้ววิ่งได้เลย คงเป็นไปไม่ได้ ต้องทำให้ร่างกายแข็งแรงก่อน ด้วยการออกกำลังกาย กินวิตามิน กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ยังต้องทำอีกเยอะ รัฐบาลคงไม่ได้มีเวลาแค่ 73 วันเหมือนที่ผ่านมา เราหวังว่าจะมีเวลาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 4 ปีเต็ม เพื่อยกเครื่องเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเข้มแข็ง ท่ามกลางมรสุมที่เยอะมาก” รองนายกฯ และรมว.คลัง ระบุ

    • เตรียมใช้ “ธนู 3 ดอก” ปราบมรสุมเศรษฐกิจ

    สำหรับแนวทางซึ่งถือเป็น “ธนู 3 ดอก” ที่สำคัญของรัฐบาลในการปราบมรสุมเศรษฐกิจ ได้แก่ 1. การเร่งผลักดันเรื่องการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในพลังงานสะอาด เศรษฐกิจสีเขียว 2. การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการยกระดับและปฏิรูปการศึกษา ดึงดิจิทัลเอไอเข้ามาเสริมทักษะของแรงงานไทยให้เก่งขึ้น และ 3. การลงทุนในเรื่องของกฎหมาย โดยเฉพาะการปลดล็อกกฎกติกาต่าง ๆ เพื่อทำให้กระบวนการลงทุนเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อผลักดันรวบยอดเรื่องการลงทุนให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ไม่ต้องไปดู พ.ร.บ.ที่ดิน, พ.ร.บ.การก่อสร้างอาคาร เป็นต้น เพราะหากรวมกระบวนการทั้งหมด ต้องใช้เวลาเกือบ 2 ปี จึงจะได้รับอนุมัติให้ลงทุนได้ ดังนั้นจึงหวังว่ากฎหมายนี้ จะเป็นตัวเปลี่ยนโฉมการลงทุนของประเทศไทย ส่วนความชัดเจนทั้งหมดคงต้องรอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เรียบร้อยก่อน

    “การผลักดันเรื่องการลงทุน โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป วันนี้ถึงเวลาที่เราต้องมองวิกฤติให้เป็นโอกาส ปีก่อน มียอดขอรับส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท และที่ผ่านมา เราได้ผลักดันมาตรการ Thailand FastPass ปลดล็อกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องได้บางส่วน และเชื่อว่าจะช่วยให้เกิดการลงทุนได้ถึง 4.8 แสนล้านบาท แต่ถ้าเราสามารถผลักดันกฎหมายรวบยอดการลงทุนได้ ก็เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันเม็ดเงินลงทุนจาก FDI ในปี 2569 ให้เพิ่มขึ้น 9.7 แสนล้านบาท โตเกือบ 20% รวมถึงเร่งผลักดันการลงทุนผ่านโครงการ PPP เหล่านี้จะเป็นธนูลูกสำคัญ ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเศรษฐกิจไทย” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ระบุ

    *ธปท.ชูเร่งปฎิรูปโครงสร้าง ดัน GDP โตตามศักยภาพ

    ด้าน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปัญหาของประเทศไทยวันนี้ คือ เศรษฐกิจเติบโตในระดับต่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง และจำเป็นต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา ไม่สามารถกดปุ่มแล้วสามารถแก้ไขได้ในทันที แต่หากไม่ทำอะไรเลยการเติบโตจะอยู่อย่างนี้ไปอีก 3 ปี, 5 ปี หรืออาจถึง 10 ปี เพราะไทยอยู่ในจุดที่หนี้ครัวเรือนสูง 86-87% แม้จะลดลงจาก 92% จาก GDP ที่โตเพียงเล็กน้อย แต่หากดูจำนวนหนี้เสียที่ 16 ล้านล้านบาท จะเห็นว่าไม่ได้ปรับลดลงแต่อย่างใด ขณะที่สินเชื่อรวมหดตัว 6 ไตรมาสติดกัน และสินเชื่อ SME หดตัว 14 ไตรมาสต่อเนื่อง ดังนั้นจึงต้องเร่งออกมาตรการเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น

    แต่ประเทศไทยยังมีข้อดี คือ ยอดการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท สูงในรอบหลายปี และเป็นการลงทุนในธุรกิจใหม่ ซึ่งเป็น Advance Economy และการบริโภคที่ยังขยายตัวดี และคาดหวังว่ารัฐบาลจะอยู่ครบ 4 ปีเต็ม เพื่อขับเคลื่อนนโยบายให้มีความต่อเนื่อง ส่วนภาคการท่องเที่ยว แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะไม่สูงเช่นในอดีต แต่ยังถือว่ามีคุณภาพ ส่งผลให้ GDP ไตรมาสที่ 4/68 ขยายตัวได้ 2.5% และทั้งปี 68 เศรษฐกิจไทยโตได้ 2.4% และคาดการณ์ปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 1.5% โดยคาดว่าจะปรับดีขึ้นมาอยู่ที่ราว 1.9% ได้

    “ปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ในจุดที่เศรษฐกิจโตต่ำอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยโต 8% ลดลงมาเหลือเพียง 1.9% ในปีนี้ แม้ว่าเสถียรภาพในปัจจุบันจะอยู่ในเกณฑ์ดีมาก และเงินเฟ้อต่ำ แต่หากเศรษฐกิจไม่โต ประชาชนก็จะอยู่ไม่ได้ ดังนั้น บทบาทของ ธปท. จึงต้องหันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามศักยภาพ ไม่ใช่เพียงแค่การรักษาเสถียรภาพแต่เพียงอย่างเดียว” นายวิทัย กล่าว

    ทั้งนี้ หากพิจารณาถึงศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย อยู่ที่ 2.7% แต่โจทย์สำคัญ คือ การผลักดันให้ GDP ที่คาดการณ์ไว้ 1.9% ขึ้นไปแตะระดับศักยภาพที่ 2.7% ดังนั้น สิ่งที่สำคัญต้องมาจากการปฏิรูปโครงสร้าง เพื่อขยายศักยภาพให้สูงขึ้นเป็น 3.5% หรือ 4% ซึ่งการจะขึ้นไปสู่ระดับนั้นได้ จะต้องอาศัยการลงทุนใหม่ ๆ การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ซึ่งการทำทั้งมาตรการระยะสั้น และมาตรการระยะยาว ต่างก็มีความจำเป็นที่จะต้องทำ เนื่องจากมีความสำคัญทั้งคู่ โดย ธปท.พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้น

    ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวว่า ปัญหาของประเทศไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้ ธปท.จำเป็นต้องปรับบทบาท ซึ่งจากเดิมใช้นโยบายการเงิน คือ ดอกเบี้ย เพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค เงินเฟ้อ และความแข็งแรงของระบบการเงินและระบบชำระเงิน โดย ธปท.ได้ขยายบทบาทเป็น “Target Policy” หรือ “มาตรการเฉพาะจุด” เพราะต้องยอมรับความจริงว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องของผลิตภาพ (Productivity) หรือสังคมสูงวัยได้ แม้จะช่วยลดภาระหนี้ได้บ้าง แต่คงไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ดังนั้น จึงทำให้ต้องออกมาตรการเฉพาะจุดในการแก้ไขปัญหา

    โดย ธปท.ได้ดำเนินมาตรการ 4 เรื่อง คือ 1. การแก้หนี้ NPL ที่มียอดหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท โดยโอนหนี้จากธนาคารพาณิชย์ให้บริษัท บริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด (SAM) และปรับ SAM เป็น Social AMC ซึ่งกระบวนการโอนหนี้เสร็จแล้วเมื่อวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา และปัจจุบัน SAM ได้ลงระบบติดตามหนี้ (Collection) เสร็จเมื่อเดือนก.พ.นี้ และกำลังเริ่มเชิญชวนคนเข้าโครงการ ซึ่งจากการโอนหนี้จำนวน 1.1 ล้านราย คาดว่าจะมีคนเข้าโครงการได้ 30-50% หรือแก้หนี้สำเร็จ 3-5 แสนราย

    2. โครงการ SME Credit Boost ซึ่งจะเข้ามาช่วยการแก้ปัญหาสินเชื่อ SME ที่หดตัวต่อเนื่อง 14 ไตรมาส ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนทางเครดิต (Credit Cost) ที่สูง ธปท.จึงตั้งกองทุนปล่อยสินเชื่อ 1 แสนล้านบาท ที่เพิ่งมีข้อตกลงเซ็นสัญญาและรายละเอียดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในวันนี้ ขณะเดียวกัน ธปท.กำลังอยู่ระหว่างการออกอีก 1 โครงการเกี่ยวกับ SME โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2-3 เดือน

    3. การกำกับเรื่องของธุรกรรมทองคำ โดยเฉพาะธุรกรรมเทรดทองคำสกุลเงินบาทผ่านแอปพลิเคชั่น แม้ว่าเงินบาทแข็งค่า จะมาจากเงินดอลลาร์อ่อนค่า และเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น และตลาดพันธบัตร แต่ธุรกรรมเทรดทองคำเข้ามาเป็นส่วนเสริม (Amplify) ทำให้เงินบาทแข็งค่า เช่น ราคาทองคำขึ้น เกิดแรงขายดอลลาร์ และซื้อเงินบาท ทำให้เงินบาทแข็งค่า รวมถึงช่วยสกัดทุนเทาด้วย

    นายวิทัย กล่าวถึงเกณฑ์การกำกับธุรกรรมทองคำด้วยว่า หากมีธุรกรรมการซื้อขายเกินวันละ 20 ล้านบาท จะต้องมีการรายงานมายัง ธปท. และมีการจำกัดการซื้อขายไม่เกิน 50 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ในอนาคตหากมีความจำเป็น ธปท. อาจจะปรับยอดธุรกรรมจาก 50 ล้านบาท ให้เหลือ 30 ล้านบาทได้ ตลอดจนให้สถาบันการเงิน รายงานยอดการเก็บทองคำไว้ในแอปพลิเคชั่น และหากมีการซื้อทองที่เป็น Physical ที่ร้านทอง ถ้าเกิน 2 กิโลกรัม ก็จะต้องมีรายงานกับ ธปท.เช่นกัน

    4. ธุรกรรมกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) มองว่า อาจจะเป็นช่องทางโอน-รับเงินไม่พึงประสงค์ โดย ธปท.จะมีคำสั่งภายในสัปดาห์หน้าให้จัดทำ Profiling ของลูกค้า โดยจำกัดการทำธุรกรรมรายเล็ก 3 หมื่นบาท และรายใหญ่ไม่เกิน 5 หมื่นบาท ซึ่งในอดีต มีธุรกรรมการโอนเงินผ่าน e-Money แบบอู้ฟู่ ก็จะไม่สามารถทำได้แล้ว รวมถึงการแลกเงินดอลลาร์เกิน 8 แสนบาท และบริเวณชายแดน 2 แสนบาท และมาตรการเงินเข้า 2 แสนดอลลาร์ จะต้องรายงานเช่นกัน

    โดย คลฦ/กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRDN0IQCC6OGFTPR9BHRLCCTZX78OQLP&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zyNTZy3_GIMJRAiDJ2bzd

  • ‘เอกนิติ’ งัดธนู3ดอกฝ่ามรสุมเศรษฐกิจปี69 ปั้นกม.รวบยอมปลดล็อกลงทุน ธปท.เคาะGDPโต1.9%

    ‘เอกนิติ’ งัดธนู3ดอกฝ่ามรสุมเศรษฐกิจปี69 ปั้นกม.รวบยอมปลดล็อกลงทุน ธปท.เคาะGDPโต1.9%

    ‘เอกนิติ’ กาง 3 โจทย์มรสุมรุมเศรษฐกิจไทยปี 69 พร้อมงัดธนู 3 ดอกเร่งแก้ปัญหา ปักหมุดเข็นเม็ดเงินลงทุน FDI 1.8 ล้านล้านบาท เดินหน้าปั้นกฎหมายใหม่รวบยอดปลดล็อกลงทุน หวังปั๊มเงินลงทุนเข้าระบบได้ 9.7 แสนล้านบาท ด้าน ‘วิทัย’ เคาะจีดีพีปีนี้โต 1.9% รับยังห่วงเศรษฐกิจโตอืด จากปัญหาเชิงโครงสร้างรุมเร้า เร่งปรับบทบาทผสานนโยบายการเงิน-การคลัง เสริมแกร่งศักยภาพเศรษฐกิจไทย

    24 ก.พ. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ ‘Fiscal Transformation : ปฏิรูปการคลัง เพิ่มรายได้รัฐ เป็นเกราะป้องกันมรสุมโลก’ ในงาน Thailand Economic DRIVES 2026 : ฝ่ามรสุม 69 ว่า ประเทศไทยเจอมรสุมเศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลา โดยในปีนี้มีมรสุม 3 ลูกสำคัญที่ตั้งเค้ารออยู่ ได้แก่ 1. ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความขัดแย้งทางการเมืองที่โยงต่อเนื่องไปถึงเรื่องเศรษฐกิจ 2. ปัญหาภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติ ถ้าบริหารจัดการไม่ดีก็จะกระทบกับประชาชน และรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการดูแล เยียวยา 3. ปัญหาภายในประเทศ จากทั้งความอ่อนแอของการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาโครงสร้างประชากร จากการเข้าสู่สังคมสูงวัย ที่ทำให้รายได้หายไป และปัญหาเรื่องการชะลอตัวของการลงทุนในประเทศที่อ่อนแอมานาน

    โดยตั้งแต่ปี 2540 ประเทศไทยเคยมีการลงทุนสูงถึง 40% ของจีดีพี แบ่งเป็นการลงทุนภาครัฐ 10% และการลงทุนภาคเอกชน 30% ของจีดีพี แต่วันนี้การลงทุนของประเทศลดลงเหลือ 24% ของจีดีพี โดยเป็นการลงทุนภาครัฐเพียง 6% และภาคเอกชนเหลือ 18% ของจีดีพีะเท่านั้น อีกทั้งเศรษฐกิจไทยที่หันไปพึ่งพาการส่งออกสินค้าถึง 60% ของจีดีพี และการบริการ 10% ของจีดีพี เมื่อเศรษฐกิจโลกเกิดปัญหาก็ดึงให้เศรษฐกิจไทยผันผวนไปด้วย ทั้งหมดเป็นมรสุมจากความอ่อนแอภายในประเทศที่สะท้อนว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยไม่สมดุล

    “โจทย์ปีนี้มีมรสุม 3 ลูกที่ตั้งเค้ารออยู่ เราจะทำอย่างไร สิ่งแรกที่ต้องทำคือเปลี่ยนนโยบายจาก Quick Big Win เป็น Big Win เป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันในฐานะคนไทย เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยที่ถูกยกออกจากหล่มแล้วยังโตต่อเนื่อง สามารถกลับมาแข่งขันกับนานาชาติได้ เปลี่ยนจากคนป่วยแห่งเอเชีย กลับมาเป็นคนที่แข็งแรง แต่การจะเป็นคนป่วยที่ออกจากห้องไอซียูแล้ววิ่งได้เลยคงเป็นไปไม่ได้ ต้องทำให้ร่างกายแข็งแรงก่อน ด้วยการออกกำลังกาย กินวิตามิน กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ยังต้องทำอีกเยอะ รัฐบาลคงไม่ได้มีเวลาแค่ 73 วันเหมือนที่ผ่านมา เราหวังว่าจะมีเวลาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 4 ปีเต็ม เพื่อยกเครื่องเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเข้มแข็ง ท่ามกลางมรสุมที่เยอะมาก” นายเอกนิติ กล่าว

    สำหรับแนวทางซึ่งถือเป็นธนู 3 ดอกที่สำคัญของรัฐบาลในการปราบมรสุมเศรษฐกิจ ได้แก่ 1. การเร่งผลักดันเรื่องการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในพลังงานสะอาด เศรษฐกิจสีเขียว 2. การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการยกระดับและปฏิรูปการศึกษา ดึงดิจิทัลเอไอเข้ามาเสริมทักษะของแรงงานไทยให้เก่งขึ้น และ 3. การลงทุนในเรื่องของกฎหมาย โดยเฉพาะการปลดล็อกกฎ กติกาต่าง ๆ เพื่อทำให้กระบวนการลงทุนเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น

    โดยขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในการผลักดันรวบยอดเพื่อผลักดันเรื่องการลงทุนให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ไม่ต้องไปดูพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่ดิน, พ.ร.บ. การก่อสร้างอาคาร เป็นต้น ซึ่งกระบวนการทั้งหมดต้องใช้เวลาเกือบ 2 ปี จึงจะได้รับอนุมัติให้ลงทุนได้ โดยหวังว่ากฎหมายนี้จะเป็นตัวเปลี่ยนโฉมการลงทุนของประเทศไทย ส่วนความชัดเจนทั้งหมดคงต้องรอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เรียบร้อยก่อน

    “การผลักดันเรื่องการลงทุน โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป วันนี้ถึงเวลาที่เราต้องมองวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยปีก่อนมียอดขอรับส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท และที่ผ่านมาเราได้ผลักดันมาตรการ Thailand FastPass ปลดล็อกกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องได้บางส่วน และเชื่อว่าจะช่วยให้เกิดการลงทุนได้ถึง 4.8 แสนล้านบาท แต่ถ้าเราสามารถผลักดันกฎหมายรวบยอดการลงทุนได้ ก็เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันเม็ดเงินลงทุนจาก FDI ในปี 2569 ให้เพิ่มขึ้น 9.7 แสนล้านบาท โตเกือบ 20% รวมถึงเร่งผลักดันการลงทุนผ่านโครงการ PPP เหล่านี้จะเป็นธนูลูกสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเศรษฐกิจไทย” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุ

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ ‘Financial Resilience for All : ปรับสมดุลการเงินไทย ให้เป็นเกราะคุ้มครองประชาชนในปี 69’ ว่า ปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้เป็น 1.9% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.5% หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2568 ขยายตัวได้สูงกว่าคาดการณ์อย่างมากที่ 2.5% รวมถึงจากการที่รัฐบาลเร่งเดินหน้านโยบายส่งเสริมการลงทุน การกระตุ้นการบริโภคที่แข็งแรงขึ้น ช่วยสามารถประคองเศรษฐกิจให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้

    แต่อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าวันนี้เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ต่ำจริง ๆ ซึ่งหลัก ๆ มาจากปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศที่มีมากมาย และต้องใช้เวลาในการแก้ไขและบรรเทา ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาเรื่องสินเชื่อโดยรวมติดลบต่อเนื่อง 6 ไตรมาส, สินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบ 14 ไตรมาส ปัญหาเรื่องการลงทุนที่แม้จะมีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท แต่ยังมีความ ท้าทายต่อว่าจะต่อยอดไปถึงซัพพลายเชนอื่น ๆ อย่างไร ปัญหาเรื่องทุนเทา, สแกมเมอร์ ปัญหาเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน ปัญหากฎหมายล้าหลัง ปัญหาเรื่องระบบการศึกษา

    “พอเราตีโจทย์ว่าประเทศมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข ธปท. ก็ต้องปรับบทบาทจากเดิมที่ทำหน้าที่ในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ความแข็งแรงของระบบการเงินและระบบการชำระเงิน ก็ขยายบทบาทในการใช้มาตรการที่ตรงจุดเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เราต้องเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเหล่านี้ หน้าที่ในดูแลเสถียรภาพก็ต้องดู และยังสำคัญ แต่เศรษฐกิจก็ต้องเติบโตไปควบคู่กัน เพราะถ้าเศรษฐกิจไม่โต หรือโตต่ำเกินไปสุดท้ายก็จะกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจอยู่ดี ดังนั้นการผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบายการเงินและการคลังเพื่อให้ทำงานร่วมกัน ไม่ใช่วิ่งกันคนละทาง แต่ก็ไม่ใช่วิ่งทางเดียวกันจนไม่มีความสมดุล แต่ต้องสามารถถ่วงดุลกันได้ และสุดท้ายต้องลงมือทำร่วมกัน” ผู้ว่าการ ธปท. ระบุ

    อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับคือ เสถียรภาพและเศรษฐกิจจะต้องเดินคู่กันไป เศรษฐกิจในปีนี้ที่อยากให้โต 1.9-2% นั้น จะต้องใช้นโยบายการเงินกระตุ้นดีมานต์ และใช้นโยบายการคลังในการช่วยแก้ปัญหาเฉพาะจุด ยืนยันว่าโครงการคนละครึ่ง พลัส ยังต้องทำ แต่ต้องทำในจุดที่เหมาะสม ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย สนับสนุนเรื่องการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิต ขีดความสามารถในการแข่งขัน คนจะต้องกินดีอยู่ดี ต้องมีการลงทุนใหม่ สถาบันการเงินขยายสินเชื่อ เพื่อปรับเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้เต็มศักยภาพที่ 2.7% และขยายไปสู่ 3.5-4% ในอนาคต

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/952898/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yX2MX-TNaubVUCcggon3G