Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “สันติธาร” ชูยุทธศาสตร์ดึงลงทุนแตะ 30% GDP ดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    “สันติธาร” ชูยุทธศาสตร์ดึงลงทุนแตะ 30% GDP ดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    ประเทศไทยประกาศปี 2569 เป็นปีแห่งการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ (New Growth Engines) โดย นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ขึ้นกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจบนเวทีสัมมนา “Reuters NEXT Asia 2026” ณ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 9 ก.ค.2569 ซึ่งเป็นเวทีการประชุมระดับผู้นำแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่รวบรวมผู้บริหารระดับสูงและผู้นำระดับโลกมาร่วมแบ่งปันมุมมองเชิงลึก และสร้างพันธมิตรเพื่อฝ่าความท้าทายทางธุรกิจและสังคม

    นายสันติธาร กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เป็นตัวแทนประเทศไทยสื่อสารไปยังนักลงทุนทั่วโลก โดยเน้นย้ำถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยที่กำลังพลิกโฉมจากประเทศที่มีเพียงจุดเด่นด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคแต่มีการเติบโตต่ำ ไปสู่การขับเคลื่อนการเติบโตใหม่

    นายสันติธาร ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย อายุเฉลี่ยของประชากรไทยปัจจุบันอยู่ที่ 44 ปี คือการพึ่งพาเงินทุนและการเพิ่มผลิตภาพเพื่อชดเชยจำนวนประชากรวัยแรงงานที่หดตัวลง โดยรัฐบาลมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ระดับ 22-23% ขยับขึ้นไปใกล้ระดับ 30% 

    ทั้งนี้ เพื่อปลดล็อกศักยภาพการลงทุนดังกล่าว รัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์ 3 ประการ ได้แก่

    1. การลงทุนภาครัฐ มุ่งเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อดึงดูด ให้ภาคเอกชนและภาคธุรกิจเกิดความเชื่อมั่นและเข้ามาลงทุนตาม
    2. การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ท่ามกลางภาวะโลกที่แบ่งขั้ว ไทยสามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสผ่านการดึงดูดนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง โดยในปีที่ผ่านมา ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนของไทยพุ่งสูงขึ้นถึง 67% เมื่อเทียบกับปีก่อน และไตรมาสแรกของปีนี้เติบโตเพิ่มขึ้นสองเท่า โดยเม็ดเงินไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ AI เศรษฐกิจสีเขียว และเศรษฐกิจชีวภาพ
    3. การลงทุนของภาคธุรกิจในประเทศ ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนไทยจำนวนมากยังมีเงินทุนสำรอง ที่พร้อมสำหรับการลงทุน เพียงแต่ภาคธุรกิจต้องการความต่อเนื่องทางนโยบาย เสถียรภาพทางการเมือง และทิศทางจากภาครัฐที่ชัดเจน

    ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ นายสันติธารเน้นย้ำว่า ไทยไม่ได้เลือกข้างฝ่ายใด แต่จะทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงที่เชื่อถือได้ ซึ่งพิจารณาจากความต้องการของไทยและสิ่งที่ไทยสามารถมอบให้กับโลกได้ 

    ทั้งนี้ การพิจารณา FDI จะเน้นที่คุณค่าที่จะเกิดขึ้น เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างงานคุณภาพสูง และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของ SMEs ไทย มากกว่าสัญชาติของเม็ดเงินลงทุน นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นแนวโน้มการกระจายตัวของนักลงทุนจากกลุ่มประเทศ OECD ที่ไม่เคยลงทุนในไทยมาก่อนแสดงความสนใจเพิ่มมากขึ้น

    นอกจากนี้ นายสันติธารยังได้กล่าวถึงแผนการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยระบุว่าขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นกระบวนการทางเทคนิค ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี รัฐบาลมองว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่เพียงแค่รางวัล แต่เป็นเสมือนการเดินทางที่จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศครั้งสำคัญ โดยเฉพาะการยกระดับกรอบกฎระเบียบ การปรับปรุงธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ตลอดจนการเพิ่มคุณภาพในการแข่งขัน

    “ล่าสุดได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปนโยบายและกฎหมายเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริงโดยเร็ว”

    นายสันติธาร กล่าวถึงความอ่อนไหวของไทยจากความขัดแย้งช่องแคบฮอร์มุซว่า จุดอ่อนของไทยคือการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงทำให้มีปัญหาด้านต้นทุนและความมั่นคงทางพลังงาน โดยคาดการณ์ว่าจีดีพีจะแกว่งตัวราว 0.5% และเงินเฟ้อขยับแตะระดับกว่า 2% แต่ยังถือว่าควบคุมได้เนื่องจากฐานเงินเฟ้อเดิมของไทยอยู่ในระดับต่ำโดยจะใช้โอกาสนี้ในการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่และแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งไทยมีขีดความสามารถรองรับอยู่แล้ว ตลอดจนยุทธศาสตร์ด้าน AI ที่เน้นดึงดูดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ควบคู่ไปกับการประยุกต์ใช้ AI ในอุตสาหกรรมที่ไทยมีความแข็งแกร่งระดับโลก เช่น บริการทางการแพทย์ (Healthcare) และเศรษฐกิจที่รองรับสังคมอายุยืน (Longevity Economy) เพื่อเพิ่มผลิตภาพและแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง

    นายสันติธารได้ฝากข้อความโดยตรงถึงกลุ่มนักลงทุนที่เข้าร่วมงานว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญเพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ซึ่งเป้าหมายนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยลำพัง จึงขอเชิญชวนให้นักลงทุนและเม็ดเงินจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมกันผนึกกำลัง เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปสู่อีกขั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1242340&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1r9guPdQHCEV43LkS1tKyU

  • กระแส “สกุชชี่ 2026” คืนชีพ ปลุกเศรษฐกิจรายย่อยสะพัด ดันเทรนด์เยียวยาใจ : อินโฟเควสท์

    กระแส “สกุชชี่ 2026” คืนชีพ ปลุกเศรษฐกิจรายย่อยสะพัด ดันเทรนด์เยียวยาใจ : อินโฟเควสท์

    ปรากฏการณ์ของเล่นยอดฮิตในอดีตอย่าง “สกุชชี่” กำลังกลับมาสร้างแรงกระเพื่อมบนโลกออนไลน์อีกครั้งในปี 2569 ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักสะสมวัยทำงานให้กลับมาหวนรำลึกความทรงจำ ส่งผลให้เทรนด์ดังกล่าวกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับฐานราก 

    ล่าสุด บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลบนโลกออนไลน์ผ่านเครื่องมือ dxt:360 (Social Listening) ระหว่างวันที่ 1–30 มิถุนายน 2569 จากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชั้นนำ เพื่อถอดรหัสอินไซต์ที่น่าสนใจใน 3 มิติหลัก

    ตลาดนัด-สำเพ็งครองแชมป์ กระจายเม็ดเงินสู่รายย่อย

    ด้านแหล่งซื้อขายที่ถูกพูดถึงสูงสุด พบว่าตลาดนัดและร้านค้าท้องถิ่นครองอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 32.6% ตามมาด้วยย่านค้าส่งดั้งเดิมอย่างสำเพ็ง สะพานเหล็ก และเยาวราชที่กลับมาคึกคัก 28.3% ซึ่งกลับมาคึกคักจากกระแสรีวิว พาทัวร์ และตามหาไอเทมหายาก ขณะที่ช่องทางออนไลน์ 27.3% และห้างสรรพสินค้า 11.8% สะท้อนให้เห็นว่าเทรนด์นี้ผลักดันเม็ดเงินสู่ผู้ค้ารายย่อยโดยตรงมากกว่าช่องทางค้าปลีกขนาดใหญ่

    เครื่องมือเยียวยาจิตใจของคนยุคใหม่ใน 5 มิติ

    1. ความเพลิดเพลินทางสัมผัสจากการบีบและการคืนตัวแบบช้าของสกุชชี่ครองใจผู้บริโภคสูงสุด 50.9% 

    2. ความสุขจากดีไซน์ที่ชุบชูใจ 23.5% โดยเฉพาะรูปลักษณ์ที่น่ารักละมุนตาอย่างแท่งเนยและซาลาเปา

    3. การคลายเครียดและเสริมสมาธิ 16.8% เนื่องจากการบีบสุชชี่นับเป็นอีกหนึ่งวิธีในการบริหารมือ ซึ่งจะส่วนช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขและช่วยให้สมองโฟกัสได้ดีขึ้น

    4. ความสนุกจากการสะสมและตามล่าไอเทมหายาก 6.4% โดยเฉพาะในกลุ่มชุมชนคนรักของสะสม มักจะเกิดการตามหาหรือแลกเปลี่ยนไอเทมกันเหมือนเล่นเกมล่าสมบัติ

    5. การย้อนความทรงจำวัยเด็ก 2.4% แต่ถึงแม้จะถูกพูดถึงน้อยที่สุดแต่กลับมี Engagement สูงเป็นอันดับสอง ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคในวัยทำงานซื้อสกุชชี่เพื่อเติมเต็มความสุขในวัยเยาว์ที่เคยพลาดไป ซึ่งสะท้อนการเติบโตของ “Healing Economy” ในสังคมไทย

    ขณะเดียวกัน กระแสความนิยมยังจุดประเด็นด้านความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ โดยมาตรการภาครัฐและการกวาดล้างสินค้าอันตรายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด 60.7% หลังพบสินค้าลอกเลียนแบบและไม่ได้มาตรฐาน มอก. ทะลักเข้าตลาด

    รองลงมาเป็นความกังวลด้านอันตรายต่อสุขภาพ เช่น กลิ่นฉุน และการระคายเคืองผิวหนัง 37.0% ตามด้วยผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 2.3%

    การกลับมาของสกุชชี่ในปีนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้หยุดซื้อเพราะความกังวล แต่เปลี่ยนเป็นการ “ซื้ออย่างมีเงื่อนไข” โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของผู้ผลิตมากขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันให้ผู้ผลิตและผู้ค้าต้องเร่งปรับตัว

    โดย ศุภิสรา อาตม์สกุล/ณัฐชญา แตงตาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/612843&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nanESUEVZ4-qMPYZWTCLk

  • นายกฯ ไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ เร่งเชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน ดันการค้า-ลงทุน แตะเป้า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    นายกฯ ไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ เร่งเชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน ดันการค้า-ลงทุน แตะเป้า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/116383&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ge_88CZstIsunIhisJHlr

  • IMF หั่นจีดีพีโลกปี 69 เหลือ 3%  ชี้เศรษฐกิจโลกชะลอ ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    IMF หั่นจีดีพีโลกปี 69 เหลือ 3% ชี้เศรษฐกิจโลกชะลอ ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    วันนี้ ( 9 ก.ค.2569) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) คาดว่าเศรษฐกิจโลกปี2569 จะขยายตัวเพียง 3.0% ก่อนฟื้นตัวสู่ระดับ 3.4% ในปี 2570 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าอัตราการขยายตัว 3.5% ในปี 2568 และต่ำกว่าที่คาดการณ์ในเดือนเม.ย.ที่ระดับ 3.1%

    ปัจจัยที่IMFปรับคาดการณ์เศรษฐกิจโลกเนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง แม้จะได้รับแรงชดเชยบางส่วนจากการเร่งตัวของวัฏจักรเทคโนโลยีโลก ซึ่งเป็นผลจากความคืบหน้าด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) และการนำ AI ไปใช้อย่างแพร่หลาย นอกจากนี้ IMF ระบุว่า จากสมมติฐานราคาพลังงานจะอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้นโยบายการเงินจะมีความผ่อนคลายลดลง และความไม่แน่นอนด้านนโยบายรวมถึงปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงอยู่จนถึงปี 2570 ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปในระดับโลกเพิ่มขึ้นจาก 4.1% ในปี 2568 เป็น 4.7% ในปี 2569 ก่อนจะชะลอลงสู่ระดับ 3.9% ในปี 2570 ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากประมาณการในเดือนเม.ย.

    ทั้งนี้ IMF คาดว่าปริมาณการค้าโลกจะชะลอตัวอย่างมาก อัตราการเติบโตจะลดลงจาก 5.0% ในปี 2568 เหลือ 3.5% ในปี 2569 ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 4.3% ในปี 2570 รายงานระบุว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วคาดว่าจะขยายตัว 1.7% ในปี 2569 และ 1.8% ในปี 2570 ส่วนการขยายตัวของประเทศและภูมิภาคสำคัญ เช่น สหรัฐ คาดขยายตัว 2.3% ในปี 2569 และ 2.2% ในปี 2570 /ยูโรโซนขยายตัว 0.2- 0.9% ในปี 2569 และปี2570 ขยายตัว1.2% สหราชอาณาจักร คาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวเหลือ 1.0% ในปี 2569 ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 1.3% ในปี 2570 หลังผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานเริ่มคลี่คลาย ส่วนจีนขยายตัว 4.6%

    สำหรับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา IMF คาดว่าปี69 เศรษฐกิจจะชะลอตัวเหลือ 3.8% ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 4.5% ในปี 2570 ส่วนประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลาง IMF คาดว่าเศรษฐกิจปี69จะชะลอตัวลงเหลือเพียง 0.7% ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 6.5% ในปี 2570 โดยเป็นการปรับลดคาดการณ์ปี 2569 ลง 1.2% และปรับเพิ่มคาดการณ์ปี 2570 ขึ้น 1.9% ทั้งนี้ IMF ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางรวมถึงคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับฐานของกลุ่มเทคโนโลยี ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านลบต่อเศรษฐกิจโลก

    อ่านข่าว:

    สรท.ปรับเป้าส่งออกไทยโต 8-10% จี้รัฐดูแลบาท-ลุ้น กนง.คงดอกเบี้ย

    Twin Crisis เขย่าตลาดข้าวไทย เอลนีโญฉุดผลผลิต ส่งออกแข่งขันรุนแรง

    S&P คงอันดับเครดิตไทยBBB+ สะท้อนเชื่อมั่นเสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการคลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508065&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34hltWG5hrv-vTJh39B8Mv

  • ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคฟื้นรอบ 4 เดือน  หวั่นสงครามปะทุรอบใหม่ทุบจีดีพีร่วง

    ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคฟื้นรอบ 4 เดือน หวั่นสงครามปะทุรอบใหม่ทุบจีดีพีร่วง

    วันนี้ (9 ก.ค.2569)นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยถึง ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนมิ.ย. 2569ว่า ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 49.5 เป็น 50.7 ปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านเริ่มคลี่คลายรวมถึงราคาน้ำมันตลาดโลกและในประเทศเริ่มปรับตัวลดลง รวมถึงรัฐบาลเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัสเป็นเดือนแรก ส่งผลทางจิตวิทยาในเชิงบวกและเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนในประชนซึ่งส่งผลบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเป็นผลดีต่อค่าครองชีพของประชาชน

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย

    ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย(ภาคธุรกิจ) เดือนมิ.ย.2569 อยู่ที่ 41.4 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่4 เนื่องจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสยังไม่สามารถส่งผลบวกไปถึงยอดขายของภาคธุรกิจ และในเดือนแรกยังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นได้ เห็นได้จากอัตราการจ้างงานยังคงต่ำ ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโตแบบ K-Shapedเติบโตเฉพาะสินค้าAI และอิเล็กทรอนกส์ ไม่กระจายไปยังเอสเอ็มอี

    อย่างไรก็ตามดัชนีความเชื่อมั่น 2 รายการชี้ให้เห็นว่าด้านของผู้บริโภครับรู้เชิงบวกจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัส มองว่ามีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการยังไม่ได้รับรู้เชิงบวกว่า เม็ดเงินไทยช่วยไทยพลัสที่สะพัดราว เดือนละ 5 หมื่นล้าน เข้ามาช่วยกระตุ้นภาคธุรกิจ

    ทั้งนี้หากสงครามตะวันออกกลางไม่กลับมารุนแรง รัฐบาลดำเนินมาตรการไทยช่วยไทยพลัสต่อเนื่อง 4เดือน มีการปรับโครงสร้างพลังงาน คาดว่ากำลังซื้อจะโดดเด่นขึ้น เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มกลับมาคึกคักได้ในช่วงไตรมาส4 อาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้โตได้เกิน2%

    ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคฟื้นรอบ 4 เดือน  หวั่นสงครามปะทุรอบใหม่ทุบจีดีพีร่วง

    ดัชนีเชื่อมั่นบริโภคฟื้นรอบ 4 เดือน หวั่นสงครามปะทุรอบใหม่ทุบจีดีพีร่วง

    ส่วนกรณีที่สหรัฐฯประกาศยกเลิกการหยุดยิงชั่วคราวประกาศโจมตีอิหร่านรอบใหม่เมื่อ2วันที่ผ่านมานั้น มองว่าอาจจะไม่รุนแรงมากจนกลับมาสู่การปะทะรอบใหม่ เนื่องจากสหรัฐฯยังไม่มีการใช้กองกำลังทหาร เป็นเพียงการใช้โดรนโจมตี และมีโอกาสที่จะเจรจาร่วมกันได้ ซึ่งคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกไม่น่าจะพุ่งสูงเกิน 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จึงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะยังสามารถเติบโตได้ตามคาดคือ 2-2.5%

    แต่หากเกิดกรณีมีการขัดแย้งยืดเยื้อ และทั้ง2ประเทศกลับมาปะทะโจมตีกันรุนแรงอีกครั้ง อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นไปแตะที่90-110 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อาจส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ เติบโตในอัตราที่ต่ำกว่า2% โดยอาจอยู่ในช่วง 1.5-2%

    อ่านข่าว:

    ​เศรษฐกิจชะลอ หนี้สูง ต้นทุนพุ่ง ฉุดดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย.ลด

    IMFปรับเศรษฐกิจโลกโต3.1% หวังสงครามอิหร่านรุนแรงจำกัด

    เชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับดีขึ้น จับตาเสถียรภาพรัฐบาลใหม่–มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508071&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23fNC34F79tfwQ5OhG0Yp9

  • ‘ดร.อัทธ์’ ชี้สหรัฐฯ-อิหร่านปะทะซ้ำ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหลุด 2%

    ‘ดร.อัทธ์’ ชี้สหรัฐฯ-อิหร่านปะทะซ้ำ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหลุด 2%

    'ดร.อัทธ์' ชี้สหรัฐฯ-อิหร่านปะทะซ้ำ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหลุด 2%

    วันนี้ ( 9 กรกฎาคม 2569) รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยถึงสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ว่า การปะทะรอบใหม่นี้สะท้อนความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเหนือสถานะของช่องแคบฮอร์มุซ โดยอิหร่านต้องการรักษาอำนาจในการบริหารจัดการเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้ 

    ขณะที่สหรัฐฯ ยืนยันหลักเสรีภาพในการเดินเรือ และไม่ต้องการให้อิหร่านใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรองทาง

    เศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ

    ทั้งนี้ ต้นทุนพลังงานยังคงหลอกหลอนเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะลงนามใน MOU เพื่อยุติการสู้รบชั่วคราว แต่การกลับมาปะทะกันอีกครั้งสะท้อนว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้ตลาดพลังงานและตลาดการเงินโลกกลับมาผันผวน ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลด้านอุปทาน แม้จะยังต่ำกว่าระดับสูงสุดในช่วงที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ขณะที่ตลาดหุ้นหลายประเทศปรับตัวลดลงจากความวิตกว่าความขัดแย้งอาจยืดเยื้อ

    ชี้ 4 ปัจจัยเสี่ยง ศก.ไทยครึ่งปีหลัง

    สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วง 6 เดือนที่เหลือของปี 2569 ความผันผวนของราคาพลังงานยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง อัตราเงินเฟ้อ และกำลังซื้อของประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญที่ควรติดตาม ดังนี้

    1.เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงขยายตัวต่ำกว่า ประมาณการ แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ GDP ปี 2569 ไว้ที่ 2.3% และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดการณ์ไว้ที่ 2.5% แต่หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาพลังงานปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอาจต่ำกว่า 2% โดยครึ่งปีหลังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าครึ่งปีแรก

    2.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีความไม่ชัดเจน หลังสิ้นสุดโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” หากไม่มีมาตรการใหม่เข้ามาสนับสนุนอย่างเพียงพอ การฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศอาจชะลอลง และส่งผลต่อการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน

    ราคาสินค้าและบริการจำนวนมากยังไม่ปรับลดตาม

    3.ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง แม้ราคาน้ำมันเคยปรับลดลงในช่วงก่อนหน้า แต่ราคาสินค้าและบริการจำนวนมากยังไม่ปรับลดตาม ขณะที่ความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางอาจทำให้ต้นทุนพลังงานกลับมาสูงขึ้นอีก 

    ส่งผลให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น และกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    4.ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังเป็นปัจจยัที่ต้องติดตาม นอกจากความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกแล้ว ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในประเทศ ทั้งความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ ธรรมาภิบาล ความโปร่งใสในการดำเนินโครงการภาครัฐ และประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน ไทยและต่างประเทศในระยะต่อไป

    อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเท่านั้น แต่ยังเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และการสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและนักลงทุนอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/663532&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z4vPX5Ms9dMFQP3gTFieV

  • “อนุทิน” นำคณะบินเยือนมาเลเซีย หารือความมั่นคง-เศรษฐกิจ | one31.co.th

    “อนุทิน” นำคณะบินเยือนมาเลเซีย หารือความมั่นคง-เศรษฐกิจ | one31.co.th

    บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด
    อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส 50 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก)
    แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

    บริษัทในเครือ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
    www.theoneenterprise.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/news/detail/79624&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13l-A4waI4uVcmmKt8kUqD

  • IMF หั่นจีดีพี ‘กัมพูชา’ ลงแรง เงินเฟ้อซ้ำเติมปัญหา ‘ชายแดน-สแกมเมอร์’

    IMF หั่นจีดีพี ‘กัมพูชา’ ลงแรง เงินเฟ้อซ้ำเติมปัญหา ‘ชายแดน-สแกมเมอร์’

    ‘ไอเอ็มเอฟ’ หั่นคาดการณ์จีดีพีกัมพูชาลงแรงจาก 4% เหลือ 3% ชี้เงินเฟ้อพุ่งจากราคาพลังงานซ้ำเติมปัจจัยลบเดิม ทั้งผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดนไทย และไซเบอร์สแกม

    นิกเกอิ เอเชีย รายงานว่า กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชาลงแรงในปีนี้ โดยเตือนว่าราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจะซ้ำเติมปัจจัยลบเดิมที่มีอยู่ ทั้งผลกระทบจากความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาการหลอกลวงทางไซเบอร์ ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอลงและเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น

    IMF แถลงภายหลังการประชุมปรึกษาหารือตาม Article IV ปี 2026 กับประเทศกัมพูชาว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่แท้จริงของกัมพูชาจะขยายตัวได้เพียง 3% ในปีนี้ ก่อนกลับมาฟื้นตัวในปี 2027 แต่ไม่ได้ระบุอัตราการเติบโตที่แน่ชัด 

    ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นการปรับลดลงมากจากคาดการณ์เดิมเมื่อเดือนพ.ย. ซึ่งให้ไว้ที่ 4% ในปีนี้ โดยเศรษฐกิจกัมพูชามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่เติบโตได้ 5.3% ในปีที่แล้ว และ 6% ในปี 2024

    ปัจจัยสำคัญที่ฉุดแนวโน้มเศรษฐกิจมาจาก “อัตราเงินเฟ้อ” ที่คาดว่าจะพุ่งสูงถึง 5.6% ในปีนี้ หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจาก 2.5% ในปีที่แล้ว จากการส่งผ่านต้นทุนราคาพลังงานที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้าและบริการ ซึ่ง IMF คาดว่าแรงกดดันด้านราคาจะทยอยคลี่คลายลงได้ในปีหน้า แต่ก็เตือนรัฐบาลไม่ให้ใช้มาตรการอุดหนุนราคาพลังงานในวงกว้าง

    คำเตือนดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการวิจารณ์โดยตรงต่อนโยบายของรัฐบาลกัมพูชาที่อุดหนุนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับน้ำมันและก๊าซในประเทศ โดย IMF ระบุว่ามาตรการดังกล่าวจะบั่นทอนรายได้ของภาครัฐ

    ปัจจุบันราคาน้ำมันเบนซินในกัมพูชาอยู่ที่ 3,950 เรียล (0.98 ดอลลาร์) ต่อลิตร เพิ่มขึ้นจากราว 3,850 เรียลต่อลิตรก่อนที่สหรัฐทำสงครามกับอิหร่าน แต่ยังต่ำกว่าระดับสูงสุดในเดือนมีนาคมที่ 6,000 เรียลต่อลิตร

    “ราคาพลังงานที่สูงขึ้นหรือผันผวนมากขึ้น ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า และอุปสงค์ด้านการท่องเที่ยวที่อ่อนแอกว่าคาด ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ส่วนปัจจัยภายในประเทศ ความเปราะบางของภาคการเงิน ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่อ่อนแอ และคุณภาพสินทรัพย์ที่เสื่อมลง ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญ” IMF ระบุ

    IMF ยังเรียกร้องให้กัมพูชาปรับปรุงการปฏิบัติตามกฎหมายภาษี และขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้น

    ภาคการเงินเปราะบาง แบงก์ล้มหลายแห่ง

    IMF ยังมีการระบุถึง “ความเปราะบางของภาคการเงิน” ของกัมพูชา ซึ่งคาดว่าจะหมายถึงการล้มของธนาคารและผู้ให้บริการชำระเงินหลายแห่งในกัมพูชาในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ซึ่งรวมถึง Prince Bank, Panda Bank ไปจนถึงแอปพลิเคชันชำระเงิน Huione Pay และ H-Pay ซึ่งมีผู้ใช้งานจำนวนมากแต่ขาดความโปร่งใส โดยล้วนมีความเกี่ยวข้องกับ ปริ๊นซ์กรุ๊ป ของเฉินจื้อ

    “ความเสี่ยงในด้านความน่าเชื่อถือของระบบการเงิน ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง การยกระดับความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยง การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และความร่วมมือระหว่างประเทศ จะช่วยเสริมสร้างกรอบการออกใบอนุญาต การกำกับดูแลธรรมาภิบาล และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงินและนักลงทุน รวมถึงรักษาความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของระบบการเงินโดยรวม”

    IMF ระบุด้วยว่า ธนาคารแห่งชาติกัมพูชา ควรเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งของการดำเนินนโยบายการเงิน ยกระดับการกำกับดูแลสถาบันการเงิน และปรับปรุงการสื่อสารด้านนโยบาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติสภาพคล่องซ้ำรอยช่วงครึ่งแรกของปีนี้

    อย่างไรก็ตาม IMF ยังมองเห็นปัจจัยบวกโดยระบุว่า ค่าเงินเรียลยังคงมีเสถียรภาพโดยรวมและทำหน้าที่เป็นหลักยึดด้านมูลค่าของเศรษฐกิจ ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงแข็งแกร่งในปี 2025 และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับเพียงพอ คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าราว 8 เดือน

    IMF ยังย้ำคำเตือนที่เคยให้ไว้เมื่อเดือนพ.ย. ว่า กัมพูชาจำเป็นต้องกระจายโครงสร้างการส่งออก และปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ หากต้องการให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจกลับไปอยู่ในระดับเดิม

    ทางด้านคุน ทาโร ผู้จัดการโครงการขององค์กรด้านสิทธิแรงงาน Central กล่าวว่า แรงงานกัมพูชากำลังเผชิญวิกฤติค่าครองชีพเนื่องจากราคาอาหาร ค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล และภาระชำระหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำรายเดือนในภาคอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มเพิ่มขึ้นเพียง 18 ดอลลาร์ ระหว่างปี 2021-2026 มาอยู่ที่ 210 ดอลลาร์ต่อเดือน คนงานในโรงงานเสื้อผ้าจำนวนหนึ่งต้องกู้ยืมเพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแล้ว

    “ในสถานการณ์เช่นนี้ ความเสี่ยงเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะยิ่งบั่นทอนกำลังซื้อของแรงงาน และซ้ำเติมความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจให้รุนแรงขึ้น” ทาโรกล่าวกับนิกเกอิ เอเชีย

    ที่มา: Nikkei Asia

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1242119&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C99fhz9SlIFkwAvJOsH2G

  • ผู้ว่าฯธปท. ชี้พ.ร.ก.กู้เงิน ประคองกำลังซื้อ เพิ่มแรงส่งเศรษฐกิจปีนี้โต 2.3% | เดลินิวส์

    ผู้ว่าฯธปท. ชี้พ.ร.ก.กู้เงิน ประคองกำลังซื้อ เพิ่มแรงส่งเศรษฐกิจปีนี้โต 2.3% | เดลินิวส์

    วันที่ 8 ก.ค. รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานต่อที่ประชุม กรอ. ให้ทราบถึงข้อมูลจากการติดตามของ ธปท. พบว่าเศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่หลายฝ่ายเคยประเมินไว้ และภาพรวมไม่ได้อ่อนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวลในช่วงก่อนหน้านี้ 

    ทั้งนี้ นับแต่เกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้หลายฝ่ายเคยกังวลว่าเศรษฐกิจไทยอาจได้รับผลกระทบหนักจากปัญหาด้านอุปทาน หรือ Supply Shock จนอาจทำให้ประมาณการ GDP ลดต่ำลง แต่สถานการณ์ล่าสุดผ่อนคลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นมาก ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการผลกระทบได้ดี ทั้งด้านการจัดหา การปรับตัวของภาคธุรกิจ และการประคองเศรษฐกิจในภาพรวม

    “ผู้ว่าฯ ธปท.ระบุในที่ประชุมว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 400,000 ล้านบาท มีส่วนช่วยประคองกำลังซื้อและแรงส่งทางเศรษฐกิจได้ดี ทำให้ประมาณการ GDP ปีนี้ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2.3% ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดในตลาด และเป็นสัญญาณว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีความแข็งแรงกว่าที่เคยประเมินไว้ ส่วนตัวชี้วัดอื่นยังเป็นไปในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อเดือนล่าสุดที่ออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้มาก ทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อระยะต่อไปมีโอกาสลดลงตามไปด้วย สะท้อนว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพ และมีพื้นที่ให้ภาครัฐขับเคลื่อนมาตรการเศรษฐกิจต่อเนื่อง” 

    รายงานข่าว ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้กล่าวกับภาคเอกชน และหน่วยงานเศรษฐกิจที่เข้าร่วมประชุม กรอ. ถึงการใช้ศักยภาพประเทศที่มีอยู่ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น เพราะจากการเดินทางไปพบภาคธุรกิจในหลายประเทศ นักลงทุนต่างชาติยังให้ความเชื่อมั่นประเทศไทยในระดับสูง

    นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้กล่าวหลังจากที่ได้นำคณะเดินทางไปหลายประเทศ สิ่งที่นักลงทุนต้องการให้ไทยเร่งปรับ ไม่ใช่เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เพราะไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว แต่คือความรวดเร็วในการอนุมัติ การลดขั้นตอน และการอำนวยความสะดวกแบบ One Stop Service รัฐบาลจึงเร่งตอบโจทย์เรื่อง Facilitation ผ่าน BOI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยขณะนี้มีนักลงทุนแสดงความสนใจเข้ามาลงทุนในไทยเกือบ 1 ล้านล้านบาท

    สำหรับจุดแข็งสำคัญของไทย 3 ด้าน ที่ต้องผลักดันเป็นแม่เหล็กดึงการลงทุน คือ 1.ความมั่นคงทางอาหาร หรือ Food Security 2.ระบบโลจิสติกส์ และ 3.ความแข็งแกร่งของบริษัทไทยที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเห็นว่าในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความไม่แน่นอน ประเทศที่เป็นแหล่งผลิตอาหารจะมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ไทยจึงต้องยกระดับอาหารให้เป็นจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์

    “ในทุกการประชุมทั้ง กรอ. และเวทีเศรษฐกิจ นายกฯ จะย้ำบ่อยๆ ว่าทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชนไทยต้องช่วยกันเปลี่ยนความเชื่อมั่นต่างชาติที่โมเมนตัมดีมาก ให้เป็นการลงทุนจริง สร้างงาน สร้างรายได้จริงๆ ให้คนไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6011111/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10ldUbzDkOJOxiEUz4jnau

  • “เศรษฐกิจทางทะเล” ขุมทรัพย์สีน้ำเงิน เพื่อการขับเคลื่อนโลกอย่างยั่งยืน | เดลินิวส์

    “เศรษฐกิจทางทะเล” ขุมทรัพย์สีน้ำเงิน เพื่อการขับเคลื่อนโลกอย่างยั่งยืน | เดลินิวส์

    มหาสมุทรและท้องทะเลไม่เพียงแต่เป็นแหล่งกำเนิดของชีวิตบนโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจโลกที่ขับเคลื่อนความเป็นอยู่ของมนุษย์มาอย่างยาวนาน ในยุคปัจจุบัน แนวคิดเรื่อง “เศรษฐกิจทางทะเล” ( Marine Economy ) หรือที่มักเรียกกันว่า “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” ( Blue Economy ) กลายมาเป็นวาระสำคัญระดับโลก ซึ่งไม่ใช่แค่การตักตวงผลประโยชน์จากทะเล แต่เป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

    เศรษฐกิจทางทะเลครอบคลุมกิจกรรมที่หลากหลาย ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลัก ได้แก่ การขนส่งทางทะเลและการค้าโลก โดยมากกว่า 80% ของปริมาณการค้าโลกขนส่งผ่านเส้นทางเดินเรือ ทะเลจึงเป็นเส้นเลือดใหญ่ของห่วงโซ่อุปทานโลกที่เชื่อมโยงทุกทวีปเข้าด้วยกัน

    ความมั่นคงทางอาหาร จากการที่อุตสาหกรรมประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญของประชากรหลายพันล้านคน และสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่ผู้คนในพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลก

    การท่องเที่ยวทางทะเล รวมถึงชายหาด แนวปะการัง และกิจกรรมทางน้ำ ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลในแต่ละปี สร้างรายได้หลักให้แก่หลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เป็นเกาะและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    นอกจากนี้ พลังงานหมุนเวียนนอกชายฝั่ง นอกเหนือจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแล้ว ปัจจุบัน ทะเลกำลังเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่สำคัญ เช่น ทุ่งกังหันลมในทะเล และพลังงานจากคลื่นหรือน้ำขึ้นน้ำลง

    แม้ทะเลจะมีศักยภาพมหาศาล แต่กิจกรรมของมนุษย์ที่ผ่านมาได้สร้างบาดแผลลึกให้กับมหาสมุทร ปัญหาการทำประมงเกินขนาด จนสัตว์ทะเลบางชนิดใกล้สูญพันธุ์ มลพิษจากขยะพลาสติกและสารเคมี รวมถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นและเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว สิ่งเหล่านี้กำลังส่งสัญญาณเตือนว่า หากเรายังคงตักตวงโดยไม่เหลียวแล ระบบเศรษฐกิจทางทะเลนี้อาจล่มสลายลงในไม่ช้า

    ความท้าทายดังกล่าวทำให้โมเดลธุรกิจทางทะเลต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งมีหัวใจสำคัญคือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเล ในขอบเขตที่ธรรมชาติสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ทัน มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ เช่น ระบบประมงอัจฉริยะที่ลดการจับสัตว์น้ำพลอยได้ การจัดการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว เพื่อลดความเสื่อมโทรมของแนวปะการัง และการผลักดันพื้นที่คุ้มครองทางทะเล เพื่อให้ธรรมชาติได้มีพื้นที่พักฟื้น

    บทบาทของนวัตกรรมไม่ได้หยุดอยู่แค่การอนุรักษ์ แต่รวมถึงการแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ เช่น ชีวเทคโนโลยีทางทะเล การสกัดสารสำคัญจากสาหร่ายหรือสิ่งมีชีวิตในทะเลลึกเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยา เครื่องสำอาง และอาหารเสริม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

    สำหรับประเทศไทยที่มีชายฝั่งทะเลยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร เศรษฐกิจสีน้ำเงินถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) ของประเทศ ทั้งในภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกอาหารทะเล

    อย่างไรก็ตาม อนาคตของเศรษฐกิจทางทะเลไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะจับปลาได้มากแค่ไหน หรือจะขุดเจาะพลังงานได้เท่าไร แต่อยู่ที่ว่าเราจะสามารถรักษาสมดุลระหว่าง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” และ “ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ” ได้ดีเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทะเลที่ไร้ชีวิต ย่อมไม่สามารถสร้างเศรษฐกิจที่มั่งคั่งได้อย่างยั่งยืน.

    ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6011971/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22Le58I9bL4xqhawUGQae2