Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “จุติ” เผย กมธ.การเงิน เร่งสอบ Forex – เส้นทางการเงิน ใน 2 สัปดาห์ พร้อมผลักดันสินเชื่อพยุงร้านอาหาร-โรงแรม  ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ สกัดต่างชาติฮุบกิจการ

    “จุติ” เผย กมธ.การเงิน เร่งสอบ Forex – เส้นทางการเงิน ใน 2 สัปดาห์ พร้อมผลักดันสินเชื่อพยุงร้านอาหาร-โรงแรม  ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ สกัดต่างชาติฮุบกิจการ

    รัฐสภา, วันที่ 28 มิ.ย. – นายจุติ ไกรฤกษ์ ประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ประธานคณะอนุกรรมาธิการกลั่นกรองเรื่องพิจารณาศึกษาฯ นำเรื่องที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม ให้ตรวจสอบตลาดการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex) และเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีผู้เสียหายถูกหลอกลงทุนจากโบรกเกอร์ผิดกฎหมายจำนวนมาก และธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับ  เข้าสู่ที่ประชุมกมธ.การเงินฯ

    “กรรมาธิการจะพิจารณาอย่างรอบด้าน และเร่งสรุปเรื่องการฉ้อโกงประชาชนทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงปัญหาผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่ได้รับความเป็นธรรม และปัญหาหุ้นกู้ที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา และจะนำกลับมารายงานต่อที่ประชุมภายใน 2 สัปดาห์ เรายึดหลักการทำงาน แก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนต้องมาก่อน” นายจุติ กล่าว

    นายจุติ กล่าวอีกว่า  กมธ.การเงิน การคลัง ยังได้หารือกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจในสังกัดกระทรวงการคลังถึงแนวทางสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล เพื่อผลักดันสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยไทย เช่น ร้านอาหาร โรงแรม ที่มีความสำคัญต่อการจ้างงานในประเทศ กำลังขาดสภาพคล่อง ให้สามารถรักษาความเป็นเจ้าของกิจการและไม่ถูกต่างชาติเข้ามากลืนธุรกิจ โดยธนาคารรัฐจะต้องไม่เพียงแค่ปล่อยกู้แล้วจบ แต่ต้องทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงทั้งด้านการเงินและการตลาดควบคู่ไปด้วย เพื่อประคับประคองให้ธุรกิจอยู่รอด

    “สิ่งที่เป็นห่วงคือ ทำอย่างไรประชาชนจะเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น หากใครมีปัญหาสามารถร้องเรียนมายังคณะกรรมาธิการได้ เราจะช่วยประสานงาน พิจารณาแนวทางช่วยเหลือ และทำงานเชิงรุก เพื่อให้ประชาชนยังมีงานทำ และผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจต่อไปได้ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก กำลังซื้อภายในประเทศลดลงและภาคการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่” ประธาน กมธ.การเงินฯ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/303962&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Z-jplTeh7j3WWLx90TsGG

  • สองโจทย์ใหญ่ท้าทายชีพจรเศรษฐกิจ-การเมืองไทย

    สองโจทย์ใหญ่ท้าทายชีพจรเศรษฐกิจ-การเมืองไทย

    สองโจทย์ใหญ่ท้าทายชีพจรเศรษฐกิจ-การเมืองไทย

    สองโจทย์ใหญ่ท้าทายชีพจรเศรษฐกิจ-การเมืองไทย

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,113 ระหว่างวันที่ 28 มิ.ย. – 1 ก.ค. 2569 โดย “ว.เชิงดอย” ยังเกาะติดทุกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจ การเมือง และ สังคม เช่นเดิม 

    *** เริ่มต้นด้วย “ข่าวดี” ที่พอให้ชื่นใจกันบ้าง สำหรับตัวเลขทิศทางเศรษฐกิจไทย เมื่อ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของแบงก์ชาติ มีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เสียง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อปี ตามโผที่ตลาดคาดการณ์… งานนี้ กนง. ประเมินว่า GDP ปี 2569 ของไทยมีลุ้นเติบโตขยายตัวดีกว่าคาดขึ้นมาอยู่ที่ 2.3% พระเอกไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นอานิสงส์จากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี และ เม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่วัฏจักรเทคโนโลยี รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประกอบกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง “เริ่มทรงตัว” ต้นทุนพลังงานเลยไม่พุ่งกระฉูดอย่างที่หวั่นใจกันในคราแรก

    *** แต่…อย่าเพิ่งย่ามใจไป เพราะเหรียญมีสองด้านเสมอ “แบงก์ชาติ” สะกิดเตือนว่า การฟื้นตัวครั้งนี้ “ยังไม่ทั่วถึง” พี่น้องชาว SMEs ยังกุมขมับกับข้อจำกัดในการปรับตัว แถมสินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่ “ภาคครัวเรือน” ก็เจอกระดูกชิ้นโต ทั้งรายได้ที่โตช้าบวกกับค่าครองชีพที่สูงลิ่ว กดดันกำลังซื้อจนหน้าเขียว ยิ่งหลังสิ้นสุดมาตรการภาครัฐ การบริโภคในประเทศอาจมีเสียวชะลอตัวลงอีกรอบ 

    *** ทางด้านตลาดเงิน…ทันทีที่สิ้นเสียงเคาะดอกเบี้ยของ กนง. ค่าเงินบาท ก็ดิ่งพสุธาอ่อนค่าลงไปแตะ 33.40 บาทต่อดอลลาร์ ทุบสถิติอ่อนค่าสุดในรอบ 13 เดือนไปเรียบร้อยโรงเรียนพญาอินทรี ด้านกูรูจาก กรุงศรี โกลบอล มาร์เก็ตส์ มองว่านี่คือ เอฟเฟกต์จากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ เพราะตลาดยังผวาแนวโน้มดอกเบี้ยโหดของเฟด (Fed) แต่อย่างไรก็ดี วงในยังคาดว่า กนง.จะตรึงดอกเบี้ยที่ 1.00% ยาวไปอีกหลายไตรมาสเพื่อรักษาสมดุลเศรษฐกิจ

    *** ขณะที่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2% หลังสถานการณ์ตะวันออกกลาง เริ่มคลี่คลายทำให้ราคาพลังงานปรับลดลง ช่วยบรรเทาต้นทุนการเดินทางและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ประกอบกับการส่งออกและการลงทุนในบางกลุ่มอุตสาหกรรม ยังขยายตัวได้ดี อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในระยะถัดไป จากผลกระทบของต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นในช่วงสงครามรุนแรงก่อนหน้า ซึ่งเริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และกำลังซื้อ 

    แม้จะมีแรงพยุงเพิ่มเติมจากภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แต่การฟื้นตัวยังคงมีลักษณะ K-shaped กระจุกตัวในบางกลุ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ที่พึ่งพาสัดส่วนการนำเข้าสูง ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำ-ปานกลาง และ SMEs ยังเปราะบางจากรายได้ที่ชะลอลง และภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง สำหรับปี 2570 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวใกล้เคียงกันที่ 1.9% สะท้อนข้อจำกัดด้านแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันภาวะการเงินตึงตัว และความเสี่ยงภายนอกที่ยังอยู่ในระดับสูง 

    *** ขยับจากโหมดปากท้อง มาที่ “โหมดระทึก” ฝั่งการเมืองและกฎหมายกันบ้าง ไฮไลต์ที่ทำเอาคนในทำเนียบรัฐบาล ตื่นตัวกันสุดๆ คงหนีไม่พ้นคดีที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” สั่งยุติการหาข้อมูล และล็อกคิวนัดลงมติชี้ชะตาในวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. กรณี สส. 133 คน ยื่นสกัด “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” ของรัฐบาล เพื่อกู้วิกฤตเศรษฐกิจและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

    *** ปมร้อนอยู่ที่การตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ว่าด้วยคำว่า “กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้” ฝ่ายค้านมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ขนาดที่จะออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อเลี่ยงการตรวจสอบของสภาฯ ควรไปว่ากันตามช่องทางปกติในรูปพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มากกว่า… ขณะที่ฝั่งรัฐบาลยันหัวชนฝา ถ้าไม่กู้เงินก้อนนี้มาสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงานแห่งอนาคต และรองรับเป้าหมาย Net Zero ประเทศไทยจะตกขบวนการแข่งขันระดับโลกแน่นอน 

    *** งานนี้บอกเลยว่า “เดิมพันสูงลิ่ว” ของจริง เพราะคำวินิจฉัยในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ จะเป็นตัวชี้ชะตาทั้งอนาคตเมกะโปรเจกต์พลังงาน เสถียรภาพเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือ “เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลอนุทิน 2” ในช่วงครึ่งปีหลัง… หากศาลมองว่า “ขัดรัฐธรรมนูญ” ขึ้นมาเมื่อไหร่ แรงกระเพื่อมทางการเมือง และเก้าอี้รัฐมนตรีมีสะเทือนเลื่อนลั่นแน่นอน สายตาจากภาคธุรกิจและนักลงทุนจึงจับตากันตาไม่กะพริบ

                                              สองโจทย์ใหญ่ท้าทายชีพจรเศรษฐกิจ-การเมืองไทย

    *** ปิดท้ายกันที่ปฏิทินข่าว… โรงพยาบาลลำปาง ร่วมกับ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ CPF จัดกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารสิทธิเกษม ระหว่างวันที่ 1-3 กรกฎาคม 2569 เวลา 07.00-18.00 น. ณ ลานพักคอย โรงพยาบาลลำปาง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/662568&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2K-7hU0_6vWYxh7aLaesfk

  • ทรัมป์ขู่เก็บภาษี 100% สินค้านำเข้าจากยุโรป หากยังเก็บภาษีจากบริการดิจิทัล บริษัทสหรัฐฯ

    ทรัมป์ขู่เก็บภาษี 100% สินค้านำเข้าจากยุโรป หากยังเก็บภาษีจากบริการดิจิทัล บริษัทสหรัฐฯ

    วันนี้, 20:11น.

              ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีนำเข้า 100% จากประเทศในยุโรปที่เรียกเก็บภาษีบริการดิจิทัล (Digital Services Tax หรือ DST) จากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของอเมริกา

              ประธานาธิบดีทรัมป์เขียนบนโซเชียลมีเดียว่าหลายประเทศในยุโรปมีการหารือเกี่ยวกับการเก็บภาษีและบางประเทศก็ใกล้จะดำเนินการแล้ว เตือนว่า จะมีการใช้บทลงโทษทันที เพื่อแทนที่ข้อตกลงการค้าทวิภาคีที่มีอยู่ทั้งหมด

              คำขู่ของประธานาธิบดีทรัมป์ เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปบรรลุข้อตกลงทางการค้าฉบับใหม่ แต่รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าการเก็บภาษีดิจิทัลเป็นการกีดกัน และมีเจตนาพุ่งเป้าไปที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เช่น Meta, Google (Alphabet) และ Amazon ซึ่งประเทศยุโรปโต้แย้งว่ามาตรการนี้มีความเป็นธรรมเพื่อสะท้อนรายได้ที่เกิดขึ้นจริงภายในประเทศ โดยในขณะนี้ ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน มีการเรียกเก็บภาษีบริการดิจิทัล 3% ส่วนอีกหลายประเทศเช่นเดนมาร์ก และโปรตุเกส กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณามาตรการ

              โฆษกคณะกรรมาธิการยุโรป แถลงว่า สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการควบคุมและจัดเก็บภาษีจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจในดินแดนของตนโดยไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมใช้มาตรการ ตอบโต้กลับอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดหากสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการฝ่ายเดียวที่เป็นการทำลายข้อตกลงทางการค้า โดยอ้างอิงถึงกลไกต่อต้านการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ (Anti-Coercion Instrument หรือ ACI) ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากภายนอกโดยเฉพาะ

    #ทรัมป์

    #สหภาพยุโรป

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/162550&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29eUdRepk5xZY16epjZGOn

  • “รมช.สิริพงศ์” ลงพื้นที่ “นครพนม” ผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโลจิสติกส์ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “รมช.สิริพงศ์” ลงพื้นที่ “นครพนม” ผลักดันโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโลจิสติกส์ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/116017&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C3xe2XF0skwBcnFwBwdw7

  • ผู้ว่าฯ เชียงรายตรวจพนังกั้นน้ำแม่สายเสร็จ 100% ผนึกทุกภาคส่วนรับฤดูน้ำหลาก สร้างความมั่นใจประชาชนและย่านเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    ผู้ว่าฯ เชียงรายตรวจพนังกั้นน้ำแม่สายเสร็จ 100% ผนึกทุกภาคส่วนรับฤดูน้ำหลาก สร้างความมั่นใจประชาชนและย่านเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    จ.เชียงราย เดินหน้าเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนอย่างเต็มกำลัง หลังการซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงพนังกั้นน้ำกึ่งถาวรตลอดแนวแม่น้ำสาย อ.แม่สาย แล้วเสร็จครบ 100% ภายในเวลาเพียง 45 วัน จากความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ กองทัพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันอุทกภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในพื้นที่

    เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วย นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย คณะฝ่ายความมั่นคง ทหาร ฝ่ายปกครอง และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ตรวจติดตามความพร้อมของพนังกั้นน้ำบริเวณหัวฝายใกล้วัดถ้ำผาจม หน้าด่านพรมแดนแม่สายแห่งที่ 1 และบริเวณซอย 12 ชุมชนแม่สาย พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

    ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า จังหวัดได้วางแผนรับมืออุทกภัยตั้งแต่ต้นปี โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งการซ่อมแซมพนังกั้นน้ำในครั้งนี้เป็นมาตรการระยะสั้นเพื่อรองรับสถานการณ์ในช่วงฤดูน้ำหลาก ขณะที่โครงการระยะกลางและระยะยาวอยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    การดำเนินงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากกองพลพัฒนาที่ 3 มณฑลทหารบกที่ 37 ฝ่ายปกครองอำเภอแม่สาย องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เทศบาลตำบลแม่สาย เทศบาลตำบลแม่สายมิตรภาพ และเทศบาลตำบลเวียงพางคำ รวมถึงการสนับสนุนกำลังพลและเครื่องจักรจากกองทัพภาคที่ 3 ทำให้สามารถซ่อมแซมพนังกั้นน้ำที่ได้รับความเสียหายแล้วเสร็จภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือนครึ่ง

    จากการประเมินตามหลักวิชาการ พนังกั้นน้ำที่ก่อสร้างแล้วเสร็จสามารถช่วยรองรับปริมาณน้ำหลากได้ในระดับหนึ่ง และมีบทบาทสำคัญในการสร้างความอุ่นใจให้แก่ประชาชน รวมถึงช่วยปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของอำเภอแม่สาย

    นอกจากนี้ จังหวัดเชียงรายยังเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติตามนโยบายของรัฐบาล โดยมีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุทั้งในระดับวอร์รูมและการปฏิบัติจริง ครอบคลุมระบบแจ้งเตือนภัย การอพยพประชาชน การจัดตั้งศูนย์พักพิง และการดูแลด้านสาธารณสุข พร้อมประชุมติดตามสถานการณ์และประเมินความเสี่ยงเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อให้สามารถรับมือได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์น้ำหลากเกินขีดความสามารถของพนังกั้นน้ำ

    สำหรับแผนระยะยาว จังหวัดเตรียมดำเนินโครงการก่อสร้างพนังกั้นน้ำถาวร วงเงินประมาณ 39 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ส่วนโครงการระยะกลาง วงเงิน 39 ล้านบาท อยู่ระหว่างการพิจารณาของกรมธนารักษ์ เพื่อรื้อถอนสิ่งกีดขวางและดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่ต่อไป

    ภายหลังการตรวจติดตาม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้ร่วมงานเลี้ยงขอบคุณกำลังพลทหาร เจ้าหน้าที่ และทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจปฏิบัติภารกิจจนสำเร็จ ณ หอประชุมมูลนิธิกวงเม้งแม่สาย เพื่อแสดงความขอบคุณและสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน ก่อนเข้าสู่ฤดูฝนปี 2569 อย่างเต็มรูปแบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1615102&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35VYlGHOZxAjax294nmSOn

  • สพพ. ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

    สพพ. ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

    สพพ. ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

    พันเอก ศรัณยู วิริยเวชกุล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) พร้อมนายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการ เข้าร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมี นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธี เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1031752&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F8N-u9PuFwTwdqLPXwDEO

  • เลือกตั้งผู้ว่า : ผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. 2569 แบบเรียลไทม์ – BBC News ไทย

    เลือกตั้งผู้ว่า : ผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. 2569 แบบเรียลไทม์ – BBC News ไทย

    .

    Published

    เวลาอ่าน: 2 นาที

    การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) มีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. 2569 ตั้งแต่เวลา 8.00-17.00 น.

    คุณผู้อ่านสามารถติดตามผลการนับคะแนนเบื้องต้น และอัพเดทผลคะแนนอย่างเป็นทางการที่จะมีการอัพเดทแบบเรียลไทม์อย่างต่อเนื่องได้ที่นี่

    โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลผลการเลือกตั้งทั้ง กทม. หรือแยกดูผลการเลือกตั้งรายเขต ได้ผ่านระบบตรวจสอบผลคะแนนของบีบีซีไทย ที่สามารถเลื่อนกดที่หน้าแผนที่ได้

    รายงานผลการเลือกตั้งเรียลไทม์ จะเริ่มขึ้นในเวลา 17.00 น. ของวันที่ 28 มิ.ย. 2569

    ที่มา: กกต.

    ⁨⁨ผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569

    Skip วิดีโอสั้น and continue reading

    วิดีโอสั้น

    • .

    • .

    • ภาพการหาเสียงของมัลลิกา

    • .

    • Thailand's People party's supporters at the rally on Feb 6, 2026.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c20ykye07x8o&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0e-XPVImVf3-eiUJmuxAix

  • งบปี 70 เข้าสภาฯ พรุ่งนี้ นายกฯ กำชับ รมต.แจงให้ สส.- ปชช. เข้าใจเพื่อรับมือเศรษฐกิจ

    งบปี 70 เข้าสภาฯ พรุ่งนี้ นายกฯ กำชับ รมต.แจงให้ สส.- ปชช. เข้าใจเพื่อรับมือเศรษฐกิจ

    วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.33 น.

    งบปี 2570 เข้าสภาฯพรุ่งนี้ นายกฯ กำชับรัฐมนตรีพร้อมชี้แจง-ทำให้ ปชช.เข้าใจเหตุผล ชี้ทิศทางใช้เงินรับมือเศรษฐกิจ เปิดให้ตรวจสอบได้

    เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยกำชับให้รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมข้อมูลอย่างครบถ้วน พร้อมตอบทุกข้ออภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ประชาชนเข้าใจเหตุผล ความจำเป็น และผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการใช้งบประมาณในแต่ละด้าน

    โฆษกฯ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 กำหนดวงเงินไม่เกิน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 7,400 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 0.2 จากคำของบประมาณที่หน่วยงานต่าง ๆ เสนอรวมกว่า 5.97 ล้านล้านบาท ซึ่งผ่านกระบวนการพิจารณา คัดกรอง และจัดลำดับความสำคัญตามความจำเป็น ความเร่งด่วน และความคุ้มค่า

    ทั้งนี้ งบประมาณปี 2570 จัดทำขึ้นภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลังและสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน จึงมุ่งตอบโจทย์ทั้งการดูแลประชาชนในระยะสั้น และการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    สำหรับการลงทุนของประเทศ รัฐบาลเห็นว่าการใช้งบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงวางแนวทาง “ลงทุน พลัส” โดยใช้เครื่องมือหลายรูปแบบควบคู่กัน ทั้งงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุน Thailand Future Fund การส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI การอำนวยความสะดวกผ่าน Thailand Fast Pass ตลอดจนการลงทุนของภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เงินงบประมาณทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการลงทุนเพิ่มเติม

    แม้งบลงทุนโดยตรงในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณจะอยู่ที่ 789,172 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน แต่เมื่อรวมการลงทุนจากทุกกลไกดังกล่าว รัฐบาลตั้งเป้าระดมเม็ดเงินได้ประมาณ 1.568 ล้านล้านบาท เพื่อสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการลงทุนในอนาคต

    โฆษกฯ กล่าวว่าด้วยว่า การจัดสรรงบประมาณปี 2570 ครอบคลุม 3 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่

    การสร้างความมั่นคงและภูมิคุ้มกันของประเทศ ทั้งด้านความมั่นคงชายแดน การป้องกันยาเสพติด การบริหารจัดการน้ำ พลังงาน สิ่งแวดล้อม และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่

    การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ พลังงานสะอาด ยานยนต์สมัยใหม่ การแพทย์ โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และการปรับปรุงประสิทธิภาพภาครัฐ

    การดูแลคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสที่เท่าเทียม ทั้งด้านสวัสดิการ การศึกษา สาธารณสุข การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเพิ่มรายได้ของประชาชน โดยมีงบประมาณสำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 42,000 ล้านบาท และเงินสมทบกองทุนประกันสังคม 65,904.3 ล้านบาท เป็นต้น

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังคงยึดหลักวินัยการเงินการคลัง โดยตั้งงบบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ 462,470.3 ล้านบาท และรายจ่ายชดใช้เงินคงคลัง 71,038 ล้านบาท เพื่อให้ภาระทางการคลังสะท้อนอยู่ในระบบงบประมาณอย่างครบถ้วน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

    นางสาวรัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ประชาชนสามารถติดตามรายละเอียดร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รวมถึงเอกสารประกอบ แผนการใช้จ่าย และผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ได้ผ่านเว็บไซต์ของสำนักงบประมาณ เพื่อร่วมตรวจสอบแผนการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน และรับทราบข้อมูลประกอบการพิจารณาได้อย่างเปิดเผยและโปร่งใส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/973650&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lTGHSpPwO3lQoRVl_HP-e

  • กคช. อบรมโครงการประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ   | เดลินิวส์

    กคช. อบรมโครงการประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ   | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ มอบหมายให้ นายมงคล จันทษี รองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ภายใต้โครงการประเมินประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-Efficiency) ประจำปี 2569 ที่โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน กรุงเทพฯ

    การอบรมครั้งนี้จัดขึ้นในรูปแบบการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการควบคู่กับการจัดการฝึกอบรมแบบปฏิบัติจริง (On-the-Job Training) เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาทักษะของผู้ปฏิบัติงานให้สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้งนี้ การประเมิน Eco-Efficiency ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการดำเนินงานตามแนวทาง ESG และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ พร้อมฝึกปฏิบัติด้านการจัดเก็บ วิเคราะห์ และประเมินข้อมูล เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สามารถนำหลักการ Eco-Efficiency ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานของการเคหะแห่งชาติสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5980851/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw077_rnApj3FFJq_7QtM9ui

  • SPI จับมือโตคิว ศึกษาพัฒนา 700 ไร่ ปั้น “ศรีราชาแห่งอนาคต” รับการลงทุน EEC

    SPI จับมือโตคิว ศึกษาพัฒนา 700 ไร่ ปั้น “ศรีราชาแห่งอนาคต” รับการลงทุน EEC

    SPI จับมือโตคิว ศึกษาพัฒนา 700 ไร่ ปั้น

    SPI จับมือ โตคิว-สห โตคิว ศึกษาพัฒนา 700 ไร่ ปั้นโมเดล “ศรีราชาแห่งอนาคต” รับคลื่นทุนโลก-ปั้นฮับเศรษฐกิจใหม่ EEC

    บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI ร่วมกับ โตคิว คอร์ปอเรชั่น (โตคิว) หนึ่งในบริษัทพัฒนาเมืองชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น และบริษัท สหโตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด (สห โตคิว) ลงนามบันทึกความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MOU) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการในพื้นที่ศรีราชา จังหวัดชลบุรี

    นายจักรกฤษณ์ สันติรัตนกุล กรรมการ บริษัท สห โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมลงนาม มุ่งต่อยอดศักยภาพเมืองเศรษฐกิจสำคัญของประเทศสู่ศูนย์กลางการอยู่อาศัย การทำงาน และการลงทุนแห่งอนาคต ภายใต้แนวคิด “Modern Working Place” และ “Plenary Living Area” รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่และการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

    นายวรยศ ทองตัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ศรีราชา เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทยและเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจหลักของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ที่มีศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 

    SPI จับมือโตคิว ศึกษาพัฒนา 700 ไร่ ปั้น

    ความร่วมมือระหว่าง SPI, โตคิว และ สห โตคิว ในครั้งนี้ สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการศึกษาและวางรากฐานการพัฒนาเมืองแห่งอนาคตที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัย การทำงาน และการลงทุน เราเชื่อว่าการผสานจุดแข็งของทั้งสามองค์กร 

    ทั้งความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองของญี่ปุ่น ประสบการณ์ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และศักยภาพของพื้นที่ในศรีราชา จะนำไปสู่การสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจและคุณภาพชีวิตรูปแบบใหม่ ที่สามารถรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะยาว พร้อมยกระดับศรีราชาสู่จุดหมายสำคัญของนักลงทุนและบุคลากรคุณภาพจากทั่วโลก 

    โดย SPI จะนำศักยภาพด้านการพัฒนาพื้นที่ในศรีราชามาต่อยอดร่วมกับโตคิวซึ่งมีประสบการณ์ด้านการพัฒนาเมืองมากกว่า 100 ปี ขณะที่ สห โตคิว จะร่วมสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจและการบริหารจัดการโครงการ เพื่อสร้างคุณค่าและยกระดับศักยภาพของศรีราชาสู่การเป็นเมืองเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตระดับนานาชาติในอนาคต

    Mr. Yoshinori Ogata, Executive Officer & Executive General Manager, International Business Division, Tokyu Corporation กล่าวว่า เป็นเวลากว่า 100 ปีแล้วที่โตคิวได้มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาสังคมผ่านการพัฒนาชุมชนและนอกเหนือจากในประเทศญี่ปุ่นแล้ว และยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนในประเทศเวียดนาม และออสเตรเลีย โดยนำความเชี่ยวชาญที่เราสั่งสมมา มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งให้ความเคารพต่อวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง

    สำหรับในประเทศไทย โตคิวได้สร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งและยาวนานร่วมกับเครือสหพัฒน์(Saha Group) นับตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจในอำเภอศรีราชาเมื่อปี 2557 

    นอกเหนือจากนั้นเรายังได้ร่วมมือกันในโครงการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ (Redevelopment Project) ซึ่งนำโดยเครือสหพัฒน์ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครอีกด้วย

    การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งนี้ จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์อันน่าเชื่อถือของเราขึ้นไปอีกขั้น โดยพื้นที่ที่มีแผนจะพัฒนาในครั้งนี้ถือเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูงมาก

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่อยู่ใกล้กับจุดก่อสร้างพื้นที่จุดพักรถบนทางหลวง (Service Area) และจุดขึ้นลงทางด่วนแห่งใหม่ ซึ่งการผสานจุดแข็งของทั้ง 3 บริษัทเข้าด้วยกันจะทำให้เราสามารถร่วมมือกันสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพสูงอย่างแท้จริงในศรีราชา

    “เราจะยังคงเดินหน้าทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับเครือสหพัฒน์ต่อไป และพร้อมมุ่งมั่นที่จะเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนร่วมกัน เพื่อผลักดันการเติบโตของเมืองในอนาคต พร้อมทั้งสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพ”

    Mr. Masahiko Nishimotoกรรมการผู้จัดการ บริษัท สห โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา สห โตคิว มุ่งมั่นพัฒนาสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยคุณภาพสูงในศรีราชา เพื่อรองรับชาวญี่ปุ่นและครอบครัวที่เข้ามาทำงานและใช้ชีวิตในประเทศไทย เรามองเห็นพัฒนาการและศักยภาพของเมืองแห่งนี้มาโดยตลอด

    ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความแข็งแกร่งของทั้งสามองค์กร เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการพัฒนาโครงการใหม่ ๆ ที่จะช่วยสร้างคุณค่าให้แก่ชุมชน ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ยิ่งไปกว่านั้น สห โตคิว จะนำประสบการณ์ในการบริหารจัดการที่อยู่อาศัยให้เช่าในศรีราชาที่สั่งสมมานานกว่า 10 ปี มาใช้เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจให้ก้าวหน้าอย่างแข็งแกร่ง”

    ความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลา 3 ปี เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาในระยะยาว 10-20 ปีข้างหน้า บนพื้นที่ 700 ไร่ของกลุ่มสหพัฒน์ในศรีราชา โดยมุ่งสร้างต้นแบบเมืองแห่งอนาคตภายใต้แนวคิด “Modern Working Place” และ “Plenary Living Area” ที่ผสานการอยู่อาศัย การทำงาน และการใช้ชีวิตเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมดุล รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในพื้นที่ EEC

    ทั้ง 3 องค์กรมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาแนวทางการสร้างเมืองที่สามารถรองรับทั้งการใช้ชีวิต การทำงาน และการลงทุนในอนาคต โดยนำจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาสร้างการพัฒนาที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและความต้องการของคนรุ่นใหม่ ตลอดจนสนับสนุนการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและบุคลากรคุณภาพเข้าสู่พื้นที่

    การลงนามบันทึกความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการศึกษาและวางรากฐานการพัฒนาเมืองแห่งอนาคตของศรีราชา ที่มุ่งสร้างทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่ในระยะยาว พร้อมผลักดันให้ศรีราชาก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตระดับนานาชาติของพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออกในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/744579&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2D9zOiER0_d-0KPwHaUEj-