Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ชู “กรอ.” เป็น “ครม.เศรษฐกิจพลัส” กางโรดแมป 12 ปีพาไทยสู่ประเทศรายได้สูง

    ชู “กรอ.” เป็น “ครม.เศรษฐกิจพลัส” กางโรดแมป 12 ปีพาไทยสู่ประเทศรายได้สูง

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) นัดแรก เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.69 ว่า ยกให้เวทีนี้เป็นคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจพลัส (ครม.เศรษฐกิจพลัส) ตั้งเป้าหมายประชุมทุกเดือน เพื่อกลั่นกรองนโยบายด้านอุตสาหกรรม เกษตร พลังงาน แรงงาน และการค้า ก่อนส่งตรงถึงครม.ชุดใหญ่

    ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบเป้าหมายยุทธศาสตร์ยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ภายใน 12 ปี โดยมีเป้าหมายขับเคลื่อน 7 สาขาเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ 1.เกษตรและอาหารคุณภาพสูง 2.ยานยนต์แห่งอนาคต 3.อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและดิจิทัล 4.ยาและสุขภาพ 5.การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ 6.การค้า และ 7.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายให้ไทยติดอันดับ 1 ใน 20 ของโลกด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน (IMD) ภายในปี 73 จากปัจจุบันอยู่อันดับที่ 26 และเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจให้มากกว่า 3% หรือ 3% พลัส จากระดับปัจจุบันที่อยู่ประมาณ 2.7%

    “การทำงานครั้งนี้ เหมือนเรากำลังแข่งฟุตบอลโลก อาศัยความร่วมมือในรูปแบบทีมฟุตบอลเศรษฐกิจ มีกองหน้าบุกใน 7 สาขาหลัก กองกลางสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และกองหลังรักษาวินัยการคลัง”

    อย่างไรก็ตาม เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ได้แบ่งการทำงานผ่าน 4 เครื่องยนต์หลัก โดยรองนายกรัฐมนตรีแต่ละท่านจะรับผิดชอบแต่ละด้าน ได้แก่ 1.การลงทุนใหม่ รับผิดชอบโดยนายเอกนิติ ซึ่งตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้ใกล้เคียง 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากปัจจุบัน 22% โดยจะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), ดิจิทัล และการเงินของภูมิภาค รวมถึงเศรษฐกิจสีเขียวและยานยนต์สมัยใหม่

    2.การค้า การท่องเที่ยวและบริการ รับผิดชอบโดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ โดยจะยกระดับไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศูนย์กลางด้านสุขภาพ และความปลอดภัยด้านอาหารมูลค่าสูง 3.ทุนมนุษย์ รับผิดชอบโดยนายยศนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยจะยกระดับทักษะ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ให้เป็นวาระแห่งชาติ 4.ประสิทธิภาพภาครัฐ รับผิดชอบ โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โดยจะนำระบบรัฐบาลดิจิทัล และการออกใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ (e-Licensing) มาใช้ เพื่อลดขั้นตอน ลดการใช้ดุลพินิจ และปรับปรุงกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างให้อัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วขึ้น

    “ทั้ง 4 เครื่องยนต์มีเป้าหมายระยะสั้นคือ การทำ Quick Big Win ให้เห็นผลใน 6 เดือน ถึง 1 ปี โดยให้เลือกทำ Quick Big Win ที่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจมาเสนอเดือนหน้า เพื่อปลดล็อคอุปสรรค เหยียบคันเร่งให้ตรงเป้าหมาย”

    ขณะที่นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ปัจจุบันรายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทยอยู่ที่ 8,000-9,000 เหรียญสหรัฐฯต่อปี หากต้องการก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงที่มีรายได้ 15,000 เหรียญฯภายใน 12 ปี จะต้องยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้ไปอยู่ที่ 5% ให้ได้ ดังนั้น การเติบโตของจีดีพีที่เกิดขึ้นจริงก็ควรจะอยู่ในระดับประมาณ 5% เช่นเดียวกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2941267&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0x-FtLy8Vh6sPoHSU-4AHz

  • บริหาร ‘เศรษฐกิจมหภาค’ แบบ ‘ทีมฟุตบอล’  ‘เอกนิติ’ ผนึกรัฐ-เอกชนดันไทยสู่ ‘ประเทศรายได้สูง’

    บริหาร ‘เศรษฐกิจมหภาค’ แบบ ‘ทีมฟุตบอล’ ‘เอกนิติ’ ผนึกรัฐ-เอกชนดันไทยสู่ ‘ประเทศรายได้สูง’

    “รัฐบาลอนุทิน” ฟื้นกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ขึ้นเพื่อเป็นเวทีในการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ และเอกชน โดยมีเป้าหมายเพื่อการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ รวมทั้งวางเป้าหมายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตทั้งในระยะสั้น และระยะยาว

     โดยในการแถลงข่าวคณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ​ กรอ.​ครั้งที่ 1/2569 ในวันนี้ (22 มิ.ย.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้กล่าวว่า การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในครั้งนี้ที่รัฐบาล และภาคเอกชนได้มีการวางเป้าหมายร่วมกัน 3 ข้อสำคัญได้แก่

    1.การให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง (High-Income Country) ภายใน 12 ปี 

    2.ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้ไทยติดอยู่ใน Top20 แรกของโลกภายในปี 2573

    3.ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ (Potential Growth) ให้สูงกว่า 3% จากศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศที่ปัจจุบันอยู่ที่ 2.7%

    บริหาร ‘เศรษฐกิจมหภาค’ แบบ ‘ทีมฟุตบอล’  ‘เอกนิติ’ ผนึกรัฐ-เอกชนดันไทยสู่ ‘ประเทศรายได้สูง’

    ทั้งนี้นายเอกนิติ กล่าวว่า การขับเคลื่อนเป้าหมายต่างๆ ที่ตั้งไว้เหมือนกับการ “แข่งฟุตบอลโลก” ที่ภาครัฐ และเอกชนต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเดียวกัน โดยแบ่งหน้าที่ออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่

    กองหลัง (Defense) โดยกองหลังได้แก่ การรักษาวินัยการเงินการคลัง และการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน และเป็นภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนของโลก ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้สถาบันจัดลำดับความน่าเชื่อถือต่างๆ ยังคงระดับเสถียรภาพของประเทศไทยไว้

    กองกลาง (Midfield) ที่เปรียบเสมือนผู้สนับสนุนที่ต้องจ่ายบอลให้กองหน้า และช่วยเหลือกองหลังในยามจำเป็น โดยเน้นการสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน ที่แข็งแกร่ง ทั้งด้านไฟฟ้า พลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และ AI รวมถึงการปฏิรูปกฎหมายให้ชัดเจนเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ และการพัฒนาทุนมนุษย์หรือแรงงานที่มีทักษะ

    กองหน้า (Forwards) ซึ่งเป็นหน่วยบุกที่มีหน้าที่ หารายได้ เข้าประเทศให้ได้ตามเป้าหมาย โดยมุ่งเน้นไปที่ 7 สาขาหลัก ที่ประเทศไทยมีจุดแข็ง ได้แก่

    1.เกษตร และอาหารที่มีคุณภาพสูง โดยเน้นการใช้จุดแข็งด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ของไทย มายกระดับเพื่อตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนไป

    2.ยานยนต์แห่งอนาคต โดยต่อยอดจากฐานการผลิตยานยนต์เดิมที่เข้มแข็งของไทย ให้ก้าวไปสู่การเป็นฐานผลิตยานยนต์สมัยใหม่ระดับสากล

    บริหาร ‘เศรษฐกิจมหภาค’ แบบ ‘ทีมฟุตบอล’  ‘เอกนิติ’ ผนึกรัฐ-เอกชนดันไทยสู่ ‘ประเทศรายได้สูง’

    3.อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และดิจิทัล ใช้พื้นฐานด้าน Smart Electronics ที่มีอยู่เดิมมาต่อยอดร่วมกับเทคโนโลยี AI เพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ

    4.ยา และสุขภาพ โดยยกระดับอุตสาหกรรมยา และบริการด้านสุขภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากจุดแข็งทางการแพทย์ของประเทศ

    5.การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นไปที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงมากกว่าการเน้นเพียงจำนวนนักท่องเที่ยว

    6.การค้า (Trade): ใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้ง (Location) ที่ดีของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้าขายที่สามารถติดต่อกับทุกประเทศทั่วโลกได้

    7.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) โดยต่อยอดจากทักษะ และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยที่มีศักยภาพสูงเพื่อสร้างรายได้ใหม่ๆ

    ทั้งนี้การแบ่งทีมเช่นนี้จะช่วยให้ทั้งภาครัฐ และเอกชนเห็นเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน เพื่อนำประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายใน 12 ปี

    “การทำงานในครั้งนี้ เหมือนเรากำลังแข่งฟุตบอลโลก ที่อาศัยความร่วมมือในรูปแบบทีมฟุตบอลเศรษฐกิจที่มีกองหน้าบุก 7 สาขาหลัก กองกลางสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และกองหลังรักษาวินัยการคลัง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ได้ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตลาดเงินตลาดทุนในไทยในช่วงที่ผ่านมา”นายเอกนิติ กล่าว 

    ต้องจับตาดูว่าการจัด “ทีมฟุตบอล” ในการบริหารเศรษฐกิจมหภาคของรัฐบาล จะสามารถขับเคลื่อนเป้าหมายให้ประสบผลสำเร็จได้หรือไม่ 

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1239582&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eBvyabcb99Hldxwy6Uvir

  • นายกฯ ถก กรอ. นัดแรก ดึงเอกชนหารือขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ เปรียบ ‘ครม.เศรษฐกิจพลัส’

    นายกฯ ถก กรอ. นัดแรก ดึงเอกชนหารือขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ เปรียบ ‘ครม.เศรษฐกิจพลัส’

    นายกฯ นั่งหัวโต๊ะประชุม กรอ. นัดแรก ถกขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ เชื่อ เป็นกลไกสำคัญภาครัฐ – เอกชน ร่วมแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้รวดเร็ว เปรียบเสมือน “ครม.เศรษฐกิจพลัส”

    เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 22 มิถุนายน ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะรองประธานกรรมการฯ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชน เข้าร่วม

    โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้เป็นนิมิตหมายใหม่ที่ทุกคนได้มาร่วมประชุมในคณะกรรมการที่เรียกว่า กรอ. เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ และเอกชน เพื่อทำให้เศรษฐกิจของประเทศมั่นคงแข็งแรงยั่งยืน และถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐ เพื่อช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตอนแรกคิดว่าจะเป็นรูปแบบคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ แต่เมื่อหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ เห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบแบบคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ แต่ให้มีเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อจะได้เข้ามารับฟังปัญหาร่วมกัน และไม่ให้เป็นการเสียเวลา ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้เปรียบเสมือนคณะคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจพลัส โดยมีเอกชนเข้ามาเป็นกำลังสำคัญของรัฐบาล

    สำหรับการหารือในที่ประชุมวันนี้ เกี่ยวกับการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ข้อดีคือหากมีการประชุมกันทุกเดือน หรือ 6 สัปดาห์ต่อหนึ่งครั้ง ถ้ามีเรื่องที่เป็นนโยบายหรือเรื่องที่กลั่นกรองด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เกษตร แรงงาน การค้า จะสามารถใช้มติของที่ประชุมคณะกรรมการนี้ นำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลา เพราะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ก็อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ จึงอยากขอความร่วมมือจากภาคเอกชน และคณะกรรมการที่ประกอบด้วยฝ่ายราชการ องค์กรอิสระ และรัฐบาล ในการแสวงหาความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน และนำพาเศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5771814&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EC8UZ_gM5WiZOdMPySwCZ

  • ผุด‘ครม.เศรษฐกิจพลัส’ คนจนตกหล่น5ล้านราย

    ผุด‘ครม.เศรษฐกิจพลัส’ คนจนตกหล่น5ล้านราย

    นายกฯ ถก กรอ.นัดแรก ยกเป็น “ครม.เศรษฐกิจพลัส” หวังกลั่นกรองเรื่อง ศก.ก่อนชงเข้า ครม.ได้ ตั้งเป้าจีดีพีสูงกว่า 3% การแข่งขันติด 20 อันดับแรกของโลก พร้อมผุด 4 อนุกรรมการ “ศุภจี” เร่งปิดดีลเอฟทีเอ “คลัง” เปิดยอดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการรอบใหม่ทะลัก 19.15 ล้านราย ผงะ! กลุ่มตกหล่นโผล่ 5 ล้านราย “ศิริกัญญา” อัดงบปี 2570 งบฝีแตก จองกฐินสับ “ดีอี”

    เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียง ทั้งรัฐมนตรี ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    นายอนุทินกล่าวว่า ตอนแรกคิดว่าจะเป็นรูปแบบของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) แต่ได้หารือกับ ครม.โดยเฉพาะอย่างยิ่งรองนายกฯ ที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบแบบเป็น ครม.เศรษฐกิจ แต่ขอให้มีเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อรับฟังและแก้ไขปัญหาและหารือแนวทางร่วมกัน เปรียบเสมือน ครม.เศรษฐกิจพลัส โดยประเด็นที่หารือวันนี้เป็นเรื่องของการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศนี้ ซึ่งเราสามารถประชุมในทุกเดือนหรือ 6 สัปดาห์ต่อครั้ง

    นายกฯ กล่าวต่อว่า ถ้าเรามีเรื่องที่เป็นนโยบายหรือเรื่องที่กลั่นกรองเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรม ด้านการเกษตร ด้านพลังงาน ด้านแรงงานและด้านการค้า เราก็สามารถใช้มติที่ประชุมนี้เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประหยัดเวลา เพราะ ครม.ส่วนใหญ่ก็อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้แล้ว ฉะนั้นการเห็นชอบในที่ประชุมนี้เมื่อนำเข้าที่ประชุม ครม.จะทำให้พิจารณาได้เร็ว ฉะนั้นอยากขอความร่วมมือจากภาคเอกชน และคณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยฝ่ายราชการ ฝ่ายองค์กรอิสระและรัฐบาล ในการแสวงหาความร่วมมือ ประสานงานกันอย่างต่อเนื่องให้เกิดผลอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน และนำพาเศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงผลประชุม กรอ.ว่า รัฐบาลได้นำข้อเสนอจากการหารือร่วมกับภาคเอกชน 3 เวทีในช่วงเดือน พ.ค. 2569 เข้าสู่กลไก กรอ.เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ กำหนดเป้าหมาย ติดตามความคืบหน้า และผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดกลุ่มเป็น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ 2.การส่งเสริมการค้า SMEs และเศรษฐกิจชุมชน 3.การพัฒนาคนและนวัตกรรม และ 4.การอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ

    น.ส.รัชดากล่าวอีกว่า เสียงสะท้อนภาคเอกชนให้มีการแก้ปัญหาระยะสั้น ปลดล็อกเชิงระบบ ยกระดับศักยภาพระยะยาว ซึ่งนโยบาย Reinvent Thailand มุ่งยกระดับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ เกษตรและอาหารแปรรูป, ยานยนต์แห่งอนาคต, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, การแพทย์และสุขภาพ, การท่องเที่ยว, ค้าปลีกและการค้า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่มีผู้ประกอบการรวมกว่า 273,000 ราย จ้างงาน 11.9 ล้านคน และสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนถึง 66% ของรายได้รวมทุกภาคธุรกิจ โดยผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต, ธุรกิจแห่งอนาคต, เมืองแห่งอนาคต และแรงงานแห่งอนาคต เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ มุ่งสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่า 3% และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก โดยยังคงรักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบการกำหนดเป้าหมายและกรอบประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ, ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน, ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี และด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ พร้อมกำหนดเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ (OKR) และตัวชี้วัดที่ชัดเจน

    ผุดอนุ กก. 4 ด้าน

    น.ส.รัชดากล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาไปสู่เป้าหมายได้อย่างชัดเจน และมอบหมายให้จัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ และจัดลำดับความสำคัญประเด็นการขับเคลื่อนทั้งระยะเร่งด่วน และ Big Win ระยะสั้น กลาง และยาว การกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัด พร้อมทั้งแผนการดำเนินงาน และให้รายงานต่อ กรอ.ทุก 2 เดือน ดังนี้ 1.คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ เป็นประธาน 2.คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ เป็นประธาน 3.คณะอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ เป็นประธาน และ 4.คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เป็นประธาน

    ขณะที่นางศุภจีกล่าวว่า เป้าหมาย 4 ปีจากนี้ เมื่อโลกการค้ามีการเปลี่ยนแปลงมาก สิ่งที่เราจะทำคือการเป็นศูนย์กลางการค้าเสรี โดยต้องเร่งความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ต้องเร่งปิดให้ได้ในช่วง 4 ปี โดยในปี 2569 ต้องเร่งปิดให้ได้หลายตัว อาทิ ตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่กำลังเปิดการเจรจาอยู่ เช่น แคนาดา, อังกฤษ เพื่อให้การส่งออกของไทยไม่ต้องพึ่งพากลุ่มประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงอย่างเดียว 

    นางศุภจีกล่าวว่า ส่วนการเกษตรระยะสั้น จะต้องแก้ปัญหาในเรื่องผลผลิตที่มีเกินมากและให้ตรงกับตลาด ส่วนระยะยาวต้องแก้ในเรื่องระบบโครงสร้าง อาทิ ยกระดับผลผลิตให้ตรงกับความต้องการตลาด รวมถึงต้องมีการแปรรูปสินค้าเกษตร และเปิดตลาดใหม่ให้มากขึ้น รวมถึงวางประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยทางด้านสินค้าเกษตร และมีความมั่นคงทางด้านอาหารของภูมิภาคและโลกภายใน 4 ปี

     “เรื่องการท่องเที่ยว เราต้องการผลักดันให้ภาคการท่องเที่ยวไทยเป็นการท่องเที่ยวมูลค่าสูง แต่การแก้ปัญหาต้องทำมากกว่ากลุ่มงานภาคการท่องเที่ยว 4 ปีจากนี้เราจะไม่มองในเรื่องปริมาณของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือนักท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างเดียว แต่ต้องโฟกัสในเรื่องคุณภาพเพื่อทำให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น”

     ด้านนายปกรณ์กล่าวว่า หลักๆ จะมีการแก้ไขกฎหมายลำดับรอง รองลงมาเป็นการแก้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ เพื่อให้การบริการภาครัฐมีความสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น  รวมทั้งลดปัญหาการทุจริต ส่วนการเดินโครงการก่อสร้างที่มีปัญหา เช่นการแก้ปัญหาโครงการล่าช้า นายกฯ สั่งการให้ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและยิ่งได้ตรงขึ้น

    ผงะ! กลุ่มตกหล่น 5.4 ล้าน

    วันเดียวกัน นายเอกนิติกล่าวถึงการลงทะเบียนในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ว่า ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว หลังจากนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนการคัดกรองตามเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเร่งพิจารณา  ก่อนจะเร่งสรุปเพื่อเสนอให้ที่ประชุม ครม.รับทราบต่อไป

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า ตัวเลขผู้ลงทะเบียนในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ซึ่งปิดให้ลงทะเบียนไปเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2569 เวลา 23.00 น. มีผู้ลงทะเบียนอยู่ที่ 19.15 ล้านราย แบ่งเป็นกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมมาลงทะเบียน 12.7 ล้านราย จาก 13.18 ล้านราย โดยไม่มาลงทะเบียนราว 4.7 แสนราย และกลุ่มผู้ที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่อยู่ในฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 1.04 ล้านราย และกลุ่มตกหล่นจากการลงพื้นที่สำรวจของ มท.และ พม.อีก 5.4 ล้านราย

     “ตัวเลขผู้ลงทะเบียน 19 ล้านรายนั้นเป็นไปตามข้อเท็จจริง รัฐบาลไม่ได้ล็อกหรือมีเป้าหมายว่าจะต้องมีคนมาลงทะเบียนในรอบนี้เท่าไหร่ ความตั้งใจของรัฐบาลครั้งนี้คือต้องการให้คนที่จนจริงๆ เข้ามาอยู่ในโครงการนี้ โดยหลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง ยืนยันว่าจะเสนอ ครม. พิจารณาก่อนวันที่ 17 ก.ค. 2569 ซึ่งเป็นวันประกาศผลการคัดกรอง” นายลวรณกล่าวและว่า กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมที่ไม่ได้มาลงทะเบียนยืนยันสิทธิ 4.7 แสนรายนั้นจะต้องถูกตัดสิทธิ์ทันที แต่หากต้องการยื่นอุทธรณ์ กระทรวงการคลังก็พร้อมจะรับไปพิจารณา เพราะถือเป็นกลุ่มที่รัฐบาลต้องดูแลเป็นพิเศษ ส่วนจะดำเนินการอย่างไรในกลุ่มนี้นั้น คงต้องไปดูในรายละเอียดก่อนว่าที่ไม่ได้มาลงทะเบียนเป็นเพราะอะไร

    ด้านนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 และร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ว่าในวันที่ 24 มิ.ย.จะประชุมทั้ง 2 ฝ่าย คือฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล เพื่อกำหนดกรอบเวลาพิจารณาอีกครั้ง

    เจ๊ไหมรอสับงบดีอี

     “ในวันประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นายเอกนิติที่เป็นผู้ดูแลเรื่องงบประมาณโดยตรงจะคอยชี้แจง เพราะนายกฯ ติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ”

    น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงาครั้งที่ 7 ถึงการเตรียมความพร้อมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระแรกว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณไม่ได้มีรายละเอียดที่แตกต่างไปจากตอนที่มีการอนุมัติไว้เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.มากนัก สาระสำคัญของงบประมาณยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง เป็นปีที่งบประมาณที่ฝีแตก  ตัวปัญหาเรื้อรังต่างๆ ที่เราเคยมีมานานจนถึงปีนี้ก็ยังไม่สามารถกำจัด หรือปกปิดบาดแผลเหล่านั้นได้อีกต่อไป เราจะเห็นได้จากตัวงบประมาณที่มีรายจ่ายประจำพุ่งสูงถึง 1.2 แสนล้านบาท ขณะที่รายจ่ายลงทุนปรับลด 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเมื่อไปดูไส้ในว่ารายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นมีอะไรบ้าง ก็จะพบว่าเฉพาะตัวบำนาญอย่างเดียวที่มีอยู่ 2 รายการ คือบำนาญให้ข้าราชการเพิ่มขึ้นประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาท เงินสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เพิ่มมาประมาณกว่า 5 หมื่นล้านบาท รวมถึงเงินชำระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นกว่า 4 หมื่นล้านบาท แค่นี้ก็ครบแสนล้านแล้ว ฉะนั้นจึงไม่แปลกใจที่งบหน่วยงานอื่นๆ ถูกปรับลดกันทั่วหน้า โดยเฉพาะกรมหรือกระทรวงที่เป็นงบลงทุนเป็นหลัก เช่น คมนาคม กรมโยธาธิการ

     “รัฐบาลหลังชนฝาแล้ว ไม่สามารถปรับแต่งตัวเลขงบประมาณได้เหมือนเดิมอีกต่อไป และต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงสถานการณ์ที่หนักหนาสาหัสของงบประมาณไทย” น.ส.ศิริกัญญากล่าว

    น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อว่า ท่ามกลางหน่วยรับงบประมาณที่ถูกปรับลดงบประมาณทั่วหน้า แต่มีหนึ่งกระทรวงที่ได้รับงบประมาณเพิ่มถึง 30% คือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยหน่วยงานที่ได้รับงบพุ่งสูงที่สุดคือ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ที่เป็นเจ้าของโครงการ TH-AI Passport ได้งบประมาณเพิ่ม 2 เท่า ซึ่งก่อนหน้ามีการใช้เงินกองทุนดีอี เราอาจมองไม่เห็น ตรวจสอบไม่คล่อง แต่เมื่อมาขอสภาแล้วเราคงจะต้องเปิดเผยให้มีความโปร่งใสให้ประชาชนและ สส.ได้ตรวจสอบ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/1019064/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TJKLBSbLVN-oSEpX4i7RT

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (23 มิ.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (23 มิ.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (23 มิ.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (23 มิ.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 22.33 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 1.50 บาทต่อลิตร

    ขณะที่ดีเซลลดราคา 1.30 บาทต่อลิตรเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 48.44 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 53.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 48.85 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 38.48 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 33.85 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 29.79 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 37.50 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.50 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 54.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 37.50 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.50 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (23 มิ.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/661973&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d0vHZj6_lpTC2n6vdyh3U

  • ลิเบียเร่งเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ Non-Oil  ผนึกรัฐวิสาหกิจภายในประเทศ จับมือโมร็อกโก ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยง

    ลิเบียเร่งเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ Non-Oil ผนึกรัฐวิสาหกิจภายในประเทศ จับมือโมร็อกโก ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยง

    ลิเบียเร่งเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ Non-Oil 

    ผนึกรัฐวิสาหกิจภายในประเทศ จับมือโมร็อกโก

    ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยง

    image.png

    ปัจจุบันโครงสร้างเศรษฐกิจของลิเบียยังคงพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก โดยเมื่อปี 2025 ลิเบียมีมูลค่าการส่งออกรวมทั้งสิ้น 30,130.927 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสินค้าส่งออกหลัก คือ เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ น้ำมันแร่และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นสิ่งดังกล่าว สารบิทูมินัส และไขที่ได้จากแร่ มีมูลค่าสูงถึง 29,101.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 96.58 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของลิเบีย ส่งผลให้เสถียรภาพทางการคลังและทุนสำรองระหว่างประเทศของลิเบียมีความเปราะบางสูงต่อความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลลิเบียจึงเร่งขับเคลื่อนนโยบายการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ (Economic Diversification) เพื่อพัฒนาภาคเศรษฐกิจที่ไม่พึ่งพาน้ำมัน (Non-hydrocarbon sector) ผ่านการบูรณาการความร่วมมือทั้งในและระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในเดือนมิถุนายน 2026 ได้แก่

    1. การบูรณาการภายในประเทศเพื่อสร้างฐานอุตสาหกรรมทางทะเล (เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2026)

    นาย Mohamed Al-Hanqari ตำแหน่ง Chairman ขององค์การพัฒนาการส่งออกของลิเบีย(Libyan Export Development Authority: LEDA) ร่วมกับนาย Mohamed Al-Faqih ตำแหน่ง Chairman ของบริษัท Libyan Iron and Steel Company (LISCO) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ เพื่อจัดตั้งโรงงานต่อเรือประมงและเรือลากอวนขนาดใหญ่ ณ นิคมอุตสาหกรรมเมืองมิสราตา มุ่งเน้นการแปรสภาพเหล็กกล้าต้นน้ำสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมและการผลิตสินค้าในท้องถิ่น (Local Content) เพื่อทดแทนการนำเข้า

    1. การยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศสู่ตลาดยุโรปและแอฟริกา (เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2026)

    นาย Mohamed Al-Hangari ตำแหน่ง Chairman ของ LEDA ร่วมกับนาย Ali Al-Siddiqi ตำแหน่ง Director General ของสำนักงานเพื่อการลงทุนและพัฒนาการส่งออกของโมร็อกโก Agency for Investment and Export Development (AMDIE) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า โดยได้รับเกียรติจากผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตลิเบียประจำโมร็อกโกร่วมเป็นสักขีพยาน ซึ่งกรอบความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุม 7 มิติสำคัญ ได้แก่

    1. การส่งเสริมเศรษฐกิจ (Economic Promotion): ผลักดันและประชาสัมพันธ์โอกาสทางการค้าและการลงทุนร่วมกัน

    2. การวิจัยตลาด (Market Research): แลกเปลี่ยนข้อมูล ผลการศึกษา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการลงทุน เพื่อช่วยให้ผู้ส่งออกเข้าใจถึงพฤติกรรมผู้บริโภคของทั้งสองฝั่ง

    3. การฝึกอบรมและการพัฒนาศักยภาพ (Training and Capacity Building): ยกระดับทักษะของบุคลากรและผู้ประกอบการท้องถิ่น

    4. การแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญ (Exchange of Expertise): แบ่งปันโมเดลความสำเร็จในการพัฒนาการส่งออกและการดึงดูดทุนต่างชาติ

    5. การสนับสนุนภาคเอกชน (Support for Companies in both Countries): ช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้บริษัทของลิเบียและโมร็อกโกเข้าสู่ตลาดของกันและกันได้ง่ายขึ้น

    6. การจัดกิจกรรมทางการค้า (Trade Events): ร่วมกันจัดงานแสดงสินค้า (Fairs) คณะผู้แทนทางการค้า (Trade Missions) และเวทีเสวนาทางเศรษฐกิจ (Economic Forums)

    7. การแลกเปลี่ยนข้อมูลและการศึกษาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการลงทุน (Exchanging Information and Studies Related to Trade and Investment): แบ่งปันฐานข้อมูล สถิติ และกฎระเบียบการค้าล่าสุด เพื่อลดอุปสรรคทางภาษีและขั้นตอนทางศุลกากร

    ความคิดเห็นและข้อสังเกตุ

    • การดำเนินงานเชิงรุกขององค์การพัฒนาการส่งออกของลิเบีย(Libyan Export Development Authority: LEDA) ในเดือนมิถุนายน 2026 ถือเป็นมาตรการสำคัญภายใต้นโยบายการกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ (Economic Diversification) เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากภาคพลังงานและน้ำมันที่มีสัดส่วนสูงกว่าร้อยละ 90 โดยหันมาผลักดันการส่งออกสินค้าทางเลือก อาทิ สินค้าเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูป และอาหารทะเล ผ่านการบูรณาการความร่วมมือ ควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของโมร็อกโกที่มีกับคู่ค้า อาทิ สหภาพยุโรป (EU) สมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกลุ่มประเทศความตกลงการค้าเสรีอาหรับ (GAFTA) ซึ่งเป็นกลไกเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และขยายช่องทางการตลาดเชิงรุกเข้าสู่ภูมิภาคยุโรปและแอฟริกาตะวันตกอย่างเป็นรูปธรรม

    • โอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีขีดความสามารถและความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมประมง โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าในอุตสาหกรรมต่อเรือ เช่น เครื่องยนต์เรือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์การเดินเรือ ระบบห้องเย็นและแช่แข็งบนเรือ รวมถึงตาข่ายและอวนลาก นอกจากนี้ ความต้องการยกระดับมาตรฐานการแปรรูปสัตว์น้ำเพื่อการส่งออกของลิเบีย ยังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยที่มีศักยภาพระดับโลกในกลุ่มอาหารทะเลแปรรูปและทูน่ากระป๋อง เข้าไปขยายตลาดในลักษณะการร่วมทุน (Joint Venture) ในนิคมอุตสาหกรรมเมืองมิสราตา เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการกระจายสินค้าสู่ตลาดยุโรปต่อไป

    • อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยควรตระหนักถึงความท้าทายและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในตลาดลิเบีย โดยเฉพาะประเด็นความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้กฎระเบียบทางการค้าและนโยบายภาครัฐเปลี่ยนแปลงกระทันหัน ควบคู่ไปกับมาตรการควบคุมเงินตราต่างประเทศที่เข้มงวด ตลอดจนระบบการชำระเงินระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อน ซึ่งจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการเงินที่รัดกุม เช่น เอกสารเครดิตที่มีการยืนยันผ่านธนาคารในยุโรปหรือกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (Confirmed L/C) ตลอดจนการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศคู่ค้าดั้งเดิมที่มีอิทธิพลสูงในภูมิภาคแอฟริกาเหนือ อาทิ อิตาลี ตุรกี และฝรั่งเศส

    —————————————-

    ที่มา

    https://libyaobserver.ly/inbrief/libya-morocco-sign-mou-enhance-trade-and-investment-cooperation

    https://libyaherald.com/2026/06/libyan-export-development-authority-signs-mou-with-moroccan-counterpart-amdie-to-enhance-economic-and-trade-cooperation

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/zolnrced7on511jcpvfv4a0l&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aYYbL10nhlzQoAKnR6eKl

  • คนไทยเกือบ 1 ใน 3 จน ยื่นขอบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    คนไทยเกือบ 1 ใน 3 จน ยื่นขอบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-267&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T8IxrBVqC-vdonk0hiwqx

  • “เอกนิติ” เปิดแผน กรอ. ดันเศรษฐกิจโตเกิน 3% ขับเคลื่อน 4 เครื่องยนต์ใหม่

    “เอกนิติ” เปิดแผน กรอ. ดันเศรษฐกิจโตเกิน 3% ขับเคลื่อน 4 เครื่องยนต์ใหม่

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า วันนี้ (22 มิ.ย.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงยกระดับ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จาก “เวทีรับฟังข้อเสนอ” ไปสู่ “กลไกร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อให้ข้อเสนอของภาคเอกชนไม่หยุดอยู่เพียงบนโต๊ะประชุมแต่สามารถแปลงเป็นการลงมือทำ แก้ปัญหาจริง และสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนและผู้ประกอบการสัมผัสได้โดยมีการกำหนดเป้าหมาย เจ้าภาพ ตัวชี้วัด และกรอบเวลาที่ชัดเจน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนไปในระดับโครงสร้าง วันนี้คำถามใหญ่ของประเทศไทยไม่ใช่เพียงเศรษฐกิจจะโตเท่าไร แต่คือเราจะโตจากอะไร และจะทำอย่างไรให้การเติบโตนั้นเกิดขึ้นจริงกรอ. จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย โดยมีเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้ขยายตัวสูงกว่า 3% จาก 2.7% เพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้เข้าใกล้ 30% ของ GDP และผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศขึ้นสู่กลุ่ม Top 20 ของโลกในระยะ 4 ปี และทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมกำหนดให้มีตัวชี้วัดและการติดตามผลทั้งในระยะ 6 เดือน 12 เดือน และตลอดวาระรัฐบาล

    จากการรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนหลายเวที ทั้งจากกลุ่มอุตสาหกรรม สภาเอกชนและผู้ประกอบการในภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งสะท้อนปัญหาสำคัญตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้ขาดโอกาส แต่ติดคอขวดหลายด้านพร้อมกัน การทำงานของ กรอ. ชุดนี้จะให้ภาคเอกชนมีบทบาทที่เข้มข้นมากขึ้น เพราะภาคเอกชนคือผู้ลงทุน ผู้สร้างนวัตกรรม ผู้สร้างงาน ผู้เชื่อมไทยกับตลาดโลก และผู้ทำให้ศักยภาพของประเทศกลายเป็นผลลัพธ์จริงขณะที่ภาครัฐต้องทำหน้าที่ปลดล็อก วางโครงสร้างพื้นฐาน ปรับกติกา และทำให้การทำงานของระบบราชการเร็วขึ้น ชัดขึ้น และสนับสนุนการแข่งขันได้มากขึ้น

    กรอ. ชุดใหม่จึงถูกออกแบบให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน 4 เครื่องยนต์หลัก เพื่อให้การแก้ปัญหาไม่แยกส่วน แต่เชื่อมโยงกันเป็นระบบ

    เครื่องยนต์ที่หนึ่ง New Economy & Infrastructure Engine คือการสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น Smart Electronics, Data Center, AI Infrastructure, Automotive แห่งอนาคต, พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการลงทุนแต่ต้องทำให้การลงทุนใหม่ยกระดับเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

    เครื่องยนต์ที่สอง Trade & Localization Engine คือการเชื่อมเศรษฐกิจไทยกับตลาดโลก พร้อมกระจายโอกาสลงสู่พื้นที่และผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ผ่านการยกระดับการท่องเที่ยวคุณภาพ, สินค้าและบริการไทย, เกษตรและอาหารแห่งอนาคต, Soft Power, การค้า, การลงทุน และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าใหม่

    เครื่องยนต์ที่สาม People Engine คือการพัฒนาคนไทยให้พร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่เพราะปัญหาสำคัญของตลาดแรงงานวันนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการมีงานทำ แต่คือทักษะไม่ตรงกับความต้องการของเศรษฐกิจใหม่ จึงต้องเร่งยกระดับการศึกษา วิจัยและนวัตกรรม Upskill–Reskill และทักษะ AI และดิจิทัล เพื่อให้คนไทยไม่ตกขบวนและมีโอกาสได้งานคุณภาพมากขึ้น

    และเครื่องยนต์ที่สี่ Government Engine คือการเปลี่ยนภาครัฐจากคอขวดให้เป็นผู้สนับสนุนการเติบโต ผ่านการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ยกระดับรัฐบาลดิจิทัล เพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และทำให้การอนุมัติ อนุญาต และบริการภาครัฐรวดเร็ว โปร่งใสและคาดการณ์ได้มากขึ้น

    “ถ้าเรามองเศรษฐกิจเหมือนทีมฟุตบอล กองหลังคือเสถียรภาพการคลังและเศรษฐกิจมหภาค กองกลางคือพลังงาน น้ำ กฎระเบียบ เทคโนโลยี และคน ส่วนกองหน้าคืออุตสาหกรรมแห่งอนาคตและภาคเอกชนที่จะทำประตูให้ประเทศ กรอ. คือเวทีที่ทำให้ทีมเศรษฐกิจไทยเล่นเป็นทีมเดียวกัน” นายเอกนิติกล่าว

    ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อขับเคลื่อนงานตาม 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ โดยแต่ละคณะจะต้องกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ Quick Big Win เป้าหมาย ตัวชี้วัด และแผนดำเนินงาน สำหรับระยะเร่งด่วน 6 เดือน และ Quick Win สำหรับ ระยะกลาง 1 ปี และระยะยาว 4 ปี พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน เพื่อให้การทำงานมีจังหวะติดตามผลต่อเนื่อง

    นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจของ กรอ. ชุดนี้คือการเปลี่ยนข้อเสนอให้เป็นผลลัพธ์ ทุกข้อเสนอจะต้องตอบคำถาม 3 ข้อ ให้ชัดเจน คือใครเป็นเจ้าภาพ จะดำเนินการอย่างไร และจะเห็นผลเมื่อใด เพื่อให้ทุกเรื่องมีเจ้าของ มีแผน และมีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์

    สำหรับบทบาทของตน ในฐานะรองประธาน กรอ. และผู้ขับเคลื่อนด้านการลงทุนใหม่จะมุ่งผลักดันงานที่เป็นคอขวดสำคัญของประเทศ ได้แก่ การเตรียมพลังงานและน้ำรองรับการลงทุน การพัฒนา AI Infrastructure และ Data Center การเร่งมาตรการ Fast Pass สำหรับโครงการลงทุน การปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และการเชื่อมโยงการลงทุนใหม่ให้สร้างประโยชน์ต่อ SME แรงงาน และห่วงโซ่อุปทานไทย

    ทั้งนี้ กรอ. จะให้ความสำคัญกับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ Smart Electronics, Tourism,Agri & Food Processing, Medical & Wellness, Retail & Trading, Automotive แห่งอนาคต และ Creative Economy ซึ่งเป็นสาขาที่ไทยมีศักยภาพ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม การลงทุน งานคุณภาพ และโอกาสให้คนไทยได้กว้างขึ้น

    “เป้าหมายของ กรอ. ไม่ใช่เพียงทำให้ตัวเลข GDP ดีขึ้น แต่คือการทำให้เศรษฐกิจไทยมีเครื่องยนต์ใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิมแข่งขันได้กว่าเดิม และสร้างโอกาสได้กว้างกว่าเดิม โดยเฉพาะให้ SME ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่คุณค่าใหม่เป็น supplier เป็น service provider เป็น partner และได้รับการยกระดับมาตรฐาน เทคโนโลยี และผลิตภาพไปพร้อมกับการลงทุนใหม่…พูดง่าย ๆ คือ เราต้องตั้ง GPS ให้ชัด จับพวงมาลัยให้ตรง ปลดเบรกที่ฉุดรั้ง และเร่งคันเร่งในเรื่องที่สำคัญที่สุด” นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนหน้าต่างโอกาสครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลก วันนี้โลกกำลังจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนฐานการผลิต และพลังงาน อาหาร ดิจิทัล และภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการลงทุน โอกาสครั้งนี้จะไม่รอเรา และจะไม่มาถึงประเทศที่ยังทำงานแบบเดิม กรอ. ชุดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทีมประเทศไทย โดยรัฐและเอกชนต้องร่วมกันทำให้ไทยไม่ใช่เพียงผู้ตามของโลกใบใหม่ แต่ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค และสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทยทุกคน”

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

    “นายก” ผนึกเอกชน เปิด กรอ. นัดแรก ตั้ง 4 อนุกรรมการ ดันเศรษฐกิจไทยติดท็อป 20 โลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/840515&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FSBlfZafY9CEwhl6bxao7

  • “นายก” ผนึกเอกชน เปิด กรอ. นัดแรก ตั้ง 4 อนุกรรมการ ดันเศรษฐกิจไทยติดท็อป 20 โลก

    “นายก” ผนึกเอกชน เปิด กรอ. นัดแรก ตั้ง 4 อนุกรรมการ ดันเศรษฐกิจไทยติดท็อป 20 โลก

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า วันนี้ (22 มิ.ย.69) เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้นำข้อเสนอจากการหารือร่วมกับภาคเอกชน 3 เวทีในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 เข้าสู่กลไก กรอ. เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการ กำหนดเป้าหมาย ติดตามความคืบหน้า และผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อเสนอทั้งหมดถูกจัดกลุ่มเป็น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. การสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ 2. การส่งเสริมการค้าเอสเอ็มอี (SMEs) และเศรษฐกิจชุมชน 3. การพัฒนาคนและนวัตกรรม และ 4.การอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ

    โดยเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนเสนอให้เร่งแก้ปัญหาระยะสั้น ควบคู่การปลดล็อกเชิงระบบ และยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Reinvent Thailand ที่มุ่งยกระดับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ เกษตรและอาหารแปรรูป ยานยนต์แห่งอนาคต อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยว ค้าปลีกและการค้า และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ครอบคลุมผู้ประกอบการกว่า 273,000 ราย จ้างงาน 11.9 ล้านคน และสร้างรายได้ราว 66% ของรายได้รวมทั้งระบบเศรษฐกิจ ผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ธุรกิจแห่งอนาคต เมืองแห่งอนาคต และแรงงานแห่งอนาคต

    รัฐบาลตั้งเป้ายกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมผลักดันเศรษฐกิจเติบโตมากกว่าร้อยละ 3 และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันให้อยู่ใน 20 อันดับแรกของโลก โดยยังคงยึดหลักวินัยการเงินการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    ที่ประชุมเห็นชอบกรอบการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ การพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน การยกระดับทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี และการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ พร้อมกำหนดตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ (OKR) และระบบติดตามความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อขับเคลื่อนงานตามเป้าหมาย และให้รายงานผลต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน ประกอบด้วย

    1. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน
    2. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน
    3. คณะอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน
    4. คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

    นางสาวรัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวในการประชุมว่า การขับเคลื่อนครั้งนี้ถือเป็นการวางทิศทางและกลไกที่ชัดเจนขึ้น โดยมุ่งแปลงข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติจริง และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ขอให้คณะอนุกรรมการทั้ง 4 ด้าน กำหนดเป้าหมาย ผลสัมฤทธิ์ และติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อไป

    ทั้งนี้ หากข้อเสนอจากคณะอนุกรรมการถูกเสนอเข้าสู่ กรอ. จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้น เสมือนเป็น “short cut” ในการขับเคลื่อนนโยบาย โดยรัฐบาลจะเร่งผลักดันอย่างเต็มที่

    “จากการที่ไทยได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขัน ซึ่งหากยังคง speed นี้ยังคงใช้เวลาอีกนาน แต่รัฐบาลจะพยายามเดินหน้าให้ดีที่สุด ด้วยสิ่งที่เราจะเปลี่ยนจากนี้ไป ความหวังก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม รัฐบาลไม่ได้หยุดนิ่ง ได้เห็นว่าไทยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนานาประเทศ” นางสาวรัชดา กล่าวถึงคำพูดของนายกรัฐมนตรี

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/840486&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mPIAQXji6zLgIfwFu1kH6

  • ‘เอกนิติ’ ยกเครื่อง กรอ. จากเวทีรับฟังเอกชน สู่กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปั้นไทยสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี

    ‘เอกนิติ’ ยกเครื่อง กรอ. จากเวทีรับฟังเอกชน สู่กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปั้นไทยสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี

    ‘เอกนิติ’ ยกระดับ กรอ. จากเวทีรับฟังข้อเสนอ สู่กลไกร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจรัฐ-เอกชน พร้อมตั้งอนุกรรมการ 4 ชุด ขับเคลื่อน 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ตั้งเป้าดันไทยเข้าสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี

    วันนี้ (22 มิถุนายน) ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยเผยว่า กรอ. ชุดใหม่จะถูกยกระดับจากเวทีรับฟังข้อเสนอของภาคเอกชน ไปสู่กลไกร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างภาครัฐและเอกชน

    โดยมุ่งให้ข้อเสนอของภาคเอกชนไม่หยุดอยู่เพียงบนโต๊ะประชุมแต่สามารถแปลงเป็นการลงมือทำ แก้ปัญหาจริง มีหน่วยงานเจ้าภาพ ตัวชี้วัด และกรอบเวลาที่ชัดเจน

    ดร.เอกนิติ ระบุว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยจำเป็นต้องตอบคำถามสำคัญว่า จะสร้างการเติบโตจากอะไร และจะทำให้การเติบโตนั้นเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร

    โดย กรอ. จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวมากกว่า 3% จากระดับปัจจุบันที่ราว 2.7% พร้อมเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้เข้าใกล้ 30% ของ GDP และผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ติดกลุ่ม 20 อันดับแรกของโลกภายใน 4 ปี

    นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายระยะยาวให้ประเทศไทย ก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี โดยจะมีการกำหนดตัวชี้วัดและติดตามผลเป็นระยะทั้งในช่วง 6 เดือน 1 ปี และตลอดวาระของรัฐบาล

    ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4 เครื่องยนต์หลัก

    ดร.เอกนิติกล่าวว่า การรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนพบว่า ปัญหาของเศรษฐกิจไทยไม่ได้เกิดจากการขาดโอกาส แต่เกิดจากคอขวดหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน จึงจำเป็นต้องให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในฐานะผู้ลงทุน ผู้สร้างนวัตกรรม และผู้เชื่อมโยงไทยกับตลาดโลก ขณะที่ภาครัฐต้องทำหน้าที่ปลดล็อกข้อจำกัดและยกระดับประสิทธิภาพของระบบราชการ

    ด้วยเหตุนี้ กรอ. ชุดใหม่จึงกำหนดกรอบการทำงานผ่าน 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ประกอบด้วย

    1. New Economy & Infrastructure Engine มุ่งสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐานรองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น Smart Electronics, Data Center, AI Infrastructure, ยานยนต์แห่งอนาคต และพลังงานสะอาด
    2. Trade & Localization Engine มุ่งเชื่อมเศรษฐกิจไทยกับตลาดโลก ควบคู่กับการกระจายโอกาสสู่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ผ่านการยกระดับการท่องเที่ยว สินค้าและบริการไทย อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแห่งอนาคต รวมถึง Soft Power
    3. People Engine มุ่งยกระดับทักษะแรงงานไทยผ่านการศึกษา การวิจัยและนวัตกรรม การ Upskill-Reskill และการพัฒนาทักษะด้าน AI และดิจิทัล เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่

    ส่วนเครื่องยนต์สุดท้าย

    4.Government Engine เปลี่ยนภาครัฐจากคอขวดให้เป็นผู้สนับสนุนการเติบโต จะเน้นการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น พัฒนารัฐบาลดิจิทัล และปรับปรุงกระบวนการอนุมัติ อนุญาต และการให้บริการภาครัฐให้รวดเร็ว โปร่งใส และคาดการณ์ได้มากขึ้น

    ตั้งอนุกรรมการ 4 ชุด เร่ง Quick Big Win

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการจัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อขับเคลื่อนงานตาม 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ โดยแต่ละคณะจะต้องกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ เป้าหมาย ตัวชี้วัด และแผนดำเนินงานในระยะเร่งด่วน 6 เดือน ระยะกลาง 1 ปี และระยะยาว 4 ปี พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน

    ดร.เอกนิติระบุว่า หัวใจสำคัญของ กรอ. ชุดนี้ คือการเปลี่ยนข้อเสนอให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โดยทุกข้อเสนอจะต้องมีเจ้าภาพรับผิดชอบ มีแผนการดำเนินงาน และกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน

    นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ ยังระบุอีกว่า จะมุ่งผลักดันการแก้ปัญหาคอขวดด้านการลงทุนของประเทศ ทั้งการเตรียมความพร้อมด้านพลังงานและน้ำ การพัฒนา AI Infrastructure และ Data Center การเร่งมาตรการ Fast Pass สำหรับโครงการลงทุน และการปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

    ทั้งนี้ กรอ. จะให้ความสำคัญกับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ Smart Electronics, Tourism, Agri & Food Processing, Medical & Wellness, Retail & Trading, Automotive แห่งอนาคต และ Creative Economy เพื่อสร้างการลงทุน งานคุณภาพ และโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ให้สามารถเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่ คุณค่าใหม่ของเศรษฐกิจโลกได้มากขึ้น

    แนวทางการทำงานของ กรอ.ชุดนี้จะสอดคล้องกับหลัก 5T ของรัฐบาล ได้แก่ Target, Transition, Transformation, Transparent และ Together กำหนดตำแหน่งไทยในเวทีโลกที่ชัดเจน ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ตรงกับเป้าหมาย ยกเครื่องปลดล็อกด อุปสรรคกฎระเบียบและข้อจำกัด มี OKR เป้าหมายที่วัดได้ และ การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน พูดง่าย ๆ คือ เราต้องตั้ง GPS ให้ชัด จับพวงมาลัยให้ตรง ปลดเบรกที่ฉุดรั้ง และเร่งคันเร่งในเรื่องที่สำคัญที่สุด

    ดร. เอกนิติ กล่าวปิดท้ายว่า “ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนหน้าต่างโอกาสครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลก วันนี้โลกกำลังจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนฐานการผลิต และพลังงาน อาหาร ดิจิทัล และภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการลงทุน โอกาสครั้งนี้จะไม่รอเรา และจะไม่มาถึงประเทศที่ยังทำงานแบบเดิม กรอ. ชุดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทีมประเทศไทย โดยรัฐและเอกชนต้องร่วมกันทำให้ไทยไม่ใช่เพียงผู้ตามของโลกใบใหม่ แต่ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค และสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทยทุกคน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ekaniti-jppcc-thailand-high-income/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yvBS2Dlpn-urxRtFG8vLv