
เด็กเชียงใหม่ตกอยู่ในอันตราย หลังงานวิจัยชี้ วัยประถมเสี่ยงได้รับผลกระทบด้านสุขภาพมากกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะโรคปอด
- ผลวิจัยในเด็กนักเรียนประถมที่เชียงใหม่พบว่า 52% มีภาวะปอดจำกัด ซึ่งทำให้ปอดกักเก็บอากาศได้น้อยลง อันเป็นผลมาจากฝุ่น PM2.5
- เด็กกลุ่มตัวอย่างมีปอดทำงานปกติเพียง 30% และพบว่าเด็กหญิงมีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดปกติของปอดมากกว่าเด็กชาย
- เด็กมีความเปราะบางต่อมลพิษทางอากาศมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากระบบทางเดินหายใจยังพัฒนาไม่เต็มที่และมีแนวโน้มทำกิจกรรมกลางแจ้งมากกว่า
เด็กเชียงใหม่ตกอยู่ในอันตราย หลังงานวิจัยชี้ วัยประถมเสี่ยงได้รับผลกระทบด้านสุขภาพมากกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะโรคปอด
งานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านวารสารนานาชาติวิจัยสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข ได้ศึกษารูปแบบการทำงานของปอดในเด็กวัยประถมศึกษาที่สัมผัสกับฝุ่น PM2.5 ในเชียงใหม่ของไทย พบว่าเด็กจำนวนมากได้รับผลกระทบที่อันตรายต่อสุขภาพ
โดยจากการศึกษากลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นเด็กอายุระหว่าง 8 ถึง 12 ปี ที่มีผลการตรวจสมรรถภาพปอดอยู่ในเกณฑ์ปกติ พบว่า 52% ของเด็กกลุ่มตัวอย่าง มีภาวะ ‘ปอดจำกัด’ (Restrictive lung diseases) หรือภาวะที่ปอดสามารถกักเก็บอากาศได้น้อยลง เด็กอีก 18% มีภาวะปอดอุดกั้นการหายใจ และ 30% พบปอดทำงานปกติ โดยเด็กหญิงมีโอกาสพบความผิดปกติมากกว่าเด็กชายเป็นอย่างมาก
ผลวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่ชัดเจนที่เด็กๆ จะได้รับจากการสูดอากาศและสัมผัสกับ PM2.5 เนื่องจากช่วงอายุนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญของการเจริญเติบโตและพัฒนาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบทางเดินหายใจ
การที่ปอดของเด็กยังคงพัฒนาอยู่ ทำให้พวกเขามีความเปราะบางทางสรีรวิทยาต่อผลกระทบด้านสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์จากมลพิษทางอากาศมากขึ้น นอกจากนี้ เด็กวัยเรียนยังมีแนวโน้มที่จะทำกิจกรรมกลางแจ้งมากกว่าผู้ใหญ่วัยทำงาน ซึ่งเพิ่มการสัมผัสกับมลพิษทางอากาศและเพิ่มความเสี่ยงด้านสุขภาพ
ขณะที่ภาคเหนือของประเทศไทยยังคงประสบปัญหาหมอกควันประจำปีที่มีฝุ่นละออง PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน โดยมีสาเหตุหลากหลายที่มา ทั้งการปล่อยมลพิษจากการจราจร กิจกรรมการก่อสร้าง ไฟป่า และที่สำคัญที่สุดคือการเผาไหม้ทางการเกษตรที่ก่อให้เกิดมลพิษปริมาณมาก
มลพิษทางอากาศเป็นปัญหาสุขภาพสาธารณะระดับโลกที่สำคัญ ซึ่งเชื่อมโยงกับผลกระทบต่อสุขภาพในเชิงลบมากมาย เช่น โรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจและหลอดเลือด และอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น โดยหนึ่งในมลพิษที่เป็นอันตรายที่สุดคืออนุภาคขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมโครเมตร หรือ PM2.5 ที่สามารถแทรกซึมเข้าไปในปอดและเข้าสู่กระแสเลือด
ที่มา: National Library of Medicine – National Institutes of Health
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/862857&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gMuPmFPtewpsEUbcoWNb4
