Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ผู้การเอ้”ผนึกภาคเอกชนบุกเกาะพยาม ลุยนอมินี-ยาเสพติด-แรงงานเถื่อน ดันท่องเที่ยวปลอดภัย ฟื้นเศรษฐกิจชายแดน

    “ผู้การเอ้”ผนึกภาคเอกชนบุกเกาะพยาม ลุยนอมินี-ยาเสพติด-แรงงานเถื่อน ดันท่องเที่ยวปลอดภัย ฟื้นเศรษฐกิจชายแดน

    ภ.จว.ระนอง นำกำลังตำรวจ+ภาคธุรกิจและคณะผู้บริหารระดับสูง TEPCoT รุ่น 18 ลงพื้นที่เกาะพยาม รับฟังปัญหาประชาชนและผู้ประกอบการ เร่งแก้ปัญหานอมินี ยาเสพติด และแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย พร้อมผลักดันกลไก “กรอ.จังหวัด” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างมั่นคง

    เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 เวลา 11.30 น. ที่ศาลาอเนกประสงค์ ตำบลเกาะพยาม อำเภอเมือง จังหวัดระนอง พล.ต.ต.ธนวัตร วัฒนกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระนอง พร้อมด้วย นายวิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล รองประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายนคร หาญไกรวิไลย์ ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร นายสมโชค วงศ์ภิวัฒนา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระนอง คณะผู้เข้าร่วมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCoT รุ่นที่ 18) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากน้ำ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดระนอง ตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดระนอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่พบปะประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่เกาะพยาม

    การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชน เพื่อนำไปกำหนดแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดระนอง ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ระดับจังหวัด โดยมุ่งยกระดับศักยภาพ เกาะพยามให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่นักลงทุนและนักท่องเที่ยว

    นอกจากนี้ คณะผู้แทนยังได้ติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงและการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปัญหาการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี การแพร่ระบาดของยาเสพติด และการลักลอบใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และความสงบเรียบร้อยของจังหวัด

    พล.ต.ต.ธนวัตร วัฒนกุล กล่าวว่า ตำรวจภูธรจังหวัดระนองพร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน นักลงทุน และนักท่องเที่ยว อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดระนองอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/303791&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dwerkXL6kO7PrD5aYb7N9

  • สีหศักดิ์ เผย เยือน คาซัคสถาน หารือ ประธานาธิบดี-รัฐมนตรี ยกระดับความสัมพันธ์

    สีหศักดิ์ เผย เยือน คาซัคสถาน หารือ ประธานาธิบดี-รัฐมนตรี ยกระดับความสัมพันธ์

    “สีหศักดิ์” เผย เยือน คาซัคสถาน หารือ ประธานาธิบดี-รัฐมนตรี ยกระดับความสัมพันธ์ การเมือง-เศรษฐกิจ-การค้าการลงทุน จับมือ เดินหน้า“พลังงาน-ดิจิทัล” ผลักดัน ทำความตกลง การค้าเสรี

    27 มิ.ย. 69 – ที่ศูนย์จัดแสดงสินค้า อิมแพค เมืองทองธานี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงผลการเดินทางเยือนสาธารณรัฐคาซัคสถานอย่างเป็นทางการ ว่า

    การเยือนครั้งนี้มีเป้าหมาย เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับคาซัคสถาน ด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้าการลงทุน โดยนำภาคเอกชนไทยกว่า 10 บริษัท ร่วมคณะเดินทางด้วย พร้อมจัดการสัมมนาธุรกิจระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ

    ระหว่างการเยือนได้พบหารือกับ ประธานาธิบดี และรัฐมนตรีของคาซัคสถาน ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือในหลายมิติ เนื่องจากคาซัคสถานถือเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชียกลาง มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง และเป็นสมาชิกของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union : EAEU) ซึ่งไทยมีความสนใจผลักดันการจัดทำความตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศดังกล่าว

    นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า คาซัคสถานพร้อมสนับสนุนไทยในด้านความมั่นคงทางพลังงาน เนื่องจากเป็นประเทศที่มีพลังงานสำคัญ ขณะที่ไทยต้องการกระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

    นอกจากนี้ คาซัคสถานยังมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งไทยสนใจศึกษาความร่วมมือและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อนำมาพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีภายในประเทศ

    ขณะที่คาซัคสถาน มองว่าไทยเป็นประตูสู่ภูมิภาคอาเซียน และต้องการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการร่วมลงทุนด้านการผลิตสินค้าอาหาร รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยว การลงทุนในธุรกิจโรงแรม และการพัฒนาบุคลากรด้านการบริการ

    ซึ่งคาซัคสถานมีความสนใจ ส่งบุคลากรมาอบรมและศึกษาดูงานด้านการท่องเที่ยว ในประเทศไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมบริการของประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaosod.co.th/politics/news_10301046&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UstHwTTJkt1dGWxPsEQ9e

  • ข่าวดี! กทบ.ไฟเขียว 38.5 ลบ.”ดอกเบี้ยคนละครึ่ง”รอบแรก ช่วยลดภาระหนี้-เติมสภาพคล่องชุมชน : อินโฟเควสท์

    ข่าวดี! กทบ.ไฟเขียว 38.5 ลบ.”ดอกเบี้ยคนละครึ่ง”รอบแรก ช่วยลดภาระหนี้-เติมสภาพคล่องชุมชน : อินโฟเควสท์

    สุขสมรวย วันทนียกุล (ภาพ: Thaigov)

    นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ครั้งที่ 5/2569 เพื่อติดตามและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก เสริมสภาพคล่องให้แก่ประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของชุมชนทั่วประเทศ

    โดยที่ประชุมมีมติอนุมัติการสนับสนุนงบประมาณภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” รอบแรกให้แก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่ยื่นเข้ามาและผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของโครงการ จำนวน 570 กองทุน ครอบคลุม 16 จังหวัด วงเงินเพิ่มทุนรวม 38,530,000 บาท

    สำหรับการอนุมัติในครั้งนี้ จะช่วยให้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง 45,628 ราย ได้รับการลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ รวมเป็นเงิน 32,204,016.90 บาท สะท้อนถึงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการลดต้นทุนทางการเงิน เพิ่มสภาพคล่อง และช่วยให้ประชาชนสามารถนำเงินไปต่อยอดการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” เป็นมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการบรรเทาภาระค่าดอกเบี้ยของสมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง โดยสนับสนุนการลดภาระดอกเบี้ยให้สมาชิก พร้อมเพิ่มทุนหมุนเวียนแก่กองทุน เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ นางสุขสมรวย ยังกล่าวถึงการฟื้นฟูและเพิ่มทุน 1,000,000 บาท (ล้านที่ 2) รวมวงเงิน 3.4 พันล้านบาท ให้กับกองทุนหมู่บ้านฯ ที่เป็นงานคงค้างมาตั้งแต่ปี 2555 โดยตนได้มอบนโยบายให้ สทบ.เร่งดำเนินการเรื่องนี้ โดยขั้นต้นได้รับทราบจากทาง สทบ.ว่ามีการระดมผู้บริหารส่วนกลางและสาขาเขต มาร่วมกำหนดแนวทางดำเนินงานเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านฯ ระยะที่ 3 ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูกองทุนหมู่บ้านฯ โดยกองทุนหมู่บ้านฯที่ผ่านการฟื้นฟูและมีความพร้อมในการดำเนินงาน เราก็จัดสรรเงินเพิ่มทุน 1,000,000 บาท เติมลงไปให้ ทั้งนี้ ได้เร่งรัดให้ สทบ.ดำเนินการให้เห็นผลที่เป็นรูปธรรมให้ได้ในปี 2569 นี้

    “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนของประชาชน โดยมอบหมายให้ สทบ. เร่งขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเป็นกลไกสำคัญในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเสริมความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของชุมชนทั่วประเทศอย่างยั่งยืน” นางสุขสมรวย กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/606077&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q3cp_noGF7fzropVJWhLw

  • รองผู้ว่าฯ สุรินทร์ เปิด “เทศกาลทุเรียนน้ำแร่” อำเภอสังขะคึกคัก ชูของดีท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

    รองผู้ว่าฯ สุรินทร์ เปิด “เทศกาลทุเรียนน้ำแร่” อำเภอสังขะคึกคัก ชูของดีท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

    รองผู้ว่าฯ สุรินทร์ เปิด “เทศกาลทุเรียนน้ำแร่” อำเภอสังขะคึกคัก ชูของดีท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน


    27/06/2569 | 7 |

    วันที่ 27 มิถุนายน 2569 เวลา 09.39 น. นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ มอบหมายให้นายวีระชัย ประเสริฐโส รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม “ของดีบ้านฉัน วัฒนธรรมบ้านเรา” ในงานเทศกาลทุเรียนน้ำแร่ ประจำปี 2569 ณ เขื่อนห้วยขนาดมอญ บ้านขยอง หมู่ที่ 5 ตำบลตาตุม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–28 มิถุนายน 2569

    การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะการผลักดัน “ทุเรียนน้ำแร่ตาตุม” ที่มีเอกลักษณ์ เนื้อแน่น รสชาติดี กลิ่นไม่แรง ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

    ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การเดินแบบผลิตภัณฑ์ชุมชน การประกวดอาหารพื้นบ้าน (ส้มตำลีลา) การแสดงศิลปวัฒนธรรม “ของดีบ้านฉัน” และการประกวดรสชาติทุเรียนน้ำแร่ นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการและการจำหน่ายสินค้า OTOP และผลผลิตทางการเกษตร พร้อมบริการรถพานักท่องเที่ยวเที่ยวชม ชิม และเลือกซื้อผลไม้จากสวนได้ตลอดทั้งวัน ทั้งนี้ มีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สภาวัฒนธรรมอำเภอสังขะ และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานอย่างคึกคัก


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/516948&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw276apMFj3TInwziJNwUYdO

  • IMF เตือนภาวะน้ำมันสำรองลดลง เสี่ยงเศรษฐกิจโลกเปราะบางหากดีลหยุดยิงล่มอีก

    IMF เตือนภาวะน้ำมันสำรองลดลง เสี่ยงเศรษฐกิจโลกเปราะบางหากดีลหยุดยิงล่มอีก

    สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชาส์ (Pierre-Olivier Gourinchas) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนว่าเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ หากข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐและอิหร่านไม่สามารถรักษาสถานะเอาไว้ได้ แม้ที่ผ่านมาการระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์จะช่วยสกัดกั้นไม่ให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงจากผลพวงของสงครามในตะวันออกกลางก็ตาม

    กูรินชาส์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ก่อนที่จะอำลาตำแหน่งเพื่อกลับไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ในสัปดาห์หน้าว่า ปัจจุบันคลังน้ำมันสำรองดังกล่าวได้ลดน้อยลงไปมาก ซึ่งหมายความว่าประเทศต่างๆ จะมีขีดความสามารถและโอกาสในการรับมือลดลง หากความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้ง

    กูรินชาส์ ผู้ซึ่งเตือนมาตลอดว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้นอาจนำไปสู่ความแตกแยกของเศรษฐกิจโลก ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการคาดการณ์รอบใหม่ที่จะเผยแพร่โดย IMF ในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ หลังจากที่เขากลับไปสู่แวดวงวิชาการแล้ว แต่บอกเป็นนัยว่า IMF อาจกลับมาใช้ “การคาดการณ์กรณีฐาน” (Baseline forecast) ตามปกติ แทนที่จะเสนอเป็น 3 สถานการณ์จำลองเหมือนที่เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน 

    จูลี โคแซก (Julie Kozack) โฆษก IMF ระบุเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมาด้วยว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนจาก “การคาดการณ์อ้างอิง” (Reference forecast) ที่ค่อนข้างเป็นบวก ซึ่งอยู่บนสมมติฐานว่าสงครามจะยุติลงโดยเร็วและเศรษฐกิจจะเติบโต 3.1% ในปี 2026 ไปสู่ “สถานการณ์เชิงลบ” (Adverse scenario) ที่เศรษฐกิจเติบโตเพียง 2.5%

    กูรินชาส์ระบุว่า ทั้งในปี 2025 และ 2026 แทบไม่มีสถิติในอดีตใดที่สามารถนำมาใช้อ้างอิงเพื่อสร้างการคาดการณ์กรณีฐานที่น่าเชื่อถือได้ ทำให้นักเศรษฐศาสตร์ต้องปรับจากการทำกรณีฐานไปใช้การประเมินกรอบผลลัพธ์ผ่านสถานการณ์จำลองแทน แต่กรณีเช่นนี้ควรเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และไม่อยากทำแบบนี้บ่อยเกินไป แม้จะยอมรับว่าความไม่แน่นอนและความเสี่ยงยังคงอยู่ในระดับสูงก็ตาม

    ด้านสถานการณ์พลังงาน กูรินชาส์ระบุว่า การระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์อย่างรวดเร็วและการปรับตัวของกลุ่มโรงกลั่น ช่วยป้องกันไม่ให้ราคาน้ำมันพุ่งทะยานไปมากกว่านี้ โดยมีน้ำมันเพียง 3% ที่หายไปจากตลาดโลก แทนที่จะเป็น 10-15% ตามที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก

    อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจะพุ่งสูงขึ้น เพราะชาติต่างๆ จะมีน้ำมันสำรองเป็นเบาะรองรับวิกฤตอุปทานลดลง หากข้อตกลงหยุดยิงล้มเหลวและการปะทะกลับมาปะทุอีกครั้ง ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทรัมป์ ได้กล่าวหาอิหร่านว่าก่อเหตุโจมตีเรือลำหนึ่งใกล้กับโอมาน ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ตอกย้ำให้เห็นถึงความเปราะบางของข้อตกลงในการยุติสงครามอิหร่าน 

    นอกจากนี้ กูรินชาส์ชี้ว่ากระแสการค้าและความสัมพันธ์ระดับโลกกำลังเปลี่ยนทิศทางอย่างชัดเจนจากผลพวงการตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์ โดยยกตัวอย่างสหภาพยุโรป (EU) ที่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้ากับลาตินอเมริกาและอินเดียได้สำเร็จ หลังการเจรจายืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ 

    “จู่ๆ ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ทั้งสองข้อตกลงก็ได้รับการลงนาม นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ คุณไม่สามารถเพิกเฉยต่อการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศอื่นได้อีกต่อไป” กูรินชาส์ตั้งข้อสังเกตว่าข้อตกลงการค้าใหม่เหล่านี้หลายฉบับไม่ได้มีสหรัฐรวมอยู่ด้วย และนโยบายกำแพงภาษีก็ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างจำกัด

    กูรินชาส์ กล่าวทิ้งท้ายถึงมาตรการภาษีฝ่ายเดียวว่า “มีความเชื่อที่ว่าการมีจุดสกัดกั้น (Choke points) หรืออำนาจต่อรองเหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็น แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เรากำลังเห็นคือ ความรวดเร็วที่เศรษฐกิจโลกพยายามหาทางหลบเลี่ยงมัน คุณอาจมีอำนาจต่อรองในระยะสั้น แต่หลังจากนั้นคู่กรณีก็จะมีปฏิกิริยาตอบโต้ พวกเขาไม่ได้อยู่เฉยๆ พวกเขาจะหาทางหลบเลี่ยง เร่งสร้างนวัตกรรมของตนเอง หรือพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าใหม่ๆ กับพันธมิตรรายอื่น ซึ่งท้ายที่สุดเครื่องมือเหล่านั้นก็จะถูกบล็อกไปเอง ในระยะกลางถึงระยะยาวแล้ว เครื่องมือพวกนี้แทบจะใช้ไม่ได้ผลเลย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1240417&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eaQVmk2Akw6sOuGn8xtr2

  • เสียงระฆังสีรุ้งดังกังวานทั่วเอเชีย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดบทใหม่แห่งความเสมอภาคและการบูรณาการทางเศรษฐกิจของกลุ่ม LGBTIQ+

    เสียงระฆังสีรุ้งดังกังวานทั่วเอเชีย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดบทใหม่แห่งความเสมอภาคและการบูรณาการทางเศรษฐกิจของกลุ่ม LGBTIQ+

    กรุงเทพมหานคร, 26 มิถุนายน 2569: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ก้าวขึ้นเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกในเอเชียที่เข้าร่วมแคมเปญระดับโลก “Ring the Bell for LGBTIQ+ Equality” ความร่วมมือระหว่างสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights – OHCHR), โครงการตลาดหลักทรัพย์ที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (UN Sustainable Stock Exchanges Initiative – SSE), ข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact – UNGC), Koppa — The LGBTI+ Economic Power Lab และ Open for Business ด้วยการลั่นระฆังแห่งความเท่าเทียมอย่างเป็นทางการ นับเป็นการประกาศจุดยืนเชิงสาธารณะครั้งประวัติศาสตร์เพื่อสนับสนุนความหลากหลายของกลุ่ม LGBTIQ+ สิทธิมนุษยชน และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทุกกลุ่มคน โดยพิธีดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัททรานส์ทาเลนท์ คอนซัลติ้ง กรุ๊ป โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย และธนาคาร ดอยซ์ แบงก์ ในงาน Pride Show 2026

    ในปี 2569 นี้ ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกรวม 16 แห่ง ได้เข้าร่วมแคมเปญ “Ring the Bell for LGBTIQ+ Equality” เป็นปีที่สอง เนื่องในวันสากลยุติความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน คนรักสองเพศ และคนข้ามเพศ (IDAHOBIT) เพื่อขับเคลื่อนความเสมอภาคและสิทธิมนุษยชน สร้างความตระหนักรู้ ผลักดันบทสนทนาในระดับโลก เสริมสร้างความร่วมมือ และร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่เคารพและให้คุณค่ากับทุกคนอย่างเท่าเทียม การเข้าร่วมของ SET ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของภูมิภาคเอเชียที่ก้าวเข้าสู่ความเคลื่อนไหวระดับโลกนี้อย่างเป็นทางการ พิธีดังกล่าวจัดขึ้นภายในงาน Pride Show 2026 ณ BEAT Active ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) บางนา ซึ่งเป็นงานเอ็กซ์โปธุรกิจและวัฒนธรรม LGBTIQ+ ระดับเอเชียครั้งแรก โดยได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT) และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB)

    หมุดหมายครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ในประเทศไทย

    การประกาศจุดยืนของ SET ในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่มุ่งสู่ความครอบคลุมคนทุกกลุ่ม โดยประเทศไทยเป็นชาติแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รับรองกฎหมายสมรสเท่าเทียมตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ขณะที่การเสนอตัวเพื่อประมูลสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 ของประเทศไทยโดยชุมชนไพรด์ในประเทศซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก TCEB ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้เกิดความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างตลาดทุนของประเทศกับวาระการพัฒนาที่ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม การเข้าร่วมของ SET ในวันนี้จึงถือเป็นการตอกหมุดเสาหลักด้านการเงินให้กับแผนยุทธศาสตร์ระดับชาตินี้อย่างเป็นรูปธรรม

    ข้อมูลเชิงเศรษฐกิจยืนยันความชัดเจนของประเด็นนี้ จากรายงานของ Open for Business พบว่าประเทศที่มีกฎหมายคุ้มครองความหลากหลายดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้มากกว่าประเทศที่ไม่มีกฎหมายดังกล่าวถึง 4.5 เท่า ขณะที่ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านอีก 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม คาดว่าสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึงร้อยละ 1.47 ของ GDP ต่อปี จากต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการกีดกันกลุ่ม LGBTIQ+ โดยเฉพาะประเทศไทยคาดว่าสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 5.18–12.18 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นมูลค่าที่การปฏิรูปนโยบายที่ครอบคลุมและการขับเคลื่อนของตลาดทุนสามารถช่วยดึงกลับคืนมาได้

    ภาพรวมภาคธุรกิจไทยยืนยันความเร่งด่วนของประเด็นนี้เช่นกัน โดยรายงาน The Thailand Workplace Equity Report 2026 จัดทำโดยบริษัท ทรานส์ทาเลนท์ คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (TransTalents Consulting Group) ซึ่งเป็นแบบสำรวจเชิงโครงสร้างฉบับแรกของไทยด้านความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม (DEI) ครอบคลุมองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน พบว่า ร้อยละ 52 ขององค์กรที่ตอบแบบสำรวจยังไม่มีระบบวัดผล DEI ขณะที่ร้อยละ 81 มองว่า DEI มีความสำคัญต่อการดึงดูดและรักษาบุคลากร และร้อยละ 58 คาดว่า DEI จะถูกผนวกเข้ากับการรายงาน ESG ภายในสองปีข้างหน้า การแสดงบทบาทผู้นำของ SET ในวันนี้จึงเป็นสัญญาณตรงถึงบริษัทจดทะเบียนว่าการทำงานด้านทุนมนุษย์ต้องครอบคลุมคนทุกกลุ่ม ต้องสามารถวัดผลได้ รายงานได้ และมีนัยสำคัญต่อธุรกิจอย่างแท้จริง

    คำกล่าวจากผู้นำองค์กรพันธมิตร

    “หนึ่งปีหลังการบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม ประเทศไทยมีโอกาสต่อยอดแรงขับเคลื่อนนี้เพื่อเสริมสร้างการคุ้มครองและทำให้สิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศหรือ LGBTIQ+ เป็นจริงได้ การที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยลั่นระฆัง คือการส่งสารที่ชัดเจนว่าภาคธุรกิจมีความรับผิดชอบในการเคารพสิทธิมนุษยชน ขจัดการเลือกปฏิบัติ และสร้างความมั่นใจว่าผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นส่วนหนึ่งอย่างเต็มที่และเท่าเทียมในทุกมิติของชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคม” – คาเทีย คีริซซี่ รองผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีความภาคภูมิใจที่เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกในเอเชียที่เข้าร่วมโครงการ ‘Ring the Bell for LGBTIQ+ Equality’ เราเชื่อมั่นว่าเบื้องหลังทุกบริษัท ทุกนวัตกรรม ทุกการตัดสินใจลงทุน และทุกธุรกิจที่ยั่งยืนคือ ‘คน’ โดยคนจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อได้รับความเคารพ การยอมรับ และสามารถเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับตลาดทุนที่จะมีความเข้มแข็งอย่างแท้จริงเมื่อทุกคนมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมและสร้างคุณค่าได้อย่างเท่าเทียม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตระหนักดีว่าความหลากหลาย การมีส่วนร่วม และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เพียงคุณค่าทางสังคม หากแต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการดึงดูดบุคลากร ส่งเสริมนวัตกรรม และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนภายใต้วิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ‘The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities’ – พรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    “เศรษฐกิจเพศหลากหลาย LGBTIQ+ ระดับโลกมีมูลค่าราว 4.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาและจีน แต่ตัวเลขนี้มักถูกมองผ่านมุมของผู้บริโภคเท่านั้น ทั้งที่แรงงาน LGBTIQ+ มีอยู่ในทุกขั้นของระบบเศรษฐกิจไทยมาตลอด ทั้งในระบบและนอกระบบ ตั้งแต่ภาคแรงงานนอกระบบจนถึงห้องประชุมบอร์ดบริหาร คำถามในวันนี้จึงไม่ใช่ว่าจะให้ความครอบคลุมหรือไม่ แต่คือจะบูรณาการศักยภาพที่ยังไม่ถูกใช้นี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างไร การมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมและความมุ่งหมายสู่การเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 สามารถยกระดับให้ประเทศไทยอยู่แนวหน้าของการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสีรุ้งแห่งเอเชีย ไม่ว่าจะในมุมตลาด การลงทุน นโยบาย และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ การที่ SET ลั่นระฆังในวันนี้ คือสัญญาณว่าโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของไทยพร้อมเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงนี้แล้ว” – ณัฐินีฐิติ ภิญญาปิญชาน์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ทรานส์ทาเลนท์ คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (TransTalents Consulting Group) พันธมิตรด้านเทคนิคด้าน LGBTIQ+ ของแคมเปญ ก้าวต่อไปนับจากนี้ หลังจากเสียงระฆังที่ดังขึ้น

    มาตรฐานพฤติกรรมทางธุรกิจแห่งสหประชาชาติเพื่อต่อต้านการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่ม LGBTIQ+ (UN Standards of Conduct for Business on Tackling Discrimination against LGBTIQ+ People) เรียกร้องให้ภาคธุรกิจเคารพสิทธิมนุษยชนตลอดการดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทาน ขจัดการเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน และแสดงบทบาทสนับสนุนชุมชน LGBTIQ+ อย่างเปิดเผย พิธีในวันนี้เปิดโอกาสให้บริษัทจดทะเบียนใน SET ประเมินความก้าวหน้าของตนเองผ่าน UN LGBTIQ+ Standards Gap Analysis Tool ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและรักษาความลับ ช่วยให้องค์กรมีแนวทางในการปรับนโยบายและแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยสามารถเข้าใช้งานได้ที่ lgbtiq.unglobalcompact.org

    การเข้าร่วมของ SET ในครั้งนี้ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2573 ครอบคลุมการเสริมศักยภาพด้านธรรมาภิบาลเชิงครอบคลุมสำหรับบริษัทจดทะเบียน การพัฒนาการเปิดเผยข้อมูลที่ครอบคลุมมิติความหลากหลายทางเพศ และงานวิจัยด้านนโยบายที่เสริมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำหรับทุกคนของเอเชีย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/1022160/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ik9oq9xqz7irjF-OeF5dZ

  • รัฐบาลยกระดับ คาซัคสถาน “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” เปิดตลาดใหม่

    รัฐบาลยกระดับ คาซัคสถาน “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” เปิดตลาดใหม่

    รัฐบาลยกระดับ คาซัคสถาน “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” เปิดตลาดใหม่

    รัฐบาลยกระดับ คาซัคสถาน “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” เปิดตลาดใหม่

    เผย คาซัคสถาน ศูนย์กลางเส้นทางขนส่ง Middle Corridor เชื่อมการค้าระหว่างเอเชียกับยุโรป ประตูตลาดใหม่ สู่ ภูมิภาคยูเรเซีย เจาะโอกาสธุรกิจ New S-Curve

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย กระจายความเสี่ยงด้านการส่งออก และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะเอเชียกลางและภูมิภาคยูเรเซีย ซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน พลังงาน และการขนส่งที่เชื่อมโยงหลายภูมิภาคของโลก

    แนวทางดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากภารกิจของนายกรัฐมนตรีในการเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 ซึ่งได้ใช้เวทีการประชุมอาเซียน–รัสเซีย ผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับภูมิภาคยูเรเซีย พร้อมยืนยันการสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai–EAEU FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยในระยะยาว

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) ซึ่งประกอบด้วย 5 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย คาซัคสถาน เบลารุส อาร์เมเนีย และคีร์กีซสถาน มีประชากรรวมกว่า 180 ล้านคน และเป็นประตูสำคัญที่เชื่อมเอเชียกลาง รัสเซีย ยุโรป และจีน จึงเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพในการขยายการส่งออกของไทย และช่วยกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดิม

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า ความคืบหน้าล่าสุดคือการเยือนสาธารณรัฐคาซัคสถานของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้หารือกับประธานาธิบดีคาซัคสถาน และเห็นพ้องยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศสู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์”

    คาซัคสถานถือเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง และเป็นศูนย์กลางของเส้นทางขนส่ง Middle Corridor ซึ่งเชื่อมการค้าระหว่างเอเชียกับยุโรป ทำให้ไทยสามารถใช้เป็นประตูสู่ตลาดใหม่ในภูมิภาคยูเรเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    รัฐบาลมองเห็นโอกาสความร่วมมือในหลายสาขา ทั้งอุตสาหกรรมอาหาร การแปรรูปสินค้าเกษตร โรงแรม สปาและ Wellness ตลอดจนความร่วมมือด้านพลังงาน วัตถุดิบปิโตรเคมี และแร่หายาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า จากนี้รัฐบาลจะบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งสร้างเครือข่ายทางเศรษฐกิจ เปิดตลาดใหม่ และดึงดูดการลงทุนจากประเทศที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีตลาดใหม่ ห่วงโซ่อุปทานใหม่ และโอกาสการลงทุนใหม่ รองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

    รัฐบาลกำลังเร่งขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทย ด้วยการเปิดตลาดใหม่ กระจายความเสี่ยงด้านการส่งออก และลดการพึ่งพาตลาดเดิมที่เผชิญข้อจำกัดจากมาตรการภาษีและกีดกันทางการค้า เป้าหมายไม่ใช่เพียงเพิ่มตัวเลขการค้า แต่คือการสร้างรายได้ สร้างงาน และสร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนและผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/744571&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-_UHLv98AHSXoYQFP49ao

  • สีหศักดิ์ เผย เยือน คาซัคสถาน ยกระดับความสัมพันธ์ การเมือง-เศรษฐกิจ-การค้าการลงทุน

    สีหศักดิ์ เผย เยือน คาซัคสถาน ยกระดับความสัมพันธ์ การเมือง-เศรษฐกิจ-การค้าการลงทุน

    สีหศักดิ์ เผย เยือน คาซัคสถาน ยกระดับความสัมพันธ์ การเมือง-เศรษฐกิจ-การค้าการลงทุน

    วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.04 น.

    “สีหศักดิ์”เผยผลเยือนคาซัคสถาน ยกระดับสัมพันธ์รอบด้าน จับมือพลังงาน-ดิจิทัล คาซัคสถานมองไทยเป็นประตูสู่อาเซียน

    วันที่ 27 มิถุนายน 2569 เวลา 16.15 น. ที่อิมแพค เมืองทองธานี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการเดินทางเยือนสาธารณรัฐคาซัคสถานอย่างเป็นทางการว่า การเยือนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับคาซัคสถาน ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน โดยได้นำคณะภาคเอกชนไทยกว่า 10 บริษัท เดินทางร่วมด้วย พร้อมจัดการสัมมนาธุรกิจระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศระหว่างการเยือนได้พบหารือกับประธานาธิบดี และรัฐมนตรีของคาซัคสถาน ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือในหลายมิติ เนื่องจากคาซัคสถานถือเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชียกลาง มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง และเป็นสมาชิกของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union : EAEU) ซึ่งไทยมีความสนใจผลักดันการจัดทำความตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศดังกล่าว

    นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า คาซัคสถานพร้อมสนับสนุนไทยในด้านความมั่นคงทางพลังงาน เนื่องจากเป็นประเทศที่มีพลังงานสำคัญ ขณะที่ไทยต้องการกระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

    นอกจากนี้ คาซัคสถานยังมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งไทยสนใจศึกษาความร่วมมือและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อนำมาพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีภายในประเทศ

    ทั้งนี้ คาซัคสถานมองว่าไทยเป็นประตูสู่ภูมิภาคอาเซียน และต้องการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการร่วมลงทุนด้านการผลิตสินค้าอาหาร รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยว การลงทุนในธุรกิจโรงแรม และการพัฒนาบุคลากรด้านการบริการ ซึ่งคาซัคสถานมีความสนใจส่งบุคลากรมาอบรมและศึกษาดูงานด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมบริการของประเทศต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/973606&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HwXrtsG9CJfsUq56LDhVQ

  • “วราวุธ”  เปิด “อุตสาหกรรมแฟร์ @สุพรรณบุรี” ลดค่าครองชีพพี่น้องประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก คาดเงินสะพัดกว่า 20 ล้านบาท 

    “วราวุธ”  เปิด “อุตสาหกรรมแฟร์ @สุพรรณบุรี” ลดค่าครองชีพพี่น้องประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก คาดเงินสะพัดกว่า 20 ล้านบาท 

    วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.44 น.

    เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569  นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเปิดงาน “อุตสาหกรรมแฟร์ @สุพรรณบุรี” ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนจึงจัดงาน “อุตสาหกรรมแฟร์ @สุพรรณบุรี” ขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 มิถุนายน 2569 ที่บริเวณลานจอดรถหน้าห้างโรบินสันไลฟ์สไตล์ สุพรรณบุรี

    โดยผนึกกำลังหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายในพื้นที่ นำสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตรแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเทคโนโลยีการเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชน OTOP และสินค้าเอสเอ็มอีคุณภาพดีมาจำหน่ายในราคาโรงงาน พร้อมกิจกรรมส่งเสริมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม คาดมีประชาชนเข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 51,000 คน และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท

    “อุตสาหกรรมแฟร์ @สุพรรณบุรี เป็นอีกหนึ่งมาตรการเชิงรุกของกระทรวงอุตสาหกรรมที่ต้องการสร้างประโยชน์ทั้งต่อผู้ประกอบการและประชาชน ผู้ประกอบการได้มีพื้นที่แสดงศักยภาพสินค้า สร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ ทดสอบตลาด และขยายเครือข่ายทางธุรกิจ ขณะที่ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพในราคาประหยัด ช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต” นายวราวุธกล่าว

    นายวราวุธ กล่าวว่า การเลือกจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นสถานที่จัดงาน เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และการเกษตร อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางการเดินทางของพื้นที่ภาคกลางฝั่งตะวันตก มีการผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรอุตสาหกรรมที่หลากหลาย สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้กับชุมชนได้เป็นอย่างดี รวมทั้งเป็นที่ตั้งของศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 8 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ การยกระดับมาตรฐานการผลิต และการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์

    ภายในงานมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 90 ร้านค้า แบ่งเป็น 6 โซน ประกอบด้วย สินค้าและเทคโนโลยีการเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สินค้า SMEs และ OTOP ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ตลอดจนสินค้าจากผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาภายใต้การขับเคลื่อนของกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงลานอาหารจากผู้ประกอบการฟู้ดทรัคในพื้นที่

    ไฮไลต์สำคัญของงานคือการจำหน่ายสินค้าในราคาโรงงาน ซึ่งต่ำกว่าราคาท้องตลาดทั่วไป เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนตามนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะ “สินค้านาทีทอง” ที่นำสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันมาจำหน่ายในราคาพิเศษ อาทิ ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำตาลทราย และเครื่องปรุงรสต่าง ๆ ช่วยให้ประชาชนสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้อย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่ยังเป็นประเด็นสำคัญของประชาชนในปัจจุบัน

    นอกจากการจำหน่ายสินค้าแล้ว ภายในงานยังมีการจัดแสดงนวัตกรรม เทคโนโลยี และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมและการเกษตรสมัยใหม่ เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการด้านเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์และแนวทางการติดตั้งอย่างปลอดภัย การส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) การลดการใช้พลังงาน การขับเคลื่อนพืชพลังงานและเอทานอล ตลอดจนการสาธิตการประกอบและซ่อมแซมโดรนเพื่อการเกษตร ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร

    นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า บริการให้คำปรึกษาด้านธุรกิจและสินเชื่อจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ ธพว. (SME D Bank) กิจกรรมร่วมสนุกพร้อมของรางวัล และการแสดงจากศิลปินในพื้นที่ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ การจับจ่ายใช้สอย และการพักผ่อนในงานเดียว

    ด้านนางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นผลจากความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ภายใต้นโยบาย “ONE MIND : อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” ที่มุ่งบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ เพิ่มช่องทางการตลาด และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

    กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและยกระดับวิสาหกิจชุมชน SMEs และผู้ประกอบการทุกระดับ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยหนึ่งในภารกิจสำคัญคือการสร้างโอกาสทางการตลาดและเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง เพื่อให้สินค้าไทยที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสามารถขยายตลาดและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    โดยจังหวัดสุพรรณบุรีมีจุดแข็งทั้งด้านอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการเกษตร โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัด เช่น ข้าว แห้ว ปลาสลิด ขนมสาลี่ และผลิตภัณฑ์สมุนไพร ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้ให้กับชุมชน การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์สินค้าคุณภาพของจังหวัดให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพิ่มช่องทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการ และช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่ เกิดการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการ ชุมชน และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคการท่องเที่ยว ร้านอาหาร และการขนส่งในพื้นที่ พร้อมทั้งช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน เป็นอีกหนึ่งกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
     
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/481211&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wL4oJ6nUFpvBXYM-xUXPk

  • “หลาดหรอยชายแดนใต้” ดัน 60 ร้านค้าชุมชนเบตง ขยายตลาดไทย-มาเลเซีย สร้างเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง | TOPNEWS

    “หลาดหรอยชายแดนใต้” ดัน 60 ร้านค้าชุมชนเบตง ขยายตลาดไทย-มาเลเซีย สร้างเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 69 พาณิชย์จังหวัดยะลา จัดงาน “Deep South Village @ Betong – หลาดหรอยชายแดนใต้” กว่า 60 ร้านค้าชุมชนชายแดนใต้พร้อมเสิร์ฟ ตั้งเป้าขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ  ณ บริเวณสวนน้ำเทศบาลเมืองเบตง อ.เบตง จ.ยะลา นายวีรพัฒน์ บุณฑริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เป็นประธานเปิดงานจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า “Deep South Village @ Betong – หลาดหรอยชายแดนใต้” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–29 มิถุนายน 2569 ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพการค้าเพื่อเศรษฐกิจฐานรากจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีนางผุสสดี จ๋ายเจริญ พาณิชย์จังหวัดยะลา พร้อมหน่วยงานในสังกัดสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภาคใต้ชายแดน (ยะลา ปัตตานี นราธิวาส) ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวมาเลเซียเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

    นางผุสสดี จ๋ายเจริญ กล่าวว่า งานดังกล่าวจัดขึ้นโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดยะลา ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั้ง 3 จังหวัดชายแดนใต้ เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 16.00–22.00 น. เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมและกลไกสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมและขยายช่องทางการตลาดในระดับชุมชน จังหวัด ภูมิภาค ระดับประเทศ และระหว่างประเทศ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจในพื้นที่ โดยภายในงานมีผู้ประกอบการจากยะลา ปัตตานี และนราธิวาส มากกว่า 60 ร้านค้า นำผลิตภัณฑ์ชุมชน อาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า เครื่องประดับ ของตกแต่ง และของที่ระลึกมาจำหน่าย พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและดนตรีสดตลอดการจัดงาน

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขาย อาทิ เช็กอินรับคูปองแทนเงินสด นาทีทอง และโครงการ “ช็อปดี มีคืน” ลุ้นรับเครื่องใช้ไฟฟ้ามูลค่ารวมกว่า 50,000 บาท ตลอดระยะเวลาจัดงาน รวมถึงกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างวันที่ 25–26 มิถุนายน 2569 โดยมีผู้ประกอบการจากพื้นที่ชายแดนใต้กว่า 20 ราย และผู้ซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 15 ราย เข้าร่วม เพื่อเปิดโอกาสขยายช่องทางการค้า สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และผลักดันสินค้าในพื้นที่สู่ตลาดไทยและต่างประเทศ อันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืนให้กับประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้.

    เจษฎา สิริโยทัย ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ยะลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1613949&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28xcItoNAr-sXYTqDrXSTn