Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “พาณิชย์” พาไทยรุกสร้างพันธมิตร IP บนเวทีโลก จับมือสหภาพยุโรป-ภูฏาน เร่งยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญารับเศรษฐกิจยุคใหม่

    “พาณิชย์” พาไทยรุกสร้างพันธมิตร IP บนเวทีโลก จับมือสหภาพยุโรป-ภูฏาน เร่งยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญารับเศรษฐกิจยุคใหม่

    เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าภารกิจด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุกในเวทีสากล เร่งสร้างความร่วมมือทวิภาคีกับสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของสหภาพยุโรปและราชอาณาจักรภูฏาน เพื่อผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

    ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมหารือทวิภาคีกับองค์กรพันธมิตรด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศและผลักดันนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุน เพื่อสร้างแต้มต่อทางธุรกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืน

    ในการหารือกับสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสหภาพยุโรป (European Union Intellectual Property Office: EUIPO) ซึ่งนำโดย Mr. João Negrão ผู้อำนวยการบริหาร EUIPO โดยฝ่ายไทยได้ขอบคุณ EUIPO ที่ให้การสนับสนุนและทำงานร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทยมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเสนอความก้าวหน้าในการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในระบบบริการต่างๆ เช่น AI Image Search และ Trademark Checker เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยผู้ประกอบการตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้าเบื้องต้นก่อนยื่นคำขอการพัฒนาบริการ Fast Track สำหรับจดทะเบียนสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร การออกแบบผลิตภัณฑ์ และเครื่องหมายการค้า รวมถึงความคืบหน้าในการปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อเตรียมเข้าร่วมภาคีความตกลงระหว่างประเทศของ WIPO

    ดร.กิริฎา กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับความร่วมมือให้สอดรับกับความท้าทายในยุคดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบคำขอและงานบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ SMEs โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางการเงิน (IP Finance) ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวปฏิบัติด้านสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสินค้า GI และขยายโอกาสทางการตลาดของสินค้า GI ไทยในสหภาพยุโรป

    ในโอกาสนี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสหภาพยุโรป โดย Mr. João Negrão ผู้อำนวยการบริหาร EUIPO ซึ่งเป็นการต่อยอดความร่วมมือจาก MOU ฉบับเดิมที่กำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนตุลาคม 2569

    เพื่อยกระดับความร่วมมือให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจและเทคโนโลยีในยุคใหม่ โดยมีสาระสำคัญครอบคลุมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเครื่องมือสารสนเทศ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการประเมินมูลค่าและใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ ซึ่งทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันจัดทำแผนการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    จากนั้น ดร.กิริฎา ได้นำคณะผู้แทนไทยหารือกับ Mr. Sonam Penjor ผู้อำนวยการสำนักงานสื่อสารมวลชน อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญา (Department of Media, Creative Industry and Intellectual Property: DoMCIIP) แห่งราชอาณาจักรภูฏาน โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางการเตรียมความพร้อมด้านทรัพย์สินทางปัญญารองรับความตกลงการค้าเสรีไทย–ภูฏาน (Thailand–Bhutan FTA) ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2570 ซึ่งฝ่ายไทยแสดงความพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการคุ้มครองและการส่งเสริมสินค้า GI ซึ่งปัจจุบันไทยมีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 260 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 116,253 ล้านบาท นอกจากนี้ ภูฏานยังมีมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โดดเด่น ซึ่งสามารถต่อยอดด้วยการออกแบบร่วมสมัย ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากเครื่องหมายการค้าและสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นและยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชุมชน โดยทั้งสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องนี้ได้

    ด้าน นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า การหารือกับ EUIPO และ DoMCIIP ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญากับพันธมิตรระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาไทยในระยะยาว โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมต่อยอดความร่วมมือกับประเทศและองค์กรระดับนานาชาติอื่นๆ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทยในเวทีการค้าโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1035165&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00po7VmY2HrXcvdsftLApK

  • นายกฯ ยัน บริหารเงินกู้อย่างคุ้มค่าสูงสุดเพื่อประโยชน์ประชาชน เพิ่มมูลค่าให้ระบบเศรษฐกิจ

    นายกฯ ยัน บริหารเงินกู้อย่างคุ้มค่าสูงสุดเพื่อประโยชน์ประชาชน เพิ่มมูลค่าให้ระบบเศรษฐกิจ

    นายกฯ ให้สัมภาษณ์หลังหารือผู้นำมาเลเซีย ย้ำสัมพันธ์สองประเทศแน่นแฟ้น พร้อมชี้แจงประเด็นกู้เงิน มุ่งบริหารอย่างคุ้มค่าเพื่อประโยชน์ประชาชน

    เมื่อวันที่  9 กรกฎาคม 2569 เวลา 17.15 น. (ตามเวลาท้องถิ่นมาเลเซีย ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Park Hyatt Kuala Lumpur ประเทศมาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการพบหารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียว่า การหารือวันนี้มีความคืบหน้าและบรรลุข้อตกลงหลายเรื่อง โดยเฉพาะการลงนาม MOU ด้านการเกษตร ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการหารือมาอย่างต่อเนื่อง

    ด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การหารือไม่ได้จำกัดเฉพาะประเด็นชายแดน แต่ครอบคลุมถึงเรื่องการผ่านแดน การค้า และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน พร้อมเห็นพ้องการขยายเวลาเปิด-ปิดด่าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยและมาเลเซียเดินทางไปมาหาสู่กันได้คล่องตัวมากขึ้น

    นอกจากนี้ ไทยและมาเลเซียยังมีการตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันสู่ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะใช้กลไกการอำนวยความสะดวกทางการค้า การพัฒนาด้านโลจิสติกส์ และการลดขั้นตอนการตรวจสินค้า เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

    ในประเด็นการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายมุ่งสร้างความเข้าใจร่วมกัน เพื่อให้พื้นที่ชายแดนเกิดความสงบสุขและสันติสุข โดยจะหารือกับผู้ที่มีความใกล้ชิดกับพื้นที่ รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือในประเด็นที่มีศักยภาพร่วมกัน นอกจากนี้ ยังได้หารือในประเด็นการป้องกันน้ำท่วม เพื่อลดความเสียหายต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

    สำหรับกรณี พ.ร.ก. กู้เงิน นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เร่งวินิจฉัยเรื่องร้องเรียน และทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น โดยกล่าวว่ารัฐบาลจะบริหารเงินให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดแก่ประชาชน พร้อมย้ำว่าการดำเนินงานต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่อประโยชน์ของประเทศ

    นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า เงินกู้ดังกล่าวมีต้นทุนดอกเบี้ยต่ำ ประมาณร้อยละ 1.2 จึงเป็นโอกาสในการนำเงินไปสร้างประโยชน์และเพิ่มมูลค่าให้แก่ระบบเศรษฐกิจ เกิดการหมุนเวียนและผลทวีคูณทางเศรษฐกิจ (Multiply Effect) ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งภาครัฐ ประเทศ ประชาชน และเศรษฐกิจโดยรวมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5799217&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AIwrV0Vqx9DJowDMN2-HK

  • ไทย-มาเลเซีย ตกลงเดินหน้าเชื่อมโลจิสติกส์ หนุนเศรษฐกิจชายแดนเติบโต

    ไทย-มาเลเซีย ตกลงเดินหน้าเชื่อมโลจิสติกส์ หนุนเศรษฐกิจชายแดนเติบโต

    วันนี้ (9 ก.ค.2569) เวลา 13.10 น. ตามเวลาท้องถิ่นมาเลเซีย ณ สำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กรุงกัวลาลัมเปอร์ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการหารือเต็มคณะระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กับ ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

    โดยผู้นำทั้ง 2 ฝ่าย แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการยกระดับความร่วมมือทวิภาคีในทุกมิติ เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ชายแดนให้เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความมั่นคง อันจะส่งผลโดยตรงต่อการยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนของทั้ง 2 ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    เร่งรัดโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์เชื่อมโยงชายแดน

    ประเด็นหลักที่ทั้ง 2 ประเทศให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกคือ การเร่งรัดการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อความสะดวกในการเดินทางและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์

    โดยในวันที่ 10 ก.ค.2569 ผู้นำทั้ง 2 จะเดินทางไปร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดด่านสะเดาแห่งใหม่ และด่านบูกิตกายูฮิตัม ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุดระหว่างไทยและมาเลเซีย

    นอกจากนี้ ยังมีการตกลงที่จะฟื้นฟูและพัฒนาเส้นทางคมนาคมทางเลือกอื่น ๆ ได้แก่ การกลับมาเปิดให้บริการเรือเฟอร์รีระหว่าง จ.สตูล กับ เมืองกัวลาปะลิส การเชื่อมโยงระบบจำหน่ายตั๋วรถไฟเส้นทางกรุงเทพฯ–หาดใหญ่–บัตเตอร์เวิร์ธ ให้เป็นระบบเดียวกัน ตลอดจนการฟื้นฟูเส้นทางรถไฟสายสุไหงโก-ลก–รันเตาปันจัง และการก่อสร้างสะพานแห่งใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้าและส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค

    กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน ทะยานสู่เป้าหมาย 3 หมื่นล้านดอลลาร์

    ในด้านเศรษฐกิจและการลงทุน ทั้ง 2 ประเทศได้กำหนดเป้าหมายร่วมกัน ที่จะผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอนาคตอันใกล้ ผ่านการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และเทคโนโลยีขั้นสูง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมผู้ประกอบการท้องถิ่น และการพัฒนาทักษะแรงงานในพื้นที่ชายแดน

    ในโอกาสนี้ ผู้นำทั้ง 2 ได้ร่วมเป็นสักขีพยาน ในการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการเกษตร ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง การวิจัย และการถ่ายทอดเทคโนโลยี

    ยิ่งไปกว่านั้น รมว.เกษตร ของทั้ง 2 ฝ่ายยังสามารถบรรลุข้อตกลง ในการแก้ไขปัญหาการเปิดตลาดและข้อจำกัดของสินค้ากุ้งและปลากะพงได้สำเร็จ ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้อย่างรวดเร็ว

    ผสานความร่วมมือด้านความมั่นคง สันติภาพ และสิ่งแวดล้อม

    สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องว่าต้องดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการสร้างสันติภาพอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์ และการควบคุมความมั่นคงบริเวณตะวันแดน

    นอกจากนี้ ยังจัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อดูแลพื้นที่บริหารจัดการริมแม่น้ำโก-ลก และพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมร่วมกัน เพื่อลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน

    เนื่องในโอกาสที่ปี 2570 จะเป็นปีแห่งการครบรอบ 70 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–มาเลเซีย นายกรัฐมนตรีไทย มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดการดำเนินงานตามผลการหารือและจัดทำ MOU ที่ยังค้างอยู่ให้เสร็จสิ้น พร้อมทั้งให้เกียรติเรียนเชิญนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในอนาคต

    ในขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวชื่นชมบทบาทนำของประเทศไทย ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ในเมียนมาอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะความพยายามในการสร้างสันติภาพและการส่งมอบความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม แก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของมาเลเซียที่เน้นย้ำการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย

    ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงของไทยที่เข้าร่วมการหารือเต็มคณะในครั้งนี้ ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีจากกระทรวงสำคัญ ได้แก่ กระทรวงคมนาคม, กระทรวงการคลัง, กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงมหาดไทย รวมถึงเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, เลขาธิการ ศอ.บต. และเลขาธิการ กอ.รมน.

    อ่านข่าวอื่น :

    ชัชชาติสั่งปิด ถ.ประชาธิปก 1 สัปดาห์ สั่งอพยพ 60 ชีวิต เฝ้าระวัง 24 ชม.

    DSI เรียกผู้บริหารบริษัทน้ำมันสุราษฎร์ฯ รับทราบข้อหากักตุน 2.1 ล้านลิตร 13 ก.ค.

    “อนุทิน” ขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงินไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508095&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39BQqVIRJIw90TMjbOtH9V

  • ม.หอการค้าเผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคมิ.ยปรับดีขึ้นในรอบ4เดือนที่50.7แรงหนุนจากไทยช่วยพลัส

    ม.หอการค้าเผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคมิ.ยปรับดีขึ้นในรอบ4เดือนที่50.7แรงหนุนจากไทยช่วยพลัส

    วันนี้, 18:26น.

              วันนี้ (9 ก.ค.2569)รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยถึง ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนมิ.ย. 2569ว่า ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 49.5 เป็น 50.7 ปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านเริ่มคลี่คลายรวมถึงราคาน้ำมันตลาดโลกและในประเทศเริ่มปรับตัวลดลง รวมถึงรัฐบาลเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสเป็นเดือนแรก ส่งผลทางจิตวิทยาในเชิงบวกและเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนในประชนซึ่งส่งผลบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเป็นผลดีต่อค่าครองชีพของประชาชน

                ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย(ภาคธุรกิจ) เดือนมิ.ย.2569 อยู่ที่ 41.4 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่4 เนื่องจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสยังไม่สามารถส่งผลบวกไปถึงยอดขายของภาคธุรกิจ และในเดือนแรกยังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นได้ เห็นได้จากอัตราการจ้างงานยังคงต่ำ ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโตแบบ K-Shapedเติบโตเฉพาะสินค้าAI และอิเล็กทรอนกส์ ไม่กระจายไปยังเอสเอ็มอี

               อย่างไรก็ตามดัชนีความเชื่อมั่น 2 รายการชี้ให้เห็นว่าด้านของผู้บริโภครับรู้เชิงบวกจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัส มองว่ามีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการยังไม่ได้รับรู้เชิงบวกว่า เม็ดเงินไทยช่วยไทยพลัสที่สะพัดราว เดือนละ 5 หมื่นล้าน เข้ามาช่วยกระตุ้นภาคธุรกิจ  ทั้งนี้หากสงครามตะวันออกกลางไม่กลับมารุนแรง รัฐบาลดำเนินมาตรการไทยช่วยไทยพลัสต่อเนื่อง 4เดือน มีการปรับโครงสร้างพลังงาน คาดว่ากำลังซื้อจะโดดเด่นขึ้น เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มกลับมาคึกคักได้ในช่วงไตรมาส4 อาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้โตได้เกิน2%

               ส่วนกรณีที่สหรัฐฯประกาศยกเลิกการหยุดยิงชั่วคราวประกาศโจมตีอิหร่านรอบใหม่เมื่อ2วันที่ผ่านมานั้น มองว่าอาจจะไม่รุนแรงมากจนกลับมาสู่การปะทะรอบใหม่ เนื่องจากสหรัฐฯยังไม่มีการใช้กองกำลังทหาร เป็นเพียงการใช้โดรนโจมตี และมีโอกาสที่จะเจรจาร่วมกันได้ ซึ่งคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกไม่น่าจะพุ่งสูงเกิน 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จึงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะยังสามารถเติบโตได้ตามคาดคือ 2-2.5%

             หากเกิดกรณีมีการขัดแย้งยืดเยื้อ และทั้ง2ประเทศกลับมาปะทะโจมตีกันรุนแรงอีกครั้ง อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นไปแตะที่90-110 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อาจส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ เติบโตในอัตราที่ต่ำกว่า2% โดยอาจอยู่ในช่วง 1.5-2%

              นายวชิร คูณทวีเทพ รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (TCC Confidence Index) เดือนมิ.ย.69 ว่า จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างที่เป็นภาคธุรกิจ และหอการค้าทั่วประเทศ จำนวน 369 ตัวอย่าง ดำเนินการสำรวจในช่วง 22-29 มิ.ย. 69 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 41.4 ลดลงจากเดือนพ.ค. 69 ซึ่งดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 49.5 

              ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจ ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งแม้ในเดือนมิ.ย.นี้ รัฐบาลจะมีการออกมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส 60/40 แต่ก็ยังเป็นช่วงเดือนแรก จึงอาจยังไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นได้ชัดเจนมากนัก ขณะเดียวกัน ในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจ ยังมองว่า รัฐบาลยังไม่มีมาตรการที่ช่วยดูแลภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลของราคาพลังงานในตลาดโลก อันเนื่องมาจากปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

               ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ยังไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ โดยสัญญาณการชะลอตัวของความเชื่อมั่นยังมีให้เห็น และมีสัญญาณที่จะปรับตัวลดลง  อย่างไรก็ดี ผลสำรวจความเห็นจากผู้ประกอบธุรกิจในหลายพื้นที่ ยังมีความหวังว่ารัฐบาลจะทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

     #ดัชนี้เชื่อมันผู้บริโภค

    #มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 

    Cr:UTCC 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/162837&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OSg-w-KmWe4r2mtjj6lGY

  • แบงก์ชาติญี่ปุ่นคงมุมมองเศรษฐกิจ 9 ภูมิภาค ชี้ผลกระทบขัดแย้งตะวันออกกลาง เริ่มคลี่คลาย : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติญี่ปุ่นคงมุมมองเศรษฐกิจ 9 ภูมิภาค ชี้ผลกระทบขัดแย้งตะวันออกกลาง เริ่มคลี่คลาย : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงระดับการประเมินภาวะเศรษฐกิจในพื้นที่ 9 ภูมิภาคทั่วประเทศในการประชุมวันนี้ (9 ก.ค.) โดยระบุว่า ความกังวลว่าวิกฤตในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อการผลิตและการส่งออกเริ่มคลี่คลาย แม้จะยังเกิดความล่าช้าในการขนส่งและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในบางส่วน

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า รายงานภาวะเศรษฐกิจภูมิภาครายไตรมาส หรือ “รายงานซากุระ” ระบุว่า แม้บางพื้นที่ส่งสัญญาณชะลอตัว แต่เศรษฐกิจของทุกภูมิภาคยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัว โดยทุกภูมิภาคได้รับการประเมินว่าอยู่ในภาวะ “กำลังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป” “กำลังกระเตื้องขึ้น” หรือ “กำลังกระเตื้องขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป” จากอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม

    BOJ ระบุว่า แม้สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านจะส่งผลให้การขนส่งล่าช้าและการจัดหาวัตถุดิบบางส่วนหยุดชะงัก แต่การจัดหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือกและการปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งเพื่อหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ช่วยลดความเสี่ยงที่การผลิตและการส่งออกจะหดตัวลงอย่างรุนแรง

    รายงานดังกล่าวรวบรวมข้อมูลจากสำนักงานสาขาของ BOJ ในภูมิภาคต่าง ๆ อาทิ โตเกียว โทไก ซึ่งเป็นฐานการผลิตของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (Toyota Motor) และผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จำนวนมาก รวมถึงภูมิภาคคิงกิ (คันไซ) ซึ่งครอบคลุมโอซากะและเกียวโต ก่อนการประชุมผู้จัดการสาขาของ BOJ เมื่อช่วงเช้าวันนี้

    การบริโภคภาคเอกชนยังคงแข็งแกร่งเป็นส่วนใหญ่ โดยยอดขายสินค้าหรูปรับตัวดีตามทิศทางตลาดหุ้น ยอดขายรถยนต์เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าจ้าง ขณะที่ความต้องการเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นก่อนมาตรฐานการประหยัดพลังงานใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนเม.ย.ปีหน้า ซึ่งคาดว่าจะทำให้ราคาสินค้าปรับสูงขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาสินค้าส่งผลให้ยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคบางประเภทลดลง ขณะที่ภาคท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงท่ามกลางความตึงเครียดทางการทูต และนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่หายไปจากวิกฤตในภูมิภาค แม้นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นและการท่องเที่ยวภายในประเทศจะช่วยชดเชยผลกระทบดังกล่าว

    BOJ ยังระบุว่า แม้หลายบริษัทปรับขึ้นค่าจ้างเพื่อรักษาบุคลากร แต่บางบริษัทยังคงเผชิญข้อจำกัดในการผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาสินค้า ส่งผลให้ต้นทุนด้านบุคลากรกระทบต่อผลกำไรและทำให้ผู้บริหารบางบริษัทต้องลดการจ้างงาน

    โดยภาพรวม ภาคธุรกิจยังคงทยอยส่งผ่านต้นทุนแรงงานและต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาสินค้า ขณะที่ต้นทุนด้านพลังงานและวัตถุดิบถูกส่งผ่านไปยังราคาซื้อขายระหว่างภาคธุรกิจในอัตราที่รวดเร็วกว่าปกติ

    ทั้งนี้ รายงานซากุระเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ BOJ ใช้ประกอบการพิจารณานโยบายการเงิน โดย BOJ ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 1.0% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี เมื่อเดือนมิ.ย. และตลาดคาดว่า BOJ อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในสิ้นปีนี้ ท่ามกลางความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจเร่งตัวจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นและเงินเยนที่อ่อนค่า

    โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/612987&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw333mo0Fd5pxPZPLh3azz0g

  • รัฐบาลดันกรอ.เวทีแก้ปัญหาเศรษฐกิจรายภูมิภาค

    รัฐบาลดันกรอ.เวทีแก้ปัญหาเศรษฐกิจรายภูมิภาค


    รัฐบาลเดินหน้าเปลี่ยนผ่านกรอ.เวทีเฉพาะกิจแก้ปมเศรษฐกิจภูมิภาค นำร่องยกเครื่องระบบน้ำหาดใหญ่ หวั่นกระทบท่องเที่ยวและบริการ

     น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2569 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานมิติใหม่ ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ต้องการให้ กรอ.เป็นมากกว่าเวทีหารือเศรษฐกิจภาพใหญ่ แต่เป็นกลไกแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ โดยยึดความเดือดร้อนของประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

    ทั้งนี้แนวทางดังกล่าวเกิดจากนายกรัฐมนตรีต้องการให้นำปัญหาสำคัญของพื้นที่เข้าสู่การพิจารณาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่องที่กระทบชีวิตประชาชน ภาคเกษตร ผู้ประกอบการ การท่องเที่ยว การค้า และความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจท้องถิ่น หากเป็นเรื่องเร่งด่วนและมีผลกระทบกว้าง รัฐบาลพร้อมหยิบขึ้นเป็นวาระพิเศษของ กรอ.เพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมกันหาทางออก

    สำหรับกรณีการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นตัวอย่างของการทำงานเชิงพื้นที่ที่รัฐบาลต้องการผลักดัน เพราะไม่ใช่เพียงปัญหาน้ำท่วม แต่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจเมือง การท่องเที่ยว การค้าชายแดน ภาคบริการ ระบบอาหาร และความปลอดภัยของประชาชนจำนวนมาก

    อย่างไรก็ตามจุดสำคัญของการประชุมลักษณะนี้ คือการนำข้อมูลจากหลายฝ่ายมาอยู่บนโต๊ะเดียวกัน ทั้งจังหวัด ภาคเอกชน หน่วยงานน้ำ หน่วยงานการคลัง หน่วยปฏิบัติ และหน่วยงานส่วนกลาง เพื่อให้การตัดสินใจไม่เกิดจากส่วนกลางเพียงฝ่ายเดียว แต่สะท้อนปัญหาจริงของพื้นที่ เสียงของผู้ประกอบการ และความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

    ทางรัฐบาลต้องการเปลี่ยนวิธีรับมือจากการรอให้เกิดเหตุแล้วจึงเยียวยา ไปสู่การป้องกันล่วงหน้า ลดความเสียหาย และวางระบบให้พื้นที่มีความพร้อมมากขึ้น โดยใช้ข้อมูล เทคโนโลยี แผนปฏิบัติ และความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนเป็นฐานสำคัญ เพื่อให้การแก้ปัญหาไม่ใช่เพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่เป็นระบบที่ใช้ได้จริงในระยะยาว

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า โมเดลนี้จะไม่จำกัดอยู่เฉพาะที่หาดใหญ่ หากพื้นที่อื่นมีปัญหาใหญ่ที่กระทบประชาชนและเศรษฐกิจ เช่น อุทกภัย ภัยแล้ง โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว หรือคอขวดทางเศรษฐกิจท้องถิ่น รัฐบาลพร้อมใช้ กรอ. เป็นเวทีเฉพาะกิจเพื่อเร่งหาทางออก โดยให้พื้นที่ ภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐร่วมกันกำหนดแนวทางที่เหมาะสม

    “รัฐบาลต้องการให้ กรอ. เป็นกลไกที่ประชาชนเห็นผลได้ ไม่ใช่เพียงการประชุมเชิงนโยบาย แต่เป็นพื้นที่ทำงานร่วมกันของรัฐ เอกชน และพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงให้เร็ว โปร่งใส ตรงจุด และยึดความเดือดร้อนของประชาชนเป็นตัวตั้ง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/44539&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36gHVEhGDiErHTesa0NbQd

  • “อนุทิน” ถึงมาเลเซีย

    “อนุทิน” ถึงมาเลเซีย


    นายกฯ นำคณะเดินทางถึงมาเลเซีย “อันวาร์”ให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติ เตรียมเข้าหารือร่วมกันเพื่อยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและลงนามบันทึกความเข้าใจด้านการเกษตรในช่วงบ่ายวันนี้

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ในโอกาสการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

    โดยมี นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้เดินทางมาต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยด้วยตนเอง ก่อนนำเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ณ อาคารรับรองพิเศษ ท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ 

    โดยผู้นำทั้งสองประเทศร่วมเดินตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ (Guard of Honour) และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้เชิญนายกรัฐมนตรีร่วมเดินทางด้วยรถยนต์คันเดียวกันไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย (Perdana Putra Complex) ณ เมืองปูตราจายา เพื่อเข้าร่วมพิธีต้อนรับและการหารืออย่างเป็นทางการ

    ในช่วงบ่ายวันนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดหารือแบบสองฝ่าย (Four-Eye Meeting) กับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก่อนเข้าร่วมการหารือทวิภาคีเต็มคณะ โดยทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ พร้อมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการเกษตร และร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/44537&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kb2yuI5n9SYiB9bKtiPTt

  • ส.อ.ท.  ชี้เศรษฐกิจครึ่งหลังปี 69 โตเปราะบาง หลังขาดดุลการค้าพุ่ง

    ส.อ.ท. ชี้เศรษฐกิจครึ่งหลังปี 69 โตเปราะบาง หลังขาดดุลการค้าพุ่ง

    วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.17 น.

        นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังสามารถมองในเชิงบวกได้ แต่เป็นบวกแบบต้องระมัดระวัง เพราะแรงส่งทางเศรษฐกิจยังไม่กระจายตัวทั่วถึง  ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมจำนวนมากยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุน การนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น การแข่งขันด้านราคา และมาตรการการค้าระหว่างประเทศที่เข้มข้นขึ้น

    ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจยังมีสัญญาณบวกจากการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ขยายตัวสูงจากกระแส AI และ Data Center ส่งผลให้ประมาณการส่งออกปี 2569 ถูกปรับดีขึ้นเป็น 8-10% และกรอบการขยายตัวของ GDP อยู่ที่ 1.6-2.0%
    อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่ายังไม่ควรมองตัวเลขส่งออกเพียงด้านเดียว เพราะหากการส่งออกเติบโตจากสินค้าที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าสูง ผลต่อการจ้างงาน รายได้ผู้ประกอบการไทย และห่วงโซ่อุปทานในประเทศจะยังไม่เต็มที่

    สำหรับประเด็นที่น่ากังวลมากขึ้น คือ แนวโน้มการขาดดุลการค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 25,209 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากมูลค่านำเข้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้ากึ่งสำเร็จรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคราคาต่ำ หากปล่อยให้การนำเข้าเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการผลิตภายในประเทศ จะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และทำให้โรงงานบางกลุ่มฟื้นตัวช้ากว่าภาพรวมเศรษฐกิจ

    นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวนี้สะท้อนผ่านอัตราการใช้กำลังการผลิตในหลายอุตสาหกรรมที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ระดับ 60% เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์หนัง เฟอร์นิเจอร์ เหล็ก เภสัชภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์ เมื่อโรงงานเดินเครื่องต่ำ ต้นทุนต่อหน่วยจะสูงขึ้น สภาพคล่องตึงตัวขึ้น การลงทุนใหม่ชะลอ และสุดท้ายอาจกระทบการจ้างงานในห่วงโซ่อุปทาน โดยส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมของคนไทยที่ยังไม่ได้ประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) 

    ขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัสและการเพิ่มวงเงินให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภายใต้วงเงินประมาณ 176,000 ล้านบาท นับเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยพยุงกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจฐานรากยังมีความเปราะบาง และช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs  อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อในระยะสั้น ดังนั้น โจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือ ภาครัฐควรต่อยอดแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจดังกล่าวให้เชื่อมโยงไปสู่การสร้างคำสั่งซื้อแก่ผู้ผลิตไทยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านมาตรการที่ตรงจุด ต่อเนื่อง และสามารถกระจายประโยชน์ไปยังภาคการผลิตในประเทศได้อย่างแท้จริง

    นอกจากนี้แรงส่งสำคัญที่ภาครัฐควรเร่งขับเคลื่อนในช่วงครึ่งปีหลัง คือการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยปัจจุบันในช่วง 9 เดือนแรก มีการเบิกจ่ายงบลงทุนไปแล้วประมาณ 420,000 ล้านบาท หรือประมาณ 52% ของวงเงินงบลงทุนทั้งหมด ขณะที่เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือน จึงควรเร่งรัดการเบิกจ่ายให้ได้ไม่น้อยกว่า 75% ตามแผนของกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะโครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ช่วยกระตุ้นการจ้างงาน การก่อสร้าง การใช้วัสดุภายในประเทศ และสร้างคำสั่งซื้อให้กับภาคอุตสาหกรรม ในช่วงครึ่งหลังของปีอย่างเป็นรูปธรรม

    นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี ยังมีปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ทั้งประเด็นแรงงานบังคับและกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งอาจทำให้สินค้าไทยต้องเผชิญต้นทุนและเงื่อนไขการตรวจสอบที่เข้มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอาหารแปรรูป ยางพารา ยานยนต์และชิ้นส่วน อัญมณี เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม  รัฐบาลจึงควรเร่งจัดตั้งกลไกเจรจาร่วมรัฐ-เอกชน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง จัดทำข้อมูลรายอุตสาหกรรม และเร่งเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ ART กับสหรัฐฯ ให้ทันกับประเทศคู่แข่ง

    ขณะเดียวกันไทยควรเร่งปิดช่องว่างด้านตลาดใหม่ โดยเฉพาะการเจรจา FTA ไทย-อียู ซึ่งมีความสำคัญต่อการเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตรแปรรูป บริการ และการดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงจากยุโรป หากไทยเดินหน้าได้เร็ว จะช่วยลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเพิ่มอำนาจต่อรองของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่การค้าโลก

    อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือสถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้งวัตถุดิบเกษตร ห่วงโซ่อาหาร น้ำใช้ในภาคการผลิต รวมถึงความเสี่ยงจากอุทกภัยและภัยแล้งในบางพื้นที่ ภาครัฐจึงควรเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติกลายเป็นต้นทุนเพิ่มเติมที่ซ้ำเติมภาคการผลิตในช่วงปลายปี

    นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า จากปัจจัยดังกล่าวเห็นว่า โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังไม่ใช่เพียงการประคองกำลังซื้อ แต่ต้องใช้จังหวะที่เศรษฐกิจยังมีแรงหนุนจากการส่งออกบางกลุ่ม การท่องเที่ยว และการลงทุนใหม่ เร่งแก้จุดเปราะบางของภาคอุตสาหกรรมไปพร้อมกัน โดยเฉพาะการทำให้เม็ดเงินในประเทศหมุนกลับไปสู่ผู้ผลิตไทย ลดภาระต้นทุนการผลิต บรรเทาแรงกดดันจากสินค้านำเข้า เปิดตลาดส่งออกใหม่ และยกระดับโรงงานไทยให้แข่งขันได้ภายใต้กติกาการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้น ดังนั้น มาตรการครึ่งปีหลังจึงควรเดินสองทางควบคู่กัน คือ พยุงเศรษฐกิจระยะสั้น และปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมระยะยาว เพื่อให้แรงส่งทางเศรษฐกิจไม่จบลงเพียงการกระตุ้นชั่วคราว แต่ต่อยอดเป็นคำสั่งซื้อ การผลิต การจ้างงาน และการลงทุนในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม 

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ 5 เรื่องสำคัญในช่วงครึ่งหลังปีนี้ ประกอบด้วย

    1. ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีแบบมุ่งเป้า โดยผูกกับการซื้อสินค้าไทย สินค้า Made in Thailand การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการช่วย SMEs ให้เข้าถึงตลาดจริง

    2. ดูแลการแข่งขันให้เป็นธรรม โดยเร่งตรวจสอบสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน การทุ่มตลาด การสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า และการนำเข้าที่กระทบต่อผู้ผลิตไทย

    3. ปรับต้นทุนเชิงโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรม ทั้งค่าไฟฟ้า พลังงาน โลจิสติกส์ การบริหารจัดการน้ำ และกฎระเบียบที่เป็นภาระ เพื่อให้โรงงานไทยแข่งขันได้และกลับมาใช้กำลังการผลิตได้สูงขึ้น

    4. เร่งเจรจาการค้าและ FTA ตามแผนของไทย เช่น FTA ไทย-อียู,FTA อาเซียน-แคนาดา, FTA ไทย -เกาหลีใต้ เป็นต้น เพื่อขยายโอกาสและสร้างแต้มต่อในการส่งออกให้กับสินค้าไทย

    5. เร่งยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตสมัยใหม่ โดยส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI, Digital Technology และระบบอัตโนมัติในกระบวนการผลิต ควบคู่กับการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของ FDI ผ่านการส่งเสริมการใช้ Local Content และการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตในประเทศ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีทักษะรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    -032

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/976163&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22SHMKy9jGRe3DWByU-GMJ

  • “ตลาดโบ๊เบ๊” ฟุบ ผู้ค้าโอดเศรษฐกิจทรุด ยอดขายแย่กว่าช่วงโควิด-ลูกค้าไม่มีกำลังซื้อ

    “ตลาดโบ๊เบ๊” ฟุบ ผู้ค้าโอดเศรษฐกิจทรุด ยอดขายแย่กว่าช่วงโควิด-ลูกค้าไม่มีกำลังซื้อ

    ในยุคก่อน โควิด-19 การขายส่งขายหน้าร้านเป็นที่นิยมมาก แต่เมื่อเกิดวิกฤต โควิด-19 ทำให้ร้านค้าหลายร้านต้องปรับตัวหรือร้านค้าบางร้านก็ต้องปิดตัวลงไปเพราะพิษเศรษฐกิจ แม้การระบาดของโรคจะคลี่คลายลงแต่เศรษฐกิจไม่สามารถฟื้นฟูเหมือนก่อนได้

    ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่า ในภาคบริการมีอัตราการเปิดกิจการลดลง จาก 14% เหลือเพียง 10% โดยธุรกิจบริการแบบดั้งเดิม เช่น การก่อสร้าง การค้าส่ง และที่พักแรม มีอัตราการเปิดกิจการที่ลดลงมาก เช่น ธุรกิจที่พักแรมมีอัตราการเปิดเฉลี่ยที่ 14% ในช่วงก่อนโควิด ลดลงเหลือ 7% ในช่วงหลังโควิด-19

    “โบ๊เบ๊” ฟุบ ผู้ค้าโอด เศรษฐกิจทรุด ยอดขายแย่กว่าช่วงโควิด-ลูกค้าไม่มีกำลังซื้อ

    รายงานดัชนีผู้บริโภคประจำเดือน พ.ค. 2569 ลดลงเหลือ 49.5 ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 42 เดือน นับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2565 เนื่องจากผู้บริโภคกังวลเรื่องปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ค่าน้ำมันสูงขึ้น จนกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชน

    สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่หันไปพึ่งพาช่องทางดิจิทัลมากขึ้นหลังยุคโควิด-19 เกิดเป็นเศรษฐกิจแบบใหม่ ก็คือเศรษฐกิจการค้าขายแบบออนไลน์ พ่อค้าแม่ค้าเริ่มปรับตัวมาค้าขายแบบออนไลน์มากขึ้น บางร้านขายออนไลน์ครึ่งหนึ่งและหน้าร้านครึ่งหนึ่ง แต่บางคนเปลี่ยนมาขายออนไลน์ 100%

    วันนี้ (9 ก.ค.2569) ไทยพีเอสออนไลน์ พาสำรวจโบ๊เบ๊และประตูน้ำ แหล่งขายส่งยอดนิยมของประเทศไทยว่า เหล่าพ่อค้าแม่ค้ามีการปรับตัวกันอย่างไรบ้าง

    น.ส.เอ (นามสมมติ) เจ้าของร้านขายเสื้อแจ็คเก็ต ที่ตึกโบ๊เบ๊ทาวเวอร์ กล่าวว่า ช่วงนี้ยอดขายซบเซาต่อเนื่องหลังจากโควิด-19 เป็นต้นมา ยอดการสั่งซื้อลดลงครึ่งหนึ่ง ในตอนนี้ร้านอยู่รอดได้ด้วยลูกค้าประจำซึ่งสั่งจากทั่วประเทศ เช่น หน่วยงานราชการ หรือมหาวิทยาลัย ตอนนี้รายได้ก็พออยู่ได้แต่ว่าต้องประหยัดมีแค่เหลือพอใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนการปรับตัวอาจจะต้องประหยัดขึ้น และมีแผนว่าจะไลฟ์สดขายออนไลน์ เพื่อช่วยเพิ่มรายได้อีกช่องทางหนึ่ง

    “โบ๊เบ๊” ฟุบ ผู้ค้าโอด เศรษฐกิจทรุด ยอดขายแย่กว่าช่วงโควิด-ลูกค้าไม่มีกำลังซื้อ

    น.ส.บี (นามสมมติ) เจ้าของร้านชุดชั้นใน ที่ตึกโบ๊เบ๊ทาวเวอร์ ให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงโควิด-19 ร้านยังพอขายได้ แต่เริ่มเงียบเหงาเมื่อช่วงกลางปี 2568 อาจจะเพราะเศรษฐกิจไม่ดี หรือผลกระทบจากสงครามต่าง ๆ โดยก่อนหน้านี้ขายได้วันละหลักแสนบาท ตอนนี้ลดลงเหลือเพียงหลักร้อยเท่านั้น ลูกค้าส่วนใหญ่คือคนไทย และมีร้านต่างชาติติดต่อซื้อบ้าง

    ตอนนี้ร้านของเธออยู่ได้ด้วยลูกค้าประจำ ส่วนลูกค้าหน้าใหม่พอมีบ้าง แต่ลดลงไปมาก แม้ร้านของเธอจะปรับไปขายแบบออนไลน์ แต่รายได้ไม่ดีนัก อาจเพราะมีคู่แข่งจำนวนมาก เช่น สินค้าราคาถูกจากแพลตฟอร์มจีนที่กำลังเข้ามาตีตลาดไทย จึงเลิกขายบนออนไลน์ เธอย้ำว่า อาจจะเพราะลูกค้าไม่มีกำลังซื้อ ทำให้ธุรกิจซบเซาอย่างมาก

    “โบ๊เบ๊” ฟุบ ผู้ค้าโอด เศรษฐกิจทรุด ยอดขายแย่กว่าช่วงโควิด-ลูกค้าไม่มีกำลังซื้อ

    นางบุ๋ม อายุ 55 เปิดร้านขายเสื้อผ้ากีฬา ที่ตึกโบ๊เบ๊ทาวเวอร์ มา 25 ปี เล่าว่า ทุกวันนี้ตลาดและเศรษฐกิจเปลี่ยนไปมาก ตอนนี้ก็ขายได้น้อยลงมาก โดยอาศัยจากลูกค้าเก่าในการอยู่รอด ตอนนี้ร้านในโบ๊เบ๊ที่ยังอยู่ได้เป็นร้านที่เป็นร้านค้าเก่าและมีลูกค้าประจำ เธอไม่ได้ขายทางออนไลน์เพราะรู้สึกว่ายุ่งยาก

    นางบุ๋ม กล่าวต่อว่า สถานการณ์ตลาดตอนนี้เปลี่ยนไปมาก คนซื้อน้อยลง เน้นไปซื้อของกินมากกว่าของใช้ คนขายก็เปลี่ยนไปขายออนไลน์มากขึ้น ทำให้โบ๊เบ๊ซบเซากว่าเมื่อก่อน

    นอกจากนี้ ด้านตลาดขายส่งอีกแห่งอย่างประตูน้ำ แม่ค้าก็ยังสะท้อนปัญหาที่คล้ายคลึงกัน คือตลาดขายส่งซบเซาลง

    น.ส.ภัทรภรณ์ อายุ 47 แม่ค้าขายเสื้อผ้ามากว่า 30 ปี กล่าวว่า ในปัจจุบันนี้ยอดขายและสภาพเศรษฐกิจย่ำแย่กว่าช่วงที่มีการระบาดของโควิด 19 เสียอีก โดยลูกค้าที่รับซื้อจากร้านของเธอไปขายต่อก็ต้องปิดกิจการไปหลายราย เพราะขายไม่ได้ แม้ร้านของเธอจะขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เช่น ภาษี ค่าธรรมเนียม ประกอบกับสถานการณ์สงคราม ราคาน้ำมันขึ้น ค่าครองชีพที่แพงขึ้น ทำให้ร้านของเธอมีรายได้ลดลงจากแต่ก่อนมาก

    สมมติถ้ารายได้เต็ม 100 ตอนโควิดขายได้อยู่ที่ประมาณ 70 แต่ตอนนี้ขายได้ 20 ยังไม่ถึงเลย และแทบไม่มีเหลือเก็บเลย

    “โบ๊เบ๊” ฟุบ ผู้ค้าโอด เศรษฐกิจทรุด ยอดขายแย่กว่าช่วงโควิด-ลูกค้าไม่มีกำลังซื้อ

    น.ส.เมย์ อายุ 39 ปี ผู้จัดการร้านขายเสื้อผ้า กล่าวว่า ในช่วงโควิด-19 การค้าขายเงียบลง เพราะลูกค้าหลายคนเป็นชาวต่างชาติ ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาซื้อขายที่หน้าร้านได้ แต่ก็ยังพอมีการจับจ่ายซื้อของอยู่ อย่างไรก็ตามยังไม่ซบเซาเท่าในช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ อาจจะเพราะพฤติกรรมการซื้อขอายของลูกค้าที่เปลี่ยนไปเป็นซื้อบนออนไลน์มากขึ้น ร้านของเธอก็ได้ปรับตัวไปขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ควบคู่ไปกับการขายของหน้าร้านตั้งแต่ช่วงโควิด-19

    ปรากฏการณ์ “เงียบเหงากว่าช่วงโควิด-19” ของตลาดค้าส่งอย่างโบ๊เบ๊และประตูน้ำ สะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากโรคระบาดที่มาแล้วไป แต่เป็นผลจากโครงสร้างกำลังซื้อที่หดตัวอย่างรุนแรง และต้นทุนพลังงานที่มากขึ้นเรื่อย ๆ

    คำถามสำคัญคือหลังจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยของภาครัฐ จะเข้ามาเยียวยาได้ตรงจุด และทันท่วงทีอย่างไร ก่อนที่ย่านค้าส่งดั้งเดิมเหล่านี้จะหายไป

    รายงาน : น.ส.ฐิตินันท์ คุ้มตะสิน นักศึกษาฝึกงาน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายรณรต วงษ์ผักเบี้ย นักศึกษาฝึกงาน คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    อ้างอิง

    ธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง พลวัตธุรกิจที่เปลี่ยนไป: สัญญาณเตือนหรือโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย

    อ่านข่าว :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508077&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ovYBSJdbuJzrVqF5lEFX6

  • เนสท์เล่ ทุ่ม 2.3 หมื่นล้าน สร้างโรงงานใหม่ ปั้นไทยเป็นฐานผลิตกาแฟ พร้อมรับซื้อวัตถุดิบปีละ 4,300 ล้านจากเกษตรกรไทย

    เนสท์เล่ ทุ่ม 2.3 หมื่นล้าน สร้างโรงงานใหม่ ปั้นไทยเป็นฐานผลิตกาแฟ พร้อมรับซื้อวัตถุดิบปีละ 4,300 ล้านจากเกษตรกรไทย

    บีโอไอ อนุมัติให้ เนสท์เล่ ยักษ์ใหญ่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ทุ่มลงทุน 23,000 ล้านบาท ก่อสร้างโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมศูนย์กระจายสินค้า ปั้นไทยให้เป็นฐานการผลิตหลักของกาแฟเนสกาแฟในภูมิภาคอาเซียน และเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยการรับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรไทยกว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี

    โรงงานใหม่ ผลิตอะไร ตั้งอยู่ที่ไหน ?

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เพื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่สำหรับผลิตกาแฟครบทุกประเภท ทั้งกาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟผสม 3 in 1 และกาแฟกระป๋อง ภายใต้แบรนด์เนสกาแฟ (NESCAFÉ) กำลังการผลิตรวมกว่า 1.7 แสนตันต่อปี เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดทั้งในประเทศและภูมิภาค

    นอกจากตัวโรงงานแล้ว โครงการนี้ยังรวมการสร้างศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ในพื้นที่เดียวกัน มูลค่าลงทุนรวมประมาณ 23,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอารยะ จังหวัดสมุทรปราการ โดยคาดว่าจะเริ่มเดินการผลิตในช่วงปลายปี 2571

    จุดเริ่มต้นจากดาวอส

    การขยายการลงทุนของเนสท์เล่ครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการที่นายเอกนิติ และเลขาธิการบีโอไอ ได้พบหารือกับ CEO ที่รับผิดชอบธุรกิจในภาคพื้นเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกาของเนสท์เล่ ระหว่างการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลังจากนั้นบีโอไอได้ประสานงานกับบริษัทอย่างใกล้ชิด จนนำมาสู่การลงทุนในครั้งนี้

    โรงงานแห่งใหม่จะใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยที่สุด ทั้งระบบอัตโนมัติและ AI พร้อมสร้างงานให้บุคลากรไทยกว่า 520 ตำแหน่ง โดยเฉพาะด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี และบุคลากรทักษะเฉพาะทาง นอกจากนี้ยังจะใช้วัตถุดิบจำนวนมากจากในประเทศ ทั้งเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบ รวมมูลค่ากว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกรไทย และยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารของไทยไปพร้อมกัน

    เนสท์เล่ ฐานยุทธศาสตร์ของอินโดจีน

    เนสท์เล่ (Nestlé) เป็นผู้นำด้านอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2568 มีรายได้รวมกว่า 3.7 ล้านล้านบาท สำหรับประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่เนสท์เล่ดำเนินธุรกิจมายาวนานที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็น “ฐานยุทธศาสตร์” ของเนสท์เล่ในกลุ่มอินโดจีน โดยมีสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร 

    ที่ผ่านมามีการลงทุนต่อเนื่องในประเทศไทยกว่า 28,000 ล้านบาท ครอบคลุมธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารสัตว์เลี้ยง จ้างงานบุคลากรไทยกว่า 3,000 คน พร้อมเชื่อมโยงกับชุมชนและห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างแข็งแกร่ง 

    การลงทุนโครงการใหม่นี้จึงเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของบริษัทระดับโลกที่มีต่อศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการผลิตอาหารและเครื่องดื่มสำคัญของภูมิภาค

    ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญสำหรับเนสท์เล่มายาวนานกว่า 130 ปี

    นิคิล ชัญจ์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าว พร้อมระบุว่าการลงทุนครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นที่เนสท์เล่มีต่อประเทศไทย และตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมไทย เศรษฐกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม 

    โครงการลงทุนนี้ประกอบด้วยโรงงานผลิตกาแฟที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และศูนย์กระจายสินค้าที่รองรับผลิตภัณฑ์หลายประเภทของเนสท์เล่ โดยจะติดตั้งเทคโนโลยีล่าสุดและ AI เพื่อผลิตสินค้าคุณภาพสูงและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคและลูกค้า 

    โรงงานแห่งใหม่นี้จะผลิตผลิตภัณฑ์เนสกาแฟโดยใช้วัตถุดิบและวัสดุที่จัดหาจากภายในประเทศจำนวนมาก ทั้งเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทย เพื่อสนับสนุนภาคการเกษตรและการพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นต่อไป

    พัฒนากาแฟไทยตลอดห่วงโซ่คุณค่า

    นอกจากการลงทุนด้านการผลิตแล้ว เนสท์เล่ยังมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟไทยตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการศึกษาสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย การสนับสนุนต้นกล้ากาแฟคุณภาพสูง การถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร และการส่งเสริมแนวทางการผลิตที่ยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย 

    ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy หรือเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว) ของประเทศไทย

    นายนฤตม์ ระบุว่า การที่เนสท์เล่ ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ตัดสินใจลงทุนครั้งใหญ่ โดยเลือกมาตั้งฐานการผลิตกาแฟในประเทศไทย แสดงถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อศักยภาพของไทยและมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล 

    ทั้งยังเป็นการผลักดันยุทธศาสตร์ของไทยในการเป็นฐานการผลิตอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของโลก การลงทุนครั้งนี้จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟของไทยทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การพัฒนาเกษตรกรต้นน้ำ การแปรรูปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์และการส่งออก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/boi-nestle-coffee-investment-new-factory&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Fc8vvVT2_wqJyzosHHyOR