Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • Ep.01 จากบทเรียนเศรษฐกิจพอเพียง สู่ #ลองนาคาเฟ่ พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจที่ต้องปักหมุด!

    Ep.01 จากบทเรียนเศรษฐกิจพอเพียง สู่ #ลองนาคาเฟ่ พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจที่ต้องปักหมุด!

    วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.01 น.

    พิกัดใหม่สายสโลว์ไลฟ์! เปิดที่มา “ลองนา คาเฟ่” จุดเริ่มต้นจากประสบการณ์ 6 ปี ในรั้วปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน (อจย.) สู่โปรเจกต์ในฝันที่พร้อมส่งต่อพลังบวก แย้มมีให้ติดตามอีกหลายซีรีส์!

    กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ เมื่อ “ลองนา คาเฟ่” ได้ฤกษ์เปิดตัว EP.01 บอกเล่าจุดเริ่มต้นอันอบอุ่นที่ทำเอาหลายคนต้องอมยิ้ม โดยเบื้องหลังความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์ตรงตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา

    คุณผรณเดช พูนศิริวงศ์ เจ้าของโปรเจกต์ได้ เปิดเผยความในใจว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นจากการได้เข้าไปสัมผัสและเข้ารับการอบรม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐานร่วมกับ อาจารย์ยักษ์ หรือ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายปีนั้น นอกจากจะได้ความรู้ติดตัวมาอย่างมากมายแล้ว สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดคือการได้พบเจอกับ “กัลยาณมิตรที่น่ารัก” และได้เห็นวิถีชีวิตของการอยู่อาศัยอย่างพอเพียงที่แท้จริง

    “ความรู้และมิตรภาพที่ได้รับมาในวันนั้น คือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เรานำมาต่อยอดและสร้างสรรค์จนกลายเป็น ลองนา คาเฟ่ ในวันนี้”

    สำหรับใครที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต หรืออยากติดตามว่าจากห้องอบรมภูมิปัญญาไทย จะกลายมาเป็นคาเฟ่สุดชิคได้อย่างไร? ห้ามพลาด! เพราะนี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

    ช่องทางการติดตาม
    Facebook : ลองนา เชียงใหม่
    TikTok : ลองนา คาเฟ่ 

    @longna.9.cnx

    ลองนา คาเฟ่ EP.01 ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ ที่มาของแรงบันดาลใจ ประสบการณ์ตลอด 5 ถึง 6 ปีที่ผ่านมา ที่ได้เข้าไปสัมผัส และอบรมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน ต่อยอดความรู้เป็น #ลองนาคาเฟ่ ฝากติดตามดูต่อไปนะครับ มีอีกหลายEP.ให้ตามชมกันครับ

    เสียงต้นฉบับ – ลองนา คาเฟ่

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    Ep.02 'ชุมชนต้นน้ำน่าน' บนพื้นที่สูงก็มีน้ำใช้ ถอดสูตรสำเร็จ  สู่บทเรียนโคกหนองนา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/976583&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_s2l32ptxk-LMRo7dN8gh

  • 4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่เมืองรอง

    4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่เมืองรอง

    4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่เมืองรอง

    4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ รากฐานทุนวัฒนธรรมศักยภาพสูง ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่การยกระดับเมืองรอง

    ทีมวิจัยโครงการบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นำโดย ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ประธานมูลนิธิสื่อสานพลังชุมชน พร้อมคณะทำงาน ได้ลงพื้นที่สำรวจศักยภาพทางวัฒนธรรมในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ โดยการนั่งรถรางชมเมืองตลอดช่วงบ่าย เพื่อรวบรวมข้อมูลและประเมินแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านทุนทางวัฒนธรรม

    การลงพื้นที่ในครั้งนี้มี มนัสวี พรมโชติ นักวิจัยในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ และ เกศทัศน์ นาชัยเวียง พนักงานขับรถรางจากเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ร่วมเป็นแกนนำในการนำชมและให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับย่านวัฒนธรรมสำคัญทั้ง 4 ย่านของเมืองกาฬสินธุ์

    ย่านชุมชนเมืองเก่า: จุดตัดสถาปัตยกรรม 3 วัฒนธรรม

    ตั้งอยู่บริเวณชุมชนโดยรอบวัดกลาง พระอารามหลวง มีอัตลักษณ์โดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างไทย จีน และอีสาน โครงสร้างอาคารบ้านเรือนยังคงหลงเหลือร่องรอยประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ สถานที่สำคัญในย่านนี้ อาทิ ตึกดินโบราณ ตึกฝรั่ง และบ้านดิน ซึ่งถือเป็นต้นทุนสำคัญในการพัฒนาเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม

    4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่เมืองรอง

    4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่เมืองรอง

    ย่านประวัติศาสตร์กาฬสินธุ์ (ริมน้ำปาว): พื้นที่ชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน

    พื้นที่ริมลำน้ำปาวซึ่งไหลผ่านชุมชนที่อยู่อาศัยหนาแน่น ได้แก่ ชุมชนหน้าโรงเลื่อย ชุมชนท่าสินค้า ชุมชนดอนสวรรค์ และชุมชนซอยน้ำทิพย์ ย่านนี้มีกายภาพที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Space) ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นแหล่งเศรษฐกิจชุมชนและตลาดวัฒนธรรมริมน้ำเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับคนในท้องถิ่น

    4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่เมืองรอง

    ย่านศาลากลางหลังเก่า: ศูนย์รวมองค์ความรู้และหอศิลป์เมือง

    อาคารศาลากลางจังหวัดหลังเดิมได้รับการทำนุบำรุงและปรับปรุงให้เป็น “พิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์ (หอศิลป์)” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณี และการเชิดชูเกียรติบุคคลสำคัญของจังหวัด เพื่อให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปได้เข้าถึงรากเหง้าของท้องถิ่น

    4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่เมืองรอง

    ย่านริมแก่งดอนกลาง: พื้นที่สีเขียวและอัตลักษณ์แห่งการเทิดพระเกียรติ

    พื้นที่ชุมชนริมแก่งดอนกลาง (เดิมชื่อแก่งสำโรง) มีลักษณะเด่นเป็นแก่งและมีดอนอยู่ตรงกลาง ปัจจุบันมีแนวคิดเชิงนโยบายในการสร้างสรรค์และพัฒนาพื้นที่แห่งนี้เพื่อเทิดพระเกียรติแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มุ่งเน้นการผสมผสานระหว่างการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการเชิดชูสถาบัน

    4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่เมืองรอง

    จากการลงพื้นที่สำรวจของคณะวิจัย พบข้อบ่งชี้สำคัญว่า แต่ละย่านวัฒนธรรมของเมืองกาฬสินธุ์ล้วนมีความโดดเด่นทางวัฒนธรรมที่หลากหลายและแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งเหล่านี้คือ “รากฐานทุนวัฒนธรรมดั้งเดิม” ที่มีศักยภาพสูง

    หากภาครัฐและภาคประชาสังคมร่วมกันสนับสนุน ฟื้นฟู และยกระดับย่านเหล่านี้อย่างเป็นระบบ นอกจากจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในฐานะเมืองรองที่มีมูลค่าสร้างสรรค์สูงแล้ว ยังจะเป็นการสร้างความมั่นคงให้ทุนวัฒนธรรมสามารถคงอยู่และเฟื่องฟูต่อไปได้อย่างยั่งยืน สอดรับกับแนวคิด “ทุนวัฒนธรรม สร้างชาติ” และ “ทุนทางวัฒนธรรมชุมชน = ทุนชาติ” ที่ต้องอาศัยการบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมเข้ามาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาขับเคลื่อนในอนาคต

    4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่เมืองรอง 4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่เมืองรอง

    4 ย่านวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ ทุนทางปัญญา-เศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเมืองเก่าสู่เมืองรอง

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/social/378980100&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tiODSt13kjiAGoESvoN3G

  • ผู้ว่าการ ธปท. ร่วมบรรยายให้ความรู้สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจประจำปี 2569

    ผู้ว่าการ ธปท. ร่วมบรรยายให้ความรู้สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจประจำปี 2569

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าร่วมบรรยายให้ความรู้ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจประจำปี 2569 ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ในหัวข้อ “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” โดย ธปท.มองว่าการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้อยู่ที่ 2.3% แม้ว่าจะดูว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวไม่สูงมาก แต่ถือว่าดีกว่าคาด เนื่องจากต้นปี ธปท.ประเมินว่าจากผลกระทบสงคราม ราคาน้ำปรับตัวสูงขึ้น และการขาดแคลนวัตถุดิบจะทำให้ จีดีพีไทยขยายตัวได้เพียง 1.5% แต่การที่เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่น (Resilience) สูง เราสามารถหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นทดแทน และมีการปรับตัว รวมถึงมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ทำให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวสูงกว่าที่เคยประเมินไว้

    rn

     

    rn”}}” id=”text-c4d4859be9″>

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าร่วมบรรยายให้ความรู้ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจประจำปี 2569 ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ในหัวข้อ “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” โดย ธปท.มองว่าการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้อยู่ที่ 2.3% แม้ว่าจะดูว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวไม่สูงมาก แต่ถือว่าดีกว่าคาด เนื่องจากต้นปี ธปท.ประเมินว่าจากผลกระทบสงคราม ราคาน้ำปรับตัวสูงขึ้น และการขาดแคลนวัตถุดิบจะทำให้ จีดีพีไทยขยายตัวได้เพียง 1.5% แต่การที่เศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่น (Resilience) สูง เราสามารถหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นทดแทน และมีการปรับตัว รวมถึงมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ทำให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวสูงกว่าที่เคยประเมินไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20260711.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2McSMR2TdDzS____iLeYpi

  • “แนน บุณย์ธิดา” รมช.ดีอี ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ตรวจติดตามการดำเนินงานสำคัญจาก ดีป้า – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “แนน บุณย์ธิดา” รมช.ดีอี ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ตรวจติดตามการดำเนินงานสำคัญจาก ดีป้า – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/116453&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24hcw-lJ6BRqaRj_No2Z6X

  • ธปท. ยืนยันใช้นโยบายการเงินช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ พร้อมรักษาเสถียรภาพด้านราคา และระบบการเงินไทย ระบุจีดีพีไทยโต 2.3% ยังไม่ดี คาดเงินเฟ้อปี 69 อาจต่ำกว่า 2.8%  

    ธปท. ยืนยันใช้นโยบายการเงินช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ พร้อมรักษาเสถียรภาพด้านราคา และระบบการเงินไทย ระบุจีดีพีไทยโต 2.3% ยังไม่ดี คาดเงินเฟ้อปี 69 อาจต่ำกว่า 2.8%  

    ผู้ว่าการ ธปท. ยืนยันใช้นโยบายการเงินช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ พร้อมรักษาเสถียรภาพด้านราคา และระบบการเงินไทย รวมทั้งใช้มาตรการเฉพาะจุดแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มองเศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังไม่ดี เพราะยังมีคนลำบากมาก มั่นใจเงินเฟ้อปีนี้มีโอกาสต่ำกว่า 2.8% ทำให้มองข้ามไปได้โดยไม่ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่การปล่อยเงินเข้าระบบผ่าน QE ไม่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้น

    11 ก.ค. 2569 – นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569  “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก หัวข้อ “นโยบายการเงิน รับมือวิฤติสงคราม และการเงินโลก” ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)  และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่ต้องรับมือกับสงคราม และความผันผวน คนอยากให้ ธปท.เข้ามาช่วย แต่ต้องทำความเข้าใจว่าหน้าที่ของนโยบายการเงิน และการคลังต่างกันชัดเจน โดยนโยบายการเงินดูแลหลักคือด้านเสถียรภาพใน 2 ด้าน คือ 1.เสถียรภาพระบบการเงิน ระบบการเงินมีความเข้มแข็ง ซึ่งไม่ใช่ว่าธนาคารพาณิชย์ต้องมีกำไรสูงสุด แต่จะต้องมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์ไม่มีปัญหา ระบบการชำระเงินไม่มีปัญหา และด้านที่ 2 เสถียรภาพด้านราคา หรือ ดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ 1-3%  และถ้าจำเป็นจะต้องหลุดให้หลุดกรอบในด้านต่ำ เพราะการหลุดกรอบด้านสูง เงินเฟ้อที่สูงจะส่งผลต่อค่าครองชีพของคนให้สูงเกินไป แต่หลุดด้านต่ำค่าครองชีพอาจจะไม่กระทบมาก แต่อย่างไรก็ตามอยู่ในกรอบดีที่สุด

    “นโยบายการเงินยุคผม ยังมีอีกหน้าที่ที่ผมเน้นคือ การช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะนโยบายการเงินจะมีผลกระทบเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ย หรือค่าเงิน ซึ่งกระทบกับคนเป็นวงกว้าง ในขณะที่นโยบายการคลัง มีหน้าที่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยให้เศรษฐกิจโต เกิดผลเร็ว แต่อยู่ระยะสั้น นโยบายการเงิน มีหน้าที่ช่วยประคับประคอง โดยการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. จะทำผ่านเครื่องมือหลักที่สำคัญที่สุด คือ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายผ่านคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)”

     ผู้ว่า ธปท. กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาสังคมอาจจะคาดหวังให้ ธปท. ทำมากมาย แต่ ธปท. มีเครื่องมือไม่ได้มากอย่างที่คิด เหมือนในขณะนี้ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ไม่สามารถที่จะหยุดเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในด้านราคา และด้านการผลิต หรือที่ด้านอุปทานได้ ในขณะนี้ราคาน้ำมันขึ้นไปมาก เงินเฟ้อสูง แต่การขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ช่วยให้ราคาน้ำมันลดลงได้ อย่างไรก็ตาม หากเงินเฟ้อขึ้นไปสูงจริงๆ บางประเทศก็ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย เพื่อลดในด้านความต้องการสินเชื่อ ซึ่งทำได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจก็จะชะลอลงตามด้วย

    “แล้วการขยายตัวของเศรษฐกิจซึ่งเราคาดว่าโต 2.3% เป็นอย่างไร มองว่าโต 2.3% เศรษฐกิจไม่ดี แต่ไม่ได้แย่เท่ากับการเกิดสงครามให้ช่วงแรก ที่ห่วงว่าสินค้าจำเป็นจะขาดแคลน น้ำมันขาดแคลน ปุ๋ยขาดแคลน พลาสติกขาดแคลน ไม่ใช่ราคาสูงขึ้นอย่างเดียว ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จีดีพีปีนี้ของไทยอาจจะต่ำมาก 1.5% แต่เศรษฐกิจไทยมีการปรับตัวได้ดี หาแหล่งซื้อน้ำมัน ปุ๋ยใหม่ได้เร็ว และที่ดีที่สุด ราคาน้ำมันดิบโลกลดลงเร็วกว่าที่คิดมาก ทำให้เศรษฐกิจปรับขึ้นมาได้ แต่ก็ไม่ใช่เข้าสู่เศรษฐกิจดี เรามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ลดลงเรื่อยๆ มีปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข การขยายตัวของเศรษฐกิจยังเป็น K-Shape มีการจัดสรรทรัพยาการที่เหลื่อมล้ำ จะเห็นได้ว่า เอสเอ็มอียังเข้าถึงทรัพยาการได้น้อยกว่ารายใหญ่ คนจนถูกระทบจากเศรษฐกิจมากกว่าคนรวย การส่งออกกระจุกตัวในบางภาค”

    ดังนั้น การใช้นโยบายการเงินเพื่อรับมือความซบเซา และความผันผวนของเศรษฐกิจ ซึ่งเน้นการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ตั้งแต่ผมเข้ามาลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งลงมาเหลือ 1% และเพิ่มมาตรการเฉพาะจุด เพื่อช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว โดยอัตราเงินเฟ้อในขณะนี้มาจากด้านอุปทาน และในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยปรับตัวเร็ว น้ำมันลดลงเร็วกว่าคาด ทำให้คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยในปีนี้จะต่ำลงกว่า 2.8% ที่คาดไว้ และตลอดทั้งปีนี้จะไม่เห็นเดือนไหนที่เงินเฟ้อของไทยขึ้นไปเกิน 4.5% การใช้นโยบายการเงินจึงสามารถมองข้ามเงินเฟ้อในขณะนี้ไปได้ ดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม  และเมื่อข้ามไปถึงเดือน เม.ย.ปีหน้า จากฐานปีนี้ที่สูงขึ้น เราจะเห็นอัตราเงินเฟ้อที่ปรับลดลง ซึ่งทำให้เงินเฟ้อวันนี้อยู่ในระดับที่ไม่น่าห่วง

    ส่วนที่มีคำถามจากนักเศรษฐศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีมาต่อเนื่องว่า ธปท. ทำไมไม่ปล่อยเงินเข้าระบบ หรือการทำ QE ประเทศไทยควรทำหรือไม่ นายวิทัย กล่าวว่า การใส่เงินเข้าไปในระบบ จะต้องพิจารณาด้วยว่าเงินที่ ธปท. ปล่อยเข้าไปจะไปอยู่ที่ไหน ซึ่งในช่วงที่ผานมา เมื่อ ธปท.ปล่อยเงินไปผ่านธนาคารพาณิชย์ เงินออกไปแทบทั้งหมดจะกลับเข้ามาที่ ธปท. ผ่านตลาดซื้อคืนในวันรุ่งขึ้น กลายเป็นเงินฝากของระบบธนาคารพาณิชย์ที่ ธปท. เงินไม่ได้เข้าระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ปล่อยเงินผ่านการซื้อพันธบัตรระยะยาว ก็ไม่ได้กระทบต่อเนื่องจนทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ลดลงได้ ดังนั้นการทำ QE  หรือ การปล่อยเงินเข้าระบบแบบในต่างประเทศ จึงทำไม่ได้ผลดีในประเทศไทย

    อย่างไรก็ตาม การขึ้นลงของค่าเงินบาทเป็นการแลกเปลี่ยนเงินตามความต้องการของตลาดเป็นหลัก ธปท.ไม่ได้อยู่ในวงจรนั้น ธปท.จะเข้าไปต่อดูแลหรือแทรกแซง เมื่อค่าเงินบาทมีความผันผวนทั้งในทางอ่อนค่า และแข็งค่าที่มากและเร็วเกินไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการและะเสถียรภาพทางการเงิน แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า ธปท.จะแทรกแซงเท่าไรก็ได้ แต่ธปท.จะทำแต่นโยบายการเงินอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องดูเกณฑ์ระดับสากล เช่น เกณฑ์ควบคุมการแทรกแซงค่าเงินของสหรัฐฯ ซึ่งต้องแทรกแซงได้ไม่เกิน 2% ของจีดีพี ทำให้เราทำได้ตามความเหมาะสมเพื่อไม่กระทบกับด้านอื่นๆ เช่น อัตราภาษีหรือการกีดกันการค้าการลงทุนจากสหรัฐฯ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1030537/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KRIcLZhd-4XqQYlXPepdn

  • ผู้ว่าธปท. ย้ำไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย   ชี้เศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังเปราะบาง

    ผู้ว่าธปท. ย้ำไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย  ชี้เศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังเปราะบาง

    วันนี้ ( 11 ก.ค.2569) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก หัวข้อ นโยบายการเงิน รับมือวิฤติสงคราม และการเงินโลก ว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่ต้องรับมือกับสงคราม และความผันผวนซึ่งหลายฝ่ายต้องการให้ ธปท.เข้ามาช่วย แต่ต้องทำความเข้าใจว่าหน้าที่ของนโยบายการเงิน และการคลังต่างกันชัดเจน โดยนโยบายการเงินดูแลหลักคือด้านเสถียรภาพใน 2 ด้าน คือ 1.เสถียรภาพระบบการเงิน ระบบการเงินมีความเข้มแข็ง ซึ่งไม่ใช่ว่าธนาคารพาณิชย์ต้องมีกำไรสูงสุด แต่จะต้องมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์ไม่มีปัญหา ระบบการชำระเงินไม่มีปัญหา

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    และด้านที่ 2 เสถียรภาพด้านราคา หรือ ดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ 1-3% และถ้าจำเป็นจะต้องหลุดให้หลุดกรอบในด้านต่ำ เพราะการหลุดกรอบด้านสูง เงินเฟ้อที่สูงจะส่งผลต่อค่าครองชีพของคนให้สูงเกินไป แต่หลุดด้านต่ำค่าครองชีพอาจจะไม่กระทบมาก แต่อย่างไรก็ตามอยู่ในกรอบดีที่สุด

    นโยบายการเงินยุคผม ยังมีอีกหน้าที่ที่เน้นคือ การช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะนโยบายการเงินจะมีผลกระทบเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ย หรือค่าเงิน ซึ่งกระทบกับคนเป็นวงกว้าง

    ผู้ว่าธปท. ย้ำไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย   ชี้เศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังเปราะบาง

    ผู้ว่าธปท. ย้ำไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย ชี้เศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังเปราะบาง

    ในขณะที่นโยบายการคลัง มีหน้าที่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยให้เศรษฐกิจโต เกิดผลเร็ว แต่อยู่ระยะสั้น นโยบายการเงิน มีหน้าที่ช่วยประคับประคอง โดยการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. จะทำผ่านเครื่องมือหลักที่สำคัญที่สุด คือ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายผ่านคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

    ผู้ว่า ธปท. กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาสังคมอาจจะคาดหวังให้ ธปท. ทำมากมาย แต่ ธปท. มีเครื่องมือไม่ได้มากอย่างที่คิด เหมือนในขณะนี้ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ไม่สามารถที่จะหยุดเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในด้านราคา และด้านการผลิต หรือที่ด้านอุปทานได้ ในขณะนี้ราคาน้ำมันขึ้นไปมาก เงินเฟ้อสูง แต่การขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ช่วยให้ราคาน้ำมันลดลงได้ อย่างไรก็ตาม หากเงินเฟ้อขึ้นไปสูงจริงๆ บางประเทศก็ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย เพื่อลดในด้านความต้องการสินเชื่อ ซึ่งทำได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจก็จะชะลอลงตามด้วย

    โครงการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569  โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก หัวข้อ นโยบายการเงิน รับมือวิฤติสงคราม และการเงินโลก

    โครงการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก หัวข้อ นโยบายการเงิน รับมือวิฤติสงคราม และการเงินโลก

    การขยายตัวของจีดีพีที่คาดว่าโต 2.3%เศรษฐกิจไม่ดี แต่ไม่ได้แย่เท่ากับการเกิดสงครามให้ช่วงแรก ที่ห่วงว่าสินค้าจำเป็นเช่น น้ำมัน ปุ๋ย พลาสติก จะขาดแคลนมากกว่า ไม่ใช่ราคาสูงขึ้นอย่างเดียว ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จีดีพีปีนี้ของไทยอาจจะต่ำมาก 1.5% แต่เศรษฐกิจไทยมีการปรับตัวได้ดี หาแหล่งซื้อน้ำมัน ปุ๋ยใหม่ได้เร็วและที่ดีที่สุดราคาน้ำมันดิบโลกลดลงเร็วกว่าที่คิดมากทำให้เศรษฐกิจปรับขึ้นมาได้แต่ก็ไม่ใช่เข้าสู่เศรษฐกิจดี

    ทั้งนี้ไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง มีปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข การขยายตัวของเศรษฐกิจยังเป็น K-Shape มีการจัดสรรทรัพยากรที่เหลื่อมล้ำเห็นได้ว่าSMEยังเข้าถึงทรัพยากาได้น้อยกว่ารายใหญ่ คนจนถูกระทบจากเศรษฐกิจมากกว่าคนรวย การส่งออกกระจุกตัวในบางภาค

    ผู้ว่าธปท. ย้ำไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย   ชี้เศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังเปราะบาง

    ผู้ว่าธปท. ย้ำไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย ชี้เศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังเปราะบาง

    ดังนั้นการใช้นโยบายการเงินเพื่อรับมือความซบเซา และความผันผวนของเศรษฐกิจ เน้นการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งลงมาเหลือ 1% และเพิ่มมาตรการเฉพาะจุด เพื่อช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว

    โดยอัตราเงินเฟ้อในขณะนี้มาจากด้านอุปทาน และในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยปรับตัวเร็ว น้ำมันลดลงเร็วกว่าคาด ทำให้คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยในปีนี้จะต่ำลงกว่า 2.8% ที่คาดไว้ และตลอดทั้งปีนี้จะไม่เห็นเดือนไหนที่เงินเฟ้อของไทยขึ้นไปเกิน 4.5% การใช้นโยบายการเงินจึงสามารถมองข้ามเงินเฟ้อในขณะนี้ไปได้ ดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม และเมื่อข้ามไปถึงเดือน เม.ย.ปีหน้า จากฐานปีนี้ที่สูงขึ้น เราจะเห็นอัตราเงินเฟ้อที่ปรับลดลง ซึ่งทำให้เงินเฟ้อวันนี้อยู่ในระดับที่ไม่น่าห่วง

    ผู้ว่าธปท. ย้ำไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย   ชี้เศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังเปราะบาง

    ผู้ว่าธปท. ย้ำไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย ชี้เศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังเปราะบาง

    นายวิทัย กล่าวถึงกรณีที่ นักเศรษฐศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีมาต่อเนื่องว่า ธปท. ทำไมไม่ปล่อยเงินเข้าระบบ หรือการทำ QE ประเทศไทยควรทำหรือไม่ นั้น การใส่เงินเข้าไปในระบบ จะต้องพิจารณาด้วยว่าเงินที่ ธปท. ปล่อยเข้าไปจะไปอยู่ที่ไหน ซึ่งในช่วงที่ผานมา เมื่อ ธปท.ปล่อยเงินไปผ่านธนาคารพาณิชย์ เงินออกไปแทบทั้งหมดจะกลับเข้ามาที่ ธปท. ผ่านตลาดซื้อคืนในวันรุ่งขึ้น กลายเป็นเงินฝากของระบบธนาคารพาณิชย์ที่ ธปท. เงินไม่ได้เข้าระบบเศรษฐกิจ

    ขณะที่ปล่อยเงินผ่านการซื้อพันธบัตรระยะยาว ก็ไม่ได้กระทบต่อเนื่องจนทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ลดลงได้ ดังนั้นการทำ QE หรือ การปล่อยเงินเข้าระบบแบบในต่างประเทศ จึงทำไม่ได้ผลดีในประเทศไทย

    ผู้ว่าธปท. ย้ำไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย   ชี้เศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังเปราะบาง

    ผู้ว่าธปท. ย้ำไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย ชี้เศรษฐกิจไทยโต 2.3% ยังเปราะบาง

    ส่วนการดูแลค่าเงินบาทนั้น การขึ้นลงของค่าเงินบาทเป็นการแลกเปลี่ยนเงินตามความต้องการของตลาดเป็นหลัก ธปท.ไม่ได้อยู่ในวงจรนั้น ธปท.จะเข้าไปต่อดูแลหรือแทรกแซง เมื่อค่าเงินบาทมีความผันผวนทั้งในทางอ่อนค่า และแข็งค่าที่มากและเร็วเกินไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการและะเสถียรภาพทางการเงิน แต่

    อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า ธปท.จะแทรกแซงเท่าไรก็ได้ แต่ธปท.จะทำแต่นโยบายการเงินอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องดูเกณฑ์ระดับสากล เช่น เกณฑ์ควบคุมการแทรกแซงค่าเงินของสหรัฐฯ ซึ่งต้องแทรกแซงได้ไม่เกิน 2% ของจีดีพี ทำให้เราทำได้ตามความเหมาะสมเพื่อไม่กระทบกับด้านอื่นๆ เช่น อัตราภาษีหรือการกีดกันการค้าการลงทุนจากสหรัฐฯ

    อ่านข่าว:

    แบงก์ชาติจ่อคุมสินเชื่อ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” พบวัยเริ่มทำงานมีหนี้เสียสูงสุด

    เตือน ธปท. อุด 2 ช่องโหว่ คุมเกณฑ์ปล่อยกู้-ยืนยันตัวตนVirtual Bank

    ผู้ถือบัตรเครดิต “รัดเข็มขัด” พบใช้จ่ายหดตัว-ยกเลิกทริปเที่ยวพุ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508149&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QXQL3IxtFDcVmtJJ2i-ZP

  • ยก 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร “ทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน” ปัดวัดพลังการเมือง หวังรัฐบาลต่อยอดแนวคิด

    ยก 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร “ทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน” ปัดวัดพลังการเมือง หวังรัฐบาลต่อยอดแนวคิด

    “พร้อมพงศ์” ยก 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร “ทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน” ใช้คอนเนกชันส่วนตัวพบผู้นำอาเซียน ปัดวัดพลังการเมือง หวังรัฐบาลต่อยอดแนวคิด เปิดตลาดใหม่ ดึงเม็ดเงินเข้าไทย ยกระดับรายได้ประชาชน

    วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร, นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คนจากตระกูลชินวัตร เดินทางไปพบปะผู้นำระดับสูงของประเทศในภูมิภาคอาเซียน ว่า เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย ท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจของโลกที่ทวีความเข้มข้น ผันผวนอยู่ตลอดเวลา แม้การเดินทางครั้งนี้อาจจะไม่ถูกใจกลุ่มขาประจำ มองด้วยความเคลือบแคลงสงสัย มีความเห็นต่างอยู่บ้าง ถือเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แต่ไม่ควรปล่อยให้มาบดบังโอกาสในการสร้างรายได้ สร้างงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน 

    สำหรับการเดินทางครั้งนี้มีการชี้แจงว่าเป็นการดำเนินการในนามส่วนตัว ไม่ใช่ภารกิจของรัฐบาลหรือพรรคการเมือง ไม่ใช่การวัดพลังทางการเมืองหรือมีผลประโยชน์อื่นใดแอบแฝง นายทักษิณ, นางสาวยิ่งลักษณ์, นางสาวแพทองธาร ถึงจะไม่มีตำแหน่งทางการเมือง แต่ยังห่วงใยประเทศชาติ พี่น้องประชาชน หากมีแนวคิดนำไปสู่การประสานเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ เป็นเรื่องน่ายินดี 

    “โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก เป็นโลกแห่งนวัตกรรม เศรษฐกิจสมัยใหม่ ประเทศไทยควรใช้ทุกโอกาสที่เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะมาจากภาครัฐ ภาคเอกชน หรือคนไทยที่มีเครือข่ายต่างประเทศ หากสามารถช่วยเปิดตลาด ดึงการลงทุน สร้างความเชื่อมั่น ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้ มีแต่ได้กับได้ ควรมองว่าอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นเสมือนทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน ที่ช่วยกันสร้างโอกาสหาเงินเข้าประเทศ ความขัดแย้งทางการเมือง อคติจ้องจับผิด มีแต่จะบั่นทอน เราควรมองไปปลายทางแห่งโอกาสทางเศรษฐกิจ งานที่เพิ่มขึ้น รายได้ที่ดีขึ้นของประชาชน”

    นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อไปว่า ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งต่อยอดทุกโอกาสที่เกิดขึ้นให้เป็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการค้า การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว การพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ ควบคู่กับการยกระดับภาคเกษตร ผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน และแรงงานไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เปิดตลาดใหม่ สร้างเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศ และกระจายรายได้สู่ประชาชนอย่างทั่วถึง

    “ประเทศไทยต้องเปลี่ยนทุกโอกาสให้เป็นการค้า เปลี่ยนทุกความร่วมมือให้เป็นการลงทุน เปลี่ยนทุกคอนเนกชันที่เป็นประโยชน์ให้เป็นรายได้ของประชาชน ความสำเร็จของประเทศจะมีความหมาย ต่อเมื่อประชาชนมีงานทำ มีรายได้เพิ่ม ผู้ประกอบการมีตลาดใหม่ เกษตรกรขายผลผลิตได้ดี และเศรษฐกิจไทยเติบโตไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน”

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2945526&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21zZJrDi6fzvoMsWLDAAFp

  • แผ่นดินไหวเวเนซุเอลาถล่มลา กวาอิรา สูญเสียกว่า 4,000 ชีวิต เศรษฐกิจพังทลาย

    แผ่นดินไหวเวเนซุเอลาถล่มลา กวาอิรา สูญเสียกว่า 4,000 ชีวิต เศรษฐกิจพังทลาย

    • แผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน คร่าชีวิตกว่า 4,000 คน บาดเจ็บเกือบ 17,000 ราย

    • สหประชาชาติประเมินความเสียหายทางวัตถุเกือบ 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

    • ธุรกิจและการจ้างงานในพื้นที่แทบหายไป แต่บางส่วนเริ่มทยอยฟื้นตัวอย่างระมัดระวัง

    แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลาไม่ได้ทิ้งไว้เพียงซากอาคารและความสูญเสียชีวิต แต่ยังฉุดเศรษฐกิจของเมืองชายฝั่ง “ลา กวาอิรา” (La Guaira) ให้จมสู่ความไม่แน่นอน ประชาชนจำนวนมากตกงาน ธุรกิจหยุดชะงัก และรายได้หายไปในพริบตา

    หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา เมืองลา กวาอิราซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวริมทะเลและศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญทางตอนเหนือของประเทศ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก อาคารสูงหลายแห่งพังถล่ม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 4,000 คน บาดเจ็บเกือบ 17,000 คน

    สำนักงานลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติประเมินว่า ความเสียหายต่อทรัพย์สินมีมูลค่าสูงถึง 37,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังไม่รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    นักเศรษฐศาสตร์ อัสดรูบัล โอลิเวรอส ระบุว่า ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายทางกายภาพ แต่ยังลุกลามไปถึงภาคการค้า การขนส่ง ห่วงโซ่อุปทาน การจ้างงาน และการบริโภค ซึ่งล้วนเป็นแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

    ผู้ค้าริมชายหาดจำนวนมากต้องสูญเสียอาชีพ ขณะที่ธุรกิจหลายแห่งถูกทำลายและถูกปล้นสะดมหลังเกิดเหตุ ทำให้ครอบครัวจำนวนไม่น้อยขาดรายได้และไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นใหม่ได้อย่างไร

    แม้ย่านเศรษฐกิจอย่างเมือง ไมเกเตีย (Maiquetía) ซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรือและสนามบิน จะเริ่มกลับมาเปิดกิจการบางส่วน แต่ผู้ประกอบการยอมรับว่าการฟื้นตัวต้องใช้เวลา และขึ้นอยู่กับศักยภาพของภาครัฐในการบริหารการฟื้นฟู

    ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การฟื้นฟูหลังภัยพิบัติอาจกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ หากรัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอ มีสถาบันที่มีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคการลงทุนเข้ามามีส่วนร่วม

    อาคารสูงหลายแห่งที่เคยตั้งเรียงรายอยู่ตามแนวชายฝั่งของเมืองลาไกวรา (La Guaira) ได้พังทลายลงหรือได้รับความเสียหายอย่างหนัก

    อาคารสูงหลายแห่งที่เคยตั้งเรียงรายอยู่ตามแนวชายฝั่งของเมืองลาไกวรา (La Guaira) ได้พังทลายลงหรือได้รับความเสียหายอย่างหนัก

    ภาพความเสียหายปรากฏแก่สายตาในทุกมุมของเมืองลาไกวรา ประเทศเวเนซุเอลา

    ภาพความเสียหายปรากฏแก่สายตาในทุกมุมของเมืองลาไกวรา ประเทศเวเนซุเอลา

    ข่าวที่น่าสนใจ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/venezuela-earthquake-la-guaira-economic-crisis&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S3a3SE01dkt7uVMANb4HR

  • เฉลยแล้ว! ทำไม “เฉลิม อยู่วิทยา” ถึงครองแชมป์รวยที่สุดในไทยถึง 3 ปีซ้อน

    เฉลยแล้ว! ทำไม “เฉลิม อยู่วิทยา” ถึงครองแชมป์รวยที่สุดในไทยถึง 3 ปีซ้อน

    อะไรทำให้ “เฉลิม อยู่วิทยา” และครอบครัว เจ้าสัวกระทิงแดง ถึงรวยกว่าพี่น้องเจียรวนนท์ แถมครองแชมป์รวยที่สุดในไทยถึง 3 ปีซ้อน และรวยกว่าเท่าไหร่ ล่าสุดมีเฉลยแล้ว

    หลังจากที่นิตยสาร Forbes ได้เปิดเผย 10 อันดับมหาเศรษฐีไทยประจำปี 2569 ไปแล้วนั้น แต่ที่น่าสนใจ คือ เฉลิม อยู่วิทยา และครองครัวเจ้าสัวกระทิงแดง ครองตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของไทยเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ส่งผลให้ครือซีพี ตระกูลเจียรวนนท์ อยู่อันดับที่ 2 นับตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา

    สาเหตที่ เฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว ครองแชมป์คนที่ร่ำรวยที่สุดในไทยถึง 3 ปีซ้อนได้นั้น เพราะบริษัทมีรายได้ประจำปีเพิ่มขึ้นกว่า 8% เป็น 1.22 หมื่นล้านยูโร หรือราว 1.39 หมื่นล้านเหรียญ ในปี 2568 จากยอดขายทั่วโลกเกือบ 1.4 หมื่นล้านกระป๋อง ส่งผลให้ นายเฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว มีทรัพย์สินมูลค่า 4.7 หมื่นล้านเหรียญ

    ในขณะที่ฝั่งที่น้องตระกูลเจียรวนนท์ กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ ที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 2 มีทรัพย์สินสุทธิ 3.66 หมื่นล้านเหรียญ โดยในเดือน ม.ค. 69 บริษัท Arise Digital Technology ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนของ ศุภชัย เจียรวนนท์ บุตรชายของ ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสของเครือซีพี ได้ตกลงซื้อหุ้นเกือบ 25% ในทรู คอร์ปอเรชั่น จากพันธมิตร Telenor Group ของนอร์เวย์ มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท (3 พันล้านเหรียญ) พร้อมสิทธิซื้อหุ้นเพิ่มอีก 5.4% ภายใน 2 ปี

    เฉลิม อยู่วิทยา รวยกกว่า เครือซีพี เท่าไหร่?

    ข้อมูลจากนิตยสาร Forbes ได้ระบุเปิดเผยถึงทรัพย์สินของมหาเศรษฐีไทยปี 2567-2569 โดยเปรียบเทียบทรัพย์สินระหว่าง นายเฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว และพี่น้องตระกูลเจียรวนนท์ไว้ดังนี้

    เฉลิม อยู่วิทยา มีทรัพย์สินย้อนหลังดังนี้

    • ปี 2023 ทรัพย์สิน 33.4 พันล้านดอลลาร์ฯ คิดเป็นเงินไทย 1,152,300 ล้านบาท
    • ปี 2024 ทรัพย์สิน 36 พันล้านดอลลาร์ฯ คิดเป็นเงินไทย 1,252,800 ล้านบาท
    • ปี 2025 ทรัพย์สิน 44.5 พันล้านดอลลาร์ฯ คิดเป็นเงินไทย 1,446,250 ล้านบาท
    • ปี 2026 ทรัพย์สิน 47 พันล้านดอลลาร์ฯ คิดเป็นเงินไทย 1,566,510 ล้านบาท

    ตระกูลเจียรวนนท์ มีทรัพย์สินดังนี้

    • ปี 2023 ทรัพย์สิน 34 พันล้านดอลลาร์ฯ คิดเป็นเงินไทย 1,173,000 ล้านบาท
    • ปี 2024 ทรัพย์สิน 29 พันล้านดอลลาร์ฯ คิดเป็นเงินไทย 1,009,200 ล้านบาท
    • ปี 2025 ทรัพย์สิน 35.7 พันล้านดอลลาร์ฯ คิดเป็นเงินไทย 1,160,250 ล้านบาท
    • ปี 2026 ทรัพย์สิน 36.6 พันล้านดอลลาร์ฯ คิดเป็นเงินไทย 1,219,878 ล้านบาท

    หากนำทรัพย์สินมาคำนวณเปรียบเทียบ จะพบว่า ในปี 2569 นายเฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว มีทรัพย์สินมากกว่า พี่น้องเจียรวนนท์ ราว 346,616.4 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/953947/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UnQXvVlFvNMFgjohDirp9

  • “เอกนิติ” ปลุกเชื่อมั่นอุตฯ พลิกบวกรอบ 4 เดือน เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อ

    “เอกนิติ” ปลุกเชื่อมั่นอุตฯ พลิกบวกรอบ 4 เดือน เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อ

    ความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอีกครั้ง ล่าสุดสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนมิถุนายน 2569 ที่พลิกกลับมาเป็นบวกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 88.2 จากระดับ 84.7 ในเดือนพฤษภาคม

    สะท้อนแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การผลักดันของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ มิ.ย.ปรับขึ้นระดับ 88.2

    ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนมิถุนายนปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 88.2 จากระดับ 84.7 ในเดือนพฤษภาคม ถือเป็นการกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน โดยเป็นผลมาจากแรงหนุนของมาตรการเศรษฐกิจของภาครัฐที่กระทรวงการคลังเร่งผลักดันออกมาอย่างต่อเนื่อง

    สองมาตรการหลักดันความเชื่อมั่น

    1. “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นกำลังซื้อ

    นโยบายนี้ช่วยลดค่าครองชีพและกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้กว่า 43,200 ล้านบาท ส่งผลดีต่อยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม และแฟชั่นไลฟ์สไตล์ ช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs มีสภาพคล่องกลับมาอีกครั้ง

    2. “Thailand Fastpass” เร่งรัดการลงทุน

    นโยบายนี้ช่วยลดขั้นตอนและเร่งรัดคำขอส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ปัจจุบันเร่งรัดให้เกิดการลงทุนจริงแล้ว 25 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 223,000 ล้านบาท โดยนายเอกนิติในฐานะประธานบอร์ดบีโอไอตั้งเป้าดันการลงทุนจริงให้แตะ 1 ล้านล้านบาทภายในปีนี้ พร้อมกำหนดเงื่อนไขถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านโครงการ “Skill Bridge”

    ปัจจัยบวกอื่นเสริมแรง

    นอกจากสองมาตรการหลักแล้ว ยังมีปัจจัยสนับสนุนอื่น ได้แก่ การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ต่อปี รวมถึงการบริหารจัดการด้านพลังงานที่ทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งในประเทศปรับตัวลดลง

    แนวโน้ม 3 เดือนข้างหน้าสดใส

    ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ล่วงหน้า 3 เดือน ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 94.5 จาก 91.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้แรงหนุนจากมาตรการโซลาร์ภาคประชาชน และแผนปรับโครงสร้างพลังงานวงเงิน 200,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะกระตุ้นอุปสงค์ในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ทั้งแผงโซลาร์เซลล์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/663696&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LIxQ1bLa2zx0luSaMOv6e