Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • แม้ว-ปู-อิ๊งค์ โผล่อินโดฯ ร่วมเฟรม ปธน.ซูเบียนโต ถกอนาคตเศรษฐกิจ

    แม้ว-ปู-อิ๊งค์ โผล่อินโดฯ ร่วมเฟรม ปธน.ซูเบียนโต ถกอนาคตเศรษฐกิจ

    แม้ว-ปู-อิ๊งค์ โผล่อินโดฯ ร่วมเฟรม ปธน.ซูเบียนโต ถกอนาคตเศรษฐกิจ

    วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.44 น.

    10 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเทดดี อินทรา วิจายา เลขาธิการคณะรัฐมนตรีอินโดนีเซีย โพสต์ภาพและข้อความผ่านบัญชีอินสตาแกรม @sekretariat.kabinet โดยระบุว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2026 ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้พบปะกับอดีตนายกรัฐมนตรีไทย 3 ท่าน ได้แก่ นายทักษิณ ชินวัตร (ดำรงตำแหน่งปี 2001-2006), นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ดำรงตำแหน่งปี 2011-2014) และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร (ดำรงตำแหน่งปี 2024-2025) ณ อาคารดานันตารา (Danantara) ในกรุงจาการ์ตา

    การพบปะหารือครั้งนี้ดำเนินไปภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง ซึ่งสะท้อนถึงมิตรภาพอันยาวนานที่มีต่อกัน ระหว่างการหารือ นายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติอินโดนีเซีย (ดานันตารา) ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับประธานาธิบดีปราโบโว และคณะผู้บริหารของดานันตารา เกี่ยวกับโอกาสในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการลงทุน กลยุทธ์การบริหารจัดการสินทรัพย์ และการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติที่มุ่งเน้นการเติบโตในระยะยาว ด้วยการสร้างปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับผู้นำระดับโลกและบุคคลสำคัญต่างๆ รัฐบาลอินโดนีเซียยังคงเดินหน้ากระชับเครือข่ายมิตรภาพ พร้อมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์ ความพยายามเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อขยายความร่วมมือระหว่างประเทศและเสริมสร้างความมั่นคงให้กับสถานะของอินโดนีเซียท่ามกลางพลวัตของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    นอกจากนี้ คณะผู้บริหารของดานันตารา ซึ่งประกอบด้วย นายโรซาน โรสลานี (Group CEO), นายโดนี ออสคาเรีย (COO) และนายปันดู ชาห์ริร์ (CIO) ก็ได้เข้าร่วมในการหารือครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/976315&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SPOCgm1-dZZ1S4CuJD5TW

  • เศรษฐกิจ “NPC” และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Immersive Tourism) ในจีนเติบโตแรง สู่โอกาสของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ไทย

    เศรษฐกิจ “NPC” และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Immersive Tourism) ในจีนเติบโตแรง สู่โอกาสของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ไทย

    เศรษฐกิจ “NPC” และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Immersive Tourism) ใoจีนเติบโตแรง สู่โอกาสของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ไทย

    ในช่วงปีที่ผ่านมา รูปแบบการท่องเที่ยวของผู้บริโภคชาวจีน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) กำลังเปลี่ยนแปลงจากการเดินทางเพื่อชมสถานที่ไปสู่การเดินทางเพื่อสัมผัสประสบการณ์และมีส่วนร่วม(Immersive Experience) มากขึ้นอย่างชัดเจน หนึ่งในปรากฏการณ์ที่ได้รับความนิยมสูงคือกระแสเดินทางข้ามเมืองเพื่อไปพบ NPC คือนักแสดงจริงที่แต่งกายเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์หรือตัวละครประจำแหล่งท่องเที่ยว และโต้ตอบกับนักท่องเที่ยวแบบสดโดยไม่มีบทตายตัว ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว

          ในปี 2025 จำนวนนักท่องเที่ยวภายในประเทศของจีนสูงถึง 6,522 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.2 โดยมีมูลค่าการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวรวม 6.30 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.5 และที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคชาวจีนกว่าร้อยละ 68 ถือว่า “ประสบการณ์เชิงลึกแบบมีส่วนร่วม” เป็นปัจจัยอันดับหนึ่งในการตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทาง สะท้อนว่าการท่องเที่ยวจีนกำลังเข้าสู่ยุคที่ขาย”อารมณ์และประสบการณ์” มากกว่าการขายทัศนียภาพเพียงอย่างเดียว

    image.png

    https://img.iimedia.cn/10001c00dbd47f4f58548ffb1c69f40416b2aa6d6acc3dfb840508d8123cbf5d1338c

    นักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมกิจกรรมโต้ตอบกับ NPC มีแนวโน้มใช้เวลาอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวนานขึ้น 2–3 ชั่วโมงต่อวัน และมีโอกาสกลับมาใช้จ่ายซ้ำเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 25 นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังได้บรรจุแนวคิด การบริโภคเชิงประสบการณ์และอารมณ์” ไว้ในนโยบายกระตุ้นการบริโภคภาคบริการระดับชาติเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นสัญญาณสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้อย่างเป็นทางการ

    จุดเด่นของกระแสนี้คือการเป็นตัวเชื่อมหลายอุตสาหกรรมให้เติบโตไปพร้อมกัน ได้แก่ การแสดงเชิงประสบการณ์ (Immersive Performance) มูลค่าตลาดปี 2025 ราว 9,690 ล้านหยวน เกมสวมบทบาทสืบสวน (Script Murder) มูลค่าราว 4,480 ล้านหยวน ธุรกิจถ่ายภาพชุดฮั่นฝูและการแต่งกายย้อนยุค (Hanfu and Traditional Costume Photography Services) เครื่องสำอางและการแต่งหน้าเทคนิคพิเศษ  ร้านอาหารเชิงประสบการณ์และสินค้าลิขสิทธิ์และของสะสมประจำ IP และ ธุรกิจไลฟ์คอมเมิร์ซและ MCN ที่ช่วยขยายกระแสสู่ออนไลน์และดึงนักท่องเที่ยวกลับเข้าสู่พื้นที่จริง

    image.png

    https://img.iimedia.cn/1000171d1774997db8fb065f5ea3fde98a54c611a741c9ed94ff88bae9fa4fe56b87f

    ขณะเดียวกัน เริ่มมีการนำ AI Digital NPC มาใช้ควบคู่กับนักแสดงจริง เช่น หุ่น AI ที่สามารถแต่งบทกวีโต้ตอบได้ทันที หรือให้บริการข้อมูลหลายภาษาตลอด 24 ชั่วโมง โดยนักแสดงจริงจะเน้นการสร้างอารมณ์เชิงลึก ส่วน AI รับหน้าที่งานมาตรฐานและการตอบคำถามทั่วไป

    ข้อคิดเห็นของ สคต. เซี่ยงไฮ้

          กระแส เศรษฐกิจ NPC สะท้อนทิศทางการบริโภคของจีนที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าทางอารมณ์และประสบการณ์มากขึ้น สำหรับผู้ประกอบการไทย การพัฒนากลยุทธ์จึงควรเน้นการนำเสนออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แท้จริงและมีความแตกต่าง ควบคู่กับการรักษาคุณภาพและมาตรฐาน แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีต้นทุนด้านซอฟต์พาวเวอร์และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สามารถต่อยอดเข้าสู่ตลาดจีนได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการพึงระวังข้อจำกัดที่พบในตลาดจีน เช่น ความซ้ำซากของเนื้อหา การนำเสนอที่บิดเบือนคุณค่าทางวัฒนธรรมและการขาดการบริหารจัดการบุคลากรอย่างเป็นระบบซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/s3so16t1n00g22qfjwlu47o0&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uyo4guD3wHn6GBU9Zz-R3

  • 3 อดีตนายกฯ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร” พบ ปธน.อินโดนีเซีย หารือเศรษฐกิจ

    3 อดีตนายกฯ “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์-แพทองธาร” พบ ปธน.อินโดนีเซีย หารือเศรษฐกิจ

    วันนี้ (10 ก.ค.2569) สำนักข่าวอันตาราของอินโดนีเซีย รายงานว่า ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ต้อนรับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย พร้อมด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ที่บ้านพักส่วนตัว บนถนนเกอร์ตาเนการา กรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา

    สำนักเลขาธิการประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า นายทักษิณเดินทางมาพร้อมครอบครัว รวมถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย การพบปะเป็นไปอย่างกันเอง เป็นโอกาสกระชับมิตรภาพอันยาวนาน ทั้งนี้ประธานาธิบดีและนายทักษิณ ยังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาเชิงกลยุทธ์ระดับโลกและพลวัตในภูมิภาค

    ทั้งนี้ นายเทดดี อินทรา วิจายา เลขาธิการคณะรัฐมนตรีอินโดนีเซีย โพสต์ภาพและข้อความผ่านบัญชีอินสตาแกรม @sekretariat.kabinet โดยระบุว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 ก.ค.2569 ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย พบกับอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย นายทักษิณ ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ณ อาคารดานันทารา กรุงจาการ์ตา การประชุมเป็นไปในบรรยากาศที่อบอุ่น และเป็นกันเอง สะท้อนให้เห็นถึงมิตรภาพที่แข็งแกร่งและยาวนาน

    ในโอกาสนี้ นายทักษิณ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาของดานันทารา ให้ข้อเสนอแนะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กับประธานาธิบดีปราโบโวและคณะผู้บริหารของดานันทารา เกี่ยวกับโอกาสการลงทุนต่าง ๆ กลยุทธ์การบริหารสินทรัพย์ และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่มุ่งเน้นการเติบโตในระยะยาว

    อ่านข่าว :

    รฟม.เร่งอุดน้ำรั่วอุโมงค์สายสีม่วงใต้ เร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

    ไทย-มาเลเซีย ตกลงเดินหน้าเชื่อมโลจิสติกส์ หนุนเศรษฐกิจชายแดนเติบโต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508119&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1m0aJdNHwNOfWq8BIA7V9j

  • 10 อันดับ มหาเศรษฐีไทยปี 2569 ใครรวยขึ้น-จนลง รู้แล้วจะอึ้ง!

    10 อันดับ มหาเศรษฐีไทยปี 2569 ใครรวยขึ้น-จนลง รู้แล้วจะอึ้ง!

    เปิด 10 อันดับมหาเศรษฐีไทยประจำปี 2569 ใครจนลง-รวยขึ้น สวนกระแสเศรษฐกิจโลกบ้าง

    เป็นประจำทุกปีที่นิตยสาร Forbes จะมีการจัดอันดับมหาเศรษฐีไทยให้ประชาชนได้ทราบโดยถ้วนกัน แม้ว่าในปีนี้ประเทศไทยจะเจอแรงกดดันจากความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา แต่เศรษฐกิจไทยในปี 69 ยังคงโต 2.4% จากการบริโภคภายในประเทศที่ทยอยฟื้นตัว และการเติบโตจากภาคการส่งออก ส่วนตลาดหุ้นก็ปรับขึ้นส่งผลให้มหาเศรษฐี 50 อันดับแรกของไทย มีมูลค่าทรัพย์สินรวมเพิ่มขึ้น 10% แต่ 1.87 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดย Sanook Money จะขอโฟกัส 10 อันดับมหาเศรษฐีไทยในปี 2569 ว่าใครรวยขึ้น หรือจนลงบ้าง?

    1. เฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว ทรัพย์สิน 4.7 หมื่นล้านเหรียญ (คิดเป็นบาทไทยราว 1.54 ล้านล้านบาท) รวยเพิ่มขึ้น 100,000 ล้านบาท
    2. พี่น้องเจียรวนนท์ ทรัพย์สิน 3.66 หมื่นล้านเหรียญ (คิดเป็นบาทไทยราว 1.2 ล้านล้านบาท) รวยเพิ่มขึ้น 40,000 ล้านบาท
    3. สารัชถ์ รัตนาวะดี ทรัพย์สิน 1.76 หมื่นล้านเหรียญ (คิดเป็นบาทไทยราว 5.75 แสนล้านบาท) รวยเพิ่มขึ้น 185,000 ล้านบาท 
    4. ตระกูลจิราธิวัฒน์ ทรัพย์สิน 1.17 หมื่นล้านเหรียญ (คิดเป็นบาทไทยราว 3.82 แสนล้านบาท) รวยเพิ่มขึ้น 103,000 ล้านบาท 
    5. เจริญ สิริวัฒนภักดี และครอบครัว ทรัพย์สิน 1.15 หมื่นล้านเหรียญ (คิดเป็นบาทไทยราว 3.76 แสนล้านบาท) รวยเพิ่มขึ้น 35,000 ล้านบาท
    6. ตระกูลไชยวรรณ ทรัพย์สิน 5.1 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นบาทไทยราว 1.67 แสนล้านบาท) รวยเพิ่มขึ้น 31,000 ล้านบาท
    7. ตระกูลปราสาททองโอสถ ทรัพย์สิน 3.7 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นบาทไทยราว 1.21 แสนล้านบาท) รวยเพิ่มขึ้น 11,000 ล้านบาท
    8. เสถียร เสถียรธรรมะ ทรัพย์สิน 2.8 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นบาทไทยราว 9.15 หมื่นล้านบาท) รวยเพิ่มขึ้น 7,100 ล้านบาท
    9. อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา และครอบครัว ทรัพย์สิน 2.4 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นบาทไทยราว 7.84 หมื่นล้านบาท) รวยลดลง 35,600 ล้านบาท 
    10. ชัชชน รัตนรักษ์ ทรัพย์สิน 2.3 พันล้านเหรียญ (คิดเป็นบาทไทยราว 7.51 หมื่นล้านบาท)

    หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีการจัดเก็บข้อมูลการจัดอันดับ โดยอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยอยู่ที่ 32.672 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/953931/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KoLNz2XLQ9pY_oastGGd_

  • นวัตกรรม ‘จีน’ ล้ำมาก แต่ทำไม ‘เศรษฐกิจ’ ยังไม่ฟื้น? ถอดเดิมพันครั้งใหญ่ของ สี จิ้นผิง กับการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องยนต์

    นวัตกรรม ‘จีน’ ล้ำมาก แต่ทำไม ‘เศรษฐกิจ’ ยังไม่ฟื้น? ถอดเดิมพันครั้งใหญ่ของ สี จิ้นผิง กับการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องยนต์

    นวัตกรรมล้ำกว่าชาวบ้านทุกอย่าง แต่ทำไม ‘เศรษฐกิจจีน’ ถึงยังไม่ดี?

    china

    หากใครมีโอกาสไปเที่ยวจีน อาจสังเกตได้ว่า บ้านเมืองเขาล้ำสมัยมาก เพราะเต็มไปด้วยนวัตกรรมในเกือบทุกภาคส่วน ซึ่งดูเหมือนจะดี แต่สำนักข่าว ‘The Economist’ รายงานว่า เศรษฐกิจจีนยังคงชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่โควิด-19 

    The Economist อธิบายว่า ตอนนี้โรงงานต่างๆ ในจีนกำลังหัวหมุนกับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แต่ผู้บริโภคก็ยังไม่ฟื้นจากผลกระทบของโควิดและวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ แถมเผชิญกับระบบสวัสดิการสังคมที่อ่อนแออีก ทำให้ไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย

    ด้าน ‘Yuen Yuen Ang’ อาจารย์จาก Johns Hopkins University ก็บอกว่า ในยุคสมัยใหม่ มันไม่มีประเทศไหนบนโลก ที่เร่งลงทุนกับเทคโนโลยีมากมาย ในยามที่เศรษฐกิจบ้านตนเองชะลอตัวลง และเต็มไปด้วยหนี้รัฐมหาศาลแบบนี้ ยกเว้นจีน

    จีนกำลังเดิมพันกับเทคโนโลยีในสนามที่มีแต่ความท้าทาย

    Chip, China

    ในอดีต การเติบโตของจีนเกิดจากการที่โรงงานต่างๆ ไปจ้างแรงงานผู้อพยพราคาถูกมาทำงาน แต่พวกเขากลับไม่สามารถตั้งรกรากในเมืองใหญ่ได้ ทำให้ต้องเอาเงินเดือนไปลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์ในถิ่นบ้านเกิดตนเองแทน

    สุดท้าย เมืองเล็กๆ จึงเต็มไปด้วยตึกสูงตระหง่านที่เกิดขึ้นในยุคอสังหาริมทรัพย์เฟื่องฟู จนนำพาความเจริญไปสู่เขตที่ยากจนที่สุด แต่เบื้องหลังของเงินลงทุนเหล่านั้นเกิดจากการกู้ยืมของรัฐบาลท้องถิ่น โดยหนี้ส่วนหนึ่งมีมูลค่าสูงถึง 295 ล้านล้านบาท หรือเทียบเท่า 43% ของ GDP ประเทศ ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐยังต้องบากบั่นทำงานเพื่อชดใช้หนี้จนถึงวันนี้

    ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน หลังจาก ‘Xi Jinping’ ประกาศกร้าวว่าจะเป็นผู้นำโลกในด้านเทคโนโลยี และมีความหวังอย่างมากในการใช้นวัตกรรมเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมืองต่างๆ ก็สนับสนุนวิสัยทัศน์นี้ จนสามารถระดมทุนให้กับ ‘กองทุนเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ ได้ถึง 3.4 ล้านล้านบาทในระยะเวลา 12 ปี

    ทั้งนี้ The Economist มองว่า ปัจจุบัน ความต้องการของตลาดโลกที่มีต่อรถยนต์ไฟฟ้าจีนกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สงครามการค้าอันยืดยาวก็ยังไม่จบ แถมเผชิญกับวิกฤติพลังงานอีก ส่งผลให้ Xi กำลังเดิมพันว่าเครื่องยนต์ใหม่ของตนเองจะพาประเทศไปรอดได้จริงหรือไม่

    มันก็มีบางเขตที่รอด บางเขตก็อาจจะยัง

    China economy

    The Economist เผยว่า รัฐบาลท้องถิ่นในเมืองต่างๆ รวมถึงเมืองเล็กๆ ในจีนก็นำนโยบายนี้ไปใช้ โดยนำเงินภาษีและเงินทุนจากบริษัทในพื้นที่มาใช้กับการผลิตยานพาหนะ พร้อมตั้งเขต ‘ไฮ-เทค’ ไว้ล่อบริษัทสมัยใหม่ให้มาลงทุนแลกกับสิทธิประโยชน์

    วิธีนี้ก็ประสบความสำเร็จในหลายเมือง เช่น ปักกิ่ง หางโจว เซี่ยงไฮ้ และเซินเจิ้นที่สามารถดึงดูดเงินทุนและความสามารถมากมาย จนมีการคาดการณ์ว่า 4 เมืองนี้จะได้รับเงินสูงถึง 70% ของเงินลงทุนด้าน AI ทั้งหมด

    พอบ้านเมืองเจริญ อุปสงค์ในการซื้อบ้านก็เพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในทั้ง 4 เมืองจึงเริ่มฟื้นตัว

    อย่างไรก็ตาม ในบางเมืองเช่น อี้ชุน ไม่ประสบความสำเร็จเช่นนั้น เพราะหลังจากลงทุนกว่า 1.1 หมื่นล้านบาทไปกับการสร้างโรงงานรถยนต์ไฟฟ้า การผลิตกลับต้องหยุดชะงัก เนื่องจากขาดซัพพลายเออร์และความเชี่ยวชาญในการผลิต

    “มันเป็นเรื่องที่ยากที่จะบูรณาการเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม แล้วสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในท้องถิ่น” Ang กล่าว

    นอกจากนี้ The Economist วิเคราะห์ว่า มันไม่แปลกเลยที่หลายโครงการจะล้มเหลว เพราะ Xi ผลักดันให้มีการแข่งขันที่รุนแรงมากในภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้ผู้เล่นต้องแข่งกันตัดราคาและยกระดับคุณภาพ จนเหลือผู้รอดชีวิตไม่กี่คน เช่น BYD ในด้านผลิตรถยนต์, Huawei ในด้านอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Xiaomi ในทั้งสองด้าน

    คงต้องติดตามกันต่อไปว่า ประธานาธิบดี Xi จะพาเศรษฐกิจจีนไปรอดด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยได้จริงหรือไม่ หรือสุดท้าย นี่จะยิ่งเป็นการเพิ่มช่องว่างของความเหลื่อมล้ำในประเทศให้กว้างยิ่งกว่าเดิม?

    ที่มา: The Economist

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/why-china-economy-is-not-recovering-with-advanced-innovation/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Q-A5AFXG2zqR2B3pD76on

  • ผลสำเร็จการเยือนมาเลเซีย เร่งเชื่อมเศรษฐกิจชายแดน เปิดโอกาสการค้า การท่องเที่ยว

    ผลสำเร็จการเยือนมาเลเซีย เร่งเชื่อมเศรษฐกิจชายแดน เปิดโอกาสการค้า การท่องเที่ยว

    ผลสำเร็จการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ต่อยอดมิตรภาพผู้นำไทย–มาเลเซีย เร่งเชื่อมเศรษฐกิจชายแดน เปิดโอกาสการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว นายกฯร่วมเป็นประธานเปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่ เช้านี้

    10 ก.ค.2569- นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองปูตราจายา และกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โดยทั้งสองฝ่ายสามารถผลักดันความร่วมมือที่สำคัญหลายด้านให้เกิดผลคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย มีบรรยากาศที่เป็นมิตรและสร้างสรรค์ สะท้อนความไว้วางใจและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้เป็นรูปธรรมและรวดเร็ว โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเปลี่ยนพื้นที่ชายแดนไทย–มาเลเซียให้เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความมั่นคง เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์จากการพัฒนาร่วมกัน

    หนึ่งในผลสำเร็จสำคัญ คือ การเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมระหว่างไทยกับมาเลเซีย เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและการขนส่งสินค้า ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยผู้นำทั้งสองประเทศจะร่วมเปิดด่านสะเดาแห่งใหม่และด่านบูกิตกายูฮิตัมในวันนี้ ซึ่งเป็นด่านการค้าชายแดนที่มีมูลค่าสูงที่สุดของทั้งสองประเทศ พร้อมผลักดันโครงการสำคัญ อาทิ การกลับมาเปิดเดินเรือเฟอร์รี่ระหว่างจังหวัดสตูลกับเมืองกัวลาปะลิส การเชื่อมระบบจำหน่ายตั๋วรถไฟกรุงเทพฯ–หาดใหญ่–บัตเตอร์เวิร์ธ การฟื้นฟูเส้นทางรถไฟสุไหงโก-ลก–รันเตาปันจัง และการก่อสร้างสะพานเชื่อมชายแดนแห่งใหม่ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการค้า การท่องเที่ยว และการพัฒนาเศรษฐกิจบริเวณพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การหารือครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน โดยทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับมาเลเซียให้บรรลุ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคตอันใกล้ ผ่านการอำนวยความสะดวกทางการค้า การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ การลดขั้นตอนการตรวจปล่อยสินค้า และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานด้านอาหาร พลังงาน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย เกษตรกร ผู้ส่งออก และแรงงานไทยเข้าถึงตลาดมาเลเซียและภูมิภาคได้มากขึ้น สร้างรายได้ การจ้างงาน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    อีกหนึ่งผลสำเร็จสำคัญ คือ การร่วมเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการเกษตร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาการเกษตร โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกุ้งและปลากะพง ซึ่งผู้นำทั้งสองเห็นพ้องที่จะหายุติในประเด็นดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประกอบอาชีพเกษตรกร พัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

    ด้านความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถดำรงชีวิตอย่างสงบสุขและมั่นคงปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สอดคล้องกับการกำหนดให้การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล ซึ่งให้ความสำคัญเร่งด่วนในการยุติความรุนแรงและแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในมาเลเซีย เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจโดยตรง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยอย่างเต็มที่ ทั้งด้านการค้า การลงทุน แรงงาน และการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย โดยเฉพาะการผลักดันการยอมรับมาตรฐานร่วมกัน อาทิ มาตรฐานฮาลาล ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตร อาหาร แบรนด์ไทย และแรงงานไทยสามารถขยายตลาดในมาเลเซียและตลาดมุสลิมได้มากยิ่งขึ้น ระหว่างการเยือนครั้งนี้ ยังได้มีการลงนาม MOU ของภาคเอกชนมาเลเซียกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มจำนวนเที่ยวบินไปยังสนามบินอื่น ๆ ในประเทศไทย อาทิ หัวหิน และอู่ตะเภา ซึ่งจะสร้างส่งเสริมการท่องเที่ยวและการเชื่อมโยงระดับประชาชนระหว่างสองประเทศให้คล่องตัวยิ่งขึ้น

    “นายกรัฐมนตรีพอใจต่อผลการเยือนครั้งนี้ ซึ่งสามารถสร้างความคืบหน้าในหลายประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการค้าการลงทุน การเกษตร การท่องเที่ยว ความมั่นคง และการพัฒนาพื้นที่ชายแดน โดยรัฐบาลจะนำผลการหารือครั้งนี้ไปเร่งขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อทำให้พี่น้องประชาชนชาวไทยได้รับประโยชน์จากโอกาสทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น อันจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมต่อยอดความร่วมมือในโอกาสครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-มาเลเซีย ในปี 2570 ให้ยั่งยืนต่อไป” นางสาวรัชดา กล่าว

    เช้าวันนี้ เวลา 10.30 น. ณ ด่านสะเดา-บูกิตกายูฮิตัม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย จะเป็นประธานร่วมพิธีเปิดถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัม ด้วย ซึ่งมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมาเห็นชอบการเปิดจุดผ่านแดนถาวรสะเดาแห่งใหม่ โดยให้มีผลบังคับใช้ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป และกำหนดเวลาทำการตามเวลาท้องถิ่นประเทศไทย ระหว่างเวลา 05.00 – 23.00 น. ของทุกวัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1029694/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CQqG_rVyhGXpDC7Mq9nc0

  • สภาพัฒน์ เชื่อภาพรวมเศรษฐกิจประเทศดีขึ้นแน่ ถ้าใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน ได้ตรงจุด

    สภาพัฒน์ เชื่อภาพรวมเศรษฐกิจประเทศดีขึ้นแน่ ถ้าใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน ได้ตรงจุด

    เลขา สภาพัฒน์ ชี้พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ถ้าใช้เงินตรงจุด ภาพรวมเศรษฐกิจประเทศดีขึ้น รอคมนาคมคุยให้ชัด ไอเดียแลกรถเก่ากับรถใหม่

    เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 10 ก.ค.2569 ที่อาคารรับรองด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ จ.สงขลา นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาแล้วก็ถือว่าดี จะได้ดําเนินการเรื่องที่เตรียมการไว้ให้เดินหน้าได้

    สถานการณ์ตอนนี้ แม้สหรัฐอเมริกากับอิหร่าน จะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงหยุดยิง แต่ยังไม่มีความแน่นอน จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ เพื่อลดความเสี่ยงเกี่ยวกับราคาพลังงาน

    เมื่อถามว่าวงเงิน 2 แสนล้านบาทส่วนหลัง ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะทําอย่างไรให้ตรงเป้า นายดนุชา กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการพูดคุยที่จะสนับสนุนให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าในแต่ละเดือน ส่วนรูปแบบ และวิธีการอยู่ในขั้นตอนของการหารือ

    ขอย้ำว่าเราต้องมุ่งเรื่องประหยัดพลังงาน ส่วนโครงการของกระทรวงคมนาคม ที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านให้ใช้รถไฟฟ้า จะต้องมีการพูดคุยในรูปแบบให้ชัดเจนก่อน ยอมรับว่าการแลกรถเก่ากับรถใหม่ยังมีข้อจํากัดอยู่ เพราะยังไม่รู้ว่ารถเก่านั้นจะนําไปใช้ประโยชน์อย่างไร คงต้องหาแนวทางอื่นเป็นทางเลือก

    ส่วนที่น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตถึงโครงการของกระทรวงมหาดไทย ที่จะให้รถเก็บขยะ และรถพยาบาล เป็นรถไฟฟ้า และระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตร จะเข้าเงื่อนไขใช้งบฉุกเฉินตามเจตนารมณ์ของพ.ร.ก.หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า โครงการรัฐก็ส่วนหนึ่ง แต่ควรพุ่งเป้าไปที่ประชาชน เพื่อให้ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และจะต้องดูวิธีการที่จะดําเนินการต่อไป

    เมื่อถามถึงข้อเสนอให้ใช้งบดังกล่าว พัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริดหรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ นายดนุชา กล่าวว่า โครงการดังกล่าว ต้องดําเนินการอยู่แล้ว และเตรียมไว้แล้ว แต่ไม่สามารถใช้งบจาก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ได้ เพราะติดที่ต้องใช้เงินภายในเดือน ก.ย.2570 ซึ่งโครงการนี้ต้องใช้เวลาระยะยาว ต้องดําเนินการโดย 3 การไฟฟ้า ที่เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เพราะหากเป็นงบลงทุนต้องผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก็จะใช้เวลานาน

    เมื่อถามว่าพ.ร.ก.กู้เงิน เมื่อนําไปใช้แล้ว จะทําให้ภาพรวมจีดีพีปีนี้โตขึ้นหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า เชื่อว่างบตัวนี้จะทําให้สถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศ มีความแน่นอนมากยิ่งขึ้น และทําให้ภาคเอกชนมั่นใจ เชื่อว่าเศรษฐกิจภาพรวมก็จะดีขึ้น แต่อยู่ที่ว่างบ 2 แสนล้านนี้จะเบิกจ่ายได้ตรงเป้าจริงหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaosod.co.th/politics/news_10317899&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34z7NHqIesjYcS8v9WNf6f

  • เลขาสภาพัฒน์ ชี้ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ถ้าใช้เงินตรงจุด ภาพรวมเศรษฐกิจประเทศดีขึ้น

    เลขาสภาพัฒน์ ชี้ พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ถ้าใช้เงินตรงจุด ภาพรวมเศรษฐกิจประเทศดีขึ้น

    วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.30 น.

    10 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารรับรองด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ จ.สงขลา นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยพระราชกําหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาแล้วก็ถือว่าดี ซึ่งก็จะได้ดําเนินการเรื่องที่มีการเตรียมการไว้ ให้เดินหน้าได้ เพราะสถานการณ์ตอนนี้แม้สหรัฐอเมริกากับอิหร่านจะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงหยุดยิง แต่ก็ยังไม่มีความแน่นอน ฉะนั้นจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประเทศไทยต้องมีการเตรียมความพร้อมรับมือ เพื่อลดความเสี่ยงการผูกพันเกี่ยวกับราคาพลังงาน 

    เมื่อถามว่า วงเงิน 2 แสนล้านบาทส่วนหลัง ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะทําอย่างไรให้ตรงเป้า นายดนุชา กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการพูดคุยในการจะสนับสนุนให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าในแต่ละเดือน ส่วนรูปแบบและวิธีการอยู่ในขั้นตอนของการหารือ อย่างไรก็ตาม ขอยย้ำว่าเราต้องมุ่งไปในเรื่องของการประหยัดพลังงาน ส่วนโครงการของกระทรวงคมนาคม ที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านให้ใช้รถไฟฟ้า จะต้องมีการพูดคุยในรูปแบบให้ชัดเจนก่อน ยอมรับว่าการแลกรถเก่ากับรถใหม่ยังมีข้อจํากัดอยู่ เพราะยัง ไม่รู้ว่ารถเก่านั้นจะนําไปใช้ประโยชน์อย่างไร ก็งต้องหาแนวทางอื่นเป็นทางเลือก 

    ส่วนกรณีที่นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและสส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตถึงโครงการของกระทรวงมหาดไทยที่จะให้มีการใช้รถเก็บขยะ และรถพยาบาล เป็นรถไฟฟ้า และระบบสูบน้ําพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตร จะเข้าเงื่อนไขเป็นการใช้งบฉุกเฉินตามเจตนารมณ์ของพ.ร.ก.หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า ในเรื่องของโครงการรัฐก็ส่วนหนึ่ง แต่ควรจะพุ่งเป้าไปที่ประชาชน เพื่อให้ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และจะต้องไปดูวิธีการที่จะดําเนินการต่อไป 

    ส่วนกรณีมีข้อเสนอ ให้ใช้งบดังกล่าวพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริด หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ นายดนุชา ตอบว่า โครงการดังกล่าวจะต้องดําเนินการอยู่แล้ว และขณะนี้มีการเตรียมไว้แล้ว แต่ไม่สามารถใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ได้ เพราะติดที่จะต้องใช้เงินภายในเดือนกันยายนปีงบ 2570 เพราะโครงการนี้ต้องใช้เวลาระยะยาว ซึ่งต้องดําเนินการโดย 3 การไฟฟ้า ที่เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เพราะหากเป็นงบลงทุนต้องผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก็จะใช้เวลานาน 

    เมื่อถามว่า พ.ร.ก.กู้เงินฯ เมื่อนําไปใช้แล้ว จะทําให้ภาพรวมจีดีพี ปีนี้ โตขึ้นหรือไม่ นาบดนุชา เชื่อว่า งบตัวนี้จะทําให้สถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศมีความแน่นอนมากยิ่งขึ้น และทําให้ภาคเอกชนมั่นใจ ฉะนั้นเชื่อว่าเศรษฐกิจภาพรวมก็จะดีขึ้น แต่อยู่ที่ว่างบสองแสนล้านนี้จะเบิกจ่ายได้ตรงเป้าจริงหรือไม่

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/976288&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tiipvyEvVDw3dXetAqxCU

  • ประธานสภาอุตฯ หนุนเงินกู้ 4 แสนล้าน เร่งพยุงเศรษฐกิจ-ลดต้นทุนธุรกิจ

    ประธานสภาอุตฯ หนุนเงินกู้ 4 แสนล้าน เร่งพยุงเศรษฐกิจ-ลดต้นทุนธุรกิจ

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ในประเด็นผลการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ว่า ไม่ขอแสดงความคิดเห็น เนื่องจากเป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญที่ต้องเคารพผลการพิจารณาของศาล 

    แต่ในด้านเศรษฐกิจจะเห็นว่าช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตพลังงาน ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น 

    พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านลดผลกระทบค่าครองชีพ

    ดังนั้นการมีเครื่องมือทางการคลังผ่าน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบ ต่อค่าครองชีพของประชาชน ลดแรงกดดันภาคธุรกิจ และช่วยเพิ่มแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยพื้นตัวได้อย่าง ต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายงบประมาณจากเงินกู้ยังถือเป็นความท้าทายสำคัญของภาครัฐ เนื่องจากต้องวางแผนบริหารจัดการให้ตอบโจทย์ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทั้งการช่วยเหลือประชาชน การฟื้นกำลังซื้อ รวมถึงการวางรากฐานเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว 

    ประธานสภาอุตฯ หนุนเงินกู้ 4 แสนล้าน เร่งพยุงเศรษฐกิจ-ลดต้นทุนธุรกิจ

    ภาครัฐจึงต้องพิจารณาวางแผนการใช้จ่ายให้รอบด้าน จัดลำดับความสำคัญของโครงการ เลือกใช้เม็ดเงินในพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายอย่างเหมาะสม และเร่งรัดการดำเนินงานให้ทันต่อสถานการณ์ ควบคู่กับการรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณและภาระหนี้สาธารณะ

    ขณะเดียวกัน เสถียรภาพของรัฐบาลและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โดยหากรัฐเข้มแข็ง มีทิศทางนโยบายชัดเจนและต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนในการตัดสินใจดำเนินธุรกิจและลงทุนมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/663610&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_nWg2g6RW2x5woq8fPYDu

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.07 น.


    กลยุทธ์: ลุ้นทดสอบแนวต้านสำคัญตามแนวโน้ม
    แนวต้าน: $4,240 , 66,200 บาท
    แนวรับ: $4,050 , 64,400 บาท
    .

    ตลาดทองคำยังเคลื่อนไหวในกรอบระมัดระวัง โดยนักลงทุนจับตาการแถลงนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต่อสภาคองเกรสในวันที่ 14–15 กรกฎาคม ซึ่งอาจส่งสัญญาณสำคัญเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง หาก Fed มีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น หรือแสดงความกังวลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองคำได้รับแรงซื้อเพิ่มเติม ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตาม

    .

    ด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงเป็นประเด็นที่ตลาดเฝ้าระวัง แม้จะมีความพยายามผลักดันการเจรจาผ่านประเทศตัวกลาง แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงยืดเยื้อ หลังรัสเซียแสดงท่าทีคัดค้านการสนับสนุนทางทหารของสหรัฐฯ ต่อยูเครน ปัจจัยเหล่านี้ยังช่วยพยุงความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แม้ว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นโลกจะยังอยู่ในโหมดเปิดรับความเสี่ยงจากแรงหนุนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์

    .

    ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำยังเคลื่อนไหวภายในกรอบแนวโน้มขาลง (Descending Channel) โดยล่าสุดทรงตัวบริเวณ 4,125 ดอลลาร์ และดัชนี RSI ปรับขึ้นสู่ระดับ 54 สะท้อนว่าแรงซื้อเริ่มกลับเข้ามา แต่ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะยืนยันการกลับตัวเต็มรูปแบบ หากราคาสามารถยืนเหนือแนวรับ 4,050 ดอลลาร์ หรือประมาณ 64,400 บาท ได้ มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญบริเวณ 4,240 ดอลลาร์ หรือประมาณ 66,200 บาท ดังนั้น กลยุทธ์ระยะสั้นยังคงเน้นรอจังหวะลุ้นทดสอบแนวต้าน พร้อมสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวใกล้แนวรับ เพื่อบริหารความเสี่ยงและรอจังหวะการฟื้นตัวของตลาด

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyz-10-7-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zxaVnpgLn_euTPU1GUf7O