Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ดื่มนม” ช่วยต้านสโตรก ลดโอกาสเป็นอัมพฤกษ์ได้ 10% วิจัยญี่ปุ่นคอนเฟิร์ม : เช็กข่าวชัวร์

    “ดื่มนม” ช่วยต้านสโตรก ลดโอกาสเป็นอัมพฤกษ์ได้ 10% วิจัยญี่ปุ่นคอนเฟิร์ม : เช็กข่าวชัวร์

    เช็กข้อเท็จจริง งานวิจัยญี่ปุ่นเผยดื่มนมวันละ 1 แก้ว ช่วยลดความเสี่ยงเส้นเลือดในสมองแตก 10% จริงหรือไม่?

    ในแวดวงสุขภาพออนไลน์มีการส่งต่อข้อมูลอ้างอิงงานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นระบุว่า การดื่มนมวัวในปริมาณ 1 แก้ว หรือประมาณ 180 กรัมต่อวัน สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ได้ถึง 10% พร้อมระบุว่าสารอาหารในนมช่วยควบคุมความดันโลหิตและส่งผลดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต จนทำให้เกิดความสนใจและแชร์ต่อข้อมูลดังกล่าวเป็นจำนวนมากในฐานะแนวทางการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันอัมพฤกษ์อัมพาต

    จากการตรวจสอบที่มาของข้อมูลและรายละเอียดจากงานวิจัยดังกล่าว เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนตามหลักการแพทย์และโภชนาการ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการคัดกรอง ข่าวปลอม และ Fake News ที่อาจบิดเบือนข้อเท็จจริงเชิงวิชาการจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดในการรักษาโรค

    คำถาม

    ข้อมูลที่ระบุว่าการดื่มนมวันละ 1 แก้ว (180 กรัม) สามารถลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้ 10% และช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้นับหมื่นคนตามงานวิจัยของญี่ปุ่น เป็นเรื่องจริงหรือไม่?

    การตรวจสอบ

    จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ข้อมูลดังกล่าวมีที่มาจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการด้านโภชนาการ “Nutrients” โดยทีมนักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์แบบจำลองสถานการณ์ (Simulation Analysis) ในกลุ่มประชากรผู้ใหญ่ที่มีอายุระหว่าง 30 ถึง 79 ปี โดยใช้ระยะเวลาคาดการณ์ผลกระทบในระยะ 10 ปี

    ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า หากประชากรเพิ่มปริมาณการดื่มนมจากค่าเฉลี่ยเดิม (ประมาณ 61.8 กรัมต่อวัน) ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 180 กรัมต่อวัน จะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองโดยรวมได้ประมาณ 7% และในบางกลุ่มประชากรอาจลดความเสี่ยงได้สูงสุดถึง 10.6% ซึ่งนักวิจัยอธิบายเหตุผลว่านมเป็นแหล่งสำคัญของแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยควบคุมความดันโลหิตและทำให้หลอดเลือดคลายตัว

    อย่างไรก็ตาม กองบรรณาธิการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่างานวิจัยนี้เป็นการทำแบบจำลองทางสถิติเพื่อพยากรณ์ผลลัพธ์ในระดับประชากร ไม่ใช่การการันตีผลในตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว และต้องพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่น เช่น การควบคุมอาหารประเภทเค็มจัด และการออกกำลังกาย นอกจากนี้ในรายงานยังระบุถึงแนวโน้มการดื่มนมที่ลดลงในหลายประเทศรวมถึงอังกฤษ ซึ่งอาจส่งผลให้ร่างกายขาดสารอาหารสำคัญอย่าง วิตามินบี 12 และไอโอดีน ได้หากไม่ได้รับทดแทนจากแหล่งอื่น

    ข้อเท็จจริง

    ข้อความดังกล่าว “เป็นความจริงตามรายงานงานวิจัย” โดยงานวิจัยจากญี่ปุ่นระบุว่าการบริโภคนมในปริมาณที่เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้จริงผ่านการได้รับแร่ธาตุที่ช่วยควบคุมความดันโลหิต อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรเลือกดื่มนมในปริมาณที่พอเหมาะและคำนึงถึงสภาพร่างกายของตนเอง เช่น ผู้ที่มีภาวะแพ้น้ำตาลแลคโตสหรือมีไขมันในเลือดสูงควรปรึกษาแพทย์หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม

    อ้างอิง

    1. Nutrients Journal (วารสารวิชาการด้านโภชนาการ)
    2. รายงานผลการศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคนมและความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองโดยทีมนักวิจัยญี่ปุ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9882230/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rRce4SXC7OqJsAdpMFJE-

  • เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน พ.ศ. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภา โดยวางกรอบนโยบายครอบคลุม 5 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านการค้าและการเกษตร ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ด้านสังคม และด้านการบริหารภาครัฐ

    พร้อมระบุถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก ว่าเป็นโจทย์เร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเร่งรับมือ

    ในคำแถลงนยบายต่อสภารัฐบาลประกาศยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

    • การพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
    • การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
    • การยึดมั่นในหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชน

    ผลงานเร่งด่วนของรัฐบาลก่อนหน้า

    ในส่วนของการสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมา นายอนุทินระบุว่ารัฐบาลได้ขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน Quick Big Win หลายประการ อาทิ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส การออกมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชาและการปกป้องอธิปไตย การปราบปรามสแกมเมอร์และยาเสพติด การสร้างความปลอดภัยเพื่อความเชื่อมั่นในหมู่นักท่องเที่ยว รวมถึงการเร่งเจรจาการค้าและการบุกตลาดใหม่

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังผลักดันการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 และจัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ ผลรวมของมาตรการดังกล่าวช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาส 4 ปี พ.ศ. 2568

    วิกฤตพลังงานโลกและมาตรการรับมือเฉพาะหน้า

    นายอนุทินระบุว่า ขณะนี้โลกอยู่ในภาวะความไม่แน่นอนสูง อันเป็นผลจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้การผลิตและการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติอยู่ในภาวะชะงักงัน ราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว กระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการจัดหาพลังงานของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงไทย

    ในระยะเฉพาะหน้า รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หารือกับสมาคมผู้ประกอบการไทยเพื่อวางแผนนำเข้า-ส่งออก บรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก และจูงใจให้บริษัทต่างชาติตั้งสำนักงานใหญ่ในไทยเพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส รัฐบาลยังจะเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้มีผลบังคับใช้ทันปฏิทินงบประมาณปกติ พร้อมปรับ

    ลดรายจ่ายของหน่วยงานรัฐที่ไม่จำเป็น

    ด้านเศรษฐกิจ

    • สร้างโอกาสเติบโตอย่างทั่วถึง

    รัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จโดยยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง ครอบคลุมสถาบันการเงินทุกประเภท บริษัทบริหารสินทรัพย์ และสหกรณ์ เพื่อช่วยให้ประชาชนกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้ ควบคู่กับมาตรการลดรายจ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าน้ำดื่ม ค่าพลังงาน

    รัฐบาลจะสนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีสำหรับกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) และทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส รวมถึงการพัฒนาทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ให้คนไทยทุกกลุ่ม

    สำหรับผู้ประกอบการ SMEs รัฐบาลจะส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อในต้นทุนที่เหมาะสม ปรับกฎหมายและขั้นตอนการประกอบธุรกิจให้สะดวกและโปร่งใส รวมถึงให้แต้มต่อแก่ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าไทย (Made in Thailand) ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และจัดทำเครื่องมือบริหารจัดการธุรกิจออนไลน์ เช่น ระบบบัญชีออนไลน์ฟรี ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-invoice)

    • ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมใหม่

    รัฐบาลตั้งเป้าพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล AI หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ และการแพทย์ โดยจะปรับระบบส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่มีเทคโนโลยีและสนับสนุนการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับไทย

    ในด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รัฐบาลจะพลิกโฉมมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ วางรากฐานเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) บ่มเพาะสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ และพัฒนาตลาดทุนให้เอื้อต่อการระดมทุนของธุรกิจนวัตกรรม

    ด้านการค้า

    รัฐบาลวางนโยบาย “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า” โดยส่งเสริมการพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัล กำหนดกลไกควบคุมสินค้าที่นำเข้ามาส่งออกโดยไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ และปรับกลไกตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าให้เข้มงวดและโปร่งใส

    รัฐบาลจะผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลด้วยรูปแบบ “ทีมประเทศไทย” บริหารจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้างการค้า เน้นการกระจายตลาดลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และเปิดตลาดใหม่สำหรับผู้ส่งออกรายย่อยโดยเฉพาะ SMEs นอกจากนี้ยังจะส่งเสริมการค้าภาคบริการในสาขาการศึกษา สุขภาพ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ด้านการเกษตร

    รัฐบาลประกาศนโยบาย “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” สู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่งคง เกษตรยั่งยืน” โดยสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดและศักยภาพของดินและแหล่งน้ำ พัฒนาการเกษตรแม่นยำด้วย AI และเทคโนโลยีชีวภาพ

    รัฐบาลจะพัฒนาระบบ Big Data และ AI เพื่อวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร ปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน และยกระดับสหกรณ์การเกษตรสู่การเป็นองค์กรธุรกิจสมัยใหม่ที่มีธรรมาภิบาล เพื่อตอกย้ำบทบาทของไทยในการเป็น “ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก”

    ด้านการท่องเที่ยว

    รัฐบาลตั้งเป้าสร้างไทยเป็น “จุดหมายการเดินทาง 365 วัน” (Destination Thailand) โดยปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวให้อยู่ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม ควบคู่กับการขับเคลื่อนการทูตทางวัฒนธรรมเชิงรุก (Cultural Diplomacy)

    รัฐบาลจะพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีไทยที่คำนึงถึงความยั่งยืน เชื่อมโยงสินค้าและบริการไทยเข้ากับประสบการณ์ท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีนโยบายยกระดับความปลอดภัยนักท่องเที่ยว จัดระบบประกันภัยภาคบังคับที่เชื่อมโยงกับบริการสาธารณสุข และสนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นผ่านมาตรการจูงใจด้านภาษี

    ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

    รัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศแบบ “Beyond Thailand” มุ่งแสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลก ยึดมั่นในระบอบพหุภาคีภายใต้กรอบสหประชาชาติและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงเตรียมความพร้อมในการเป็นประธานอาเซียนของไทย ในด้านการทูตเศรษฐกิจ รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. 2571

    • ความมั่นคงชายแดน

    รัฐบาลจะพัฒนาระบบเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างกำแพงชายแดนเพื่อจัดการภัยคุกคามครบวงจร ทั้งการลักลอบขนสินค้า แรงงานผิดกฎหมาย เครือข่ายสแกมเมอร์ และยาเสพติด พร้อมสานต่อการแก้ปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี รวมถึงเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544 ว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

    ส่วนปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่

    • ความมั่นคงภายใน

    รัฐบาลจะบูรณาการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบ โดยระบุชัดเจนว่าจะไม่สนับสนุนให้การพนันทุกชนิดเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย และจะทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา (Free Visa) เพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรข้ามชาติ

    รัฐบาลยังมีนโยบายพัฒนาระบบทหารอาสา 100,000 อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทนและระบบประเมินผลที่ชัดเจน เพื่อเป็นฐานรองรับการปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว

    ด้านสังคม

    • การศึกษา

    รัฐบาลประกาศนโยบาย “เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา” โดยพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีสำหรับคนไทยทุกช่วงวัย ยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนของครู และปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่นสอดรับกับตลาดแรงงานในอนาคต รวมถึงพัฒนาทักษะด้าน AI และหุ่นยนต์ร่วมกับภาคเอกชน

    • สาธารณสุข

    รัฐบาลมุ่งพัฒนาระบบประกันสุขภาพให้สามารถ “รักษาทุกที่ได้ทันที” โดยเชื่อมโยงข้อมูลสิทธิการรักษาและประวัติการแพทย์ของคนไทยเข้าด้วยกัน ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมให้รองรับเศรษฐกิจสมัยใหม่ และยกระดับบริการสุขภาพด้วยเทคโนโลยี AI เช่น การแพทย์ทางไกล ควบคู่กับการส่งเสริมการแพทย์แผนไทย

    • ครอบครัวและสังคมสูงวัย

    รัฐบาลจะสร้างสภาพสังคมและชุมชนรองรับสังคมสูงวัย ส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) พัฒนาเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้สูงอายุ จัดสถานที่พักพิงได้มาตรฐาน และดำเนินโครงการพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้านเพื่อดูแลผู้ป่วยและผู้สูงวัยในชุมชน รวมถึงผลักดันให้มีศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอ

    ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

    รัฐบาลจะเร่งพัฒนา Big Data และ AI เพื่อพยากรณ์การบริหารจัดการน้ำและอากาศในระดับตำบล ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือน เพื่อให้สามารถเยียวยาผลกระทบได้รวดเร็วและเป็นธรรมเมื่อเกิดภัยพิบัติ

    ในด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลยืนยันเป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 โดยส่งเสริมพลังงานสะอาด วางรากฐานการเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี สนับสนุนการผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภค (Prosumer) พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน และจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากล รัฐบาลยังมีนโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่าต้นน้ำและป่าชายเลนผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน

    ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย

    รัฐบาลประกาศนโยบาย “ราชการทันใจ” มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ โดยผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะ ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super License) ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอชุดกฎหมาย (Omnibus Law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากกฎหมายที่ล้าสมัยภายใน 1 ปี

    ในด้านการปฏิรูประบบราชการ รัฐบาลจะลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน จัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด และปรับบทบาทภาครัฐเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” แทน “ผู้ควบคุม” ควบคู่กับการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐ Work from Anywhere

    รัฐบาลยังมีนโยบายทบทวนกฎหมายลำดับรองกว่าเจ็ดพันฉบับ เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็น เช่น กฎหมายเลื่อยโซ่ยนต์ กฎหมายควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง และกฎหมายความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค รวมถึงแก้ไขกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้คำนึงถึงคุณค่าของพัสดุ ไม่ใช่แค่ราคาต่ำสุด

    ในด้านการปราบปรามคอร์รัปชัน รัฐบาลจะบูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐและใช้ AI ตรวจจับพฤติกรรมทุจริต โดยกำหนดตัวชี้วัดที่ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยต้องปรับตัวดีขึ้น

    กรอบการบริหารแบบกลุ่มยุทธศาสตร์

    รัฐบาลประกาศปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็นระบบ “บูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต กลุ่มการผลิต การค้าและบริการ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลุ่มสังคมและสวัสดิการ และกลุ่มการต่างประเทศและความมั่นคง

    แต่ละกลุ่มจะมีผู้รับผิดชอบหลักทำหน้าที่กำหนดทิศทาง กำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประสานความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วน โดยรัฐบาลจะรายงานความก้าวหน้าต่อประชาชนอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง

    กรอบการใช้จ่ายงบประมาณ

    รัฐบาลระบุว่าการดำเนินนโยบายจะใช้จ่ายจากแหล่งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ ได้แก่ เงินกู้ กองทุนหมุนเวียน การให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน และการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง โดยจะส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดภาระหนี้สาธารณะในระยะยาว

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล ปิดท้ายการแถลงนโยบายด้วยการระบุว่า รัฐบาลจะมุ่งขับเคลื่อนให้ “ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายตามหลัก “พูดแล้วทำ” เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมต่อประชาชนทุกคน

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655856&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16WLYG0z3T9YbHELGSHiPd

  • จีนจ่อออกมาตรการกำกับดูแลการใช้งานมนุษย์ดิจิทัล : อินโฟเควสท์

    จีนจ่อออกมาตรการกำกับดูแลการใช้งานมนุษย์ดิจิทัล : อินโฟเควสท์

    สำนักบริหารการกำกับดูแลไซเบอร์สเปซแห่งประเทศจีน (CAC) ได้ร่างชุดมาตรการการจัดการบริการอินเทอร์เน็ตที่เกี่ยวข้องกับ “มนุษย์ดิจิทัล” (Digital Humans) และได้เริ่มเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะต่อร่างกฎหมายดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ (3 เม.ย.) ที่ผ่านมา

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ร่างมาตรการดังกล่าวกำหนดให้ผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นสิ่งจำลองเสมือนที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์และสามารถสนทนาด้วยเสียงหรือมีปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบอื่น ๆ ได้นั้น จะต้องแสดงสัญลักษณ์หรือข้อความระบุว่า “มนุษย์ดิจิทัล” อย่างชัดเจนควบคู่ไปกับเนื้อหานั้น ๆ อย่างต่อเนื่อง

    มาตรการดังกล่าวระบุว่า การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อนของบุคคล เพื่อสร้างและจำลองภาพลักษณ์ของมนุษย์ดิจิทัล จะต้องผ่านกระบวนการขอความยินยอมโดยได้รับการบอกกล่าว (informed consent)

    นอกจากนี้ ยังมีการระบุข้อบังคับว่า ห้ามมิให้องค์กรหรือบุคคลใดใช้มนุษย์ดิจิทัลที่มีลักษณะเฉพาะซึ่งทำให้สามารถระบุตัวตนของบุคคลธรรมดาได้ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากบุคคลนั้น

    มาตรการนี้ยังห้ามมิให้ชักจูงเยาวชนให้เสพติดมนุษย์ดิจิทัล ผ่านบริการเสมือนจริงที่จำลองความสัมพันธ์แบบครอบครัวหรือความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด รวมถึงบริการที่อาจส่งเสริมให้เกิดการใช้จ่ายที่เกินตัวอีกด้วย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/583051&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20_ODmnxwZhPVrkDRuYM0N

  • ผลศึกษาเตือน “ประชากรกำลังล้นโลก” เกินขีดจำกัดอยู่อย่างยั่งยืน | เดลินิวส์

    ผลศึกษาเตือน “ประชากรกำลังล้นโลก” เกินขีดจำกัดอยู่อย่างยั่งยืน | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ว่ามหาวิทยาลัยฟลินเดอร์สของออสเตรเลียเปิดเผยผลการศึกษาข้อมูลประชากรโลกกว่าสองศตวรรษ และแบบจำลองการเติบโตทางนิเวศเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของขนาดประชากรและอัตราการเติบโต ซึ่งพบว่ามนุษยชาติกำลังดำรงชีวิตอยู่เกินกว่าที่โลกจะรองรับได้จนเพิ่มแรงกดดันต่ออาหาร ภูมิอากาศ และความเป็นอยู่ที่ดี พร้อมเสริมว่า การเติบโตต่อเนื่องภายใต้การบริโภครูปแบบต่าง ๆ ในปัจจุบัน จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมของชุมชนทั่วโลก

    การเปลี่ยนแปลงทางประชากรครั้งใหญ่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เมื่ออัตราการเติบโตของประชากรเริ่มชะลอตัวลง แม้จำนวนประชากรทั้งหมดยังคงเพิ่มขึ้น

    ศาสตราจารย์โคเรย์ แบรดชอว์ ของมหาวิทยาลัยฟลินเดอร์ส และผู้เขียนหลักของการศึกษานี้ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า “ระยะประชากรศาสตร์เชิงลบ” ซึ่งหมายความว่า การเพิ่มจำนวนประชากรไม่ได้หมายถึงการเติบโตที่เร็วขึ้นอีกต่อไป

    การศึกษาระบุว่าจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น มีความเชื่อมโยงอย่างเห็นได้ชัดกับอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น รอยเท้าทางนิเวศวิทยาที่ใหญ่ขึ้น และการปล่อยคาร์บอนที่สูงขึ้นในช่วง “ระยะประชากรศาสตร์เชิงลบ” พร้อมคาดการณ์ว่า หากสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป จำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นแตะจุดสูงสุดราว 11,700-12,400 ล้านคน ภายในช่วงทศวรรษ 2070 ซึ่งสูงเกินขีดความสามารถในการรองรับอย่างยั่งยืนของโลกราว 2,500 ล้านคน

    ช่องว่างความแตกต่างขนาดใหญ่ระหว่างระดับที่ยั่งยืนกับประชากร 8,300 ล้านคนในปัจจุบันนั้น ตอกย้ำปัญหาการบริโภคเกินขนาดทั่วโลก ซึ่งถูกอำพรางมานานหลายทศวรรษด้วยการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างหนัก ที่เพิ่มผลผลิตอาหาร พลังงาน และอุตสาหกรรม แต่กลับเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมลพิษด้วยเช่นกัน

    ศ.แบรดชอว์ระบุว่า ระบบค้ำจุนชีวิตของโลกตกอยู่ภายใต้ความตึงเครียดแล้ว พร้อมเรียกร้องการปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วนในวิธีการใช้พลังงาน ที่ดิน และอาหาร.

    ข้อมูล : XINHUA

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5754369/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38YQ5A327h6VN8VKNLAQVt

  • วัส ติงสมิตร ชี้ช่อง อ.โต้ง สู้คดีเลิกจ้าง 17 ปี ย้ำต้องฟ้องศาลแรงงาน

    วัส ติงสมิตร ชี้ช่อง อ.โต้ง สู้คดีเลิกจ้าง 17 ปี ย้ำต้องฟ้องศาลแรงงาน

    วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.39 น.

    5 เมษายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เจาะลึกดราม่า “ม.รังสิต vs อ.โต้ง”: จากปมแฉทุจริตดิน สู่การเลิกจ้างฟ้าผ่าแบบไร้ค่าชดเชย

    กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการศึกษาและกระบวนการยุติธรรม เมื่อนักอาชญาวิทยาชื่อดัง รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล หรือ “อาจารย์โต้ง” ถูกเลิกจ้างกะทันหัน นำมาสู่การตอบโต้ผ่านแถลงการณ์และการยื่นหนังสือถึง ผบ.ตร. เพื่อทวงความยุติธรรม!

    ฝั่งมหาวิทยาลัยรังสิต: “เลิกจ้างเพราะบิดเบือนข้อเท็จจริง”

    มหาวิทยาลัยออกแถลงการณ์ชี้แจง 3 ประเด็นหลัก เพื่อยืนยันว่าการเลิกจ้างเป็นไปตามกฎหมายและธรรมาภิบาล:

    1.การพ้นตำแหน่งบริหาร: ชี้แจงว่าเมื่อมีการแต่งตั้งอธิการบดีคนใหม่ในเดือน ก.ค. 2568 รองอธิการบดีชุดเดิมต้องพ้นตำแหน่งตาม พ.ร.บ. สถาบันอุดมศึกษาเอกชน มาตรา 39 โดยอัตโนมัติ ไม่ใช่การสั่งปลดเพราะไปปราบทุจริต

    2. ปมขโมยดิน 140 คันรถ: มหาวิทยาลัยยืนยันว่าเป็น “ข้อมูลเท็จ” แท้จริงแล้วเป็นการขนย้ายขยะและปรับพื้นที่เพื่อก่อสร้าง ผลสอบสวนภายในระบุไม่มีหลักฐานการกระทำผิดอาญา

    3. เหตุผลการเลิกจ้าง: คณะกรรมการสอบสวน (ประธานโดย ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ) มีมติเอกฉันท์ให้ “ลงโทษสถานหนัก” โดยไม่จ่ายค่าชดเชย เนื่องจากมองว่านำเรื่องเท็จไปป่าวประกาศ ทำให้สถาบันเสียชื่อเสียงอย่างร้ายแรง

    ฝั่งอาจารย์โต้ง: “ถูกทุบเพราะขุดคุ้ยความไม่โปร่งใส”

    อาจารย์โต้งเดินหน้ายื่นหนังสือต่อ ผบ.ตร. เพื่อติดตามคดีลักทรัพย์ โดยให้ข้อมูลในมุมที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง:

    • หลักฐานมัดตัว: ยืนยันมีคลิป CCTV และระบบ LPR บันทึกการขนดินออกไปจริง รวมถึงมีบันทึกรับสารภาพจากบริษัทรถขนดิน

    • คดีอาญาที่ยอมความไม่ได้: ตั้งข้อสังเกตว่ามีการถอนแจ้งความหลังจากเปลี่ยนตัวอธิการบดี ทั้งที่ข้อหา “ลักทรัพย์นายจ้าง” เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ตำรวจต้องดำเนินคดีต่อ!

    • คำท้าพิสูจน์: ท้าให้มหาวิทยาลัย “ตั้งโต๊ะแถลงข่าวร่วมกัน” ต่อหน้าสื่อมวลชน ตัวแทนกระทรวง อว. และตำรวจ เพื่อเปิดหลักฐานทีละประเด็น

    • เสียงสะท้อน: “ท่านจะทุบผมไม่เป็นไร แต่อย่ามาทุบความยุติธรรมของคนในประเทศนี้”

    เลิกจ้างฟ้าผ่า ไร้ค่าชดเชย: ประเด็นที่สังคมสงสัย

    ทำงานมา 17 ปี ทำไมถึงไม่ได้ค่าชดเชย? มหาวิทยาลัยอ้างว่าเป็นการลงโทษทางวินัยสถานหนัก ซึ่งในทางกฎหมายหากพิสูจน์ได้ว่าลูกจ้างทำผิดร้ายแรง นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

    คำถามคือ: สิ่งที่ อ.โต้ง เปิดเผย เป็น “ข้อมูลเท็จโดยเจตนา” หรือ “การร้องเรียนโดยสุจริต” …นี่คือจุดชี้ขาดของคดี!

    ปมกฎหมาย: มาตรา 23 กับสิทธิของลูกจ้าง

    กฎหมายเฉพาะใน มาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ. สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 ระบุว่ากิจการสถาบันฯ ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่! ในวรรคถัดไปกำหนดชัดเจนว่า: “ผู้ปฏิบัติงานต้องได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน”

    สรุปคือ สิทธิขั้นต่ำต้องไม่น้อยกว่ากฎหมายแรงงาน มาตรา 23 ไม่ใช่เกราะคุ้มกันให้นายจ้างเลิกจ้างใครก็ได้โดยไม่จ่ายเงิน!

    ฟ้องศาลไหน?

    คำตอบคือ “ศาลแรงงาน” เท่านั้น! เนื่องจากเป็นข้อพิพาทตามสัญญาจ้างแรงงานของสถาบันเอกชน ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ จึง ไม่ใช่คดีปกครอง ที่ต้องฟ้องต่อศาลปกครอง

    หากขึ้นศาล ผลจะออกมาอย่างไร?

    หากคดีเข้าสู่ศาลแรงงาน ประเด็นที่ศาลจะพิจารณาคือ

    1) มีเหตุเลิกจ้างร้ายแรงจริงหรือไม่

    หากมหาวิทยาลัยพิสูจน์ได้ว่าเป็นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จโดยเจตนา มหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

    แต่หาก อ.โต้ง พิสูจน์ได้ว่ามีหลักฐานรองรับและกระทำโดยสุจริต ศาลอาจเห็นว่าไม่ใช่ความผิดร้ายแรง

    2) สิทธิเรียกค่าชดเชย

    หากศาลเห็นว่าเลิกจ้างไม่ชอบ มหาวิทยาลัยอาจต้องจ่าย

    ค่าชดเชยตามอายุงาน

    ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

    ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

    สำหรับอายุงาน 17 ปี ตัวเลขอาจสูงอยู่ไม่น้อย

    บทส่งท้าย

    คดีนี้สะท้อนคำถามใหญ่ถึง “Whistleblower” หรือผู้ตรวจสอบความโปร่งใสในองค์กรว่าจะได้รับการคุ้มครองแค่ไหน? และธรรมาภิบาลในสถาบันการศึกษาไทยควรเป็นอย่างไร?

    ต้องรอติดตามว่าบทสรุปที่ศาลแรงงานจะเป็นอย่างไรครับ!

    วัส ติงสมิตร
    นักวิชาการอิสระ
    4/4/69

    #อาจารย์โต้ง #มหาวิทยาลัยรังสิต #ดราม่ามรังสิต #ความยุติธรรม #กฎหมายแรงงาน #ทุจริต #อาชญาวิทยา #ข่าวการศึกษา #ธรรมาภิบาล #Whistleblower

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/956945&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ECblOu5w8FBBCfm5Zhr_z

  • สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน “จีน-ไทย” เดินหน้าพัฒนาบุคลากรด้านรถยนต์ไฟฟ้า | เดลินิวส์

    สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน “จีน-ไทย” เดินหน้าพัฒนาบุคลากรด้านรถยนต์ไฟฟ้า | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงเทพมหานคร เมือวันที่ 5 เม.ย.ว่านายว่านกัง ประธานสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน และประธานการประชุมยานยนต์พลังงานใหม่โลก กล่าวในการประชุมยานยนต์พลังงานใหม่โลกประจำปี 2026 ( World New Energy Vehicle Congress 2026 ) ณ กรุงเทพฯ ประเทศไทย ซึ่งได้ปิดฉากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่าจีนและไทยจะยกระดับความร่วมมือในการส่งเสริมการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในด้านต่าง ๆ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    จีนและไทยจะเดินหน้ายกระดับการทำงานร่วมกันในการฝึกอบรมบุคลากรด้านยานยนต์พลังงานใหม่ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น บนพื้นฐานอันแข็งแกร่งของความร่วมมือด้านการศึกษา พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้สอดประสานกับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม

    การประชุมนี้จัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน มุ่งเน้นความร่วมมือระหว่างประเทศและการฝึกอบรมบุคลากร ดึงดูดผู้เข้าร่วมกว่า 300 คนจากอุตสาหกรรมยานยนต์และภาคการศึกษาทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อร่วมหารือเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในภูมิภาคอย่างสอดประสาน รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล

    นายจางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างจีนและไทยในภาคส่วนยานยนต์พลังงานใหม่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองฝ่ายจะกระชับความร่วมมือด้านการประสานงานเชิงนโยบาย การแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยี และความร่วมมือทางอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในภูมิภาคเติบโตอย่างมั่นคง มีความยืดหยุ่น และยั่งยืนยิ่งขึ้น

    นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการของไทยกล่าวว่า การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องของจีนอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก ซึ่งช่วยให้ไทยได้รับการสนับสนุนด้านเทคนิค โดยไทยจะกระชับความร่วมมือกับจีนในด้านการพัฒนาบุคลากรผู้มีความสามารถ และส่งเสริมการบูรณาการอุตสาหกรรมและการศึกษาเข้าด้วยกัน

    เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทจีนได้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของไทย โดยเพิ่มการลงทุนทั้งในด้านการผลิตยานยนต์ ระบบนิเวศอุตสาหกรรม และการบ่มเพาะบุคลากร ปัจจุบันมีผู้ผลิตยานยนต์สัญชาติจีน 7 รายที่ตั้งฐานการผลิตในไทย คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 97,900 ล้านบาท ) และสร้างงานให้กับคนในท้องถิ่นนับหมื่นตำแหน่ง.

    ข้อมูล-ภาพ : XINHUA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5752631/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VWbZWPlriUBakZTjEPKxU

  • เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน พ.ศ. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภา โดยวางกรอบนโยบายครอบคลุม 5 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านการค้าและการเกษตร ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ด้านสังคม และด้านการบริหารภาครัฐ

    พร้อมระบุถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก ว่าเป็นโจทย์เร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเร่งรับมือ

    ในคำแถลงนยบายต่อสภารัฐบาลประกาศยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

    • การพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
    • การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
    • การยึดมั่นในหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชน

    ผลงานเร่งด่วนของรัฐบาลก่อนหน้า

    ในส่วนของการสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมา นายอนุทินระบุว่ารัฐบาลได้ขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน Quick Big Win หลายประการ อาทิ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส การออกมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชาและการปกป้องอธิปไตย การปราบปรามสแกมเมอร์และยาเสพติด การสร้างความปลอดภัยเพื่อความเชื่อมั่นในหมู่นักท่องเที่ยว รวมถึงการเร่งเจรจาการค้าและการบุกตลาดใหม่

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังผลักดันการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 และจัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ ผลรวมของมาตรการดังกล่าวช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาส 4 ปี พ.ศ. 2568

    วิกฤตพลังงานโลกและมาตรการรับมือเฉพาะหน้า

    นายอนุทินระบุว่า ขณะนี้โลกอยู่ในภาวะความไม่แน่นอนสูง อันเป็นผลจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้การผลิตและการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติอยู่ในภาวะชะงักงัน ราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว กระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการจัดหาพลังงานของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงไทย

    ในระยะเฉพาะหน้า รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หารือกับสมาคมผู้ประกอบการไทยเพื่อวางแผนนำเข้า-ส่งออก บรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก และจูงใจให้บริษัทต่างชาติตั้งสำนักงานใหญ่ในไทยเพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส รัฐบาลยังจะเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้มีผลบังคับใช้ทันปฏิทินงบประมาณปกติ พร้อมปรับ

    ลดรายจ่ายของหน่วยงานรัฐที่ไม่จำเป็น

    ด้านเศรษฐกิจ

    • สร้างโอกาสเติบโตอย่างทั่วถึง

    รัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จโดยยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง ครอบคลุมสถาบันการเงินทุกประเภท บริษัทบริหารสินทรัพย์ และสหกรณ์ เพื่อช่วยให้ประชาชนกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้ ควบคู่กับมาตรการลดรายจ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าน้ำดื่ม ค่าพลังงาน

    รัฐบาลจะสนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีสำหรับกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) และทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส รวมถึงการพัฒนาทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ให้คนไทยทุกกลุ่ม

    สำหรับผู้ประกอบการ SMEs รัฐบาลจะส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อในต้นทุนที่เหมาะสม ปรับกฎหมายและขั้นตอนการประกอบธุรกิจให้สะดวกและโปร่งใส รวมถึงให้แต้มต่อแก่ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าไทย (Made in Thailand) ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และจัดทำเครื่องมือบริหารจัดการธุรกิจออนไลน์ เช่น ระบบบัญชีออนไลน์ฟรี ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-invoice)

    • ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมใหม่

    รัฐบาลตั้งเป้าพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล AI หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ และการแพทย์ โดยจะปรับระบบส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่มีเทคโนโลยีและสนับสนุนการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับไทย

    ในด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รัฐบาลจะพลิกโฉมมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ วางรากฐานเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) บ่มเพาะสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ และพัฒนาตลาดทุนให้เอื้อต่อการระดมทุนของธุรกิจนวัตกรรม

    ด้านการค้า

    รัฐบาลวางนโยบาย “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า” โดยส่งเสริมการพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัล กำหนดกลไกควบคุมสินค้าที่นำเข้ามาส่งออกโดยไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ และปรับกลไกตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าให้เข้มงวดและโปร่งใส

    รัฐบาลจะผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลด้วยรูปแบบ “ทีมประเทศไทย” บริหารจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้างการค้า เน้นการกระจายตลาดลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และเปิดตลาดใหม่สำหรับผู้ส่งออกรายย่อยโดยเฉพาะ SMEs นอกจากนี้ยังจะส่งเสริมการค้าภาคบริการในสาขาการศึกษา สุขภาพ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ด้านการเกษตร

    รัฐบาลประกาศนโยบาย “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” สู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่งคง เกษตรยั่งยืน” โดยสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดและศักยภาพของดินและแหล่งน้ำ พัฒนาการเกษตรแม่นยำด้วย AI และเทคโนโลยีชีวภาพ

    รัฐบาลจะพัฒนาระบบ Big Data และ AI เพื่อวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร ปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน และยกระดับสหกรณ์การเกษตรสู่การเป็นองค์กรธุรกิจสมัยใหม่ที่มีธรรมาภิบาล เพื่อตอกย้ำบทบาทของไทยในการเป็น “ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก”

    ด้านการท่องเที่ยว

    รัฐบาลตั้งเป้าสร้างไทยเป็น “จุดหมายการเดินทาง 365 วัน” (Destination Thailand) โดยปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวให้อยู่ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม ควบคู่กับการขับเคลื่อนการทูตทางวัฒนธรรมเชิงรุก (Cultural Diplomacy)

    รัฐบาลจะพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีไทยที่คำนึงถึงความยั่งยืน เชื่อมโยงสินค้าและบริการไทยเข้ากับประสบการณ์ท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีนโยบายยกระดับความปลอดภัยนักท่องเที่ยว จัดระบบประกันภัยภาคบังคับที่เชื่อมโยงกับบริการสาธารณสุข และสนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นผ่านมาตรการจูงใจด้านภาษี

    ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

    รัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศแบบ “Beyond Thailand” มุ่งแสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลก ยึดมั่นในระบอบพหุภาคีภายใต้กรอบสหประชาชาติและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงเตรียมความพร้อมในการเป็นประธานอาเซียนของไทย ในด้านการทูตเศรษฐกิจ รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. 2571

    • ความมั่นคงชายแดน

    รัฐบาลจะพัฒนาระบบเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างกำแพงชายแดนเพื่อจัดการภัยคุกคามครบวงจร ทั้งการลักลอบขนสินค้า แรงงานผิดกฎหมาย เครือข่ายสแกมเมอร์ และยาเสพติด พร้อมสานต่อการแก้ปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี รวมถึงเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544 ว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

    ส่วนปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่

    • ความมั่นคงภายใน

    รัฐบาลจะบูรณาการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบ โดยระบุชัดเจนว่าจะไม่สนับสนุนให้การพนันทุกชนิดเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย และจะทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา (Free Visa) เพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรข้ามชาติ

    รัฐบาลยังมีนโยบายพัฒนาระบบทหารอาสา 100,000 อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทนและระบบประเมินผลที่ชัดเจน เพื่อเป็นฐานรองรับการปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว

    ด้านสังคม

    • การศึกษา

    รัฐบาลประกาศนโยบาย “เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา” โดยพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีสำหรับคนไทยทุกช่วงวัย ยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนของครู และปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่นสอดรับกับตลาดแรงงานในอนาคต รวมถึงพัฒนาทักษะด้าน AI และหุ่นยนต์ร่วมกับภาคเอกชน

    • สาธารณสุข

    รัฐบาลมุ่งพัฒนาระบบประกันสุขภาพให้สามารถ “รักษาทุกที่ได้ทันที” โดยเชื่อมโยงข้อมูลสิทธิการรักษาและประวัติการแพทย์ของคนไทยเข้าด้วยกัน ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมให้รองรับเศรษฐกิจสมัยใหม่ และยกระดับบริการสุขภาพด้วยเทคโนโลยี AI เช่น การแพทย์ทางไกล ควบคู่กับการส่งเสริมการแพทย์แผนไทย

    • ครอบครัวและสังคมสูงวัย

    รัฐบาลจะสร้างสภาพสังคมและชุมชนรองรับสังคมสูงวัย ส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) พัฒนาเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้สูงอายุ จัดสถานที่พักพิงได้มาตรฐาน และดำเนินโครงการพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้านเพื่อดูแลผู้ป่วยและผู้สูงวัยในชุมชน รวมถึงผลักดันให้มีศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอ

    ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

    รัฐบาลจะเร่งพัฒนา Big Data และ AI เพื่อพยากรณ์การบริหารจัดการน้ำและอากาศในระดับตำบล ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือน เพื่อให้สามารถเยียวยาผลกระทบได้รวดเร็วและเป็นธรรมเมื่อเกิดภัยพิบัติ

    ในด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลยืนยันเป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 โดยส่งเสริมพลังงานสะอาด วางรากฐานการเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี สนับสนุนการผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภค (Prosumer) พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน และจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากล รัฐบาลยังมีนโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่าต้นน้ำและป่าชายเลนผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน

    ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย

    รัฐบาลประกาศนโยบาย “ราชการทันใจ” มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ โดยผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะ ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super License) ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอชุดกฎหมาย (Omnibus Law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากกฎหมายที่ล้าสมัยภายใน 1 ปี

    ในด้านการปฏิรูประบบราชการ รัฐบาลจะลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน จัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด และปรับบทบาทภาครัฐเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” แทน “ผู้ควบคุม” ควบคู่กับการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐ Work from Anywhere

    รัฐบาลยังมีนโยบายทบทวนกฎหมายลำดับรองกว่าเจ็ดพันฉบับ เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็น เช่น กฎหมายเลื่อยโซ่ยนต์ กฎหมายควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง และกฎหมายความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค รวมถึงแก้ไขกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้คำนึงถึงคุณค่าของพัสดุ ไม่ใช่แค่ราคาต่ำสุด

    ในด้านการปราบปรามคอร์รัปชัน รัฐบาลจะบูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐและใช้ AI ตรวจจับพฤติกรรมทุจริต โดยกำหนดตัวชี้วัดที่ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยต้องปรับตัวดีขึ้น

    กรอบการบริหารแบบกลุ่มยุทธศาสตร์

    รัฐบาลประกาศปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็นระบบ “บูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต กลุ่มการผลิต การค้าและบริการ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลุ่มสังคมและสวัสดิการ และกลุ่มการต่างประเทศและความมั่นคง

    แต่ละกลุ่มจะมีผู้รับผิดชอบหลักทำหน้าที่กำหนดทิศทาง กำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประสานความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วน โดยรัฐบาลจะรายงานความก้าวหน้าต่อประชาชนอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง

    กรอบการใช้จ่ายงบประมาณ

    รัฐบาลระบุว่าการดำเนินนโยบายจะใช้จ่ายจากแหล่งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ ได้แก่ เงินกู้ กองทุนหมุนเวียน การให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน และการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง โดยจะส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดภาระหนี้สาธารณะในระยะยาว

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล ปิดท้ายการแถลงนโยบายด้วยการระบุว่า รัฐบาลจะมุ่งขับเคลื่อนให้ “ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายตามหลัก “พูดแล้วทำ” เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมต่อประชาชนทุกคน

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655856&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16WLYG0z3T9YbHELGSHiPd

  • สามทหารเสือสอบตกจริงหรือ? อัษฎางค์ ฟาดโพลอาจไม่ใช่เสียงคนทั้งประเทศ

    สามทหารเสือสอบตกจริงหรือ? อัษฎางค์ ฟาดโพลอาจไม่ใช่เสียงคนทั้งประเทศ

    สามทหารเสือสอบตกจริงหรือ? อัษฎางค์ ฟาดโพลอาจไม่ใช่เสียงคนทั้งประเทศ

    วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.25 น.

    5 เมษายน 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระออกโรงโพสต์เฟซบุ๊กวิเคราะห์ปมร้อน หลัง “นิด้าโพล” เผยผลสำรวจประชาชนส่วนใหญ่ “ไม่มั่นใจ” ในฝีมือการทำงานของ 3 รัฐมนตรีคนนอกโควตาพรรคอนุทิน (ภูมิใจไทย) ในการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ

    ระบุว่า “สามทหารเสือเสื้อน้ำเงิน มือไม่ถึงเท่าราคาคุย จริงหรือไม่?
    #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
    เนื้อหายาว แต่ถ้าคุณไม่อ่าน คุณจะพลาด และคล้อยตามโพลที่สะท้อนเสียงกลุ่มคนเล็กๆ ที่ฟังเหมือนเป็นเสียงคนทั้งประเทศ

    ผมเชื่อว่า ปัญหาที่เห็นกันอยู่นี้ ในทางรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเมือง ถือเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้างและระบบการเมือง” มากกว่าที่จะเป็นความล้มเหลวของตัวบุคคลหรือตัวเทคโนแครต
    จุดยืนของผม ในการจะเขียนบทวิเคราะห์หรือทำคอนเทนต์เพื่ออธิบายความจริงที่ซับซ้อนแบบนี้ให้คนทั่วไปเข้าใจและแยกแยะได้ โดยไม่ถูกโจมตีกลับว่าสื่อกำลัง “แก้ตัวแทนรัฐบาล” เป็นเรื่องไม่ง่าย แต่ถ้าผู้อ่านไม่มีคติและมีสติปัญญาพอสมควรก็จะเห็นจุดประสงค์และจุดยืนของผม

    นิด้าโพลล่าสุด (5 เม.ย. 2569) สำรวจความมั่นใจประชาชนต่อ 3 รัฐมนตรีคนนอกรัฐบาลอนุทิน พบส่วนใหญ่ไม่มั่นใจในการแก้วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ
    แต่ถ้าหากมองตามหลักเหตุผลและข้อเท็จจริงในเชิงรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ผมไม่เชื่อโพลนี้ เพราะ

    1. คนที่มาเป็นตัวอย่างหรือคนทำแบบสำรวจเป็นกลุ่มคนที่ไม่เอาพรรภูมิใจไทยอยู่แล้ว และอาจมีคนที่นิยมพรรคประชาชนเป็นกลุ่มที่ถูกสำรวจมากกว่ากลุ่มอื่น
    แม้สถาบันโพลระดับชาติจะมีระเบียบวิธีวิจัย (Methodology) ในการสุ่มตัวอย่างให้ครอบคลุม แต่บรรยากาศทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลาอาจทำให้ฐานเสียงบางกลุ่มมีความตื่นตัวในการแสดงความคิดเห็นมากกว่า
    หากกลุ่มตัวอย่างมีความเอนเอียงไปทางฝ่ายค้าน หรือมีความไม่พอใจตัวพรรคแกนนำเป็นทุนเดิม ผลโพลย่อมสะท้อนภาพความไม่เชื่อมั่นออกมาสูงกว่าปกติ การตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของกลุ่มตัวอย่างจึงเป็นสิ่งพึงกระทำเมื่ออ่านผลโพลทางการเมือง

    2. ประชาชนส่วนใหญ่อาจยังไม่ตระหนักว่า สถานการณ์ปัจจุบันคือวิกฤตระดับโลกอันเป็นผลสืบเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จึงนำไปสู่การตำหนิรัฐบาลที่เกินเลยจากความเป็นจริง
    อย่างไรก็ตาม แม้จะยอมรับว่าประสิทธิภาพในการรับมือของรัฐบาลยังมีข้อบกพร่อง แต่ข้อเท็จจริงคือ รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดวิกฤตนี้ อีกทั้งปัญหาดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นหรือทวีความรุนแรงเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น หากแต่เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงกับทุกประเทศทั่วโลก
    วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจที่เกิดจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามหรือความขัดแย้งระดับโลก เป็น “ปัจจัยภายนอก” ที่รัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่งควบคุมได้ยากมาก
    การแยกแยะระหว่าง “ต้นตอของวิกฤต” กับ “ประสิทธิภาพในการรับมือ” เป็นมุมมองที่คนส่วนใหญ่มักจะนำมาปะปนกันเมื่อต้องเผชิญกับภาวะบีบคั้นทางเศรษฐกิจ
    อย่างไรก็ตาม แม้ต้นตอจะมาจากต่างประเทศ แต่ประชาชนย่อมคาดหวังให้รัฐบาลทำหน้าที่เป็น “โช้คอัพ” ลดแรงกระแทก เมื่อมาตรการรับมือของรัฐบาลมีช่องโหว่ หรือทำได้ไม่ดีพอ ธรรมชาติของการสำรวจความคิดเห็นมักสะท้อน “ความรู้สึก” ณ เวลานั้น เมื่อประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น พวกเขามักจะพุ่งเป้าไปที่การตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของรัฐบาลก่อนเป็นอันดับแรก มากกว่าที่จะทำความเข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคที่ซับซ้อน
    ช่องว่างความเข้าใจที่เกิดขึ้นตรงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือการที่สังคมยังขาดการสื่อสารที่เชื่อมโยงภาพใหญ่ระดับโลกเข้ากับปากท้องของชาวบ้าน สถานการณ์แบบนี้ยิ่งตอกย้ำว่า สังคมกำลังต้องการสื่อดิจิทัลเชิงวิเคราะห์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง สื่อที่กล้าจะตีแผ่ความจริงอย่างเป็นกลาง สามารถย่อยกลไกเศรษฐกิจมหภาคที่ซับซ้อนให้ประชาชนเข้าใจได้ว่า ส่วนไหนคือผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากโลก และส่วนไหนคือจุดบกพร่องในการบริหารจัดการที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

    3. คนระดับศุภจีเป็นอดีต CEO ย่อมชอบความท้าทายในการแก้ปัญหา ไม่ใช่คนวิ่งหนีปัญหา
    ศักยภาพและประสบการณ์ของผู้บริหารระดับนี้คุ้นเคยกับการแก้ปัญหายากๆ และรักความท้าทาย
    เป็นไปได้มั้ยว่า คุณศุภจีเป็นคนทำงานเร็ว มีประสิทธิ์ภาพและประสิทธิผล แต่ระบบราชการและวงการการเมือง คือตัวปัญหาซึ่งเป็นสิ่งใหม่ที่ศุภจีเพิ่งมาเจอ
    ปัญหานี้ตรงกับทฤษฎีทางรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ที่มักเรียกว่า “ปัญหาคอขวดของเทคโนแครต” เมื่อผู้เชี่ยวชาญหรือผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน (Technocrat) ต้องเข้ามากุมบังเหียนในระบบราชการและการเมือง
    • อำนาจสั่งการเบ็ดเสร็จ (Top-down) ปะทะ การบริหารฉันทามติ (Consensus Building)
    ในภาคเอกชน CEO คือยอดพีระมิด เมื่อตัดสินใจแล้ว นโยบายจะถูกสั่งการลงไป (Top-down) ทันที ทุกแผนกต้องวิ่งรับลูกเพื่อทำให้สำเร็จตาม KPI
    ในการเมืองและราชการ รัฐมนตรีไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ 100% การจะขับเคลื่อนนโยบายต้องผ่านการต่อรองกับ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” จำนวนมาก ทั้งพรรคร่วมรัฐบาล (ที่มีวาระของตัวเอง), สส. ในสภา, ไปจนถึงข้าราชการประจำ (ปลัดกระทรวง, อธิบดี) ที่เป็นผู้ถือกลไกปฏิบัติ การทำงานจึงต้องเน้นการประนีประนอมและสร้างฉันทามติ ซึ่งกินเวลาและลดทอนความรวดเร็ว
    • ความคล่องตัว ปะทะ กฎระเบียบ
    ในภาคเอกชน เน้นความรวดเร็ว ยืดหยุ่น ลองผิดลองถูกได้ เพื่อชิงความได้เปรียบทางธุรกิจ
    ในระบบราชการ ถูกออกแบบมาให้ “รัดกุม” มากกว่า “รวดเร็ว” เพื่อป้องกันการทุจริต ทุกอย่างต้องเป๊ะตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ร.บ.งบประมาณ และขั้นตอนทางกฎหมายมากมาย (Red Tape) แม้รัฐมนตรีจะคิดนโยบายแก้ปัญหาได้เร็วแค่ไหน แต่ถ้าข้าราชการประจำบอกว่า “ทำไม่ได้ ติดระเบียบข้อนี้” ทุกอย่างก็ต้องหยุดชะงัก หรือต้องเสียเวลาไปแก้กฎหมายก่อน
    • ผลกำไรเชิงประจักษ์ ปะทะ ทุนทางการเมือง
    ในภาคเอกชน วัดผลกันที่ตัวเลข กำไร-ขาดทุน ชัดเจน
    ในทางการเมือง บางนโยบายที่ดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว อาจไปขัดใจฐานเสียง ขัดผลประโยชน์กลุ่มทุน หรือทำให้พรรคเสียคะแนนนิยม (เสียทุนทางการเมือง) รัฐมนตรีคนนอกที่มาด้วยความตั้งใจแก้ปัญหาเพียวๆ มักจะชนกำแพงนี้อย่างจัง เพราะนักการเมืองอาชีพจะคอยเบรกเพื่อรักษาฐานเสียง
    คุณศุภจีในฐานะอดีต CEO อาจจะยังมีสปีดการทำงานและความมุ่งมั่นในระดับสูง แต่ “เครื่องยนต์” ที่เธอต้องใช้ขับเคลื่อน (ระบบราชการ) และ “สภาพถนน” (การเมืองพรรคร่วม) มันไม่เอื้อให้ทำความเร็วได้เหมือนเดิม ประชาชนที่เห็นแต่ผลลัพธ์ปลายทางจึงรู้สึกว่านโยบายไม่ออกมาเป็นรูปธรรมเสียที

    ถ้าวิเคราะห์ปัญหาของศุภจี แล้วคงมีคนถามถึงอีก 2 คนคือ เอกนิติ กับ สีหศักดิ์ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการ เป็นยังไง
    ในขณะที่คุณศุภจีเผชิญกับ “ปัญหาคอขวดของคนนอก” คุณเอกนิติ และคุณสีหศักดิ์ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการระดับสูง จะเผชิญกับความท้าทายในรูปแบบที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ในทางรัฐศาสตร์เราอาจเรียกสภาวะนี้ว่า “กับดักของเทคโนแครต”
    หากวิเคราะห์จากภูมิหลังของทั้งสองท่าน ข้อได้เปรียบและข้อจำกัดจะแสดงออกในมิติเหล่านี้
    1. ข้อได้เปรียบ: “ความเชี่ยวชาญในระบบ
    ต่างจากคุณศุภจีที่เพิ่งมาเจอระบบราชการ ทั้งคุณเอกนิติ และคุณสีหศักดิ์ “รู้ทางลมราชการ” เป็นอย่างดี ทั้งสองท่านรู้ว่ากลไกของรัฐทำงานอย่างไร กฎหมายข้อไหนเป็นข้อจำกัด และจะสั่งการข้าราชการประจำอย่างไรให้งานเดินหน้า ท่านไม่มีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับระเบียบราชการ เพราะเคยเป็นยอดพีระมิดของระบบนั้นมาก่อน
    2. ข้อจำกัดที่ 1: “สภาวะขาลอยทางการเมือง
    นี่คือจุดอ่อนที่อันตรายที่สุดของอดีตข้าราชการที่มาเป็นรัฐมนตรีโควตาคนนอก แม้จะเก่งกาจเพียงใด แต่เมื่อไม่มี “ฐานเสียง สส.” ในสภาเป็นของตัวเอง อำนาจต่อรองทางการเมืองจึงต่ำมาก
    กรณีคุณเอกนิติ การแก้วิกฤตเศรษฐกิจมักต้องใช้ยาแรง เช่น การตัดงบประมาณ การปรับโครงสร้างภาษี หรือการยกเลิกการอุดหนุนบางอย่าง นโยบายเหล่านี้ถูกต้องตามหลักเศรษฐศาสตร์ แต่อาจไปขัดใจฐานเสียงของนักการเมือง เมื่อถึงจุดที่ต้องผลักดันนโยบายที่กระทบความนิยม พรรคร่วมรัฐบาลอาจไม่ยอมเป็นเกราะกำบังให้
    กรณีคุณสีหศักดิ์ การรักษาสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ (เช่น ท่าทีต่อสหรัฐฯ และอิหร่าน) ต้องอาศัยความเด็ดขาด แต่หากการตัดสินใจนั้นส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนการเมือง ท่านก็อาจถูกแทรกแซงได้ง่าย
    3. ข้อจำกัดที่ 2: “กับดักความคุ้นชินและหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
    DNA ของข้าราชการถูกฝึกมาให้ทำงานตามระเบียบ และหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีในยามปกติ แต่ในยาม “วิกฤต” ที่โลกหมุนเร็วและต้องการนโยบายที่แหกกรอบ ความคุ้นชินกับการ “เพลย์เซฟ” อาจทำให้การตัดสินใจเชื่องช้า ขาดความกล้าได้กล้าเสีย หรือเน้นแก้ปัญหาเชิงประคองสถานการณ์มากกว่าการผ่าตัดใหญ่
    4. ภาพลักษณ์ในสายตาประชาชน
    ในสายตาของประชาชน ข้าราชการระดับสูงมักถูกมองว่าเป็นตัวแทนของ “ระบบเดิม” ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากวิกฤตมักคาดหวังผู้นำที่เป็น “Change Agent” ที่พร้อมจะทุบโต๊ะและเปลี่ยนกติกา การตั้งอดีตข้าราชการมาคุมกระทรวงหลักจึงอาจไม่สร้างความตื่นเต้น หรือไม่สามารถดึงความเชื่อมั่นในเชิงจิตวิทยา ได้เท่าที่ควร ซึ่งสะท้อนออกมาในตัวเลขโพลที่ระบุว่าประชาชน “ไม่ค่อยมั่นใจ/ไม่มั่นใจเลย” ในสัดส่วนที่สูง

    สรุปภาพรวม
    คุณศุภจี เหมือนคนขับรถแข่งที่มาขับบนถนนลูกรังของระบบราชการ เครื่องยนต์แรงแต่วิ่งไม่ออก
    คุณเอกนิติ & คุณสีหศักดิ์ เหมือนคนขับที่รู้ทุกหลุมบ่อบนถนนเส้นนี้เป็นอย่างดี แต่ขับรถยนต์รุ่นเก่าที่เน้นความปลอดภัยสูงสุด และมีนักการเมืองคอยดึงเบรกมืออยู่เป็นระยะ ทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายได้ทันใจประชาชน”

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/957014&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01aYXRMfy9uW8TJi10O7g2

  • หนุ่มจีนเปิด “เรื่องผี” อัดกำแพงวันละ 10 ชม. แก้เผ็ดเพื่อนข้างห้อง แถมหัวหมอ คุมเสียงไม่ให้ดังเกินกำหนด | เดลินิวส์

    หนุ่มจีนเปิด “เรื่องผี” อัดกำแพงวันละ 10 ชม. แก้เผ็ดเพื่อนข้างห้อง แถมหัวหมอ คุมเสียงไม่ให้ดังเกินกำหนด | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวานนี้ (3 เม.ย.) เรื่องชายชาวจีนที่ใช้วิธีพิสดารเพื่อแก้เผ็ดเพื่อนบ้านร่วมอาคารที่มีเรื่องขัดแย้งกัน

    กระทรวงยุติธรรมของสาธารณรัฐประชาชนจีนเพิ่งเปิดเผยรายละเอียดของคดีนี้ ซึ่งเกิดขึ้นที่เมืองกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน โดยชายแซ่ลู่ และเพื่อนแซ่หลี่ซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกันในอาคารที่พักอาศัยแห่งหนึ่ง ได้เกิดเหตุทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนบ้านข้างห้องแซ่เซี่ย 

    รายงานข่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าเพื่อนบ้านทั้งสองข้างขัดแย้งกันด้วยสาเหตุใด แต่นายหลี่และนายลู่ตัดสินใจตอบโต่เพื่อนบ้านแซ่เซี่ยด้วยการนำลำโพงขยายเสียงไปวางจ่อไว้ที่กำแพงห้องข้างที่ติดกับห้องของนายเซี่ย แล้วเริ่มเปิดเรื่องผี รวมทั้งเสียงประกอบแนวภูตผีปิศาจจากป่าเขาอันน่าขนลุกวนซ้ำไปมาทุกวัน โดยแบ่งเป็นสองช่วงเวลา คือตั้งแต่ 08.45 น. จนถึงเที่ยง และอีกช่วงคือ 15.30 – 22.00 น. รวมแล้ววันละกว่า 10 ชั่วโมง

    อย่างไรก็ตาม แผนแก้เผ็ดนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่คู่กรณี แต่ยังลามไปถึงเพื่อนบ้านคนอื่นๆ รวมถึงเพื่อนบ้านแซ่ชุย ซึ่งอาศัยอยู่ในห้องถัดขึ้นไปอีกสองชั้น เขาต้องทนฟังเสียงโหยหวนนี้วันแล้ววันเล่า จนลูกของเขาซึ่งกำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่สามารถอ่านหนังสือได้อย่างสงบสุข

    แต่เมื่อมีการวัดระดับเสียงภายในบ้านของนายชุย ก็พบว่า ระดับความดังอยู่ที่ 36 เดซิเบล ซึ่งต่ำกว่าขีดจำกัดตามกฎหมายที่กำหนดไว้ที่ 60 เดซิเบลในตอนกลางวัน และ 50 เดซิเบลในตอนกลางคืน ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถสั่งปรับหรือลงโทษนายหลี่และนายลู่ได้ในตอนแรก

    แต่นายชุยไม่ยอมแพ้ เขายื่นคำร้องต่อศาลประชาชนเขตไห่จู เมืองกวางโจว เพื่อขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการฟ้องร้องคดี ซึ่งศาลได้พิจารณาเห็นชอบและสั่งให้นายลู่และนายหลี่หยุดเปิดเสียงรบกวนดังกล่าวทันที 

    ต่อมาภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ศาล นายลู่ได้ทำการรื้อถอนอุปกรณ์เครื่องเสียง ลบไฟล์เสียง “ผีป่า” ทิ้ง และให้สัญญาว่าจะไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่เพื่อนบ้านอีก

    ที่มา : scmp.com

    เครดิตภาพ : Generated by Gemini

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5752038/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3opmUyIqiUe7aM-RmD80IO

  • เวียตเจ็ทจับมือซีพีเอฟ ดันก๋วยเตี๋ยวเรือขึ้นเครื่องบิน

    เวียตเจ็ทจับมือซีพีเอฟ ดันก๋วยเตี๋ยวเรือขึ้นเครื่องบิน

    เวียตเจ็ทไทยแลนด์-ซีพีเอฟ ดันสตรีทฟู้ดไทยขึ้นฟ้า เปิดตัว ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือหมูชีวา’ เสริมเกมอาหารการบิน

    ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจสายการบินที่ไม่ได้วัดกันแค่ ‘ราคา’ แต่รวมถึง ‘ประสบการณ์ผู้โดยสาร’ ล่าสุด เวียตเจ็ทไทยแลนด์ จับมือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดตัวเมนูใหม่ ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือหมูชีวา’ ยกระดับอาหารบนเที่ยวบิน ด้วยการนำสตรีทฟู้ดไทยยอดนิยมขึ้นสู่ท้องฟ้า หวังสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าบริการ

    งานนี้มี ภูเบศ กิตติญาณปัญญา รองผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ และศุภรา ศรีบูรณ์ ผู้อำนวยการธุรกิจการค้าในประเทศ ซีพีเอฟ ร่วมเปิดตัว พร้อมมอบของที่ระลึกให้ผู้โดยสาร

    เมนู ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือหมูชีวา’ (Cheeva Thai Boat Noodle) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ทั้ง “รสชาติและโภชนาการ” โดยเลือกใช้เนื้อหมูชีวาซึ่งเลี้ยงด้วยสูตรอาหารพิเศษ (Superfoods) อุดมด้วยโอเมก้า 3 ปราศจากสารเร่งเนื้อแดงและยาปฏิชีวนะ สะท้อนเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น

    ภูเบศ ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดพันธมิตรระหว่างสายการบินกับผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ เพื่อยกระดับประสบการณ์บนเที่ยวบิน โดยนำ ‘อาหารไทยสตรีทฟู้ด’ มาสร้างความแตกต่าง พร้อมเพิ่มทางเลือกให้ผู้โดยสาร

    vietJet-cpf-cheeva-thai-boat-noodle-on-flight-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ด้านศุภรา กล่าวว่า ซีพีเอฟมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่ผสานคุณภาพและนวัตกรรม รองรับความต้องการของพันธมิตรในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งสายการบิน โรงแรม และร้านอาหาร โดยการร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายช่องทางสินค้าอาหารคุณภาพสู่ผู้บริโภคในรูปแบบใหม่

    เมนูดังกล่าวพร้อมให้บริการบนทุกเที่ยวบินของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ในราคา 180 บาท พร้อมโปรโมชันเปิดตัว “ก๋วยเตี๋ยวเรือหมูชีวา + โค้ก” ในราคาเดียวกัน ถึงวันที่ 31 เมษายน 2569

    ดีล ‘สายการบิน + อาหาร’ สะท้อนเทรนด์ใหม่ของธุรกิจบริการ ที่ใช้ ‘อาหาร’ เป็นเครื่องมือสร้างรายได้เสริม (Ancillary Revenue) และสร้างความแตกต่างในตลาดการแข่งขันสูง โดยเฉพาะการหยิบ ‘สตรีทฟู้ดไทย’ มาต่อยอดเป็น Soft Power เชิงพาณิชย์บนเวทีการบิน

    vietJet-cpf-cheeva-thai-boat-noodle-on-flight-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/vietjet-cpf-cheeva-thai-boat-noodle-on-flight&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1W9__pCGUTQSdplKushhtt