Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • นายกฯ ไทย-มาเลเซีย เปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่-บูกิตกายูฮิตัม เชื่อมเศรษฐกิจชายแดน

    นายกฯ ไทย-มาเลเซีย เปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่-บูกิตกายูฮิตัม เชื่อมเศรษฐกิจชายแดน

    นายกฯ ไทย–มาเลเซีย เปิดถนนเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่–บูกิตกายูฮิตัม อย่างเป็นทางการเปิดประตูเศรษฐกิจชายแดน เชื่อมการค้า การลงทุน และการเดินทาง ตั้งเป้าร่วมขยายมูลค่าการค้าให้ถึง 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

    10 ก.ค.2569- เวลา 10.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นประธานพิธีเปิดถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัมอย่างเป็นทางการ ถือเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือไทย–มาเลเซียในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานชายแดน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ

    โดยถนนเชื่อมต่อสายนี้จะเปิดให้ประชาชนและผู้ประกอบการใช้สัญจรและขนส่งสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป หลังทั้งสองประเทศร่วมกันผลักดันโครงการต่อเนื่องหลายปี จนสามารถเชื่อมด่านศุลกากรของทั้งสองฝ่ายเข้าหากันได้อย่างสมบูรณ์

    ทั้งนี้ มีรัฐมนตรีและผู้ร่วมคณะ อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก พลโทนรธิป โพยนอก ได้ภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นต้น

    จากนั้นพิธีเปิด นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้เดินผ่านประตูด่านศุลกากรทั้งสองฝั่ง พร้อมเดินมาจับมือกัน ณ จุดกึ่งกลางของด่าน เพื่อแสดงถึงมิตรภาพและความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและมาเลเซีย ก่อนที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซียจะเชิญนายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังฝั่งมาเลเซียเพื่อร่วมเปิดแผ่นจารึกและรับประทานอาหารกลางวันในฐานะเจ้าภาพ โดยมีเมนูอาหารหลัก คือ ข้าวบาสมาตี แกงเนื้อวัวต้นกล้วยแบบดั้งเดิม ไก่อบซัมบัลแปร์ซิก ปลาหมึกผัดพริก ปลากระพงแดงเสิร์ฟพร้อมซอสเปรี้ยวหวาน สลัดผักรวมแบบดั้งเดิมท้องถิ่น ของหวานเป็นทุเรียนเซนดอล ขนมสไตล์มาเลเซีย

    โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่ให้เกียรติร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งชื่นชมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการขับเคลื่อนการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างสันติสุข และการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ของไทย-ภาคเหนือของมาเลเซีย เป้าหมายสู่การสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

    นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ด่านสะเดาใหม่นี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นประตูเศรษฐกิจที่จะเชื่อมโยงผู้คน การค้า และการลงทุนของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยด่านสะเดา–บูกิตกายูฮิตัม ถือเป็นประตูการค้าชายแดนที่สำคัญที่สุดของไทยกับมาเลเซีย และเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งหลักของภูมิภาค อำนวยความสะดวกทั้งการขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และการเดินทางระหว่างสองประเทศ เชื่อว่าเมื่อถนนเชื่อมต่อเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ จะช่วยลดความแออัดบริเวณด่าน ลดระยะเวลารอคอยและต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ทำให้ผู้ประกอบการส่งออกนำเข้าสินค้าได้รวดเร็วขึ้น เกษตรกรสามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจขนส่ง การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และบริการในจังหวัดชายแดนก็จะได้รับอานิสงส์จากการเดินทางที่สะดวกขึ้น

    นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวด้วยว่า จากการหารืออย่างเป็นทางการกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งพัฒนาการเชื่อมโยงพื้นที่ชายแดน ทั้งในพื้นที่สงขลา–เคดาห์ สตูล–เปอร์ลิส และนราธิวาส–กลันตัน ควบคู่กับการผลักดันเขตเศรษฐกิจชายแดน การอำนวยความสะดวกด้านศุลกากรและการตรวจคนเข้าเมือง เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชนทั้งสองประเทศ รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงชายแดนในครั้งนี้จะช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่ สร้างการจ้างงาน เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน พร้อมสร้างความแข็งแกร่งให้สองประเทศเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาคในระยะยาว

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ไทยและมาเลเซียตั้งเป้าร่วมกันให้ขยายมูลค่าการค้าให้ถึง 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมูลค่าการค้าผ่านด่านสะเดาเพียงด่านเดียวคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 80 ของการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียทั้งหมด สะท้อนบทบาทของพื้นที่แห่งนี้ในฐานะหัวใจของการค้าและโลจิสติกส์ระหว่างสองประเทศ

    สำหรับด่านสะเดา ตั้งอยู่ที่ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสงขลา มีพื้นที่โครงการกว่า 596 ไร่ มีการจัดช่องตรวจรถยนต์ฝั่งละ 11 ช่อง ช่องตรวจคนเข้าเมืองฝั่งละ 14 ช่อง และอาคารตรวจสินค้า หรือ Cargo Terminal รองรับรถบรรทุกเข้า-ออกขาละ 8 ช่องตรวจ พร้อมติดตั้งระบบ X-ray แบบ Fast Scan 2 เครื่อง และเครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุก เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการตรวจปล่อยสินค้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/1029830/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FCJzA4RDnJDb4xjX7MSuq

  • นายกฯ ไทย-มาเลเซีย ร่วมเปิดด่านสะเดาแห่งใหม่ ดันเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว | one31.co.th

    นายกฯ ไทย-มาเลเซีย ร่วมเปิดด่านสะเดาแห่งใหม่ ดันเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว | one31.co.th

    บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด
    อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส 50 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก)
    แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

    บริษัทในเครือ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
    www.theoneenterprise.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/news/detail/79637&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z9OPhmoHlMJyvUKJDEKWg

  • นายกฯ ขอมั่นใจเงินกู้ก้อนนี้ทำเศรษฐกิจไทยกระเตื้องขึ้น ลั่นไม่มีล็อกสเปกแน่

    นายกฯ ขอมั่นใจเงินกู้ก้อนนี้ทำเศรษฐกิจไทยกระเตื้องขึ้น ลั่นไม่มีล็อกสเปกแน่

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/159783&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CdUDFrLqLFOUwt4y5zSqW

  • ส.อ.ท. ขอบคุณรัฐบาล หั่นราคาน้ำมัน ช่วยประชาชน-SME ฟื้นเศรษฐกิจ

    ส.อ.ท. ขอบคุณรัฐบาล หั่นราคาน้ำมัน ช่วยประชาชน-SME ฟื้นเศรษฐกิจ

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ส.อ.ท. ขอขอบคุณรัฐบาล กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่เร่งดำเนินมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมัน

    โดยกลุ่มดีเซลลดลง 2.56 บาทต่อลิตร และกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ลดลง 2.51 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัว

    การปรับลดราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นการดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เพราะราคาพลังงานในประเทศควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และส่งผ่านประโยชน์จากราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลงไปยังประชาชนและผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกเริ่มคลี่คลายจากความตึงเครียดก่อนหน้า

    มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง โลจิสติกส์ การกระจายสินค้า ต้นทุนวัตถุดิบ สินค้าเกษตร อาหาร และต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดในการแบกรับต้นทุน เมื่อราคาน้ำมันลดลง จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีพื้นที่ในการบริหารต้นทุนมากขึ้น ลดแรงกดดันต่อราคาสินค้า และช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการหายใจได้คล่องขึ้น

    นอกจากนี้ การลดราคาน้ำมันยังช่วยเสริมกำลังซื้อของประชาชน ลดภาระค่าเดินทาง และสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ เพราะสะท้อนว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับการดูแลต้นทุนที่กระทบต่อชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจจริง

    อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่าการบริหารราคาพลังงานควรดำเนินควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างสมดุล เพื่อให้มาตรการระยะสั้นไม่สร้างภาระในระยะยาว พร้อมใช้จังหวะนี้เร่งวางรากฐานด้านพลังงานของประเทศ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อรองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1242539&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28xHLXJrciVu6wzd_3vrHS

  • แบงก์ชาติฝรั่งเศสเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปี 69 แม้เผชิญผลกระทบจากคลื่นความร้อน : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติฝรั่งเศสเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปี 69 แม้เผชิญผลกระทบจากคลื่นความร้อน : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางฝรั่งเศสคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของฝรั่งเศสซึ่งใหญ่เป็นอันดับสองของยูโรโซนจะขยายตัว 0.2% ในไตรมาส 2/2569 หลังจากที่หดตัวลง 0.1% ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มประมาณการจากเดิมที่คาดว่าจะทรงตัว

    ธนาคารกลางฝรั่งเศสเปิดเผยในรายงานคาดการณ์ล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดี (9 ก.ค.) ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศสแข็งแกร่งขึ้นในไตรมาส 2 เนื่องจากกิจกรรมในภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้นในเดือนมิ.ย. ขณะที่ภาคบริการและการก่อสร้างต่างก็ฟื้นตัว 

    หลังจากผ่านพ้นเดือนพ.ค. อันซบเซาเนื่องจากมีวันหยุดราชการหลายวัน บริษัทส่วนใหญ่ของฝรั่งเศสก็สามารถรักษากิจกรรมทางธุรกิจเอาไว้ได้ในเดือนมิ.ย. แม้ว่าจะเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงเป็นประวัติการณ์ในช่วงปลายเดือนก็ตาม โดยบริษัทเหล่านี้ใช้วิธีเปลี่ยนเวลาทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของวัน

    ทั้งนี้ ธนาคารกลางฝรั่งเศสระบุว่า แม้อุณหภูมิที่สูงจัดจะส่งผลให้โครงการก่อสร้างบางโครงการล่าช้าลง และทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนตารางเวลาของโรงงาน แต่โดยทั่วไปแล้วภาคธุรกิจสามารถหลีกเลี่ยงการหยุดชะงักที่รุนแรงได้

    นอกจากนี้ ธุรกิจบางส่วนในภาคบริการยังได้รับประโยชน์จากคลื่นความร้อนครั้งนี้ โดยยอดจองห้องพักโรงแรมพุ่งสูงขึ้นจากลูกค้าที่ต้องการห้องพักที่มีเครื่องปรับอากาศ ขณะที่ยอดสั่งซื้อระบบทำความเย็นก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/613367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nEh6smZE_f4YgyyIN57_M

  • ส.อ.ท. ประเมินลดราคาน้ำมัน 2.56 บาท หนุน SMEs ฟื้นตัว ลดแรงกดดันต้นทุนเศรษฐกิจ

    ส.อ.ท. ประเมินลดราคาน้ำมัน 2.56 บาท หนุน SMEs ฟื้นตัว ลดแรงกดดันต้นทุนเศรษฐกิจ

    ส.อ.ท. ประเมินลดราคาน้ำมัน 2.56 บาท หนุน SMEs ฟื้นตัว ลดแรงกดดันต้นทุนเศรษฐกิจ

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เร่งดำเนินมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมัน โดยกลุ่มดีเซลลดลง 2.56 บาทต่อลิตร และกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ลดลง 2.51 บาทต่อลิตร ว่า 

    เป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัว

    ลดราคาน้ำมันสนองสถานการณ์เหมาะสม

    การปรับลดราคาน้ำมันดังกล่าวเป็นการดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เพราะราคาพลังงานในประเทศควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง 

    และส่งผ่านประโยชน์จากราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลงไปยังประชาชนและผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกเริ่มคลี่คลายจากความตึงเครียดก่อนหน้า

    ส.อ.ท. ประเมินลดราคาน้ำมัน 2.56 บาท หนุน SMEs ฟื้นตัว ลดแรงกดดันต้นทุนเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง โลจิสติกส์ การกระจายสินค้า ต้นทุนวัตถุดิบ สินค้าเกษตร อาหาร และต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดในการแบกรับต้นทุน 

    เมื่อราคาน้ำมันลดลง จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีพื้นที่ในการบริหารต้นทุนมากขึ้น ลดแรงกดดันต่อราคาสินค้า และช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการหายใจได้คล่องขึ้น

    นอกจากนี้ การลดราคาน้ำมันยังช่วยเสริมกำลังซื้อของประชาชน ลดภาระค่าเดินทาง และสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ เพราะสะท้อนว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับการดูแลต้นทุนที่กระทบต่อชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจจริง

    บริหารราคาน้ำมันคู่เสถียรภาพกองทุนฯ

    อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่าการบริหารราคาพลังงานควรดำเนินควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างสมดุล เพื่อให้มาตรการระยะสั้นไม่สร้างภาระในระยะยาว 

    รวมถึงใช้จังหวะนี้เร่งวางรากฐานด้านพลังงานของประเทศ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อรองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/663666&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YbAOQ_9Wye2N-pfWx2iO3

  • อนุทินมอบ 8 นโยบายดับไฟใต้ ลุยพัฒนาเศรษฐกิจคู่ความมั่นคง

    อนุทินมอบ 8 นโยบายดับไฟใต้ ลุยพัฒนาเศรษฐกิจคู่ความมั่นคง

    นายกรัฐมนตรี ยังกำชับต่อผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า “ทุกปัญหาต้องมีเจ้าภาพรับผิดชอบ” ต้องทำงานเป็นทีมเดียวกัน เชื่อมโยงข้อมูล และแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน พร้อมมอบ 8 นโยบายและข้อสั่งการ ดังนี้

    1. รักษาความปลอดภัยประชาชนสูงสุด บูรณาการทุกหน่วยงาน ป้องกันเหตุเชิงรุก ไม่ปล่อยพื้นที่ที่รัฐเข้าไม่ถึง

    2. ยกระดับงานข่าวและระบบป้องกันเชิงรุก เชื่อมโยงข้อมูลทุกหน่วยงาน สร้างระบบแจ้งเบาะแสที่ประชาชนไว้วางใจ

    3. ยึดหลักกฎหมาย ความเป็นธรรม และสิทธิมนุษยชน ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ โปร่งใส ไม่สร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง

    4. ปราบปรามยาเสพติดผ่านปฏิบัติการ 90 วัน (Operation 90 Days) ตัดวงจรผู้ค้า เครือข่าย นายทุน และเส้นทางการเงิน พร้อมป้องกันเด็กและเยาวชน

    5. ยกระดับบริหารจัดการชายแดนผ่าน ศบค.ชด. เชื่อมโยงข้อมูล ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และสินค้าผิดกฎหมาย ควบคู่ความสะดวกด้านการค้าและการเดินทาง

    6. พัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตควบคู่ความมั่นคง เชื่อมโยงพื้นที่ชายแดนใต้กับเศรษฐกิจภาคใต้ มาเลเซีย และภูมิภาค สร้างงาน สร้างรายได้

    7. ใช้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นพลังการพัฒนา ส่งเสริมความเข้าใจ ความเป็นธรรม และการมีส่วนร่วม

    8. บูรณาการการทำงานและติดตามผลอย่างเข้มข้น กำหนดเจ้าภาพ รับผิดชอบชัดเจน และรายงานผลต่อเนื่อง

    นายกฯ เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการแก้ไขปัญหา และการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

    นายกรัฐมนตรี ยังสั่งการให้ทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งการเตือนภัย การระบายน้ำ การกักเก็บน้ำ และการจัดหาน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติการใน 3 มิติ ได้แก่ การรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัย การพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน และการสร้างความเชื่อมั่น ความเป็นธรรม และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม

    นายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลมุ่งยกระดับจังหวัดชายแดนภาคใต้จาก “พื้นที่ที่ต้องแก้ปัญหา” สู่ “พื้นที่แห่งความปลอดภัย โอกาส และการเติบโตทางเศรษฐกิจ” พร้อมขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและทุกหน่วยงานทำงานเชิงรุก ไม่ต้องรอให้รัฐบาลสอบถามหรือสั่งการ โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนทุกด้าน เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378980070&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gWGo6pezOrpqsgOaAdqF1

  • โบรกชู ‘อีเวนต์ใหญ่’ หนุนเศรษฐกิจ ‘กลุ่มท่องเที่ยว-การบิน-โรงแรง’ฟื้นเด่น 

    โบรกชู ‘อีเวนต์ใหญ่’ หนุนเศรษฐกิจ ‘กลุ่มท่องเที่ยว-การบิน-โรงแรง’ฟื้นเด่น 

    สปอตไลต์กลับมาส่อง “กลุ่มท่องเที่ยว” อีกครั้ง จากปัจจัยบวกที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงาน Mega Events ระดับโลกหลายรายการในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และนักลงทุนจากนานาประเทศ โดยคาดปัจจัยดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของ “ภาคท่องเที่ยว” ในช่วงปลายปี 

    โบรกชู ‘อีเวนต์ใหญ่’ หนุนเศรษฐกิจ ‘กลุ่มท่องเที่ยว-การบิน-โรงแรง’ฟื้นเด่น 

    “ภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาพรวมอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวไทยครึ่งหลังปี 2569 มีแนวโน้ม “ฟื้นตัว” ต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายรัฐที่มุ่งขับเคลื่อนท่องเที่ยวภายใต้กลยุทธ์ “Value over Volume” ซึ่งให้ความสำคัญกับการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มี “กำลังซื้อสูง” เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อการเดินทางมากกว่าการมุ่งเน้นเพียงจำนวนนักท่องเที่ยว

    โดยกลยุทธ์ดังกล่าวจะได้รับแรงส่งจากการจัดงานระดับนานาชาติและอีเวนต์ขนาดใหญ่หลายรายการในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งคาดว่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น

    สำหรับอีเวนต์สำคัญที่เป็นปัจจัยบวกต่อภาคท่องเที่ยว ได้แก่ การจัดประชุมระดับโลกขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น World Bank และ IMF รวมถึงเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland ที่มีกำหนดจัดขึ้นในเดือน ธ.ค.2569 และคอนเสิร์ตใหญ่ของวง BTS ในกรุงเทพฯ หลังสมาชิกวงเสร็จสิ้นภารกิจการเกณฑ์ทหาร ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดแฟนคลับจากหลายประเทศเดินทางเข้ามาในไทย

    ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์โดยตรง ได้แก่ โรงแรมระดับบน ซึ่งจะได้อานิสงส์จากนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง ขณะที่สายการบินที่ให้บริการเส้นทางพรีเมียม โดยเฉพาะเส้นทางสู่เกาะสมุย จะได้รับแรงหนุนจากความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าว

    “วทัญ จิตต์สมนึก” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย กล่าวว่า ท่องเที่ยวไทยครึ่งปีหลังมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจนจากครึ่งแรก หลังแรงกดดันจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย ขณะที่ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงช่วยลดต้นทุนสายการบินและราคาตั๋วเครื่องบิน กระตุ้นการเดินทางระหว่างประเทศ

    นอกจากนี้ คาดนักท่องเที่ยวยุโรปทยอยกลับมา หลังสถานการณ์ปิดน่านฟ้าและความขัดแย้งในตะวันออกกลางผ่อนคลาย ทำให้ต้นทุนเดินทางลดลง โดยนักท่องเที่ยวยุโรปถือเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูง ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการฟื้นตัวท่องเที่ยวไทยช่วงครึ่งหลัง

    ทั้งนี้ ตลาดคาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 33 ล้านคน ใกล้เคียงกับปีก่อน แต่ยังมีโอกาสสูงกว่าคาด หากรัฐเดินหน้าจัดอีเวนต์และกิจกรรมส่งเสริมท่องเที่ยวต่อเนื่องช่วงครึ่งหลัง แม้ธีมท่องเที่ยวจะมีแนวโน้มเป็นบวก แต่ควรเลือกลงทุนเป็นรายกลุ่ม เนื่องจากหุ้นบางตัวสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว

    “ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล” ประธานกรรมการ บมจ. ทรีนีตี้ วัฒนา หรือ TNITY กล่าวว่า ช่วงครึ่งหลังปี 2569 โดยเฉพาะไตรมาส 4 ปี 2569 จะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจและท่องเที่ยวได้รับแรงหนุนจากการจัด Mega Events ระดับโลกต่อเนื่อง ทั้ง Gastech, การประชุม IMF-World Bank, มหกรรมพืชสวนโลก, Wonderfruit และ Tomorrowland Thailand ซึ่งจะดึงดูดนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และนักลงทุนจากทั่วโลก พร้อมหนุนภาคบริการและบริโภคในประเทศ

    ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวทำให้ไตรมาส 4 ปี 2569 เป็นช่วงที่น่าสนใจ เนื่องจากอีเวนต์ระดับโลกจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจคุณภาพเข้าสู่ไทย เพิ่มรายได้ให้ภาคบริการและท่องเที่ยว รวมถึงช่วยกระตุ้นจ้างงานและใช้จ่ายภายในประเทศ

    ส่วนตลาดหุ้นสะท้อนความกังวลผ่านการปรับลดประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวปี 2569 ไปพอสมควรแล้ว ทำให้ความเสี่ยงด้านลบมีจำกัด มีโอกาสเห็นการปรับเพิ่มประมาณการ หากจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงปลายปีออกมาดีกว่าคาดจากแรงหนุนของ Mega Events

    ทั้งนี้ มอง Mega Events ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพช่วงครึ่งปีหลัง ไม่เพียงสร้างรายได้ให้ท่องเที่ยวและบริการ แต่ยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยและตลาดหุ้นในระยะกลางถึงยาวได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1242397&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Hg070JYGv-e7vwMToB85i

  • เลขาสภาพัฒน์ ชี้  ถ้าใช้เงินกู้ตรงจุด เชื่อภาพรวม เศรษฐกิจประเทศ จะดีขึ้น

    เลขาสภาพัฒน์ ชี้ ถ้าใช้เงินกู้ตรงจุด เชื่อภาพรวม เศรษฐกิจประเทศ จะดีขึ้น

    เลขาสภาพัฒน์ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ถ้าใช้เงินตรงจุด วงเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง มุ่งเรื่องประหยัดพลังงาน เชื่อภาพรวม เศรษฐกิจประเทศ จะดีขึ้น

    เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 10 ก.ค. 2569 ที่อาคารรับรองด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ จ.สงขลา นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาแล้วก็ถือว่าดี ซึ่งก็จะได้ดำเนินการเรื่องที่มีการเตรียมการไว้ ให้เดินหน้าได้ เพราะสถานการณ์ตอนนี้แม้สหรัฐอเมริกากับอิหร่านจะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงหยุดยิง แต่ก็ยังไม่มีความแน่นอน ฉะนั้นจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประเทศไทยต้องมีการเตรียมความพร้อมรับมือ เพื่อลดความเสี่ยงการผูกพันเกี่ยวกับราคาพลังงาน

    เมื่อถามว่า วงเงิน 2 แสนล้านบาทส่วนหลัง ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะทำอย่างไรให้ตรงเป้า นายดนุชา กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการพูดคุยในการจะสนับสนุนให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าในแต่ละเดือน ส่วนรูปแบบและวิธีการอยู่ในขั้นตอนของการหารือ อย่างไรก็ตามขอย้ำว่าเราต้องมุ่งไปในเรื่องของการประหยัดพลังงาน ส่วนโครงการของกระทรวงคมนาคม ที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านให้ใช้รถไฟฟ้า จะต้องมีการพูดคุยในรูปแบบให้ชัดเจนก่อน ยอมรับว่าการแลกรถเก่ากับรถใหม่ยังมีข้อจำกัดอยู่ เพราะยังไม่รู้ว่ารถเก่านั้นจะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร ก็คงต้องหาแนวทางอื่นเป็นทางเลือก

    ส่วนกรณีที่นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตถึงโครงการของกระทรวงมหาดไทยที่จะให้มีการใช้รถเก็บขยะ และรถพยาบาล เป็นรถไฟฟ้า และระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตร จะเข้าเงื่อนไขเป็นการใช้งบฉุกเฉินตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.ก.หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า ในเรื่องของโครงการรัฐก็ส่วนหนึ่ง แต่ควรจะพุ่งเป้าไปที่ประชาชน เพื่อให้ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และจะต้องไปดูวิธีการที่จะดำเนินการต่อไป

    ส่วนกรณีมีข้อเสนอ ให้ใช้งบดังกล่าวพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริด หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ นายดนุชา ตอบว่า โครงการดังกล่าวจะต้องดำเนินการอยู่แล้ว และขณะนี้มีการเตรียมไว้แล้ว แต่ไม่สามารถใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ได้ เพราะติดที่จะต้องใช้เงินภายในเดือนกันยายนปีงบ 2570 เพราะโครงการนี้ต้องใช้เวลาระยะยาว ซึ่งต้องดำเนินการโดย 3 การไฟฟ้า ที่เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เพราะหากเป็นงบลงทุนต้องผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก็จะใช้เวลานาน

    เมื่อถามว่า พ.ร.ก.กู้เงินฯ เมื่อนำไปใช้แล้ว จะทำให้ภาพรวมจีดีพี ปีนี้ โตขึ้นหรือไม่ นายดนุชา เชื่อว่า งบตัวนี้จะทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศมีความแน่นอนมากยิ่งขึ้น และทำให้ภาคเอกชนมั่นใจ ฉะนั้นเชื่อว่าเศรษฐกิจภาพรวมก็จะดีขึ้น แต่อยู่ที่ว่างบสองแสนล้านนี้จะเบิกจ่ายได้ตรงเป้าจริงหรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2945326&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fQz7pwpIZNJEl-PEQF2Zz

  • ความมั่นคงต้องเดินคู่เศรษฐกิจ “อนุทิน” มอบนโยบายแก้ปัญหา-พัฒนาชายแดนใต้

    ความมั่นคงต้องเดินคู่เศรษฐกิจ “อนุทิน” มอบนโยบายแก้ปัญหา-พัฒนาชายแดนใต้

    นายกฯ มอบนโยบายแก้ปัญหา-พัฒนาชายแดนใต้ ย้ำความมั่นคงต้องเดินคู่เศรษฐกิจ สั่งทุกหน่วยบูรณาการข้อมูล ป้องกันยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ปล่อยพื้นที่เป็นช่องว่างของรัฐ

    วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ จังหวัดสงขลา โดยมีหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อกำหนดแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาและการรักษาความมั่นคงในพื้นที่ หลังเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นภารกิจต่อเนื่องจากการเดินทางเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งได้หารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียและคณะผู้บริหารของมาเลเซียในหลายประเด็น ทั้งด้านความมั่นคง การสร้างสันติสุข ความเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ ตลอดจนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว โดยผลจากการหารือจะถูกนำมาปรับเป็นข้อสังเกตและนโยบาย เพื่อให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ต่อไป

    จากการเดินทางครั้งนี้ทำให้เห็นชัดเจนว่า ภาคใต้ของประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ปลายสุดของประเทศ แต่เป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญที่สุดกับภาคเหนือของมาเลเซีย และเป็นประตูเชื่อมเครือข่ายเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้กับประชาชนได้อย่างมหาศาล ซึ่งการลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของจังหวัดชายแดนภาคใต้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่ยังคงเป็นนักท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของไทย ขณะที่การลงทุนจากมาเลเซียก็อยู่ในระดับต้นๆ เช่นเดียวกัน ขณะที่มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับมาเลเซียใกล้แตะ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง

    นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า หากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชายแดนภาคใต้ จะทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ประชาชนขาดรายได้ เกิดความเดือดร้อน และยังกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ดังนั้น รัฐบาลจะไม่ยอมให้มีอุปสรรคใดมาขัดขวางโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การขยายตัวของการค้า และการเดินทางระหว่างสองประเทศ พร้อมเน้นย้ำว่า เมื่อเศรษฐกิจขยายตัว รัฐก็ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลความมั่นคง ควบคู่ไปกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อาวุธผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ การลักลอบนำเข้าสินค้า อาชญากรรมข้ามชาติ การฟอกเงิน เครือข่ายผู้มีอิทธิพล และภัยคุกคามทุกรูปแบบ โดยการพัฒนาเศรษฐกิจและการรักษาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้จะต้องดำเนินควบคู่กัน

    อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ยังได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ นายอำเภอ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ร่วมกันรับผิดชอบปัญหาอย่างบูรณาการ โดยภารกิจสำคัญอันดับแรกคือการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้สูงสุด พร้อมย้ำว่าสถานการณ์ความไม่สงบ การก่อเหตุรุนแรง การลอบวางระเบิด และการสร้างความหวาดกลัวในทุกรูปแบบ เป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่สามารถยอมรับได้

    ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ทุกจังหวัดที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และภาคประชาชน โดยต้องเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานให้มากที่สุด เพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ และไม่ปล่อยให้เกิดพื้นที่ว่างที่รัฐไม่สามารถเข้าถึงหรือดูแลได้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2945374&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38LZrA39hs5wdr9J0dqRlz