Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • จับตาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หลังขาดดุลบริการต่อเนื่อง 6 ปีติด

    จับตาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หลังขาดดุลบริการต่อเนื่อง 6 ปีติด

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-128&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HkjzbgA7MuD4N1w7sWr2D

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.07 น.


    กลยุทธ์: ลุ้นสับขาหลอกชนต้าน $4,240
    แนวต้าน: $4,240 , 66,200 บาท
    แนวรับ: $4,050 , 64,400 บาท
    .

    ตลาดทองคำยังได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ หลังสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ส่งผลให้ความกังวลต่อความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นจากความเสี่ยงด้านอุปทาน ทำให้นักลงทุนหันกลับมาถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อทิศทางตลาดการเงินโลกในระยะสั้น

    .

    ด้านปัจจัยเศรษฐกิจ รายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงสะท้อนความกังวลต่อเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง แม้จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในปัจจุบัน แต่การส่งสัญญาณว่าดอกเบี้ยอาจทรงตัวในระดับสูงนานกว่าคาด ยังคงเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ ขณะเดียวกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 พร้อมเตือนความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์รักษามูลค่าในระยะกลางถึงยาว

    .

    ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำยังเคลื่อนไหวในกรอบขาลงระยะสั้น โดยปัจจุบันย่อตัวลงมาใกล้แนวรับสำคัญบริเวณ 4,050 ดอลลาร์ หรือประมาณ 64,400 บาท หากสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ มีโอกาสเกิดแรงรีบาวด์กลับขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,240 ดอลลาร์ หรือประมาณ 66,200 บาท อีกครั้ง ดังนั้น กลยุทธ์ระยะสั้นยังคงแนะนำย่อซื้อบริเวณแนวรับ และติดตามแรงซื้ออย่างใกล้ชิด แต่หากราคาหลุดต่ำกว่าแนวรับสำคัญ ควรรอประเมินทิศทางใหม่ก่อนเข้าลงทุนเพิ่มเติม

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyz-9-7-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Aj0ygIlBjMswqT_qflPjw

  • อสังหาฯ ปี 69 ตลาดยังมีดีมานด์

    อสังหาฯ ปี 69 ตลาดยังมีดีมานด์

    พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ระบุตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจและกำลังซื้อ แต่คาดแรงหนุนจากเมกะโปรเจกต์ การท่องเที่ยว และมาตรการภาครัฐ จะช่วยกระตุ้นความต้องการที่อยู่อาศัยในปีนี้

       ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานั้น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงเผชิญกับปัจจัยท้าทายหลายด้าน แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะมีมาตรการผ่อนคลาย LTV (Loan to Value) ของธนาคารแห่งประเทศไทย และล่าสุดได้ขยายอายุมาตรการออกไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 จากเดิมจะหมดอายุลงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 แต่กูรูด้านอสังหาฯ ต่างมองไปในมุมเดียวกันว่า แนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ครึ่งปีหลัง 2569 ยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัวและเน้นการปรับฐาน โดยได้รับแรงกดดันจากสภาพเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือน ผู้ประกอบการรายใหญ่เน้นกลยุทธ์ ระบายสต๊อก และลงทุนเฉพาะทำเลที่มีศักยภาพ โดยบ้านระดับราคา 3-10 ล้านบาท ยังเป็นกลุ่มที่มียอดขายโดดเด่นที่สุดในตลาด

       ขณะที่ จิรศักดิ์ ไพรพนากิจ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารสินทรัพย์เพื่อขาย บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด มองว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภาระหนี้ครัวเรือน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม แรงหนุนจากการลงทุนเมกะโปรเจกต์ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และมาตรการภาครัฐ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และกระตุ้นความต้องการที่อยู่อาศัยในปีนี้

       นอกจากนี้ ยังมีกำลังซื้อจากกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติ ทั้งที่เข้ามาทำงานและพำนักระยะยาว สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะ Safe Haven ของการอยู่อาศัยและการลงทุนในภูมิภาค ส่งผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงระดับบนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของภาพรวมตลาด

       ในขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยสะท้อนถึงกระบวนการตัดสินใจที่รอบคอบมากขึ้น ใช้ระยะเวลานานขึ้น และมีการเปรียบเทียบข้อมูลในหลายมิติก่อนตัดสินใจซื้อ

       จากข้อมูลของฝ่ายบริหารสินทรัพย์เพื่อขาย บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด พบว่า ผู้บริโภคใช้เวลาพิจารณานานขึ้น และมีการกลับเข้าชมโครงการ (re-visit) หลายครั้งก่อนตัดสินใจซื้ออย่างชัดเจน แม้ในกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับบนยังคงมีดีมานด์ต่อเนื่อง แต่กระบวนการตัดสินใจยืดระยะเวลาออกไปเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ

       นอกจากนี้จิรศักดิ์ยังระบุว่า กลุ่มบ้านระดับราคา 3–10 ล้านบาท ในพอร์ตสินทรัพย์ที่พลัสฯ ดูแล เป็นเซกเมนต์ที่มียอดขายสูงสุด และยอดขายรวมของที่อยู่อาศัยช่วงครึ่งปีแรก เติบโตจากปีก่อนราว 35% สะท้อนว่าดีมานด์ในตลาดยังคงมีอยู่ แต่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น ทั้งด้านราคา ทำเล คุณภาพ และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับก่อนตัดสินใจซื้อ

       ทั้งนี้ ยอดขายจากบ้านใหม่และบ้านมือสองของพลัสฯ มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากข้อเสนอและสิทธิประโยชน์พิเศษ รวมถึงการเข้าถึงอัตราดอกเบี้ยพิเศษจากความร่วมมือกับสถาบันการเงิน ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกและความคุ้มค่าให้กับผู้ซื้อ

       พร้อมทั้งย้ำว่า สิ่งที่เห็นชัดในตลาดปัจจุบัน คือผู้บริโภคยังคงมีดีมานด์ในการซื้อบ้าน แต่จะพิจารณาอย่างละเอียดมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ทั้งในมิติของการอยู่อาศัยและการลงทุน ขณะเดียวกัน ตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากโปรโมชันของผู้ประกอบการและนโยบายภาครัฐ เช่น การขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองต่ออีก 1 ปี รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV

       ดังนั้นช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะที่ผู้ซื้อสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ในระดับราคาที่คุ้มค่า โดยผู้ประกอบการมีการนำเสนอเงื่อนไขพิเศษ เช่น แคมเปญผ่อนระยะยาว หรือการรับประกันผลตอบแทนสำหรับการปล่อยเช่าในบางโครงการ ซึ่งสะท้อนถึงการแข่งขันที่มุ่งตอบโจทย์กำลังซื้อที่ระมัดระวังมากขึ้น

       ขณะที่ เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า “ตลาดบ้านวันนี้ไม่ได้เผชิญเพียงปัญหาคนกู้ไม่ผ่าน แต่กำลังเผชิญปัญหาคน ‘ไม่กล้าเริ่ม’ เพราะในวันที่ค่าครองชีพสูง รายได้ไม่แน่นอน และหนี้ครัวเรือนยังกดดัน การซื้อบ้านซึ่งเป็นภาระระยะยาว 20-30 ปี ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากตั้งคำถามว่าจะผ่อนไหวจริงหรือไม่ และคนไทยไม่ได้เลิกอยากมีบ้าน แต่สิ่งที่ลดลงคือความมั่นใจในการเริ่มต้น ปัญหาจึงไม่ใช่แค่กู้ไม่ผ่าน แต่คือไม่กล้ากู้ โจทย์ของตลาดกำลังเปลี่ยนจาก ‘ซื้อไม่ได้’ เป็น ‘ไม่มั่นใจจะซื้อ’”

       และ อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ตลาดอสังหาฯ ครึ่งหลังปี 2569 มีแนวโน้มไม่แตกต่างจากช่วงครึ่งปีแรก แม้ภาคส่งออกและการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว แต่ยังไม่มากพอจะชดเชยผลกระทบจากเศรษฐกิจที่โตต่ำ ซึ่งรัฐบาลประเมินว่า GDP ปีนี้อาจขยายตัวไม่ถึง 2%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://reic.or.th/News/RealEstate/470919&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19NZLUXZNWgWoQR35NBJkB

  • ‘ส.อ.ท.’ ชี้ 5 โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เร่งลดต้นทุน-เปิดตลาดใหม่

    ‘ส.อ.ท.’ ชี้ 5 โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เร่งลดต้นทุน-เปิดตลาดใหม่

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ว่า ยังสามารถมองในเชิงบวกได้ แต่เป็นบวกแบบต้องระมัดระวัง เพราะแรงส่งทางเศรษฐกิจยังไม่กระจายตัวทั่วถึง 

    ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมจำนวนมากยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุน การนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น การแข่งขันด้านราคา และมาตรการการค้าระหว่างประเทศที่เข้มข้นขึ้น

    ภาพรวมเศรษฐกิจมีสัญญาณบวก

    ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจยังมีสัญญาณบวกจากการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ขยายตัวสูงจากกระแส AI และ Data Center ส่งผลให้ประมาณการส่งออกปี 2569 ถูกปรับดีขึ้นเป็น 8-10% และกรอบการขยายตัวของ GDP อยู่ที่ 1.6-2.0% 

    อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่ายังไม่ควรมองตัวเลขส่งออกเพียงด้านเดียว เพราะหากการส่งออกเติบโตจากสินค้าที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าสูง ผลต่อการจ้างงาน รายได้ผู้ประกอบการไทย และห่วงโซ่อุปทานในประเทศจะยังไม่เต็มที่

    ‘ส.อ.ท.’ ชี้ 5 โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เร่งลดต้นทุน-เปิดตลาดใหม่

    สำหรับประเด็นที่น่ากังวลมากขึ้นคือ แนวโน้มการขาดดุลการค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 25,209 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากมูลค่านำเข้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้ากึ่งสำเร็จรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคราคาต่ำ หากปล่อยให้การนำเข้าเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการผลิตภายในประเทศ จะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และทำให้โรงงานบางกลุ่มฟื้นตัวช้ากว่าภาพรวมเศรษฐกิจ

    โดยปัญหาดังกล่าวนี้สะท้อนผ่านอัตราการใช้กำลังการผลิตในหลายอุตสาหกรรมที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ระดับ 60% เช่น สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์หนัง เฟอร์นิเจอร์ เหล็ก เภสัชภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์ เมื่อโรงงานเดินเครื่องต่ำ ต้นทุนต่อหน่วยจะสูงขึ้น สภาพคล่องตึงตัวขึ้น การลงทุนใหม่ชะลอ และสุดท้ายอาจกระทบการจ้างงานในห่วงโซ่อุปทาน โดยส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมของคนไทยที่ยังไม่ได้ประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) 

    ไทยช่วยไทยพลัส-บัตรสวัสดิการแห่งรัฐพยุงกำลังซื้อ

    ขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัสและการเพิ่มวงเงินให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ภายใต้วงเงินประมาณ 176,000 ล้านบาท นับเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยพยุงกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจฐานรากยังมีความเปราะบาง และช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs 

    ‘ส.อ.ท.’ ชี้ 5 โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เร่งลดต้นทุน-เปิดตลาดใหม่

    อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อในระยะสั้น ดังนั้น โจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือ ภาครัฐควรต่อยอดแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจดังกล่าวให้เชื่อมโยงไปสู่การสร้างคำสั่งซื้อแก่ผู้ผลิตไทยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านมาตรการที่ตรงจุด ต่อเนื่อง และสามารถกระจายประโยชน์ไปยังภาคการผลิตในประเทศได้อย่างแท้จริง

    เร่งเบิกจ่ายภาครัฐขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    อีกแรงส่งสำคัญที่ภาครัฐควรเร่งขับเคลื่อนในช่วงครึ่งปีหลัง คือการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยปัจจุบันในช่วง 9 เดือนแรก มีการเบิกจ่ายงบลงทุนไปแล้วประมาณ 420,000 ล้านบาท หรือประมาณ 52% ของวงเงินงบลงทุนทั้งหมด ขณะที่เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือน จึงควรเร่งรัดการเบิกจ่ายให้ได้ไม่น้อยกว่า 75% ตามแผนของกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะโครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ช่วยกระตุ้นการจ้างงาน การก่อสร้าง การใช้วัสดุภายในประเทศ และสร้างคำสั่งซื้อให้กับภาคอุตสาหกรรม ในช่วงครึ่งหลังของปีอย่างเป็นรูปธรรม

    นางพิมพ์ใจ กล่าวต่อไปอีกว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี ยังมีปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ทั้งประเด็นแรงงานบังคับและกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งอาจทำให้สินค้าไทยต้องเผชิญต้นทุนและเงื่อนไขการตรวจสอบที่เข้มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอาหารแปรรูป ยางพารา ยานยนต์และชิ้นส่วน อัญมณี เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม 

    รัฐบาลจึงควรเร่งจัดตั้งกลไกเจรจาร่วมรัฐ-เอกชน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง จัดทำข้อมูลรายอุตสาหกรรม และเร่งเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ ART กับสหรัฐฯ ให้ทันกับประเทศคู่แข่ง

    ขณะเดียวกันไทยควรเร่งปิดช่องว่างด้านตลาดใหม่ โดยเฉพาะการเจรจา FTA ไทย-อียู ซึ่งมีความสำคัญต่อการเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตรแปรรูป บริการ และการดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงจากยุโรป หากไทยเดินหน้าได้เร็ว จะช่วยลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเพิ่มอำนาจต่อรองของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่การค้าโลก

    ‘ส.อ.ท.’ ชี้ 5 โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เร่งลดต้นทุน-เปิดตลาดใหม่

    อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือสถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้งวัตถุดิบเกษตร ห่วงโซ่อาหาร น้ำใช้ในภาคการผลิต รวมถึงความเสี่ยงจากอุทกภัยและภัยแล้งในบางพื้นที่ ภาครัฐจึงควรเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติกลายเป็นต้นทุนเพิ่มเติมที่ซ้ำเติมภาคการผลิตในช่วงปลายปี

    จากปัจจัยดังกล่าวเห็นว่า โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังไม่ใช่เพียงการประคองกำลังซื้อ แต่ต้องใช้จังหวะที่เศรษฐกิจยังมีแรงหนุนจากการส่งออกบางกลุ่ม การท่องเที่ยว และการลงทุนใหม่ เร่งแก้จุดเปราะบางของภาคอุตสาหกรรมไปพร้อมกัน โดยเฉพาะการทำให้เม็ดเงินในประเทศหมุนกลับไปสู่ผู้ผลิตไทย ลดภาระต้นทุนการผลิต บรรเทาแรงกดดันจากสินค้านำเข้า เปิดตลาดส่งออกใหม่ และยกระดับโรงงานไทยให้แข่งขันได้ภายใต้กติกาการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้น 

    ดังนั้น มาตรการครึ่งปีหลังจึงควรเดินสองทางควบคู่กัน คือ พยุงเศรษฐกิจระยะสั้น และปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมระยะยาว เพื่อให้แรงส่งทางเศรษฐกิจไม่จบลงเพียงการกระตุ้นชั่วคราว แต่ต่อยอดเป็นคำสั่งซื้อ การผลิต การจ้างงาน และการลงทุนในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม 

    เสนอ 5 มาตราการภาครัฐ

    ส.อ.ท. มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ 5 เรื่องสำคัญในช่วงครึ่งหลังปีนี้ ประกอบด้วย

    • ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีแบบมุ่งเป้า โดยผูกกับการซื้อสินค้าไทย สินค้า Made in Thailand การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการช่วย SMEs ให้เข้าถึงตลาดจริง
    • ดูแลการแข่งขันให้เป็นธรรม โดยเร่งตรวจสอบสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน การทุ่มตลาด การสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า และการนำเข้าที่กระทบต่อผู้ผลิตไทย
    • ปรับต้นทุนเชิงโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรม ทั้งค่าไฟฟ้า พลังงาน โลจิสติกส์ การบริหารจัดการน้ำ และกฎระเบียบที่เป็นภาระ เพื่อให้โรงงานไทยแข่งขันได้และกลับมาใช้กำลังการผลิตได้สูงขึ้น
    • เร่งเจรจาการค้าและ FTA ตามแผนของไทย เช่น FTA ไทย-อียู,FTA อาเซียน-แคนาดา, FTA ไทย -เกาหลีใต้ เป็นต้น เพื่อขยายโอกาสและสร้างแต้มต่อในการส่งออกให้กับสินค้าไทย 
    • เร่งยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตสมัยใหม่ โดยส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI, Digital Technology และระบบอัตโนมัติในกระบวนการผลิต ควบคู่กับการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของ FDI ผ่านการส่งเสริมการใช้ Local Content และการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตในประเทศ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีทักษะรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/663486&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ez_ouHD4JNTbxAG5jLCel

  • ‘เศรษฐกิจไทย’ รอไม่ได้  ‘ธปท.’แนะฟื้นจีดีพียืนเหนือ 3%

    ‘เศรษฐกิจไทย’ รอไม่ได้ ‘ธปท.’แนะฟื้นจีดีพียืนเหนือ 3%

    ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทยจัดงาน Monetary Policy Forum ครั้งที่ 2 หลังประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ ทั้งโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของไทย และเงินเฟ้อ ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่มีผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า

    นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กรณีคำถามว่า จะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเมื่อสถานการณ์ใดนั้น ดร.ดอนย้ำว่าหน้าที่หลักของธปท.คือการรักษาเสถียรภาพด้านราคา

    ขณะนี้สิ่งที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) พิจารณาคือ อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันยังเหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ ขณะที่ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อแม้จะเบาบางลง แต่ยังไม่สามารถตัดความกังวลออกไปได้

    นอกจากนี้มองว่าจะเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ อาจต้องรอให้เศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติ (Normalization) ต้องกลับมาเติบโตได้ตามศักยภาพ ซึ่งอย่างน้อยอยู่ที่ประมาณ 2.7% และต้องสามารถรักษาการเติบโตในระดับดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง โดยหากเศรษฐกิจเติบโตได้ใกล้ 3% เป็นระยะเวลาหนึ่ง จึงจะถือว่าเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างแท้จริง

    วันนี้เศรษฐกิจไทยจวนตัวแล้ว หากไม่สามารถพลิกฟื้นหรือปรับโครงสร้างรอบนี้ได้ จะกลับมาแก้ในอนาคตก็จะยากยิ่งขึ้น และหากปล่อยให้โตต่ำนานๆจะนำมาสู่ปัญหาด้านเสถียรภาพและส่งผลต่อศักยภาพประเทศไทยในระยะยาวได้”

    นอกจากนี้ โอกาสที่จะเห็นการขึ้นดอกเบี้ย ยังมาจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น หรือกรณีที่เห็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน เช่นเดียวกับในปี 2565 ที่เกิดภาวะ Supply Shock จนธปท.ต้องทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

    ประกอบกับในช่วงที่อุปสงค์ (Demand) เพิ่มขึ้นแล้ว หากยังมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน จากการคงอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานจนก่อให้เกิดการเก็งกำไรเกินควร หรือเกิดการก่อหนี้ภาคครัวเรือนมากเกินไป ปัจจัยเหล่านี้ก็อาจเป็นเหตุผลที่นำไปสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้

    นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า ทิศทางเงินเฟ้อของไทยในระยะต่อไปจะมีลักษณะเป็นรูปภูเขาโดยคาดการณ์ว่าจะปรับตัวสูงขึ้นชั่วคราวในช่วงปีนี้และไปแตะระดับสูงสุดในไตรมาสที่ 4สาเหตุหลักมาจากฐานที่ต่ำในปีที่ผ่านมาประกอบกับผลกระทบจากราคาพลังงานและราคาอาหารสดที่อาจเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศร้อน

    อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เงินเฟ้อจะสามารถปรับลดลงเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้เอง

    หากดูกลไกการส่งผ่านราคาพบว่าจะเห็นได้จากทั้งทางตรง (Direct First-round Effect) คือผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นโดยตรง ซึ่งส่งผลต่อตะกร้าเงินเฟ้อ ขณะที่ทางอ้อมการส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังราคาสินค้าในหมวดพื้นฐานซึ่งมีน้ำหนักถึง 70% ในตะกร้า CPI

    ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุด พบว่าแม้จะมีการส่งผ่านต้นทุนอยู่บ้าง แต่ยังอยู่ในลักษณะที่มีความหนืดและไม่มีสัญญาณของการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่องและยังไม่พบสัญญาณของ Second-round Effect หรือการที่ประชาชนคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะสูงจนนำไปสู่การปรับขึ้นราคาและค่าจ้างอย่างต่อเนื่องจนควบคุมไม่ได้

    สำหรับการดำเนินนโยบายการเงิน มองว่าการคงอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันถือเป็นการดำเนินนโยบายที่ผ่อนคลายและสอดคล้องกับบริบทที่เงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมาย เพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ปัจจุบันยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ

    แม้ปัจจุบันจะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ แต่แบงก์ชาติไม่ได้นิ่งนอนใจ และพร้อมที่จะพิจารณาปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมทันที หากสถานการณ์เงินเฟ้อและความเสี่ยงเปลี่ยนไปในอนาคต

    นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท.กล่าวว่า หากดูภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแรงส่งที่ดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ส่งผลให้มีการปรับประมาณการการเติบโตจีดีพีจาก1.5% เป็น2.3%

    อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขจะดูดีขึ้นแต่เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและมีความไม่ทั่วถึงในการฟื้นตัว

    โดย3 ปัจจัยบวกหนุนเศรษฐกิจปี 2569มาจากผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางน้อยกว่าที่คาดแม้จะมีความตึงเครียดแต่เศรษฐกิจโลกและไทยมีความยืดหยุ่น (Resilient) มากกว่าที่ประเมินไว้ บวกกับแรงส่งจากวัฏจักรเทคโนโลยี AI และอิเล็กทรอนิกส์ส่งผลดีต่อทั้งการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน

    สุดท้ายคือมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐผลของ พรก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยใหม่ที่นำมาคำนวณในรอบนี้

    ทั้งนี้มองว่าไซเคิลขาขึ้นของการลงทุนนี้ ในด้านเอไอหรือเทคโนโลยีจะอยู่ได้ต่อเนื่องอีกประมาณ 2 ปี แต่มีความกังวลเรื่องโครงสร้างการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่ยังกระจุกตัวสูง

    โดยพบว่าผู้ส่งออกเพียง 1% หรือประมาณ 105 ราย ส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ ที่ครองมูลค่าการส่งออกถึง 85% ของกลุ่มเทคโนโลยีทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีการพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนสูงขึ้น

    โดยมีสัดส่วน Import Content เพิ่มจาก 48% ในอดีตมาเป็น 70% ในปัจจุบัน ทำให้ผลบวกต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศมีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1242203&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw213mlu1Rlp4avNOIXKy0z6

  • ความจำเป็นในการกำหนดระเบียงเศรษฐกิจ (Corridor) ใหม่ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการค้าต่างประเทศของอิหร่าน

    ความจำเป็นในการกำหนดระเบียงเศรษฐกิจ (Corridor) ใหม่ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการค้าต่างประเทศของอิหร่าน

    การประชุมคณะกรรมการด้านการส่งออกและการบริหารการนำเข้าแห่งหอการค้าเมืองตาบริซ จัดขึ้นโดยมีสมาชิกคณะกรรมการและผู้ประกอบการเข้าร่วม เพื่อหารือแนวทางในการพัฒนาการค้าต่างประเทศของอิหร่านภายใต้สถานการณ์ใหม่

    นาย ซัยยิด ยูเซฟ โฮเซนี ประธานคณะกรรมการฯ กล่าวถึงสถานการณ์ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาและผลกระทบต่อการค้าต่างประเทศของประเทศว่า จากเหตุการณ์สงครามล่าสุดและการหยุดชะงักของเส้นทางการค้าทางทะเลของอิหร่าน โดยเฉพาะการค้ากับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องแสวงหาเส้นทางทางเลือกใหม่สำหรับการค้าระหว่างประเทศ นาย ซัยยิด ยูเซฟ โฮเซนี เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกำหนดระเบียงเศรษฐกิจ (Corridor) ใหม่ รวมถึงการค้นหาตลาดและเส้นทางการค้าใหม่ ๆ พร้อมระบุว่า ตุรกี ประเทศสมาชิกสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย และรัสเซีย เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการขยายการค้าทดแทน เนื่องจากมีทั้งตลาดขนาดใหญ่และศักยภาพด้านเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศ นอกจากนี้ อิรัก ก็ถือเป็นอีกตลาดสำคัญที่มีศักยภาพในการขยายการค้าระหว่างกัน

    นายโฮเซนียังกล่าวถึงประสบการณ์ของจังหวัดอาเซอร์ไบจานตะวันออกในการค้ากับประเทศทางตอนเหนือ โดยระบุว่า จังหวัดแห่งนี้มีประสบการณ์ยาวนานในการดำเนินกิจกรรมการค้าผ่านระเบียงเหนือ และตั้งอยู่ใกล้กับตลาดเป้าหมาย จึงสามารถมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาการค้าผ่านระเบียงดังกล่าวได้

    นอกจากนี้ ประธานคณะกรรมการด้านการส่งออกและการบริหารการนำเข้าแห่งหอการค้าเมืองตาบริซ ยังเปิดเผยว่าจะมีการจัด งานแสดงสินค้าอาหารนานาชาติ ที่กรุงมอสโกในเดือนกันยายนปีนี้ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร อีกทั้งในการใช้ประโยชน์จากโอกาสดังกล่าวจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงของบริษัทอิหร่านในตลาดรัสเซียได้มากขึ้น

    โฮเซนียังกล่าวถึงศักยภาพความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอิหร่านและรัสเซียว่า เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติ การเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกันจึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ ขณะนี้มีการดำเนินการหลายด้าน ทั้งในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและการค้า ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการขยายตัวของการค้าระหว่างสองประเทศ ในอีกประเด็นหนึ่ง โฮเซนีได้กล่าวถึงการขนส่งทางรถไฟระหว่างอิหร่านและรัสเซีย โดยระบุว่า ปัจจุบันเส้นทางหลักของการขนส่งสินค้าทางรางจากอิหร่านไปยังรัสเซียใช้เส้นทางผ่าน สาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน

    เขาเสริมว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและการเร่งดำเนินโครงการรถไฟต่าง ๆ เช่น โครงการรถไฟ รัชต์–อัสตารา (Rasht–Astara Railway) จะมีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งสินค้า และช่วยเพิ่มปริมาณการค้าระหว่างอิหร่านกับรัสเซีย

    ในช่วงท้ายของการประชุม สมาชิกคณะกรรมการและผู้ประกอบการที่เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แสดงความคิดเห็น และนำเสนอปัญหาที่พบในด้านการส่งออก การนำเข้า และการขนส่งระหว่างประเทศ พร้อมเสนอแนวทางในการแก้ไขอุปสรรคที่มีอยู่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/z0n1ic5w5jn2nkxtsnkpftb9&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0v8mmN_j0nWRMjaFL8voW-

  • IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเหลือ 3.0% ปีนี้ เซ่นสงครามตอ.กลาง : อินโฟเควสท์

    IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเหลือ 3.0% ปีนี้ เซ่นสงครามตอ.กลาง : อินโฟเควสท์

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) ในวันนี้ โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัวเพียง 3.0% ในปี 2569 ก่อนฟื้นตัวสู่ระดับ 3.4% ในปี 2570

    ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าอัตราการขยายตัว 3.5% ในปี 2568 และต่ำกว่าคาดการณ์ในเดือนเม.ย.ที่ระดับ 3.1%

    รายงานระบุว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง แม้ได้รับแรงชดเชยบางส่วนจากการเร่งตัวของวัฏจักรเทคโนโลยีโลก อันเป็นผลจากความคืบหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการนำ AI ไปใช้อย่างแพร่หลาย

    IMF ระบุว่า จากสมมติฐานที่ว่าราคาพลังงานจะอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้นโยบายการเงินจะมีความผ่อนคลายน้อยลง และความไม่แน่นอนด้านนโยบายรวมถึงปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงอยู่จนถึงปี 2570 ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในระดับโลกเพิ่มขึ้นจาก 4.1% ในปี 2568 เป็น 4.7% ในปี 2569 ก่อนจะชะลอลงสู่ระดับ 3.9% ในปี 2570 ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากประมาณการในเดือนเมษายน

    ขณะเดียวกัน IMF คาดว่าปริมาณการค้าโลกจะชะลอตัวอย่างมาก โดยอัตราการเติบโตจะลดลงจาก 5.0% ในปี 2568 เหลือ 3.5% ในปี 2569 ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 4.3% ในปี 2570

    รายงานระบุว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วคาดว่าจะขยายตัว 1.7% ในปี 2569 และ 1.8% ในปี 2570

    สำหรับการขยายตัวของประเทศและภูมิภาคสำคัญ ได้แก่:-

    • สหรัฐ คาดว่าจะเติบโต 2.3% ในปี 2569 และ 2.2% ในปี 2570 ซึ่งแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากประมาณการเดือนเมษายน
    • ยูโรโซน คาดว่าจะเติบโต 0.9% ในปี 2569 และ 1.2% ในปี 2570 โดยประมาณการปี 2569 ลดลง 0.2% จากรายงานเดือนเมษายน
    • สหราชอาณาจักร คาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวเหลือ 1.0% ในปี 2569 ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 1.3% ในปี 2570 หลังผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานเริ่มคลี่คลาย

    สำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา IMF คาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวเหลือ 3.8% ในปี 2569 ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 4.5% ในปี 2570

    ส่วน จีน คาดว่าจะขยายตัว 4.6% ในปี 2569 ซึ่งสูงกว่าประมาณการเมื่อเดือนเมษายน 0.2% ทำให้จีนเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ได้รับการปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโต

    ในภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลาง IMF คาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงอย่างมากเหลือเพียง 0.7% ในปี 2569 ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 6.5% ในปี 2570 โดยเป็นการปรับลดคาดการณ์ปี 2569 ลง 1.2% และปรับเพิ่มคาดการณ์ปี 2570 ขึ้น 1.9%

    IMF ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ การคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับฐานของกลุ่มเทคโนโลยี ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านลบต่อเศรษฐกิจโลก

    IMF ระบุว่า ลำดับความสำคัญของนโยบายในขณะนี้คือการฟื้นฟูเสถียรภาพด้านราคา โดยอิงความเป็นอิสระของธนาคารกลางและการกำกับดูแลภาคการเงินที่เข้มแข็ง พร้อมเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ความพร้อมในการใช้ AI และการปรับสมดุลเศรษฐกิจภายในประเทศ

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/612297&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw234Tpn0KtOzNr1z-KgAa4p

  • เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังซึมลึก จี้รัฐปั๊มท่องเที่ยว-ลงทุน หยุดเยียวยาฉาบฉวย

    เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังซึมลึก จี้รัฐปั๊มท่องเที่ยว-ลงทุน หยุดเยียวยาฉาบฉวย

    เศรษฐกิจไทยครึ่งปีแรก 2569 แม้ตัวเลขส่งออกและ GDP ยังขยายตัว แต่ภาคธุรกิจเอกชนกลับสะท้อนภาพ “ฟื้นไม่ทั่วถึง” และเดินหน้าแบบ K-Shape ขณะที่ครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งภาคเอกชนขอให้ภาครัฐเร่งปฏิรูปและสร้างความเชื่อมั่นเพื่อประคองการเติบโต

    ดึงความเชื่อมั่นท่องเที่ยว-คุมค่าเงินบาท

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เป้าหมายเร่งด่วนใน 6 เดือนข้างหน้า รัฐบาลต้องสร้างบรรยากาศความปลอดภัย เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีนและต่างชาติให้กลับมาถึงเป้าหมาย 40 ล้านคน เนื่องจากประเมินตัวเลขน่ากังวลว่าอาจเหลือเพียง 33 ล้านคนเท่านั้น

    ขณะที่ภาคส่งออก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในทิศทางอ่อนค่า จากปีที่ผ่านมาค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าที่สุดในอาเซียน ซึ่งเชื่อว่าหากการเมืองเสถียรและมีการขับเคลื่อน “วาระแห่งชาติ” ร่วมกัน ไทยจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตใน 2-3 ปีข้างหน้าไปได้

    เศรษฐกิจไทย K-Shape จี้เร่งปฏิรูปดึงลงทุน

    นายธวัชชัย เศรษฐจินดา กรรมการเลขาธิการ หอการค้าไทย กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกยังเผชิญแรงกดดันจากปัญหาเชิงโครงสร้าง แม้ตัวเลขการส่งออกและ GDP ขยายตัว แต่ยังไม่กระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อยและแรงงานฐานราก สะท้อนเศรษฐกิจแบบ K-Shape ที่ธุรกิจขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมใหม่เติบโต ขณะที่ SME และธุรกิจดั้งเดิมยังชะลอตัว ส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศอ่อนแอ

    ส่วนครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญความท้าทาย โดยภาคเอกชนคาดว่า GDP ปี 2569 จะขยายตัว 1.6-2.0% โดยเสนอให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การค้า กฎระเบียบ และการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการลงทุน เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

    ทั้งนี้ จากการที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลกของ World Bank, IMF และ AEC Business Forum ซึ่งจะเป็นเวทีสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ควบคู่กับการผลักดันประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ชี้เศรษฐกิจโตไม่ทั่วถึง โรงงานยังฟื้นช้า

    นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา เลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกยังเติบโตแบบ K-Shape แม้ตัวเลข GDP และการส่งออกขยายตัว แต่แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการลงทุนของบริษัทต่างชาติในอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และ Data Center ขณะที่ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ SMEs และอุตสาหกรรมดั้งเดิม ยังเผชิญต้นทุนสูง สินค้านำเข้าราคาถูก และกำลังการผลิตที่ลดลงต่ำกว่า 60%

    ขณะที่ครึ่งปีหลัง ภาวะเศรษฐกิจยังเผชิญความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะทิศทางเศรษฐกิจโลกและราคาพลังงาน แต่เชื่อว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเอกชนผ่านกลไก กรอ. จะช่วยประคองภาคธุรกิจและทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยเริ่มฟื้นตัวได้ในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า

    จี้เร่งเครื่อง ดันเที่ยว-ลงทุนใหม่พยุงจีดีพี

    นายยศกร ฟอลเล็ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด สะท้อนว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังมีโอกาสฟื้นตัวได้ หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเดินหน้าได้ตามแผน โดยเฉพาะโครงการที่สามารถสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจ หรือ multiplier effect และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้จริง

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท หากรัฐบาลสามารถออกแบบโครงการให้เกิดการใช้จ่ายจริง และเชื่อมโยงกับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ได้อย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยประคองตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ให้ปรับตัวดีขึ้น

    ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยว ยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะหากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยได้ในระดับสูง และมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จะช่วยกระจายรายได้ไปยังโรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก ขนส่ง และธุรกิจบริการในพื้นที่ท่องเที่ยว

    ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่านโยบายเศรษฐกิจปัจจุบันอย่าง “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นเพียงการประคองเศรษฐกิจ ไม่ใช่การกระตุ้นที่ยั่งยืน เนื่องจากตัวคูณทวีทางการคลังต่ำ เงินหมุนเวียนไม่กี่ทอดก็ไหลกลับสู่รายใหญ่

    สิ่งที่รัฐบาลต้องทำในครึ่งปีหลังคือการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME แบบมุ่งเป้า เพื่อรักษาการจ้างงานและเพิ่มฐานภาษี โดยต้องใจแข็งพอที่จะช่วยกลุ่มที่พร้อมจะกลับมาวิ่งได้ก่อน เพื่อเป็นฐานให้คนอื่นตามไป

    ตลาดอสังหาฯครึ่งหลังยังท้าทาย

    ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) มองว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยโจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่การฟื้นตัวในระยะสั้น แต่คือการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หลังไทยหยุดนิ่งมาระยะหนึ่ง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเร่งพัฒนาและก้าวขึ้นมาแข่งขันได้อย่างรวดเร็ว จึงเห็นว่ารัฐบาลควรกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ชัดเจน พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างรากฐานการเติบโตในระยะยาวและฟื้นความเชื่อมั่น ของภาคธุรกิจและนักลงทุน

    นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ มองว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังเผชิญปัจจัยกดดันทั้งจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนค่าก่อสร้างและค่าขนส่ง รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวจะเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อภาพรวมเศรษฐกิจ

    จี้รัฐสร้างเชื่อมั่นดึงลงทุนฟื้นเศรษฐกิจ

    นายกรณ์ ณรงค์เดช ประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ.ไรมอน แลนด์ มองว่า แม้เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวและผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แต่ยังเติบโตต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค โดยปัจจัยที่กดดันการฟื้นตัวในเวลานี้ไม่ใช่ภาวะเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นความไม่แน่นอนที่ส่งผลให้ทั้งผู้บริโภคและนักลงทุนชะลอการตัดสินใจ ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจลดลงและกิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวตามไปด้วย

    ทั้งนี้ การฟื้นเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องอาศัยแรงขับจากเงินลงทุนต่างประเทศควบคู่กับการบริโภคภายในประเทศ โดยภาครัฐควรเร่งสร้างความเชื่อมั่นผ่านนโยบายที่มีความชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดการลงทุนระยะยาว พร้อมใช้ศักยภาพของไทยด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และภาพลักษณ์ประเทศที่ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติเป็นจุดแข็งในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หากสามารถผลักดันการลงทุนและการท่องเที่ยวควบคู่กันได้ จะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นการหมุนเวียนของเม็ดเงินและช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม

    ค้าปลีกห่วงกำลังซื้อซึมยาว

    นายสมชาย พรรัตนเจริญ ประธานกิตติมศักดิ์ สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ประเมินว่า เศรษฐกิจครึ่งปีหลังอยู่ในภาวะน่ากังวล กำลังซื้อมีแนวโน้มซบเซาต่อเนื่อง จากผลกระทบของแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติ ต้นทุนค่าครองชีพ ภัยแล้ง และปัญหาเชิงโครงสร้าง หากรัฐไม่เร่งแก้ไขอย่างตรงจุด เศรษฐกิจอาจชะลอตัวต่อเนื่องอีกหลายปี

    สอดรับกับ นายปัทม์ พงษ์-วิทยาพิพัฒน์ ผู้จัดการทั่วไปเดอะ พิซซ่า คอมปะนี กล่าวว่า แม้ต้นทุนเริ่มผ่อนคลายจากราคาน้ำมัน แต่ผู้บริโภคยังใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เน้นความคุ้มค่าและเลือกสินค้าขนาดเล็กมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์ พร้อมเดินหน้าขยายสาขาเฉพาะทำเลที่มีศักยภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ

     เช่นเดียวกับ นายกิจจา วงศ์วารี กรรมการบริหาร อโรม่า กรุ๊ป มองว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วง “รีเซ็ต” และอาจต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3 ปีจึงจะฟื้นตัวชัดเจน โดยยังเผชิญแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือน ภาคอสังหาริมทรัพย์ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แม้คาดหวังมาตรการกระตุ้นของรัฐจะช่วยพยุงการใช้จ่ายได้ในระยะสั้น แต่การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนยังขึ้นอยู่กับการกลับมาของกำลังซื้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/663419&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o-KlyGobjLaMT7_n_VmEI

  • IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 เหลือ 3.0% หลังสงครามตะวันออกกลางปะทุ

    IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 เหลือ 3.0% หลังสงครามตะวันออกกลางปะทุ

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประกาศปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2569 ลงสู่ระดับ 3.0% เมื่อวันพุธที่ผ่านมา หลังการสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านปะทุขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกทวีความรุนแรงขึ้น

    IMF เตือนความเสี่ยงสูงท่ามกลางสงครามตะวันออกกลาง

    เปตยา โคเอวา บรูคส์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ IMF ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืนสะท้อนให้เห็นความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่ล้อมรอบแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดย IMF จะติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ การปรับลดดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศยุติการหยุดยิงกับเตหะราน

    การปรับลดครั้งนี้เป็นครั้งที่สองในรอบปี และตัวเลข 3.0% ยังถือเป็นการชะลอตัวจากปี 2567 ด้านอัตราเงินเฟ้อโลกคาดว่าจะเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 4.7% ในปีนี้ สูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า

    ช่องแคบฮอร์มุซและราคาน้ำมัน

    นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น แม้ข้อตกลงชั่วคราวจะทำให้การขนส่งพลังงานกลับมาได้บ้าง แต่การสู้รบก็กลับมาอีกครั้ง โคเอวา บรูคส์ ประเมินว่าภาวะปกติจะค่อยๆ ฟื้นตัวภายในสามไตรมาส

    AI ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลก

    ท่ามกลางความเสี่ยง ความต้องการด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นปัจจัยช่วยพยุงเศรษฐกิจโลก โดย IMF คาดว่าการเติบโตโลกจะฟื้นตัวแบบ V-shape สู่ระดับ 3.4% ในปี 2570

    ผลกระทบต่างกันในแต่ละภูมิภาค

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ 2.3% ขณะที่ตะวันออกกลางและเอเชียกลางถูกปรับลด 1.2 จุดสู่ 0.7% ราคาน้ำมันหน้าปั๊มในเอเชียตลาดเกิดใหม่พุ่งถึง 30% ส่วนจีนถูกปรับเพิ่มเล็กน้อยสู่ 4.6%

    ไทยติดกลุ่มผู้ส่งออก AI ฮาร์ดแวร์ยืดหยุ่น

    IMF ระบุว่า ไทย ไต้หวัน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ในฐานะผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI สุทธิรายใหญ่สี่อันดับแรก ยังคงรักษาการเติบโตที่แข็งแกร่งได้ แม้จะเผชิญกับผลกระทบจากสงคราม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/imf-cuts-2026-world-growth-forecast-middle-east-war&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bSgTX66RGbAmYyLdUW3t_

  • นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตปากีสถานฯ เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจ

    นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตปากีสถานฯ เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจ

    นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตปากีสถานฯ เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจ

    วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.34 น.

    นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตปากีสถานฯ เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

    8 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ นางรุคซานา อัฟซอล (H.E. Ms. Rukhsana Afzaal) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามปากีสถานประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะเพื่ออำลาในโอกาสพ้นจากหน้าที่ โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

    นายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีที่ความสัมพันธ์ไทย – ปากีสถานมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง พร้อมเห็นว่าทั้งสองประเทศยังมีศักยภาพในการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนให้เติบโตยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการต่อยอดความร่วมมือในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพร่วมกัน ทั้งนี้ ปากีสถานเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าจะเป็นโอกาสสำคัญในการขยายมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศในอนาคต

    ด้านเอกอัครราชทูตปากีสถานฯ กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยสำหรับการสนับสนุนและความร่วมมือที่มีมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมแสดงเชื่อมั่นว่าจะได้รับการสนับสนุนจากไทยในประเด็นที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญ และร่วมกันผลักดันความร่วมมือในทุกมิติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

    โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายหารือถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร โดยฝ่ายปากีสถานแสดงความสนใจแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จากประเทศไทย รวมถึงการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญไทยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของปากีสถาน

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยฝ่ายปากีสถานเสนอความร่วมมือด้านแรงงานทักษะขั้นสูง ซึ่งมีศักยภาพสนับสนุนความต้องการของไทย อาทิ บุคลากรด้านเทคโนโลยีและครูผู้สอนภาษาอังกฤษ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพกำลังคนของทั้งสองประเทศ

    ในด้านค้าและการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีเห็นว่าปากีสถานเป็นตลาดที่มีศักยภาพในภูมิภาคเอเชียใต้ และยังมีโอกาสขยายความร่วมมือได้อีกมาก โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมด้านบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานระดับสากล ขณะเดียวกัน แนวทางการนำคณะภาคธุรกิจไทยเยือนปากีสถาน  น่าจะเป็นอีกแนวทางสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน รวมทั้งยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการเดินทางระหว่างกัน ผ่านการเพิ่มเส้นทางบินระหว่างไทยกับปากีสถาน เพื่อ
    อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน นักท่องเที่ยว และภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ

    ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรียืนยันความพร้อมของรัฐบาลไทยในการทำงานร่วมกับปากีสถานอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางธุรกิจและการลงทุน เพื่อสร้างการเติบโตและผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/975922&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q-bQ8R41wwsrSHX4lElNw