Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เคยอู้ฟู่ทำงานในไทยส่งเงินกลับบ้าน พอไม่มีเงินไทยพลอยลากเศรษฐกิจเขมรลงเหวไปด้วย | TOPNEWS

    เคยอู้ฟู่ทำงานในไทยส่งเงินกลับบ้าน พอไม่มีเงินไทยพลอยลากเศรษฐกิจเขมรลงเหวไปด้วย | TOPNEWS

    เคยอู้ฟู่ทำงานในไทยส่งเงินกลับบ้าน พอไม่มีเงินไทยพลอยลากเศรษฐกิจเขมรลงเหวไปด้วย

    • เผยแพร่ : 27/06/2026 14:26

    เคยอู้ฟู่ทำงานในไทยส่งเงินกลับบ้าน พอไม่มีเงินไทยพลอยลากเศรษฐกิจเขมรลงเหวไปด้วย

    #TOPNEWS #topupdate
    #ฮุนเซน #ปิดด่าน #แรงงานเขมร
    #ชายแดนไทยกัมพูชา #ลักลอบเข้าไทย

    อัปเดตคลิปข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1613889&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_Hi4im9_vUqkegFbu1qk_

  • “ไทยเบฟ” ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ OTOP สู่สากล

    “ไทยเบฟ” ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ OTOP สู่สากล

    “ไทยเบฟ” ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ OTOP สู่สากล พร้อมสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน ในงาน “OTOP Midyear 2026”

    วันที่ 27 มิถุนายน 2569 กรมการพัฒนาชุมชน โดย กระทรวงมหาดไทย จัดงาน “OTOP Midyear 2026” ภายใต้แนวคิด “OTOP NEXT INSPIRATION สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาสู่ระดับสากล” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และเครือข่ายทั่วประเทศ ผ่านการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าคุณภาพจากภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมประชาสัมพันธ์โครงการ OTOP และส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 

    ทั้งนี้ มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อแสดงศักยภาพของผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP จากทั่วประเทศ สร้างโอกาสทางการตลาด ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เสริมความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมร่วมสืบสาน สร้างสรรค์ และต่อยอดภูมิปัญญาไทยอย่างยั่งยืน จัดขึ้นระหว่างวันนี้ ถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี 

    ขณะที่ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย ประกอบด้วย โซนนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โซนนิทรรศการกิจกรรมและการจำหน่ายสินค้าของหน่วยงานภาคี โซนแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP 3–5 ดาว กว่า 2,000 บูธ  

    ในส่วนของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และบริษัท รู้รักรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนทั่วประเทศ และมุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน โดยการจัดบูทนิทรรศการสำหรับจำหน่ายสินค้าชุมชน โดยแบ่งเป็น 3 โซน ได้แก่

    1. โซน Pavilion เศรษฐกิจฐานราก สินค้าจากเครือข่ายรู้รักสามัคคี ชุมชนในเครือข่ายสารพัดสรรพศิลป์ ผ้าบาติกเพ้นท์มือระดับมาสเตอร์พีซจากตำบลจะบังติกอ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ย่านประวัติศาสตร์ที่เลื่องชื่อด้านงานหัตถศิลป์ดั้งเดิม พร้อมอวดโฉมสู่สายตาประชาชนแล้ว โดยแบรนด์ชื่อดัง BATIK DE NARA ได้ถ่ายทอดความงดงามลงบนผืนผ้าฝ้ายคุณภาพดี ผ่านลวดลายพระราชทานอันทรงคุณค่าที่ชื่อว่า “บุปผาบรมราชินีนาถ” ณ โซน Pavilion เศรษฐกิจฐานราก ชุมชนในเครือข่ายสารพัดสรรพศิลป์

    สำหรับผลงานผืนนี้ รังสรรค์ขึ้นด้วยแรงบันดาลใจหลักในการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแสงสว่างแห่งการอนุรักษ์ผ้าไทย โดยช่างฝีมือได้นำดอกไม้นามพระราชทานและพรรณไม้ที่ทรงโปรด มาร้อยเรียงจัดวางเป็นองค์ประกอบอย่างวิจิตรบรรจงด้วยเทคนิคการเขียนเทียนและเพ้นท์มือทีละฝีแปรง นับเป็นการยกระดับผ้าบาติกพื้นถิ่นปัตตานีสู่ชิ้นงานหัตถศิลป์ชั้นสูงที่เปี่ยมด้วยเรื่องราวและคุณค่าทางประวัติศาสตร์

    2. โซนร้านกาแฟ มิติใหม่คอกาแฟ ผาฮี้เชียงราย จับมือฟาร์มสตูล “อาราบิก้า x นมแพะธรรมชาติ” เชื่อมวิถีชุมชนเหนือจรดใต้ ซึ่งคอกาแฟเตรียมลิ้มรสความแปลกใหม่ระดับพรีเมียม เมื่อโซนร้านกาแฟชุมชนผาฮี้ แหล่งปลูกกาแฟชื่อดังของจังหวัดเชียงราย ประกาศเปิดตัวเมนูเครื่องดื่มสร้างสรรค์ ยกระดับการจับคู่ข้ามสายพันธุ์ (Cross-matching) ระหว่างผลผลิตยอดดอยภาคเหนือและภูมิปัญญาแดนใต้ ด้วยการนำเมล็ดกาแฟอาราบิก้าแท้ 100% มาผสานความละมุนกับน้ำนมแพะธรรมชาติจากจังหวัดสตูล มุ่งเจาะกลุ่มตลาดท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และคนรักสุขภาพ

    ขณะที่หัวใจของความอร่อยครั้งนี้ เริ่มต้นที่ “กาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าของชุมชนผาฮี้” ซึ่งเติบโตบนพื้นที่ภูเขาสูงท้าลมหนาวของจังหวัดเชียงราย สภาพภูมิอากาศและความสมบูรณ์ของดินทำให้เมล็ดกาแฟมีรสชาติเข้มข้น กลมกล่อม มีความเป็นกรดผลไม้ที่พอดี และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ระดับสากล เมื่อนำมาสกัดเป็นช็อตเอสเพรสโซ่รสเข้มข้น แล้วนำมามิกซ์เข้ากับ “นมแพะสดแท้จากจังหวัดสตูล” ที่ได้จากแม่พันธุ์แพะอารมณ์ดี เลี้ยงปล่อยให้เล็มหญ้าและสมุนไพรตามธรรมชาติท่ามกลางผืนป่าชายฝั่งอันดามัน ส่งผลให้นมแพะที่ได้มีความบริสุทธิ์สูง หอมมัน นุ่มนวล ชูรสชาติกาแฟให้เด่นชัดโดยไม่มีกลิ่นคาว ทั้งยังย่อยง่ายและเปี่ยมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

    สำหรับการโคจรมาพบกันของวัตถุดิบชั้นเลิศจากสุดขอบประเทศในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะมอบประสบการณ์รสชาติที่แปลกใหม่และลงตัวให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนโซนร้านกาแฟผาฮี้เท่านั้น แต่ยังถือเป็นโมเดลธุรกิจชุมชนโมเดิร์นที่ช่วยกระจายรายได้ ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจฐานราก และเชื่อมโยงมิตรภาพระหว่างกลุ่มเกษตรกรไทยจากเหนือจรดใต้ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน 

    3. โซนผ้าขาวม้าในบูทมาตรฐาน 12 บูท: โซนบูธผ้าขาวม้า  เรียนรู้ ชม ช้อป ครบในที่เดียว ปีนี้โซนบูทผ้าขาวม้า ภายใต้ โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย ขอชวนทุกท่านมาสัมผัสเสน่ห์ผ้าทอไทยอย่างใกล้ชิด ผ่านกิจกรรมและคอลเลกชันพิเศษที่ยกมาไว้ในงานเดียว สาธิตการทอผ้าจริงจากกี่ทอมือ โดย ผ้าฝ้ายอำพัน ยกกี่ทอผ้ามาถึงหน้างาน เปิดพื้นที่การเรียนรู้เป็นรอบๆ ให้ผู้สนใจได้ชมขั้นตอนการทอผ้าอย่างใกล้ชิด 

    พร้อมพูดคุย แลกเปลี่ยน และเข้าใจคุณค่าภูมิปัญญาผ้าทอไทยจากช่างทอตัวจริง ผลงานผ้าขาวม้าสู่เวทีสากล กับเสื้อผ้าจาก Natrada Cotton ผลงานจากทายาทผ้าขาวม้าที่ได้รับการคัดเลือกเพื่อส่งออกไปยังประเทศจีน ยกคอลเลกชั่นมาจำหน่ายให้เลือกชมและเลือกช้อปภายในงาน ผ้าฝ้ายทอมือโทนขาว–ดำ ดีไซน์ร่วมสมัย เสื้อผ้าและไอเทมจากผ้าฝ้ายทอมือ ที่ออกแบบใหม่ให้สวมใส่ได้ทั้งในวันทำงานและชีวิตประจำวัน เรียบ เท่ ใส่ง่าย แต่ยังคงเอกลักษณ์งานหัตถศิลป์ไทย 

    คอลเลกชันใหม่จากโครงการ Creative Designer ผลงานการนำผ้าขาวม้ามาต่อยอดผ่านมุมมองนักออกแบบรุ่นใหม่ ตัดเย็บให้ร่วมสมัย สวมใส่ง่าย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองพบกันได้ที่บูทชุมชน โครงการผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย มาสัมผัสเรื่องราวของผ้า วิถีชุมชน และพลังสร้างสรรค์ที่เชื่อมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตไว้ด้วยกัน

    อย่างไรก็ตาม ขอเชิญชวนแฟนพันธุ์แท้ที่ชื่นชอบผลิตภัณฑ์จากชุมชน มาชม ชิม ช้อป และภาคภูมิใจกับผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาไทย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้ผู้ผลิตผู้ประกอบการ วันนี้ – วันที่ 28 มิถุนายน 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2942368&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2K5Rw37ncLwMxwwa3sg1by

  • ปชน. พบ 3 ช่องโหว่ งบประมาณเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รัฐบาลบอกหนุนแต่กลับตัดแหลก

    ปชน. พบ 3 ช่องโหว่ งบประมาณเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รัฐบาลบอกหนุนแต่กลับตัดแหลก

    พรรคประชาชนจัดงาน Creative Budget Hack เกาะติดงบประมาณเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ปี 70 “สส.อิสริยะ” เผยพบ 3 ช่องโหว่หลัก รัฐบาลประกาศหนุนแต่กลับตัดงบแหลก-จัดงบไม่ถึงมือคนทำงานสร้างสรรค์ เสนอ 3 แนวทางยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยอย่างมียุทธศาสตร์

    วันที่ 27 มิถุนายน 2569 พรรคประชาชนจัดงาน “Creative Budget Hack: อนาคตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยในงบประมาณ 2570” เปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบและสะท้อนมุมมองต่อการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายปี 2570 เพื่อนำข้อค้นพบไปขับเคลื่อนและอภิปรายต่อในสภาผู้แทนราษฎร 

    โดย นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 พบว่าทุกหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ ถูกปรับลดงบประมาณพร้อมกัน

    กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเคยเป็นหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณสูงที่สุดเกือบ 9,500 ล้านบาทในช่วงปี 2568–2569 แต่ในปีงบประมาณ 2570 กลับถูกปรับลดลงอย่างมาก ขณะที่งบประมาณของกระทรวงพาณิชย์ในส่วนของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) และสถาบันอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (GIT)  ซึ่งที่ผ่านมาอยู่ในระดับค่อนข้างทรงตัว ก็ถูกปรับลดลงเช่นกัน

    นอกจากนี้ งบประมาณของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยังลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2568 ขณะที่งบของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB)  และ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) (OKMD) ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐบาลประกาศว่าจะเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ก็ลดลงต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

    ภาพรวมของงบประมาณปี 2570 คือทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ถูกปรับลดพร้อมกัน คิดเป็นวงเงินรวม 2,877 ล้านบาท นายอิสริยะจึงตั้งคำถามว่า รัฐบาลนำงบประมาณส่วนนี้ไปลงทุนในด้านใดที่ให้ผลตอบแทนหรือความคุ้มค่ามากกว่า หรือเป็นเพียงการตัดลดงบประมาณโดยไม่มีแผนรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศในระยะต่อไป งบประมาณด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ของไทยมีอยู่ 3 ช่องโหว่หลัก

    ช่องโหว่แรก “ประกาศสนับสนุน แต่ไม่ให้งบ” แม้รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีประกาศสนับสนุนเต็มที่ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในฐานะหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ แต่กลับตัดงบประมาณของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ลดลง 25.4% สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ลดลง 38.6% ทั้งที่เป็นหน่วยงานสำคัญในการผลักดันแบรนด์ไทยสู่เวทีโลก

    ช่องโหว่ที่สอง “งบกระจัดกระจาย ขาดยุทธศาสตร์ร่วม” งบประมาณกว่า 17,000 ล้านบาท กระจายอยู่ใน 6 กระทรวง ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบภาพรวมหรือยุทธศาสตร์ระดับชาติ ทำให้แต่ละหน่วยงานทำงานแยกส่วน ขาดการบูรณาการและการวัดผลร่วมกัน

    ช่องโหว่ที่สาม “งบไม่ถึงมือผู้สร้างสรรค์” ส่วนใหญ่ถูกใช้กับโครงสร้างหน่วยงานมากกว่า โดยสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมได้รับงบเพิ่ม 6.8% แต่สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.)  ซึ่งส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยโดยตรง กลับถูกตัดงบ 15.9% 

    นายอิสริยะกล่าวต่อว่า หากพรรคประชาชนเป็นผู้จัดทำงบประมาณด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จะออกแบบการใช้งบประมาณอย่างมียุทธศาสตร์และมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ด้วย 3 แนวทาง

    1. กำหนดยุทธศาสตร์เชิงรุก จัดตั้ง National Creative Economy Board ที่มีอำนาจจัดสรรงบประมาณข้ามกระทรวง วางยุทธศาสตร์ร่วม และปรับโครงสร้างการทำงาน เพื่อให้ทุกเม็ดเงินถูกใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์จริง ไม่ใช่หมดไปกับค่าใช้จ่ายด้านการบริหาร

    2. ส่งงบประมาณถึงมือผู้สร้างสรรค์โดยตรง เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปิน นักออกแบบ และผู้ประกอบการอิสระ ยื่นขอรับการสนับสนุนได้โดยตรง ลดขั้นตอนการอนุมัติ พร้อมกำหนดตัวชี้วัด (KPI) ที่โปร่งใส วัดผลจากการเติบโตของ GDP ภาคเศรษฐกิจสร้างสรรค์และมูลค่าการส่งออก ไม่ใช่เพียงจำนวนกิจกรรมที่จัดขึ้น

    3. ปรับแบรนด์ประเทศไทยและกระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น ด้วยการผลักดันภาพลักษณ์ Spicy Thailand  ให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่ความคิดสร้างสรรค์เติบโตได้ภายใต้เสรีภาพในการแสดงออก พร้อมดึงอัตลักษณ์และเสน่ห์ของแต่ละชุมชนมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อให้วัฒนธรรมไทยที่หลากหลายเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและระดับโลก

    นายอิสริยะกล่าวปิดท้ายว่า การจัดงานในวันนี้มีเป้าหมายเพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมติดตามและตรวจสอบการจัดทำงบประมาณของรัฐบาล พร้อมสะท้อนข้อเสนอเพื่อนำความคิดเห็นของประชาชนไปประกอบการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 29 มิถุนายน นี้ รวมทั้งเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่พรรคประชาชนสามารถนำไปขับเคลื่อนเมื่อได้เป็นรัฐบาลในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2942381&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw399DP02nejbMDYolA6dSb_

  • เวียดนามพลิกแนวทางกระตุ้นกำลังซื้อในนครโฮจิมินห์ ลดบทบาทสงครามราคา  สร้างจุดขายด้านประสบการณ์และไลฟ์สไตล์

    เวียดนามพลิกแนวทางกระตุ้นกำลังซื้อในนครโฮจิมินห์ ลดบทบาทสงครามราคา สร้างจุดขายด้านประสบการณ์และไลฟ์สไตล์

    เนื้อข่าว 

    นครโฮจิมินห์กำลังเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์กระตุ้นการบริโภค โดยเปลี่ยนจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายที่มุ่งเน้นการลดราคา ไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศการบริโภคเชิงประสบการณ์ที่บูรณาการภาคการค้า การท่องเที่ยว และบริการเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีที่มาจากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย ความบันเทิง และประสบการณ์เฉพาะบุคคลมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการในนครโฮจิมินห์ทยอยปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่แตกต่างแก่ผู้บริโภค

    image.png

    ภาคธุรกิจค้าปลีกและการผลิตจึงเร่งปรับรูปแบบการนำเสนอสินค้าและบริการให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในมิติที่กว้างขึ้น โดยบริษัท Nguyen Kim ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ได้ปรับเปลี่ยนจากการลดราคาสินค้าเป็นรายรายการไปสู่การจัดจำหน่ายสินค้าแบบชุดรวม (Bundled Offers) และโครงการจำหน่ายสินค้าแบบคอมโบ (Combo Sales Programmes) ที่มอบสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นตามจำนวนสินค้าที่ลูกค้าเลือกซื้อ อาทิ การมอบเครื่องฟอกอากาศหรือพัดลมเป็นของแถมสำหรับผู้ซื้อเครื่องปรับอากาศ รวมถึงการให้ส่วนลดเพิ่มเติมสำหรับการซื้อสินค้ารายการที่สอง ขณะเดียวกัน บริษัท Orion Vina Food Co., Ltd. ได้มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมด้านการสื่อสารข้อมูลผลิตภัณฑ์ผ่านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ของผลิตภัณฑ์ ChocoPie โดยแสดงข้อมูลสำคัญ เช่น จำนวนชิ้นและน้ำหนักสุทธิของสินค้าให้มีความโดดเด่นมากขึ้น พร้อมเน้นสารที่สื่อถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถรับรู้ เปรียบเทียบ และตัดสินใจซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น อันเป็นการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารคุณค่าของสินค้า

    ในทำนองเดียวกัน ศูนย์การค้าในนครโฮจิมินห์กำลังพัฒนาแนวคิดการค้าปลีกเชิงประสบการณ์ (Experiential Retail Model) เพื่อยกระดับศูนย์การค้าให้เป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิต (Lifestyle Destination) มากกว่าการเป็นสถานที่จับจ่ายซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว โดยศูนย์การค้า Estella Place ได้ดำเนินโครงการนำร่องด้านนโยบายศูนย์การค้าที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมด้านความบันเทิงและกิจกรรมสำหรับครอบครัว ซึ่งได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากผู้บริโภค ส่งผลให้จำนวนผู้เข้าใช้บริการเพิ่มขึ้น ระยะเวลาการใช้บริการภายในศูนย์การค้านานขึ้น และผู้ประกอบการร้านค้าภายในศูนย์การค้ามีผลประกอบการที่ดีขึ้น

    การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังมีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางการกระตุ้นอุปสงค์ของนครโฮจิมินห์ โดยสำนักงานอุตสาหกรรมและการค้านครโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh City Department of Industry and Trade) ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางจากการดำเนินโครงการส่งเสริมการขายแบบแยกส่วน (Isolated Promotion Programmes)ไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศการบริโภคแบบบูรณาการ (Integrated Consumption Ecosystem) ที่เชื่อมโยงภาคการค้า การท่องเที่ยว ความบันเทิง เศรษฐกิจยามค่ำคืน (Night-time Economy) และกิจกรรมเชิงประสบการณ์ (Experiential Activities) เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังนครโฮจิมินห์สามารถเข้าถึงกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการท่องเที่ยว การจับจ่ายซื้อสินค้า การเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรม และการใช้บริการด้านความบันเทิงภายในจุดหมายปลายทางเดียว

    ภายใต้แนวทางดังกล่าว นครโฮจิมินห์กำลังประสานความร่วมมือกับสายการบิน ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ผู้ให้บริการด้านความบันเทิง และผู้ประกอบการค้าปลีก เพื่อพัฒนาแพ็กเกจส่งเสริมการขายแบบบูรณาการ (Integrated Promotional Packages) ที่มุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้เกิดการพำนักที่ยาวนานขึ้นและเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายต่อคน โดยมีแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการจับจ่ายซื้อสินค้าขนาดใหญ่ประจำปี จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ Vibrant Summer Shopping Season ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 และเชื่อมโยงกับวันส่งเสริมการขายสำคัญต่าง ๆ เช่น วันที่ 8 สิงหาคม 2569 และวันที่ 9 กันยายน 2569 และโครงการ Vibrant Spring Shopping Season จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน 2569 ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2570 ตลอดจนเตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสำหรับสินค้าแบรนด์หรู (Luxury Brand Promotions) และกิจกรรมตามธีมต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ตลาดค้าปลีกของนครโฮจิมินห์

    ในมุมมองของภาคเอกชนและนักลงทุน การเพิ่มระดับการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวมีความสำคัญมากกว่าการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว โดยบริษัท Imex Pan Pacific Group (IPPG) เสนอให้นครโฮจิมินห์พัฒนาศูนย์ Outlet ขนาดใหญ่ตามรูปแบบสากล โดยให้เป็นจุดหมายปลายทางแบบครบวงจรที่ผสมผสานการจับจ่ายซื้อสินค้า ความบันเทิง และกิจกรรมพักผ่อนสำหรับครอบครัวและนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งเสนอให้พัฒนารูปแบบค้าปลีกแบบบูรณาการ (Integrated Retail Models) ที่เชื่อมโยงการค้ากับกิจกรรมทางวัฒนธรรม นิทรรศการ และการนำเสนอสินค้าและอัตลักษณ์ของภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ทั้งนี้ หากสามารถพัฒนาได้อย่างเป็นระบบและสอดประสานกัน จะช่วยยกระดับนครโฮจิมินห์ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการช้อปปิ้ง (Shopping Hub) ของเวียดนามและภูมิภาค พร้อมทั้งสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้แก่ภาคการค้าและบริการ และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองในระยะยาวอย่างยั่งยืน

    (แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 22 มิถุนายน 2569)

    วิเคราะห์ผลกระทบ

    การที่นครโฮจิมินห์ปรับเปลี่ยนแนวทางกระตุ้นการบริโภคจากการพึ่งพาการลดราคาและกิจกรรมส่งเสริมการขายแบบดั้งเดิม ไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจเชิงประสบการณ์ที่มุ่งสร้างประสบการณ์ของผู้บริโภค การเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าและบริการ และการบูรณาการกิจกรรมทางการค้าเข้ากับภาคการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และความบันเทิง สะท้อนถึงความพยายามในการยกระดับโครงสร้างอุปสงค์ภายในประเทศให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ประสบการณ์ และความคุ้มค่ามากกว่าปัจจัยด้านราคาเพียงอย่างเดียว แนวทางดังกล่าวจึงมิได้เป็นเพียงการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดของภาคธุรกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจเมืองที่มุ่งเสริมสร้างแรงขับเคลื่อนการเติบโตจากการบริโภคภายในประเทศและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของนครโฮจิมินห์ในระยะยาว

    ผลสัมฤทธิ์ของแนวทางดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจนจากผลการดำเนินงานในปี 2568 โดยนครโฮจิมินห์มีมูลค่าการขายปลีกสินค้าและบริการรวมประมาณ 2 ล้านล้านเวียดนามด่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.5 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการขายปลีกสินค้าอยู่ที่เกือบ 1 ล้านล้านเวียดนามด่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.8 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ การเติบโตดังกล่าวเป็นผลจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นการบริโภคอย่างต่อเนื่องและมีเป้าหมายชัดเจน โดยทางการนครโฮจิมินห์ได้ดำเนินนโยบายที่ครอบคลุมผู้บริโภคทุกกลุ่ม ทั้งโครงการส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าแบรนด์ชั้นนำสำหรับกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง โครงการจำหน่ายสินค้าเคลื่อนที่ และโครงการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเพื่อรองรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แรงงาน และประชาชนทั่วไป ควบคู่ไปกับการจัดงานแสดงสินค้า นิทรรศการ และกิจกรรมส่งเสริมการค้ากว่า 300 รายการตลอดทั้งปี ส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในขณะเดียวกัน ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) ของเมืองยังอยู่ที่ร้อยละ 3.92 ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่กำหนดไว้ สะท้อนถึงความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคา

    การเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การแข่งขันบนพื้นฐานของประสบการณ์และคุณค่า ยังส่งผลให้ภาคธุรกิจเร่งปรับโครงสร้างการดำเนินงานและยกระดับศักยภาพในการแข่งขัน ผู้ประกอบการค้าปลีก ศูนย์การค้า และภาคการผลิตหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม การออกแบบประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experience) และการสร้างความแตกต่างของสินค้าและบริการผ่านนวัตกรรมมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวจะช่วยลดการพึ่งพาสงครามราคา ซึ่งมักส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรและความยั่งยืนทางธุรกิจ พร้อมทั้งสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเวียดนามสามารถพัฒนารูปแบบการแข่งขันที่ขับเคลื่อนด้วยคุณภาพ ประสิทธิภาพการให้บริการ และการสร้างมูลค่าเพิ่ม อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการยกระดับภาคการค้าปลีกและบริการของประเทศในระยะยาว

    ในอีกด้านหนึ่ง การเชื่อมโยงกิจกรรมส่งเสริมการค้ากับภาคการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจกลางคืน (Night-time Economy) มีแนวโน้มก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในวงกว้างมากกว่าการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายแบบดั้งเดิม เนื่องจากสามารถเพิ่มระยะเวลาการพำนักและมูลค่าการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนของนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้รายได้มิได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะภาคค้าปลีก แต่ขยายผลไปสู่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง โลจิสติกส์ และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง เกิดการเชื่อมโยงห่วงโซ่มูลค่าภายในประเทศ และเพิ่มการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจภายในเมืองในระดับที่สูงขึ้น ทั้งยังสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยวให้มีความหลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

    แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน แต่นครโฮจิมินห์ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนเมษายน 2569 มูลค่าการขายปลีกสินค้าและบริการอยู่ที่ประมาณ 161,296 ล้านเวียดนามด่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่ารวมกว่า 639,349 ล้านเวียดนามด่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.2 ด้วยเหตุนี้ ทางการนครโฮจิมินห์จึงเดินหน้าสานต่อยุทธศาสตร์ดังกล่าวผ่านการดำเนินโครงการส่งเสริมการค้าจำนวน 74 โครงการ ภายใต้งบประมาณรวมมากกว่า 200,000 ล้านเวียดนามด่ง พร้อมทั้งส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างการค้า การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางวัฒนธรรม ตลอดจนผลักดันกิจกรรมด้านการส่งออก การพัฒนาโลจิสติกส์ และการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ปลอดภัย และยืดหยุ่น (Safe and Resilient Supply Chains) ทั้งนี้ การปรับยุทธศาสตร์กระตุ้นการบริโภคของนครโฮจิมินห์จึงถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้นไปสู่การสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงการค้า การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และความบันเทิงเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร ซึ่งไม่เพียงช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่และอาจกลายเป็นต้นแบบสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจเมืองในเวียดนามในอนาคตอีกด้วย

    นำเสนอโอกาส/แนวทาง

    การปรับยุทธศาสตร์กระตุ้นการบริโภคของนครโฮจิมินห์จากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจเชิงประสบการณ์และระบบนิเวศการบริโภคแบบบูรณาการ มีแนวโน้มยกระดับมาตรฐานการแข่งขันในตลาดเวียดนามจากการเน้นต้นทุนต่ำไปสู่การแข่งขันบนพื้นฐานของคุณค่า นวัตกรรม และประสบการณ์ของผู้บริโภคมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนาม โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค การท่องเที่ยว และบริการไลฟ์สไตล์ จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์จากการใช้โปรโมชั่นด้านราคาเพียงอย่างเดียวไปสู่การพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม การออกแบบประสบการณ์ของลูกค้า และการนำเสนอสินค้าในรูปแบบครบวงจรที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคเวียดนามรุ่นใหม่ซึ่งมีกำลังซื้อและความคาดหวังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ในเชิงโอกาสทางการค้า แนวโน้มการเชื่อมโยงการค้า การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจกลางคืนของนครโฮจิมินห์ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศไทยและในเวียดนามสามารถขยายธุรกิจเข้าสู่กิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการบริโภคเชิงประสบการณ์ อาทิ สินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับพรีเมียม ธุรกิจร้านอาหารและบริการด้านสุขภาพและความงาม ธุรกิจบันเทิงและไลฟ์สไตล์ การจัดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม ตลอดจนการพัฒนาโครงการค้าปลีกแบบผสมผสาน และความร่วมมือกับศูนย์การค้า ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และแพลตฟอร์มค้าปลีกในเวียดนาม ทั้งนี้ การเพิ่มระยะเวลาพำนักและมูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจะช่วยสร้างอุปสงค์ใหม่แก่สินค้าและบริการของไทย และเอื้อต่อการขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าไทยในตลาดเวียดนามมากยิ่งขึ้น

          ผู้ประกอบการไทยควรติดตามทิศทางนโยบายเศรษฐกิจเมืองของนครโฮจิมินห์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการดำเนินโครงการส่งเสริมการค้าขนาดใหญ่ การพัฒนาเศรษฐกิจกลางคืน การขยายศูนย์การค้าและศูนย์ Outlet แบบครบวงจร รวมถึงการส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่ปลอดภัยและยืดหยุ่นจะก่อให้เกิดโอกาสในการลงทุน การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยกับเวียดนามเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน แนวโน้มดังกล่าวยังอาจทำให้นครโฮจิมินห์ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการบริโภคและการช้อปปิ้งระดับภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลให้การแข่งขันในตลาดเวียดนามมีความเข้มข้นมากขึ้น และทำให้การปรับตัวด้านนวัตกรรม การสร้างแบรนด์ และการพัฒนาประสบการณ์ผู้บริโภค กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาดของผู้ประกอบการไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/c4cc9wqsxdvtinqz7eaye7k8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NXATJySDVy_GpBfvZIi89

  • YouTrip เผยคนไทยยังเที่ยวต่อ แม้เศรษฐกิจท้าทาย ชี้เกาหลีใต้-เวียดนามโตสูงสุด 34%

    YouTrip เผยคนไทยยังเที่ยวต่อ แม้เศรษฐกิจท้าทาย ชี้เกาหลีใต้-เวียดนามโตสูงสุด 34%

    YouTrip (ยูทริป) ผู้ให้บริการดิจิทัลวอลเล็ตรองรับหลายสกุลและ Travel Card อันดับ 1 ที่นักเดินทางไทยไว้วางใจ ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยข้อมูลการใช้จ่ายผ่าน YouTrip ในเดือนพฤษภาคม 2569 พบว่า เกาหลีใต้ และเวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดถึง 34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ฮ่องกง จีน และไต้หวัน ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าการเดินทางระยะใกล้ในเอเชียยังคงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไทย แม้ต้องเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพ

    pr_luckydraw_infographic

    ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยที่ยังให้ความสำคัญกับการเดินทาง แต่เลือกวางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น โดยมุ่งเน้นจุดหมายปลายทางที่เข้าถึงง่าย ใช้เวลาเดินทางสั้น และสามารถบริหารงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวในภาพรวมที่พบว่า 75% ของนักท่องเที่ยวไทยเลือกเดินทางไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) มากกว่าจุดหมายปลายทางระยะไกล เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายและเพิ่มความคุ้มค่าในการเดินทาง

    จากแนวโน้มที่คนไทยยังคงเดินทางต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง YouTrip จึงเปิดตัวแคมเปญ “จ่ายหมื่น ลุ้นล้าน” มอบรางวัลรวมมูลค่า 2,000,000 บาท เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าให้ทุกการใช้จ่ายในต่างประเทศ และตอบรับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่นิยมใช้จ่ายผ่าน Travel Card มากยิ่งขึ้น

    ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมแคมเปญได้ผ่านแอปพลิเคชัน YouTrip ระหว่างวันที่ 22 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2569 โดยทุกยอดใช้จ่ายผ่านบัตร YouTrip ในสกุลเงินต่างประเทศครบทุก 10,000 บาท จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัล 1 สิทธิ์โดยอัตโนมัติ และสามารถสะสมสิทธิ์ได้ตลอดระยะเวลาแคมเปญโดยไม่มีการจำกัดจำนวน

    สำหรับรางวัลภายในแคมเปญ ประกอบด้วย รางวัลใหญ่ มูลค่า 1,000,000 บาท จำนวน 1 รางวัล และรางวัลมูลค่า 100,000 บาท จำนวน 10 รางวัล โดยจะมีการประกาศรายชื่อผู้โชคดีอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ผ่านช่องทาง Facebook, Instagram และ TikTok ของ YouTrip TH

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/953291/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iKj4oANpHe0y5FDXYeA3Z

  • รัฐบาลเปิดตลาดใหม่ รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    รัฐบาลเปิดตลาดใหม่ รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    นโยาบาย เปิดตลาดใหม่รับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกผันผวน เชื่อมคาซัคสถานสู่ยูเรเซีย เพิ่มโอกาสการค้า การลงทุน สร้างงานให้คนไทย

    รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย #การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย กระจายความเสี่ยงด้านการส่งออก และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะเอเชียกลางและภูมิภาคยูเรเซีย ซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน พลังงาน และการขนส่งที่เชื่อมโยงหลายภูมิภาคของโลก

    แนวทางดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากภารกิจของนายกรัฐมนตรีในการเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 ได้ใช้เวทีการประชุมอาเซียน–รัสเซีย ผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับภูมิภาคยูเรเซีย พร้อมยืนยันการสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai–EAEU FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยในระยะยาว

    สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) ประกอบด้วย 5 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย คาซัคสถาน เบลารุส อาร์เมเนีย และคีร์กีซสถาน มีประชากรรวมกว่า 180 ล้านคน และเป็นประตูสำคัญที่เชื่อมเอเชียกลาง รัสเซีย ยุโรป และจีน จึงเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพในการขยายการส่งออกของไทย และช่วยกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดิม

    ความคืบหน้าล่าสุดคือการเยือน #สาธารณรัฐคาซัคสถาน ของ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้หารือกับประธานาธิบดีคาซัคสถาน และเห็นพ้องยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศสู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์”

    คาซัคสถานถือเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง และเป็นศูนย์กลางของเส้นทางขนส่ง Middle Corridor เชื่อมการค้าระหว่างเอเชียกับยุโรป ทำให้ไทยสามารถใช้เป็นประตูสู่ตลาดใหม่ในภูมิภาคยูเรเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลมองเห็นโอกาสความร่วมมือในหลายสาขา ทั้งอุตสาหกรรมอาหาร การแปรรูปสินค้าเกษตร โรงแรม สปาและ Wellness ตลอดจนความร่วมมือด้านพลังงาน วัตถุดิบปิโตรเคมี และแร่หายาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค

    รัฐบาลจะบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งสร้างเครือข่ายทางเศรษฐกิจ เปิดตลาดใหม่ และดึงดูดการลงทุนจากประเทศที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีตลาดใหม่ ห่วงโซ่อุปทานใหม่ และโอกาสการลงทุนใหม่ รองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

    การขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกจะสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทย ด้วยการเปิดตลาดใหม่ กระจายความเสี่ยงด้านการส่งออก และลดการพึ่งพาตลาดเดิมที่เผชิญข้อจำกัดจากมาตรการภาษีและกีดกันทางการค้า เป้าหมายไม่ใช่เพียงเพิ่มตัวเลขการค้า แต่คือการสร้างรายได้ สร้างงาน และสร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนและผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/government-opens-new-markets-response-global-economic-volatility&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18iAJsMcTH21A9YnLlaP9F

  • รัฐบาลเดินหน้าศึกษาแลนด์บริดจ์ครบทุกมิติ ย้ำยังไม่สรุปเดินหน้าโครงการ

    รัฐบาลเดินหน้าศึกษาแลนด์บริดจ์ครบทุกมิติ ย้ำยังไม่สรุปเดินหน้าโครงการ

    วันนี้ (26 มิ.ย.2569) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ซึ่งมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธาน ว่า

    คณะอนุกรรมการชุดแรกที่ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ได้ทบทวนสมมติฐานที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ใช้ศึกษาความเหมาะสมของโครงการ โดยเฉพาะปริมาณสินค้าที่จะใช้โครงการ ระยะเวลาที่สามารถประหยัดได้ ต้นทุนการขนส่งเมื่อเทียบกับเส้นทางเดิม และศักยภาพในการดึงสายการเดินเรือขนาดใหญ่เข้ามาใช้โครงการ

    นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการยังขอให้ สนข.ทบทวนข้อมูลการประหยัดระยะเวลาขนส่ง โดยเฉพาะข้อมูลการเทียบท่าเรือสิงคโปร์ เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งระยะเวลารอเทียบท่า การขนถ่ายสินค้า การพักตู้สินค้า และการรอเชื่อมต่อกับเรืออีกลำ

    ซึ่งเปรียบได้กับการต่อเที่ยวบินในเครือข่ายสายการบิน ทำให้แต่ละเที่ยวใช้เวลาไม่เท่ากัน จึงต้องใช้ข้อมูลเฉลี่ยที่สะท้อนการปฏิบัติจริง พร้อมทั้งมอบหมายให้ สนข.ปรับปรุงข้อมูลการค้าระหว่างประเทศและการขนส่งทางทะเลที่เดิมอ้างอิงข้อมูลปี 2562 ให้เป็นปัจจุบัน ก่อนนำกลับมาพิจารณาอีกครั้งในการประชุมวันที่ 3 ก.ค.2569

    ที่ประชุมยังเตรียมพิจารณาความเป็นไปได้ของรูปแบบการขนส่งว่า สามารถถ่ายลำสินค้าจากเรือขึ้นรถไฟ และขนส่งไปยังอีกฝั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด โดยรัฐบาลยืนยันว่าศึกษารายละเอียดทุกขั้นตอนอย่างจริงจัง และไม่นิ่งนอนใจต่อทุกข้อกังวล

    ด้านคณะอนุกรรมการสิ่งแวดล้อม ได้พิจารณาผลกระทบจากการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ รถไฟ และท่าเรือ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมให้ข้อเสนอแนะ ทั้งประเด็นฝุ่นและตะกอนจากการขุดลอกร่องน้ำ การก่อสร้างท่าเรือขนาดใหญ่ การสูญเสียพื้นที่ป่าและทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงผลกระทบต่ออาชีพ รายได้ และการจ้างงานของประชาชนในพื้นที่ พร้อมเตรียมลงพื้นที่ในเดือนก.ค. เพื่อประเมินผลกระทบและแนวทางเยียวยา

    ส่วนคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์ ได้รับมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์ เร่งเผยแพร่ข้อมูลโครงการ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องตรงกัน พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้เร่งเดินหน้าโครงการ โดยไม่รับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่ตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเพื่อศึกษาข้อเท็จจริง ประเมินทั้งความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อประชาชน ก่อนตัดสินใจ

    ผู้แทนประชาชนลาออกไม่กระทบการทำงาน

    นายดนุชา กล่าวถึงกรณีผู้แทนภาคประชาชน 1 ใน 3 คน ลาออกจากการเป็นกรรมการศึกษาฯว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของคณะกรรมการ แต่รู้สึกเสียดาย เพราะต้องการให้ผู้แทนภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และสะท้อนข้อเท็จจริงจากพื้นที่ โดยยืนยันว่าการประชุมเปิดให้ภาคเอกชน และผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมรับฟังผ่านระบบออนไลน์ และทุกขั้นตอนสามารถตรวจสอบได้

    ไม่ได้กระทบหรอกครับ แต่ก็เสียดาย เพราะจริง ๆ แล้วเราอยากให้ผู้แทนภาคประชาชนเข้ามารับฟัง และให้ความคิดเห็นในการประชุม เพราะเราทำงานด้วยความโปร่งใส ไม่ได้มีการปิดบังอะไร เป็นโอกาสที่ประชาชนในพื้นที่จะได้สะท้อนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงด้วย

    นายดนุชา กล่าวว่า การศึกษาครั้งนี้ ไม่ได้มองเฉพาะผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ แต่พิจารณาควบคู่กับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตของประชาชน และความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ก่อนสรุปว่าตัวโครงการมีความคุ้มค่า และมีความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์หรือไม่ แล้วจึงพิจารณารูปแบบการลงทุนในลำดับถัดไป โดยคาดว่าจะสรุปผลการศึกษาภายในกรอบเวลา 90 วัน เพื่อนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีพิจารณา

    สิ่งที่คณะกรรมการพยายามทำ คือคลี่ทุกประเด็นออกมาประเมินว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อะไรต้องปรับ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับข้อมูลข้อเท็จจริง และกระบวนการทั้งหมดสามารถตรวจสอบได้

    อ่านข่าว

    มติ คชก.สั่งทำใหม่ทั้งฉบับ EHIA “ท่าเรือน้ำลึกแหลมริ่ว-อ่าวอ่าง” เเลนด์บริดจ์

    “ชัยชนะ” ผิดหวัง สภาฯ คว่ำตั้ง “กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์”

    สภาฯ ตีตกตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ส่งตรงให้ ครม. พิจารณาแทน

    รัฐบาลเดินหน้า “แลนด์บริดจ์” ตั้ง 3 อนุกรรมการศึกษา สรุปผลใน 90 วัน

    คณะทำงานสภาประชาชนภาคใต้ นัดเครือข่ายเคลื่อนไหว-ปกป้อง “ทรัพยากร-ที่ทำกิน” ให้พ้นมือ “แลนด์บริดจ์”

    เครือข่ายปกป้องภาคใต้ฯ ยื่น จม.ถึง สส.กระบี่ จี้รัฐบาลเลิก พ.ร.บ.SEC-แลนด์บริดจ์

    “อาม่า มารีน” แจงหลังถูกพาดพิงปมซื้อที่ดิน 500 ไร่ ยันไม่ใช่นอมินีใคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507543&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2liLevTtzSu_zpTTVeDAMM

  • IMF ย้ำเศรษฐกิจโลกยังมีภูมิคุ้มกัน จับตาผลสงคราม-ราคาพลังงาน

    IMF ย้ำเศรษฐกิจโลกยังมีภูมิคุ้มกัน จับตาผลสงคราม-ราคาพลังงาน

    จูลี โคแซค ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund หรือ IMF) เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวประจำเดือนเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 69 ว่า แม้เศรษฐกิจโลกยังต้องเผชิญผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ความผันผวนของตลาดพลังงาน และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์

    แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังคงแสดงความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกได้ค่อนข้างดี โดย IMF จะเผยแพร่รายงาน World Economic Outlook (WEO) ฉบับปรับปรุงในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ ซึ่งจะสะท้อนมุมมองล่าสุดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก

    IMF ระบุว่า การประเมินผลกระทบของสงครามยังคงอ้างอิงผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะน้ำมัน ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและความคาดหวังด้านเงินเฟ้อ รวมถึงภาวะการเงินโลก ซึ่งเป็นกรอบวิเคราะห์เดียวกับที่ใช้ในการประเมินเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

    แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะยังไม่สิ้นสุด แต่การหยุดยิงและแนวโน้มการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก

    โดยเฉพาะด้านพลังงาน หลังจากราคาน้ำมันดิบปรับลดลงจากระดับสูงสุด แม้ยังสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามราว 10% ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายประเภท ทั้งก๊าซธรรมชาติ โลหะพื้นฐาน ปุ๋ยยูเรีย และเชื้อเพลิงอากาศยาน เริ่มทยอยปรับตัวลดลงเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม IMF เตือนว่าการกลับเข้าสู่ภาวะปกติจะต้องใช้เวลา เนื่องจากระบบขนส่งสินค้าและห่วงโซ่อุปทานยังต้องอาศัยระยะเวลาฟื้นตัว แม้สถานการณ์ทางทหารจะคลี่คลายลงแล้วก็ตาม

    อีกประเด็นที่ IMF ยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด คือผลกระทบต่อเงินเฟ้อโลก แม้ขณะนี้ธนาคารกลางส่วนใหญ่ยังสามารถรักษาความคาดหวังเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบได้ แต่ยังแนะนำให้ดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้แรงกดดันด้านราคากลับมาเร่งตัวอีกครั้ง

    ในด้านภาวะการเงิน IMF มองว่าสภาพคล่องในตลาดโลกยังอยู่ในระดับเอื้ออำนวย ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ยังสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ และต้นทุนการระดมทุนยังไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    สำหรับประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากวิกฤติครั้งนี้ IMF ระบุว่า กลุ่มประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิที่มีฐานะการคลังเปราะบาง โดยเฉพาะหลายประเทศในทวีปแอฟริกา ยังคงเป็นกลุ่มที่น่ากังวล เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและเงินสำรองในการรองรับแรงกระแทกจากราคาพลังงาน

    อินเดียยังเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจโลก

    สำหรับเศรษฐกิจอินเดีย IMF ยังคงประเมินว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตแข็งแกร่งที่สุดของโลก แม้จะได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยยังคงประมาณการเศรษฐกิจปีงบประมาณ 2569-2570 ขยายตัว 6.5% ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาสแรกของปีปฏิทิน 2569 เติบโตถึง 7.8% สูงกว่าที่ IMF เคยประเมินไว้

    IMF ระบุว่า อินเดียได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งในด้านเงินเฟ้อ ดุลบัญชีเดินสะพัด และฐานะการคลัง แต่เศรษฐกิจยังสามารถรักษาโมเมนตัมได้จากอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่ง อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับควบคุมได้ และเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง

    สหรัฐฯ ยังเติบโตดี Fed เหมาะสมคงดอกเบี้ย

    ด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ IMF ระบุว่า ยังคงมีแรงส่งจากการลงทุนและผลิตภาพแรงงานที่แข็งแกร่ง โดยตัวเลข GDP ไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัว 2.1% สูงกว่าประมาณการเบื้องต้น

    แม้อัตราเงินเฟ้อยังอยู่เหนือเป้าหมาย แต่ IMF เห็นว่าการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งล่าสุดถือว่าเหมาะสม พร้อมแนะนำให้การดำเนินนโยบายในระยะต่อไปอาศัยข้อมูลเศรษฐกิจเป็นสำคัญ และดำเนินการอย่างระมัดระวัง

    เวเนซุเอลา เร่งประเมินผลแผ่นดินไหว

    IMF ยังแสดงความเสียใจต่อเหตุแผ่นดินไหวในเวเนซุเอลา พร้อมระบุว่าอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและความต้องการด้านการฟื้นฟูร่วมกับรัฐบาลเวเนซุเอลา โดยยังไม่สามารถยืนยันรายละเอียดเกี่ยวกับวงเงินช่วยเหลือ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่รัฐบาลเวเนซุเอลาระบุว่าจะนำมาจากทรัพย์สิน SDR ได้ในขณะนี้

    ในส่วนของกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ IMF ยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ของเวเนซุเอลา แต่ยังคงหารือกับทางการอย่างต่อเนื่อง และพร้อมให้การสนับสนุนทางเทคนิคหากมีความจำเป็น

    อาร์เจนตินาเดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจ

    IMF ประเมินว่า อาร์เจนตินายังคงมีความคืบหน้าในการฟื้นฟูเสถียรภาพเศรษฐกิจ ทั้งการเติบโตที่กลับมา อัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลง เงินสำรองระหว่างประเทศที่ทยอยฟื้นตัว รวมถึงภาวะการเงินที่ดีขึ้น สะท้อนผ่านส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

    IMF ระบุว่า การตัดสินใจกลับเข้าสู่ตลาดทุนโลกเป็นเรื่องที่รัฐบาลอาร์เจนตินาต้องพิจารณาเอง แต่เชื่อว่าการรักษาวินัยการคลังและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระยะยาว

    ติดตามหลายประเทศสมาชิก

    นอกจากประเด็นเศรษฐกิจโลก IMF ยังรายงานความคืบหน้าของหลายประเทศสมาชิก ได้แก่

    • ยูเครน บรรลุข้อตกลงระดับเจ้าหน้าที่ (Staff-Level Agreement) สำหรับการทบทวนโครงการ EFF ครั้งแรก โดยหากคณะกรรมการบริหารอนุมัติ จะได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติม 690 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • อียิปต์ การเจรจาทบทวนโครงการ EFF รอบที่ 7 และโครงการ RSF รอบที่ 2 มีความคืบหน้า คาดเสนอคณะกรรมการบริหารภายในช่วงฤดูร้อนนี้ พร้อมวงเงินราว 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
    • เอธิโอเปีย เตรียมนำการทบทวนโครงการ ECF ครั้งที่ 5 เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารในวันที่ 1 กรกฎาคม พร้อมเร่งเบิกจ่ายเงิน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อรองรับผลกระทบด้านพลังงาน
    • แซมเบีย หลังสิ้นสุดโครงการ ECF ระยะ 38 เดือนเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ยื่นขอจัดทำโครงการใหม่กับ IMF และคาดว่าจะกลับมาเจรจาอีกครั้งหลังการเลือกตั้ง
    • เลบานอน IMF ยังคงหารือกับรัฐบาลทั้งมาตรการรับมือวิกฤติระยะสั้นและการจัดทำแผนปฏิรูปเศรษฐกิจระยะยาว โดยเฉพาะการฟื้นฟูภาคธนาคารและยุทธศาสตร์การคลัง
    • เคนยาและเซเนกัล IMF ยังคงหารือกับรัฐบาลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ การบริหารหนี้ และการจัดทำโครงการความช่วยเหลือในระยะต่อไป

    จูลี โคแซค ยังกล่าวย้ำทิ้งท้ายว่า รายงาน World Economic Outlook ฉบับปรับปรุงที่จะเผยแพร่ในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้ จะสะท้อนการประเมินล่าสุดของ IMF ต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงประมาณการเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ภายใต้บริบทความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และตลาดพลังงานที่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/662454&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TvE06CCPczdu6mlujJfDT

  • รัฐบาลรุกตลาดใหม่รับเศรษฐกิจโลกผันผวน เชื่อมคาซัคสถานสู่ยูเรเซีย เพิ่มโอกาสการค้า การลงทุน สร้างงานให้คนไทย

    รัฐบาลรุกตลาดใหม่รับเศรษฐกิจโลกผันผวน เชื่อมคาซัคสถานสู่ยูเรเซีย เพิ่มโอกาสการค้า การลงทุน สร้างงานให้คนไทย

    รัฐบาลรุกตลาดใหม่รับเศรษฐกิจโลกผันผวน เชื่อมคาซัคสถานสู่ยูเรเซีย เพิ่มโอกาสการค้า การลงทุน สร้างงานให้คนไทย


    27/06/2569 | 32 |

    วันนี้ (27 มิ.ย.69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย กระจายความเสี่ยงด้านการส่งออก และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะเอเชียกลางและภูมิภาคยูเรเซีย ซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน พลังงาน และการขนส่งที่เชื่อมโยงหลายภูมิภาคของโลก

    แนวทางดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากภารกิจของนายกรัฐมนตรีในการเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย ระหว่างวันที่ 17–18 มิถุนายน 2569 ซึ่งได้ใช้เวทีการประชุมอาเซียน–รัสเซีย ผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับภูมิภาคยูเรเซีย พร้อมยืนยันการสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai–EAEU FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยในระยะยาว

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) ซึ่งประกอบด้วย 5 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย คาซัคสถาน เบลารุส อาร์เมเนีย และคีร์กีซสถาน มีประชากรรวมกว่า 180 ล้านคน และเป็นประตูสำคัญที่เชื่อมเอเชียกลาง รัสเซีย ยุโรป และจีน จึงเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพในการขยายการส่งออกของไทย และช่วยกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดิม

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า ความคืบหน้าล่าสุดคือการเยือนสาธารณรัฐคาซัคสถานของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้หารือกับประธานาธิบดีคาซัคสถาน และเห็นพ้องยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศสู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์”

    คาซัคสถานถือเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง และเป็นศูนย์กลางของเส้นทางขนส่ง Middle Corridor ซึ่งเชื่อมการค้าระหว่างเอเชียกับยุโรป ทำให้ไทยสามารถใช้เป็นประตูสู่ตลาดใหม่ในภูมิภาคยูเรเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลมองเห็นโอกาสความร่วมมือในหลายสาขา ทั้งอุตสาหกรรมอาหาร การแปรรูปสินค้าเกษตร โรงแรม สปาและ Wellness ตลอดจนความร่วมมือด้านพลังงาน วัตถุดิบปิโตรเคมี และแร่หายาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค

    นางสาวรัชดา กล่าวว่า จากนี้รัฐบาลจะบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งสร้างเครือข่ายทางเศรษฐกิจ เปิดตลาดใหม่ และดึงดูดการลงทุนจากประเทศที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีตลาดใหม่ ห่วงโซ่อุปทานใหม่ และโอกาสการลงทุนใหม่ รองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

    “รัฐบาลกำลังเร่งขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทย ด้วยการเปิดตลาดใหม่ กระจายความเสี่ยงด้านการส่งออก และลดการพึ่งพาตลาดเดิมที่เผชิญข้อจำกัดจากมาตรการภาษีและกีดกันทางการค้า เป้าหมายไม่ใช่เพียงเพิ่มตัวเลขการค้า แต่คือการสร้างรายได้ สร้างงาน และสร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนและผู้ประกอบการไทยในระยะยาว” นางสาวรัชดา กล่าว

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/165700


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/516851&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LJZMcAtD062vv1gapFegQ

  • พาณิชย์ เจาะลึกเศรษฐกิจเมืองชิงต่าว  จีน “ฮับทะเลโลก” โอกาสทอง 3 ธุรกิจไทย

    พาณิชย์ เจาะลึกเศรษฐกิจเมืองชิงต่าว จีน “ฮับทะเลโลก” โอกาสทอง 3 ธุรกิจไทย

    เว็ปไซต์กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ เมืองชิงต่าว  ประเทศจีน รายงานว่า  เมืองชิงต่าว เดินหน้ายุทธศาสตร์ระดับชาติ มุ่งสู่การเป็น “เมืองศูนย์กลางทางทะเลระดับโลก”ภายใต้ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ได้ใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และฐานอุตสาหกรรมดั้งเดิมอันแข็งแกร่ง 

    ทั้งนี้ ในปี 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ของจีน เศรษฐกิจทางทะเล (Blue Economy) ของชิงต่าวได้เปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง จาก”การขยายตัวเชิงปริมาณ” สู่ “การเติบโตเชิงคุณภาพ” ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มรูปแบบ และการพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมทะเลเชิงลึก (Deep-Blue Industry) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

    โดยในช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา “ชิงต่าว”ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาเพียงท่าเรือและการประมง ไปสู่การเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและการจัดสรรทรัพยากรระดับโลก โดยเป็นเมืองแรกในจีนที่วางโครงสร้างอุตสาหกรรมสมัยใหม่ในรูปแบบ “4+4+2” ประกอบด้วย

    4 อุตสาหกรรมดั้งเดิมที่มีความได้เปรียบ (Traditional Advantages) ยกระดับการประมงทางทะเล การขนส่งผ่านท่าเรือ การท่องเที่ยวชายฝั่ง และเคมีภัณฑ์ทางทะเล

    4 อุตสาหกรรมเกิดใหม่ (Emerging Industries) อุปกรณ์วิศวกรรมทางทะเลระดับไฮเอนด์ ยาและผลิตภัณฑ์ชีวภาพทางทะเล การแยกและใช้ประโยชน์จากน้ำทะเล และพลังงานหมุนเวียนทางทะเล

    2 อุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries)วางรากฐานการขุดเจาะทะเลลึก และระบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทางทะเล

    เศรษฐกิจทางทะเลของเมืองชิงต่าวมีอัตราการเติบโตและขนาดตลาดที่นำหน้าเมืองชายฝั่งหลักส่วนใหญ่ในจีน โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมทางทะเล (Gross Marine Product) ของชิงต่าว ทะลุ 600,000 ล้านหยวน (ประมาณ 2.88 ล้านล้านบาท) คิดเป็น 30% ของ GDP เมืองชิงต่าว และมีส่วนร่วมต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองเกือบ 50% คาดการณ์ว่าภายในปี 2573 มูลค่าจะทะยานทะลุ 800,000 ล้านหยวน (ประมาณ 3.84 ล้านล้านบาท)

    ปัจจุบันโครงสร้างทางเศรษฐกิจทางทะเลถูกขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ทำให้เกิดการเชื่อมโยงพื้นที่อ่าวอย่างเป็นระบบ ได้แก่  Qingdao Oceantec Valley(นวัตกรรมและเทคโนโลยี) มีการวิจัยร่วมกับสถาบันระดับชาติ  

    เขตพัฒนาเศรษฐกิจฝั่งตะวันตก The West Coast New Area (อุตสาหกรรมท่าเรือ) มุ่งเน้นอุตสาหกรรมหนักและการขนส่งผ่านท่าเรือหลัก Qianwan และ Dongjiakou เพื่อผลักดันโครงการปิโตรเคมีและการกลั่นน้ำมันของชาติ

      เขต Laoshan (เทคโนโลยีสารสนเทศทางทะเล) โดยมีเขตพื้นที่รอบนอก อาทิ Jimo, Chengyang และ Jiaozhou ทำหน้าที่เชื่อมโยงและขยายห่วงโซ่เศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั่วทั้งภูมิภาค

    นอกจากนี้ ชิงต่าวยังเป็นแกนนำบูรณาการ “กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงระดับชาติ” กับเมืองเยียนไถและเวยไห่ ซึ่งเป็นเมืองรองติดทะเลใกล้เคียง ซึ่งประกอบด้วยองค์กรห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำถึงปลายน้ำกว่า 100 แห่ง โดยมีอัตราการผลิตชิ้นส่วนในท้องถิ่น (Local Content Rate) สำหรับเรือสูงเกินกว่า 40%

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว ให้ความเห็นว่า  แนวโน้มการเติบโตอย่างมั่นคงและความพร้อมของระบบนิเวศเศรษฐกิจทางทะเลของเมืองชิงต่าว ถือเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญสำหรับภาคธุรกิจไทยในการสร้างความร่วมมือและการลงทุนระยะยาวใน 3 สาขาหลัก 

    อุตสาหกรรมประมงและแปรรูปอาหารทะเลขั้นสูง ผสานรวมจุดแข็งด้านวัตถุดิบและทรัพยากรประมงที่หลากหลายของไทย เข้ากับเทคโนโลยีการแปรรูปที่ทันสมัยและระบบโลจิสติกส์ห้องเย็นของชิงต่าว เพื่อยกระดับมูลค่าสินค้าและขยายส่วนแบ่งในตลาดจีน

    โลจิสติกส์เชื่อมโยงจีนเหนือ ใช้ประโยชน์จากท่าเรืออัตโนมัติชิงต่าวในฐานะศูนย์กลางกระจายสินค้า (Logistics Hub) ประจำภูมิภาคทะเลป๋อไห่ เพื่อเป็นเส้นทางหลักในการส่งสินค้าเกษตรและอาหารทะเลของไทยเข้าสู่ตลาดจีนตอนเหนือ

    ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวทางทะเลเชิงบูรณาการ พัฒนาเส้นทางและความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวชายฝั่งเชิงวัฒนธรรมและสุขภาพ  เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงจากจีน รวมถึงการใช้สิทธิประโยชน์จากนโยบายสนับสนุนและแพลตฟอร์มการค้าเสรีของชิงต่าวในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่ยั่งยืน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1240256&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3407zbBMkYSLJMEZHo2W3o