Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ’ ผ่าปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย แนะทางรอดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

    นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ’ ผ่าปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย แนะทางรอดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

    เปิดเวที “RE-THINK THAILAND: รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย” นักวิชาการ-ภาค ธุรกิจ ผ่าปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านการส่งออก เกษตร แรงงาน ธุรกิจเอสเอ็มอีและนโยบายภาครัฐ ตั้งเป้าพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

    เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย โดยหลักสูตรผู้บริหารการ สื่อสารมวลชนระดับกลางด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บสก.) รุ่นที่ 12 จัดงานสัมมนาสาธารณะ “RE-THINK THAILAND : รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย” โดยมีนายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ดร.ธนิต โสรัตน์

    รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและ อุตสาหกรรมไทย ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และรศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ซูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย รับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ ณ Hall 1-2 ชั้น 10 อาคารอเนกประสงค์ เอสซีจี สำนักงานใหญ่ บางชื่อ
     

    ดร.นณริฎ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาการเติบโตช้า รายได้ต่อหัวประชากรอยู่ในระดับต่ำ แม้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะขยายตัว หากไม่เร่งปรับตัวโดยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยเร็วอาจมีความเสี่ยงที่ไม่หลุดพ้นจากการติดกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศที่มีรายได้สูงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้

    โดยทีดีอาร์ไอ มองว่า ประเทศไทยสามารถขยับไปสู่โอกาสได้ท่ามกลางความท้าทายของไทยที่ยังมีต่อเนื่อง โดยทางออกที่ยั่งยืนที่สุด คือ การสร้างคนเก่งที่เป็น “ฮีโร่” เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตแบบก้าวกระโดด ยกตัวอย่างหากสามารถสร้างคนอย่าง อีลอน มัสก์ ได้เพียงคนเดียว สามารถสร้างมูลค่าที่เกิดขึ้นอาจสูงถึง 3 เท่าของ GDP ประเทศไทย และ น่าจะเห็นผลไวกว่าการพัฒนาแบบกระจายตัวในภาคเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว ขณะที่ภาคบริการประเทศไทยควรหาทางรองรับการรั่วไหลของแพล็ตฟอร์มบริการจากต่างชาติ ซึ่งไม่สามารถสร้างรายได้เข้าประทศไทยอย่างแท้จริง
     

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่าสถานการณ์ของผู้ประกอบการ SME กำลังเผชิญแรงกดดันหนักขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนกิจการ SME ที่ขาดทุนต่อเนื่องและมีความเสี่ยงกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) เพิ่มขึ้นจาก 18% ไตรมาสสุดท้ายปี 2568 เป็น 22% ในไตรมาสแรกปี 2569ในขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง แม้ผู้ประกอบการรายย่อยจะมีสัดส่วนสูงถึง84% ของทั้งระบบ แต่กลับมีอำนาจต่อรองต่ำเมื่อเทียบกับทุนขนาดใหญ่ ส่งผลให้การแข่งขันเป็นไปอย่างยากลำบาก

    ทั้งนี้ทางออกสำคัญคือการปรับวิธีคิดของ SME จากการมุ่งแข่งขันด้านราคา ไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) สร้างนวัตกรรม และพัฒนามาตรฐานตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ รวมถึงปรับบทบาทจากผู้ผลิตปลายน้ำมาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ให้เทคโนโลยีกลายเป็นปัจจัยที่ยิ่งขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้รุนแรงขึ้น

    ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย กล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทำให้ขณะนี้แรงงานในหลายอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงตกงานสูง หนึ่งในนั้นคือ กลุ่มสถาบันทางการเงิน โดยมีการประเมินแนวโน้มว่าในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า อาจมีแรงงานในกลุ่มนี้คนตกงานเป็นหลักหมื่นคน เป็นผลมาจากการปรับตัวเข้าสู่ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) เช่นเดียวกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการจ้างงานในอนาคต

    “สิ่งที่น่ากังวลของคนทำงาน คือกลุ่ม Gen X และ Gen Y ที่กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ ต้องทำตัวอย่างไรไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะแนวโน้มธุรกิจในอนาคตใช้คนน้อยลง และเน้นแต่คนเก่ง ขณะที่เครื่องจักรและหุ่นยนต์ก็มีราคาถูกลงเรื่อย ๆ จึงอยากแนะนำว่าคนวัยทำงาน 40 ปีขึ้นไป จำเป็นจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตัวเอง ที่สำคัญคือ ทักษะเหล่านั้น ต้องไม่ใช่ลอกมาจากในตำราแต่ต้องทำด้วยตัวเอง อีกอย่างคือ อย่าปล่อยให้เกิดภาวะเบิร์นเอาท์ในการทำงานเกิดขึ้น” ดร.ธนิต กล่าว

    รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน มี 4ประเด็นใหญ่ หรือ “4 Bug” ที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน Bug แรก คือ การอัดฉีดเงินแล้วเงินไม่หมุน แม้ภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่องแต่ผลลัพธ์กลับไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าที่ควร Bug ที่สอง คือ ไทยมีปริมาณการส่งออกสินค้ามาก แต่กลับส่งออกแต่สินค้าเทคโนโลยีต่ำหรือ Low-Tech สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

    Bug ที่สาม คือ FDI ไม่สร้างอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แม้ประเทศไทยจะได้รับการลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่หรือยกระดับทักษะแรงงานได้อย่างเพียงพอ และ Bug ตัวสุดท้าย คือภาคเกษตรไทยเปลี่ยนไม่ทันโลก โดยตั้งคำถามว่าประเทศไทยกำลังดูแลภาคเกษตรในลักษณะ “เลี้ยงไข้” มากกว่าการรักษาให้หายหรือไม่ แม้ไทยจะได้รับการยอมรับว่าเป็นครัวของโลก แต่เกษตรกรจำนวนมากยังเผชิญปัญหารายได้ต่ำ หนี้สินสูง และเข้าสู่สังคมสูงวัย

    อย่างไรก็ตามผู้ร่วมเสวนาทั้งหมดยังได้มีข้อเสนอแนะถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดย ที่ดีอาร์ไอ เสนอว่าการนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI โดยนำโมเดลจากประเทศต่าง ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ทั้ง ยุโรป และจีน ที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนรองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอว่า ภาครัฐต้องเร่งปรับของยุทธศาสตร์เกษตร โดยต้องหยุดการแก้ปัญหาการแจกแบบเลี้ยงไข้ และหันมาสร้างความรุ่มรวยให้กับเกษตรกรด้วยการเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตร พร้อมกันนี้ยังต้องเร่งหาทางสร้างระบบนิเวศของ อุตสาหกรรมไฮเทคควบคู่กันไปด้วย

    ขณะที่ภาคธุรกิจเสนอว่า ทางรอดภาคธุรกิจต้องเปลี่ยน mindset เปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่โดยไม่ยึดติดสิ่งเดิม มีแนวคิดการบริหารจัดการธุรกิจสมัยใหม่ มีกระบวนการรองรับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งการสร้างทักษะให้กับแรงงานเพื่อรองรับความท้าทายในโลกยุคใหม่ ด้าน ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอี มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ โดยเน้นย้ำว่า ควรเร่งขยับกลไกสนับสนุน

    โดยเฉพาะการลดข้อจำกัดด้านกฎหมายที่สร้างต้นทุนแฝง และเพิ่มโอกาสให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มจำนวนผู้ส่งออกทางตรง (Direct Exporter) และผลักดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าในระดับที่สูงขึ้น เพื่อพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/1239535&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KYppIFxrzmF7spAWgJ-HF

  • “นายกฯ” เปิดประชุม กรอ.ตั้ง 4 ขุนพล แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ย้ำทุกเรื่องจะส่งเข้า ครม. | TOPNEWS

    “นายกฯ” เปิดประชุม กรอ.ตั้ง 4 ขุนพล แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ย้ำทุกเรื่องจะส่งเข้า ครม. | TOPNEWS

    “นายกฯ” เปิดประชุม กรอ.ตั้ง 4 ขุนพล แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ย้ำทุกเรื่องจะส่งเข้า ครม. ประชุมกัน 2 เดือนครั้ง

    #topnewstv #กรอ #เศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1608995&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw229VC4SoE13afm6Qd0MA_s

  • กรอ. ตั้งเป้า 4 ปี ดันเศรษฐกิจไทยโตเกิน 3% มุ่งสู่ประเทศรายได้สูง

    กรอ. ตั้งเป้า 4 ปี ดันเศรษฐกิจไทยโตเกิน 3% มุ่งสู่ประเทศรายได้สูง

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ , นายยศนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ นายปกรณ์  นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ร่วมแถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569

    กระทรวงการคลัง
    การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569

    โดยนายเอกนิติ กล่าวว่า ที่ประชุมได้กำหนดเป้าหมายและแนวทางยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย ใน 2 ระยะ ได้แก่ ระยะกลาง ที่ตั้งเป้าว่าภายใน 4 ปีของรัฐบาลชุดนี้ หรือภายในปี 2573 จะเร่งยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทยให้สูงกว่า 3% จากปัจจุบันอยู่ในระดับ 2.7% และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก ขณะเดียวกันยังตั้งเป้าเพิ่มการลงทุนของไทยให้เพิ่มขึ้นเป็น 30% ของ GDP จาก ปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 22% 

    ส่วนเป้าหมายระยะยาว ตั้งเป้าก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ภายใน 12 ปี และ ทำให้คนไทยมีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยอยู่ที่ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากระดับ 8,000 ถึง 9,000 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน โดยเป้าหมายดังกล่าวจะเป็นการทำงานร่วมกับธนาคารโลก หรือ World Bank เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของไทยในเจ็ดสาขา ซึ่งหากทำได้ก็เชื่อว่าจะทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ประเทศที่มีรายได้สูงได้ตามเป้าหมาย

    โดยการประชุม กรอ. วันนี้ จะขับเคลื่อนด้วยวิธีทีมเวิร์ค เหมือนแข่งบอลโลก ซึ่งภาครัฐกับเอกชนจะร่วมกันจัดทำเป้าหมายเดียวกัน ทำงานด้วยกัน มีกองหน้า กองกลาง และกองหลัง 

    โดยกองหน้า คือผลักดันในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ในด้านการเกษตรและอาหาร ด้านยานยนต์ด้านอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล อุตสาหกรรมยาและสุขภาพ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ด้านการค้าขายและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ส่วนกลองกลาง จะผลักดันเรื่องของการพัฒนาและปรับปรุงด้านกฎหมาย ทุนมนุษย์ เทคโนโลยี รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานในด้านไฟฟ้า น้ำประปาและ AI เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย 

    ขณะที่กองหลัง คือการรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยใช้การลงทุนผ่านโครงการ PPP หรือ การลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงการตั้งกองทุน Thailand Future Fund เพื่อระดมทุนจากตลาดทุน และลดการใช้งบประมาณของภาครัฐที่มีอยู่อย่างจำกัด และทำให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ของประเทศไทยไม่ให้เกินกรอบวินัยการเงินการคลังที่ 70% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติและบริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้งต่างๆ 

    โดยนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้การทำงานดังกล่าว ผ่านการขับเคลื่อนด้วย 4 เครื่องยนต์ และมี 4 คณะทำงาน โดยนายเอกนิติ จะดูแลเครื่องยนต์ที่ 1 คือการการลงทุนใหม่ของประเทศ  เช่น การลงทุนแห่งอนาคต ในเรื่องของ AI และดิจิทัลหากฮับ การเป็นศูนย์กลางทางการเงิน และ ยานยนต์อัจฉริยะ

    เครื่องยนต์ที่ 2 การค้าและบริการ โดยนางศุภจี จะดูเรื่องการพัฒนาการค้าการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน เช่น การยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางอาหารของโลก การส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการค้าการลงทุน

    เครื่องยนต์ที่ 3 ทุนมนุษย์ นายยศนัน จะขับเคลื่อนในเรื่องของการวิจัย นวัตกรรม การศึกษา โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกร คณิตศาสตร์ การยกระดับแรงงาน นวัตกรรมต่างๆ สตาร์ต up การยกระดับทักษะ upskill reskill และองค์ความรู้เรื่อง AI

    และเครื่องยนต์ที่ 4 ประสิทธิภาพภาครัฐ นายปกรณ์ ที่จะเป็นการปลดล็อคอุปสรรคภาครัฐทั้งหมด มีทั้ง digital government การทำให้การทำธุรกิจง่ายขึ้นเพิ่มความโปร่งใสการปราบคอร์รัปชั่น ปรับโครงสร้างภาครัฐ และบริหารทรัพย์สินสาธารณะ

    โดยคณะทำงานทั้ง 4 ด้านจะต้อง จัดทำแผนและเสนอต่อ กรอ. ภายใน 1 เดือนและรายงานความคืบหน้าทุก 2 เดือน เพื่อให้การยกระดับของประเทศ ให้จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม และยกศักยภาพของเศรษฐกิจไทย เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

    ด้านนางศุภจี กล่าวถึงเรื่องเร่งด่วนทางด้านการค้าและบริการที่ต้องเร่งทำใน 4 ปี ว่า คือการเร่งเจรจาเขตการค้าเสรี หรือ FTA เพิ่มเติมจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อสนับสนุนการส่งออกของไทยไม่ให้เสียเปรียบกับประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ อาจได้เห็นข้อตกลงการเจรจาที่เสร็จสิ้น อย่างเช่น ในยุโรป 

    ขณะเดียวกันจะเร่งสร้างสมดุลของการส่งออก เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ส่งออกกว่า 30,000 ราย แต่ผู้ส่งออกที่สร้างรายได้ให้กับประเทศจริงๆกลับมีเพียงรายใหญ่ราว 7,000 รายเท่านั้น ขณะที่อีกกว่า 22,000 รายเป็นธุรกิจ SME ซึ่งยังได้ประโยชน์จากการส่งออกไม่มากนัก ดังนั้นจะพยายามกระจายให้การส่งออกเกิดประโยชน์กับทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง 

    ด้านเลขาสภาพัฒน์ ระบุว่า ในการทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ถือว่าเป็นการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังครั้งแรกในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้การแก้ปัญหาประสบความสำเร็จได้ เพราะภาคเอกชน จะเป็นผู้ที่รู้ปัญหาและรู้แนวทางแก้ปัญหาดีที่สุด 

    ส่วนการจะเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้ถึงระดับ 3% ยอมรับว่าจะต้องทำให้ GDP บางปีต้องโตไปถึงระดับ 4-5%

    กระทรวงการคลัง
    การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/278094&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uak20wh-PNSobX6Sf18kq

  • จ.สุรินทร์ จัดโครงการถนนสายบุญเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในพื้นที่ อ.ปราสาท

    จ.สุรินทร์ จัดโครงการถนนสายบุญเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในพื้นที่ อ.ปราสาท

    จ.สุรินทร์ จัดโครงการถนนสายบุญเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในพื้นที่ อ.ปราสาท


    22/06/2569 | 13 |

    วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เวลา 07.00 น. นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ มอบหมายให้ นายรองรัตน์ จงอุตส่าห์ ปลัดจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานในโครงการถนนสายบุญเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย กิจกรรมทำบุญตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้ง ปลูกต้นไม้ ณ ปราสาทบ้านพลวง และวัดปราสาทวารีศรีกุญชร ตำบลบ้านพลวง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ และออกเยี่ยม มอบเครื่องอุปโภคบริโภค ให้แก่กลุ่มเปราะบางในพื้นที่ตำบลบ้านพลวง อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 3 ครัวเรือน ราย นายมนตรี ลัดดาไสว นางลอน ศรีเครือดำและนายสมัคร เปรียบดีสุด โดยมี พระครูพิเชษฐ์ วรคุณ รักษาการเจ้าคณะตำบลบ้านพลวง ประธานฝ่ายสงฆ์ ผู้อำนวนการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ ผู้แทนหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด พันจ่าตรีทวัช พันธุชิน นายอำเภอปราสาท หัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านพลวง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ สารวัตรกำนันในพื้นที่ ประชาชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรม


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/514914&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06wEQtc_MXz6EoMMsvf71p

  • ‘เอกนิติ’ ผนึกเอกชนออกแบบเศรษฐกิจ ปลดล็อก 4 เครื่องยนต์ ดันจีดีพีโตเกิน 3%

    ‘เอกนิติ’ ผนึกเอกชนออกแบบเศรษฐกิจ ปลดล็อก 4 เครื่องยนต์ ดันจีดีพีโตเกิน 3%

    ‘เอกนิติ’ ผนึกเอกชนออกแบบเศรษฐกิจ ปลดล็อก 4 เครื่องยนต์ ดันจีดีพีโตเกิน 3%

    รัฐบาลประกาศยกระดับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จากเวทีรับฟังข้อเสนอ สู่กลไกร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งเป้าดันอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงกว่า 3% เพิ่มสัดส่วนการลงทุนแตะระดับใกล้ 30% ของ GDP และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศสู่กลุ่ม 20 อันดับแรกของโลกภายใน 4 ปี

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุม กรอ. ว่า โครงสร้างเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการปรับห่วงโซ่อุปทานโลก การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี และการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุน ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่รองรับการเติบโตในระยะยาว

    ทั้งนี้ กรอ. ชุดใหม่จะทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด หน่วยงานรับผิดชอบ และกรอบเวลาการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อให้ข้อเสนอจากภาคธุรกิจสามารถนำไปสู่การปฏิบัติและเกิดผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจได้จริง

    “กรอ. จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย โดยมีเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้ขยายตัวสูงกว่า 3% จาก 2.7% เพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้เข้าใกล้ 30% ของ GDP และผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศขึ้นสู่กลุ่ม Top 20 ของโลกในระยะ 4 ปี”นายเอกนิติกล่าว

    ชู 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจขับเคลื่อนประเทศ

    สำหรับกรอบการทำงานใหม่ของ กรอ. จะมุ่งขับเคลื่อนผ่าน 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลัก ประกอบด้วย

    1. New Economy & Infrastructure Engine มุ่งสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น Smart Electronics, Data Center, AI Infrastructure, ยานยนต์แห่งอนาคต พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

    2. Trade & Localization Engine เชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยกับตลาดโลก พร้อมกระจายโอกาสสู่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ผ่านการยกระดับการท่องเที่ยว สินค้าและบริการไทย อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต รวมถึงการเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าใหม่

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    3. People Engine พัฒนาทักษะแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ ผ่านการส่งเสริม Upskill-Reskill การพัฒนาทักษะด้าน AI และดิจิทัล ตลอดจนการยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรม

    4. Government Engine ปรับบทบาทภาครัฐจากคอขวดสู่ผู้สนับสนุนการเติบโต ลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ยกระดับรัฐบาลดิจิทัล และเร่งกระบวนการอนุมัติ อนุญาต ให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส และคาดการณ์ได้

    ตั้งอนุกรรมการ 4 ชุด เร่งทำ Quick Win

    ที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการจัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ ตามเครื่องยนต์เศรษฐกิจทั้ง 4 ด้าน โดยแต่ละคณะจะต้องกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ เป้าหมาย ตัวชี้วัด และแผนดำเนินงานในระยะเร่งด่วน 6 เดือน ระยะกลาง 1 ปี และระยะยาว 4 ปี

    พร้อมกำหนดให้มีการรายงานผลความคืบหน้าต่อที่ประชุม กรอ. ทุก 2 เดือน เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายมีความต่อเนื่องและสามารถติดตามผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

    นายเอกนิติกล่าวว่า หัวใจสำคัญของ กรอ. ชุดใหม่ คือการเปลี่ยนข้อเสนอให้กลายเป็นผลลัพธ์ โดยทุกโครงการต้องตอบให้ได้ว่า ใครเป็นเจ้าภาพ ดำเนินการอย่างไร และจะเห็นผลเมื่อใด เพื่อสร้างความรับผิดชอบต่อผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน

    เร่งปลดล็อก Data Center-AI Infrastructure

    ในฐานะผู้รับผิดชอบด้านการลงทุนใหม่ นายเอกนิติระบุว่า จะเร่งผลักดันการแก้ไขคอขวดสำคัญของประเทศ ทั้งการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานและน้ำรองรับการลงทุน การพัฒนา AI Infrastructure และ Data Center การจัดทำมาตรการ Fast Pass สำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ รวมถึงการทบทวนกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ

    ขณะเดียวกัน จะผลักดันให้การลงทุนใหม่สามารถเชื่อมโยงประโยชน์ไปสู่ SME แรงงานไทย และผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ เพื่อให้เกิดการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง

    วางเป้าหมายไทยสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี

    สำหรับสาขาเศรษฐกิจเป้าหมายที่ กรอ. ให้ความสำคัญ ประกอบด้วย 7 อุตสาหกรรม ได้แก่

    • Smart Electronics
    • Tourism
    • Agri & Food Processing
    • Medical & Wellness
    • Retail & Trading
    • ยานยนต์แห่งอนาคต
    • Creative Economy

    รัฐบาลคาดหวังว่าการบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนผ่าน กรอ. จะช่วยยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย สร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า

    “โอกาสของเศรษฐกิจโลกจะไม่รอประเทศที่ยังทำงานแบบเดิม กรอ. ชุดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทีมประเทศไทย เพื่อให้ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค และสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชนและภาคธุรกิจไทย” นายเอกนิติกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/662016&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0te8Cmpxr9NXSsGHvbH9-D

  • กรอ. เคาะ 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ตั้ง 4 อนุกก.ขับเคลื่อน ตั้งเป้าศก.โตเกิน 3% แข่งขันติด 20 อันดับแรกโลก

    กรอ. เคาะ 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ตั้ง 4 อนุกก.ขับเคลื่อน ตั้งเป้าศก.โตเกิน 3% แข่งขันติด 20 อันดับแรกโลก


    กรอ. เคาะ 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ตั้ง 4 อนุกก.ขับเคลื่อน Reinvent Thailand มุ่งสู่ประเทศรายได้สูง ตั้งเป้าเศรษฐกิจโตเกิน 3% ดันไทยติด 20 อันดับแรกของโลกด้านขีดความสามารถการแข่งขัน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย รัฐบาลได้นำข้อเสนอจากการหารือร่วมกับภาคเอกชน 3 เวทีในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 เข้าสู่กลไก กรอ. เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ กำหนดเป้าหมาย ติดตามความคืบหน้า และผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อเสนอทั้งหมดถูกจัดกลุ่มเป็น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ 2. การส่งเสริมการค้า SMEs และเศรษฐกิจชุมชน 3. การพัฒนาคนและนวัตกรรม 4. การอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ

    โดยเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนให้มีการแก้ปัญหาระยะสั้น ปลดล็อคเชิงระบบ ยกระดับศักยภาพระยะยาว  ซึ่งนโยบาย Reinvent Thailand ที่มุ่งยกระดับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ เกษตรและอาหารแปรรูป ยานยนต์แห่งอนาคต อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยว ค้าปลีกและการค้า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่มีผู้ประกอบการรวมกว่า 273,000 ราย จ้างงาน 11.9 ล้านคน และสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนถึง 66% ของรายได้รวมทุกภาคธุรกิจ โดยผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ธุรกิจแห่งอนาคต เมืองแห่งอนาคต และแรงงานแห่งอนาคต เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ มุ่งสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าร้อยละ 3 และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก โดยยังคงรักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบการกำหนดเป้าหมายและกรอบประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี และด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ พร้อมกำหนดเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ (OKR) และตัวชี้วัดที่ชัดเจน

    “การประชุมในวันนี้ ได้กำหนดทิศทางและกลไกการขับเคลื่อนที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการมอบหมายภารกิจให้คณะอนุกรรมการ ทั้ง 4 ด้าน รับผิดชอบการผลักดันประเด็นสำคัญ สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จากนี้ไปความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ขอให้คณะอนุกรรมการทั้ง 4 ด้าน ร่วมกัน ขับเคลื่อนภารกิจที่ได้รับมอบหมาย กำหนดเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน ติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและขีดความ สามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต่อไป“ นายกรัฐมนตรี กล่าว

    ที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพันาไปสู่เป้าหมายได้อย่างชัดเจน และมอบหมายให้จัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และจัดลำดับความสำคัญประเด็นการขับเคลื่อนทั้งระยะเร่งด่วน (Quick Big Win) และ Big Win ระยะสั้น กลาง และยาว การกำหนดเป้าหมาย (Targets) และตัวชี้วัด (Measurable Indicator) พร้อมทั้งแผนการดำเนินงาน และให้รายงานต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน ดังนี้

    1. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ

    2. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ

    3. คณะอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ

    4. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ

    “หากได้ข้อสรุปจากคณะอนุกรรมการต่างๆ และเสนอใน กรอ. จะได้เดินหน้าการทำงานได้อย่างรวดเร็ว เปรียบเสมือน short cut ให้การทำงานได้รวดเร็วขึ้น โดยมติที่เกิดจากการประชุมในวันนี้เกิดจากโอกาสที่เราพบกันก่อนหน้านี้ ซึ่งจากการที่ไทยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขัน ซึ่งหากยังคง speed นี้ยังคงใช้เวลาอีกนาน แต่รัฐบาลจะพยายามเดินหน้าให้ดีที่สุด ด้วยสิ่งที่เราจะเปลี่ยนจากนี้ไป ความหวังก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม รัฐบาลไม่ได้หยุดนิ่ง ได้เห็นว่าไทยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนานาประเทศ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/43944&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VfVzYVnpXXJXeFtg-mZAQ

  • ‘นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ’ ผ่าปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    ‘นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ’ ผ่าปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    เปิดเวที “RE-THINK THAILAND: รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย” นักวิชาการ-ภาคธุรกิจ ผ่าปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านการส่งออก เกษตร แรงงาน ธุรกิจเอสเอ็มอี และนโยบายภาครัฐ พร้อมเสนอทางออกรองรับความท้าทายของโลก ตั้งเป้าหมายพาประเทศไทยพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

    วันที่ 20 มิถุนายน 2569 สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย โดยหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับกลางด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บสก.) รุ่นที่ 12 จัดงานสัมมนาสาธารณะ “RE-THINK THAILAND : รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย” โดยมีนายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และรศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยรับมือกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ ณ Hall 1–2 ชั้น 10 อาคารอเนกประสงค์ เอสซีจี สำนักงานใหญ่ บางซื่อ

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาการเติบโตช้า รายได้ต่อหัวประชากรอยู่ในระดับต่ำ แม้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะขยายตัว หากไม่เร่งปรับตัวโดยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยเร็วอาจมีความเสี่ยงที่ไม่หลุดพ้นจากการติดกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศที่มีรายได้สูงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้ 

    ทีดีอาร์ไอ มองว่า ประเทศไทยสามารถขยับไปสู่โอกาสได้ท่ามกลางความท้าทายของไทยที่ยังมีต่อเนื่อง โดยทางออกที่ยั่งยืนที่สุด คือ การสร้างคนเก่งที่เป็น “ฮีโร่” เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เติบโตแบบก้าวกระโดด ยกตัวอย่างหากสามารถสร้างคนอย่าง อีลอน มัสก์ ได้เพียงคนเดียว สามารถสร้างมูลค่าที่เกิดขึ้นอาจสูงถึง 3 เท่าของ GDP ประเทศไทย และน่าจะเห็นผลไวกว่าการพัฒนาแบบกระจายตัวในภาคเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว ขณะที่ภาคบริการประเทศไทยควรหาทางรองรับการรั่วไหลของแพล็ตฟอร์มบริการจากต่างชาติ ซึ่งไม่สามารถสร้างรายได้เข้าประทศไทยอย่างแท้จริง 

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า สถานการณ์ของผู้ประกอบการ SME กำลังเผชิญแรงกดดันหนักขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนกิจการ SME ที่ขาดทุนต่อเนื่องและมีความเสี่ยงกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) เพิ่มขึ้นจาก 18% ไตรมาสสุดท้ายปี 2568 เป็น 22% ในไตรมาสแรกปี 2569 ในขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง แม้ผู้ประกอบการรายย่อยจะมีสัดส่วนสูงถึง 84% ของทั้งระบบ แต่กลับมีอำนาจต่อรองต่ำเมื่อเทียบกับทุนขนาดใหญ่ ส่งผลให้การแข่งขันเป็นไปอย่างยากลำบาก

    ทั้งนี้ทางออกสำคัญคือการปรับวิธีคิดของ SME จากการมุ่งแข่งขันด้านราคา ไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) สร้างนวัตกรรม และพัฒนามาตรฐานตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ รวมถึงปรับบทบาทจากผู้ผลิตปลายน้ำมาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ให้เทคโนโลยีกลายเป็นปัจจัยที่ยิ่งขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้รุนแรงขึ้น

    ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย กล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทำให้ขณะนี้แรงงานในหลายอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงตกงานสูง หนึ่งในนั้นคือ กลุ่มสถาบันทางการเงิน โดยมีการประเมินแนวโน้มว่าในช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า อาจมีแรงงานในกลุ่มนี้คนตกงานเป็นหลักหมื่นคน เป็นผลมาจากการปรับตัวเข้าสู่ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) เช่นเดียวกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการจ้างงานในอนาคต

    “สิ่งที่น่ากังวลของคนทำงาน คือกลุ่ม Gen X และ Gen Y ที่กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ ต้องทำตัวอย่างไรไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะแนวโน้มธุรกิจในอนาคตใช้คนน้อยลง และเน้นแต่คนเก่ง ขณะที่เครื่องจักรและหุ่นยนต์ก็มีราคาถูกลงเรื่อย ๆ จึงอยากแนะนำว่าคนวัยทำงาน 40 ปีขึ้นไป จำเป็นจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตัวเอง ที่สำคัญคือทักษะเหล่านั้น ต้องไม่ใช่ลอกมาจากในตำราแต่ต้องทำด้วยตัวเอง อีกอย่างคือ อย่าปล่อยให้เกิดภาวะเบิร์นเอาท์ในการทำงานเกิดขึ้น” ดร.ธนิต กล่าว

    รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน มี 4 ประเด็นใหญ่ หรือ “4 Bug” ที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข หากต้องการให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน Bug แรก คือ การอัดฉีดเงินแล้วเงินไม่หมุน แม้ภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์กลับไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจเท่าที่ควร Bug ที่สอง คือ ไทยมีปริมาณการส่งออกสินค้ามาก แต่กลับส่งออกแต่สินค้าเทคโนโลยีต่ำหรือ Low-Tech สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง

    Bug ที่สาม คือ FDI ไม่สร้างอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แม้ประเทศไทยจะได้รับการลงทุนจากต่างประเทศจำนวนมาก แต่ยังไม่สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมใหม่หรือยกระดับทักษะแรงงานได้อย่างเพียงพอ และ Bug ตัวสุดท้าย คือภาคเกษตรไทยเปลี่ยนไม่ทันโลก โดยตั้งคำถามว่าประเทศไทยกำลังดูแลภาคเกษตรในลักษณะ “เลี้ยงไข้” มากกว่าการรักษาให้หายหรือไม่ แม้ไทยจะได้รับการยอมรับว่าเป็นครัวของโลก แต่เกษตรกรจำนวนมากยังเผชิญปัญหารายได้ต่ำ หนี้สินสูง และเข้าสู่สังคมสูงวัย

    อย่างไรก็ตามผู้ร่วมเสวนาทั้งหมดยังได้มีข้อเสนอแนะถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดย ทีดีอาร์ไอ เสนอว่า การนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI โดยนำโมเดลจากประเทศต่าง ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ทั้ง ยุโรป และจีน ที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนรองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอว่า ภาครัฐต้องเร่งปรับของยุทธศาสตร์เกษตร โดยต้องหยุดการแก้ปัญหาการแจกแบบเลี้ยงไข้ และหันมาสร้างความรุ่มรวยให้กับเกษตรกรด้วยการเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตร พร้อมกันนี้ยังต้องเร่งหาทางสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมไฮเทคควบคู่กันไปด้วย

    ขณะที่ภาคธุรกิจเสนอว่า ทางรอดภาคธุรกิจต้องเปลี่ยน mindset เปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่โดยไม่ยึดติดสิ่งเดิม มีแนวคิดการบริหารจัดการธุรกิจสมัยใหม่ มีกระบวนการรองรับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งการสร้างทักษะให้กับแรงงานเพื่อรองรับความท้าทายในโลกยุคใหม่ ด้าน ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอี มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ โดยเน้นย้ำว่า ควรเร่งขยับกลไกสนับสนุน โดยเฉพาะการลดข้อจำกัดด้านกฎหมายที่สร้างต้นทุนแฝง และเพิ่มโอกาสให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มจำนวนผู้ส่งออกทางตรง (Direct Exporter) และผลักดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าในระดับที่สูงขึ้น เพื่อพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/special-report/NSJYSr1ZV&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NVL63DmnrL8BcCuwybIx7

  • นายกฯ นั่งหัวโต๊ะไฟเขียว “ครม.เศรษฐกิจพลัส” ดึงบิ๊กเอกชนร่วมทีม แก้ปมเศรษฐกิจ

    นายกฯ นั่งหัวโต๊ะไฟเขียว “ครม.เศรษฐกิจพลัส” ดึงบิ๊กเอกชนร่วมทีม แก้ปมเศรษฐกิจ

    “อนุทิน” ชูโมเดล “ครม.เศรษฐกิจพลัส” ดึงบิ๊กเอกชนร่วมทีมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ ตัดขั้นตอนให้ส่งมติตรงถึง ครม. ใหญ่ทันที 

    วันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 ณ ตึกภักดีบดินทร์ โดยนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นนิมิตหมายใหม่ของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้มั่นคง แข็งแรง และยั่งยืน โดย กรอ. จะเป็นเวทีหลักในการแลกเปลี่ยนความเห็น และส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีบทบาทร่วมพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

    นายอนุทิน ระบุว่า เดิมรัฐบาลมีแนวคิดจะจัดตั้งในรูปแบบ “คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ” (ครม.เศรษฐกิจ) แต่หลังจากหารือกับรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจและ ครม. แล้ว เห็นควรเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง จึงได้ปรับมาเป็นโมเดลคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งเปรียบเสมือน “ครม.เศรษฐกิจพลัส” (ครม.เศรษฐกิจ + ภาคเอกชน) ที่มีภาคเอกชนเข้ามาเป็นกำลังสำคัญของรัฐบาล

    “กรอ. ชุดนี้จะประชุมเป็นประจำทุกเดือน หรืออย่างช้าไม่เกินทุก 6 สัปดาห์ หากมีเรื่องนโยบายสำคัญ สามารถใช้มติที่ประชุมแห่งนี้นำเสนอต่อ ครม. ใหญ่ได้ทันที เพราะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมอยู่ในนี้หมดแล้ว ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอน ประหยัดเวลา และเร่งรัดการตัดสินใจเชิงนโยบายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น” นายอนุทิน กล่าว

    สำหรับวาระไฮไลต์ของ ครม.เศรษฐกิจพลัสครั้งนี้ จะร่วมกันพิจารณาเพื่อเร่งขับเคลื่อน ประกอบด้วย การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน: ของประเทศไทยในเวทีโลก เซ็กเตอร์อุตสาหกรรมหลัก การเกษตร, พลังงาน, แรงงาน และการค้า อุตสาหกรรมแห่งอนาคต มุ่งเน้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และนวัตกรรมขั้นสูง และตั้ง 4 คณะอนุกรรมการ เพื่อแยกย้ายกันไปขับเคลื่อนงานเฉพาะด้าน เร่งทลายอุปสรรคทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนในระยะยาว

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำและขอความร่วมมือจากทั้งภาคเอกชน หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรอิสระ และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ให้ประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแก่เศรษฐกิจไทยต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2941165&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mfvNs_bO9icRjH-lYjth1

  • นายกฯประชุมกรอ.นัดแรก เปรียบเป็นคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจพลัส ช่วยกันเสนอแนะ แก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศ

    นายกฯประชุมกรอ.นัดแรก เปรียบเป็นคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจพลัส ช่วยกันเสนอแนะ แก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศ

    นายกฯประชุมกรอ.นัดแรก เปรียบเป็นคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจพลัส ช่วยกันเสนอแนะ แก้ปัญหาเศรษฐกิจประเทศ

    วันนี้, 12:54น.

               ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะรองประธานกรรมการฯ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชน เข้าร่วมประชุม

                นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้เป็นนิมิตหมายใหม่ที่ทุกคนได้มาร่วมประชุมในคณะกรรมการที่เรียกว่า กรอ. เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ และเอกชน เพื่อทำให้เศรษฐกิจของประเทศมั่นคงแข็งแรงยั่งยืน และถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐ เพื่อช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

                คณะกรรมการชุดนี้เปรียบเสมือนคณะคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจพลัส โดยมีเอกชนเข้ามาเป็นกำลังสำคัญของรัฐบาล  หากมีการประชุมกันทุกเดือน หรือ 6 สัปดาห์ต่อหนึ่งครั้ง ถ้ามีเรื่องที่เป็นนโยบายหรือเรื่องที่กลั่นกรองด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เกษตร แรงงาน การค้า จะสามารถใช้มติของที่ประชุมคณะกรรมการนี้ นำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลา เพราะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ก็อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ จึงอยากขอความร่วมมือจากภาคเอกชน และคณะกรรมการที่ประกอบด้วยฝ่ายราชการ องค์กรอิสระ และรัฐบาล ในการแสวงหาความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน และนำพาเศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน

                เบื้องต้นที่ประชุมเห็นชอบกรอบประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่

               (1) ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ

               (2) ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน

               (3) ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี

               (4) ด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามที่ฝ่ายเลขานุการเสนอและเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 4 คณะ ดังนี้

              (1) คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ โดยมีม่ของประเทศ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ

              (2) คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ

              (3) คณะอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็น  ประธานอนุกรรมการ

              (4) คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ

               นอกจากนี้ได้มอบหมายให้ประธาน โดยให้อนุกรรมการทั้ง 4 คณะ พิจารณาองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการและอำนาจหน้าที่ตามที่เห็นเหมาะสม และส่งให้ฝ่ายเลขานุการดำเนินการตามขั้นตอน รวมทั้งให้คณะอนุกรรมการจัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และจัดลำดับความสำคัญประเด็นการขับเคลื่อน Quick Big Win และ Big Win การกำหนดเป้าหมาย (Targets) และตัวชี้วัด (Measurable Indicator) พร้อมทั้งแผนการดำเนินงานและให้รายงาน ต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน

    #ประชุมกรอนัดแรก

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/162377&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BneRSAlpzH1WaxnoNHZoO

  • โค้งสุดท้าย ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 คลังเตือน 5 แสนคน เสี่ยงถูกตัดสิทธิ

    โค้งสุดท้าย ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 คลังเตือน 5 แสนคน เสี่ยงถูกตัดสิทธิ

    ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 คลังเตือน 5 แสนคน เสี่ยงถูกตัดสิทธิ หากพ้น 5 ทุ่มคืนนี้ หมดสิทธิทันที

    เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 แล้ว ล่าสุด นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าการเปิดรับลงทะเบียนยืนยันสิทธิโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 4–21 มิถุนายน 2569 ณ เวลา 12.00 น. มีผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมลงทะเบียนแล้ว 12,654,200 ราย คิดเป็น 96.1% จึงคงเหลือผู้ที่ยังไม่ได้ยืนยันสิทธิ 519,773 ราย

    กลุ่มผู้ที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่อยู่ในฐานข้อมูลของรัฐ ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการลงทะเบียนแล้ว 1,047,313 ราย คิดเป็น 99.98% ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะส่งข้อมูลมายังกระทรวงการคลังเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติต่อไป

    ดังนั้น โฆษกกระทรวงการคลังจึงขอให้ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันนี้ เวลา 23.00 น. ผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่

    • แอปพลิเคชั่นเป๋าตัง
    • แอปพลิเคชั่นทางรัฐ https://welfare.mof.go.th
    • เว็บไซต์โครงการ
    • ตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย
    • หน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

    โดยสามารถตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนได้ผ่านทุกช่องทาง หรือผ่านเว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และ https://welfare.mof.go.th

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/952979/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31z6VtR_28ylVNRatE03kC