Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • หอการค้าฯ ไม่กังวลเศรษฐกิจชะงัก มั่นใจรัฐรับมือได้ รอ กรอ. เคาะมาตรการ

    หอการค้าฯ ไม่กังวลเศรษฐกิจชะงัก มั่นใจรัฐรับมือได้ รอ กรอ. เคาะมาตรการ

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 4 ที่ ภาวะเศรษฐกิจอาจจะชะงัก ว่า สถานการณ์ตอนนี้ไม่น่าจะชะงักแล้ว แต่ภาครัฐจะต้องมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ต้องรอดูผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งแรกก่อน

    โดยนายพจน์ ย้ำว่า ไม่ต้องห่วงเพราะมองว่า กรอบการเจรจาระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านน่าจะดีขึ้น ซึ่งรัฐบาลก็มีแผนหลายอย่าง รวมถึงตั้งคณะทำงานขึ้นมาหลายชุด ฉะนั้นไม่ต้องกังวล

    ขณะที่ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวสั้นๆ ถึงมาตรการรับมือสถานการณ์สหรัฐฯและอิหร่าน ว่า ขอรอผลการประชุม กรอ. ก่อน

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้า การพิจารณาโครงการของคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการใช้งบจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เพิ่งปิดไปเมื่อตอน 5 ทุ่ม และเมื่อได้ข้อมูลทั้งหมด จะมีการเรียกประชุมเพื่อเริ่มกระบวนการกลั่นกรอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/278057&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38E8PIkVPylcEVqgjyQjP6

  • อนุทิน เปิดประชุม กรอ.นัดแรก ยกเป็น ครม.เศรษฐกิจพลัส ทำงานร่วมเอกชน

    อนุทิน เปิดประชุม กรอ.นัดแรก ยกเป็น ครม.เศรษฐกิจพลัส ทำงานร่วมเอกชน

    นายกฯนั่งหัวโต๊ะถกกรอ.นัดแรก ยุบครม.เศรษฐกิจ ปรับให้เอกชนร่วมด้วยเป็น “ครม.เศรษฐกิจพลัส‘ ถกทุกเดือน พร้อมทำงานร่วมกับเอกชน

    เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 22 มิ.ย. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 โดยก่อนการประชุม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้เข้าหารือกับนายกฯบนตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการประชุม 

    โดยการประชุม กรอ. นัดแรก มีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียง อาทิ นายเอกนิติ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม 

    ด้านนายกฯ กล่าวว่า  วันนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายใหม่ในการที่พวกเราทุกคนได้มาร่วมประชุมที่คณะกรรมการกรอ. ถือเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อทำให้เศรษฐกิจของประเทศของเรามีความมั่นคงแข็งแรง และยั่งยืน ซึ่งวันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะใช้ที่ประชุมแห่งนี้ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อให้การพัฒนาและแก้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนสนับสนุนและส่งเสริมบทบาทให้ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตอนแรกเราก็คิดว่าจะเป็นรูปแบบของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ(ครม.เศรษฐกิจ) แต่ได้หารือกับครม.โดยเฉพาะอย่างยิ่งรองนายกฯที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจท่านเห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องมีมีองค์ประกอบแบบเป็นครม.เศรษฐกิจ แต่ขอให้มีเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อรับฟังและแก้ไขปัญหาและหารือแนวทางร่วมร่วมกัน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้เปรียบเสมือนครม.เศรษฐกิจพลัส มีภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วยถือว่าเป็นกำลังสำคัญอีกหนึ่งแรงของรัฐบาลประเด็นที่หารือในวันนี้ เป็นเรื่องของการสร้างความสามารถการแข่งขันของประเทศนี้
    ถ้าเราสามารถประชุมในทุกเดือนหรือ 6 สัปดาห์ต่อครั้ง

    นายกฯ กล่าวต่อว่า ถ้าเรามีเรื่องที่เป็นนโยบายหรือเรื่องที่มีการกลั่นกรองที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรม ด้านการเกษตรด้านพลังงาน ด้านแรงงาน ด้านการค้า เราก็จะสามารถใช้มติของที่ประชุมนี้เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อประหยัดเวลา เพราะครม.ส่วนใหญ่ก็อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้แล้ว ฉะนั้นการเห็นชอบในที่ประชุมนี้นำเข้าที่ประชุมครม.จะทำให้พิจารณาได้เร็ว ฉะนั้นตรงนี้อยากขอความร่วมมือจากภาคเอกชนและคณะกรรมการที่ประกอบไปด้วยฝ่ายราชการ ฝ่ายองค์กรอิสระ และฝ่ายรัฐบาลในการแสวงหาความร่วมมือประสานงานกันอย่างต่อเนื่องให้เกิดผลอย่างเป็นธรรมและรวดเร็วสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนและนำพาเศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1239509&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UeFTxtqEGW17kWjiuKFwG

  • นายกฯ ถก กรอ.นัดแรก ดึงเอกชนร่วมมือภาครัฐ เปรียบเสมือน ครม.เศรษฐกิจพลัส

    นายกฯ ถก กรอ.นัดแรก ดึงเอกชนร่วมมือภาครัฐ เปรียบเสมือน ครม.เศรษฐกิจพลัส

    นายกฯ นั่งหัวโต๊ะประชุม กรอ. นัดแรก ถกขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ เชื่อเป็นกลไกสำคัญภาครัฐ – เอกชน ร่วมแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้รวดเร็ว เปรียบเสมือน ครม.เศรษฐกิจพลัส

    เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 22 มิ.ย.2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569

    โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะรองประธานกรรมการฯ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชน เข้าร่วม

    นายกฯกล่าวว่า วันนี้เป็นนิมิตหมายใหม่ที่ทุกคนได้มาร่วมประชุมในคณะกรรมการที่เรียกว่า กรอ. เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ และเอกชน เพื่อทำให้เศรษฐกิจของประเทศมั่นคงแข็งแรงยั่งยืน

    ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนให้เข้ามีส่วนร่วมกับภาครัฐ เพื่อช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    นายกฯ กล่าวว่า ตอนแรกคิดว่าจะเป็นรูปแบบคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ แต่เมื่อหารือในที่ประชุมครม.แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งรองนายกฯที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ เห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบแบบครม.เศรษฐกิจ แต่ให้มีเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อเข้ามารับฟังปัญหาร่วมกัน และไม่ให้เสียเวลา ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้เปรียบเสมือนครม.เศรษฐกิจพลัส โดยมีเอกชนเข้ามาเป็นกำลังสำคัญของรัฐบาล

    สำหรับการหารือในที่ประชุมวันนี้ เกี่ยวกับการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ข้อดีคือหากมีการประชุมกันทุกเดือน หรือ 6 สัปดาห์ต่อหนึ่งครั้ง ถ้ามีเรื่องที่เป็นนโยบายหรือเรื่องที่กลั่นกรองด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เกษตร แรงงาน การค้า จะใช้มติของที่ประชุมคณะกรรมการนี้ นำเสนอที่ประชุมครม.ได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลา เพราะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ก็อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้

    จึงอยากขอความร่วมมือจากภาคเอกชน และคณะกรรมการที่ประกอบด้วยฝ่ายราชการ องค์กรอิสระ และรัฐบาล ในการแสวงหาความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน และนำพาเศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaosod.co.th/politics/news_10292756&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-oRxo1jylBI1QbT5IZC9g

  • ประธานหอการค้าไทย มั่นใจ รัฐบาลมีมาตรการพยุงเศรษฐกิจไทยฟื้น

    ประธานหอการค้าไทย มั่นใจ รัฐบาลมีมาตรการพยุงเศรษฐกิจไทยฟื้น


    ประธานหอการค้าไทย มั่นใจ รัฐบาลมีมาตรการพยุงเศรษฐกิจไทย แม้ผลวิเคราะห์ไตรมาส 4 ชะงัก รอผลยุติสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจไตรมาส 4 ภาวะเศรษฐกิจอาจจะชะงัก ว่า ไม่น่าจะชะงักแล้ว ส่วนราชการจะต้องเพิ่มเติมมาตรการอะไรหรือไม่นั้น ต้องรอดูผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งแรก ซึ่งไม่ต้องห่วง มองว่า กรอบการเจรจาสหรัฐอเมริกาและอิหร่านน่าจะดีขึ้น ซึ่งรัฐบาลมีแผนหลายอย่าง รวมถึงตั้งคณะทำงานขึ้นมาหลายชุด ฉะนั้น ไม่ต้องห่วง

    ขณะที่ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวสั้นๆถึงมาตรการรับมือสถานการณ์สหรัฐฯและอิหร่าน ว่า ขอรอผลการประชุม กรอ. 

    เมื่อถามถึงความคืบหน้าการพิจารณาโครงการของคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการใช้งบจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ นายลวรณ กล่าวว่า เขาเพิ่งปิดไปเมื่อตอน 23.00 น. ของคืนวันที่ 21 มิ.ย. และเมื่อได้ข้อมูลทั้งหมด จะมีการเรียกประชุมเพื่อเริ่มกระบวนการกลั่นกรอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/43934&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16o5qKBZ06S2ONP9xMstHG

  • ‘พจน์’ เชื่อเศรษฐกิจไทยไม่ชะงัก จับตาผลเจรจาสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน | เดลินิวส์

    ‘พจน์’ เชื่อเศรษฐกิจไทยไม่ชะงัก จับตาผลเจรจาสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา​ 09.00 น.​ วันที่ 22 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล​ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยก่อนการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ว่า กรณีที่มีการวิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปีนี้ ว่าภาวะเศรษฐกิจอาจจะชะงักนั้น เชื่อว่าไม่น่าจะชะงักแล้ว 

    ทั้งนี้ ภาครัฐจะต้องดำเนินมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่นั้น คงต้องรอดูผลการประชุมของ กรอ. ในวันนี้ก่อน ซึ่งเบื้องต้นมองว่าไม่ต้องห่วง เนื่องจากกรอบการเจรจาสหรัฐและอิหร่านมีทิศทางที่ดีขึ้น

    นอกจากนี้ทางรัฐบาลก็มีแผนหลายอย่างที่ดำเนินการ รวมถึงตั้งคณะทำงานขึ้นมาหลายชุด ดังนั้นไม่ต้องห่วง

    ด้าน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการรับมือสถานการณ์สหรัฐและอิหร่าน เพียงสั้นๆ ว่า ขอรอผลการประชุม กรอ. ก่อน

    ส่วนความคืบหน้าการพิจารณาโครงการของคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการใช้งบจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ นายลวรณ กล่าวว่า หน่วยงานเริ่มส่งโครงการมาให้กลั่นกรองบ้างแล้ว 

    ขณะที่การคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ความคืบหน้าเพิ่งปิดไปเวลา 23.00 น. ของเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. และเมื่อได้ข้อมูลทั้งหมด จะมีการเรียกประชุมเพื่อเริ่มกระบวนการต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5964708/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13n5CCAnQx-33BxL45w3Lp

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 22 มิถุนายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 22 มิถุนายน 2569 – InterGold

    วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เวลา 10.26 น.


    กลยุทธ์:  ย่อซื้อ
    แนวต้าน: $4,330 = 66,500 บาท
    แนวรับ: $4,120 = 65,700 บาท
    .

    ราคาทองคำวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ยังคงเคลื่อนไหวผันผวน โดยรีบาวด์ขึ้นไปทดสอบบริเวณ 4,220 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนอ่อนตัวลงมาแถว 4,190 ดอลลาร์ สะท้อนว่ายังมีแรงซื้อเข้าพยุงตลาดจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ทิศทางระยะสั้นยังไม่ชัดเจน เนื่องจากนักลงทุนยังรอติดตามทั้งสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน และท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

    .

    ปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตาคือการเจรจาระหว่างอิหร่านและชาติตะวันตกที่สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีสัญญาณสะดุดหลังเกิดความขัดแย้งระหว่างคู่เจรจา ขณะที่สถานการณ์อิสราเอล–ฮิซบอลเลาะห์ยังคงตึงเครียดแม้มีข้อตกลงหยุดยิง นอกจากนี้ กลุ่ม G7 ยังกลับมาให้ความสำคัญกับสงครามรัสเซีย–ยูเครน และประเด็นการแข่งขันทางเศรษฐกิจกับจีน โดยเฉพาะเรื่องห่วงโซ่อุปทานและแร่หายาก ซึ่งอาจเพิ่มความไม่แน่นอนให้เศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

    .

    สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ระยะสั้นยังมองว่าทองคำมีโอกาสแกว่งตัวในกรอบและรีบาวด์ได้เป็นระยะ โดยแนวรับสำคัญอยู่บริเวณ 4,120 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาย่อตัวลงใกล้ระดับดังกล่าวสามารถพิจารณาทยอยสะสมได้ ขณะที่ผู้ลงทุนควรติดตามพัฒนาการของการเจรจาอิหร่าน สถานการณ์ในเลบานอน และสัญญาณนโยบายการเงินของ Fed อย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาทองคำในช่วงถัดไป

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyz-22-6-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lP-dZiKbeCZRdmfu5Dm7L

  • ‘พจน์’ มั่นใจรัฐบาลมีแผนพยุงเศรษฐกิจฟื้น ลุ้นผลประชุม กรอ. – ดีลสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

    ‘พจน์’ มั่นใจรัฐบาลมีแผนพยุงเศรษฐกิจฟื้น ลุ้นผลประชุม กรอ. – ดีลสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางและมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี โดยเฉพาะผลวิเคราะห์แนวโน้มไตรมาสที่ 4 ที่หลายฝ่ายกังวลว่าอาจจะเผชิญภาวะชะงักงันอันเนื่องมาจากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน โดยนายพจน์ระบุว่า จากการประเมินล่าสุดเชื่อว่าสถานการณ์จะไม่ดิ่งลงจนถึงขั้นชะงักงันอย่างที่กังวลกันอย่างแน่นอน

    จับตาประชุม กรอ. นัดแรก คลอดมาตรการชุดใหญ่พยุงชีพเศรษฐกิจ

    เมื่อถามถึงประเด็นที่ว่า หน่วยงานราชการและทีมเศรษฐกิจจำเป็นต้องมีการอัดฉีดมาตรการพิเศษเพิ่มเติมเพื่อประคองดัชนีเศรษฐกิจหรือไม่ นายพจน์เปิดเผยว่า ในเรื่องนี้ทุกภาคส่วนกำลังเฝ้ารอผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งแรก ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการระดมความคิดเห็นร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนชั้นนำ

    อย่างไรก็ตาม แฟน ๆ และผู้ประกอบการไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป เนื่องจากรัฐบาลได้มีการเตรียมความพร้อมและวางแผนรับมือไว้หลายด้าน รวมถึงมีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นมาหลายชุดเพื่อเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ฉะนั้นจึงมั่นใจได้ว่าระบบเศรษฐกิจไทยจะมีกันชนที่แข็งแกร่งคอยรองรับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378979111&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fFSbv_qHlwkmA5pgBGDGy

  • “ประธานหอการค้าไทย” เชื่อรัฐบาล มีมาตรการพยุงเศรษฐกิจไทยฟื้น แม้ผลวิเคราะห์ไตรมาส 4 ชะงัก-รอผลยุติสงครามสหรัฐ-อิหร่าน

    “ประธานหอการค้าไทย” เชื่อรัฐบาล มีมาตรการพยุงเศรษฐกิจไทยฟื้น แม้ผลวิเคราะห์ไตรมาส 4 ชะงัก-รอผลยุติสงครามสหรัฐ-อิหร่าน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/155490&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26qzE5mwAptgZ55NSSbfhu

  • เตือนเศรษฐกิจโลกผันผวนยาว ครึ่งปีหลังรับมือ ‘ราคาน้ำมัน-เงินเฟ้อพุ่ง’

    เตือนเศรษฐกิจโลกผันผวนยาว ครึ่งปีหลังรับมือ ‘ราคาน้ำมัน-เงินเฟ้อพุ่ง’

    เตือนเศรษฐกิจโลกผันผวนยาว ครึ่งปีหลังรับมือ 'ราคาน้ำมัน-เงินเฟ้อพุ่ง'

    ถึงแม้จะมีการลงนามสันติภาพระหว่าง สหรัฐ-อิหร่าน แต่ยังมีความไม่แน่นอนถึงการเจรจาข้อตกลงสุดท้ายภายใน 60 วัน รวมถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังมีความไม่แน่นอน ซึ่งทำให้เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยง

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ความยัดแย้งสหรัฐ และอิหร่านที่ยังไม่ยุติกระทบเศรษฐกิจโลกผันผวนภายใต้ความไม่แน่นอนสูง

    ซึ่งอาจทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อสหรัฐอยู่ภาวะ “Sticky” หรือสูงต่อเนื่องจนเฟดลดดอกเบี้ยไม่ได้ และอาจกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องจากเชื่อว่าการประชุมเฟดล่าสุดยังไม่นำปัจจัยนี้มาคำนวณสมการเงินเฟ้อ

    อีกทั้ง แม้มีเงื่อนไขสันติภาพหรือข้อตกลง 14 ข้อ ระหว่างสหรัฐ และอิหร่านในระยะข้างหน้าเพื่อยุติสงคราม เช่น การจำกัดโครงการนิวเคลียร์ และการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเรื่องปฏิบัติได้ยากและใช้เวลา หากทำไม่ได้ตามเป้า ความกังวลอาจกลับมาอีกครั้ง

    นอกจากนี้ครึ่งปีหลังมีความเสี่ยงจากสงครามการค้า (Trade War) โดยเฉพาะมาตรา 301 (Section 301) อาจกลับมาเป็นประเด็นหลักที่ไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ

    “ยังไม่เห็นการยุติสงครามสำเร็จ ทำให้ความไม่แน่นอนยังลากยาว ราคาน้ำมันมีโอกาสขึ้น แม้ไม่เพิ่มเหมือนอดีต แต่เสี่ยงเพิ่มขึ้น และยังมีความเสี่ยงจากมาตรา 301 ที่กระทบส่งออกครึ่งปีหลัง และสงครามทะเลจีนได้ที่จะเข้ามากระทบเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น”

    ในทางกลับกันหากสหรัฐลงนามในข้อตกลงกับอิหร่าน มองว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะการคลี่คลายของสถานการณ์ความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ภาวะสงคราม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนพลังงาน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในประเทศ

    ทั้งผลบวกโดยตรงจากการลดลงของราคาน้ำมัน และต้นทุนการผลิต อาจทำให้ราคาน้ำมันที่ลดลงเร็วจากซัปพลายพลังงานเริ่มเข้าสู่ตลาดมากขึ้นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ต้นทุนในไทยลดลง ซึ่งลดภาระขนส่งลดแรงกดดันเงินเฟ้อ และช่วยการท่องเที่ยวลดความกังวลนักท่องเที่ยวได้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติยกเว้นจีนที่เคยชะลอก่อนหน้านี้เพราะกังวลต้นทุนการเดินทาง

    รวมทั้งครึ่งหลังปี นักท่องเที่ยวจะกลับมาได้ดีกว่าที่คาดจะเป็นปัจจัยสนับสนุนหลักสำหรับธุรกิจการท่องเที่ยว โดยสถานการณ์นี้ช่วยลดภาระการคลัง เนื่องจากรัฐบาลไม่ต้องแบกภาระอัดฉีดเงินอุ้มราคาพลังงานที่สูงเหมือนอดีต เมื่อภาระการคลังลดลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ระยะยาวเริ่มมีสัญญาณนิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลบวกต่อบรรยากาศการลงทุน

    ดังนั้น หากสถานการณ์คลี่คลายต่อเนื่องเป็นไปได้ที่จะเห็นปรับจีดีพีไทยขึ้น ดังนั้นจีดีพีมีโอกาสปรับตัวเหนือ 2% ได้ปีนี้

    สงครามยืดเยื้อกดดันเงินเฟ้อ-สินค้าคงคลัง

    ดร.บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า หากความขัดแย้งอิหร่าน และสหรัฐไม่ยุติจะทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงตามที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ แม้เดิมจะมองว่าสถานการณ์มีโอกาสคลี่คลายช่วงกลางปี แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อออกไปมากกว่านั้น ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น

    ผลกระทบสำคัญเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อ รวมถึงผลกระทบสินค้าคงคลัง และวัตถุดิบต้นน้ำอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมีได้รับผลกระทบต้นทุนสูงขึ้น ขณะเดียวกันน่ากังวล ปุ๋ย หากเกิดภาวะขาดแคลนปุ๋ยในประเทศจะกระทบผลผลิตเกษตร และอาจทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงจะยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันเงินเฟ้อ รวมถึงหากเกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบหรือปัจจัยการผลิตอาจกระทบภาคการผลิต

    ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อไปจนถึงไตรมาส 3 ก่อนที่จะสามารถหาข้อยุติได้ แน่นอนว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีของไทยอาจต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 2% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงกว่ากรณีฐานที่ประเมินไว้ราว 3%

    ซึ่งระยะนี้ทุกอย่างขึ้นกับความรุนแรงสถานการณ์จะสิ้นสุดเมื่อใด โดยมีมุมมองเชิงบวกต่อโอกาสในการคลี่คลายความขัดแย้ง แม้ภาพปัจจุบันดูเหมือนยังไม่จบลง แต่เริ่มเห็นสัญญาณการเจรจากำลังใกล้จุดที่หาข้อสรุปร่วมกันได้มากขึ้น

    แม้มีบางประเด็นตกลงกันไม่ได้สมบูรณ์ แต่ทุกฝ่ายต้องการเห็นความสงบลง ขณะที่อิหร่านใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเงื่อนไขต่อรองเพื่อแลกการฟื้นฟูเสถียรภาพ และความสงบในภูมิภาค ดังนั้นเวลานี้จึงยังไม่เห็นความจำเป็นต้องปรับประมาณการเศรษฐกิจลง แต่ยอมรับว่าความเสี่ยงด้านลบ (Downside Risk) ได้เพิ่มสูงขึ้นจากเดิม”

    ต้นทุนราคาน้ำมันพุ่งต่อ 6 เดือน

    ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB กล่าวว่า ต้องจับตาน้ำมันดิบต่อเนื่องจากไตรมาส 2 ราคาสูงขึ้นเฉลี่ยแตะ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้สงครามจะยุติแต่ราคาทั้งปียังสูงกว่าอดีต เพราะการกลับมาผลิตเต็มศักยภาพต้องใช้เวลา 6 เดือน รวมถึงสต๊อกน้ำมันดิบทั่วโลกต่ำสุดประวัติการณ์กดดันราคาทรงตัวระดับสูง

    ด้านเสถียรภาพราคาคาดเงินเฟ้อไทยใกล้เคียง 3% หรือ 2.5-2.8% อยู่กรอบเป้าหมาย และไม่น่ากังวลเชิงนโยบายการเงิน แต่กังวลค่าครองชีพประชาชนแม้เศรษฐกิจมหภาคจะดี เช่น ส่งออกโต 10% หรือเงินเฟ้อ 3% แต่ประชาชนรับภาระต้นทุนสูงขึ้น

    ทั้งนี้ หากสถานการณ์ดีขึ้นมีโอกาสเศรษฐกิจไทยกลับไประดับ 1.8% ได้จากเดิมลดมาอยู่ที่ 1.4% จากผลกระทบสงคราม

    จากปัจจัยบวกทั้ง การส่งออกช่วง 4 เดือนแรกของปีเติบสูงถึง 9% และคาดว่าทั้งปีภาพรวมการส่งออกอาจเติบโตมากกว่า 10% แต่การเติบโตนี้แตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มสินค้าเทคโนโลยี และสินค้าไม่ใช่เทคโนโลยี (Non-technology) โดยสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีขยายตัวสูงถึง 42%

    ขณะที่สินค้ากลุ่มดั้งเดิมหรือ Non-tech แทบจะไม่ได้มีการเติบโตเลยในปีนี้ เนื่องจากต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาพลังงาน และวัตถุดิบ ซึ่งบั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน และความคุ้มทุนของผู้ประกอบการ

    รัฐจ่อเพิ่มเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติ

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะปรับเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 เพิ่มขึ้นจาก 33 ล้านคน หลังความขัดแย้งสหรัฐ และอิหร่านดีขึ้น

    โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-13 มิ.ย.69 นี้ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 14.94 ล้านคน ลดลง 2.82% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้วแต่เป็นการติดลบน้อยกว่าประเมิน

    ทั้งนี้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะหารือ ททท.ถึงกลยุทธ์ดึงนักท่องเที่ยวครึ่งหลังปี 2569 ให้ความสำคัญกับตลาดระยะไกล (Long-haul) มากขึ้น โดยนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางอยากเดินทาง ขณะเดียวกันจะรุกตลาดระยะใกล้ (Short-haul) ต่อเนื่อง เช่น อินเดีย

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้ประเมินได้ยาก ว่าราคาน้ำมันจะถูกลงแค่ไหน และส่งผลต่อราคาตั๋วเครื่องบินอย่างไร

    ทั้งนี้ คาดว่าไตรมาส 3 ปีนี้ จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่ข่าวดีเรื่องสหรัฐกับอิหร่าน ประเมินอัตราการเข้าพักเดือน มิ.ย.จะดีกว่า 50% เป็นคาดการณ์เดิมจากการสำรวจความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรมเดือนพ.ค.2569

    สรท.คาดส่งออกแนวโน้มชะลอตัว

    นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า การส่งออกครึ่งปีแรกได้รับแรงสนับสนุนจากการเร่งสั่งซื้อสินค้าแต่มีแนวโน้มลดลงช่วงครึ่งปีหลังชะลอตัวลงที่ 2-4% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน 

    ส่วนทั้งปี 2569 ยังมองขยายตัว 3-5% หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงกระทบการค้าโลกเพิ่ม โดยเฉพาะความเสี่ยงในตะวันออกกลางที่จะกระทบราคาพลังงาน และต้นทุนการขนส่ง ขณะที่ปัจจัยน่ากังวลสุดระยะต่อไปอยู่ที่ความผันผวนต้นทุนโลจิสติกส์ หากปิดการเดินเรือผ่านเส้นทางสำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ หรือเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างเอเชีย และยุโรป

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1239475&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KqGgK1cpjzWjTma5Sokv5

  • ความไม่แน่นอนของสันติภาพยังสร้างบาดแผลทางเศรษฐกิจ

    ความไม่แน่นอนของสันติภาพยังสร้างบาดแผลทางเศรษฐกิจ

    แม้ว่าสหรัฐและอิหร่านจะลงนามข้อตกลงหยุดยิงไม่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และทั้ง 2 ฝ่ายมีเวลา 60 วันในการเจรจาเพื่อกำหนดข้อตกลงสุดท้ายที่ยังมีหลายประเด็นที่ต้องเจรจาเพื่อลงรายละเอียด โดยเฉพาะข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ในอิหร่านที่การเจรจาไม่ง่าย

        ซึ่งทำให้ช่วงที่ผ่านมาโลกเบาใจลงเพียงชั่วคราว และหลายฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน ในขณะที่ราคาพลังงานโลกจะไม่กลับสู่ระดับเดิมได้อย่างรวดเร็ว
        ความผันผวนที่ลากยาวมาตั้งวันที่ 28 ก.พ.2569 เมื่อสหรัฐร่วมกับอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่านได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาพลังงานโลก โดยทุกครั้งที่เกิดสงครามจะทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในตลาดโลกจะปรับฐานใหม่ รวมทั้งสงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างฐานการผลิตและส่งออกพลังงาน เช่น โรงกลั่นน้ำมัน ท่อน้ำมัน รวมถึงเส้นทางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่มีการว่างทุ่นระเบิดอยู่ไม่น้อย

         ถึงแม้ว่าหลังการลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่านจะทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลดลง แต่การที่โครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลางจำนวนหนึ่งถูกทำลายลงจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกไม่สามารถลดลงไปอยู่ระดับก่อนสงครามครั้งนี้ เพราะต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการบริหารจัดการให้การขนส่งพลังงานและวัตถุดิบปิโตรเคมีผ่านช่องแคบฮอร์มุซให้กลับมาเป็นปกติได้
        สถานการณ์ระหว่างสหรัฐและอิหร่านในปัจจุบันจึงยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิดจากทั่วโลกรวมถึงไทย โดยยังมีความน่ากังวลถึงเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะการเติบโตช้า แต่ค่าครองชีพสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อประชาชนที่มีรายได้น้อยมากที่สุด รวมทั้งมีแนวโน้มที่เศรษฐกิจอาจขยายตัวเพียง 1.0-1.4% ถึงแม้ว่าสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะมองอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้ไว้ที่ 1.5-2.0% แต่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพยังน่ากังวล

        บทเรียนสำคัญจากวิกฤติพลังงานในครั้งนี้ อยู่ที่ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระตุ้นเตือนให้ประเทศไทยมองถึงความมั่นคงทางพลังงาน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการสร้างแรงผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้เต็มศักยภาพ โดยรัฐบาลจะต้องมองทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้น แต่รัฐบาลจำเป็นต้องมองถึงทิศทางของประเทศในระยะยาว รวมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศพร้อมรับมือกับวิกฤติครั้งต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1239449&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05FKOz4miqfxXVhZSl6wiO