Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ปชป.”เดินหน้าสร้างคนรุ่นใหม่ สานต่อ “ยุวประชาธิปัตย์”

    “ปชป.”เดินหน้าสร้างคนรุ่นใหม่ สานต่อ “ยุวประชาธิปัตย์”

    นายกรณ์ จาติกวณิช นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี และนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมเปิดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนบทบาทคนรุ่นใหม่ภายในพรรคอย่างเต็มรูปแบบ สานต่อมรดกทางความคิด (Legacy) จากยุค “ยุวประชาธิปัตย์” สู่การเป็นพื้นที่บ่มเพาะนักการเมืองและพลเมืองคุณภาพ พร้อมคิกออฟกิจกรรม Youth Engagement Programmes Pitching Day โดยมีการคัดเลือกไอเดียโครงการสร้างสรรค์มากกว่า 10 โครงการ เพื่อมุ่งสู่การเป็นสถาบันการเมืองที่เป็นแบบอย่างของประเทศไทย

    นางรัดเกล้า กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน คือการสร้างประชาธิปไตยเชิงสร้างสรรค์ ผ่านการมีส่วนร่วมของเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยจากเวทีนำเสนอแผนงานเมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา พบว่ามีหลายโครงการที่มีศักยภาพและสามารถขับเคลื่อนได้ทันที อาทิ

    -โครงการ “รู้ทันการเงิน รู้ทันสแกมเมอร์” (Financial Literacy) เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันด้านการเงินและภัยไซเบอร์ให้กับคนรุ่นใหม่

    -โครงการ “108 อาชีพ เรียนที่ชอบ เพื่ออาชีพในอนาคตที่ใช่” มุ่งเน้นการแนะแนว วางแผนการศึกษา และการเข้าถึงทุนการศึกษา รวมถึงกองทุน กยศ. เพื่อเปิดโอกาสสู่เส้นทางอาชีพในอนาคต

    -โครงการ “SMART & GREEN ENERGY CITY” ส่งเสริมเยาวชนสายอาชีวศึกษาให้ก้าวสู่การเป็นกำลังสำคัญด้านวิศวกรรม พัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเพื่อเมืองอัจฉริยะ

    -โครงการ “Blue Canvas” เปิดพื้นที่การแสดงออกผ่านศิลปะแนวกราฟฟิตี้ สะท้อนตัวตนและความคิดของคนรุ่นใหม่

    ทั้งนี้ โครงการทั้งหมดเกิดจากการเปิดพื้นที่ให้อดีตผู้สมัครและสมาชิกพรรคคนรุ่นใหม่กว่า 30 คน ร่วมกันคิดและออกแบบอย่างเป็นระบบ ภายใต้วิสัยทัศน์ “คนรุ่นใหม่ เพื่อคนรุ่นใหม่” เพื่อให้เยาวชนได้มีโอกาสสัมผัสและเรียนรู้การเมืองเชิงสร้างสรรค์จากประสบการณ์จริง

    นายสกลธี กล่าวเสริมว่า การขับเคลื่อนครั้งนี้เป็นการต่อยอด Legacy ของ “ยุวประชาธิปัตย์” ในรูปแบบใหม่ที่สอดรับกับยุคสมัย มีความทันสมัย เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเป้าหมายสำคัญคือการสร้างพลเมืองคุณภาพ ที่ตระหนักถึงบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง

    ด้านนายกรณ์ กล่าวสรุปว่า กิจกรรมทั้งหมดไม่ใช่เพียงการจัดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่เป็นการวางรากฐาน “นิเวศทางการเมือง” ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ทดลอง เรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง พรรคการเมืองควรทำหน้าที่เป็นสถาบันที่เปิดกว้าง เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้ และเป็นสะพานเชื่อมโยงความฝันของเยาวชนสู่การกำหนดนโยบายสาธารณะ

    ทั้งนี้ นายกรณ์ ระบุว่า วันที่ 6 เมษายน ซึ่งจะเป็นวันครบรอบ 80 ปีของการก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นสถาบันการเมืองที่ยืนหยัดเคียงข้างประชาชนมาอย่างยาวนาน และยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าสร้างการมีส่วนร่วมของคนทุกเพศทุกวัย ภายใต้ความเชื่อในการเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq02/12804493&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UPYUXbAbLiFzqovDw-wrs

  • คิวบาปล่อยนักโทษ 2,010 ราย เซ่นวิกฤตเศรษฐกิจดิ่งเหวหลังโดนทรัมป์บีบหนัก

    คิวบาปล่อยนักโทษ 2,010 ราย เซ่นวิกฤตเศรษฐกิจดิ่งเหวหลังโดนทรัมป์บีบหนัก

    คิวบาปล่อยนักโทษ 2,010 ราย เซ่นวิกฤตเศรษฐกิจดิ่งเหวหลังโดนทรัมป์บีบหนัก

    รัฐบาลคิวบาเริ่มปล่อยตัวนักโทษกว่า 2,000 ราย หลังเผชิญวิกฤตพลังงานและแรงกดดันมหาศาลจากทรัมป์ ทำระบบไฟฟ้าอัมพาตทั้งเกาะ และขาดแคลนน้ำมันขั้นรุนแรง

    หลังจากมีการประกาศเมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา ล่าสุดตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2569 รัฐบาลคิวบาได้เริ่มกระบวนการปล่อยตัวนักโทษจำนวน 2,010 ราย ออกจากเรือนจำทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นการอภัยโทษครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยระบุเหตุผลเรื่องความประพฤติดี สุขภาพ และลักษณะความผิดที่ไม่รุนแรง เช่น กลุ่มเยาวชน สตรี และผู้สูงอายุเกิน 60 ปี

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักโทษคดีอุกฉกรรจ์อย่างการฆาตกรรม ล่วงละเมิดทางเพศ หรือ “อาชญากรรมต่ออำนาจรัฐ” (นักโทษการเมืองบางส่วน) จะไม่ได้รับการปล่อยตัวในครั้งนี้ แม้รัฐบาลจะอ้างว่าเป็นการฉลองช่วง “สัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์” (Holy Week) แต่บรรดานักวิเคราะห์มองว่านี่คือการลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในภาวะที่คิวบากำลังขาดแคลนอาหารและยาอย่างรุนแรง

    พิษสงครามตัวแทน: ทรัมป์สั่งปิดท่อน้ำมันคิวบา

    วิกฤตครั้งนี้เป็นผลโดยตรงจากการยกระดับการกดดันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สั่งระงับการส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลาไปยังคิวบา รวมถึงการขู่เก็บภาษีเม็กซิโกหากยังให้ความช่วยเหลือ เพื่อบีบให้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ยอมปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจตามแนวทางของสหรัฐฯ

    สถานการณ์ปัจจุบัน: ชีวิตที่หยุดชะงักในความมืด

    ปัจจุบัน (5 เมษายน) สภาพความเป็นอยู่บนเกาะคิวบาเข้าขั้นอัมพาต

    • Blackout ทั่วเกาะ: หลังจากเกิดไฟฟ้าดับทั่วประเทศ 2 ครั้งในสัปดาห์เดียวเมื่อเดือนมีนาคม ขณะนี้หลายพื้นที่ยังคงไม่มีไฟฟ้าใช้สม่ำเสมอเนื่องจากโรงไฟฟ้าขาดแคลนเชื้อเพลิง

    • ระบบการศึกษาและงาน: โรงเรียนหลายแห่งสั่งหยุดเรียนชั่วคราว พนักงานรัฐถูกสั่งพักงาน (Furlough) เพื่อประหยัดพลังงาน

    • การเดินทาง: เที่ยวบินระยะไกลจำนวนมากถูกยกเลิกเนื่องจากคิวบาไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน (Jet Fuel) เพียงพอ

    ความเมตตาที่แฝงนัย: ทรัมป์ยอมปล่อยเรือน้ำมันรัสเซีย

    เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์สร้างความประหลาดใจด้วยการอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันติดธงรัสเซียแล่นเข้าสู่น่านน้ำคิวบาเพื่อบรรเทาวิกฤต โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “พวกเขาต้องรอดชีวิต” (They have to survive) แต่ทำเนียบขาวยืนยันว่านี่ไม่ใช่การเปลี่ยนนโยบายคว่ำบาตร แต่เป็นเพียงมาตรการเพื่อมนุษยธรรมชั่วคราวเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378975737&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HkzB-mOxEAD-2IhxkQPnJ

  • ทำงานทันที  “อาจารย์เชน – ครูพี่กอล์ฟ” รุกคืบปฏิรูป ฟื้นความหวัง การศึกษาไทย

    ทำงานทันที “อาจารย์เชน – ครูพี่กอล์ฟ” รุกคืบปฏิรูป ฟื้นความหวัง การศึกษาไทย

    ทำงานทันที

    ทำงานทันที “อาจารย์เชน – ครูพี่กอล์ฟ” รุกคืบปฏิรูป ฟื้นความหวัง การศึกษาไทย

    กิจกรรม “งานครูปล่อยแสง ปีที่ 7”  จัดโดยเพจ ‘ก่อการครู’ ซึ่งกลายเป็นเวทีประวัติศาสตร์ย่อมๆ เมื่อสองขุนพลรุ่นใหม่จากสองกระทรวงหลักด้านการศึกษาอย่าง ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (อาจารย์เชน) รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ (ครูพี่กอล์ฟ) รมช.ศึกษาธิการ ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองในหัวข้อ “การศึกษาไทย จะเป็นอย่างไร ถ้าเราทุกคนลุกขึ้นทำเอง”

    ทำงานทันที

    ทีมเวิร์คคนรุ่นใหม่..ด่านหน้าแก้โจทย์หิน นายอัครนันท์ หรือ “ครูพี่กอล์ฟ” เปิดใจกลางเวทีว่า แม้ในตอนแรกจะรู้สึกหนักใจกับภาระหน้าที่ในกระทรวงศึกษาธิการ แต่ด้วยความตั้งใจในฐานะคนรุ่นใหม่ จึงมองว่าการทำงานร่วมกับศาสตราจารย์ยศชนัน คือ “ทีมเวิร์ค” ที่จะมาช่วยผลักดันให้การศึกษาไทยกลับมามีความหวังอีกครั้ง โดยย้ำชัดว่าไม่มีพรรคการเมืองไหนอยากเห็นประเทศล้าหลัง และกุญแจสำคัญคือการเริ่มต้นที่ “การศึกษาที่ดี”

    ทำงานทันที

    ไฮไลท์สำคัญที่ถูกใจแม่พิมพ์ทั่วประเทศ คือการประกาศฟื้นความหวังด้วยการ “ทำให้ครูกลับมามีความสุขกับการสอน” โดยมีแนวทางชัดเจน ดังนี้

    • ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น: โดยเฉพาะงานเอกสารที่รัดตัวครูจนไม่มีเวลาเตรียมการสอน
    • เพิ่มเวลาคุณภาพ: ส่งคืนครูสู่ห้องเรียนเพื่อให้สามารถสอนได้เต็มศักยภาพ
    • หนุนสวัสดิการ: พัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่องและดูแลความเป็นอยู่ครูอย่างจริงจัง

    ทำงานทันที

    นอกจากเรื่องการเรียนการสอน นายอัครนันท์ยังเน้นย้ำถึงสวัสดิภาพของผู้เรียน โดยตั้งเป้าให้โรงเรียนเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ปลอดจากความรุนแรง การกลั่นแกล้ง (Bullying) และการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบ พร้อมจัดตั้งระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีประสิทธิภาพ ทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างรอบด้าน “ผมขอเป็นเฟืองตัวหนึ่งในกระทรวงศึกษาธิการที่จะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ และจะพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเราจะทำให้การศึกษาไทยดีขึ้นกว่าเดิม” นายอัครนันท์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยความมั่นใจ งานนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนจากรัฐบาลว่า การปฏิรูปการศึกษาไม่ได้อยู่แค่ในตำรา แต่คือการลงมือทำจริงเพื่อ “คนสร้างคน” อย่างแท้จริง!  

    ทำงานทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/615477&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iboj5uTCR_J9Jxkl-LLqY

  • รายงาน: ทิศทางการศึกษาไทย 2569 กับความเปลี่ยนแปลงหน้าประตูบ้าน

    รายงาน: ทิศทางการศึกษาไทย 2569 กับความเปลี่ยนแปลงหน้าประตูบ้าน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/quality-of-life/education/139531&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bRVI_MlUIXAmh2p8eps0y

  • สช. จับมือ สสส. – สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มข. จัดประกวดรณรงค์ “คนอีสานรุ่นใหม่ ปลอดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี” ชิงถ้วยนายกฯ

    สช. จับมือ สสส. – สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มข. จัดประกวดรณรงค์ “คนอีสานรุ่นใหม่ ปลอดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี” ชิงถ้วยนายกฯ

    มหาวิทยาลัยขอนแก่น, วันที่ 4 เมษายน – สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และภาคีเครือข่าย ร่วมเปิดกิจกรรมประกวดนวัตกรรมการสื่อสารรณรงค์ “คนอีสานรุ่นใหม่ ปลอดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี (ISAN Zero OV Media Hackathon)” โดย มีกรรมการ และผู้ทรงคุณวุฒิ จาก สช., สสส., และ มข. ร่วมตัดสิน

    นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการ สช. กล่าวในพิธีเปิดว่า สาเหตุหลักของมะเร็งท่อน้ำดีมาจากพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งปัจจุบันไม่ได้พบเฉพาะในภาคอีสานแต่กระจายไปทั่ว หากมองในระดับโลกจะพบว่าชุกชุมในแถบประเทศไทย เวียดนาม ลาว และกัมพูชา เนื่องจากมีตัวพยาธิใบไม้ตับอยู่มากและมีวัฒนธรรมการกินที่ยังไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร  ดังนั้นการจะลดจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตลงได้นั้น ลำพังเพียงแค่มีโรงพยาบาล แพทย์ หรือพยาบาล ไม่สามารถทำสำเร็จได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทางชุมชนและประชาชน

    “นักศึกษาหรือคนรุ่นใหม่จะเป็นผู้ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลง เพราะพฤติกรรมของคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ปัญหาของโรคนี้คือมันไม่เห็นผลทันทีเหมือนโรคอุบัติใหม่อย่างโควิด ที่ทำให้คนตื่นตัวและป้องกันทันที ซึ่งทาง สช. เคยจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ และมีมติในเรื่องนี้ร่วมกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 และในวันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง” นพ.สุเทพ กล่าว

    ด้าน ดร.ดนัย หวังบุญชัย ผู้จัดการแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส. กล่าวว่า สำหรับโครงการนวัตกรรมการสื่อสารรณรงค์คนอีสานรุ่นใหม่ ประกอบด้วย 4 หมวดสื่อ ได้แก่ หมวดละครสื่อสารการแสดง หมวดบอร์ดเกมศิลปะตกแต่ง หมวดวิดีโอคลิป และหมวดกิจกรรมรณรงค์สื่อสร้างสรรค์ Immersive Interactive Media ซึ่งคณะกรรมการได้คัดเลือกเหลือ 10 ทีมสุดท้าย เพื่อรับทุนไปต่อยอดและผลิตผลงานจริงในระยะเวลา 1 เดือน และได้ดำเนินงานผลิตและออกแบบสื่อได้เสร็จสิ้นลงแล้ว และเข้าสู่ รอบสุดท้ายของการตัดสินชิงถ้วยรางวัลนายกรัฐมนตรี โดยจะมีการมอบรางวัลในวันที่ 5 เมษายน 2569 หลังจากการประกวดและการมอบรางวัลสิ้นสุดลง คาดหวังว่าจะนำผลงานของเยาวชนทั้ง 10 ทีม ไปจัดกิจกรรมในชุมชนและสถานศึกษาในสถาบันต่าง ๆ ทั่วภาคอีสาน โดยจะเน้นใน 5 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดหนองคาย

    “ เป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้คือการสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ คนอีสานรุ่นใหม่ปลอดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี รวมถึงกระตุ้นเตือนให้เกิดการเฝ้าระวังและการตรวจคัดกรองในเรื่องของ OV-TK ในเยาวชนคนรุ่นใหม่ต่อไป ” ดร.ดนัย กล่าว

    ขณะที่ รศ.ดร.วัชรินทร์ ลอยลม รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มข. กล่าวว่า มข. ได้ดำเนินงานเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาพยาธิใบไม้ตับ และมะเร็งท่อน้ำดี มานานแล้ว แต่เป็นในลักษณะของการวิจัย ฉะนั้นการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการแก้ไขปัญหาพยาธิใบไม้ตับ และมะเร็งท่อน้ำดี เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา จึงถือว่าเป็นวันประวัติศาสตร์ ที่มีภาคส่วนต่างๆเข้ามาร่วมมือกัน ในการร่วมแก้ไขพยาธิใบไม้ตับ และมะเร็งท่อน้ำดี

    นอกจากนั้นภายในงานยังมีการประกวดเมนูแซ่บสุกโดยจูเนียร์ เชฟ อีกทั้งการมอบถ้วยรางวัล นายกรัฐมนตรี จากการประกวดนวัตกรรมการสื่อสารรณรงค์ “คนอีสานรุ่นใหม่ ปลอดพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี (ISAN Zero OV Media Hackathon)” ให้กับเยาวชนที่สร้างสรรค์ผลงานออกมาได้ยอดเยี่ยมที่สุดจาก 10 ผลงาน ในหมวดต่างๆ โดยมีรางวัลดังนี้ (1) The Best of Decorative Arts and Board Game (2) The Best of Isan Drama Performance (3) The Best of Video Clip (4) The Best of Immersive Interactive Media Campaign และ (5) Best of The Best

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/288036&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AlmGFFyh0cGHLzB5wEeTF

  • ‘สว.พันธุ์ใหม่’ เตรียมฟัง ‘รบ.อนุทิน 2’ แถลงนโยบายต่อสภาฯ

    ‘สว.พันธุ์ใหม่’ เตรียมฟัง ‘รบ.อนุทิน 2’ แถลงนโยบายต่อสภาฯ

    ‘นันทนา นันทวโรภาส’ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มพันธุ์ใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมในอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า ทางวุฒิสภาได้แจ้งเพียงให้สมาชิกลงชื่อที่จะอภิปราย แต่ยังไม่ได้แจ้งว่าจะให้เวลาเท่าไหร่ ซึ่งที่ผ่านมาให้เวลาน้อยมากประมาณ 4 นาทีทำให้แทบจะพูดอะไรกันไม่ได้เลย ฉะนั้น จึงอยากเรียกร้องให้ทางคณะกรรมการประสานงานในสภาแทนราษฎร (วิป) ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน รวมถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) พิจารณาเรื่องการจัดสรรเวลาให้ดี เพราะนี่ถือเป็นการอภิปรายนโยบายใหญ่ เนื่องจากหากจะอยู่กันไปครบเทอมคือ 4 ปีก็ควรที่จะให้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง  

    เมื่อถามว่า สว.พันธุ์ใหม่ ได้เตรียมความพร้อมอย่างไรบ้าง นันทนา กล่าวว่า เราได้มีการเตรียมความพร้อมในการที่จะอภิปราย แต่เรายังไม่เห็นทิศทางว่าจะให้อภิปรายอย่างไร จะอภิปรายเป็นกลุ่มๆ เช่น หมวดการศึกษา หมวดเศรษฐกิจ หรืออย่างไร ก็ยังไม่ได้แจ้งมา ให้เพียงแค่ลงชื่ออย่างไร จึงยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร แต่ทั้งนี้ เราได้เตรียมความพร้อมไว้แล้วสำหรับการจะอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเราจะแบ่งการอภิปรายกันให้หลากหลายเพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/nunthana-5-april-1-2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1N8AVQhYUG4A8I8W15u9W9

  • เมื่อพลาสติกแพง! เปิดเช็คลิสต์ วิธี “ประหยัดเงิน” และ “รักษ์โลก” ที่ทำได้จากตัวเราเอง

    เมื่อพลาสติกแพง! เปิดเช็คลิสต์ วิธี “ประหยัดเงิน” และ “รักษ์โลก” ที่ทำได้จากตัวเราเอง

    ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา “พลาสติก” กลายเป็นต้นทุนการผลิตที่ขาดไม่ได้ของอุตสาหกรรม เพราะพลาสติกเข้ามาแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของทุกผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ถุง ขวด กล่อง ช้อนส้อม ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์อาหารและสินค้าแทบทุกชนิด

    แต่วันนี้สถานการณ์กำลังเปลี่ยนไป เมื่อราคา “เม็ดพลาสติก” กำลังปรับตัวสูงขึ้นกว่า 50-70% ราคาเม็ดพลาสติก PE ในไทย ขึ้นจาก 30–36 บาท/กก. เป็น 52–60 บาท/กก. ภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจดันราคาสินค้าพุ่งขึ้นได้ราว 8-10% เลยทีเดียว

    สาเหตุสำคัญนั้นมาจากวิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งยังไม่มีใครบอกได้ว่าจะหยุดเมื่อไหร่ จนอาจทำให้ราคาสินค้าต้องปรับราคาขึ้นตาม

    แล้วคนไทยใช้พลาสติกมากแค่ไหน?

    มีการศึกษาพบว่า คนไทยใช้พลาสติกประมาณ 19–40 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ขณะที่ขยะพลาสติกในประเทศไทยมีประมาณ 2.76 ล้านตันต่อปี และส่วนใหญ่เป็นพลาสติกใช้ครั้งเดียว!

    …..

    เมื่อพลาสติกแพง! เปิดเช็คลิสต์ วิธี “ประหยัดเงิน” และ “รักษ์โลก” ที่ทำได้จากตัวเราเอง

    ที่ผ่านมา พลาสติกอาจชนะวัสดุทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นแก้ว กระดาษ โลหะ หรือผ้า เพราะต้นทุนต่ำกว่าอย่างชัดเจน รวมไปถึงวิธีการรีไซเคิลต่างๆ ซึ่งพบว่าการผลิตพลาสติกใหม่มีต้นทุนต่ำว่าการรีไซเคิล!

    “วิธีการรักษ์โลก ปฏิเสธพลาสติก” จึงเป็นได้แค่เทรนด์เป็นช่วงๆ เช่น หากจำได้เคยมีการรณรงค์ไม่รับถุงพลาสติกในร้านค้าของชำ แต่ไม่ได้กลายเป็นแนวทางหลักของประเทศ

    เนื่องจากการรณรงค์ลดพลาสติกในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มักวางอยู่บนฐานของ “จิตสำนึก” ของ “ความรับผิดชอบต่อโลก” และ “การเสียสละเพื่อคนรุ่นหลัง” ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่มันไม่ได้ทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้เร็วนัก … เพราะในความเป็นจริง มนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมเพราะคำขอร้อง มนุษย์เปลี่ยนพฤติกรรมเพราะราคา

    แต่วันนี้ เมื่อราคาพลาสติกมีแนวโน้มที่จะ  “เท่ากัน” หรือ “แพงกว่า” ทางเลือกอื่น อาจเป็นช่วงเวลาที่ต้องหันกลับมาใช้แนวทาง “ประหยัด” และ “รักษ์โลก” ไปพร้อมกันได้

    โดยเฉพาะในมุมของประชาชน ที่ว่าจะสามารถบรรเทาค่าใช้จ่ายจากกับดักต้นทุน “เม็ดพลาสติก” นี้อย่างไรด้วยตนเองได้บ้าง?

    เมื่อพลาสติกแพง! เปิดเช็คลิสต์ วิธี “ประหยัดเงิน” และ “รักษ์โลก” ที่ทำได้จากตัวเราเอง

    เช็คลิสต์ “ประหยัด” พร้อม “รักษ์โลก” สิ่งที่ทำได้ท่ามกลางราคาเม็ดพลาสติกที่พุ่งขึ้น!

    โพสต์ทูเดย์ ลิสต์พฤติกรรมการประหยัด ที่ทุกคนสามารถทำได้ง่ายๆ ยกตัวอย่างเช่น

    เปลี่ยนจาก ถุงพลาสติก เป็น ถุงผ้า ต้นทุนสูงครั้งเดียวแต่จบ!

    การเปลี่ยนจากถุงพลาสติกมาใช้ถุงผ้า เป็นตัวอย่างคลาสสิกของการ “ลงทุนครั้งเดียว” แล้วจบในระยะยาว ถุงผ้าอาจมีราคา 50–100 บาท แต่สามารถใช้ซ้ำได้เป็นปี ในขณะที่ถุงพลาสติก แม้จะดูเหมือนฟรีหรือราคาถูก แต่หากต้องซื้อถุงทุกครั้งที่ลืมพก หรือซื้อถุงขยะอยู่เรื่อยๆ ต้นทุนจะค่อยๆ สะสม

    โดยทั่วไป ถุงผ้าจะคืนทุนภายในไม่กี่เดือน หลังจากนั้นคือประหยัดทั้งหมด และยิ่งใช้ได้นานเท่าไร ต้นทุนเฉลี่ยต่อครั้งยิ่งเข้าใกล้ศูนย์มากยิ่งขึ้น

    เปลี่ยนจาก ขวดน้ำสำเร็จรูป เป็น กระติกน้ำ ยิ่งซื้อน้ำบ่อย ยิ่งคืนทุนเร็ว

    ในบรรดาพฤติกรรมทั้งหมด การเลิกซื้อน้ำขวดแล้วพกกระติกน้ำเอง เป็นสิ่งที่ประหยัดเงินได้มากที่สุดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะสำหรับคนที่ซื้อน้ำขวดทุกวัน

    ลองคิดง่าย ๆ หากน้ำขวดราคา 15 บาท วันละ 1 ขวด เท่ากับปีละประมาณ 5,000 บาท แต่กระติกน้ำคุณภาพดีราคา 300–600 บาท สามารถใช้ได้หลายปี หมายความว่า กระติกน้ำสามารถคืนทุนได้ภายใน 1–2 เดือนเท่านั้นสำหรับคนที่ซื้อน้ำบ่อย

    เปลี่ยนจาก แก้วพลาสติกเดลิเวอรี เป็น แก้วส่วนตัว ส่วนลดเล็ก ๆ ที่กลายเป็นเงินเก็บได้

    ถ้าสั่งเดลิเวอรีสักสามวันต่อสัปดาห์ ในหนึ่งปีจะจ่ายค่ากล่อง ค่าถุง ค่าช้อนส้อมพลาสติก และค่าแก้วพลาสติกไปโดยไม่รู้ตัว มันเป็นต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในทุกออเดอร์ที่กด … ยิ่งหลังยุคโควิด วัฒนธรรมเดลิเวอรีฝังรากลึกในชีวิตประจำวัน และนั่นทำให้พลาสติกจากอาหารกลายเป็นค่าใช้จ่ายแฝงที่ใหญ่ที่สุดหมวดหนึ่งในชีวิต

    อย่างไรก็ตาม หากซื้อที่ร้าน … ร้านอาหารหลายแห่งเริ่มให้ส่วนลด 5–20 บาทหากพกภาชนะมาเอง และร้านกาแฟส่วนใหญ่ลดให้ 5–10 บาทเมื่อพกแก้วมา นั่นหมายความว่าทุกครั้งที่พกภาชนะ ไม่แค่ “ไม่เสียเงิน” แต่ได้เงินคืนด้วย!

    เมื่อพลาสติกแพง! เปิดเช็คลิสต์ วิธี “ประหยัดเงิน” และ “รักษ์โลก” ที่ทำได้จากตัวเราเอง

    เปลี่ยนจาก เจลอาบน้ำขวด เป็น สบู่ก้อน 

    หลายคนไม่เคยสังเกตว่า เจลอาบน้ำในขวดพลาสติกจำนวนมาก มีส่วนผสมหลักคือน้ำ และผู้บริโภคกำลังจ่ายเงินค่าน้ำ + ค่าขวด + ค่าการตลาด ไปพร้อมกัน

    ในขณะที่สบู่ก้อนมีความเข้มข้นสูงกว่า ไม่มีบรรจุภัณฑ์พลาสติกขนาดใหญ่ และโดยทั่วไปมีต้นทุนต่อการใช้งานต่ำกว่า ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อครั้งถูกกว่า แม้ราคาต่อชิ้นอาจดูใกล้เคียงกัน

    เปลี่ยนจาก น้ำยาล้างจานขวด เป็น แบบรีฟิล  ของเหมือนเดิม แต่ไม่ต้องจ่ายค่าขวด

    น้ำยาล้างจานแบบรีฟิลเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากของการลดต้นทุนต่อหน่วย เพราะสิ่งที่อยู่ข้างในแทบไม่ต่างจากขวดปกติ แต่ราคาถูกกว่า เนื่องจากผู้ผลิตไม่ต้องผลิตขวดพลาสติกใหม่

    ผู้บริโภคจึงจ่ายเฉพาะ “ตัวสินค้า” ไม่ได้จ่าย “บรรจุภัณฑ์” ซ้ำ ๆ ทุกครั้ง ซึ่งไม่ใช่แค่น้ำยาล้างจาน แต่ปัจจุบันมีร้านรีฟิลต่างๆ ที่ให้ผู้บริโภคได้ซื้อแบบรีฟิล และซื้อได้ในปริมาณเล็กๆ เท่าที่จำเป็นอีกด้วย

    เปลี่ยนจาก ซื้อของใหม่ เป็น ซ่อม หรือซื้อของมือสอง ต่างกัน 40–60%

    พฤติกรรมที่ประหยัดเงินได้มากที่สุด อาจไม่ใช่เรื่องพลาสติกโดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับ “วัฒนธรรมการใช้แล้วทิ้ง” นั่นคือการซื้อของใหม่แทนการซ่อม หรือการซื้อของมือสอง

    โดยทั่วไป สินค้ามือสองมักมีราคาต่ำกว่าของใหม่ประมาณ 40–60% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หนังสือ เสื้อผ้า หรือแม้แต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท

    จะเห็นได้ว่าระบบเศรษฐกิจแบบเก่าออกแบบมาให้ซื้อของใหม่ตลอดเวลา  ของที่ใช้ครั้งเดียวออกแบบให้ดูเหมือนสะดวกกว่า ทั้งที่จริงๆ แล้วทำให้ต้องซื้อซ้ำมากขึ้น และแน่นอนว่ามีค่า “พลาสติก” แฝงอยู่มากขึ้น

    เมื่อพลาสติกแพง! เปิดเช็คลิสต์ วิธี “ประหยัดเงิน” และ “รักษ์โลก” ที่ทำได้จากตัวเราเอง

    ……

    ในขณะที่หลายฝ่ายออกมาตามติดประเด็น “การกักตุน” และ “การกำกับราคา” ของฟากรัฐ ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายลงได้ง่าย .. สิ่งหนึ่งที่ประชาชนจะสามารถปกป้องตัวเองได้นั้นคือ “การประหยัด” บนแนวทาง “รักษ์โลก” เรียกว่าทำหนึ่งได้ 2 ต่อไปพร้อมๆ กัน

    และคงถึงเวลาของประเทศไทยเช่นกัน ที่จะก้าวออกมาพูดอย่างจริงจัง

    อย่างที่ ผู้นำสิงคโปร์ ออกมาเรียกร้องให้ประชาชน “ประหยัด” และ “ใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง” ท่ามกลางแรงกดดันค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่แค่ปัญหาปากท้องระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณว่าค่าครองชีพจะไม่เหมือนเดิมด้านต้นทุนไปอีกยาว โดยเฉพาะกับประเทศเล็กๆ ที่พึ่งพาการนำเข้าเสียส่วนใหญ่รวมถึง “ประเทศไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/740474&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hG5YbeKuRj8CQIeDV1f4R

  • นิด้าโพล เผย ปชช.ไม่มั่นใจ  3 รมต.เศรษฐกิจพาไทยผ่าวิกฤตพลังงานได้

    นิด้าโพล เผย ปชช.ไม่มั่นใจ 3 รมต.เศรษฐกิจพาไทยผ่าวิกฤตพลังงานได้

    วันนี้ (5 เม.ย.2569) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล“ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มี.ค.-1 เม.ย.2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

    เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    ภาพประกอบข่าว นิด้าโพล เผย ปชช.ไม่มั่นใจ  3 รมต.เศรษฐกิจพาไทยผ่าวิกฤตพลังงานได้

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

    1.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ

    • ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    • ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    • ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    • ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก
    • ร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

     2.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์

    • ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    • ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    • ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    • ร้อยละ 14.35 ระบุว่า มั่นใจมาก
    • ร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

     3.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง

    • ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    • ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    • ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    • ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก
    • ร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

     เมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน

    • ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย
    • ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ
    • ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ
    • ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก
    • ร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

     อ่านข่าว:

    5 ชาติ EU ชงเก็บ “ภาษีลาภลอย” จาก บ.พลังงาน รับมือราคาน้ำมันพุ่ง

    “ศุภจี” สั่งคุมราคา“ซอส-น้ำดื่ม-เม็ดพลาสติก” เป็นสินค้าควบคุม 1 ปี ป้องฉวยโอกาสขึ้นราคา

    “คาลเท็กซ์-บางจาก” ยืนยันภาครัฐตรวจสอบคลังน้ำมันไม่พบผิดปกติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504284&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3E9qY39tZn1Yxt3J9Y3Jui

  • วิจัยชี้ เด็กที่เชียงใหม่มีปัญหาสุขภาพเนื่องจากฝุ่น PM2.5

    วิจัยชี้ เด็กที่เชียงใหม่มีปัญหาสุขภาพเนื่องจากฝุ่น PM2.5

    วิจัยชี้ เด็กที่เชียงใหม่มีปัญหาสุขภาพเนื่องจากฝุ่น PM2.5

    เด็กเชียงใหม่ตกอยู่ในอันตราย หลังงานวิจัยชี้ วัยประถมเสี่ยงได้รับผลกระทบด้านสุขภาพมากกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะโรคปอด

    • ผลวิจัยในเด็กนักเรียนประถมที่เชียงใหม่พบว่า 52% มีภาวะปอดจำกัด ซึ่งทำให้ปอดกักเก็บอากาศได้น้อยลง อันเป็นผลมาจากฝุ่น PM2.5
    • เด็กกลุ่มตัวอย่างมีปอดทำงานปกติเพียง 30% และพบว่าเด็กหญิงมีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดปกติของปอดมากกว่าเด็กชาย
    • เด็กมีความเปราะบางต่อมลพิษทางอากาศมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากระบบทางเดินหายใจยังพัฒนาไม่เต็มที่และมีแนวโน้มทำกิจกรรมกลางแจ้งมากกว่า

    เด็กเชียงใหม่ตกอยู่ในอันตราย หลังงานวิจัยชี้ วัยประถมเสี่ยงได้รับผลกระทบด้านสุขภาพมากกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะโรคปอด

    งานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านวารสารนานาชาติวิจัยสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข ได้ศึกษารูปแบบการทำงานของปอดในเด็กวัยประถมศึกษาที่สัมผัสกับฝุ่น PM2.5 ในเชียงใหม่ของไทย พบว่าเด็กจำนวนมากได้รับผลกระทบที่อันตรายต่อสุขภาพ

    โดยจากการศึกษากลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นเด็กอายุระหว่าง 8 ถึง 12 ปี ที่มีผลการตรวจสมรรถภาพปอดอยู่ในเกณฑ์ปกติ พบว่า 52% ของเด็กกลุ่มตัวอย่าง มีภาวะ ‘ปอดจำกัด’ (Restrictive lung diseases) หรือภาวะที่ปอดสามารถกักเก็บอากาศได้น้อยลง เด็กอีก 18% มีภาวะปอดอุดกั้นการหายใจ และ 30% พบปอดทำงานปกติ โดยเด็กหญิงมีโอกาสพบความผิดปกติมากกว่าเด็กชายเป็นอย่างมาก

    วิจัยชี้ เด็กที่เชียงใหม่มีปัญหาสุขภาพเนื่องจากฝุ่น PM2.5

    ผลวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่ชัดเจนที่เด็กๆ จะได้รับจากการสูดอากาศและสัมผัสกับ PM2.5 เนื่องจากช่วงอายุนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญของการเจริญเติบโตและพัฒนาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบทางเดินหายใจ

    การที่ปอดของเด็กยังคงพัฒนาอยู่ ทำให้พวกเขามีความเปราะบางทางสรีรวิทยาต่อผลกระทบด้านสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์จากมลพิษทางอากาศมากขึ้น นอกจากนี้ เด็กวัยเรียนยังมีแนวโน้มที่จะทำกิจกรรมกลางแจ้งมากกว่าผู้ใหญ่วัยทำงาน ซึ่งเพิ่มการสัมผัสกับมลพิษทางอากาศและเพิ่มความเสี่ยงด้านสุขภาพ

    ขณะที่ภาคเหนือของประเทศไทยยังคงประสบปัญหาหมอกควันประจำปีที่มีฝุ่นละออง PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน โดยมีสาเหตุหลากหลายที่มา ทั้งการปล่อยมลพิษจากการจราจร กิจกรรมการก่อสร้าง ไฟป่า และที่สำคัญที่สุดคือการเผาไหม้ทางการเกษตรที่ก่อให้เกิดมลพิษปริมาณมาก

    มลพิษทางอากาศเป็นปัญหาสุขภาพสาธารณะระดับโลกที่สำคัญ ซึ่งเชื่อมโยงกับผลกระทบต่อสุขภาพในเชิงลบมากมาย เช่น โรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจและหลอดเลือด และอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น โดยหนึ่งในมลพิษที่เป็นอันตรายที่สุดคืออนุภาคขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมโครเมตร หรือ PM2.5 ที่สามารถแทรกซึมเข้าไปในปอดและเข้าสู่กระแสเลือด

    ที่มา: National Library of Medicine – National Institutes of Health

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/862857&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gMuPmFPtewpsEUbcoWNb4

  • สมุทรสงคราม///ยกระดับธุรกิจไทยสู่ “ต้นแบบของธุรกิจ” ผ่านฉลากรับรองเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและต่อยอด | TOPNEWS

    สมุทรสงคราม///ยกระดับธุรกิจไทยสู่ “ต้นแบบของธุรกิจ” ผ่านฉลากรับรองเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและต่อยอด | TOPNEWS

    ยกระดับธุรกิจไทยสู่ “ต้นแบบของธุรกิจ” ผ่านฉลากรับรองเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและต่อยอดสู่ Carbon Neutral
    เปิดโอกาสหน่วยงานและภาคเอกชนศึกษาดูงานจาก Somdul Bee Sanctuary
    ต้นแบบท่องเที่ยวเชิงนิเวศแห่งแรกของไทย

    องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. มีพันธกิจและบทบาทสำคัญในการพัฒนาเครื่องมือ มาตรฐาน และกระบวนการรับรองด้านก๊าซเรือนกระจก เพื่อส่งเสริมให้องค์กรไทยสามารถบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีสากล


    หนึ่งในภารกิจหลักของ อบก. คือการสนับสนุนให้องค์กรและสถานประกอบการดำเนินงานตามแนวทางความยั่งยืน โดยใช้เครื่องมือสำคัญ ได้แก่ การคำนวณและประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) และการออก ฉลากรับรองจาก อบก. ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล ดังนั้น การออกฉลากรับรองของ อบก. จึงไม่ใช่เพียงการรับรองผลลัพธ์ แต่เป็นการสนับสนุน “กระบวนการพัฒนาองค์กร” ที่สามารถนำไปต่อยอดสู่ Carbon Neutrality และ Net Zero ได้ในอนาคต


    Somdul Bee Sanctuary: กรณีศึกษาต้นแบบที่จับต้องได้
    Somdul Bee Sanctuary จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งบริหารจัดการโดยบริษัท เนเชอรัล กราวด์ จำกัด ซึ่งเป็น “แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศแห่งแรกของประเทศไทย” ที่ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร จาก อบก. ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และสามารถพัฒนากระบวนการดำเนินงานให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ทั้งการใช้พลังงานสะอาด การจัดการขยะ การสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ และการลด-ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก


    จากสวนพฤกษศาสตร์ผึ้ง สู่ต้นแบบความยั่งยืน
    Somdul Bee Sanctuary ไม่เพียงเป็นสวนพฤกษศาสตร์ผึ้งพื้นเมืองและศูนย์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติ แต่ยังทำหน้าที่สนับสนุนเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งทั่วประเทศ ภายใต้พันธกิจหลักในการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศ เพื่อให้ “ผึ้ง คน และโลก” เติบโตไปพร้อมกันอย่างสมดุล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1537479&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G0bXy2hsKYAMv9bxFQ3RB